สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล โดยตั้งข้อสังเกตการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนใหญ่ผ่านการทุจริตเชิงนโยบายในโครงการร่วมทุนภาครัฐ-เอกชน ทั้งการแก้สัญญาโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินที่เปลี่ยนให้รัฐแบกรับภาระจ่ายเงินล่วงหน้ากว่าแสนล้านบาท การเลื่อนประกาศ NTP ที่ล่าช้าโดยไม่มีเหตุผลชัดเจน รวมถึงการใช้ข้ออ้าง BOI และสัมปทานทางด่วนเพื่อต่ออายุผลประโยชน์โดยไม่คำนึงถึงผลเสียต่อรัฐและประชาชน พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลยุติการเอื้อประโยชน์ ดำเนินการตามสัญญาอย่างโปร่งใส และปกป้องผลประโยชน์สาธารณะแทนการสนับสนุนกลุ่มทุนเอกชน.
กราบเรียนท่าน ประธานสภาที่เคารพ ผม สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชี รายชื่อ พรรคประชาชน วันนี้ผมขอร่วมอภิปรายในญัตติเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ผู้ซึ่งไม่มีความรับผิดชอบต่อตำแหน่งหน้าที่ ไม่ปกป้องผลประโยชน์สาธารณะ จงใจสานต่อ การทุจริตเชิงนโยบาย ประพฤติตนเสมือนหุ่นเชิดในการเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้องและ กลุ่มทุน รายละเอียดแสดงในเอกสารประกอบการยื่นญัตตินะครับ แล้วก็จะอภิปรายให้ฟัง กันในวันนี้ โดยท่านประธานครับ ผมจะยกตัวอย่าง ๒ เรื่อง ๒ เรื่องที่เป็นการทุจริต เชิงนโยบาย ๒ เรื่องที่เป็น Super Deal ระดับแสนล้าน Super Deal ๒ เรื่องนี้ สืบทอด กันมาจากขั้วอำนาจเก่า แต่มีการตัดสินใจดำเนินการอย่างมีนัยสำคัญโดยรัฐบาลปัจจุบัน ภายใต้การนำของนายใหญ่และนายน้อยในการเอื้อประโยชน์เพิ่มเติม ย้ำนะครับ ว่านี่เป็น การเอื้อประโยชน์เพิ่มเติมโดยรัฐบาลแพทองธารจะได้ไม่มาประท้วงกันให้เสียเวลาคนดู และในการอภิปรายในวันนี้สาระแน่นอนครับ แน่นด้วย ทั้ง ๒ Super Deal นะครับมีการ เอื้อประโยชน์ให้นายทุนใหญ่ในด้านการคมนาคม โดยผมจะขอให้ท่านนายกรัฐมนตรีตั้งใจฟัง เพราะทั้ง ๒ เรื่องไม่ใช่เรื่องของกระทรวงคมนาคมเพียงลำพัง แต่มีความพัวพันกับ กระทรวงการคลังอยู่ไม่น้อย และแน่นอนว่า Deal ใหญ่ระดับนี้ต้องเข้าคณะรัฐมนตรีที่มี ท่านนายกรัฐมนตรีนั่งเป็นประธาน ผมจึงขอให้นายน้อยตั้งใจฟังแล้วออกมาชี้แจงแสดงความ รับผิดชอบต่อตำแหน่งหน้าที่บนเวทีที่สำคัญยิ่งอย่างการอภิปรายไม่ไว้วางใจในวันนี้ ท่านจะ หลบซ้าย หลบขวา หาทางโบ้ยให้ท่านสุริยะหรือท่านพิชัยมาตอบแทนไม่ได้นะครับ ใคร ๆ ก็รู้ว่า Super Deal ระดับแสนล้านในประเทศนี้มีเพียงท่านนายกรัฐมนตรีกับพ่อของท่าน นายกรัฐมนตรีเท่านั้นที่ตัดสินใจได้ Super Deal แรกเป็นเรื่องของการแก้สัญญาโครงการ รถไฟความเร็วสูงเชื่อม ๓ สนามบิน ซึ่งกำลังมีการแก้สัญญาเพื่อหากินกับการปรับงวดเงินที่ รัฐร่วมลงทุน ๑๔๙,๖๕๐ ล้านบาท และการยอมให้นายทุนผ่อนชำระค่าสิทธิ Airport Link ๑๐,๖๗๑ ล้านบาท ลักษณะสำคัญของทุนใหญ่ที่เข้ามาหากินกับโครงการรัฐในสัมปทานนี้คือ คว้าสัมปทานให้ได้ก่อน แล้วค่อยหาประโยชน์เพิ่มด้วยการแก้สัญญา แล้วผมจะขยายความ ให้ฟังกันในวันนี้ ขอย้อนกลับไปให้เห็นภาพว่าโครงการนี้เซ็นกันไปแล้ว นายทุนใหญ่ เพื่อนของนายใหญ่คว้าสัมปทานไว้ในมือแล้วโดยเซ็นกันไปตั้งแต่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๖๒ แต่ผ่านมา ๕ ปีครึ่งแทบยังไม่ได้ทำอะไรนะครับ ยังไม่ได้เริ่มก่อสร้างจริง ยังไม่ได้ลงหลัก ปักเสาเลยสักต้น โครงการนี้มีลักษณะพิเศษที่ไม่เหมือนงานจ้างเหมาก่อสร้างทั่วไป ที่เปิดประมูลให้ผู้รับเหมามาแข่งขันราคากัน โครงการนี้เป็นการให้สิทธิเฉพาะทุนใหญ่ระดับ แสนล้านถึงขึ้นมาทานบนโต๊ะได้ โครงการนี้เป็นการมัดรวมงานหลายประเภทที่แตกต่างกัน มีทั้งสิทธิในการเดินรถ การก่อสร้างทางรถไฟและการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งงานแต่ละประเภทก็มีผู้ประกอบการ เก่ง ๆ มากมายแต่มาเข้าแข่งขันไม่ได้นะครับ เพราะทุนหนาไม่พอ โครงการนี้เป็นการให้สิทธิ สัมปทานแบบมัดรวม แล้วให้ทุนใหญ่ผูกขาดหาทางบริหารจัดการ จัดจ้างผู้ประกอบการ ที่เก่งในงานแต่ละประเภทเอาเอง แต่หากทุนใหญ่ผู้คว้าสัมปทานไปไม่ยอมขยับละครับ ทุกอย่างก็จะนิ่ง แต่มันใช่เรื่องของรัฐบาลไหมที่จะต้องเอาผลประโยชน์ไปล่อใจเพิ่มเพื่อให้ ทุนใหญ่ขยับ ทุนใหญ่ประมูลไปแล้ว เซ็นสัญญาไปแล้วก็ควรดำเนินการตามสัญญา หากไม่ทำ ตามสัญญาก็ควรโดนลงโทษตามสัญญา จะยกเลิกสัญญาจะฟ้องร้องกันไปก็ไปว่ากัน แต่ไม่ใช่ มาร่วมมือกันระหว่างทุนใหญ่กับนายใหญ่มาหากินผลประโยชน์ส่วนเพิ่มจากการแก้สัญญา แก้สัญญาเพื่อเอื้อประโยชน์ให้นายทุนเขาเรียกทุจริตเชิงนโยบาย สัญญาที่เซ็นกันไปเมื่อวันที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๖๒ เป็นรูปแบบที่เรียกว่า PPP Net Cost แปลว่าให้เอกชนรับความเสี่ยง ย้ำนะครับว่ารูปแบบของสัญญาที่เซ็นกันไปคือ Net Cost คือเอกชนต้องรับความเสี่ยง ไม่ใช่ Gross Cost ที่รัฐต้องรับความเสี่ยง ความเสี่ยงหลักมาจากเรื่องของจำนวนผู้โดยสาร ซึ่งต้องคาดการณ์ว่าจะมีคนมาใช้มากน้อยแค่ไหน หากผู้โดยสารจริงมีมากก็กำไรมาก หากผู้โดยสารจริงมีน้อยก็กำไรน้อยหรือขาดทุน โดยเอกชนต้องแบกความเสี่ยงเพราะสัญญา ที่เซ็นกันไปเป็นแบบ High Risk High Return ชอบ ไม่ชอบสัญญารูปแบบนี้เป็นอีกประเด็น แต่ที่เซ็นกันไปแล้วมันคือ PPP Net Cost เอกชนต้องรับความเสี่ยง คำว่า PPP มาจากคำว่า Public Private Partnership คือความร่วมมือกันระหว่างรัฐและเอกชนก็จริงครับ แต่ไม่ใช่ ว่ารัฐจะต้องช่วยอย่างไร้ขอบเขต ทั้ง Public และ Private ก็ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญา ไม่ใช่มาร่วมมือกันแก้สัญญา เพราะหากแก้สัญญาเปลี่ยนเงื่อนไขใหม่ เปลี่ยนงวดเงินใหม่ ก็ต้องถามว่าทำไมไม่ประมูลใหม่ เพราะตอนที่ประมูลกันมาบริษัทที่ชนะมาเขาก็ชนะด้วย เงื่อนไขที่เซ็นกันไปแบบนี้ หากเปลี่ยนเงื่อนไขผู้ชนะการประมูลก็อาจเปลี่ยนไปด้วย จริงไม่จริงครับท่านประธาน นี่สัญญารัฐนะครับไม่ใช่สัญญาปากเปล่าของนายใหญ่ที่จะให้ ใครเงื่อนไขใดก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาได้ตลอด ส่วนเรื่องความเดือดร้อนจากโควิด สงคราม ยูเครน โน่น นี่ นั่น ตามที่อ้างกันมาก็ต้องแยกเจรจา รัฐมีอำนาจช่วยเหลือเยียวยาได้แต่ก็อย่า ให้น่าเกลียด แยกก้อนคิดคำนวณออกมาให้ชัด ๆ รัฐสามารถเยียวยาได้โดยไม่ต้อง แก้สัญญา ส่วนรัฐจะเยียวยาเท่าไรก็ต้องไปว่ากันโดยต้องไม่ลืมว่าทุนเล็กทุนน้อยและ ประชาชนจำนวนมากก็เดือดร้อนเช่นกัน อย่าช่วยแต่ทุนใหญ่อย่างน่าเกลียด และในสัญญา เนื่องจากความเสี่ยงมีมากรัฐจึงต้องอุดหนุนมากเช่นกัน โดยปิด Deal กันไปแล้วตั้งแต่ ปี ๒๕๖๒ ตามเงื่อนไขในสัญญาคือรัฐต้องอุดหนุนเพียบ ทั้งอุดหนุนเงินให้เอกชน ๑๕๙,๘๓๐ ล้านบาท เพราะโครงการนี้ขาดทุนทางการเงินแน่นอน รัฐจึงต้องเทเงินภาษีจากคนทุกคน ไปอุด ทั้งยกที่ดินการรถไฟให้เป็นสิทธิของเอกชนในการพัฒนาพื้นที่เพิ่ม ๕๐ ปี ซึ่งคือที่ดิน แปลงงามบริเวณมักกะสัน ๑๔๑ ไร่ และศรีราชาอีก ๒๕ ไร่ อีกทั้งรัฐต้องออกค่าเวนคืน ค่าปรับเปลี่ยนถนน สะพาน และโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ อีกมากเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง จากโครงการนี้ นี่ยังไม่นับรวมการอุดหนุนเชิงนโยบายที่ไม่ใช่ตัวเงินอีกนะครับ ประเด็นก็คือ สัญญาก็คือสัญญา เซ็นกันไปแล้ว รับเงื่อนไขกันไปแล้ว แต่แล้วทำไมในวันนี้หลังจาก เซ็นสัญญากันไป ๕ ปีครึ่งถึงยังไม่ได้เริ่ม ความประหลาดมันอยู่ตรงนี้ครับท่านประธาน ขอภาพด้วยนะครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
ในสัญญาร่วมลงทุน วันที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๖๒ มีการเขียนเงื่อนไขการเริ่มงานหรือศัพท์เทคนิคเขาเรียกกันติดปาก ว่า NTP คำนี้สำคัญนะครับ คำว่า NTP มาจากคำว่า Notice To Proceed คือหนังสือสั่ง การให้เริ่มปฏิบัติงานจริงให้เริ่มก่อสร้างจริง โดยในกรณีนี้นะครับการรถไฟแห่งประเทศไทยคือผู้ที่ต้องออก NTP เพื่อสั่งการให้เอกชน เริ่มงาน แต่จนวันนี้ผ่านมา ๕ ปีครึ่งการรถไฟก็ยังไม่ยอมออก NTP เลื่อนไปเรื่อยนะครับ โดยอ้างว่าอย่างนี้ครับ คือการจะออก NTP ได้มีเงื่อนไขอยู่ ๓ ข้อ ๒ ข้อแรกเกี่ยวกับการ ส่งมอบพื้นที่ ซึ่ง ณ ตอนนี้จบไปแล้ว อ้างไม่ได้อีกแล้วนะครับ คือผมเรียก สกพอ. และ รฟท. มายืนยันในกรรมาธิการติดตามงบเมื่อวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘ ก็ได้รับคำยืนยันอย่าง ชัดเจนว่าจบแล้ว ๒ ข้อแรก ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป แต่ที่ช้าทำให้การรถไฟไม่กล้าออก NTP เพื่อสั่งการให้เริ่มงานคือเงื่อนไขข้อที่ ๖.๑ (๓) ที่เขียนเอาไว้ว่าเอกชนคู่สัญญาได้รับบัตร ส่งเสริมการลงทุนสำหรับโครงการเกี่ยวกับรถไฟ คือพูดง่าย ๆ ว่าการรถไฟรอให้เอกชนได้รับ บัตรส่งเสริมจาก BOI ในกำกับของท่านนายกรัฐมนตรีก่อน และนี่คือข้ออ้างใหญ่ ข้ออ้างที่ใช้ กันมาตลอดถึงปัจจุบันว่ายังสั่งการให้เอกชนเริ่มงานไม่ได้เพราะติดเงื่อนไขข้อนี้ ข้อที่มีการ แอบฝังเอาไว้เพราะในสัญญาอื่นเขาก็ไม่เขียนกัน เพราะเขียนแล้วทำให้เอกชนยื้อเวลาได้ เลือกเวลาเริ่มงานเองได้ ด้วยข้ออ้างเรื่อง BOI จึงทำให้โครงการใหญ่ระดับแสนล้านบาท ต้องเลื่อนแล้ว เลื่อนอยู่ เลื่อนต่อ คราวนี้มาดูกันนะครับว่ากลเกม BOI ที่มีคนเจ้าเล่ห์ ฝังเอาไว้นี่คืออะไร ประเด็นนี้นะครับผมเคยเตือน BOI ไปแล้วนะครับในการอภิปราย เมื่อวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๖๗ รายละเอียดไปย้อนชมกันได้ นี่ให้ QR Code เอาไว้ด้วย ประเด็นคือ BOI อนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุนไปแล้ว ตั้งแต่วันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๖๕ แต่ก็มีการเล่นเกมยื้อเวลานะครับ เอกชนไม่ยอมส่งเอกสารตามกำหนด คือบริษัทผู้รับ สัมปทานทำหนังสือมาขอขยายเวลาการส่งเอกสารเพื่อประกอบการออกบัตรส่งเสริม และ BOI ในกำกับของท่านนายกรัฐมนตรีก็ใจดียอมกันมาเรื่อยนะครับ ครั้งแรกยื่นไปถึงวันที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๖๖ แล้วบริษัทไม่ส่ง ครั้งที่ ๒ ยื่นออกไปอีกถึงวันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๖๗ แล้วบริษัทก็ไม่ส่ง ครั้งที่ ๓ ยืดต่อไปอีกถึงวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๖๗ แล้วบริษัทก็ไม่ส่งอีก คือ BOI แกล้งไม่รู้ว่าเป้าหมายที่แท้จริงของเอกชนไม่ได้อยู่ที่เงื่อนไขไม่กี่สตางค์จาก BOI หรอก เพราะมูลค่ามันเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับขนาดของโครงการหลักแสนล้าน และเอกชนก็สามารถใช้กลไกอื่น ก็คือ พ.ร.บ. EEC มาชดเชยสิทธิตรงนี้ได้ คือ BOI แกล้งไม่รู้ หรือรู้แต่เห็นแก่เพื่อนของพ่อนายใหญ่เลยต้องใจดี เป้าหมายที่แท้จริงของเพื่อนนายใหญ่ อยู่ที่การหลบเลี่ยงเงื่อนไขตามสัญญา ข้อ ๖.๑ (๓) เพื่อให้มีข้ออ้างว่ายังไม่ได้บัตรส่งเสริมการ ลงทุนจาก BOI และด้วยข้ออ้างนี้จึงทำให้การรถไฟมีเหตุในการเลื่อน เลื่อนการออก NTP ในการสั่งให้ทุนใหญ่ต้องเริ่มงาน เรื่องนี้ต้องดูเจตนาให้ดีนะครับว่ากลเกม BOI ที่ทำให้เอกชน คู่สัญญายังไม่ได้บัตรส่งเสริมเป็นเพราะใคร ไม่ใช่ว่ารัฐไม่ให้นะครับ BOI อนุมัติไปแล้ว ตั้งแต่ วันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๖๕ อนุมัติไปแล้ว แต่เอกชนไม่ส่ง ไม่ส่งเอกสารเองตามกำหนด ขอเลื่อนมาเรื่อย ๆ จนเลื่อนไม่ได้แล้ว เอกชนคู่สัญญายังไม่ได้รับบัตรส่งเสริมเพราะเอกชน ไม่ส่งเอง ถามว่าทำไมเอกชนไม่ส่ง เรื่องนี้มีข่าวในวงธุรกิจมากมายว่านายทุนใหญ่เขายัง ไม่อยากเริ่มงาน ที่ยังไม่อยากเริ่มงานเพราะหนี้เขาเต็มเพดานแล้ว ขาดสภาพคล่อง ทางการเงินหนักมาก จึงอยากแก้สัญญาเพื่อแก้ปัญหาสภาพคล่องก่อนแล้วค่อยเริ่ม แต่มันใช่ หรือครับ ทำไมนักการเมืองไม่รักษาผลประโยชน์สาธารณะแต่กลับฟังทุนใหญ่ ทำไมจะต้อง ฟังนายใหญ่ให้ช่วยทุนใหญ่ เมื่อข้อเท็จจริงในเรื่องการดึงเวลาด้วยกลเกม BOI เพื่อแก้ไขสัญญาเริ่มชัดในช่วงเดือน เมษายน ๒๕๖๗ ผมจึงได้ลุกขึ้นเตือนรัฐบาลในการอภิปรายทั่วไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๒ ในวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๖๗ เตือนด้วยความหวังดีเอาไว้แล้วนะครับในวันนั้นก่อนจะมา อภิปรายไม่ไว้วางใจกันในวันนี้ นี่สไลด์เดิมเลยนะครับ เคยเตือนแล้วประเด็นสำคัญในวันนั้น วันที่ ๓ เมษายน ๒๕๖๗ คือ ๒ คำถามแรก ส่วนคำถามที่ ๓ เป็นอีก ๑ ประเด็นใหญ่ไว้วันหลัง จะมาขยายความให้ฟังกันนะครับ
คำถามที่ ๑ ถามเอาไว้ว่าจะมีการเลื่อน NTP จากกำหนดการในปัจจุบันคือ จะต้องออก NTP ภายในเดือนมิถุนายน ๒๕๖๗ อีกหรือไม่ ท่านสุริยะ ในฐานะตัวแทนของ รัฐบาลที่ออกมาตอบคำถามในวันนั้นบอกไม่เลื่อน แต่ทุกวันนี้ก็ยังเลื่อนอยู่นะครับ
คำถามที่ ๒ ถามเอาไว้ว่าจะมีการแก้ไขสัญญาเพื่อเอื้อประโยชน์ให้นายทุน เพิ่มเติมจากสัญญาเดิมเมื่อปี ๒๕๖๒ หรือไม่ ประเด็นนี้น่าสนใจมาก ท่านสุริยะในวันนั้น ออกมาตอบอย่างหล่อเลยว่าไม่แก้ไขสัญญาเพื่อเอื้อประโยชน์ให้เอกชนอย่างแน่นอน แต่ในวันนี้เปลี่ยนไปแล้วนะครับ นายใหญ่หรือทุนใหญ่สั่งมาครับ ท่านรัฐมนตรีกลับลำเพราะใคร เพื่ออะไร เท่าไรอันนี้ผมไม่ทราบ แต่ที่ทราบและพิสูจน์ได้แสดงในสไลด์นี้ครับ ท่านสุริยะเคย ตอบไว้ในสภาแห่งนี้เมื่อวันที่ ๓ เมษายน ตอบไว้ว่าไม่เลื่อน ไม่แก้ ตอบมาอย่างหล่อเลย นะครับตอนนั้นไปย้อนฟังกันได้นะครับ QR Code อยู่ในภาพ นาทีที่ ๔.๓๑ บอกไม่เลื่อน นาทีที่ ๖.๐๐ บอกไม่แก้ แต่แล้วเป็นอย่างไรในวันนี้ จากไม่เลื่อน ไม่แก้ เป็นทั้งเลื่อน ทั้งแก้ ท่านนายน้อยรู้เรื่องกับเขาบ้างไหมว่าใครสั่งให้กลับลำ กลับลำจากไม่เลื่อนไม่แก้เป็นทั้งเลื่อน ทั้งแก้ ทุนใหญ่หรือนายใหญ่สั่งให้กลับลำ หรือนายน้อยสั่งการเอง สั่งให้กลับลำจนท่านสุริยะ กลายเป็นโมฆะบุรุษไปแล้ว ท่านประธานครับ อันที่จริงหากเราตีความกันตามตัวอักษร ต้องถือว่าเอกชนผิดสัญญาไปแล้ว สัญญาข้อ ๑๕.๒ เขียนไว้ว่าในส่วนของ Airport Rail Link เอกชนคู่สัญญาจะต้องชำระค่าสิทธิ ๑๐,๖๗๑ ล้านบาทภายใน ๒ ปี นับจากสัญญาร่วมลงทุน มีผลบังคับใช้ ก็คือภายในวันที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๖๔ แต่รัฐบาลก็ใจดีกับทุนใหญ่เสมอครับ คือเซ็นกันไปเมื่อปี ๒๕๖๒ ต้องจ่ายค่าสิทธิ Airport Rail Link หมื่นกว่าล้านปี ๒๕๖๔ แต่ทุกวันนี้ปี ๒๕๖๘ ก็ยังไม่ได้จ่าย คือเอกชนผิดสัญญาไปแล้วหากรัฐไม่ช่วย ช่วยโดยการ รถไฟไปทำ MOU กับเอกชนว่ายังไม่จ่ายเงินหมื่นกว่าล้านไม่เป็นไร แต่ให้สิทธิเดินรถ Airport Rail Link ไปพลางก่อน คือสรุปเอกชนเบี้ยวหนี้แต่เดินรถได้ เพราะการรถไฟไปทำ MOU กับเอกชนช่วยเหลือกันไป ท่านประธานครับ นี่ละครับคือการเกาหลังกันระหว่างทุนใหญ่กับ รัฐบาล ใช้ข้ออ้างเรื่อง BOI มันทำให้ออก NTP ไม่ได้ พอออก NTP ไม่ได้โครงการก็เลื่อน ไปเรื่อย พอโครงการเลื่อนไปเรื่อยก็ไม่มีแผนรองรับไว้แต่ใช้ MOU อนุญาตให้เอกชนเดินรถ ไปพลางก่อนแม้จะไม่ยอมจ่ายเงินหมื่นกว่าล้านตามสัญญา คือเอาจริง ๆ นะครับหากว่ากัน ตามสัญญาข้อ ๑๕.๒ (๑) ต้องถือว่าเอกชนผิดสัญญาไปแล้ว แต่ก็เกาหลังกัน ทุนใหญ่ ไม่อยากลงเงินแสนกว่าล้านมาสร้าง รัฐบาลก็ใจดีนะครับใช้กลไก BOI และ MOU ของการ รถไฟนี่มาช่วยกันเลื่อน เลื่อนการออก NTP ไปเรื่อย เลื่อนการสั่งการให้เริ่ม อย่างไรครับ ท่านประธาน ณ วันนี้หลักฐานกระจ่างแล้ว ท่านนายกรัฐมนตรีต้องเลิกใจดีได้แล้ว ณ ตอนนี้ หมดข้ออ้างเรื่อง BOI แล้ว การรถไฟต้องออก NTP แล้วที่แสดงก็คือเอกสาร นร ๑๓๐๗/๖๔ ลงวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘ BOI ได้ให้ข้อเท็จจริงล่าสุดต่อกรรมาธิการว่า จึงมีผลทำให้สิ้นสุดมติการให้การส่งเสริมไปแล้วเมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๖๗ ที่ผ่านมา และปัจจุบันบริษัทยังไม่ได้ยื่นคำขอรับการส่งเสริมมาใหม่ นั่นแปลว่าอะไรครับ แปลว่า หมดข้ออ้าง BOI แล้ว และในวันนี้ก็ขอเตือน BOI ด้วยความหวังดีอีกครั้งหากมี Trick จาก เอกชนเข้ามาใหม่ คือมายื่นคำขอรับการส่งเสริมใหม่อีกรอบก็อย่าไปเล่นด้วย เพราะหาก BOI ใจดีอีกรอบก็คือยอมถูกใช้เป็นเครื่องมือในการยื้อเวลา โดนเอกชนพาเดินวนไปอีกรอบ เลื่อนแล้ว เลื่อนอยู่ เลื่อนต่อ ต้องไม่ลืมว่าเงื่อนไขในการเริ่มสัญญาตามข้อ ๖.๑ (๓) ไม่ใช่ว่า BOI ไม่ให้ แต่เป็นเพราะเอกชนไม่ส่งก็เหมือนสละสิทธิ์ไปแล้ว ต้องดูเจตนาให้ดี ไม่ใช่ ปล่อยให้เอกชนใช้เป็นเครื่องมือในการเลื่อนไปเรื่อย ตอนนี้นาทีนี้รัฐบาลไม่เหลือข้ออ้าง ให้เลื่อนอีกแล้ว ท่านนายกรัฐมนตรีต้องสั่งการให้การรถไฟแห่งประเทศไทยในฐานะคู่สัญญา ออก NTP โดยทันที แล้วถามว่าทำไมรัฐบาลไม่ทำเช่นนั้นครับ ก็รัฐบาลเอาใจทุนใหญ่อย่างไร ทุนใหญ่เขาอยากเลื่อน ทุนใหญ่เขายังไม่อยากได้ NTP แล้วถามว่าทำไมทุนใหญ่เขาอยาก เลื่อน ก็ทุนใหญ่เขาอยากแก้สัญญาก่อน เลื่อนเพื่อแก้ แก้สัญญาให้ได้ดังใจก่อนแล้วค่อย เดินต่อ นี่ละครับ ทุนใหญ่ประเภทคว้าสัมปทานไปให้ได้ก่อนแล้วค่อยหาประโยชน์เพิ่ม ด้วยการแก้สัญญา แล้วถามว่าที่จะแก้กันนี่ แก้อะไร เพื่อใคร เรื่องนี้เป็นการอนุมัติโดยมติ กพอ. ครั้งที่ ๔/๒๕๖๗ เมื่อวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๖๗ หลังนายกรัฐมนตรีแพทองธาร เป็นนายกรัฐมนตรีแล้วนะครับ เห็นชอบในหลักการให้แก้ไขสัญญาใน ๕ ประเด็น
ประเด็นที่ ๑ เป็นเรื่องของวิธีการชำระเงินที่รัฐร่วมลงทุน ๑๔๙,๖๕๐ ล้านบาท เป็นเรื่องของการปรับงวดเงินจากสร้างเสร็จค่อยจ่าย สร้างเสร็จจนเปิดใช้รถไฟความเร็วสูงได้ ค่อยจ่าย เป็นสร้างไปจ่ายไป อันนี้เป็นเรื่องใหญ่มากและเกี่ยวพันกับผลประโยชน์มหาศาล จากการที่เลื่อนงวดเงิน จากเริ่มจากปีที่ ๖ ไปถึงปีที่ ๑๕ เลื่อนมาจ่ายใน ๕ ปีแรก
ประเด็นที่ ๒ เป็นเรื่องของการกำหนดชำระค่าสิทธิ Airport Rail Link ๑๐,๖๗๑ ล้านบาท อันนี้เป็นการยอมให้นายทุนผ่อนชำระค่าสิทธิที่ค้างชำระมาตั้งแต่วันที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๖๔
ประเด็นที่ ๓ เป็นเรื่องของการชำระส่วนแบ่งผลประโยชน์ตอบแทนนะครับ โดยหากเอกชนได้รับผลตอบแทนเกิน ๕.๕๒ เปอร์เซ็นต์ จะแบ่งกันอย่างไร
ประเด็นที่ ๔ เป็นเรื่องของเงื่อนไขในการเริ่มดำเนินการโครงการหรือที่ เรียกว่า NTP เป็นเรื่องของการยกเลิกเงื่อนไขในสัญญาข้อ ๖.๑ (๓) ทำให้เอกชนต้องเริ่มงาน แต่จริง ๆ อย่างที่บอกวันนี้ก็ควรจะต้องเริ่มงาน ประเด็นสุดท้าย
ประเด็นที่ ๕ เป็นการป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากเหตุการณ์ที่ส่งผล กระทบรุนแรงต่อสถานะทางการเงินของโครงการในอนาคต เป็นเรื่องของการปรับปรุง ข้อสัญญาในส่วนของเหตุสุดวิสัยและเหตุผ่อนผัน ข้อ ๕ นี้ก็ตลกร้ายนะครับ มันเหมือน เป็นการตีเช็คเปล่า คือไปลอกตามสัญญาอู่ตะเภาที่เขียนไว้แบบทำให้เอื้อประโยชน์กันต่อเอง ได้ง่าย คือมีอย่างที่ไหนในสัญญาปล่อยให้เจรจาปรับขนาดสนามบินกันได้ เพิ่มพื้นที่หา ประโยชน์เชิงพาณิชย์กันได้ อีกหน่อยไม่รู้จะเติมกาสิโนให้ด้วยไหม วันนี้ท่านนายกรัฐมนตรี ไม่ต้องมาปฏิเสธ ผมรู้ว่าท่านนายกรัฐมนตรีจะแก้แน่ ๆ แก้สัญญาเพื่อเอื้อเอกชน เพื่อนพ่อท่าน นี่คือหลักฐานการเตรียมเงิน ๑๒๕,๒๓๒ ล้านบาท นี่คือมติ ครม.เมื่อวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๖๘ ที่ท่านนายน้อยนั่งบัญชาการเป็นประธานด้วยตัวเอง อนุมัติให้ตั้งงบ ปี ๒๕๖๙ ๒๑,๐๑๕ ล้านบาท เพื่อรองรับการแก้ไขสัญญาโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม ๓ สนามบิน จากเดิมปี ๒๕๖๙ ยังไม่ต้องจ่าย ไปเริ่มจ่ายโน่นเลยประมาณปี ๒๕๗๔ คือเมื่อเอกชนเปิดให้บริการรถไฟความเร็วสูงได้ นี่คือมติ ครม. ที่มาสอดรับกับเงื่อนไข การแก้ไขสัญญาในข้อที่ ๑ จาก ๕ ข้อที่ผมได้อธิบายไป แก้โดยเปลี่ยนในหลักการใหญ่จากสร้างเสร็จค่อยจ่าย กลายเป็นสร้างไปจ่ายไป คือแทนที่ เอกชนจะต้องกู้เงินแสนกว่าล้านบาทมาลงเองก่อนในช่วง ๕ ปีแรก แล้วรัฐค่อยทยอยจ่ายคืน ในปีที่ ๖ ถึงปีที่ ๑๕ กลายเป็นสร้างไปจ่ายไปในช่วง ๕ ปีแรก คือทำแบบนี้รัฐเสียหายครับ รัฐต้องเร่งหาเงินมาจ่ายเอกชนให้ไวขึ้นเพื่อช่วยเอกชน ช่วยเอกชนในการลดต้นทุน ช่วยเอกชนในการลดภาระจากดอกเบี้ยเงินกู้ นี่คือการทุจริตเชิงนโยบายที่รัฐหาเงิน มาประเคนให้นายทุนไวขึ้น แต่รัฐมีภาระต้องหาเงินแสนกว่าล้านบาทมาช่วยสภาพคล่อง ให้เอกชน ไม่ต้องอ้างโน่นอ้างนี่นะครับ อ้างว่ามีหลักประกันอะไรนั่นที่จะทำให้รัฐไม่เสียหาย มันไม่เสียหายอย่างไรครับ รัฐต้องหาเงินแสนกว่าล้านบาทมาจ่ายไวขึ้นไป ๕ ปี ไม่ต้องอ้างว่า ไม่เอื้อ เพราะหากไม่เอื้อแล้วจะแก้สัญญากันทำไม รัฐสามารถเดินหน้าออก NTP ตามสัญญา เดิมได้ทันที และเป็นการเดินหน้าอย่างไร้ข้อครหาเพราะไม่ต้องแก้สัญญา หากรัฐเห็นว่า โครงการนี้ดีจริงก็ออก NTP ไปเลยจะได้เริ่มงานจริงเสียที แต่หากรัฐคิดได้ คิดว่าโครงการนี้ ไม่ได้ดีจริงก็ควรยกเลิกไปเพราะเอกชนผิดสัญญาไปแล้ว เบี้ยวเงินค่าสิทธิ Airport Rail Link หมื่นกว่าล้านบาทไปแล้ว ตามสัญญาร่วมทุนข้อ ๑๕.๒ (๑) ข้อ ก แต่ไม่ใช่เลื่อนแล้ว เลื่อนอยู่ เลื่อนต่อ ปล่อยให้ปัญหาคาราคาซังแบบนี้มันเสียประโยชน์กับทุกฝ่าย สิ่งที่น่ากังวลที่สุด ในตอนนี้คือรัฐบาลเปลี่ยนท่าทีจากไม่เลื่อน ไม่แก้ เป็นเลื่อนเพื่อแก้ ถามว่าแก้แล้วใคร ได้ประโยชน์ ก็เอกชนนั่นละได้ประโยชน์เห็น ๆ นี่คือการเร่งจ่ายคืนนายทุนให้ไวขึ้น นี่คือ การทุจริตเชิงนโยบาย ส่วนประชาชนทั่วไปรวมถึงข้าราชการในหน่วยงานอื่นก็ซวยขึ้น เพราะผลก็คือการเบียดบังพื้นที่งบประมาณใน ปี ๒๕๖๙ ๒๑,๐๑๕ ล้านบาท ปี ๒๕๗๐ เบียดบังไปอีก ๓๗,๕๕๘ ล้านบาท ปี ๒๕๗๑ อีก ๓๕,๐๖๖ ล้านบาท และปี ๒๕๗๒ ปี ๒๕๗๓ อีก ๓๑,๕๙๔ ล้านบาท รัฐบาลหน้าก็ซวยด้วยจากการอนุมัติโดยรัฐบาลนี้ กล่าวโดยสรุปในเรื่องที่ ๑ มีการทุจริตเชิงนโยบายในโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม ๓ สนามบินที่ทุนใหญ่พยายามทุกวิถีทางเพื่อคว้าสัมปทานมาให้ได้ก่อน หากไปได้ก็กำไรไป หากไปไม่ไหวก็มาต่อรองขอแก้สัญญา แล้วใครมีอำนาจเพื่อทำให้ทุนใหญ่ในการแก้ไขสัญญา ก็นักการเมืองบางจำพวกนี่ละ แล้วใครหัวโจกใหญ่ของ Deal ระดับแสนล้านบาทแบบนี้ ก็ท่านนายกรัฐมนตรีกับพ่อนี่ละ ท่านนายกรัฐมนตรีรู้เรื่องไหม ร่วมหากินกับเขาด้วยไหมนี่ เรื่องแรกผ่านไปนะครับ หลายคนอาจคิดว่าใหญ่แล้วก็ใช่ครับ แต่มีใหญ่กว่านี้อีก
มาดูเรื่องที่ ๒ กันคือหากเปรียบเทียบเรื่องแรกเหมือนหากินจากการเลื่อน จ่ายเงิน แต่เรื่องที่ ๒ นี่คือการหลอกกินต่อไม่ยอมลุกจากโต๊ะเสียที Supper Deal ที่ ๒ นะครับเป็นเรื่องของการหาเรื่องขยายสัมปทานทางด่วน ซึ่งกำลังมีการแก้สัญญาเพื่อหากิน ต่อจากสัมปทานเดิมที่มีกำไรงาม ทุนใหญ่ไม่อยากคืนรัฐ ลักษณะสำคัญของทุนใหญ่ที่เข้ามา ทำมาหากินกับโครงการรัฐในสัมปทานนี้คือได้สิทธิกินเต็มที่แล้วตามอายุสัมปทาน แต่อยาก กินต่อเลยขอขยายสัมปทานไปเรื่อย ยิ่งสบโอกาสเจอนักการเมืองแบบตระกูลชินด้วยแล้ว นี่คือโอกาสทอง ภาพนี้แสดงระบบทางด่วนในเขตเมืองนะครับ เส้นสีน้ำเงินคือกำไรงาม อยู่ภายใต้สัมปทานหลักที่ปัจจุบันจะสิ้นสุดใน ปี ๒๕๗๘ ภายใต้ชื่อสัญญาโครงการระบบ ทางด่วนขั้นที่ ๒ ซึ่งเนื้อหาสาระในสัญญาก็ได้กลืนกินระบบทางด่วนขั้นที่ ๑ ดินแดง-ท่าเรือ ท่าเรือ-บางนา แล้วก็ท่าเรือ-ดาวคะนอง เข้าไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เส้นสีน้ำเงินนี้คือถุงเงิน หลักของนายทุนที่มีบทบาทครอบงำหน่วยงานของรัฐเป็น Passive Income ที่สำคัญที่สุดคือ ไม่ต้องทำอะไรมากนั่งเก็บสตางค์จากค่าผ่านทางจากประชาชน คือสร้างเสร็จไปนานแล้ว กินอิ่มตามกำหนด ๓๐ ปีไปแล้ว แต่กำลังหาทางกินเพิ่ม เส้นสีแดง จากบริเวณถนนแจ้งวัฒนะนะครับลากไปถึงบางปะอินคือสัมปทานรองที่กำลังจะสิ้นสุด สัมปทานใน ปี ๒๕๗๘ เช่นกัน ภายใต้ชื่อสัญญาโครงการทางด่วนสายบางปะอิน-ปากเกร็ด ส่วนเส้นสีเทา บางซื่อ-ตลิ่งชัน เป็นสัญญาสัมปทานแยก แล้วก็เส้นสีเทาอีกเส้นหนึ่งก็คือ รามอินทรา-อาจณรงค์ ไม่มีการให้สัมปทาน รัฐเป็นเจ้าของ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ท่อนสัมปทาน หลักสีน้ำเงินนี่ครับ กำไรงามมากนะครับ มันควรกลับคืนมาเป็นของรัฐนานแล้ว แต่รัฐไทย ทำไม่ได้เสียทีเพราะมีการหาเหตุขยายสัมปทานไปเรื่อยโดยทุนใหญ่และนักการเมืองร่วมกัน คำว่า นักการเมืองนี่รวมถึงทหารการเมืองด้วยนะครับ เมื่อทุนใหญ่ร่วมมือกับนักการเมือง ประชาชนมักซวยครับ เรื่องทางด่วนนี่ชัดเจน การขยายสัมปทานจะทำให้นายทุนรวยขึ้นมาก นักการเมืองอาจได้ส่วนแบ่งมาบ้างแต่ประชาชนนั่นละเป็นผู้จ่าย จ่ายค่าผ่านทางเข้ากระเป๋า นายทุนนานขึ้น ท่านประธานครับ ประเด็นหลักของทางด่วน ณ วันนี้ วันที่นางสาวแพทองธาร ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี คือมีความพยายามจะหาเหตุในการขยายสัมปทานอีกครั้ง ด้วยการหาทำ Double Deck หรือทางด่วนซ้อนทางด่วน ก็คือเส้นสีเขียวในภาพจากบริเวณ ถนนงามวงศ์วานไปถนนพระรามเก้า คือหาสร้างเพิ่มก้อนเล็ก ๆ สีเขียวเพื่อหากินต่อจาก ทางด่วนเดิมเกือบทั้งระบบสีน้ำเงินไปอีกยาว แล้วก็มีเส้นสีแดง แจ้งวัฒนะไปบางปะอิน เป็นของแถมให้ด้วยทั้ง ๆ ไม่ได้ไปเกี่ยวอะไรเลยกับ Double Deck ต่อไปนะครับ มาดูกัน Double คืออะไร Double Deck มีชื่อภาษาไทยว่าทางพิเศษชั้นที่ ๒ ไม่ใช่ทางด่วนขั้นที่ ๒ นะครับ แต่เป็นชั้นที่ ๒ คร่อมขั้นที่ ๒ คือคำไทยมันก็จะมึน ๆ หน่อยนะครับก็เลยขออนุญาต เรียกเป็นทับศัพท์ว่า Double Deck Double Deck เส้นสีเขียวมีระยะทางยาวประมาณ ๑๗ กิโลเมตรนะครับ เส้นสีเขียวตามภาพซ้ายแล้วก็คือเส้นสีน้ำเงินในภาพขวา มันคร่อมอยู่ บนทางด่วนเดิมจากบริเวณถนนงามวงศ์วานไปพระรามเก้า มีทางขึ้น ๓ แห่ง ทางลง ๒ แห่ง ด่านเก็บค่าผ่านทาง ๒ แห่งตามภาพขวา ที่สำคัญก็คือทางขึ้นทางลงทั้งหมด ขึ้นลงจากทาง ด่วนเดิมไม่ใช่ขึ้นลงจากพื้นราบ นี่คือการเพิ่มลานจอดรถบนอากาศ คือแทบไม่ได้ช่วยอะไรให้ การไหลในภาพรวมดีขึ้น เพราะสาเหตุหลักของรถติดบนทางด่วนก็คือมันลงมาที่พื้นราบไม่ได้ ตามภาพซ้ายนะครับ ใน ๒ กล่องด้านบนจะเห็นได้ว่าโครงสร้าง Double Deck อยู่สูง เสียดฟ้าข้ามแยกนี้แล้วก็ไปติดแยกหน้า ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอย่างแท้จริง เพราะปัญหาที่ แท้จริงของระบบทางด่วนคือรถลงไม่ได้ ลงมาบนพื้นราบไม่ได้ คือเรื่องแบบนี้มันต้องดู System Flow ไม่ใช่หาเพิ่มพื้นที่ผิวจราจร หน่วยงานใช้เพียง Static โมเดลนะครับไม่ได้ใช้ Dynamic Model ในการประเมินซึ่งจะทำให้เกิดการผลาญงบประมาณแบบมากเกินจำเป็น เพราะสร้างไปแล้วแทบช่วยแก้ปัญหา การคิดเพียงหาทางเพิ่มพื้นที่ผิวจราจรก็ไม่ได้ต่างอะไร จากการขยายพื้นที่จอดรถบนอากาศ คือสร้างได้แต่มันแพงมาก โอกาสที่จะคุ้มค่ามีน้อยมาก โอกาสที่จะคุ้มทุนไม่มีเลย การหาทางเพิ่มพื้นที่จอดรถบนอากาศต้องใช้เสาต้นใหญ่คานขนาด มหึมา ไม่นับว่าอาจพังได้ง่ายนะครับ แต่มันแพงกว่าทางระดับปกติมาก จากตัวเลขก็เห็นได้ ชัดนะครับว่า ๑๗ กิโลเมตร ๓๔,๘๐๐ ล้านบาท ตกกิโลเมตรละ ๒,๐๔๗ ล้านบาท คือ Double Deck มันแพงมากแต่ไม่ค่อยมีประโยชน์ มันเป็นเพียงข้ออ้างในการหาเหตุให้ขยาย สัมปทาน คือสร้างถนน ๑ กิโลเมตรตรงนี้ใช้เงิน ๒,๐๔๗ ล้านบาท มากกว่างบลงทุน อบจ. เฉลี่ยนะครับ เฉลี่ยทั่วประเทศซึ่งมีเพียง ๒๕๓ ล้านบาทต่อจังหวัด สร้างถนน ๑ กิโลเมตร ตรงนี้ใช้เงิน ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท อบจ. ทั้งจังหวัดกับทุกเรื่องมีงบลงทุนอยู่ ๒๕๓ ล้านบาท ท่านเห็นหรือยังครับว่า Double Deck มันแพงมาก คือหากการทางพิเศษมีเงินเหลือเฟือก็ เอาไปทำท่อนอื่นที่มันมีประโยชน์มากยังดีเสียกว่า มันมีเยอะแยะครับ หลาย ๆ เส้นที่มันมี ประโยชน์มากกว่าเส้นนี้ แล้วก็ไม่ต้องขยายสัมปทานด้วย ผมแน่ใจนะครับว่ารัฐบาล และนายทุนก็ประเมินตรงกันครับว่า Double Deck อย่างเดียวหากมาเดี่ยว ๆ ขาดทุนยับ แน่แต่ก็อยากหาสร้างกัน ถามว่าทำไมหรือครับท่านประธาน เพราะทุนใหญ่หาเหตุลงทุนเพิ่ม เพื่อบังหน้า แต่เนื้อแท้แล้วอยากกอดก้อนเดิมที่กำไรงามเป็น Passive Income ให้นานขึ้น นี่เป็นการ หาเหตุมาขยายสัมปทานทางด่วนเดิมเกือบทั้งระบบออกไปให้นานขึ้นอีก หาเหตุมาเก็บ สตางค์จากประชาชนเพื่อเข้ากระเป๋านายทุนในสัดส่วนที่มากขึ้นอีก นี่ไม่ใช่การเก็บสตางค์ เพิ่มในท่อนที่สร้างใหม่ แต่เป็นการหาเหตุมาเจาะถุงเงินหลักของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย หน่วยงานที่เป็นเจ้าของทางด่วนขั้นที่ ๑ และขั้นที่ ๒ เอาเงินก้อนใหญ่ไปประเคนให้นายทุน เพื่อแลกกับการหาสร้าง Double Deck ที่ขาดทุนด้วยตัวเองอย่างแน่นอน ยังครับยังไม่หมด เท่านี้ ไหน ๆ นายทุนใหญ่จะขอ Deal ทั้งที่จึงมีการขอพ่วงสัมปทานเพิ่มอีก ๑ สัญญา ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวอะไรกันเลยกับ Double Deck นะครับ ท่อนบางปะอิน-ปากเกร็ด เอามาแถม แถมสัมปทานรอง ขยายสัญญาโครงการทางด่วนสายบางปะอิน-ปากเกร็ด ไปด้วยกันเลย ดังนั้น Deal ขยายสัมปทานทางด่วนคืออะไร คือจะมีกินมีใช้ไปพร้อม ๆ กัน ระหว่างนายทุนกับนายใหญ่ แล้วใครต้องจ่าย ก็ประชาชนอย่างเรา ๆ นี่ละต้องจ่าย จ่ายค่า ทางด่วนไปอีกนาน จ่ายให้นายทุนเพื่อไปแบ่งกับนายใหญ่ได้มากขึ้น นานขึ้น จะว่าไปนะครับ เรื่องนี้ถือเป็นศึกแรกในสภาของผม คือเมื่อวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๖๒ ผมได้อภิปราย เพื่อคัดค้านการหาเรื่องขยายสัมปทานทางด่วน หรือเป็นที่รู้จักกันในนามค่าแกล้งโง่ ประเด็น คือในวันนั้น วันที่พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ก็มีความพยายามจาก นายทุนชงเรื่องขึ้นมาเพื่อหาทางขยายสัมปทานที่กำลังจะหมดไป โดยแบ่งเป็น ๒ ก้อน ใหญ่ ๆ ก้อนแรกคือค่ายอมความ คือการทางพิเศษแห่งประเทศไทยถูกนายทุนผู้รับสัมปทาน ฟ้องร้อง ๑๗ คดี ๑๓๗,๕๑๗ ล้านบาท โดยศาลตัดสินไปแล้วเพียง ๑ คดี ๔,๓๑๘ ล้านบาท ที่เหลือแสนกว่าล้านบาทเป็นเพียงคำขู่ คือเป็นข้อพิพาทที่ศาลยังไม่ได้ตัดสินว่ารัฐผิด แต่นักการเมืองกับนายทุนดันสบโอกาสหาเรื่องเจรจายอมความกันเพื่อขยายสัมปทานออกไป ๑๕ ปี ๘ เดือนตามมติ ครม. เมื่อวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ ที่อนุมัติให้ขยายสัญญา สัมปทานจากวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๖๓ ไปถึง ๓๑ ตุลาคม ๒๕๗๘ นี่คือการทุจริตเชิงนโยบาย ที่ไม่ควรเกิดขึ้น เพราะหากศาลตัดสินว่ารัฐผิดก็ควรลากคอนักการเมืองและข้าราชการ ที่กระทำให้เกิดความเสียหายมาลงโทษ แต่คนบางจำพวกแทนที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้อง กลับมองเห็นเป็นโอกาสเจรจายอมความกันเสียเลย ค่าเสียหายไม่เป็นอะไรให้นายทุนไปเก็บ เอาจากประชาชน เฉลี่ยหลาย ๆ หัวไปจากการเก็บค่าผ่านทาง เก็บไปนาน ๆ ประชาชน ก็ไม่รู้สึกอะไรนักหรอก คือมันคิดอย่างนี้ มันน่าเศร้านะครับ แต่ผลของการกระทำในวันนั้น มันทำให้วันนี้เป็นเช่นนี้จริง ๆ ประชาชนต้องจ่ายค่าทางด่วนทั้ง ๆ ที่ไม่ควรต้องจ่าย และในวันนั้นผมและพรรคอนาคตใหม่ในฐานะเสียงข้างน้อยเบรกค่ายอมความไม่สำเร็จ แต่ที่เบรกสำเร็จรัฐบาลประยุทธ์ยังมียางอยู่บ้างก็คือเรื่องของการหาสร้าง Double Deck พรรคอนาคตใหม่เบรกสำเร็จไปแล้วในรัฐบาลก่อน แต่รัฐบาลนี้กำลังดึงกลับมาดันเพื่อ สานฝันนายทุนใหญ่ นี่คือเรื่องของผลประโยชน์มหาศาลที่พลเอก ประยุทธ์ ยังไม่กล้าทำ แต่คนตระกูลชินวัตรกล้าทำ กล้าทำเพื่อนายทุน กล้าทำทุจริตเชิงนโยบายในการหาเหตุ มาขยายสัมปทาน แน่นอนคนระดับตระกูลชินวัตรแล้วมีหรือที่จะทำอย่างซื่อ ๆ ขอขยาย สัมปทานแบบดื้อ ๆ เพราะเขารู้ว่าโดนด่าแน่ ประชาชนไม่เอาด้วยแน่ การหาสร้าง Double Deck จึงกลับมาใหม่ กลับมาแบบซ่อนไพ่ นี่ละครับ คือจู่ ๆ ก็โพล่งขึ้นมาทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่ นโยบายของพรรคที่หาเสียงไว้ก่อนเลือกตั้ง สุริยะลั่นลดค่าทางด่วน ๕๐ บาทตลอดสาย ภายในสิงหาคม ๒๕๖๗ แล้วนี่ก็เลยกำหนดมาครึ่งปีแล้วนะครับ แต่รัฐบาลก็กำลังดันกันต่อ แต่ไม่ใช่เพื่อประชาชนหรอกมันเพื่อนายทุน คนส่วนมากเห็นตรงกันว่ามันไร้น้ำยา รัฐบาล ไม่สามารถทำตามที่ประกาศเอาไว้ได้ แต่หลายคนประเมินแบบใจดีว่าช้าไปหน่อย แต่ไม่เป็นไรรอได้ อยากได้ ๕๐ บาทตลอดสายอะไรอย่างนี้ คือคิดว่าทางด่วนถูกลงแล้วมันไม่ดีตรงไหน ประเด็นนี้สำคัญซับซ้อนหน่อยแต่อยากให้ พิจารณากันให้ดี คือหากฟังเผิน ๆ มันก็ใช่ อาจเหมือนเป็นข่าวดีเพราะถูกลง แต่ต้องดูด้วยว่า มันแลกกับอะไร Deal นี้มาด้วยอะไร มันต้องแลกกับอะไรบ้าง ก่อนอื่นต้องเข้าใจนะครับว่า การลดค่าทางด่วนให้เหลือ ๕๐ บาทตลอดสายนี้ไม่ใช่ว่าเอกชนเขาใจดียอมลดราคาให้นะ เอกชนยังได้เงินเท่าเดิมในรูปแบบที่เปลี่ยนไปพร้อมกำไรที่เพิ่มขึ้นจากการเซ็น Deal ใหม่ คือให้ IRR กับเอกชนมากถึง ๙.๗๕ เปอร์เซ็นต์ หรือถ้าท่านคิดง่าย ๆ นะครับว่าหาก Deal ไม่ดีขึ้นมีหรือที่นายทุนใหญ่เขาจะยอมเซ็น การทำค่าทางด่วนให้ถูกลงเหลือ ๕๐ บาท ตลอดสายในตอนนี้มันไม่ดีกับประเทศในภาพรวมเพราะ ๑. เมื่อค่าทางด่วนถูกลง โอกาส ที่คนจะใช้รถยนต์ส่วนตัวก็มากขึ้น มันย้อนแย้งกับนโยบายของรัฐบาลซึ่งก็เห็นตรงกันกับ พรรคประชาชนนะครับว่าควรลดการใช้รถยนต์ส่วนตัวโดยทำให้คนส่วนหนึ่งหันมาใช้ระบบ ขนส่งสาธารณะ ๒. ค่าทางด่วนมีลักษณะที่เรียกว่า Pay-Per-Use หรือผู้ใช้เป็นผู้จ่าย คือมันมีความเหมาะสมใช้มากก็จ่ายมากยุติธรรมดี รัฐสามารถเก็บค่าทางด่วนได้แต่อยู่ที่ว่า เก็บแล้วเอาไปใช้ประโยชน์อย่างไร เหมาะสมไหม และ ๓. หากเซ็นใหม่กันนายทุนก็จะ เอาเปรียบรัฐมากขึ้นเพราะว่าสัญญาเดิมมันมีอยู่แล้ว หาก Deal ใหม่ไม่ดีขึ้นมีหรือครับ ที่นายทุนใหญ่จะยอมเซ็น ยิ่งดูประวัติของรัฐบาลนี้แล้วนะครับบอกได้เลยว่าไม่น่าไว้วางใจ แก้ไขสัญญาที่ไม่เอื้อประโยชน์เพิ่มให้นายทุนทุกที ในมุมกลับกันหากไม่ทำให้ค่าทางด่วน ถูกลงในตอนนี้อีกหน่อยวิ่งฟรีได้ด้วยซ้ำ เพราะหากหมดสัมปทานไปแล้วกลับมาเป็น ของรัฐแล้ว รัฐสามารถเลือกวิธีบริหารจัดการใหม่ได้โดยไม่ต้องเกรงใจนายทุน แล้วที่ โฆษณาว่า ๕๐ บาทตลอดสายก็ใช่ว่า ๕๐ บาทแล้วจบจริงนะครับ หลายท่อนก็เก็บแยก แจ้งวัฒนะ-บางปะอิน ไม่รวม บางซื่อ-ตลิ่งชัน ไม่รวม รามอินทรา-อาจณรงค์ ไม่รวม บางนา-บางพลี ไม่รวม ดินแดง-ดอนเมือง ไม่รวม ดอนเมือง-อนุสรณ์สถาน ก็ไม่รวม แล้วก็ ไม่ใช่ว่า ๕๐ บาทตลอดสายจะเป็นตลอดไป เพราะจะมีการปรับราคาเพิ่มขึ้นทุก ๑๐ ปี ดังนั้นหากรัฐบาลอยากจะแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนจริงต้องไม่ขยายสัมปทานแต่รอให้ หมดสัญญาแล้วเอากลับมาคืนเป็นของรัฐ คือเมื่อทางด่วนแต่ละท่อนหมดสัญญากลับคืนมา เป็นของรัฐ รัฐอาจคิดใหม่ คิดใหญ่เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้ เช่น รัฐอาจเปลี่ยนจาก ค่าผ่านทางคงที่ ที่คิดเป็นท่อน ๆ แบบทุกวันนี้ บางคนต้องจ่าย ๒ ต่อ ๓ ต่อ เปลี่ยนเป็น ค่าผ่านทางตามระยะทาง วิ่งใกล้จ่ายน้อย วิ่งไกลจ่ายมาก อีกตัวอย่างในการแก้ปัญหา เชิงโครงสร้างตอนนี้บางเส้นลงทุนโดยการทางพิเศษเรียกว่า ทางพิเศษหรือทางด่วน บางเส้น ลงทุนโดยกรมทางหลวง เรียก Motorway บางเส้นลงทุนโดยเอกชนให้สิทธิโดย กรมทางหลวงนี่เรียกว่า Tollway คือมีทั้งทางพิเศษ Motorway Tollway มั่วไปหมด ทั้ง ๆ ที่ ๓ สิ่งก็คือสิ่งเดียวกัน มันคือทางเก็บเงิน ควรมีเจ้าของเดียวเก็บเงินได้เอาเงินจากเส้นที่มีกำไร ไปขยายโครงข่ายเพิ่มโดยไม่ต้องมาเบียดบังเงินภาษี ควรเปลี่ยนจากทุกคนมาช่วยกันจ่าย ผ่านเงินภาษีมาเป็นผู้ใช้เป็นผู้จ่ายหรือว่า Pay-Per-Used มันจะยุติธรรมกว่ามาก อีกตัวอย่างหนึ่ง ที่ยังทำไม่ได้หากติดสัมปทาน ก็คือตอนกลางคืนรถบนทางด่วนมันโล่งอยู่แล้วก็ควรเปิดให้ใช้ ฟรีไปเลยเพราะมันปลอดภัยกว่าวิ่งข้างล่าง ยังจะมีอีกหลาย Idea ที่ Traffic Engineer สามารถนำความรู้มาทำให้เกิดประโยชน์ได้หากไม่ติดโซ่ตรวนของสัญญาสัมปทาน ดังนั้น พอหมดสัมปทานแล้วต้องเอากลับคืนมาเป็นของรัฐ ทวงคืนทางด่วนถึงจะแก้ปัญหา เชิงโครงสร้างได้ คือต้องใจแข็งรอให้หมดสัมปทาน ไม่อย่างนั้นก็ปล่อยให้นายทุนรับประทาน กันต่อไปลากยาวไปเรื่อย ๆ แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างกันไม่ได้ ท่านประธานครับ จากที่เล่ามา เห็นได้ชัดนะครับว่าข้ออ้างในการลดค่าทางด่วนมันไม่ใช่เกิดจากรัฐบาลอยากลดภาระ ให้ประชาชนจริง ๆ หรอกครับ มันเป็นเพียงข้ออ้างในการหาเสียงสนับสนุนจากประชาชน บางส่วน เพราะหากอยากลดราคาค่าทางด่วนจริงก็สามารถทำได้เลย เพียงแค่ลดส่วนแบ่งของรัฐ ดีไม่ดีอีกเรื่องนะครับ อย่างที่กล่าวไปการลดค่าทางด่วนมีข้อดีข้อเสีย อันนี้ถกเถียงกันได้ พูดคุยกันได้ว่าในเชิงนโยบายสาธารณะเท่าไรจึงเหมาะสม แต่ต้องดูด้วยว่าควรทำเมื่อไร รอหมดสัมปทานก่อนดีกว่าไหม เรื่องราคาถกเถียงกันได้แต่ประเด็นสำคัญที่ควรทราบกันคือ ๒ เรื่องนะครับ เรื่องที่ ๑ การลดราคาให้เป็น ๕๐ บาทตลอดสาย กับการหาสร้าง Double Deck นี่มันคนละประเด็นกัน แต่กำลังมีการซ่อนไพ่โฆษณาบังหน้าว่าจะ ๕๐ บาทตลอดสาย แต่ขายพ่วงมากับ Double Deck เพราะเป้าหมายที่แท้จริงของนายทุนคือ Double Deck เพราะเป้าหมายที่แท้จริงของนักการเมืองบางจำพวกคือส่วนแบ่งของนายทุน นี่คือการ ซ่อนไพ่ครั้งสำคัญ อ้างว่าทำเพื่อประชาชนแต่เนื้อแท้แล้วคือทำเพื่อนายทุนชัด ๆ เพราะหาก อยากลดราคาให้ถูกลงไม่จำเป็นต้องผูกกับ Double Deck ไม่จำเป็นต้องขยายสัมปทาน เป้าหมายที่แท้จริงของรัฐบาลอุ๊งอิ๊งคือทำเพื่อนายทุน หาเรื่องขยายสัมปทานด้วยการหาสร้าง Double Deck เพื่อยืดเวลาให้นายทุนเก็บสตางค์จากประชาชนเข้ากระเป๋านานขึ้น เบื้องหน้าโฆษณาว่าประชาชนจ่ายถูกลง ๕๐ บาทตลอดสาย แต่ก็ถูกลงเพียงเล็กน้อย หลายคนก็จ่ายเท่าเดิม ๕๐ อยู่แล้ว แต่เบื้องหลังของ Deal มันอยู่ตรงนี้ครับ ตรงที่ประชาชน ต้องจ่ายเข้ากระเป๋านายทุนนานขึ้นอีก ๒๒ ปี ๕ เดือน คือสัญญาปัจจุบันยังเหลืออีก ๑๐ ปี แต่จะหาเรื่องขยายเพิ่มอีก ๒๒ ปี ไปสิ้นสุดโน้นเลย ปี ๒๖๐๑ ข้ามศตวรรษกันไปเลย ปีนี้ ปี ๒๕๖๘ แต่นายกรัฐมนตรีแพทองธาร จะขยายสัญญาสัมปทานทางด่วนออกไปโน่นเลย ปี ๒๖๐๑ อีก ๓๓ ปีนับจากวันนี้ นอกจากนานขึ้นแล้วยังทำให้ส่วนแบ่งของนายทุน มากขึ้นด้วย จากเดิมระบบทางด่วนขั้นที่ ๑ และขั้นที่ ๒ รัฐได้ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ เอกชนได้ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ตอนนี้จะปรับไปเป็น ๕๐ ๕๐ ยังนะครับ Deal ยังไม่หมดแค่นี้ แล้วก็ทำสัญญา อีกท่อนหนึ่งจากบางปะอิน-ปากเกร็ด ที่ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับ Double Deck นี่มาแถมไปด้วย ให้จบไปพร้อม ๆ กันโน่นเลย ปี ๒๖๐๑ คุณนายกรัฐมนตรี Gen Y คุณจะขยายสัมปทาน จนคุณอายุครบ ๖ รอบกันเลยหรือครับ ท่านประธานครับ เรื่องนี้เลวร้ายมาก เกี่ยวข้องกับ ผลประโยชน์มหาศาล แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเห็นชอบให้ขยายสัมปทาน ไปแล้วเมื่อวันที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๖๗ ๑ เดือน ๑ สัปดาห์ หลังเปลี่ยนผ่านมาเป็น นายกรัฐมนตรีตระกูลชิน เรื่องนี้ใครสั่งครับ นายใหญ่หรือน้อย ท่านประธานครับ เรื่องนี้ ฉาวมากนะครับ กรรมาธิการจึงมีการเรียกมาตรวจสอบ แต่พอยิ่งตรวจสอบยิ่งเจอ ความเลวร้ายของเหล่าบริวารท่านนายกรัฐมนตรี คือท่านนายกรัฐมนตรีสั่งให้ปกปิดเรื่องนี้ ต่อสภาหรือครับ เดี๋ยวมาดูตัวอย่างกันนะครับ เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๖๗ กรรมาธิการ ติดตามงบประชุมเรื่องนี้และมีหนังสือขอเอกสารร่างแก้ไขสัญญาสัมปทานฉบับล่าสุดที่กำลัง จะเสนอต่อคณะรัฐมนตรี ๓๐ กันยายน ๒๕๖๗ การทางพิเศษทำหนังสือลับกลับมายัง กรรมาธิการ แสดงในภาพ นี่เขียนแบบนี้เลยนะครับ การทางพิเศษจะไม่เปิดเผยร่างสัญญา จนกว่าจะเซ็นให้เรียบร้อยก่อนแล้วค่อยเปิดโอกาสให้สภาได้ตรวจสอบ เพื่อนสมาชิกดู ดูข้อความจากหนังสือนี้ คือจะแก้สัญญาชั่วช้าอย่างไรก็ได้แล้วเซ็นแล้วค่อยมาให้สภาเป็น ตราแสตมป์รับอย่างนั้นหรือครับ เรื่องใหญ่ ๆ แบบนี้เป็นภาระผูกพันแบบนี้หรือครับ หาก ยอมไปแล้วเราจะมีสภาไว้ทำไม เอาไว้เลือกนายกรัฐมนตรีเท่านั้นหรือครับ นี่คือการจงใจ ปกปิดข้อมูลต่อตัวแทนของพี่น้องประชาชน ปิดบังข้อมูลต่อสภาแห่งนี้ แล้วไม่ใช่แค่กับสภา นะครับ เรื่องฉาวโฉ่นี้ ป.ป.ช. ก็ตามอยู่เช่นกัน สำนักเฝ้าระวังและประเมินสภาวการณ์ทุจริต ก็ได้กลิ่น และแจ้งต่อคณะกรรมาธิการว่าการแก้สัญญาตามข่าวนี้มีความเสี่ยงที่อาจทำให้รัฐ เสียผลประโยชน์และอาจเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชนคู่สัญญา แต่แล้วอย่างไรครับ สิ่งที่ ป.ป.ช. โดนก็เหมือนที่ กมท. โดน คือโดนเล่นเกมดึงเรื่องเช่นกัน ป.ป.ช. แจ้งว่า การทางพิเศษแห่งประเทศไทยได้ขอเลื่อนการประชุมทั้ง ๒ ครั้ง แม้ภายหลังจะได้มีการ ประชุมแต่ก็โดนดึงเรื่อง เดี๋ยวปิดบังข้อมูลบ้าง เดี๋ยวเลื่อนประชุมบ้าง Tactic เยอะมาก ล่าสุด ๒๐ กุมภาพันธ์นี้เองนะครับ เมื่อไม่กี่วันนี้เองมีการเล่นเกมยื้อเวลาส่งเอกสารให้กรรมาธิการอีก คือประชุมไปเมื่อวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๖๘ ตกลงกันดิบดีในที่ประชุมว่าจะส่งเอกสารโน่น นี่ นั่น ให้กรรมาธิการ ได้ภายใน ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘ แต่พอถึงกำหนดส่งกลับทำหนังสือลับ มาบอกว่าขอเลื่อน ออกไปอีก ๓๐ วัน คือกะเตรียมให้ผมอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่ทันกันเลยใช่ไหมครับ ใครสั่ง มาครับ นายใหญ่หรือนายทุนที่ทั้งปิด ทั้งดึง ทั้งยื้อไม่ให้เรื่องแดงขึ้นมาก่อนจะเซ็นสัญญากัน หรือว่านายน้อยสั่งการเอง จัด Deal เอง แต่เสียใจด้วยนะครับ เรื่องแบบนี้ปิดไม่มิดหรอก วันนี้โลกได้รู้จัก Super Deal นี้แล้ว Super Deal ระดับแสนล้านบาทที่กำลังจ่อเข้า ครม. ท่านประธานครับ เรื่องนี้เรื่องใหญ่นะครับ นายใหญ่หรือนายน้อยสั่งปิดก็ไม่มิดหรอก เพราะประเทศยังมีข้าราชการดี ๆ ที่ยอมส่งข้อมูลมาให้แม้จะโดนสั่งให้ปิดบัง อ้ายที่ไปมุบมิบ ทำสัญญาอะไรกันไว้ตอนนี้อยู่ในมือผมแล้ว นี่คือร่างสัญญาที่ท่านนายกรัฐมนตรีกำลังจะเซ็น เซ็น Super Deal ขยายสัมปทานคือให้ประชาชนต้องจ่ายค่าผ่านทางเข้ากระเป๋านายทุน นานขึ้น นานจนถึงวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๖๐๑ ผมเห็นกับตาตัวเองเลยว่ามันเป็นไปตาม ข่าวฉาวที่เขาร่ำลือกันจริง ๆ คือเซ็นแน่หากการอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้ไม่สามารถทำให้ ประชาชนฉุกคิด คิดถึงความชั่วร้ายระหว่างนายทุนกับนายใหญ่ที่สมคบคิดกันทำให้ ประชาชนทุกคน รวมถึงตัวผม ลูกหลานผมจะต้องมาจ่ายค่าผ่านทางเข้ากระเป๋านายทุน ขึ้นอีก ๓๓ ปี ทวงคืนทางด่วนครับ หยุดหาเรื่องขยายสัมปทานไปเรื่อย อย่าลืมนะครับว่า รัฐบาลสามารถลดค่าทางด่วนได้โดยไม่ต้องขยายสัมปทาน ไม่ต้องเอาประชาชนมาบังหน้า อ้างอยากลดราคาเพื่อประชาชน แต่เนื้อแท้แล้วคืออยากหาเรื่องขยายสัมปทาน การลดราคา ใช้เงินปีละประมาณ ๑,๕๐๐ ล้านบาท แต่ส่วนแบ่งสัมปทานเอกชนอยู่ที่ปีละ ๖,๗๐๐ ล้านบาท นี่มันเสือนอนกินชัด ๆ รัฐบาลสามารถลดราคาโดยใช้เงินส่วนแบ่งของการทาง พิเศษได้โดยไม่ต้องขยายสัมปทาน แต่ท่านนายกรัฐมนตรีก็ใจดีจะเพิ่มระยะเวลาหากินให้ ทุนใหญ่ไปอีก ๒๒ ปีโดยแลกกับการสร้างเพิ่มเพียงเล็กน้อย และไม่ค่อยช่วยแก้ปัญหา รถติดด้วย เอาทางด่วนกลับคืนมาเป็นของรัฐดีกว่า ไม่มีความจำเป็นใด ๆ ต้องเร่งขยาย สัมปทานในวันนี้ วันที่ยังเหลือสัญญาอยู่อีก ๑๐ ปี ผมและพรรคประชาชนไม่อาจทนให้เกิด ความเสียหายแล้วค่อยมาโวย เพราะหาก ครม. อนุมัติให้เซ็นแล้วนายทุนผูกขาดจะอิ่มไปถึง ปี ๒๖๐๑ โน่น คือเรื่องนี้ใหญ่มากนะครับ ยอมให้เซ็นกันไปไม่ได้ สัมปทานเดิมควรหมด ไปแล้วเมื่อปี ๒๕๖๓ แต่รัฐบาลประยุทธ์ยอมให้ขยายไปถึงปี ๒๕๗๘ มาตอนนี้รัฐบาลอุ๊งอิ๊ง คน Gen Y จะหาเหตุมาขยายไปโน่น ๓๑ มีนาคม ๒๖๐๑ คือไม่อายอายดินกันเลยหรือครับ สัญญาปัจจุบันยังเหลือ ๑๐ ปี แต่จะหาทางขยายเพิ่มไปอีก ๒๒ ปี สานต่อสิ่งที่ประยุทธ์ยังทำ ไม่สำเร็จ พอกันทีกับตระกูลชิน หากินกับสัมปทานรัฐ คือ Deal แบบนี้คุณอาจมีกินมีใช้ แต่ไม่มีเกียรติ ไม่มีศักดิ์ศรีหรอกครับ