ธีรัจชัย เปิดปมที่ดินโรงแรมเขาใหญ่ ถามคุณสมบัติ-ความซื่อสัตย์ผู้นำรัฐบาล

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๖ · ๒๕ มีนาคม ๒๕๖๘

ธีรัจชัย พันธุมาศ อภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี โดยตั้งข้อสังเกตถึงความชอบด้วยกฎหมายของการออกโฉนดที่ดินโรงแรมเทมส์ วัลลีย์ เขาใหญ่ ซึ่งตั้งอยู่ในเขตต้นน้ำลำธารที่ห้ามออกเอกสารสิทธิ พร้อมตั้งคำถามถึงคุณสมบัติ ความซื่อสัตย์ และการใช้อำนาจในทางที่ผิดของผู้นำรัฐบาลและครอบครัว พร้อมเรียกร้องให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้านและเปิดคลิปประกอบการอภิปรายในที่ประชุมเพื่อความโปร่งใส

นายธีรัจชัย พันธุมาศ กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพ ผม ธีรัจชัย พันธุมาศ ผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตหนองจอก มีนบุรี ลาดกระบัง พรรคประชาชน ผมขออภิปรายไม่ไว้วางใจนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ไม่ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อีกต่อไป เพราะนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ไม่มีคุณสมบัติและไม่มีความเหมาะสมในการ ดำรงตำแหน่งผู้นำฝ่ายบริหาร ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ มีพฤติการณ์เอาเปรียบ ประชาชน เอาเปรียบสังคม เห็นแก่ผลประโยชน์ของตนเองและครอบครัว อยู่เหนือผลประโยชน์ ของส่วนรวม ไม่เคารพกฎหมาย ซ้ำร้ายยังเลือกใช้กฎหมายไปเล่นงานคู่ขัดแย้งทางการเมือง แต่กลับจงใจหลีกเลี่ยงไม่ตรวจสอบความผิดของตนเองและครอบครัว ผมต้องขออนุญาต ท่านประธานเล่าที่มาว่าทำไมผมถึงได้มาอภิปรายนายกรัฐมนตรีแพทองธารในวันนี้ครับ เมื่อเดือน ๒ เดือนที่ผ่านมาก่อนหน้านี้ท่านประธานจำได้ไหมครับ มันมีเรื่องมีราว มีความร้าวฉาน เกิดขึ้นในพรรคร่วมรัฐบาล แล้วจู่ ๆ ก็มีลูกน้องของนักการเมืองท่านหนึ่งออกมาตรวจสอบว่า ที่ดินของสนามกอล์ฟแรนโช ชาญวีร์ ของครอบครัวท่านอนุทิน ชาญวีรกูล อาจรุกล้ำที่ ส.ป.ก. โดยผิดกฎหมาย พอเป็นเรื่องเป็นราวเป็นข่าวใหญ่โตท่านอนุทินก็โกรธจัด จำได้ไหมครับ ท่านอนุทินโกรธถึงขั้นพูดจารุนแรงออกสื่อ และบอกว่าเรื่องนี้มีใบสั่งทางการเมืองแน่นอน ๕๐๐ ล้านเปอร์เซ็นต์ หนักมากนะครับ หลังจากมีข่าวนี้ออกมาครับ ผมจำได้เลยครับท่านประธาน ผมได้ไปค้นหาข้อมูลจากหลายแหล่ง Search Internet บ้าง เพื่อหามติคณะรัฐมนตรีเก่า ๆ ไปดูภาพถ่ายดาวเทียม Google Earth Google Map Land Map ก็ผมอยากรู้นี่ครับว่าที่ดินที่ถูกกล่าวหานั้นมันทับที่ป่า ทับที่ ส.ป.ก. จริงหรือเปล่า ผมก็เลย Search Google ไปเยอะครับท่านประธาน ก็ Search อยู่นั่นละครับ ไม่ว่าจะเป็นคำว่า เขาใหญ่ ป่าเขาใหญ่ หรือคำว่า สนามกอล์ฟ Search ไป Search มา เฟซบุ๊กที่เราทราบดีว่าเอไอที่ฉลาดประเภทหนึ่งเขาใช้เหมือนกันนะครับ แต่มันดันแอบฟังเรา แอบเก็บข้อมูลเรานะครับ ใช่ไหมครับเราก็ทราบดี มันขึ้นมาทันทีนะครับ มันคงคิดว่าผมจะ ไปตีกอล์ฟที่เขาใหญ่แน่เลย เฟซบุ๊กก็เลยแนะนำโรงแรมแถวนั้นมาให้ผมครับ เฟซบุ๊กแนะนำว่า พักโรงแรมนี้สิ บรรยากาศดีเหมือนอยู่กลางป่าเลย ห่างจากสนามกอล์ฟแรนโช ชาญวีร์ แค่นิดเดียว ขับรถไปไม่กี่นาทีก็ถึง ผมเห็นแล้วก็นึกว่าเออใกล้แค่นี้ ถ้ามีที่ดินของครอบครัวท่านอนุทิน อาจมีปัญหาทางกฎหมายก็ได้ แล้วโรงแรมอยู่ใกล้ ๆ นี้ก็น่าจะมีปัญหาเหมือนกัน มันเป็น ความคิดของผมในขณะนั้นครับ ผมก็เลยกดไปดูต่อ โอ้โฮท่านดูในจอนะครับ เป็นโรงแรม ที่บรรยากาศดีมากครับ ท่านประธานดูรูปเลยครับ รอบ ๆ เป็นป่า ด้านหลังเป็นภูเขา ตกแต่ง ด้วย Style อังกฤษ โรงแรมนี้ชื่อว่า เทมส์ วัลลีย์ เขาใหญ่ครับ พอผมเห็นชื่อโรงแรมนี้ ครั้งแรกนะครับท่านประธาน มันแว๊บขึ้นมาในหัวทันทีเลยครับ คุ้น ๆ ว่ามันต้องเป็นของ ท่านรัฐมนตรีสักคนแน่ ๆ เพราะตัวผมเป็นกรรมาธิการ ป.ป.ช. สภาผู้แทนราษฎรมาตั้งแต่ ปี ๒๕๖๒ บัญชีทรัพย์สินของรัฐมนตรีแทบทุกคนนะครับ มันผ่านตาผมหมด ผมสงสัยก็เลย ค้นต่อครับว่าโรงแรมเทมส์ วัลลีย์ เขาใหญ่มันเป็นของใครกันแน่ พอค้นปุ๊บก็พบเลยว่า โรงแรมนี้เป็นโรงแรมของท่านนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร และครอบครัวครับ มันปรากฏชัดอยู่ในบัญชีทรัพย์สินของท่านตามที่ขึ้นจอนี้เลยนะครับ ท่านดูนะครับ ในบัญชี ทรัพย์สินระบุเลยว่าท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารถือหุ้นใหญ่เกือบ ๒๐ ล้านหุ้น การถือหุ้นใหญ่ ในบริษัทเทมส์ วัลลีย์ เขาใหญ่โฮเต็ล จำกัด พูดให้ชาวบ้านเข้าใจง่าย ๆ ก็คือท่านนายกรัฐมนตรี เป็นเจ้าของโรงแรมอันนี้นั่นเองครับ ไม่ใช่แค่เจ้าของเฉย ๆ ท่านประธาน ท่านนายกรัฐมนตรี ยังเป็นกรรมการบริษัทด้วย พูดง่าย ๆ ก็คือท่านนายกรัฐมนตรีบริหารด้วย บริหารโรงแรมนี้ มาตั้งแต่ปี ๒๕๕๖ บริหารมา ๑๐ กว่าปีก่อนที่ท่านนายกรัฐมนตรีต้องลาออกจากตำแหน่ง เพื่อมาเป็นนายกรัฐมนตรีครับ ผมดูแผนที่ท่านประธาน เทมส์ วัลลีย์ เขาใหญ่กับสนามกอล์ฟ แรนโช ชาญวีร์ มันห่างกันแค่ ๑๐ กว่ากิโลเมตรเท่านั้นครับ ด้วยความที่ผมตรวจสอบทุจริต ประพฤติมิชอบมาเยอะ จึงได้กลิ่นทันทีว่าที่ดินโรงแรมท่านนายกรัฐมนตรีไม่น่าจะปกติครับ หากที่ดินสนามกอล์ฟแรนโช ชาญวีร์ผิดกฎหมายรุกที่ส.ป.ก. จริง ตามที่ถูกคนของ นักการเมืองเปิดโปงกล่าวหา ที่ดินที่อยู่ใกล้กันแบบนี้ ทำเลแบบเดียวกันมันอาจเป็นที่ดิน ที่ผิดกฎหมายหรือใช้ที่ดินผิดกฎหมายก็เป็นได้ ผมก็เลยต้องเข้าไปขุดค้นต่อเพื่อเอาความจริง มาตรวจสอบและเปิดเผยในสภาแห่งนี้ว่าท่านนายกรัฐมนตรีและคนในครอบครัวประกอบ ทุจริตไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำลายพื้นที่ต้นน้ำลำธาร ได้โฉนดที่ดินมาโดยไม่ชอบด้วย กฎหมายด้วยหรือไม่ เมื่อผมได้ตรวจสอบแล้วผมพบอะไรบ้าง เรามาตามกันดูทีละเรื่องครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)

เรื่องแรก คือเรื่องโฉนดที่ดินครับ ท่านประธานรู้ไหมครับว่าที่ดินโรงแรมเทมส์ วัลลีย์ เขาใหญ่ ที่ตั้งอยู่นี้มันแบ่งออกเป็น ๔ แปลง ทุกแปลงมีโฉนด คือโฉนดเลขที่ ๒๒๐๕๔ ๗๖๐๔๖ ๗๖๐๔๗ และ ๗๖๐๔๘ อยู่ในตำบลหมูสี อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ปรากฏตามภาพโฉนดในสไลด์นะครับ พอถึงตอนนี้หลายคน อาจจะคิดว่า อ้าวก็ที่ดินมันมีโฉนดแล้ว มันจะผิดกฎหมายได้อย่างไร ผมต้องตอบแบบนี้ว่า แค่ที่ดินมีโฉนดมันก็ไม่ได้หมายความว่าจะถูกกฎหมายเสมอครับท่านประธาน ดูที่ดิน เขากระโดงสิครับท่านประธาน มีโฉนดก็จริง แต่ทำไมถึงยังมีการตรวจสอบความไม่ชอบ ด้วยกฎหมายอยู่จนถึงทุกวันนี้ และวันนี้สภาแห่งนี้ก็ยังมีการพูดถึง โฉนดที่ดินจะถูกกฎหมาย ก็ต่อเมื่อมันออกโดยชอบด้วยกฎหมายครับ ถ้าออกโฉนดโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เช่น ไปออกโฉนดในพื้นที่ที่มันห้ามออกโฉนด สุดท้ายอาจโดนเพิกถอนการออกโฉนดในภายหลังได้ เพราะการออกโฉนดนั้นทำผิดกฎหมายมาตั้งแต่ต้น แบบนี้มีตัวอย่างให้เห็นมากมายครับ ดังนั้นสิ่งที่ผมต้องตรวจสอบต่อไปก็คือตรงโรงแรมเทมส์ วัลลีย์ เขาใหญ่ มันสามารถออกโฉนด ได้โดยชอบด้วยกฎหมายหรือเปล่า หรือมีกฎหมายห้ามออกเอกสารสิทธิหรือไม่ เรามาดูกันต่อ สิ่งที่ต้องย้อนไปดูอันดับแรกก็คือที่ดินที่เป็นที่ตั้งของโรงแรมหรูของท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร เดิมมันเป็นที่ดินอะไร เดิมมันเป็นที่ดินอะไร พอตรวจสอบย้อนหลังแล้วจึงพบว่าที่ดินตรงนี้ เป็นของนิคมสร้างตนเองลำตะคองครับ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตอธิบายเพิ่มเติม เผื่อเพื่อนสมาชิกและพี่น้องประชาชนที่อยู่ทางบ้านอาจไม่ทราบว่านิคมสร้างตนเองนั้นคืออะไร นิคมสร้างตนเองคือโครงการที่รัฐบาลสมัยก่อนเขาจัดสรรพื้นที่ให้ประชาชนเข้าไปอยู่อาศัยกัน และทำกินครับ สำหรับกรณีนิคมสร้างตนเองลำตะคองนั้นมันมีที่มาจากการที่รัฐบาล จะก่อสร้างเขื่อนลำตะคองก็เลยอพยพชาวบ้านแถวนั้นมายังนิคมแห่งนี้เมื่อปี ๒๕๑๓ โดยให้ที่ดิน ชาวบ้านทำกินคนละไม่เกิน ๕๐ ไร่ และพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. ๒๕๑๑ ก็บอกว่า ถ้าสมาชิกนิคมก็คือชาวบ้านที่ได้สิทธิครอบครองในที่ดินนิคมนั่นละครับ ถือครอง ทำกินที่ดินอยู่ครบ ๕ ปีก็จะสามารถออกเอกสารสิทธิที่เรียกว่าหนังสืออนุญาตให้เข้าทำ ประโยชน์ในเขตนิคมสร้างตนเอง หรือเรียกย่อ ๆ ว่า น.ค.๓ ครับ แล้วถ้าปฏิบัติตามเงื่อนไข ที่กฎหมายกำหนดครบถ้วนก็สามารถเอา น.ค.๓ ไปเปลี่ยนเป็น น.ส.๓ หรือโฉนดที่ดินได้ต่อครับ ฟังถึงตอนนี้หลาย ๆ ท่านอาจจะยังงงว่า อ้าวตกลงที่ดินของนิคมสร้างตนเองก็นำไปออก โฉนดที่ดินได้นี่ครับ แล้วท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารและคนในครอบครัวจะไปทำผิดอะไร ได้อย่างไร เรามาตามดูต่อกันดีไหมครับ โดยปกติแล้วที่ดินในนิคมสร้างตนเองก็นำไปออก โฉนดที่ดินได้ครับ แล้วพอออกโฉนดได้ ๕ ปีก็ยังสามารถเอามาซื้อขายเปลี่ยนมือกันได้เหมือน โฉนดปกติทั่วไป แต่หลักการนี้มันมีข้อยกเว้นตามกฎหมายครับ ท่านประธานลองดูแผนที่ ของกรมพัฒนาที่ดินที่จัดทำโดย GISTDA หรือสำนักพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ องค์การมหาชน ที่โชว์อยู่บนจอนะครับ แผนที่ที่จัดทำขึ้นนี้มาเพื่อตรวจสอบการบุกรุกป่า บริเวณเขาใหญ่ในปี ๒๕๕๘ ท่านประธานเห็นกรอบสีแดง ๆ ไหมครับ ที่กรอบสีแดง ๆ ตรงนั้น คือเขตพื้นที่สร้างตนเองลำตะคองครับที่ใหญ่ ๆ ภาพพื้นที่ที่เป็นสีน้ำตาลและมีสีขาวอยู่ ๓ ก้อน อยู่ตรงนั้นนะครับ ในกรอบสีแดงนี้ มันยังมีพื้นที่ขาว ๆ อยู่ข้างในด้วย ๓ ก้อน ทั้ง ๓ ก้อนนี้มันคือที่ดินที่อยู่ในเขตนิคมสร้างตนเองลำตะคองเช่นกันครับ แต่พื้นที่สีขาวนั้น ถูกกันไว้เป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธารหรือภาษาอังกฤษเรียกว่า Watershed Area ครับ ซึ่งเคยมีมติ คณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๑๔ ให้สงวนหวงห้ามไว้ไม่ให้เขาทำประโยชน์ อธิบายอีกรอบหนึ่งครับ พื้นที่กรอบสีแดงเป็นขอบเขตของพื้นที่นิคมสร้างตนเองลำตะคอง ทั้งหมด แต่ข้างในพื้นที่นั้นที่มีพื้นที่สีขาว ๆ อยู่ ๓ ก้อนด้วยเป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธารที่สงวนห้ามไว้ ไม่อนุญาตให้ใครเข้าไปครอบครองทำประโยชน์และไม่ให้ออกเอกสารสิทธิใด ๆ สิ่งที่ต้องมาดู ต่อไปครับ ก็คือโรงแรมเทมส์ วัลลีย์ เขาใหญ่ของท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารอยู่ตรงไหนครับ เรามาดูกันนะครับ ผมขอซูมดูให้เห็นชัด ๆ ซูมเข้าไปเลย ที่ดินแปลงหมายเลข ๔ ตรงที่จุดวง ตรงนั้นในก้อนขาว ๆ ในแผนที่นั้นคือที่ดินของโรงแรมเทมส์ วัลลีย์ เขาใหญ่ของท่าน นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ส่วนด้านล่างของที่ดินแปลงหมายเลข ๔ สีเขียว ๆ ถัดลงมาหน่อย อยู่นอกและใต้ก้อนสีขาวนั้นเป็นพื้นที่ของ ส.ป.ก. ดังนั้นที่ตั้งของโรงแรมเทมส์ วัลลีย์ เขาใหญ่ ไม่ว่าจะขยับไปทางซ้ายหรือขยับไปทางขวาหรือขยับไปข้างบนล้วนเป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธาร ทั้งสิ้นครับ และยังอยู่ในเขตนิคมสร้างตนเองลำตะคอง แต่ถ้าขยับลงข้างล่างสีเขียว ๆ ก็เป็น พื้นที่ของ ส.ป.ก. อีก ซึ่งปัจจุบันนั้นก็มีถนนธนะรัชต์ซึ่งเป็นถนนสายหลักขึ้นเขาใหญ่ คั่นระหว่างที่ดินของโรงแรมเทมส์ วัลลีย์ เขาใหญ่กับที่ดิน ส.ป.ก. ที่ดินตรงนี้มันจึงเป็นที่ดิน ที่ออกโฉนดไม่ได้ครับ แต่อย่างไรก็ตามครับท่านประธาน ผมขอพิสูจน์ให้เห็นชัด ๆ กลางสภาแห่งนี้ อีกครั้งด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ผมนำเลขโฉนดแปลงนี้คือหมายเลข ๒๒๐๕๔ ตำบลหมูสี อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นแปลงหลักก่อนมีการแบ่งโฉนดเป็น ๔ แปลง ไปลงในระบบ Land Map ของกรมที่ดินซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่ประชาชนคนไหน ๆ ก็สามารถ เข้าถึงได้ เพื่อหาค่าพิกัดทางแผนที่ที่โฉนดที่ดินที่เราใส่ไปครับ เราก็จะได้ค่าพิกัดทางแผนที่ ที่เป็นสีน้ำเงินในจอทางขวามือนะครับ เมื่อได้พิกัดแล้วเราก็เอาพิกัดนั้นไปเทียบกับแผนที่ อิเล็กทรอนิกส์ของกรมพัฒนาที่ดินซึ่งเป็นเอกสารทางราชการอิเล็กทรอนิกส์ที่น่าเชื่อถือ โดยใช้ระบบจีไอเอส ซึ่งเป็นระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ ซึ่งประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์ มีความแม่นยำสูงที่เห็นอยู่ในจอด้านซ้ายมือครับ เราก็จะได้ตำแหน่งที่ตั้งที่ดินที่เราใส่ เลขโฉนดไปว่าตั้งอยู่ตรงไหนครับ เมื่อคอมพิวเตอร์ประมวลผลแล้วปรากฏว่าที่ดินแปลงนี้ เป็นที่ดินที่ตั้งของโรงแรมเทมส์ วัลลีย์ เขาใหญ่ของท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ตั้งอยู่ใน พื้นที่ต้นน้ำลำธาร ซึ่งตามกฎหมายแล้วเข้าใช้ประโยชน์ไม่ได้และออกโฉนดไม่ได้ครับ ชัดไหมครับ ในจอนะครับ เป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสทั้งหมดเลย แล้วรอยที่แบ่งนั้นคือเป็นแบ่ง ๔ แปลง ย้ำชัด ๆ อีกครั้งท่านประธาน จะได้เข้าใจตรงกัน ที่ดินในนิคมสร้างตนเองลำตะคองออกโฉนดได้ครับ เว้นแต่จะเป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธาร ก้อนขาว ๆ ทั้ง ๓ ก้อนนี้เขาห้ามเข้าไปครอบครองทำประโยชน์ เมื่อห้ามใครครอบครองทำประโยชน์แล้วมันก็ออก น.ค.๓ ไม่ได้ เมื่ออก น.ค.๓ ไม่ได้ใครก็ออก น.ส.๓ หรือโฉนดที่ดินไม่ได้เช่นกันครับ แล้วท่านประธานเห็นไหมครับว่าที่ดินโรงแรมของ นายกรัฐมนตรีแพทองธารนั้นมันอยู่ในก้อนขาว ๆ ที่เป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธารไม่ควรจะมีใคร เข้าไปทำประโยชน์ได้ และไม่ควรมีใครที่สามารถนำที่ดินตรงนั้นไปออก น.ส.๓ หรือโฉนด ได้ครับท่านประธาน แล้วโฉนดที่ดินทั้ง ๔ แปลง หมายเลข ๒๒๐๕๔ ๗๖๐๔๖ ๗๖๐๔๗ และ ๗๖๐๔๘ มันออกมาได้อย่างไรครับ ท่านประธานสงสัยไหมครับ ท่านสมาชิกสงสัยไหมครับ พี่น้องประชาชนที่ฟังอยู่ทางบ้าน สงสัยไหมครับ ถ้ายังสงสัยอยู่เรามาตามกันต่อครับ ก่อนอื่นผมขออธิบายเพิ่มเติมครับ คือเมื่อก่อนประเทศไทยเรานี่เทคโนโลยีระบบแผนที่ต่าง ๆ มันยังไม่ค่อยดีเท่าไรครับ เวลาออก น.ค.๓ ให้ชาวบ้านในนิคมสร้างตนเองก็ออกโดยกรมประชาสงเคราะห์หรือปัจจุบัน ก็เปลี่ยนมาเป็นกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการในกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์ มันไม่ได้มีเทคโนโลยีดี ๆ ไม่ได้มีการรังวัดอะไรเป็นกิจจะลักษณะเหมือนปัจจุบัน เจ้าหน้าที่เขาแยกไม่ออกหรอกครับว่าชาวบ้านอยู่ที่ไหนอย่างไรกันแน่ ชาวบ้านอยู่ในพื้นที่ หวงห้ามหรือเปล่า ก็ตรวจสอบกันยากมาก ส่วนใหญ่เจ้าหน้าที่แค่รู้ว่าชาวบ้านมีตัวตนอยู่จริง มีพื้นที่ครอบครองอยู่จริง ๆ ก็ออกเอกสารให้ได้แล้ว จนกระทั่งหลังสงครามเวียดนามผ่านไปครับ เราได้อานิสงส์จากการที่สหรัฐอเมริกาเอาเครื่องบินมาถ่ายภาพถ่ายทางอากาศแถวนี้บ่อย ๆ เราก็เลยมีภาพถ่ายทางอากาศที่ทันสมัยเอามาใช้กับงานแผนที่ได้ ก็เลยเริ่มรู้ชัดเจนขึ้นว่า ที่ดินตรงไหนมันออกเอกสารสิทธิถูกต้องหรือคลาดเคลื่อนบ้าง แต่การจะไปตรวจสอบ เอกสารสิทธิที่เคยออกมาทั้งประเทศจำนวนมหาศาลมันก็ทำไม่ได้ง่าย ๆ ครับ ก็เลยต้องใช้วิธี ว่าต่อจากนี้ถ้าใครขอออกโฉนดที่ดิน พนักงานที่ดินที่ออกไปรังวัดพื้นที่ต้องตรวจสอบให้ชัดเจนว่า มันไปทับที่ป่า ทับพื้นที่หวงห้าม ทับพื้นที่ต้นน้ำลำธารบ้างหรือไม่ ท่านประธานครับ สิ่งที่เห็น อยู่ในจออันนี้ เป็นหนังสือเมื่อปี ๒๕๒๓ ที่กรมที่ดินออกเวียนให้ผู้ว่าราชการจังหวัดต่าง ๆ กำชับให้เจ้าหน้าที่เขียนรายงานการรังวัดให้ครบถ้วน ไม่ว่ามันไปทับที่ป่า ทับที่หวงห้าม ทับที่ ต้นน้ำลำธารบ้างหรือไม่จะต้องมีระบุอยู่ในหนังสือเล่มนี้ พูดง่าย ๆ ก็คือนับแต่บัดนั้น ถ้ากระบวนการออกโฉนดที่ดินเป็นไปตามกระบวนการตามปกติ และถ้าเจ้าหน้าที่ดำเนินการ โดยสุจริต ยากที่จะออกโฉนดที่ดินคลาดเคลื่อนผิดกฎหมายได้ แต่ถ้ายังมีการออกโฉนดไปทับ พื้นที่ป่า ทับพื้นที่หวงห้าม ทับพื้นที่ต้นน้ำลำธาร เป็นต้น ก็สามารถสันนิษฐานได้เบื้องต้นว่า กระบวนการออกโฉนดที่ดินนั้นน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมายครับ ยิ่งเดี๋ยวนี้ความคลาดเคลื่อน เกิดขึ้นได้ยากมากครับท่านประธาน เพราะเรามีระบบคอมพิวเตอร์ พอขอรังวัดปุ๊บเอาแปลงที่ดิน เข้าระบบก็เจอเลยว่าที่ดินแปลงนี้ขอออกโฉนดได้ไหม มันเป็นทับที่ป่า ทับที่ ส.ป.ก. ทับที่ หวงห้าม เป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธารหรือเปล่าที่ผมได้ทำให้ดูเมื่อตอนต้น ง่ายมากครับ คิดดู ครับท่านประธานครับ ว่าขนาดท่านอนุทินเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมีอำนาจ เหนือกรมที่ดินแต่ที่ดินบางแปลงของสนามกอล์ฟแรนโช ชาญวีร์ ยังเป็น น.ส.๓ ก. อยู่เลยครับ ท่านประธานครอบครัวท่านอนุทินยังไม่ได้นำไปรังวัดปักหมุดออกโฉนดเลย เพราะมันอาจจะเสี่ยง ครับท่านประธาน คือเวลาเอา น.ส.๓ ก. ถึงมันจะมีภาพถ่ายทางอากาศ แต่มันก็ไม่มีการปักหมุด หรือหลักเขต ไม่ได้ตรวจสอบอย่างละเอียดเหมือนกับโฉนด ไม่ต้องมีเจ้าพนักงานที่ดินกับ เจ้าพนักงานกรมพัฒนาที่ดินมาตรวจจำแนกแยกแยะก่อนที่จะว่าไปทับที่ดินหวงห้ามต่าง ๆ หรือไม่ ท่านประธานลองดูแผนที่แรนโช ชาญวีร์ครับ ไม่ไกลจากโรงแรมเทมส์ วัลลีย์ เขาใหญ่ จะเห็นได้ว่าที่ดินสนามกอล์ฟดังกล่าวอาจจะเข้าไปทับพื้นที่ ส.ป.ก. ตามที่ถูกลูกน้องนักการเมือง ท่านหนึ่งเปิดประเด็นจริงก็ได้ ผมขอใช้คำว่า อาจจะ นะครับ ดังนั้นหากวันดีคืนดีมีการนำ น.ส.๓. ก. ของสนามกอล์ฟแรนโช ชาญวีร์ไปขอออกโฉนด แล้วคอมพิวเตอร์มันไปตรวจ พบว่ามีส่วนหนึ่งส่วนใดของสนามกอล์ฟทับกับพื้นที่ ส.ป.ก. เดี๋ยวมันจะยุ่งครับท่านประธาน เอาล่ะกลับมาเรื่องที่ดินที่เป็นที่ตั้งโรงแรมเทมส์ วัลลีย์ เขาใหญ่ของท่านนายกรัฐมนตรีดีกว่าครับ ก็คล้าย ๆ กับสนามกอล์ฟแรนโช ชาญวีร์ คือตอนแรกยังไม่ได้เป็นโฉนดนะครับ แต่มีการเอา ที่ดินตรงนั้นไปออก น.ส.๓ ก. ก่อน เพราะมันแค่รังวัดด้วยการเดินชี้ไม่ต้องรังวัดโดยละเอียด แล้วคงไม่มีใครไปตรวจสอบว่ามันไปทับพื้นที่หวงห้ามอะไรบ้างหรือเปล่าครับ จากหลักฐาน พบว่าปี ๒๕๓๗ บุคคลในครอบครัวของท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ได้ไปซื้อที่ดินแปลงนี้มา ขณะนั้นเป็น น.ส.๓ ก. เลขที่ ๒๕๘๓ เนื้อที่ ๓๓ ไร่ ๒ งาน ๒๐ ตารางวาปรากฏตามภาพถ่าย ซึ่งเป็นข่าวของสำนักข่าวอิศราครับ แต่ที่เทมส์ วัลลีย์ ของท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารสุดยอดกว่าแรนโช ชาญวีร์ ก็คือหลังจาก ที่คนในครอบครัวของท่านนายกรัฐมนตรีไปซื้อ น.ส.๓ ก. มาได้เพียง ๒ ปี ในปี ๒๕๓๙ ก็เอาที่ดิน ในนิคมสร้างตนเองแปลงนี้ไปออกเป็นโฉนดได้เป็นโฉนดเลขที่ ๒๒๐๕๔ ตามที่ผมได้ทดลอง ให้ดูตอนต้นนะครับ แล้วต่อมาปี ๒๕๕๕ ก็เอาโฉนดที่ดินแปลงนี้ไปแบ่งเป็น ๔ แปลงตามที่ ผมได้อภิปรายไว้แต่แรกครับ อย่างที่พูดครับท่านประธาน ว่าที่ดินแปลงนี้มันไม่ควรออกโฉนด ได้แน่นอน เพราะพอรังวัดปุ๊บก็เจอปั๊บว่าไปอยู่ในพื้นที่ต้นน้ำลำธารของนิคมสร้างตนเอง ลำตะคอง เป็นเขตหวงห้ามครอบครองเข้าทำประโยชน์ไม่ได้ และออกโฉนดไม่ได้ ยิ่งปี ๒๕๕๕ ที่ไปแบ่งเป็น ๔ แปลงยิ่งไม่ควรจะออกโฉนดได้ เพราะตอนนั้นเรามีระบบเทคโนโลยีเยอะแล้วครับ มีคอมพิวเตอร์กรอกเลขปุ๊บโชว์แผนที่ขึ้นมาเจอปั๊บว่าออกโฉนดได้หรือไม่ เป็นที่ดินในพื้นที่ ต้นน้ำลำธารหรือไม่ คำถามก็คือแล้วทำไมมันออกโฉนดได้ถึง ๒ ครั้ง คำถามก็คือแล้วทำไม มันออกโฉนดได้ถึง ๒ ครั้ง คือถ้าเป็นตาสี ตาสา ยายมี ยายมา ไปขอออกโฉนดแบบซื่อ ๆ ในพื้นที่ แบบนี้นะครับท่านประธาน ผมมั่นใจว่าเจ้าหน้าที่กรมที่ดินเขาไม่ออกโฉนดให้แน่นอน มิหนำซ้ำพอเจ้าหน้าที่ทราบว่า อ้าวที่ดินมันเป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธารนี่นา เขาอาจจะส่งเรื่องไป เพิกถอน น.ส.๓ หรือโฉนดที่ได้มาอีกด้วยครับ การจะทำอย่างเทมส์ วัลลีย์เขาใหญ่ได้นั้น มันไม่ง่ายหรอกครับ ถ้าไม่มีอำนาจรัฐ ถ้าไม่มีอำนาจทางการเมือง หรือถ้าไม่มีอำนาจอื่นใด มาเกี่ยวข้อง แล้วมันช่างบังเอิญจริง ๆ ครับ ในช่วงที่มีการออกโฉนดตรงโรงแรมเทมส์ วัลลีย์ เขาใหญ่ครั้งแรกนั้นเรามีรองนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่งนามสกุลชินวัตรเหมือนท่านนายกรัฐมนตรี แพทองธารพอดี ชายคนนั้นเป็นรองนายกรัฐมนตรีต่อเนื่องกันตั้งแต่รัฐบาลนายกรัฐมนตรี บรรหาร ศิลปอาชา จนถึงรัฐบาลนายกรัฐมนตรี พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ