ณัฐพงษ์ เสนอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ แพทองธาร

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๖ · ๒๕ มีนาคม ๒๕๖๘

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ นำขบวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 165 คน เสนอญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี โดยอ้างว่าขาดคุณสมบัติ ไร้วุฒิภาวะ บริหารล้มเหลว และเป็นหุ่นเชิดของบุคคลในครอบครัว จนก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศและทำลายประชาธิปไตย

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

เรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรและคณะ เพื่อนสมาชิกอีก ๑๖๕ คน ประกอบไปด้วย พรรคประชาชน พรรคพลังประชารัฐ พรรคไทยสร้างไทย และพรรคเป็นธรรม ได้ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๑ เสนอ ขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล คือนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ท่านประธานครับ อาศัยอำนาจตามมาตรา ๑๕๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พวกข้าพเจ้าซึ่งมีจำนวนไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๕ ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของ สภาผู้แทนราษฎร ผู้ที่มีรายนามตามท้ายญัตติที่ได้เสนอต่อท่านประธานครับ ขอเสนอญัตติ ขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร โดยที่พวกข้าพเจ้า เห็นว่า นางสาวแพทองธาร ชินวัตร เป็นผู้มีพฤติกรรมไม่อาจไว้วางใจให้บริหารราชการแผ่นดิน ในฐานะนายกรัฐมนตรีได้อีกต่อไป เนื่องจากไม่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมในการดำรงตำแหน่ง ผู้นำฝ่ายบริหาร ไม่มีคุณสมบัติ ขาดวุฒิภาวะ ขาดความรู้ความสามารถ และขาดเจตจำนง ในการบริหารราชการแผ่นดินที่จะแก้ไขปัญหาให้กับประเทศชาติและประชาชนได้ ส่งผล ให้เกิดการทำลายภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของประเทศ จงใจลอยตัวอยู่เหนือปัญหา ไม่มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่เพียงเพราะเห็นแก่ผลประโยชน์ของตนเอง ครอบครัวและ พวกพ้องเป็นตัวตั้ง อยู่เหนือผลประโยชน์ส่วนรวมครับ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ยังไม่มี ความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ มีพฤติการณ์เอารัดเอาเปรียบประชาชน เอาเปรียบสังคม โกหกหลอกลวง ไม่ดำเนินการตามนโยบายที่ให้สัญญากับประชาชนไว้ เป็นนั่งร้านช่วยเหลือ ต่างตอบแทนบุคคลที่เป็นปฏิปักษ์ต่อระบบประชาธิปไตย บริหารบ้านเมืองผิดพลาด ล้มเหลว อย่างร้ายแรงทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม คุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อม ทำลายนิติรัฐ ทำลายระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา เจตนาตลอดจนปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันภายใต้การบริหารงานของตนเอง ทั้งยังทุจริตเชิงนโยบาย บริหารบ้านเมืองที่เอื้อแก่ผลประโยชน์ของพวกพ้องและกลุ่มทุน แต่งตั้งบุคคลที่ขาดความรู้ความสามารถเหมาะสม ไม่ซื่อสัตย์สุจริตไปเป็นรัฐมนตรีหรือ ตำแหน่งสำคัญอื่น ๆ นอกจากนี้ยังสมัครใจยินยอมให้บุคคลในครอบครัวชี้นำชักใยให้กระทำการ หรืองดเว้นการกระทำการอันเป็นเรื่องสำคัญของชาติบ้านเมือง ประพฤติตนเสมือน เป็นนายกรัฐมนตรีหุ่นเชิด โดยมีบุคคลในครอบครัวเป็นนายกรัฐมนตรีตัวจริง ไม่ต้องรับผิดชอบ ต่อการใช้อำนาจใด ๆ จากพฤติการณ์ดังกล่าวที่พวกข้าพเจ้าได้กล่าวมาหากปล่อยให้บุคคล ดังกล่าวยังคงบริหารราชการแผ่นดินต่อไปย่อมสืบมาซึ่งความเสียหายของประเทศชาติ และประชาชนยากที่จะเยียวยาได้ จึงขอนำเรียนและขอขอบคุณท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่กรุณาบรรจุญัตตินี้ในการประชุมวันนี้ ท่านประธานครับ ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมในปี ๒๕๖๖ ประชาชน ๔๐ ล้านคน เดินเข้าคูหาเลือกตั้งด้วยความหวัง ด้วยความเชื่อมั่นศรัทธาครับ ว่ารัฐสภาแห่งนี้จะช่วยแก้ไขปัญหาให้กับพวกเขาได้ เพื่อหยุดทศวรรษแห่งความสูญเปล่า เพื่อยืนยันสิทธิความเป็นคนไทยของพวกเราทุกคนครับ ยืนยันสิทธิว่าอะไรครับ ยืนยันสิทธิว่า พอกันได้แล้วกับ ๙ ปีที่สูญเสียไปที่พวกเราถูกลิดรอนสิทธิพลเมือง ถูกขโมยโอกาส ถูกกดขี่ คุณภาพชีวิตไม่ให้ลืมตาอ้าปาก แต่หากถ้าใครนอนหลับไปตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ๒๕๖๖ แล้วตื่นขึ้นมาในวันนี้ครับท่านประธาน หลาย ๆ คนที่นอนหลับไปคงจะแปลกใจทำไม ทุกอย่างช่างเหมือนเดิมเสียเหลือเกิน ทำไมรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในวันนั้นถึงได้แนบแน่น แนบสนิทเป็นเนื้อเดียวกัน กลมกลืนไม่ต่างอะไรจากรัฐบาลที่มาจากคณะปฏิวัติรัฐประหาร การบริหารราชการแผ่นดินถูกขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์ของกลุ่มพวกพ้องตนเอง การใช้จ่าย งบประมาณแผ่นดินสะเปะสะปะไม่เป็นท่า ปล่อยปละละเลยชีวิตประชาชนปล่อยให้คนไทย ต้องเผชิญปัญหาต่าง ๆ ด้วย ๒ มือ ๒ แขนและ ๒ ขาของตัวเอง เริ่มตั้งแต่ปัญหาไฟป่า ไปจนถึงปัญหาฝุ่น PM2.5 ปัญหาทุนเทาไปจนถึงปัญหาชายแดนแก๊ง Call Center และการค้ามนุษย์ครับ ปัญหาการศึกษาไปจนถึงการขาดขีดความสามารถในการแข่งขัน ปัญหาปากท้อง ค่าไฟแพง รวมไปถึงปัญหาด้านการเกษตร ปลาหมอคางดำ และการทุจริต คอร์รัปชัน ทุกวันนี้พวกเรายังต้องเจอปัญหาแบบเดิม ๆ อยู่เลยครับ ทำไมครับท่านประธาน ทำไมคนไทยจึงไม่มีโอกาสที่จะได้รัฐบาลที่มีเจตจำนงที่แน่วแน่ที่จะมาแก้ไขปัญหาให้กับพวกเขา ทำไมคนไทยถึงยังไม่มีโอกาสที่จะมีผู้นำที่มีคุณสมบัติเพียงพอในการหาทางออกให้กับ ประเทศ ทั้ง ๆ ที่การเลือกตั้งในปี ๒๕๖๖ ที่ผ่านมาประชาชนคนส่วนใหญ่ของประเทศลงมติ กันแล้วว่าอยากได้การเปลี่ยนแปลง คำตอบที่อธิบาย ๆ ทุกอย่างได้ชัดเพราะรัฐบาลชุดนี้ เริ่มต้นดำรงอยู่และเดินหน้าต่อเพื่อให้เกิด Deal แลกประเทศ ซึ่งผลประโยชน์ของคนตระกูล ชินวัตรและครอบครัวยึดเป็นแกนกลางและมีผลประโยชน์ของกลุ่มทุนใกล้ชิดและเครือข่าย การเมืองเป็นแกนรอง ส่วนประเทศและประชาชนนั้นต้องรอออกไปก่อนเดี๋ยวใกล้วันเลือกตั้ง พวกเราค่อยมาปรับบทละครกันอีกทีใช่ไหมครับ ท่านนายกรัฐมนตรีครับ แบบนี้ท่านคิดว่า ประชาชนเขารู้ไม่ทันหรือครับ พฤติกรรมที่ต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยคุณเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรี ต่อมาจนถึงสมัยคุณแพทองธาร ชินวัตร