ทวี ชี้ห้องกัก ตม. ขัดกฎหมาย ผลักดันแก้ปัญหาชาวอุยกูร์

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๖ · ๒๕ มีนาคม ๒๕๖๘

ทวี สอดส่อง หารือกรณีชาวอุยกูร์ที่ถูกกักขังในสถานพำนักพิเศษเป็นเวลานานกว่า 10 ปี ระบุสภาพความเป็นอยู่ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และเสนอให้ส่งกลับประเทศจีนตามความสมัครใจ ภายใต้ข้อตกลงคุ้มครองจากทางการจีน โดยยืนยันว่ากระบวนการดังกล่าวสอดคล้องกับกฎหมายว่าด้วยการป้องกันการทรมาน และไม่ขัดกับพันธกรณีระหว่างประเทศ

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ผมจะมาพูดในฐานะผมเป็นประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมาน และการกระทำให้บุคคลสูญหาย ผมเข้าใจดีว่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์มีคุณค่า มีความสำคัญ แล้วก็อยากจะกราบเรียนว่าในชีวิตของผมตลอดมาผมก็ได้ยึดถึงในสิ่งนี้ต้องยอมรับว่าพอผม เข้ามาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการป้องกันและ ปราบปรามการทรมาน สิ่งหนึ่งที่เป็นปัญหาของประเทศยาวนานมา ๑๑ ปีก็คือชาวอุยกูร์ ที่อยู่ใน ตม. ผมจำได้ว่าเมื่อวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๖๗ ก็หยิบเรื่องจากกรมคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ว่าห้องกักที่ ตม. มีสภาพทำผิดกฎหมาย มาตรา ๖ เรื่องการทรมานหรือทำลายศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์ไหม ในครั้งนั้นก็ได้ตั้งกรรมการซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ผมยกตัวอย่างเช่น ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดอกเตอร์รณกรณ์ บุญมี คุณสมชาย หอมลออ มีหลายท่านก็เข้าไปดู ในห้องกักของ ตม. จนกระทั่งมีการนำเรื่องเข้ามาสู่คณะกรรมการโดยสรุปว่าสภาพเขาไม่ต่าง กับสัตว์ที่อยู่ในห้องกัก ซึ่งมีคนประมาณพันกว่าคนแล้วอยู่ในสภาพที่ตายมาแล้ว ๔ คน เป็นสภาพที่จะต้องหาทางออกโดยคณะกรรมการก็มีข้อเสนอ ๑. ขอให้ส่งกลับประเทศจีน โดยความสมัครใจ ๒. ให้ส่งไปยังประเทศตะวันตก เช่นประเทศใหญ่ ๆ ไม่เอ่ยชื่อแล้วกันครับ ๓. ส่งไปประเทศคนกลาง แล้วก็ ๔. มีการขยายพื้นที่แห่งใหม่ ท่านประธานที่เคารพครับ ประเด็นดังกล่าวก็ไปสรุปกันว่าการอยู่ในสภาพปัจจุบันเราเข้าข่ายว่ากระทำผิดตามมาตรา ๖ ของ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานแล้วเราอยู่ในสภาพกระทำผิดมาโดยตลอด ซึ่งคนกลุ่มนี้ผมตระหนักดีว่ามีเพื่อนสมาชิกหลายคนเหมือนด้อยค่าของประเทศปลายทาง ที่จะรับไป ซึ่งท่านภูมิธรรมได้พูดทั้งที่เขาเป็น ๑ ใน ๕ ประเทศ ที่เป็น Permanent Members ของ UN คือเป็นประเทศที่มีอำนาจยับยั้ง ได้แก่ ประเทศจีน ประเทศฝรั่งเศส ประเทศรัสเซีย สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา เมื่อเข้าสู่กระบวนการแล้วก็นำเข้าสู่ ที่ประชุมสภาความมั่นคง ซึ่งในที่ประชุมผมยกตัวอย่างท่านอัยการสูงสุดก็เข้าประชุมด้วย แล้วก็ได้มีมติว่าควรจะส่งกลับ ประเด็นสำคัญในการส่งกลับก็คือจะต้องสมัครใจหรือได้รับ การยินยอม ก็อยากจะกราบเรียนครับว่าทางผมแล้วก็ สมช. ก็มีกระบวนการที่นำจำนวน ประมาณถ้าจำไม่ผิดสัก ๑๐ กว่าคนที่ส่งกลับไปแล้ว ให้เขาส่งวิดีโอมาคุยกับคนที่อยู่ในห้องกัก แล้วก็ทราบภายหลังว่าทุกคนได้มีบันทึกสมัครใจแล้วก็ยินยอมกลับตามที่ท่านกัณวีร์อยากจะทราบ ผมเองก็ถามกับเลขาธิการสภาความมั่นคงว่าทำไมเอกสารฉบับนี้ซึ่งผมก็เห็นส่วนหนึ่งนะครับ ผมยืนยันว่าผมเห็น ว่าถ้าจะขอดูจะดูได้ไหม เนื่องจากว่ามันเป็นเอกสารชั้นความลับของ สภาความมั่นคงแล้วก็เป็นเอกสารที่ตัวผู้สมัครใจกลับก็มีความหวาดกลัวพอสมควรเพื่อจะไป เปิดเผย ถ้าจะขอสภาความมั่นคงอยากให้คุณกัณวีร์ทำเรื่องเข้าสภาความมั่นคงตาม พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสาร แล้วทีนี้ท่านจะได้เห็นนะครับ ผมเองขอยืนยันว่าตามกฎหมายเขาอยู่ในสภาพ ที่ทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์มา ๑๐ ปี เสียชีวิตแล้วในขณะที่กำลังสอบสวนก็เจ็บป่วย สภาพที่ไม่รู้ว่าจะส่งทอดมรดกของการกักขังไปอีกนานเท่าไร เพราะ ๑๑ ปีที่ผ่านมาอาจจะ เป็นการไม่กล้าหรือไม่กล้าตัดสินใจ อันนี้จึงนำมาแล้วก็ขอกราบเรียนว่าการส่งกลับเราคำนึงถึง มาตรา ๑๓ ซึ่งท่านอัยการสูงสุดได้ใช้คำพูดว่าตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปราม การทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. ๒๕๖๕ มาตรา ๑๓ บัญญัติห้ามมิให้ หน่วยงานของรัฐส่งตัวบุคคลไปยังรัฐหนึ่ง หากมีเหตุอันควรเชื่อว่าบุคคลนั้นจะตกอยู่ใน อันตรายที่จะถูกทรมาน ถูกกระทำโหดร้ายหรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือถูกกระทำ ให้สูญหาย กรณีเช่นนี้สำนักงานอัยการสูงสุดเห็นว่าเป็นการดำเนินการตามคำยืนยันของบันทึกทางการทูต และเป็นความผิดลหุโทษและจะไม่มีการแจ้งข้อหาความผิดอื่นเมื่อกลับไปที่จีน จึงสามารถ ส่งกลับสู่ครอบครัวในประเทศจีนได้ทันทีและไทยในฐานะผู้รับผิดชอบการบริหารจัดการผู้ลี้ภัย เข้าเมืองชาวอุยกูร์ตลอดระยะเวลา ๑๐ ปีสามารถเดินทางไปจีนเพื่อตรวจสอบการดำเนินการ ติดตามบุคคลดังกล่าวจึงถือว่าคำมั่นสัญญาเป็นทางการที่ไม่ปรากฏบ่อยนักของประเทศ มหาอำนาจ จึงมีหนังสือคำมั่นสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรลักษณะนี้ นี่คือบันทึกส่วนหนึ่ง ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อสักครู่ท่านกัณวีร์บอกว่าอยู่ในหน่วยงานองค์การยูเอ็นเอชซีอาร์ ผู้ลี้ภัย ก็อยากจะกราบเรียนครับว่าชาวอุยกูร์กลุ่มนี้ไม่มีหนังสือจากข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัย สหประชาชาติที่เป็นหนังสือยืนยันสถานะว่าเป็นผู้ลี้ภัย เป็นเพียงผู้หลบหนีเข้าเมือง แล้ว ตม. ก็ยังส่งหนังสือว่าถ้าจะเป็นผู้ลี้ภัยยูเอ็นเอชซีอาร์จะต้องส่งหนังสือมา อันนี้ก็เป็นเรื่องที่อยาก กราบเรียนแล้วก็อยากจะเรียนว่าผมอยากให้ทุกคนเข้าใจว่าไม่ว่าเราจะถูกกดดันด้วยประเทศ มหาอำนาจที่เขามีผลทางการค้า แต่ถ้าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคน ๔๐ คนให้เขากลับเป็น มนุษย์ที่ดีขึ้น สามารถยืนอยู่ได้ ผมคิดนะครับว่าความยุติธรรมและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ย่อมมีความสำคัญ ประเทศไทยจึงเข้าไป อยากจะเรียนว่าประเทศจีนมีพี่น้องที่นับถือเป็นมุสลิม มีจำนวนมากกว่าประเทศไทยด้วยซ้ำ มัสยิดที่ท่านอิหม่ามให้เราไปพบนั้นมีอายุถึง ๕๐๐ ปี แล้วก็เป็นมัสยิดที่ผู้นำศาสนาก็ออกมายืนยันแล้วผมเองก็ได้ไปพบกับครอบครัว ที่ผมไปพบ ๓ คนนี่เหมือนเขาประทานชีวิตกลับมา ทุกคนมีภาษากาย มีการร้องไห้ซึ่งก็อยากจะเรียนว่า ในเรื่องสิทธิมนุษยชน ในเรื่องถูกกฎหมาย แล้วก็ในเรื่องการทำให้เขากลับไปแล้วมีชีวิตที่ดีขึ้น หลายคน เนื่องจากรัฐบาลจีนเขามีรัฐบาลท้องถิ่นเป็นเขตปกครองพิเศษ สวัสดิการของเขา เหนือกว่าประเทศไทยเยอะนะครับ เขามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ก็อยากจะกราบเรียนให้ทุกท่าน ทราบแล้วผมเองก็รู้สึกเสียใจกับท่านผู้ขึ้นมาอภิปรายแล้วใช้คำพูดเหมือนด้อยค่า ด้อยค่า ผมไม่เป็นไร ด้อยค่าคนที่มีชีวิตที่เขาไปดี คุณด้อยค่าแม้กระทั่งประเทศจีนที่เป็นประเทศ มหาอำนาจของสหประชาชาติ คุณมองว่าเขาโหดร้าย ผมคิดเองว่าเป็นเรื่องที่รู้สึกเสียใจ แล้วไม่นึกว่าจะมีคำพูดลักษณะนี้ออกมาจากคนที่ผมมีความรักกับเขา ขอบคุณมากครับ