ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอย่างรุนแรงต่อการบริหารจัดการปัญหาฝุ่น PM2.5 และไฟป่าที่ล้มเหลว ทั้งในด้านนโยบาย การบังคับใช้มาตรการ และการประสานงานระหว่างหน่วยงาน ทั้งยังตั้งข้อสังเกตถึงความเชื่อมโยงของการซ้อมยิงปืนใหญ่ในพื้นที่ป่าสงวนกับการเกิดไฟป่าและมลพิษทางอากาศ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบ ทบทวนการดำเนินงาน และดำเนินมาตรการที่เป็นรูปธรรมเพื่อปกป้องสุขภาพประชาชนและสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง
ได้ครับ ลดอะไรล่ะ มันเพิ่มขึ้นจาก ปี ๒๕๖๖ ถึง ๘ ล้านไร่ ทำไมถึงกล้าโกหกประชาชน แล้วยังกล้า Claim ผลงานในการแถลง นโยบาย ๙๐ วันรัฐบาลแพทองธารอีกว่าลดพื้นที่เผาไหม้ในจังหวัดเชียงใหม่ปี ๒๕๖๗ ได้ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ทั้ง ๆ ที่มันไม่ได้ลดลงเลย ควบคุมพื้นที่เผาไหม้ภาคการเกษตรทั้งที่มัน เพิ่มขึ้นจาก ๔ ล้านไร่ เป็น ๘ ล้านไร่ Claim ว่าผลงาน PM 2.5 ทั้งประเทศลดลงทั้งประเทศ ทั้ง ๆ ที่สอบตกจากตัวชี้วัดที่รัฐบาลตั้งไว้เองแทบทั้งหมด นี่คือการ Claim ผลงานด้วยการ โกหกประชาชนในปี ๒๕๖๗ แล้วก็นำมาซึ่งหายนะในปีนี้ มาดูธันวาคม ปี ๒๕๖๗ กันก่อนครับ ประเทศไทยมีพื้นที่เผาไหม้ไปแล้ว ๗๐๐,๐๐๐ ไร่ ตามมาด้วยเดือนมกราคม ๒๕๖๘ ครับ ค่าฝุ่น PM2.5 ภาคกลางพุ่งกระหน่ำ ประเทศไทยมีพื้นที่เผาไหม้ไปแล้ว ๓.๕ ล้านไร่ เพิ่มขึ้นจากมกราคม ๒๕๖๗ ที่มี ๑ ล้านไร่ ๓.๕ เท่า แล้วมาเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๘ ฟ้าฝนเป็นใจฝนตกหลายพื้นที่เลย มันต้องลดลงถูกไหม แต่มันไม่ลดลงเลยครับ พื้นที่เผาไหม้ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘ พุ่งไปกว่า ๔ ล้านไร่ นี่ขนาดฟ้าฝนมาช่วยแล้วนะครับ แล้วทั้งที่มันแย่ขึ้น ทั้งประเทศขนาดนี้ ยังกล้ามา Claim ผลงานว่าเพราะการอนุมัติงบกลางทำให้จำนวน จุด Hotspot ในจังหวัดเชียงใหม่ลดลง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นนายกรัฐมนตรี ประเทศไทยหรือเป็นนายกรัฐมนตรีจังหวัดเชียงใหม่ทำไมกล้ามานำเสนอข้อมูลแบบนี้ ทั้ง ๆ ที่ทุกอย่างมันแย่ลง ขนาดอธิบดีกรมควบคุมมลพิษพูดในที่ประชุม ครม. วันที่ ๒๙ พฤศจิกายนเลยนะครับว่าปี ๒๕๖๘ นี้มันจะดีขึ้น ฟ้าฝนจะมาช่วย มันจะไม่แย่เหมือน ปี ๒๕๖๗ ขนาดฟ้าฝนมาช่วยเราแล้วมันยังแย่ลงเลย ผมดีใจนะครับที่ฟ้าฝนมาช่วยประชาชน เพราะรัฐบาลไม่มีความจริงใจที่จะแก้ปัญหานี้ให้ประชาชนเลย ยังคงคิดแต่วิธีที่จะนำเสนอ ข้อมูลเพียงแค่ให้ตัวเองดูดีเท่านั้น ล่าสุดครับ Claim ผลงานว่าค่า PM2.5 ลดลงทั้งประเทศ ๑๖ เปอร์เซ็นต์ ผมถามท่านประธานครับ ไม่แน่ใจว่าท่านนายกรัฐมนตรีเขาอยู่โลกไหน โลกเดียวกับเราหรือเปล่า ผมอยู่เชียงใหม่ บินมาประชุมกรุงเทพฯ สูดฝุ่นที่เชียงใหม่แล้วก็ สูดฝุ่นที่ภาคกลาง มันไม่ได้ลดลงเลย มันเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ อ้างอิงตัวเลขจากกรมควบคุมมลพิษ เองเลยนะครับ ๑ มกราคม ถึง ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘ นี้ ค่า PM2.5 ทั้งประเทศเพิ่มขึ้น ๖ เปอร์เซ็นต์ กรุงเทพมหานครและปริมณฑลพื้นที่ที่โดนมาหนักที่สุดในช่วงต้นปีเพิ่มขึ้น ๒๐ เปอร์เซ็นต์ นายกรัฐมนตรีไปอยู่โลกไหนมาครับที่บอกว่าลดลง แล้วถ้าจะบอกว่าตรงที่ มันลดลงคือจำนวนจุดความร้อน อันนี้ก็ไม่ใช่ตัวชี้วัดอีก เพราะตัวชี้วัดมันเป็นจุดไม่ได้มันต้อง เป็นพื้นที่เผาไหม้ ซึ่งพื้นที่เผาไหม้ปีนี้เรามีมากกว่าปีที่แล้วไปกว่า ๔ ล้านไร่แล้ว แล้วก็ Claim ต่ออีกว่าลดอ้อยเผาได้ปริมาณมาก ก่อนจะ Claim เคยตรวจสอบย้อนกลับอะไรบ้างไหมครับ ถ้าไม่เคย เดี๋ยวผมยกข้อมูลให้ดู อ้างอิงพื้นที่เพาะปลูกอ้อยทั้งประเทศครับ จากสำนักงาน อ้อยและน้ำตาลทรายแห่งประเทศไทยและพื้นที่เผาไหม้ในช่วงวันที่ ๑ พฤศจิกายน ถึงวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ จาก GISTDA เราเห็นชัดเจนครับ พื้นที่เผาอ้อยปีนี้ ๒.๘ ล้านไร่ เทียบง่าย ๆ เป็นผลผลิตอ้อยไฟไหม้ประมาณ ๒๘ ล้านตัน แต่รัฐบาลเลือกที่จะ Claim ตัวเลขอ้อยไฟไหม้ ที่ ๑๑ ล้านตัน เลือกที่จะ Claim ตัวเลขที่มันดูดีว่าฉันสามารถลดอ้อยไฟไหม้ได้ แต่ผม ขอถามหน่อยเถอะก่อนที่จะ Claim ผลงาน เคยทำความเข้าใจปัญหาลงลึกรายละเอียด สักนิดหนึ่งไหม เคยรู้ไหมว่ามันมีอ้อยที่เผาแล้วไปเข้าโรงงานเอทานอลที่มันไม่ต้องรายงาน ค่าเท่าไร เคยรู้ไหมว่ามีคนที่ส่งอ้อยสดแล้วไปเผาใบอ้อยทีหลังเท่าไร แล้วรู้ไหมว่าตอนนี้ มีอ้อยเผาที่จ่อคิวรอเข้าโรงงานอีกเท่าไร ปัญหา PM2.5 มันแก้กันลวก ๆ ไม่ได้ มันต้องเข้า ไปดูที่ต้นตอ ถ้าทำไม่เป็นลาออกเถอะ โกหกประชาชน เอาแต่ตัวเลขที่ดูดีให้ประชาชน คนที่โกหกหลอกลวงประชาชนจนไม่สนใจสุขภาพของประชาชนแบบนี้ ขอโทษเถอะครับ เป็นเพื่อนยังไม่คบจะให้เป็นนายกรัฐมนตรีได้อย่างไร
วิบัติที่ ๒ ขายผ้าเอาหน้ารอด สั่งการไปวัน ๆ ไม่ต่างอะไรเลยกับสั่งขี้มูก ผมขอไล่เป็น Timeline เลย เริ่มตั้งแต่เดือนกันยายนที่นายกรัฐมนตรีมารับตำแหน่ง มาเริ่มทำงาน แถลงนโยบาย ผมอภิปรายชัดเจน ลงรายละเอียดลึกถึง Action Plan แต่ละเดือนด้วยความหวังดีเลยว่าต้องทำอะไรบ้าง เพราะปัญหา PM2.5 เราต้องทำงานหนัก ที่สุดในช่วงก่อนที่มันจะเกิดปัญหา บอกไว้ชัดเจนครับ เราต้องเตรียมมาตรการ มาตรฐาน บังคับสินค้าเกษตรที่เผา ควบคุมสินค้าเกษตรในประเทศ รวมถึงสินค้าเกษตรที่นำเข้า จากต่างประเทศ การเตรียมการรับมือไฟป่า การเตรียมการรับมือมลพิษในเมืองที่มีประชากร หนาแน่น รวมถึงมลพิษที่ลอยมาจากประเทศเพื่อนบ้าน แล้วก็ยังพูดถึงเรื่องการออก กฎกระทรวงที่สามารถทำได้เลยโดยไม่ต้องรอ พ.ร.บ. อากาศสะอาด และเรื่องของ งบประมาณที่ต้องเร่งออกงบกลางงบ เพราะงบประมาณรายจ่ายประจำปีมันไม่พอ ให้ข้อมูล ผ่านสภาไปขนาดนี้แล้ว แต่แพทองธาร ชินวัตร ก็ยังไม่ทำอะไรเลย ไม่ทำในสิ่งที่รู้อยู่แล้ว ว่าต้องทำด้วย ทำไมผมถึงกล้าพูดว่าไม่ทำอะไรเลย มาไล่ดูแล้วตัดสินไปพร้อม ๆ กันว่า คนที่ชื่อแพทองธาร ชินวัตร เห็นความสำคัญของลมหายใจประชาชนเหมือนที่ปล่อยออกมา จากลมปากของตัวเองหรือเปล่า ปัญหาที่คุณแพทองธารพูดไว้ว่าทำการบ้านมาตั้งแต่ก่อนรับ ตำแหน่ง แต่กว่าจะเริ่มทำงานก็ต้องรอจนถึงวันที่ ๒๙ ตุลาคม สั่งการมา ๓ ข้อ ผมงงเลย ทำการบ้านมาตั้งนาน มีแค่มาตรการห้ามรับซื้อสินค้าเกษตรที่มีที่มาจากการเผา การตรวจจับระงับการปล่อยควันดำจากรถยนต์ แล้วก็การควบคุมการปล่อยมลพิษ จากโรงงานอุตสาหกรรมให้เข้มงวด ลวก ๆ ๓ ข้อแค่นี้เลย เราพลาดโอกาสทอง ในเดือนตุลาคมที่จะออกมาตรฐานบังคับข้าวโพดที่เผา เราพลาดโอกาสทองในการที่จะออก หลักเกณฑ์ตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานทั้ง Supply Chain ของผู้ประกอบการนายทุนขนาดใหญ่ ที่เขานำเข้าเข้ามา แล้วก็พลาดโอกาสที่จะออกมาตรการสนับสนุนให้กับเกษตรกรรายย่อย ให้ทำการเกษตรแบบไม่เผา ให้เขาได้วางแผนต้นทุนไว้ล่วงหน้าให้มันไม่กระทบกับปากท้อง ของเกษตรกร ตรงนี้เราพลาดออกทั้งหมดเลย ทั้ง ๆ ที่เราเห็นความผิดพลาดนี้แล้ว จากรัฐบาลของคุณเศรษฐาทำไมถึงไม่เรียนรู้ นี่ละครับคือผลของการที่เรามีนายกรัฐมนตรี ที่ไม่มีความพร้อมและมันก็นำมาซึ่งหายนะต่อชีวิตของประชาชน มาเดือนพฤศจิกายนครับมาตรการทุกอย่างยังนิ่ง ไม่มีอะไรขยับ กว่าจะเห็นการขยับก็ต้องรอ จนถึงวันที่ ๒๙ พฤศจิกายนที่รัฐบาลไปประชุม ครม. สัญจรที่จังหวัดเชียงใหม่ เรามาไล่ดูกัน ทีละข้อครับ สรุปที่ประชุม ครม. วันนั้นกับผลการปฏิบัติจริงวันนี้มันมีอะไรแตกต่างกันบ้าง อันแรกเลยครับ เอาเรื่องง่าย ๆ ก่อนเลย อบรมท้องถิ่นดับไฟป่าพร้อมกับภาคประชาชน มาถึงวันนี้ครับท้องถิ่นมีประมาณ ๒,๐๐๐ กว่าแห่งที่อยู่ในพื้นที่ป่า อบรมไปแค่ ๖๐ ที่ ภาคประชาชนไม่ต้องพูดถึง ไม่มี ต่อไปครับให้แต่ละจังหวัดออกมาตรการการบริหารจัดการ เชื้อเพลิง การใช้ไฟในพื้นที่จำเป็น โดยคำนึงถึงเรื่องของอัตราการระบายอากาศ เรื่องของ การเผาข้ามคืนแล้วก็ทำแนวกันไฟป้องกันไว้ล่วงหน้า ตรงนี้ผมต้องขอบอกก่อนนะครับ การบริหารจัดการเชื้อเพลิงหรือว่าการชิงเผา คือเทคนิคที่จะลดความรุนแรงของไฟทำเฉพาะ ในพื้นที่ที่มันจำเป็น พื้นที่ถ้าเกิดเกิดไฟขึ้นแล้วมันจะรุนแรงมาก ๆ หรือว่าพื้นที่ที่ยาก ต่อการเข้าถึงถ้ามันเกิดไฟมันจะส่งผลอันตราย เพิ่มความเสี่ยงให้กับคนที่ไปดับไฟ เรื่องนี้ เป็นเรื่องที่จำเป็นที่จะต้องจัดทำอย่างละเอียดล่วงหน้า การจัดทำเรื่องของ Shapefile พื้นที่พิกัดแปลงที่เราจะทำการชิงเผาอย่างละเอียดเพื่อให้เราสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ว่ามันลุกลามหรือเปล่า หน่วยงานก็ทำงานตามมติ ครม. ดูเหมือนจะดี แต่ ๑ เดือนผ่านไป คุณอนุทิน ชาญวีรกูล กลับใช้อำนาจกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ประกาศห้ามเผาทุกกรณี แทนที่หน่วยงานวางแผนกับภาคประชาชนไว้เป็นหมันหมด ทั้ง ๆ ที่ในมติ ครม. เขียนไว้ชัดเจนว่าการบริหารจัดการเรื่องของมลพิษทางอากาศให้เป็น หน้าที่กลไกของคณะกรรมการจัดการมลพิษทางอากาศที่มีท่านประเสริฐเป็นประธาน กรรมการ ไม่ได้บอกให้ใช้กลไกของกระทรวงมหาดไทยเลย ออกคำสั่งขัดต่อมติ ครม. แต่คุณแพทองธารก็ไม่ทำอะไรเลย ไม่ต้องไปพูดถึงข้าราชการหรอกครับ แค่รัฐมนตรีที่ตัวเอง แต่งตั้งขึ้นมา ประชุมกันอยู่ทุกสัปดาห์เขายังไม่ให้ค่าเลย ความเป็นผู้นำอยู่ตรงไหน พรรคร่วมรัฐบาล แค่เรื่อง PM2.5 ยังไม่เห็นหัวตระกูลชินวัตรเลย เรื่องการเกษตร ก็เหมือนกัน ออกมาตรการ ออกมติ ครม. มาแบบดิบดีครับ เรื่องของการเพิ่มแรงสนับสนุน ให้คนไม่เผา การตัดสิทธิคนที่เผาแล้วก็การแก้ไขกฎหมายอ้อยและน้ำตาลทรายเพื่อลด การเผาอ้อย แต่ผ่านประชุม ครม. มาไม่กี่วันครับ วันที่ ๓ ธันวาคม นายกรัฐมนตรี นั่งหัวโต๊ะเป็นประธานในที่ประชุม ครม. ครับอนุมัติโครงการสนับสนุนชาวนาปลูกข้าว ไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท โดยที่ไม่มีเงื่อนไขเรื่องการเผาเลย ลืมข้อสั่งการตัวเองหรือเปล่าครับ ลืมมติ ครม. เมื่อ ๕ วันที่แล้วไปแล้วหรือเปล่า เอะใจบ้างไหมว่าที่ นบข. หรือว่า คณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติเขาชงเข้ามามันขัดกับสิ่งที่ ครม. ออกมติ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แล้วประธาน นบข. อยู่พรรคอะไร พรรคเดียวกันกับนายกรัฐมนตรีเลย ยังไม่สนใจนายกรัฐมนตรีเลย แล้วทุกวันนี้ก็ยังไม่มีเงินสนับสนุนเกษตรกรที่เขาไปลงทุนเพิ่ม เอาเครื่องจักรมาไถกลบแทนการเผาเลย มาถึงเรื่องอ้อยกันต่ออันนี้หนัก ทุกวันนี้มาตรการ ในการที่จะไปบังคับโทษกับโรงงานที่รับอ้อยไฟไหม้ยังไม่ออกมาเลย รัฐบาลทำตัวเด็ดขาด สร้างภาพให้ดูดีด้วยการสั่งปิดโรงงานโดยใช้กฎหมายอื่น พอใช้กฎหมายอื่น ๓-๔ วันผ่านไป โรงงานก็กลับมาเปิดใหม่รับอ้อยไฟไหม้เหมือนเดิมเพราะมันไม่ได้มีกฎหมายใช้จริง แล้วก็เรื่องมาตรการสนับสนุนให้เกษตรกรชาวสวนไร่อ้อยที่เขาไม่เผาตันละ ๑๒๐ บาท กระทรวงอุตสาหกรรมทำเรื่องนี้เสร็จตั้งแต่สิ้นเดือนตุลาคมแล้ว แต่ทุกวันนี้สิ้นเดือนมีนาคม อ้อยปิดหีบไปหลายโรงแล้วมาตรการตรงนี้ยังไม่ผ่านมติ ครม. ออกมาเลย เกษตรกรที่เขาเชื่อ เขาก็ลงทุนเพิ่มไปแล้วให้ความหวังเขาไป พูดปากเปล่าแต่ไม่ทำ สั่งการอะไรไปช่วยย้อนกลับ ไปดูข้อสั่งการของตัวเองบ้างนะครับ
และอีกประเด็นที่ต้องเตรียมรับมือสถานการณ์ที่เร่งด่วนให้แต่ละจังหวัด มีความพร้อมในการจัดการภัยพิบัตินั่นก็คือการประกาศเขตภัยพิบัติ มติ ครม. ยังอิงเกณฑ์ เท่าเดิมครับ ๑๕๐ ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรต่อเนื่องเกิน ๕ วัน ท่านประธานครับ อันนี้ คือไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรนะครับ ไม่ใช่ AQI ที่เราพูดกันถึงทุกวัน ถ้าเราแปลงจากตรงนี้ เป็น AQI ๒๓๐ เลยนะครับ ไม่ใช่สีแดงแล้วนะครับนี่สีม่วงเลย เกณฑ์มันสูงมากมันประกาศ แทบไม่ได้เลย แล้วผมก็บอกตั้งแต่ปีที่แล้วแล้วว่าเกณฑ์นี้มันทำให้ประกาศแทบไม่ได้ มีจังหวัดที่เข้าเกณฑ์ประกาศเพียงแค่แม่ฮ่องสอนและเชียงรายเท่านั้น คนสูดฝุ่น แทบทั้งประเทศแต่ก็ยังไม่แก้ ผมให้ ๒ เหตุผลเลยที่ไม่แก้ตรงนี้ ๑. คืออาย อายว่าจะเป็น การประจานตัวเอง ๒. คืองก งกเงินงบกลางภัยพิบัติ แล้วเงินทดรองราชการหรือว่า งบกลางภัยพิบัติตรงนี้มาถึงวันนี้ยังไม่ได้แก้ให้มันสอดคล้องกับภัยพิบัติ PM2.5 เลย ผมบอกไว้ ตั้งแต่ปีที่แล้วกระทรวงการคลังถึงตอนนี้ก็ยังแก้ไม่เสร็จ ล้มเหลวทุกอย่างแล้วบอกว่า ทำทุกอย่างเต็มกำลังสุดความสามารถ ถ้าความสามารถมีแค่นี้พิจารณาตัวเองไหมครับ ถ้ามัน ที่สุดแล้วจริง ๆ อย่าฝืน พอเถอะครับ ลาออกเถอะ กันยายน ตุลาคม พฤศจิกายนผ่านไป เราเสียโอกาสสำคัญในการออกมาตรการไปหลายเรื่องเลย มาเดือนธันวาคมที่ปัญหาเริ่มนัก ในพื้นที่ภาคกลางและภาคอีสาน ๓ ธันวาคมครับ สั่งการอีกแล้ว ๒๙ ตุลาคมสั่งการอะไรไป ๓ ธันวาคมสั่งเหมือนเดิม ลืมข้อสั่งการตัวเองไปแล้วหรือเปล่า หรือว่ามีหน้าที่แค่อ่าน Script อย่างเดียวจนไม่ได้ดูว่าข้อสั่งการตัวเองสั่งไปแล้วยังไม่มีอะไรคืบหน้าเลย ทำไมถึงไม่ตามงาน สั่งการซ้ำ ๆ ซ้อน ๆ แบบนี้ ประชาชนได้ประโยชน์อะไร ๑๑ ธันวาคมสั่งการอีกแล้ว สั่งผู้ว่า กทม. ให้ป้องกันปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 ไปสั่งเขา แต่แค่ใช้อำนาจใช้กฎหมายให้อำนาจ กทม. จับรถควันดำให้ได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แค่นี้ยังไม่ทำให้เขาเลย เพราะมันไม่มีทางเลย ที่ส่วนกลางจะไปจับควันดำแทนได้หมด แล้วเรื่องนี้เราจะพูดแค่กรุงเทพมหานครก็ไม่ได้ มาตรการที่รัฐบาลต้องเตรียมการล่วงหน้าสำหรับภาคกลาง กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ไม่มีเลย โยนให้กรุงเทพมหานครทำหมดเราจะเห็นก็แค่ทำ Low Emission Zone หรือการโยนงบกลางให้ใช้รถไฟฟ้าฟรีเท่านั้น แต่สุดท้ายครับปัญหานี้มันเป็นเหตุ กรุงเทพมหานครและปริมณฑลจังหวัดอื่น ๆ เขาก็ก่อฝุ่นเหมือนกัน พอรัฐบาลไม่มีมาตรการ อะไรเลยฝุ่นจากจังหวัดอื่นมันก็ลอยเข้ากรุงเทพมหานครอยู่ดีเพราะมันจะทำแค่จังหวัดเดียว ไม่ได้ ต่อมาครับมาถึงกลางเดือนธันวาคมเราได้เห็นคำสั่งการของคุณแพทองธารไปหลายครั้งเลย เรื่องห้ามนำเข้าสินค้าเกษตรที่มีที่มาจากการเผา รอมา ๒ เดือนมาเสียที ประกาศนำเข้าข้าวโพด เลี้ยงสัตว์แบบปลอดภาษี ปี ๒๕๖๘ ปรากฏว่าออกมาเหมือนเดิมเป๊ะ ลอกของเดิมมาเลย ไม่ได้มีเงื่อนไขเรื่องสิ่งแวดล้อม ไม่ได้มีเงื่อนไขเรื่องการเผา ไม่ได้มีเงื่อนไขให้ระบุพิกัดพื้นที่ แปลงเพาะปลูกอะไรเลย กระทรวงอะไรนะครับที่ออกประกาศนี้ กระทรวงพาณิชย์ใช่ไหมครับ รัฐมนตรีอยู่พรรคอะไรนะครับ ก็พรรคเดียวกับนายกรัฐมนตรีอีก เขายังไม่สนใจคำสั่งการ ของนายกรัฐมนตรีเลย ตอนที่นายกรัฐมนตรีนั่งหัวโต๊ะในที่ประชุมได้อ่านอะไรบ้างไหมครับ ตอนที่กระดาษเป็นร่างประกาศนี้มันเข้ามาเอะใจบ้างไหมว่ามันขัดต่อข้อสั่งการของตัวเอง ทำไมยังปล่อยให้เกิดแบบนี้ขึ้นอีก ผมว่าคนทั้งประเทศไทยรู้อยู่แล้วว่าคุณแพทองธาร ไม่มีความรู้ความสามารถ ไม่มีความเป็นผู้นำพอที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ช่วยเสแสร้ง แกล้งทำเป็นจริงใจในการแก้ปัญหาหน่อย เพราะว่าสั่งการลอย ๆ ไม่มีเนื้อหาแบบนี้มันทำให้ รัฐมนตรีไม่เห็นค่า หน่วยงานไม่เห็นหัว สุดท้ายคนที่รับผลกระทบกลับเป็นประชาชน เดี๋ยวผมจะลงลึกเรื่องนำเข้าข้าวโพดเผากันอีกทีหนึ่งไล่เป็น Time Line ก่อน มาต่อกันวันที่ ๒๓ ธันวาคม สั่งกองทัพป้องกันไฟป่า PM2.5 ในส่วนนี้ผมขอแยกเป็นวิบัติที่ ๔
วิบัติที่ ๓ เรื่องนี้วิบัติมากต้องแยกเฉพาะ ปีใหม่หลังจากที่สิ้นปี ๒๕๖๗ ไม่มีมาตรการอะไรที่จับต้องได้จากรัฐบาลแพทองธารสักอย่างเดียว เราพลาดโอกาส ในการเตรียมการรับมือการเผาภาคการเกษตรและไฟป่าในเดือนมกราคมไปทั้งหมด และเราพลาดโอกาสเพราะเราไม่ได้มีมาตรการแรงจูงใจสนับสนุนให้เกษตรกรรายย่อยเลย เริ่มปีใหม่มาครับ วันที่ ๗ มกราคมสั่งการอีกแล้ว สั่งการให้กระทรวงอุตสาหกรรม ออกมาตรการงดรับซื้ออ้อยเผาโดยเด็ดขาด เรื่องนี้สะท้อนถึงความบกพร่องความเป็นผู้นำ อย่างชัดเจนครับ เพราะมาถึงทุกวันนี้ยังไม่มีการออกมาตรการนี้ออกมาเลย แม้แต่มาตรการ เพิ่มค่าปรับทุกวันนี้ก็ยังทำไม่เสร็จ สั่งการให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไปประกาศเขตควบคุมมลพิษ ทุกวันนี้ประชาชนสูดฝุ่นไปกี่พื้นที่ ไม่มีการประกาศเขตนี้สักที่ แล้วก็ออกคำสั่งอีกแล้วในการห้ามนำเข้าสินค้าเกษตรที่มีที่มาจากการเผา สั่งการไปกี่ครั้ง ไม่เคยตามงาน สั่งการแบบเดิมทุกครั้งนี่มันสักแต่สั่งจริง ๆ วันที่ ๑๗ มกราคมหลังจากที่ รัฐบาลไม่มีมาตรการอะไรเลย มีการเผาภาคการเกษตรอยากหนัก กระทรวงเกษตร และสหกรณ์ กระทรวงที่ทำตัวลอยตัวเหนือปัญหามาตลอด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ก็เพิ่งมารู้ตัวว่าตัวเองยังไม่ได้เซ็นอนุมัติงบกลาง PM2.5 ด้านการเกษตร นายกรัฐมนตรีสั่งการไปตั้งกี่ครั้ง เพิ่งจะรู้ตัวเพิ่งจะตื่นมาเซ็นงบกลางตรงนี้ แล้วกว่าจะเซ็นได้ มันก็ช้าไปแล้วปัญหามันเกิดไปแล้วสุดท้ายไม่ได้รับอนุมัติ มีแค่ฝนเทียมเท่านั้นละครับ ที่ได้รับอนุมัติจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เลยใช้วิธีเดิม แก้เขินหน่อย ออกมาตรการมาเลยตัดสิทธิสนับสนุนคนที่เผาไปเลย ลดกระแสสังคมได้หน่อย ทำงานตาม Step รัฐบาลแพทองธารเลย ประชาชนไม่ด่ารัฐบาลไม่ขยับ ซึ่งมันก็ซ้ำกับ ปีที่แล้วทำนั่นละ ปีที่แล้วออกประกาศ ตัดสิทธิในที่ดินทำกินคนที่เผาในเขตพื้นที่ ส.ป.ก. ประกาศนี้บังคับใช้มาปีกว่าแล้ว ทุกวันนี้ยังไม่มีใครโดนเลยแม้แต่เคสเดียว แล้วปี ๒๕๖๗ พื้นที่เผาไหม้ในเขต ส.ป.ก. เท่าไรรู้ไหมครับ ๓ ล้านไร่ พวกคุณขายผ้าเอาหน้ารอดไปวัน ๆ คนที่เขาเผาเขาก็ไม่สนใจหรอกเพราะเขารู้ว่ากระทรวงนี้ไม่มีน้ำยา และในวันที่ค่า PM2.5 ใน กทม. รุนแรงที่สุดคุณแพทองธารก็เดินทางไปที่ดาวอส การเดินทางไปต่างประเทศผมเข้าใจนะ แต่ว่าช่วยเข้าใจในความทุกข์ร้อนของประชาชนหน่อย ไม่ใช่สื่อสารโดยไม่ได้ Care ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศเลย แล้วพอประชาชนตำหนิ ประชาชนจี้หนักเข้า เรียกประชุมสักหน่อยประชุมผ่าน Zoom เลย ออกข้อสั่งการมาเลย ข้อสั่งการแคบเหมือนเดิมแคบทั้งหมด เอาง่าย ๆ เลยคือเอาข้อสั่งการที่ตัวเองเคยสั่งในอดีต เอามารวมใหม่แล้วออกข้อสั่งการมาใหม่ สุดท้ายมีเพิ่มมา ๑ ประเด็นที่น่าสนใจคือเรื่องของ สุขภาพ ก็คือการจัดทำห้องปลอดฝุ่นแล้วก็มุ้งสู้ฝุ่น เรื่องที่น่าตลกมากครับ นายกรัฐมนตรี สั่งการไปกระทรวงสาธารณสุขก็ตั้งงบกลางขึ้นมาเลย แต่ไม่ได้รับอนุมัติ ถามกระทรวง สาธารณสุขไปกระทรวงตอบกลับมาว่าอย่างไรรู้ไหมครับ ถ้าไม่ได้รับอนุมัติงบกลางตรงนี้ เราไม่มีงบประมาณรายจ่ายประจำปีก็ต้องเอางบที่พอจะใช้ได้ก็มีแค่ ๒ ล้านบาท ใช้ทำมุ้ง สู้ฝุ่นได้ประมาณ ๑,๐๐๐ ชุดให้กับผู้เปราะบาง ผู้ป่วยติดเตียงทั่วประเทศ ๑,๐๐๐ ชุด สูดฝุ่นกัน เป็นล้านมีแค่พันเดียว สั่งการอะไรไปตามงานบ้างเถอะขอร้องเลยจริง ๆ เพราะปัญหา PM2.5 มันส่งผลกระทบรุนแรงต่อสุขภาพ มีคนที่เขาเสียชีวิตเพราะ PM2.5 ไปตั้งเท่าไรแล้ว สุดท้ายชีวิตของประชาชนไม่มีค่าในสายตาของมนุษย์ที่ชื่อแพทองธาร ชินวัตร เลยจริง ๆ วันที่ ๒๘ มกราคมเคาะงบกลางให้กับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไปจัดการไฟป่า เขาของบกลางเพื่อที่จะใช้ตอนเดือนมกราคม เพื่อที่จะสามารถอบรมท้องถิ่นในการดับไฟป่า เพื่อจะสามารถซื้ออุปกรณ์เพราะงบประมาณรายจ่ายประจำปีไม่พอเพราะถูกตัดไป ให้เขา ช้าไป ๑ เดือน เดือนมกราคมหน่วยงานก็ต้องสู้ไฟโดยที่ไม่มีงบประมาณ และเรื่องการ Claim งบกลาง ๖๒๐ ล้านบาท อันนี้ผมขอเถอะ หยุดได้แล้วถ้ายังมียางอายอยู่นะ เพราะรัฐบาลเอง ที่ตัดงบไฟป่าไปทั้งหมด ๒,๔๐๐ ล้านบาท แล้วงบไฟป่าเป็นงบที่แปลกประหลาดที่สุด ที่ผมเคยเห็น นอกจากจะตัดงบ ๒,๔๐๐ ล้านบาท แล้วอนุมัติงบกลางไป ๖๐๐ ล้านบาท ยังกล้าโฆษณาอีกว่าแก้ปัญหา PM2.5 ด้วยการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น ทั้ง ๆ ที่ตัวเองตัดงบ ท้องถิ่นดับไฟป่าปีละเป็นพันล้านบาททุก ๆ ปี ตัดงบแหลกอย่างเดียวไม่พอยัง Lock Spec เขาอีก ท้องถิ่นสามารถซื้อได้แค่อุปกรณ์ที่ส่วนกลางกำหนดไว้แล้ว ซื้อได้แค่ ๔ อย่างเลย คราด ไม้ตบไฟ เครื่องเป่าลม แล้วก็ถังฉีดน้ำซื้อได้แค่นั้น Drone ตรวจจับความร้อนซื้อไม่ได้ เทคโนโลยีที่จะมาทำระบบฐานข้อมูลทำ War Room ไม่ได้ รัฐบาลทำตัวอวดดีบงการคนที่อยู่หน้างานคนที่รู้ปัญหามากที่สุด แล้วงบ Drone ตรวจจับ ความร้อนของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชก็ตัดงบเขาแทบไม่เหลือ ทุกวันนี้ เจ้าหน้าที่ดับไฟต้องสื่อสารพิกัดกันอย่างไรรู้ไหมครับ ดูพิกัดจากดาวเทียม Hotspot แล้วก็ เดินเข้าไปในพื้นที่ตรงนั้นเพื่อจะส่งข้อมูลที่เป็นพิกัดแท้จริงกัน แล้วถามว่าป่าที่มันลึก ๆ ป่าที่มันชัน ๆ เขาทำได้ไหม เขาทำไม่ได้ แล้วพิกัดที่เขาส่งด้วยการคาดคะเนถามว่า มันแม่นยำไหม แล้วส่งให้เฮลิคอปเตอร์ไปโปรยน้ำ ถามว่ามันแม่นไหม มันดับได้ไหม รัฐบาล ไม่มีมาตรการเตรียมการเพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนไปจุดไฟป่าเลย แล้วสำหรับมาตรการ ที่จะสู้ไฟในการดับไฟป่าก็ทำแบบไม่มีความรู้ เพราะเป็นกันแบบนี้ทุกวันนี้ไฟป่าเพิ่มขึ้น เรื่อย ๆ เจ้าหน้าที่มีไม่เพียงพอที่จะไปดับไฟ เทคโนโลยีไปช่วยเหลือก็ไม่มี แบบนี้มันเป็น การเพิ่มความเสี่ยงและความอันตรายให้กับเจ้าหน้าที่ดับไฟป่าจากความละเลยปัญหา ของรัฐบาลเอง ไล่มาอีกวันที่ ๓๐ มกราคม สั่งการเรื่องห้ามนำเข้าข้าวโพด ห้ามรับซื้อสินค้า เกษตรที่มีที่มาจากการเผา สั่งไปหลายต่อหลายครั้งโดยเราไม่เห็นความคืบหน้าอะไรเลย เริ่มขยับกันสักที ฝั่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีการประชุมในเรื่องของการจัดทำมาตรฐาน ข้าวโพดเผา ประชุมที่ว่าช้าแล้วสรุปเป็นอย่างไรรู้ไหมครับ สรุปให้ไปเปิดรับฟังความคิดเห็น ในช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายน มาถึงทุกวันนี้ยังไม่มีความคืบหน้า ไม่มีการประชุมครั้งที่ ๒ ด้วย เราต้องรอจนปัญหามันจบ รอนายทุนนำเข้าให้หมดก่อนถึงจะเริ่มแก้ปัญหากันได้ใช่ไหมครับ ฝั่งกระทรวงพาณิชย์ประกาศกร้าวเลย งดรับซื้อ ห้ามรับซื้อสินค้าที่มีที่มาจากการเผา มั่นใจไม่ขัดดับเบิลยูทีโอ โอ้โฮเพิ่งรู้ตัวกันหรือครับ ผมบอกตั้งแต่ต้นปี ๒๕๖๗ ไปแล้วว่ามันไม่ ขัดกับดับเบิลยูทีโอ กระทรวงพาณิชย์ก็เถียงผมอยู่นั่นละ รัฐมนตรีเองเลยที่เถียงบอกว่า มันขัดดับเบิลยูทีโอ ตอนนี้รู้ตัวแล้วหรือยัง ยังไม่ต้องถามถึงการรับผิดชอบปีที่แล้วนะครับ ปีนี้ตอนนี้ยังไม่มีการประกาศเลย สรุปแล้วตอนนี้รัฐบาลกำลังทำเพื่อใครกันแน่ เพื่อประชาชน หรือเพื่อนายทุน แล้วนายกรัฐมนตรีก็ออกข้อสั่งการอีกครั้งหนึ่งวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ห้ามรับซื้อ สินค้าเกษตรที่มีที่มาจากการเผา ห้ามนำเข้า สั่งอีกแล้วสั่งการเหมือนเดิมทุกครั้ง แต่ครั้งนี้ มีเพิ่มนิดหนึ่งครับ เพิ่มคำว่า ขอร้อง ขอร้องผู้ประกอบการให้งดรับซื้อวัตถุดิบและ สินค้าเกษตรที่มาจากการเผา จากที่ทำเป็นเก่ง ทำเหมือนกล้า ทำเหมือนเด็ดขาด ตอนนี้ เปลี่ยนมาขอร้องแล้วนะครับ
แล้วเรามาดูผลปฏิบัติงานจริงกันบ้างว่าตอนนี้เป็นอย่างไร ปัจจุบันครับ มีการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากประเทศเมียนมาหลายแสนตัน โดยที่ไม่ได้มีการตรวจ ในเรื่องของการเผา ไม่มีการตรวจเรื่องของพิกัดพื้นที่แปลงเพาะปลูก ไม่ต้องระบุอะไรเลย ตรวจแค่อันนี้อันเดียวเลย เอกสารรับรองสุขอนามัยพืชว่าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่นำเข้า เข้ามา มันไม่ได้มีโรคและศัตรูพืชเข้ามาด้วยแค่นี้นำเข้าได้แล้ว ไม่มีมาตรการบังคับกับข้าวโพดที่เผา ไม่มีการออกหลักเกณฑ์ในการตรวจสอบทั้งห่วงโซ่อุปทานหรือว่า Supply Chain ของนายทุนผู้ประกอบการขนาดใหญ่ ทั้ง ๆ ที่เรื่องนี้ถ้าให้ความสำคัญจริง ๆ มันต้องทำเสร็จ ตั้งแต่ตุลาคมปีที่แล้ว และต่อให้เชื่องช้าอืดอาดทำงานไม่เป็นจริง ๆ มันก็ทำได้อยู่ดี เพราะในกฎหมายมาตรฐานสินค้าเกษตรมันระบุไว้ชัดเจนครับว่าถ้ามันเร่งด่วนจำเป็น เพื่อสวัสดิภาพของประชาชนเราสามารถออกประกาศบังคับได้เลย ลัดขั้นตอนได้เลย ไม่ต้องเปิดรับฟังความคิดเห็นแต่รัฐบาลก็ไม่ทำ และกลไกของกระทรวงพาณิชย์ในเรื่องของ การประกาศห้ามนำเข้าตอนนี้ก็ยังไม่ออก ทั้ง ๆ ที่มันไม่ได้ขัดดับเบิลยูทีโอผมก็บอกไปแล้วว่า มันมีข้อยกเว้นข้อ B แล้วก็ข้อ G อภิปรายตั้งแต่ปีที่แล้วตั้งแต่สมัยรัฐบาลคุณเศรษฐา ไปแล้ว แต่ตอนนี้คุณแพทองธาร ก็ยังปล่อยให้มีการนำเข้าโดยที่ไม่ได้ดูเรื่องขายเรื่องการเผาเลย เพราะจากความกลัว ความช้า ต้องทำงานตามคำสั่งคนอื่น ครั้งนี้มันไม่ได้ส่งผลกระทบกับแค่ ประชาชนแล้วนะครับ ประเทศจะตามนายทุนเขาไม่ทันแล้ว เพราะตอนนี้เขาไปเปิดโรงงาน รับซื้อข้าวโพดเผาที่ประเทศเพื่อนบ้านเองแล้ว โลกมันหมุนไปเรื่อย ๆ ถ้าเรายังมี นายกรัฐมนตรีที่ไม่มีความรู้ความสามารถ ที่ยังทำงานเชื่องช้าแบบนี้ ต้องรอให้นายทุน จูงจมูกไปเรื่อย ๆ ปัญหานี้จะไม่มีทางแก้ได้เลย ลมหายใจของประชาชนไม่ใช่สิ่งที่ต้องมา ขอร้องจากนายทุน อำนาจอยู่ในมือทำไมถึงไม่กล้าใช้ นายกรัฐมนตรีที่มัวแต่สั่งการขายผ้า เอาหน้ารอด สั่งซ้ำสั่งซ้อน ทำงานแบบนี้อย่างไรถึงไม่มีใครให้ค่าเลย รัฐมนตรีก็ไม่เห็นหัว ข้าราชการก็ไม่สนใจ ครั้งนี้เป็นแค่หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งที่ไม่ทำตามนี้อันนี้เข้าใจได้ ความผิดหน่วยงาน แต่นี่แทบจะทุกหน่วยงานที่ไม่ทำตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีเลย ต้องย้อนมองกลับตัวเองแล้วไหมครับ ไม่มีภาวะความเป็นผู้นำแบบนี้ยังกล้าเรียกตัวเองว่า นายกรัฐมนตรีอีกหรือเปล่ามา
ต่อครับ วิบัติที่ ๔ ครับ นายกหุ่นเชิด ไม่มีความน่าเชื่อถือเจรจากับ ต่างประเทศไม่มีใครสนใจ แน่นอนครับพูดถึงเรื่องฝุ่นพิษ PM2.5 ทุกคนก็ต้องพูดกันถึงเรื่อง ฝุ่นพิษที่มันมาจากประเทศเพื่อนบ้านถูกไหมครับ เดือนมกราคมประเทศกัมพูชา เผาแทบจะทั้งประเทศ แล้วฝุ่นก็ลอยเข้ามาในพื้นที่ภาคอีสานและภาคกลาง มีนาคมครับ เมียนมาแล้วก็ลาว ลอยเข้ามากระทบกับประเทศไทย ทำให้ค่าฝุ่นที่มันสูงอยู่แล้วจากใน ประเทศสูงเพิ่มขึ้นอีก กระทบรุนแรงต่อสุขภาพของประชาชน แน่นอนครับนอกจากเรื่องที่ ออกคำสั่ง ออกข้อสั่งการห้ามนำเข้าสินค้าเกษตรที่มีที่มาจากการเผา ที่พูดอย่างเดียว แต่ไม่ทำหลายคนสงสัยว่านายกรัฐมนตรีทำอะไรกับเรื่องนี้ เพราะตัวเองก็ยกให้นี่ไม่ใช่แค่ วาระแห่งชาติแล้วนี่คือวาระแห่งอาเซียน นายกรัฐมนตรีบอกว่าเราไปเจรจากับต่างประเทศ ไว้หลายประเทศแล้วใช่ไหมครับ เรามายกตัวอย่างให้ดูกันดีกว่าว่าไปเจรจาอะไรไว้บ้าง ประชุมครั้งแรกครับ ASEAN Summit เดือนตุลาคม ช่วงเวลาที่เหมาะสมมาก ๆ ในการ ที่จะออกมาตรการ ออกข้อตกลงหรือว่าวางเป้าหมายร่วมกันว่าแต่ละประเทศจะดำเนินการ อย่างไรบ้าง แต่ในการประชุมวันนั้นครับรับร่างปฏิญญากันไป ๑๘ ฉบับ ไม่มีเรื่องฝุ่นเลย แม้แต่ฉบับเดียว คุณพลาดโอกาสของคนไทยทั้งประเทศ แล้วก็ไปประชุมต่อครับ ประชุมผู้นำ ๕ ประเทศลุ่มน้ำโขงครับ ฟังดูแล้วมันต้องเรื่องฝุ่นแน่ ๆ พื้นที่มันใช่ และนายกรัฐมนตรีก็พูดเองในที่ประชุมด้วยนะครับว่าฝุ่นพิษมันลดอายุขัยของคนไทยลง ๑.๕ ปี ประเทศไทยจะมุ่งมั่น เพื่อบรรลุเป้าหมายอาเซียนปลอดหมอกควัน ปี ๒๐๓๐ พูดมา ขนาดนี้มันต้องมีอะไรชัดเจนบ้างละ แต่ร่างปฏิญญาเวียงจันทน์ที่รับร่างกันในวันนั้นก็ไม่มี การแก้ไขเพิ่มเติมเรื่องฝุ่นอีก ปัญหานี้มันเป็นปัญหาที่ประเทศเราก็สร้างฝุ่นให้ประเทศ เพื่อนบ้าน ประเทศเพื่อนบ้านก็สร้างฝุ่นให้กับประเทศเรา แต่ประเทศเราอยู่ตรงกลาง เรารับฝุ่นทุกทาง ทำไมถึงไม่เป็นเจ้าภาพเจรจาเชิงรุกเรื่องพวกนี้เลย แน่นอนครับมาถึงตอนนี้ นายกรัฐมนตรีก็จะบอกว่าเราได้ทำยุทธศาสตร์ฟ้าใสหรือว่า Clear Sky Strategy ไปแล้ว ในเรื่องนี้ต้องบอกก่อนว่ามันเป็นยุทธศาสตร์ที่ทำมาตั้งแต่สมัยคุณประยุทธ์ จันทร์โอชา แล้ว เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ผมขออธิบายสักเล็กน้อย คำว่า Clear จะแบ่งตามภารกิจ ตามตัวอักษร ตัว C คือคำว่า Commitment หรือว่าข้อตกลงกับประเทศเพื่อนบ้าน ตัวอักษรแรก มาก็ทำงานกันแบบลวก ๆ เลย ข้อผูกมัดกับประเทศเพื่อนบ้านปีนี้ที่เราวางไว้ยังใช้ตัวชี้วัด ที่เป็น Hotsport ไม่ใช่พื้นที่เผาไหม้ ทั้ง ๆ ที่เรารู้อยู่แล้วมันเป็นตัวชี้วัดที่ผิด แล้วแค่นั้นไม่พอ ยังเลือกเอาข้อมูลจากดาวเทียมที่ให้ค่า Hotsport ได้น้อยที่สุดอีก อยากให้ตัวเลขมันน้อย ให้มันดูดีมากที่สุด แต่ทั้ง ๆ ที่ทำขนาดนี้แล้วปัจจุบันเมียนมาและลาวยังไม่เซ็นรับข้อผูกมัดนี้ ร่วมกับประเทศเราเลย ตัว L คำว่า Leverage หรือว่าข้อต่อรอง ตรงนี้สะท้อนถึงความ บกพร่องของคุณแพทองธารที่ชัดเจนมาก เพราะทุกวันนี้ยังไม่มีการใช้ Leverage ตรงนี้ ไปต่อรองกับประเทศเพื่อนบ้านหรือประเทศในสมาชิกอาเซียนเลย ตัวอักษรอื่น ๆ ตามยุทธศาสตร์นี้ก็ยังไม่มีความคืบหน้า ไม่ว่าจะเป็นการทำแผนที่เผา แผนที่เสี่ยงเผา ไฟป่าของประเทศเพื่อนบ้าน ไฟเกษตรของประเทศเพื่อนบ้าน หรือแผนที่เพาะปลูก ที่ไม่เหมาะสมของประเทศเพื่อนบ้านตรงนี้ยังไม่ได้เริ่ม อบรมถ่ายทอดเทคโนโลยีไฟป่า ให้กับประเทศเพื่อนบ้านอันนี้ก็ไม่ต้องพูดถึงละครับเพราะประเทศยังแทบจะไม่ได้ทำเลย แล้วที่หนักที่สุดครับ คือกัมพูชาไม่ยอมเซ็นร่วมยุทธศาสตร์นี้กับประเทศเราด้วยซ้ำ ประเทศ ที่ออกประกาศแจ้งเตือนให้แรงงานของเขาในประเทศเราเฝ้าระวังค่า PM2.5 ที่มันรุนแรง สูงขึ้นแล้วมันกระทบกับสุขภาพของแรงงานเขา ประเทศที่พ่อนายกรัฐมนตรีกัมพูชายกให้ พ่อนายกรัฐมนตรีของไทยที่ปรึกษาประธานอาเซียนเป็นถึงขั้นเพื่อนกันตลอดไป ทั้ง ๆ ที่ พ่อนายกรัฐมนตรีก็พูดเองด้วย พ่อกับพ่อก็เพื่อนกัน ลูกกับลูกก็เพื่อนกัน ความสัมพันธ์ แน่นแฟ้นไม่ต้องกลัวเรื่องสนธิสัญญา ถ่ายรูปพร้อมหน้าพร้อมตาพร้อมนายกรัฐมนตรี ของเราด้วย แล้วไม่ต้องอ้างนะครับว่าได้เซ็น MOU ไว้แล้วตั้งแต่ปีที่แล้ว เพราะ MOU ฉบับนั้นไม่มีข้อผูกพันทางสัญญาอะไรเลย ใครจะทำก็ได้ไม่ทำก็ได้ไม่มีผลผูกมัดอะไรเลย แล้วก็ตามมาด้วยออกดอกออกผล ผลลัพธ์ของ MOU ฉบับนี้ชัดเจนกัมพูชาเผาแทบจะ ทั้งประเทศ ไม่ได้ช่วยอะไรเลย และก็ยังเป็นประเทศที่เราเอาเงินภาษีของประชาชน ไปสร้างถนนให้กับพวกเขา ๔๙๑.๕ ล้านบาท ทั้ง ๆ ที่พื้นที่ตรงนั้นเผาแทบจะทั้งพื้นที่ เราก็เอาเงินไปสร้างถนนให้เขาขนสินค้าเกษตรที่เผาเอาเข้าประเทศเรา แม้ว่านี่จะเป็นการ ให้กู้แต่เป็นการให้กู้ที่แทบจะให้เปล่า ๗ ปีแรกปลอดหนี้ กัมพูชาไม่ต้องจ่ายอะไรเลย หลังจากนั้นค่อย ๆ ทยอยผ่อนด้วยดอกเบี้ยแค่ร้อยละ ๑.๕ ปัญหานี้ครับมันชัดเจนมาก ๆ เราให้เขาขนาดนี้ยังไม่เอาไปต่อรองอะไรเลย นี่มันวาระแห่งอาเซียนภาษาอะไร แล้วเจรจา กับประเทศเพื่อนบ้านทำตอนไหน เมื่อไรจะเอาจริง ต้องรอให้มีคนล้มป่วย ล้มตายจากฝุ่นพิษ PM2.5 ไปอีกเท่าไรถึงจะทำจริงได้สักที
วิบัติที่ ๕ ไร้ความเป็นผู้นำ สั่งการไปไม่มีใครสนใจอะไรเลย เราเห็นวิบัติตรงนี้ จากเรื่องของการสั่งห้ามนำเข้าสินค้าเกษตรที่มีที่มาจากการเผา แต่สุดท้ายพูดอย่างเดียว แต่ทำไม่ได้ มีอีกตัวอย่างชัด ๆ กับเรื่องนี้ คุณแพทองธาร สั่งการกองทัพไปป้องกันไฟป่า PM2.5 ใช่ไหมครับ ออกสื่อสั่งการให้ตัวเองดูดีดูเหมือนเป็นผู้นำแต่การกระทำสวนทางเลย ปล่อยให้เกิดไฟป่า PM2.5 จากกองทัพโดยที่ไม่ทำอะไรเลย ทุกคนคงเคยคิดคงเคยได้ยิน ว่าที่กองทัพซ้อมยิงปืนใหญ่ ซ้อมยิงลูกระเบิดในพื้นที่และช่วงเวลาที่เสี่ยงต่อการเกิดไฟป่า แล้วมันก็เกิดไฟป่าขึ้นจริง ๆ ใช่ไหมครับ หลายคนคงคิดว่ากองทัพคงไม่ทำอะไรที่มันสิ้นคิด แบบนี้ แต่วันนี้ผมขอมายืนยันกับทุกคนว่ากองทัพสิ้นคิดแบบนั้นจริง ๆ ไปที่อำเภอเมือง จังหวัดพะเยาก่อนครับ วันที่ ๑๓-๑๔ กุมภาพันธ์ กองทัพซ้อมยิงปืนใหญ่ด้วยกระสุนจริง รองนายกรัฐมนตรีคุณภูมิธรรมพูดเองเลยว่าเกิดการไหม้ขึ้นจริง ๆ แต่ไม่ได้ไหม้เยอะขนาดนั้น ได้มีการป้องกันทำแนวกันไฟไว้แล้ว และสถานที่ตรงนั้นเป็นพื้นที่ของกองทัพ เหมาะสมที่จะ ซ้อมยิงปืนใหญ่ เป็นพื้นที่รกร้างไม่ได้เป็นป่าอะไรขนาดนั้น แล้วยังทิ้งท้ายด้วยว่ามันใช่เวลา มาวิจารณ์ไหม โอ้โฮ ค่า PM2.5 พุ่งทะลุ ๒๐๐ ในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา ยังมีหน้า มาพูดว่าใช่เวลาวิจารณ์ไหม แล้วผมถามกลับ มันใช่เวลาที่จะขัดคำสั่งข้อสั่งการของ นายกรัฐมนตรีที่อยู่พรรคเดียวกันที่คุณเป็นพี่เลี้ยงอยู่ไหม เรามาไล่ดูกันทีละอย่างครับ ๑. พื้นที่ตรงนั้นเป็นพื้นที่ของกองทัพหรือเปล่า คำตอบคือ ไม่ครับ พื้นที่ตรงนั้นเป็นป่าสงวน ดูแลโดยกรมป่าไม้ครับ คำถามต่อมาครับ มีการขออนุญาตจากกรมป่าไม้ในการขออนุญาต ใช้พื้นที่หรือเปล่า ก็คือไม่อีกเหมือนกัน ไม่มีการขออนุญาตตามกฎหมายป่าไม้เลย จะยิง ก็ส่งหนังสือไปว่าจะยิงแค่นี้เลย ต่อมาครับเรามาไล่ดูกันครับเรื่องพื้นที่ตรงนั้นเหมาะสม จะซ้อมยิงหรือเปล่าเป็นพื้นที่รกร้างไม่ใช่ป่าอะไรขนาดนั้น ถ้าเราฟังคุณภูมิธรรมอย่างเดียว เราคงคิดว่าตรงนั้นมันเป็นป่าที่เสื่อมโทรมแล้วเหมาะสมที่จะซ้อมยิ่งมาก ๆ เรามาดูภาพถ่าย ดาวเทียมครับ ก่อนซ้อมยิงไม่กี่สัปดาห์ เราซูมเข้าไปครับป่าแน่น ๆ มันใช่พื้นที่ที่เหมาะสม กับการซ้อมยิงปืนใหญ่ไหมครับ ต่อครับ เรามาดูกันว่าช่วงวันที่ ๑๓-๑๔ ปัจจัยความเสี่ยง ไฟป่ามันเป็นอย่างไร เราเริ่มที่ค่าดัชนีการติดไฟครับ พื้นที่นี้อยู่ในเกณฑ์ที่ว่าดัชนีการติดไฟ ติดง่ายมากครับ เสี่ยงสูงมากแดงแปร๊ดเลย แล้วก็มาดูดัชนีความรุนแรงของไฟถ้ามันติดไฟ แล้วมันจะรุนแรงขนาดไหน เกณฑ์ก็อยู่ในเกณฑ์ที่เสี่ยงสูงมากอีกเช่นกัน ถ้ามันติดไฟแล้วไฟจะรุนแรงแล้วก็ขยายตัว ได้เร็วมาก ปัจจัยทุกอย่างชี้ไปในทางเดียวกันว่าความเสี่ยงสูงมาก แต่กองทัพก็ยังเลือกที่จะ ดำเนินการโดยที่ไม่สนใจถึงปัจจัยความเสี่ยงด้านนี้เลย และที่สำคัญคือรัฐบาลก็รับรู้อยู่แล้ว แต่ยังปล่อยให้เกิดการกระทำแบบนี้แล้วยังแก้ตัวให้กองทัพอีกต่างหาก โดยที่คุณภูมิธรรม ก็ยอมรับเองว่าเกิดไฟป่าจริง ๆ แต่บอกว่ามันไม่ได้ไหม้อะไรเยอะขนาดนั้นเราป้องกันโดยทำ แนวกันไฟไว้แล้ว ทีนี้เรามาลองดูกันครับว่าผลจากไฟป่าครั้งนี้มันเป็นอย่างไร ๑๔ กุมภาพันธ์ ยิงคืนนั้นก็ไหม้คืนนั้นเลย Hotspot เจอ ๒ จุดแรกแล้วจากภาพแผนที่เราก็จะเห็น จุด Hotspot ในวันที่ ๑๕ วันที่ ๑๖ วันที่ ๑๗ เพิ่มขึ้น แผนที่ตรงนี้เราสันนิษฐานในเบื้องต้น ว่าไฟป่ามันเกิดขึ้นที่จุดพื้นที่กระสุนตกแล้วขยายออกไปทางเหนือและทางใต้ใช่ไหมครับ แต่กองทัพก็อ้างว่าพื้นที่ตรงนี้มันไฟป่าคนละกองกัน มันห่างกัน ๒ กิโลเมตรเลย ผมขอเปิด ข้อมูล Hotspot จาก NASA เราจะเห็น Hotspot วันที่ ๑๔ ไล่จนไปถึงวันที่ ๒๑ วันที่มัน ดับสนิท เราจะเห็นจุดวันที่ ๑๔ มันขยายวงออกไปเรื่อย ๆ ใช่ไหมครับ ชัดเจนพอหรือยังครับ ถ้ายังไม่พอยังจะแถยังไม่ยอมรับอีก ผมขอเปิดภาพถ่ายพื้นที่เผาไหม้จากดาวเทียม Sentinel ของ EU ภาพซ้ายคือภาพก่อนยิง วันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ สีเขียว ๆ คือไม่ได้มีการเผาไหม้อะไรเลย คือทุกอย่างปกติ ด้านขวาครับ หลังยิงวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ เราจะเห็นความแตกต่างพื้นที่ สีน้ำตาลเข้ม สีดำ อันนั้นคือร่องรอยการเผาไหม้ แล้วก็แนวไฟที่เป็นสีส้ม ๆ อันนั้นคือจุดที่ไฟ กำลังไหม้ในขณะนั้นเลย มันชัดเจนพอหรือยังว่าไฟป่าผืนนี้มันคือไฟป่ากองเดียวกันจากพื้นที่ กระสุนตกแล้วขยายตัวออกมา แล้วไฟป่าครั้งนี้มันส่งผลกระทบกับสุขภาพของประชาชน หนักมาก ค่า PM2.5 พุ่งขึ้นทะลุ ๒๐๐ หลักฐานชัดเจนพอไหมครับ ไม่ได้มีการจุดกลั่นแกล้ง กองทัพแน่นอนเพราะไม่มีประชาชนคนไหนกล้าเสี่ยงชีวิตตัวเองขึ้นไปบนสันเขาในพื้นที่ที่มี การซ้อมยิงปืนใหญ่และจุดไฟแกล้งกองทัพแน่ ๆ เพราะแม้แต่กองทัพเองยังไม่กล้าไปดับตรง ๆ เลยด้วย และจากภาพถ่ายพื้นที่เผาไหม้เราก็เห็นชัดเจนว่ามันเป็นไฟป่ากองเดียวกัน ที่นี้เรา มาดูกันครับว่าสุดท้ายแล้วมันเป็นอย่างไร ๒๒ กุมภาพันธ์ ดาวเทียม Sentinel กลับมาอีกครั้ง หนึ่งไฟดับสนิทไปแล้ว เรามาดูพื้นที่เผาไหม้ทั้งหมดกันครับไม่ถึง ๕๐๐ ไร่ เราประเมินพื้นที่เผา ไหม้ตรงนี้ได้ ๙ ตารางกิโลเมตร ๕,๖๐๐ ไร่ ไหนครับที่บอกว่าแนวกันไฟป้องกันไว้แล้ว ควบคุมได้ ไหนครับที่บอกว่าทำไหม้ไม่เยอะ ไหนครับที่บอกว่าเป็นพื้นที่โล่งรกร้าง เป็นพื้นที่ของกองทัพเหมาะที่จะซ้อมยิง โกหกทั้งหมด แล้วเรื่องแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่จังหวัดเดียวอีก ขอไปที่ตัวอย่างที่ ๒ ครับ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ลักษณะเดียวกันนี้เลยแต่แตกต่างตรงที่พื้นที่กระสุนตกเป็นพื้นที่ป่าอุทยาน ของกรมอุทยาน แล้วก็ส่งผลกระทบกับบ้านเรือนของประชาชนด้วย ขอไล่ Timeline เลยครับ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘ ครับ มีการซ้อมยิงเครื่องยิงลูกระเบิดผลเป็นอย่างไรครับ ไฟไหม้ป่า ย้อนไปอีกครับ ๓๐ มกราคมมีการซ้อมรบโดยไม่ระบุชนิดของอาวุธปืน แต่จากกล้องวงจรปิดในบ้านเรือนของประชาชนเสียงระเบิดดังสนั่นเลย เราลองไปฟัง เสียงระเบิดครั้งนี้กันครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพและเสียง)
เสียงสภาไม่ดีนะครับท่านประธาน เสียงเบาไปเลย แต่เสียงครั้งนี้ดังมาก แล้วนี่คือเสียงจากภายในกล้องวงจรปิดภายใน บ้านเรือน ผมถามตรง ๆ คุณแพทองธาร ในฐานะที่เป็นแม่ของลูกด้วย ถ้าลูก ๆ ของเรา วิ่งเล่นอยู่ แล้วมีเสียงระเบิดดังสนั่นขนาดนี้คุณแพทองธาร จะคิดอย่างไร แล้วไม่ใช่แค่ เสียงดังระเบิดอย่างเดียวที่น่ากลัว เปิดประตูบ้านไปไฟป่าไหม้อยู่ข้าง ๆ บ้าน ย้อนไปอีก สักปีหนึ่งครับ ปี ๒๕๖๗ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ ครับ มีการซ้อมยิงปืนใหญ่โดยใช้ กระสุนจริง และในพื้นที่ก็เกิดไฟป่าขึ้นอีก ไปอีกครับ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ มีการซ้อมยิง เครื่องยิงลูกระเบิดขนาด ๑๒๐ มิลลิเมตร ก็เป็นอีกครั้งที่พื้นที่นี้เกิดไฟป่าขึ้นอีก ครั้งนี้ หนักกว่าเดิม หน่วยงานในพื้นที่รายงานเลยว่าสาเหตุจากไฟป่าครั้งนี้มาจากการซ้อมยิง ปืนใหญ่ของกองทัพ ถ้ามาถึงตรงนี้ยังจะยืนยันว่าไฟไม่ได้เกิดจากการซ้อมยิงปืนใหญ่ และการซ้อมยิงปืนใหญ่ไม่ได้ทำให้บ้านเรือนเสียหาย มาดูหนังสือฉบับนี้กันครับ หนังสือ จากนายอำเภอจอมทองส่งไปยังผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ ๓๓ ชัดเจนเลยนะครับ ว่าขอให้ปรับเปลี่ยนพื้นที่ซ้อมยิง เพราะว่าพื้นที่ตรงนี้มันส่งผลกระทบทำให้บ้านเรือน ประชาชนเสียหายและทำให้เกิดไฟป่า ชัดเจนพอหรือยังครับ ผมไม่ได้มีปัญหากับการซ้อมรบ ของกองทัพ แต่ผมไม่เข้าใจว่าทำไมคุณแพทองธารถึงปล่อยให้เกิดไฟป่าฝุ่นพิษจากการ ซ้อมรบของกองทัพ ลืมไปแล้วหรือครับว่าตัวเองเป็นคนสั่งการให้กองทัพไปป้องกันไฟป่า PM2.5 ดูสิกองทัพเขาฟังคุณไหม และนี่แค่ตัวอย่างจาก ๒ จังหวัด ยังไม่ได้รวมโคราช ที่ซ้อมยิงในเขตอุทยาน แล้วก็จังหวัดอื่น ๆ ที่ก็เจอปัญหาลักษณะเดียวกันนี้อีกเรื่องง่าย ๆ