แพทองธาร ชินวัตร ชี้แจงกรณีการปรับโครงสร้างหุ้นผ่านตั๋วสัญญาใช้เงิน (PN) ยืนยันความโปร่งใส ถูกกฎหมาย และปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องเลี่ยงภาษีหรือทุจริต โดยย้ำว่าทุกธุรกรรมผ่านการตรวจสอบอย่างเข้มข้นและเปิดเผยต่อ ป.ป.ช. ครบถ้วน
กราบเรียนท่านประธาน สภาที่เคารพ ผ่านไปยังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ดิฉัน แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ตอนเช้านี้ที่ผ่านมาก็มีท่านสมาชิกได้อภิปรายที่บอกว่าเข้าใจว่าตัวเองเป็นจอมยุทธ์ก็กำลัง สำคัญผิดในเรื่องของข้อเท็จจริงค่ะ การใช้สำนวนโวหารต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนเกิดความ เข้าใจคลาดเคลื่อน แล้วก็เอาเรื่องภาษีที่มันเป็นคนละหมวดกันเอามาอธิบายให้คนเกิด ความสับสนค่ะ ดิฉันก็ยังขอยืนยันทั้งการปฏิบัติแล้วก็เจตนาที่ได้ดำเนินการทุกอย่าง อย่างตรงไปตรงมาถูกต้องตามกระบวนการตามข้อกฎหมายทุกอย่าง การที่จะกล่าวหาว่า นายกรัฐมนตรีคนนี้หนีภาษีไม่ได้เป็นความจริงเลย แล้วก็จริง ๆ แล้วเป็นเรื่องที่ตรงกันข้ามค่ะ เพราะว่าถึงแม้ดิฉันจะอายุน้อยกว่าท่าน แต่ดิฉันมั่นใจว่าดิฉันก็เสียภาษีให้รัฐมากกว่า ท่านแน่นอนค่ะ ในเรื่องของบัญชีทรัพย์สินแล้วก็หนี้สินก็ขอชี้แจงให้เข้าใจตรงกันแบบนี้ค่ะ การแสดงบัญชีทรัพย์สินแล้วก็หนี้สินต่อ ป.ป.ช. นับตั้งแต่วันที่ดิฉันดำรงตำแหน่ง ซึ่งก็ได้ยื่น ต่อ ป.ป.ช. ครบถ้วนตามขั้นตอนทุกอย่าง ซึ่ง ณ ขณะนี้ก็มีการยื่นคำร้องเรื่องของการ ตรวจสอบความถูกต้อง แล้วก็เรื่องทุกอย่างที่ถูกฟ้องไปหรืออะไรไปที่มีการยื่นกันก็ยังอยู่ใน กระบวนการของ ป.ป.ช. ที่จะตรวจสอบตามขั้นตอน ซึ่งดิฉันมีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง แล้วก็ เต็มใจที่จะแสดงข้อมูลหลักฐานทุกอย่างที่ทั้งทาง ป.ป.ช. ขอมาก็ให้ความร่วมมือทุกประการ จนกว่าจะได้ข้อสรุปจาก ป.ป.ช. ส่วนเรื่องของธุรกรรมก่อนการดำรงตำแหน่ง ซึ่งท่านสมาชิก ได้อภิปรายว่าต้องพูดกันชัด ๆ ก่อนเลยว่าทรัพย์สิน กิจการของครอบครัว แล้วก็ทรัพย์สิน หนี้สิน กิจการทั้งหมดที่ของดิฉันเองแล้วก็ของครอบครัวด้วยมีการที่ถูกตรวจสอบ อย่างเข้มข้นมาตั้งแต่การปฏิวัติรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เข้มข้นมาตลอด แล้วก็ ไม่เคยมีตอนไหนไม่เข้มข้นเลย ทุกบัญชี ทุกธุรกรรมอยู่ในสายตาอยู่ในที่เปิดเผยแล้วก็โปร่งใส มานานมากแล้ว นอกจากนี้ดิฉันก็ขอยืนยันว่าที่โดนตรวจสอบทั้งหมด แล้วก็ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ ทรัพย์สินทุกอย่างก็คือถูกต้องตามกฎหมายทุกอย่าง ที่ดินทุกแปลง ทุกตารางวาที่ดิฉันและ ครอบครัวมีก็คือออกโฉนดโดยรัฐทั้งหมด ไม่มีการซื้อที่ดินที่ไม่มีโฉนดนะคะ การทำธุรกรรมในเรื่องของหุ้นที่ท่านสมาชิกพูดถึง เกิดขึ้นตั้งแต่ปี ๒๕๕๙ ก่อนที่จะเข้าสู่ การเมืองหลายปี คือก็จะมีความตั้งใจในการปรับโครงสร้างของการถือหุ้นบริษัท โดยการ ซื้อขายผ่านตั๋วสัญญาใช้เงิน หรือที่เรียกสั้น ๆ กันว่า PN หรือว่า Promissory Note อันนี้ ก็คือเป็นชื่อย่อเรียกว่า PN ก็เป็นหนังสือที่ให้คำมั่นสัญญาว่าจะใช้เงินจำนวนหนึ่งให้กับอีก บุคคลหนึ่งตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ ซึ่งหนังสือดังกล่าวนี้ดิฉันได้ติดอากรแสตมป์ตาม กฎหมายเรียบร้อย ซึ่งการซื้อขายแบบนี้บางรายการก็ไม่มีการเสียภาษีเนื่องจากว่า ยังไม่มีการชำระเงินก็เลยยังไม่ทราบจำนวนแล้วก็ยังเสียภาษีไม่ได้ ซึ่งการซื้อขายแบบนี้ มันจึงเป็นภาระหนี้สินระหว่างดิฉันซึ่งเป็นผู้ซื้อ แล้วก็ครอบครัวผู้เป็นผู้ขาย จริง ๆ ก็ชัดเจน อยู่แล้วไม่ได้มีพฤติกรรมอำพรางใด ๆ นะคะ เพราะว่าจริง ๆ แล้วถ้าจะเกิดการซื้อขายหรือ การอะไรต่าง ๆ ยอดหนี้ต่าง ๆ ที่เห็นก็ยังต้องแสดงชัดเจนอยู่ในบัญชีอยู่แล้ว ซึ่งก็ได้ยื่น ป.ป.ช. ไปหมดแล้วก็ตรวจสอบได้ทุกอย่างอีกเช่นกันนะคะ วิธีการเหล่านี้ที่เล่าให้ฟังในเรื่อง ของ PN นี้หรือการปรับโครงสร้างต่าง ๆ มันก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นเรื่องที่ทำกันมาเป็นเรื่อง ปกติอยู่แล้ว ท่านลองถามสมาชิกฝ่ายค้านในพรรคท่านเองก็ได้ว่ามีใครทำธุรกิจอะไร ประมาณนี้ไหม ก็มีการได้ทำในเรื่องของตั๋วสัญญาใช้หนี้แบบนี้บ้างไหมลองถามดู แต่ว่าถ้ามี ก็ไม่ได้ว่าอะไรนะคะเพราะบอกแล้วว่าเป็นเรื่องปกติ แล้วก็ที่ท่านสมาชิกอ้างว่าเรื่องนี้ จะกลายเป็น ใช้คำว่า เป็นแหล่งทุจริต ข้าราชการผู้ใหญ่จะออกตั๋วสัญญาใช้เงิน ขบวนการ ค้ายาเสพติดจะออกตั๋วให้กัน ดิฉันว่าอันนี้ก็อาจจะเป็นเรื่องที่จินตนาการมากไปสักเล็กน้อย แต่ว่าจริง ๆ ก็ไม่เล็กน้อยแต่ก็จินตนาการเยอะเหมือนกันนะคะ การออกตั๋วสัญญาใช้เงิน จะทำกับธุรกรรมที่ถูกกฎหมาย ดำเนินการได้โดยเปิดเผย ฝ่ายผู้ซื้อเองแล้วก็ฝ่ายผู้ขาย รับภาระหนี้สินระหว่างกัน ไม่มีการกระทำนอกกฎหมายใด ๆ เพราะว่ากระทำนอกกฎหมาย ที่ไหนออกหลักฐานเป็นตั๋วสัญญาใช้เงินที่ระบุที่มาของเงินไม่ได้มันก็ไม่สามารถทำได้ การเลือกใช้วิธีออกตั๋วสัญญาใช้เงินแทนการรับให้ เพราะนี่เป็นการดำเนินการธุรกิจอย่าง เปิดเผย เพราะฉะนั้นสิ่งที่ทำอันนี้คือมันไม่สามารถแอบทำได้ค่ะ มันต้องเป็นการที่ ถูกกฎหมาย แล้วก็ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องนี้ล้วนแต่เป็นผู้ที่ต้องบรรลุนิติภาวะแล้ว แล้วก็ในเรื่อง ของการปรับโครงสร้างหุ้นจำเป็นต้องใช้การซื้อขาย แต่ ณ เวลานั้นดิฉันไม่ได้มีความพร้อม ที่จะชำระค่าหุ้นด้วยเงินสด ณ เวลาตอนที่เกิดเรื่องนี้ขึ้นก็คือไม่พร้อมที่จะชำระด้วยเงินสด จึงทำตั๋วสัญญาใช้หนี้แทน ซึ่งได้แสดงไว้ในบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. เรียบร้อยแล้วนะคะ แล้วก็ได้พูดคุยกันในครอบครัวอยู่แล้วว่าเรื่องนี้จะมีการวางแผนที่จะชำระแล้วด้วย ซึ่งรอบแรกก็จะเกิดขึ้นภายในปีหน้านี้ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ดิฉันแล้วก็ครอบครัวตกลงกันก็ไม่ได้ มีปัญหาอะไร แน่นอนว่าเมื่อเกิดการซื้อขายเกิดขึ้นแน่นอนว่าทุกสิ่งทุกอย่างหลักฐานก็จะ ปรากฏในบัญชีทรัพย์สินของดิฉันแน่นอน ซึ่งเหมือนเดิมค่ะ ป.ป.ช. ก็ตรวจสอบได้อีกเช่นกัน ก็โปร่งใสนะคะ แล้วก็พอมีการซื้อขาย มีการต้องจ่ายภาษีเกิดขึ้น อย่างไรเราก็หลบการจ่าย ภาษีไม่ได้อยู่แล้วนะคะ เรื่องหุ้นก็ประมาณนี้ แล้วก็ในเรื่องของที่ดินอัลไพน์ เกิดขึ้นมาเป็น ระยะเวลานานมาก ๆ แล้ว ตอนบริษัทครอบครัวของดิฉันซื้อที่ดินแปลงนี้ ดิฉันเมื่อสักครู่ลอง ไปดูปีมาแล้วอายุประมาณ ๑๑ ขวบ แล้วก็ไม่ได้เป็นกรรมการบริษัท ก็ไม่แน่ใจว่าท่านจะต้องอภิปรายไม่ไว้วางใจตั้งแต่ตอนนั้นหรือเปล่านะคะ แล้วก็การซื้อที่ดิน ทุกแปลงของครอบครัวไม่เคยซื้อที่ดินที่ไม่มีการออกโฉนดโดยหน่วยงานรัฐนะคะ เพราะว่า จริง ๆ เราก็ต้องทราบอยู่แล้วว่ามันเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมายแล้วมันก็ต้องทำนะคะ หลังจากนั้น เมื่อมีคดีความและขั้นตอนที่เกิดขึ้นก็เป็นไปตามกระบวนการทุกอย่างค่ะ จนดิฉันมาเป็น นายกรัฐมนตรีก็ไม่มีการไปแทรกแซงใด ๆ แล้วก็ไม่เคยไปสั่งหน่วยงานไหนว่าให้แทรกแซง หรือว่าให้ทำเรื่องนี้ให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้นะคะ เพราะว่ามันทำไม่ได้หรอกค่ะ คิดว่าท่าน อาจจะยังไม่ค่อยเข้าใจในกระบวนการทำงานที่แท้จริง ก็อาจจะไม่เข้าใจในเรื่องนี้แต่มัน แทรกแซงแบบนั้นไม่ได้ค่ะ ดิฉันอาจจะต้องอธิบายในอนาคตเพิ่มเติมค่ะ ดิฉันขอรับเรื่องนี้ไว้ อธิบายให้ทุกคนเข้าใจเพิ่มขึ้นในอนาคตค่ะ แต่ว่าในเรื่องนี้มันจะมีรายละเอียดเพิ่มเติมอีก ก็เดี๋ยวเสร็จจากนี้ก็จะขออนุญาตมอบให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยชี้แจงในเรื่องนี้ เพิ่มเติมในรายละเอียดนะคะ ก็จะเข้าใจมากยิ่งขึ้นว่าทุกอย่างมันเป็นไปตามกระบวนการ หมดเลยค่ะ แล้วในส่วนของเขากระโดงเป็นกรณีพิพาทระหว่างกรมที่ดิน การรถไฟ แล้วก็ พี่น้องประชาชน ดิฉันเองในฐานะนายกรัฐมนตรีจะกำชับเรื่องนี้อย่างดี ให้ความเป็นธรรมกับ พี่น้องประชาชน แล้วที่แน่ ๆ ก็คือว่าทุกขั้นตอนจะต้องถูกดำเนินการอย่างถูกต้อง ตามกฎหมาย แล้วก็ตามกระบวนการ ขอให้มั่นใจว่าดิฉันทำเรื่องนี้อย่างจริงจังนะคะ ไม่ว่า จะเป็นเรื่องใด ๆ ที่ต้องผ่านเข้ากระบวนการก็เข้ากระบวนการตามระบบตามระเบียบจริง ๆ เพราะไม่อย่างนั้นก็จะเกิดความวุ่นวายต่าง ๆ ตามมา แล้วก็ไม่อยากให้ใช้เรื่อง Sensitive เหล่านี้พูดจาให้เกิดความสับสนหรือเกิดความแตกแยกในสังคมนะคะ เพราะว่าจริง ๆ แล้ว เราก็เป็นคนรุ่นใหม่แล้วก็น่าจะพร้อมที่จะรับฟัง แล้วก็เมื่อใคร ผลงานใด ๆ ที่เป็นประโยชน์ แล้วก็เกิดประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนก็ควรจะชื่นชมบ้างก็จะได้เป็นกำลังใจในการทำด้วย เพราะอย่างน้อย ๆ เราก็เป็นคนไทยเหมือนกันนะคะ มั่นใจว่าทุกคนก็หวังดีกับประเทศไทย เช่นกัน เพราะฉะนั้นการพูดเพื่อให้คนเกิดความเกลียดชังหรือความแตกแยกดิฉันคิดว่า เราผู้มีวุฒิภาวะไม่ควรทำค่ะ ขอบคุณค่ะ