ธีรัจชัย พันธุมาศ แถลงว่าที่ดินโรงแรมเทมส์ วัลลีย์ เขาใหญ่ ซึ่งเป็นของครอบครัวนายกรัฐมนตรี อยู่ในพื้นที่นิคมสร้างตนเองและต้นน้ำลำธาร ที่ไม่อนุญาตให้ทำโรงแรมโดยไม่ได้รับอนุญาตจากกรมพัฒนาสังคม ซึ่งขัดต่อ พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ และแม้จะมีโฉนดแล้วก็ยังไม่สามารถใช้ประโยชน์เกินกว่าเกษตรกรรมหรือที่อยู่อาศัยได้ โดยอ้างความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ชัดเจนว่าต้องขออนุญาตเป็นกรณีไป ทั้งที่ครอบครัวนายกรัฐมนตรีดำเนินธุรกิจโรงแรมมาตั้งแต่ปี 2556 โดยไม่ได
ครับท่านประธาน การกระทำ แบบนี้เป็นการกระทำธุรกิจที่ไม่เคารพกฎหมาย เอาเปรียบสังคม เอาเปรียบประชาชน เพราะพื้นที่ต้นน้ำลำธารถือเป็นของประชาชนคนไทยทุกคน นายกรัฐมนตรีจะฮุบเอาพื้นที่ อนุรักษ์ติดภูเขาแปลงสวยแปลงนี้ไปทำธุรกิจเพื่อประโยชน์ของตนเองและคนในครอบครัว ไม่ได้ แล้วพฤติกรรมไม่ซื่อสัตย์สุจริต ไม่เคารพกฎหมายบ้านเมืองของท่านนายกรัฐมนตรี ยังไม่จบเพียงแค่นี้ครับท่านประธาน นิคมสร้างตนเองลำตะคองที่โรงแรมเทมส์ วัลลีย์ เขาใหญ่ ตั้งอยู่นี่ยังไม่มีประกาศยกเลิกเขตนิคมสร้างตนเองนะครับ นั่นหมายความว่าที่ดิน บริเวณโรงแรมเทมส์ วัลลีย์ เขาใหญ่ ต้องอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. ๒๕๑๑ ที่กำหนดให้ใช้ประโยชน์ที่ดินได้เฉพาะการอยู่อาศัยและการทำเกษตรกรรมเท่านั้น ที่กำหนดให้ใช้ประโยชน์ที่ดินได้เฉพาะการอยู่อาศัยและการทำเกษตรกรรมเท่านั้นครับ ต่อให้มันออก น.ส.๓ หรือออกโฉนดไปแล้วถ้าจะต้องการเอาที่ดินไปทำอย่างอื่นนอกจาก การเกษตรหรืออยู่อาศัย เช่น ไปทำสนามกอล์ฟ หรือโรงแรม เจ้าของที่ดินต้องได้รับอนุญาต จากอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการเสียก่อน ก็เหมือนกับผังเมืองนะครับ ต่อให้มีโฉนด ถูกต้อง แต่ถ้าดันไปอยู่ในพื้นที่สีเขียว สีเขียวลายเหมือนแถวหนองจอก มีนบุรี ลาดกระบัง พื้นที่ผมก็ทำโรงแรมไม่ได้ครับ เรื่องนี้มีทั้งระเบียบและความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา ชัดเจนว่าต้องได้รับอนุญาตเป็นกรณี ๆ ไปถึงจะทำโรงแรมสนามกอล์ฟ หรืออย่างอื่นนอกจาก เกษตรหรือที่อยู่อาศัยได้ ท่านประธานลองดูนะครับ ความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา ฉบับนี้คือเรื่องเสร็จที่ ๓๘๖/๒๕๓๕ ระบุไว้อย่างชัดเจนจริง ๆ ว่าที่ดินของนิคมสร้างตนเอง ต่อให้ออกโฉนดแล้ว หรือโอนเปลี่ยนมือไปแล้ว ถ้าจะนำไปสร้างโรงแรมก็ต้องได้รับอนุญาต จากอธิบดีกรมพัฒนาสังคมเสียก่อน ซึ่งที่ดินแปลงที่คณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นไว้นั้น ก็เป็นที่ดินแปลงใกล้ ๆ กับโรงแรมเทมส์ วัลลีย์ เขาใหญ่ ของท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร และคนในครอบครัวนี่เองครับ ท่านประธานครับ ความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกาเรื่องนี้ ออกมาในปี ๒๕๓๕ เป็นเวลา ๒ ปีก่อนที่คนในครอบครัวของท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารจะไปซื้อที่ดิน เป็นเวลา ๔ ปีก่อนที่จะมีการออกโฉนดที่ดิน เป็นเวลา ๒๐ ปีก่อนที่จะมีการแบ่งโฉนด และก่อสร้างโรงแรม ท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารจะบอกว่าไม่รู้ไม่เห็นไม่ได้เลย คนเราจะรวย จะจน จะเคยมีพ่อหรืออาเป็นคนใหญ่คนโตแค่ไหน อย่างไรก็ต้องทำตามกฎหมาย เสมอภาค เท่าเทียมกัน ท่านประธานครับ ปี ๒๕๕๘ เมื่อครั้งรัฐบาล คสช. ไปตรวจโครงการโรงแรม Resort สนามกอล์ฟต่าง ๆ ในพื้นที่นิคมสร้างตนเองลำตะคองตามนโยบายทวงคืนผืนป่า เจ้าหน้าที่ เขาพบว่านอกจากจะไปออกโฉนดทับพื้นที่ต้นน้ำลำธารแล้ว โรงแรมเทมส์ วัลลีย์ เขาใหญ่ ของท่านนายกรัฐมนตรียังไม่เคยได้รับอนุญาตให้ทำกิจการโรงแรมจากอธิบดีกรมพัฒนาสังคม และสวัสดิการอีกด้วย ผมไม่รู้ว่าตอนนี้ท่านนายกรัฐมนตรีไปขออนุญาตหรือยัง แต่ท่านทำ ธุรกิจโรงแรมมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๖ ปี ๒๕๕๗ และปี ๒๕๕๘ ยังไม่มีการขออนุญาต แบบนี้ เรียกว่าความผิดมันสำเร็จไปแล้วครับ ต่อให้ท่านไปขออนุญาตในภายหลังมันไม่สามารถ ลบล้างความผิดเก่าได้ครับ สรุปก็คือท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารทำธุรกิจไม่ชอบด้วย กฎหมาย ไปเอาพื้นที่ต้นน้ำลำธารในป่าเขาใหญ่ในนิคมสร้างตนเอง มีการออกโฉนดเป็นของคน ในครอบครัวตนเองแล้วเอาไปทำธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับอนุญาตอีก ผมขอเรียนท่านประธาน ผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรีว่า เรื่องในลักษณะคล้าย ๆ กันนี้คือกรณีการออกโฉนดในพื้นที่ ต้นน้ำลำธาร คณะกรรมการ ป.ป.ช. เคยมีมติชี้มูลความผิดเจ้าหน้าที่กรมที่ดินไปเมื่อวันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๖๗ เมื่อกลางปีที่แล้วนี้เอง ปรากฏตามข่าวที่ขึ้นให้อยู่นี้นะครับ ที่ดินที่ออก โฉนดผิดกฎหมายตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. เพิ่งชี้มูลมานี้เป็นลักษณะเดียวกันกับที่ดิน โรงแรมเทมส์ วัลลีย์ เขาใหญ่ ของท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ตั้งอยู่ใกล้ ๆ กันนี้เองครับ ท่านประธานดูครับ ที่ดินที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. เพิ่งชี้มูลอยู่ในพื้นที่ต้นน้ำลำธารก้อนขาว ๆ ทางขวามือก้อนที่ ๒ ในขณะที่โรงแรมเทมส์ วัลลีย์ เขาใหญ่ ของท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร อยู่ในก้อนขาว ๆ ที่อยู่ทางด้านซ้ายมือก้อนที่ ๓ ข้าง ๆ กันเลยครับ แล้วที่ดินแปลงนี้ครับ ท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารจะรอดไปได้อย่างไรครับ ท่านประธานครับ เพื่อนสมาชิก ผู้ทรงเกียรติครับ พี่น้องประชาชนที่ฟังอยู่ทางบ้านครับ วันนี้ผมนำเอาข้อมูลความผิดของ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร มาอภิปรายในสภาแห่งนี้ว่าเธอนั้นไม่มีความซื่อสัตย์สุจริต เป็นที่ประจักษ์ มีพฤติกรรมเอาเปรียบประชาชน เอาเปรียบสังคม เห็นแก่ประโยชน์ของ ตนเองและครอบครัวอยู่เหนือผลประโยชน์ของส่วนรวมอย่างไร แต่ยังมีสิ่งที่น่ารังเกียจ นี่ไม่ใช่ เรื่องของการไม่เคารพกฎหมาย แต่ยังเป็นการจงใจละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ใช้อำนาจบริหาร ราชการแผ่นดินโดยมิชอบ หากท่านประธานคิดว่าการที่สนามกอล์ฟแรนโช ชาญวีร์ ของครอบครัวท่านอนุทินถูกตรวจสอบมันเป็นเรื่องที่บังเอิญหรือครับ ขนาดท่านอนุทิน ยังไม่เชื่อเลย บอกว่ามันมีใบสั่งทางการเมือง ๕๐๐ ล้านเปอร์เซ็นต์ แล้วใครครับที่ออกใบสั่ง เพื่อเล่นงานคนระดับท่านอนุทินได้ที่เป็นทั้งรองนายกรัฐมนตรี เป็นทั้งรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยก็มีแต่ท่านนายกรัฐมนตรี หรือไม่ก็คนในครอบครัวท่านที่เป็นสุดที่รักของท่าน นั่นละครับที่มีอำนาจบารมีพอที่จะทำได้ ในเมื่อท่านนายกรัฐมนตรีเห็นว่าที่ดินสนามกอล์ฟแรนโช ชาญวีร์อาจมีปัญหา ท่านนายกรัฐมนตรีลืมแล้วหรือครับว่าที่ดินของตนเองและคนในครอบครัว ที่เขาใหญ่มันน่าจะมีปัญหาหนักกว่าของครอบครัวท่านอนุทินเสียอีก แรนโช ชาญวีร์เป็นแค่ น.ส.๓ ก. อาจจะทับพื้นที่ ส.ป.ก. แต่กรณีโรงแรมเทมส์ วัลลีย์ เขาใหญ่นั้นเป็นการได้โฉนดทับพื้นที่ต้นน้ำลำธาร และยังทำธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับอนุญาต อีกด้วย ท่านประธานคิดว่าคนอย่างนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ไม่รู้เรื่องรู้ราวจริง ๆ หรือครับ ท่านนายกรัฐมนตรีรู้แน่ ๆ แต่ท่านนายกรัฐมนตรีจงใจที่จะละเลยไม่ตรวจสอบ การกระทำผิดของตนเองและคนในครอบครัว คนอย่างแพทองธาร ชินวัตร ไม่ใช่แค่ไม่เคารพ กฎหมายบ้านเมือง แต่ยังทำให้กฎหมายกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองของตนเองและ คนในครอบครัว เจตนาใช้กฎหมายอย่างฉ้อฉลนำไปเล่นงานคู่ขัดแย้งทางการเมืองของตนเอง เท่านั้น แต่ปกปิดอำพรางไม่เคยคิดที่จะตรวจสอบการกระทำความผิดของตนเองและคนใน ครอบครัว คนที่มีพฤติกรรม พฤติการณ์เช่นนี้จะปล่อยให้เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปอีกไม่ได้ แม้แต่วันเดียว เมื่อสภาแห่งนี้ทราบเรื่องราวทั้งหมดแล้วผมขอให้พวกเราร่วมกันใช้อำนาจ ที่ได้รับจากประชาชนลงมติไม่ไว้วางใจไม่ให้นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีอีกต่อไป ขอบคุณครับท่านประธาน