ณัฐพงษ์ วิจารณ์รัฐบาลถดถอย ชี้ดีลแลกประเทศทำเศรษฐกิจ-สังคมล้มเหลว

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๖ · ๒๕ มีนาคม ๒๕๖๘

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลชุดปัจจุบันอย่างรุนแรง ระบุว่าการจัดตั้งรัฐบาลเป็นเพียงข้อตกลงเพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน จนนำไปสู่ความถดถอยทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงการเอื้อประโยชน์กลุ่มทุนพลังงาน ปัญหาค่าไฟฟ้าแพงที่กระทบประชาชน เรื่องที่ดินป่าทับที่เกษตรกร และกรณีดีลที่ดินมูลค่าสูงที่อาจเกิดผลประโยชน์ทับซ้อน รวมถึงการล้มเหลวในการปฏิรูปกองทัพ ละเลยกระบวนการสันติภาพชายแดนใต้ ไม่เร่งรัดความยุติธรรม และผลักดันนโยบายประชานิยมที่ไม่แก้ปัญหาเศรษฐกิจ ทำให้ประชาชนต้องจ่ายราคาแพงภายใต้สิ่งที่เรียกว่า "ดีลแลกประเทศ"

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ผมคิดว่า เนื้อหาสักครู่เป็นข้อเท็จจริงนะครับท่านประธาน ขอบคุณท่านประธานที่ช่วยกำกับดูแลครับ ต่อมาจนถึงสมัยของคุณแพทองธาร ชินวัตร ที่หลาย ๆ คนวิพากษ์วิจารณ์ว่ารัฐบาลเพื่อไทย ยอมเป็นนั่งร้านให้กับกลุ่มอำนาจเดิมเพื่อใคร เพื่อคนตระกูลชินวัตรใช่หรือไม่ เพื่อให้บุคคล ในครอบครัวได้กุมอำนาจรัฐบาลให้บริวารได้เป็นรัฐมนตรี ถึงเวลานี้เป็นเครื่องพิสูจน์แล้วครับ ว่าสิ่งที่พวกเขาสงสัยไม่เป็นความจริง รัฐบาลเพื่อไทยไม่ได้เป็นนั่งร้านให้กับใครครับ เพราะอันที่จริงแล้วพวกเขาได้หลอมรวมกันกลายเป็นพวกเดียวกันทั้งหมดไปแล้วครับ ทำงานร่วมกันกันอย่างเป็นปี่เป็นขลุ่ย หัวเราะรวมวงไปด้วยกันได้ไม่เกี่ยวกับ Generation หรือภูมิหลังใด ๆ ครับ เพราะพวกเขาใช้วิธีในการจัดการผลประโยชน์ที่เหมือนกันต่อรองกัน ผ่านสนามกอล์ฟเหมือน ๆ กัน ใช้อำนาจเปลี่ยนดำเป็นขาวเช่นเดียวกัน รู้ช่องทางในการทำมา หากินผ่านระบบราชการเหมือน ๆ กัน พูดอีกอย่างก็คือนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี และ พรรคร่วมรัฐบาลพูดภาษาเดียวกันและเล่นเกมเดียวกันมาตั้งแต่แรกครับ พี่น้องประชาชน สังเกตได้ไม่ยากครับท่านประธาน เรื่องไหนที่สามารถเดินหน้ารวดเร็วได้ผิดปกติไม่สน คำทักท้วง รีบทำเรื่อง รีบผลักดันก็คือเรื่องที่ Deal ผลประโยชน์กันลงตัว อย่างเช่น เรื่อง Entertainment Complex ที่กลายมาเป็นวาระเร่งด่วนให้ความสำคัญเหนือการแก้ไข ปัญหาชาวนา หรือการพัฒนาการศึกษาเพื่อเยาวชน ท่านนายกรัฐมนตรีครับ จากวันที่ ๒๐ มีนาคมที่ผ่านมาที่สื่อมวลชนตั้งคำถามกับท่านว่าท่านรู้สึกอย่างไรกับคำว่า Deal แลกประเทศที่พวกผมตั้งชื่อให้จากการอภิปรายในครั้งนี้ ถ้าท่านจำได้ท่านตอบคำถามนั้น ว่าอะไรครับ ท่านถามสื่อมวลชนกลับไปว่าตระกูลชินวัตรได้อะไร สื่อมวลชนก็เลยอธิบายต่อครับ อธิบายต่อว่าก็ได้คุณทักษิณกลับบ้านอย่างไร ท่านนายกรัฐมนตรีตอบคำถามต่อว่าอะไร ท่านจำได้ไหมครับ ท่านถามว่าได้คุณพ่อกลับมา อ๋อคงเป็นเรื่องนี้เรื่องเดียวตลอดไป ชัดเจนดี ครับท่านประธานอย่างน้อย ๆ นายกรัฐมนตรีก็รับตรง ๆ โดยนัยโดยการไม่ปฏิเสธว่า Deal ในการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้เพื่อพาคุณพ่อกลับบ้านจริง ๆ เพราะถ้าหากไม่เกี่ยวสัญชาตญาณแรก ของคนตอบคำถามก็ต้องปฏิเสธทันที แต่นี่ไม่ได้ปฏิเสธใด ๆ ครับ แต่วันนี้ผมอยากจะชวน ท่านนายกรัฐมนตรีสนทนาต่อว่า Deal แลกประเทศที่พวกผมหมายถึงนั้นไม่ได้หมายถึงแค่ เรื่องพาคุณทักษิณกลับบ้าน แต่ยังหมายรวมถึงเรื่องอื่น ๆ ที่ประชาชนคนไทยต้องแลกด้วย ผลประโยชน์ของประเทศมากมายมหาศาลที่เกิดขึ้นภายใต้ Deal นี้ครับ ท่านประธานครับ ภายใต้รัฐบาลชุดนี้ดูเผิน ๆ เหมือนว่าประเทศอาจจะได้อะไรที่ดีขึ้นกว่ารัฐบาลพลเอกประยุทธ์ แต่พอเวลาผ่านไป ๒ ปี เป็นที่ประจักษ์แล้วว่าสิ่งที่เหมือนจะได้กลับเสียมากกว่าเดิม การเริ่มต้นและตั้งอยู่ของรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ทำให้ประเทศไทยต้องจ่ายต้นทุน ราคาแพงทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ขอเริ่มต้นจากด้านการเมืองก่อนครับ ดูเผิน ๆ เหมือนว่าประเทศไทยได้หวนคืนสู่ระบอบประชาธิปไตยแบบเต็มใบเสียที ได้ออก จากยุคของรัฐบาลที่สืบทอดอำนาจเผด็จการใช่ไหมครับ แต่พอดูดี ๆ ลงในเนื้อในรายละเอียด ครับท่านประธานกลับไม่เป็นอย่างนั้น รัฐบาลเพื่อไทยทำให้ความเป็นประชาธิปไตย ของประเทศถดถอยลง ดัชนีชี้วัดความเป็นประชาธิปไตย อย่างเช่น Democracy Index คะแนนตกลงจากปี ๒๕๖๖ จากเดิมที่พวกเราได้ที่ ๖.๓๕ คะแนนเหลือเพียง ๖.๒๗ คะแนน ในปี ๒๕๖๗ ถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีประชาธิปไตยบกพร่องครับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่คืบหน้ามิหนำซ้ำยังโดนนานาอารยประเทศในกลุ่มเสรีรุมประณามจากการส่งตัวชาวอุยกูร์ กลับประเทศจีนนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในยุครัฐบาลเพื่อไทย ที่ไม่ว่าท่านจะรู้ตัวหรือไม่ครับท่าน นายกรัฐมนตรี ท่านกำลังทำให้ความเป็นประชาธิปไตยของประเทศเสื่อมถอยลงภายใต้ เปลือกของคำว่า รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ในด้านเศรษฐกิจครับท่านประธานดูเผิน ๆ เหมือนเรากำลังจะได้รัฐบาลที่เก่งเรื่องเศรษฐกิจใช่ไหมครับ ที่ขนาดหลาย ๆ คนถึงแม้ เคยเป็นกองเชียร์ท่าน ถึงแม้ว่าเขาจะไม่เห็นด้วยกับจุดยืนทางการเมืองของพรรคเพื่อไทย ในวันนี้ หลาย ๆ คนยอมปิดตาข้างหนึ่งเพื่อคาดหวังว่าจะให้รัฐบาลเพื่อไทยเข้ามาแก้ไขปัญหา เศรษฐกิจปากท้อง อีกแล้วครับท่านประธานไม่เหมือนที่คุยกันไว้พายุหมุนทางเศรษฐกิจ ไม่เคยเกิดขึ้นเพราะไม่ได้ทำการบ้านอะไรมาล่วงหน้า จากที่เคยคุยไว้ว่าจะได้ ๕ เปอร์เซ็นต์ เหลือเพียงแค่ ๒.๕ เปอร์เซ็นต์ ได้แค่ครึ่งเดียวของ คำโฆษณา แต่ทิ้งไว้ด้วยราคาที่สังคมไทยทุกคนต้องจ่ายอย่างสูงมากมายมหาศาล ปัญหาของ พรรคเพื่อไทยที่ผ่านมานะครับท่านประธาน คือการไม่ยอมรับว่าสมัยไทยรักไทยในอดีตนั้น ได้รับประโยชน์จากปัจจัยภายนอกเป็นหลัก ไม่ได้เก่งไปด้วยตัวเองเสียทั้งหมด ในทศวรรษ ๒๕๔๐ ในวิกฤติต้มยำกุ้งพรรคไทยรักไทยได้รับอานิสงส์ดี ๆ จากนโยบายที่กองไว้อยู่บนโต๊ะ แล้วครับ รอให้คนหยิบไปทำต่อได้ทันที มีนโยบายอะไรบ้างครับผมขอยกตัวอย่าง อาทิเช่น หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่เครือข่ายหมอชนบทในเวลานั้นเขาขับเคลื่อนมาอย่างยาวนาน มีคนเตรียมนโยบายดี ๆ ศึกษามาให้ท่านแล้ว ส่วนการกระจายเม็ดเงินสู่รากหญ้าก็มีบทเรียน จากประเทศญี่ปุ่นที่มาพร้อมกับโครงการมิยาซาวา อีกด้านหนึ่งครับเงินบาทที่อ่อนตัวลง ก็ช่วยให้การส่งออกของประเทศเติบโตแบบก้าวกระโดด จากเดิมที่มีสัดส่วนอยู่เพียง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ต่อจีดีพี พุ่งทะยานไปเป็น ๗๐ เปอร์เซ็นต์ต่อจีดีพีเป็นหัวหอกเศรษฐกิจไทย ตัวใหม่ น่าเสียดายครับที่พอมาเป็นรัฐบาลเพื่อไทยนโยบายดี ๆ ที่เคยกองอยู่บนโต๊ะตอนนี้ ไม่มีอีกแล้ว พอต้องคิดเองทำเองทั้งหมดคิดไปทำไปทั้งหมดผลก็เลยออกมาเป็นแบบที่เป็นอยู่ ในแง่ของการบริหารประเทศการได้คุณทักษิณกลับมาอีกครั้งดูเผิน ๆ เหมือนประเทศไทย กำลังจะได้ผู้นำ Pack คู่ใช่ไหมครับ คนหนึ่งดูดีมีประสบการณ์เดินสายทำงานนอกทำเนียบ Show Vision ใหม่แทบทุกเวทีครับ ส่วนอีกคนอยู่ในตำแหน่งเป็นคนรุ่นใหม่ทำงานในทำเนียบ พร้อมประสานการทำงานกับคนรุ่นเก่า แล้วก็ไม่ต่างอะไรกับด้านการเมืองเศรษฐกิจที่ผม ได้บอกไปแล้วครับท่านประธาน ในความเป็นจริงสิ่งที่เกิดขึ้นเรากำลังมีผู้นำนอกระบบ ที่ทำงานนอกทำเนียบเป็นคนชี้นำวาระ เป็นคนให้ข้อมูลและนโยบายนำหน้ารัฐบาล โดยปราศจากความรับผิดรับชอบใด ๆ เพราะไม่ต้องถูกถ่วงดุลตรวจสอบ ในขณะเดียวกัน วันหนึ่งเคยบอกจะให้ค่าไฟ ๓.๗๐ บาท แต่ก็ไม่เคยเกิดอะไรขึ้น ผ่านมาอีกแค่ ๒ เดือนครับ อยู่ ๆ ก็บอกว่าจะลดค่าไฟให้เหลือ ๒.๕๐ บาท ราคาค่าไฟลดเร็วพอ ๆ กับความน่าเชื่อถือเลย แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นครับท่านประธานกลายเป็นคนนอกระบบพูดไปเรื่อยไม่ต้องรับผิดชอบ อะไรเลย ส่วนคนที่อยู่ในระบบนั่งอยู่ในสภาแห่งนี้ แทนที่จะเป็นพลังตัวแทนของคนรุ่นใหม่ กับขาดทั้งความรู้ ความสามารถ ขาดวุฒิภาวะ และขาดเจตจำนงทางการเมือง ลองดูครับ ขาดความรู้ความสามารถ ท่านนายกรัฐมนตรีครับการตอบคำถามสื่อมวลชนเรื่องค่าเงินบาทแข็ง ว่าจะช่วยการส่งออกผมคิดว่าเป็นข้อผิดพลาดอย่างน่าตกใจนะครับ ขาดทั้งวุฒิภาวะครับ ในขณะที่คนไทยทั่วทั้งประเทศรอฟังคำตอบเมื่อช่วงปลายปีว่านายกรัฐมนตรีจะเอาอย่างไร กับปัญหาค่าไฟแพงให้ท่านมาตอบกระทู้ในสภาครับ ท่านนายกรัฐมนตรีตอบคำถาม สื่อมวลชนว่า Merry Christmas ครับท่านประธาน ขาดเจตจำนงทางการเมืองครับ ๖ เดือน ที่ผ่านมาเราเคยเห็นการผลักดันอะไรที่นายกรัฐมนตรีเป็นผู้นำตัวจริง ผลักดันให้เกิดการ แก้ไขปัญหาได้บ้าง ตั้งแต่ฝุ่น PM2.5 ไปจนถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่เกิดครับ เหลือแต่ การลอยตัวหนี้ปัญหาไม่สนใจ ไม่ Care ต่อความเดือดร้อนของพ่อแม่พี่น้องประชาชน เมื่อรวมผู้นำนอกระบบอย่างคุณทักษิณกับผู้นำในระบบอย่างคุณแพทองธารแล้ว ประเทศไทย เสีย ๒ ต่อ เพราะมีแต่คนที่กำหนดวาระที่ทำงานลอยตัวไม่ต้องรับผิดชอบกับคนที่ถืออำนาจรัฐ ที่ขาดคุณสมบัติครับ ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ผมอยากให้ท่านตระหนักรู้ไว้อยู่เสมอว่า การกระทำของทุก ๆ ท่านล้วนส่งผลต่อความเชื่อมั่นโดยตรงของประชาชน ท่านจะทำตัว แบบเดียวกับนายกรัฐมนตรีที่มาจากการปฏิวัติรัฐประหาร มองการเมืองในสภาเป็นเพียงแค่ เรื่องน่ารำคาญ มองวาระในสภาเปรียบเสมือนก้อนกรวดในรองเท้า มองนักการเมือง มอง สส. ในสภาเป็นเพียงแค่จำนวนนับให้ท่านจัดตั้งรัฐบาลแบบนี้ไม่ได้ ทุกท่านครับ เราลองมา ดูกันว่าตราบใดที่นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ยังดำรงอยู่ในตำแหน่งต่อไป ประเทศจะต้อง แลกมาด้วยอะไรอีกบาง

เรื่องที่ ๑ เรื่องค่าไฟครับ ในขณะที่ชาวสวนในจังหวัดลำพูนและพ่อแม่พี่น้อง ในจังหวัดพิจิตรที่ผมไปพบเจอมา มีทั้งชาวนา ชาวสวน ที่พวกเขาขาดแคลนแหล่งน้ำ เพื่อการเกษตร ต้องสูบน้ำเข้านา สูบน้ำเข้าสวนด้วยค่าไฟที่แพงแสนแพง ยังไม่นับรวมพ่อแม่ พี่น้องประชาชนตามครัวเรือนอีก ๒๑ ล้านครัวเรือนนะครับท่านประธาน นี่คือปัญหา ที่ประชาชนคนไทยกำลังรอฟังการแก้ไขปัญหาอยู่ แต่ภาพที่พวกเราเห็นครับ เห็นภาพอะไรครับ ภาพนายกรัฐมนตรีตัวจริงออกไปตีกอล์ฟกับกลุ่มทุนพลังงานที่สนามกอล์ฟครับ เพื่อ Deal สัมปทานไฟฟ้ามูลค่าหลายแสนล้านบาท เพื่อสูบเงินออกจากกระเป๋าชาวนาพ่อแม่พี่น้อง เกษตรกรและคนไทยทุกคนไปเข้ากระเป๋าเจ้าสัว นี่คือต้นทุนอย่างแรกครับที่ประชาชน จะต้องจ่ายไปกับ Deal แลกประเทศนี้ เพราะรัฐบาลชุดนี้นอกจากไม่แตะต้องแล้วแต่พร้อม ที่จะเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนที่เป็นคนใกล้ชิดของรัฐบาล

เรื่องที่ ๒ ครับท่านประธานยังมีเรื่องอะไรอีก ยกตัวอย่างในเรื่องที่ดินครับ ที่ผมไปพบเจอมาในจังหวัดอุตรดิตถ์และจังหวัดสุราษฎร์ธานีครับ รวมถึงพ่อแม่พี่น้อง เกษตรกรอีกหลายล้านคนทั้งประเทศที่เขามีปัญหาป่าทับที่ มีปัญหาในเรื่องการให้สัมปทาน กับนายทุนที่ชาวนายังขาดที่ดินทำกินอีกเป็นจำนวนมากครับ ตื่นเช้ามาทุก ๆ วันก็ต้องรอลุ้น ว่าจะโดนเจ้าหน้าที่รัฐมาฟ้องร้องขับไล่เรียกคืนที่หรือเปล่า แต่สิ่งที่รัฐบาลทำอยู่คืออะไรครับ คือการ Deal กันของ ๒ พรรคร่วมรัฐบาลที่เป็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนกรณีที่ดินมูลค่า หลายพันล้านบาท ย้อนแย้งต่อสายตาของประชาชนไหมครับ

เรื่องต่อไปครับท่านประธานไปต่อกันที่เรื่องการปฏิรูปกองทัพ ผมขอให้ ข้อสรุปเลยว่าประชาชนหมดหวังครับกับรัฐบาลชุดนี้ในการที่จะปฏิรูปกองทัพ เพราะผลงาน ผ่านมา ๖ เดือนของท่านเป็นที่ประจักษ์แล้ว ไม่ว่าจะเป็นกรณี พ.ร.บ. ระเบียบราชการ กระทรวงกลาโหมครับที่มุ่งหวังให้กองทัพอยู่ใต้รัฐบาลพลเรือน รัฐบาลนำโดยพรรคเพื่อไทย เป็นหลักก็ถอยไม่เป็นท่า พ.ร.ป. ป.ป.ช. สด ๆ ร้อน ๆ ที่มุ่งหวังให้ทหารที่ทำทุจริตต้องมา ขึ้นศาลยุติธรรมไม่ต่างกับข้าราชการอื่น ๆ ไม่ใช่ไปขึ้นศาลทหารก็ถูกโหวตคว่ำโดยมี สส. พรรคเพื่อไทยที่นั่งอยู่ฝั่งโน่นลุกขึ้นมาอภิปรายในสภาว่าอะไรครับ อภิปรายว่าเพราะรัฐสภา แห่งนี้ตั้งอยู่บนถนนทหารเราเลยต้องเกรงใจทหารนี่ละครับรัฐบาลชุดนี้ ชัดเจนครับท่านประธาน ว่าพรรคเพื่อไทยได้หลอมรวมเข้าไปเป็นพวกเดียวกันกับพวกเขาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พร้อมขัดขวางการปฏิรูปกองทัพทุกรูปแบบ ประชาชนหมดหวังครับกับการยกเลิกการบังคับ การเกณฑ์ทหารที่ผลการศึกษาชี้ชัดแล้วครับท่านประธาน การเกณฑ์ทหาร ๑ ครั้งทำให้ ประเทศไทยต้องสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจไปหลายหมื่นล้านบาทครับจากคนที่ถูกจับใบแดง นี่คืออีกหนึ่งต้นทุนที่ประเทศนี้ต้องเสียไปจาก Deal แลกประเทศ มาดูที่ด้านต่อมาครับ ท่านประธานในเรื่องของความยุติธรรม ในขณะที่พ่อแม่พี่น้องใน ๓ จังหวัดชายแดนใต้ที่ผม ไปพบเจอมาด้วยตัวเองครับยังรอฟังคำตอบในเรื่องของการเดินหน้ากระบวนการสันติภาพใน ๓ จังหวัดชายแดนใต้ หลาย ๆ ครอบครัวครับยังไม่ได้รับความเป็นธรรม ยังไม่ได้รับการคืน ความยุติธรรมให้กับคดีตากใบ แต่นายกรัฐมนตรีครับ จงใจปล่อยปละละเลยไม่เร่งรัดติดตาม ในการนำตัวจำเลยที่หลบหนีไปต่างประเทศกลับมาดำเนินคดีเพื่อคืนความยุติธรรมให้กับ พ่อแม่พี่น้องในจังหวัดชายแดนใต้ และในขณะที่นายกรัฐมนตรีตัวจริงนอกระบบครับ กลับได้รับสิทธิอยู่ในชั้น ๑๔ เหนือกฎเกณฑ์ใด ๆ เหนือระบบยุติธรรมในประเทศนี้ที่มี คุณแพทองธาร ชินวัตร ผู้เป็นบุตรสาวรับรู้รับทราบสถานะของคุณพ่อตัวเองมาโดยตลอด ยังมีกรณีผู้ต้องขังคดีทางการเมืองครับที่ผมไปเจอมาด้วยตัวเองที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ที่พวกเขากำลังรอฟังคำตอบในเรื่องของการนิรโทษกรรมครับ ที่แม้แต่วันนี้แค่ข้อสังเกต ในเล่มรายงานพรรคเพื่อไทยยังไม่กล้าโหวตรับเลยครับ หมดหวังกันได้แล้วครับกับการทวงคืน ความยุติธรรมให้กับประเทศนี้ นี่คืออีกหนึ่งอย่างที่เราต้องแลกไปจาก Deal แลกประเทศครับ ท่านประธานครับ ในขณะที่สังคมไทยมีฉันทามติร่วมกันแล้วว่าพวกเราต้องการผลักดัน ในเรื่องของการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ แต่ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ลอยตัวครับ ควบคุมเสียงของพรรคร่วมรัฐบาลไม่ได้ ตอกตะปูปิดฝาโลงเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่าประชาชน คนไทยจะไม่มีวันมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ทันต่อการเลือกตั้งครั้งหน้าแน่นอน ที่เป็นแบบนี้ ก็เพราะว่าท่านไม่สามารถที่จะกำกับดูแลเสียงของพรรคร่วมรัฐบาลท่านได้ ที่เถียงกันในสภา เป็นเพียงแค่ละครปาหี่ว่าจะทำประชามติกี่ครั้งรู้กันอยู่แล้วครับว่าเป็นข้ออ้างทางกฎหมาย มาบังหน้าเหตุผลทางการเมือง เพราะพรรคร่วมรัฐบาลไม่อยากแก้ มีเสียง สว. อยู่ในมือจะ แก้ทำไม ประเทศก็เลยต้องสูญเสียไปอีก ๑ ครั้งที่ต้องอยู่ภายใต้กติกาที่ร่างมาโดย คสช. สืบทอดกลไกที่มาจากคณะปฏิวัติรัฐประหาร และไม่แก้ไขดำรงไว้โดยรัฐบาลของแพทองธาร ชินวัตร ท่านประธานครับ ในขณะที่พวกเราต้องทนอยู่กับปัญหารายล้อมรอบตัวเดินออกจาก บ้านก็เจอฝุ่นปัญหา PM2.5 ใครอยู่ติดชายฝั่งทะเลก็ต้องเจอปัญหาปลาหมอคางดำ ยังไม่นับรวม สถานการณ์การค้าโลกนะครับที่วันนี้ Supply Chain หรือห่วงโซ่อุปทานของโลกถูกฉีกออกเป็น ๒ ส่วน บีบให้ทุกประเทศครับจะต้องเลือกข้างหรือไม่อย่างนั้นผู้ประกอบธุรกิจก็ต้องมีต้นทุน ที่สูงขึ้นจากการแยกโรงงาน แยกธุรกิจออกไปตั้งอยู่ในทั้งสองห่วงโซ่อุปทานนั้น ภายใต้ ปัญหาประเทศที่รุมเร้า บริบทโลกที่บีบรัดครับ เศรษฐกิจไทยกลับโตรั้งท้ายในกลุ่มประเทศ อาเซียน ต้นทุนในการดำรงชีวิตของประชาชนสูงขึ้น คุณภาพชีวิตของทุก ๆ คนแย่ลงครับ โอกาสในการประกอบธุรกิจหมดไป ขีดความสามารถของประเทศถดถอย สิ่งที่พวกเรา เคยเก่งในวันนี้คือสิ่งเดียวกันกับที่พวกเราเคยเก่งเมื่อ ๒๐ ปีที่แล้วครับ ยกตัวอย่างอย่างเช่น อุตสาหกรรมยานยนต์สันดาปภายใน จากที่ผมกล่าวมาทั้งหมดนี้ ท่านประธานครับ ลำพังการแจกเงินการสร้าง Entertainment Complex คงไม่สามารถกู้วิกฤติให้กับประเทศนี้ได้ เพราะเงินหมื่นที่แจกไปได้พิสูจน์แล้วว่าไม่ได้สร้างการเติบโตใด ๆ ให้กับเศรษฐกิจไทยเลย การสร้าง Entertainment Complex ก็มองเห็นได้อย่างชัด ๆ ล่วงหน้าว่าจะมีผู้ได้รับ ผลประโยชน์อยู่เพียงไม่กี่กลุ่มก็คือกลุ่มทุนที่ใกล้ชิดกับรัฐบาล นี่คืออีกหนึ่งโอกาสที่คนไทย จะต้องสูญเสียไปจากการที่มีรัฐบาลคิดไปทำไปหาทางซื้อคะแนนเสียงไปวัน ๆ ท่านประธานครับ จากทั้งหมดที่ผมได้อภิปรายมานี้ได้ชี้ให้ทุกคนเห็นแล้วครับว่า Deal แลกประเทศในครั้งนี้ มีเพียงคนไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ที่ได้รับผลประโยชน์ แม้จะต้องทำลายล้างระบบนิติรัฐ ระบบนิติธรรม หรือกระบวนการประชาธิปไตยในประเทศ ไปถึงการยอมที่จะทำให้ประเทศไทย ถูกแช่แข็ง เศรษฐกิจล้าหลัง ทิ้งซากปรักหักพังไว้ให้กับคนอีกกว่า ๙๙ เปอร์เซ็นต์ในประเทศนี้ ในประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำทุกมิติปัญหาสำคัญ ๆ ของประเทศยังไม่ได้รับการแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของประสิทธิภาพความโปร่งใสความเป็นประชาธิปไตยดัชนีตกลงทุกด้าน คอร์รัปชัน Perception Index หรือดัชนีชี้วัดการทุจริตคอร์รัปชันตกต่ำมากที่สุดในรอบ ๑๒ ปียิ่งกว่ายุครัฐบาล คสช. เสียอีก ประชาชนหมดหวังในการทำธุรกิจ การประกอบสัมมา อาชีพตั้งแต่ภาคการเกษตร อุตสาหกรรม และการบริการ ปากท้องของคนไทย ๙๙ เปอร์เซ็นต์ แย่ลงทุกระดับ และถ้ามองไปในอนาคตราคาที่ประเทศไทยจะต้องจ่ายในรัฐบาลแพทองธาร สูงมากกว่านี้เป็นทวีคูณนะครับ พวกเรายังต้องเผชิญกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสงครามการค้าโลก เราจะต้องแลกหรือเสียอะไรไปอีกเท่าไรจากการที่มีแพทองธาร ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี อยู่ต่อไป สิ่งที่พวกเราได้รับครับไม่ใช่ว่าได้รับรัฐบาลนี้เข้ามาช่วยทำให้ ประเทศดีขึ้น แต่กลับทำให้พวกเราอ่อนแอลง ไม่กล้าฝัน ไม่กล้าหวังกับอนาคตที่ดีกว่า ภายใต้ รัฐบาลชุดนี้ที่เกิดขึ้นจากการจัดตั้งภายใต้ Deal แลกประเทศ ไม่มีแล้วครับ ๒ ก๊ก ๓ ก๊ก เหลือก๊กเดียวอย่างเดียวเท่านั้น ก็คือพรรคร่วมคณะรัฐประหารที่กลายเป็นพวกเดียวกัน หลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผมในฐานะผู้นำฝ่ายค้านจึงไม่อาจไว้วางใจ ให้นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ดำรงตำแหน่งอยู่ในนายกรัฐมนตรีได้อีกต่อไป ขอบคุณครับ ท่านประธาน