พิมพ์พร พรพฤฒิพันธุ์ ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับหนี้สินกว่า 4,434 ล้านบาทในบัญชีทรัพย์สินของนายกรัฐมนตรีที่เป็นตั๋วสัญญาใช้เงินให้กับคนในครอบครัวโดยไม่มีดอกเบี้ยและไม่กำหนดระยะเวลาชำระ ซึ่งอาจเข้าข่ายเลี่ยงภาษีและขาดความโปร่งใสในแง่จริยธรรมการบริหารราชการแผ่นดิน พร้อมทั้งตั้งข้อสังเกตการยื่นภาษีที่ไม่พบแบบ ภ.ง.ด. 94 แม้มีรายได้จากค่าเช่าทรัพย์สิน และการโอนหุ้นก่อนเข้ารับตำแหน่งที่ไม่มีการรายงานรายได้จากการโอน จึงเรียกร้องให้ชี้แจงเพื่อสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่นต่อสาธารณชน
บัญชีรายการแสดงหนี้สินอื่น ที่ปรากฏอยู่ในหนังสือที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ยื่นในหน้าที่ ๕ ระหว่างที่รอสไลด์ก็คือดิฉัน จะพูดถึงรายการหนี้สินอื่นจำนวนเงิน ๔,๔๓๔,๕๒๒,๓๓๘ บาท ๒ สตางค์ ซึ่งหนี้สินอื่นนี้ ประกอบไปด้วย เป็นหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่อชำระค่าหุ้นให้กับพี่น้องเครือญาติและบุคคล ในครอบครัวของท่านนายกรัฐมนตรีทั้งสิ้น ซึ่งแยกเป็นตั๋วสัญญาใช้เงินจำแนกได้เป็น ๕ บุคคลด้วยกัน จากการตรวจสอบตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวขอสไลด์ในหน้าถัดไปเลยค่ะ นี่คือหนี้สินอื่นจากบัญชีทรัพย์สินที่มีการลงนามโดยนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สไลด์หน้าถัดไปเป็นรายละเอียดประกอบรายการหนี้สิน ๔,๔๓๔ ล้านบาทเศษ ซึ่งระบุว่า เป็นคนในครอบครัวของท่านนายกรัฐมนตรีทั้งสิ้น ท่านประธานคะ จากการตรวจสอบ ตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวทั้ง ๙ ฉบับ เกิดขึ้นตั้งแต่ปี ๒๕๕๙ ไล่เรียงมาล้วนเป็นตั๋วสัญญา ใช้เงินที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาชำระหนี้คืนและไม่มีการคิดดอกเบี้ย กรณีนี้ดิฉันก็ไม่อาจเข้าใจ ได้ว่าท่านนายกรัฐมนตรีมีเจตนาที่จะผ่องถ่ายทรัพย์สิน โอนหุ้นระหว่างเครือญาติหรือไม่ เพราะโดยปกติวิสัยแล้วในการกู้ยืมเงินกันหรือการซื้อขายกันหากมีการกู้ยืมเงินกันจริงก็ต้อง มีการกำหนดระยะเวลาใช้คืนและมีกำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ ท่านประธานคะ ตั๋วเงินสัญญา ใช้เงินในลักษณะนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๗ บัญญัติไว้ว่าหากเป็น การกู้ยืมกันระหว่างบุคคลและไม่ได้ตกลงอัตราดอกเบี้ยกันไว้สามารถเรียกเก็บอัตราดอกเบี้ย เงินกู้ตามกฎหมายได้ร้อยละ ๓ บาทต่อปี ในลักษณะตั๋วสัญญาใช้เงิน ๔,๔๓๔ ล้านบาทเศษนี้ หากคิดดอกเบี้ยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์จะคิดดอกเบี้ยได้เป็นจำนวนเงินถึง ๑๓๒ ล้านบาทต่อปี ซึ่งรัฐสามารถจัดเก็บภาษีต่อเนื่องได้อีกเป็นจำนวนเงินจำนวนหนึ่ง เงินจำนวนนี้อาจจะดูไม่มากนัก แต่หากเงินจำนวนนี้ตกไปอยู่ในพื้นที่ถิ่นทุรกันดารที่ พี่น้องประชาชนรอคอยความช่วยเหลือ รอคอยการพัฒนาเงินจำนวนนี้จะเป็นเงินที่สร้าง ประโยชน์มหาศาลให้กับพี่น้องในพื้นที่นั้นอย่างแน่นอนค่ะ จากการตรวจสอบเอกสารภาษี ในการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินกับไม่พบการตั้งหนี้ภาษีรายได้บุคคลธรรมดาเอาไว้ แล้วก็ ไม่พบรายจ่ายสำหรับภาษีเงินได้แจ้งเอาไว้เช่นกัน ดิฉันจึงตั้งข้อสังเกตว่าการกู้เงินตาม ตั๋วสัญญาดังกล่าวนี้เป็นการทำนิติกรรมที่อาจทำให้รัฐเสียหายจากรายได้ภาษีหรือไม่ อย่างไร เมื่อไม่ปรากฏการตั้งภาระภาษีหนี้บุคคลธรรมดาเอาไว้ ตามกฎหมายประมวลรัษฎากร มาตรา ๓๙ บัญญัติไว้ว่าเงินได้พึงประเมินหมายความว่าเงินได้อันเข้าลักษณะพึงเรียกเสีย ภาษีในหมวดนี้ เงินได้ที่กล่าวนี้ให้หมายความรวมตลอดถึงทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างอื่น ที่ได้รับ ซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน เงินภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้ สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ตามมาตรา ๔๐ และเครดิตภาษีตามมาตรา ๔๗ ทวิด้วย นั่นหมายความว่าอย่างไรคะ นั่นหมายความว่าเมื่อถอดความจากบทบัญญัติตามกฎหมาย ประมวลรัษฎากรแล้วเงินได้พึงประเมินย่อมหมายถึง ตัวเงินที่เป็นตัวเงิน รวมถึงทรัพย์สิน และประโยชน์อย่างอื่นที่อาจประเมินมูลค่าเป็นตัวเงินได้ เพราะฉะนั้นตั๋วสัญญาใช้เงิน ดังกล่าวที่เกิดจากการได้รับหุ้นก็ต้องถือเป็นเงินได้พึงประเมินเช่นเดียวกัน ท่านประธานคะ ประเด็นความผิดที่อาจจะเกิดขึ้นจากตั๋วสัญญาใช้เงิน ๔,๔๓๔ ล้านบาทเศษนี้คืออะไร หากมองในแง่ของการทำธุรกรรมแล้วกรณีดังกล่าวอาจจะไม่สามารถชี้ชัดว่าขัดต่อเรื่อง ข้อกฎหมายในข้อใดอย่างชัดเจน แต่หากมองในเรื่องของจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทาง การเมืองแล้ว ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยค่ะ ท่านย่อมเป็นที่ จับจ้องเป็นที่สังคมให้ความสนใจพี่น้องประชาชนให้ความคาดหวังในตัวท่านนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะในฐานะที่ท่านนายกรัฐมนตรีท่านเป็นคนรุ่นใหม่ค่ะ คน Gen ใหม่ คนรุ่นใหม่ จับตามองดูท่านและอาจจะนำท่านเป็นแบบอย่างต่อการดำรงชีวิตของพี่น้องประชาชน พี่น้องประชาชนคาดหวังค่ะให้ท่านได้บริหารประเทศและกอบกู้สถานการณ์บ้านเมืองให้เดินไป ในทิศทางที่ดีด้วยปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ หากท่านนายกรัฐมนตรีจะสามารถชี้แจงและคลายความ สงสัยได้ก็คงจะเป็นประโยชน์กับสาธารณชน ดิฉันขออนุญาตเข้าสู่ประเด็นที่ ๒ เลยนะคะ
ประเด็นที่ ๒ เป็นเรื่องเกี่ยวกับบัญชีทรัพย์สินอีกอยู่เหมือนเดิม แต่เป็น ในเรื่องของการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของท่านนายกรัฐมนตรีค่ะ ขอสไลด์หน้าที่ ๓ ขึ้นด้วย ในสไลด์หน้าที่ ๓ นี้เป็นเอกสารประกอบรายการบัญชีทรัพย์สิน และหนี้สินของท่านนายกรัฐมนตรีในหน้าที่ ๕ ซึ่งแสดงถึงข้อมูลรายได้และรายจ่ายต่อปี โดยประมาณ ซึ่งดิฉัน Highlights ในรายการที่ ๒ เอาไว้เป็นรายได้จากทรัพย์สิน ในส่วนที่ ๓ ข้อที่ ๓ เป็นรายได้จากค่าเช่าทรัพย์สิน รายการดังกล่าวถือเป็นเงินได้พึงประเมินตาม กฎหมายประมวลรัษฎากรมาตรา ๔๐ (๕) ซึ่งผู้มีเงินได้ตามรายการดังกล่าวนั้นจะต้องยื่น แบบแสดงรายการการเสียภาษีด้วยแบบ ภ.ง.ด. ๙๔ แบบ ภ.ง.ด. ๙๔ ตามความหมายของประมวลรัษฎากรคืออะไร คือแบบแสดงรายการภาษี ของบุคคลธรรมดาผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๕) ถึง (๘) นั่นหมายความว่าการที่ ท่านนายกรัฐมนตรีได้แสดงรายได้จากค่าเช่าทรัพย์สิน แต่กลับไม่พบแบบแสดงรายการภาษี ภ.ง.ด. ๙๔ ปรากฏอยู่ในสไลด์ถัดไป สไลด์ถัดไปจะแสดงถึงเอกสารประกอบรายการทรัพย์สิน ที่ท่านยื่นไว้จะพบเพียง ภ.ง.ด. ๙๐ และ ภ.ง.ด. ๙๑ แต่ไม่ปรากฏ ภ.ง.ด. ๙๔ อยู่ หากท่าน นายกรัฐมนตรีท่านไม่ได้ยื่นแบบ ภ.ง.ด. ๙๔ จะเกิดอะไรขึ้น ท่านนายกรัฐมนตรีอาจจะ เข้าข่ายมีความผิดต่อหน้าที่ของบุคคลตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕๐ (๙) นั่นคือหน้าที่ของ ปวงชนชาวไทยที่ต้องเสียภาษีตามที่กฎหมายบัญญัติค่ะ และตามกฎหมายประมวลรัษฎากร เนื่องจากท่านเป็นผู้ที่ได้รับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๕) ถึง (๘) เกินกว่า ๖๐,๐๐๐ บาท ในครึ่งปีแรก ท่านประธานคะ ในกรณีดังกล่าวอาจจะดูได้ว่าไม่ได้มีความผิดอะไรร้ายแรง หากท่านนายกรัฐมนตรีได้มีการไปยื่นเพิ่มเติมหลังจากตรวจสอบเสียภาษี เสียเงินเพิ่ม เสียเบี้ยปรับไปแล้ว แต่อย่างไรก็ดีการที่ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีนั่นหมายความว่าท่านจะต้อง มีความละเอียดรอบคอบให้มากที่สุด เนื่องจากการบริหารราชการแผ่นดินการตัดสินใจ ที่ผิดพลาด เนื่องจากขาดความละเอียดรอบคอบแล้วนั้นอาจจะนำพาให้ประเทศชาติ เกิดความเสียหายได้เช่นกัน
ขออนุญาตเข้าสู่ประเด็นที่ ๓ ประเด็นที่ ๓ ก็มาจากในเรื่องบัญชีทรัพย์สิน และหนี้สินอีกเป็นในเรื่องของกรณีการถือครองและโอนหุ้นของท่านนายกรัฐมนตรี นางสาวแพทองธาร ชินวัตร เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าท่านนายกรัฐมนตรีได้รับโปรดเกล้าฯ เมื่อวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๖๗ และท่านได้เข้ามารับตำแหน่งในวันที่ ๖ กันยายน ๒๕๖๗ ตามหนังสือที่ท่านยื่นในเอกสารบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อสำนักงาน ป.ป.ช. ขอสไลด์ถัดไป ด้วยค่ะ ก่อนที่ท่านจะเข้ามารับตำแหน่งในวันที่ ๖ กันยายน เป็นที่ทราบกันดีจากประวัติ ในเอกสารที่แสดง ท่านได้มีการลาออกจากบริษัทหลาย ๆ บริษัทหลายที่เป็น ๒๐ กว่าแห่ง และมีอีกเรื่องหนึ่งก็คือเราก็ทราบกันว่าท่านมีการโอนหุ้นอีกหลายบริษัทเช่นกัน หนึ่งใน ตัวอย่างที่ดิฉันจะยกขึ้นมาไม่ได้มีประเด็นอะไรเกี่ยวกับการโอนหุ้นให้บุคคลในครอบครัวของ ท่านเลย แต่จะชี้ให้เห็นเกี่ยวกับเรื่องหลักการทางบัญชีที่เกี่ยวข้องกับการยื่นภาษีเงินได้ของ ท่านนายกรัฐมนตรีค่ะ จากเอกสารในสไลด์ที่ดิฉันได้ขึ้นแสดงบนจอ รายการนี้เป็นเอกสาร สำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น บอจ. ๕ ของบริษัทแห่งหนึ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ทำการลาออก ณ วันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๖๗ ยังปรากฏว่ามีชื่อของท่านนายกรัฐมนตรี นางสาวแพทองธาร ชินวัตร และหมายเลขหุ้นตลอดจนการถือครองหุ้นปรากฏอยู่ในสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น ขอดูสไลด์ถัดไปค่ะ หากเราติดตามมาในสไลด์ถัดไปก็เป็นเอกสารแสดงสำเนารายชื่อ ผู้ถือหุ้นอีกเช่นกันในบริษัทเดียวกัน ซึ่งคัดจากสมุดบัญชีผู้ถือหุ้น เมื่อวันที่ ๔ กันยายน ๒๕๖๗ เอกสารฉบับนี้แสดงให้เห็นว่าหมายเลขหุ้นดังกล่าวที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ถือไว้ตาม จำนวนดังกล่าวนั้นถูกเปลี่ยนมาอยู่ในลำดับที่ ๑ ให้แก่ผู้ถือหุ้น ซึ่งเป็นบุคคลในครอบครัว ในลำดับที่ ๑ ถือหุ้นด้วยหมายเลขหุ้นเดิม มีการเปลี่ยนแปลงการโอนหุ้นไปในวันที่ ๓ กันยายน ๒๕๖๗ ก่อนที่ท่านนายกรัฐมนตรีจะเข้ามารับตำแหน่งในวันที่ ๖ กันยายน เพียง ๓ วันเท่านั้นค่ะ การเปลี่ยนแปลงการโอนหุ้นนี้ดิฉันจึงตั้งข้อสังเกตว่าเมื่อมีการโอนหุ้น เกิดขึ้นแล้วการโอนหุ้นนี้กลับไม่ปรากฏรายได้ค่าหุ้นค้างรับหรือรายได้จากการขายหุ้นใด ๆ ที่แสดงในบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ยื่นแสดงต่อ ป.ป.ช. เลย ในสไลด์ ที่ดิฉันได้แสดงเกี่ยวกับข้อมูลรายได้และรายจ่ายต่อปีในหน้าที่ ๕ ที่ได้แสดงมาก่อนหน้านี้แล้ว ในรายได้ที่ท่านนายกรัฐมนตรีแสดงก็ไม่ปรากฏพบถึงรายได้จากการโอนหุ้น ในทางบัญชี จะอธิบายได้ว่าท่านนายกรัฐมนตรีอาจยื่นแสดงรายการขายทรัพย์สินไม่ครบถ้วนหรือไม่ เพราะหากท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่าเป็นการโอน หรือการให้โดยเสน่หาท่านก็ยังคงต้องเสีย ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอีกอยู่ดีค่ะ ดิฉันจึงขอฝากท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรี ให้ได้ช่วยกรุณาชี้แจงในประเด็นทางด้านบัญชีต่าง ๆ ๒ ๓ ประเด็นที่ดิฉันได้กล่าวไว้ สุดท้ายนี้ ดิฉันในฐานะฝ่ายค้านอยากนำเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่ท่าน เป็นผู้หญิงเหมือนกันค่ะ ดิฉันก็ยังรู้สึกดีใจ รู้สึกยินดี และขอบคุณในระบอบประชาธิปไตย ของประเทศไทยเราที่ได้ให้โอกาสผู้หญิงได้มาเป็นผู้นำของประเทศนะคะ และที่สำคัญ ท่านนายกรัฐมนตรีท่านเป็นคนรุ่นใหม่เป็นเรื่องที่น่าเสียดายค่ะหากท่านนายกรัฐมนตรีจะถูก มองว่าบริหารประเทศอย่างไม่โปร่งใสยากต่อการตรวจสอบ เพราะฉะนั้นการตอบข้ออภิปราย ข้อซักถามในทุกประเด็นของท่านนายกรัฐมนตรีในวันนี้จะช่วยสร้างความกระจ่างชัดเจน และ คลายข้อสงสัยกับสาธารณะให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ ดิฉันเชื่อว่าจะเป็นผลดีต่อตัวท่านนายกรัฐมนตรี และรัฐบาลที่จะสามารถดำเนินการบริหารประเทศได้อย่างราบรื่นและมั่นคงดังที่ได้กล่าวไว้ ต่อไป ขอบพระคุณค่ะ