ศุภโชติ ชี้แผน PDP ตั้งสมมุติฐานผิด ทำพยากรณ์ไฟฟ้าล้มเหลว

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๖ · ๒๕ มีนาคม ๒๕๖๘

ศุภโชติ ไชยสัจ วิพากษ์แผนพีดีพีฉบับใหม่ที่อ้างความต้องการใช้ไฟฟ้าเกินจริงจากสมมุติฐานเศรษฐกิจโตสูงและโครงการรถไฟเมืองรองที่ล่าช้า พร้อมตั้งคำถามถึงความตั้งใจของรัฐบาลที่ผลักดันโรงไฟฟ้าเพิ่มโดยอิงข้อมูลล้าสมัยและไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง

นายศุภโชติ ไชยสัจ แบบบัญชีรายชื่อ

ครับผม คุณจุลพันธ์ครับ ขอโทษ ที่ต้องเอ่ยนามครับ รัฐมนตรีประจำสภาของเราก็เคยอภิปรายด่ารัฐบาลก่อนว่าหยุดคิดโง่ ๆ รัฐบาลจะไปเซ็นโรงไฟฟ้าเพิ่มทำไม ทั้ง ๆ ที่เราก็มีเยอะอยู่แล้ว ชัดเจนครับ ชัดเจนเลยว่า ท่านรู้ปัญหา แต่พอได้เป็นรัฐบาลแทนที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหานายกรัฐมนตรีแพทองธาร เรากลับเลือกที่จะปิดตาข้างหนึ่งครับ ปล่อยให้ปัญหาเดิม ๆ เกิดซ้ำอีกครับ ในแผน PDP ฉบับนี้ยังคงปล่อยให้หน่วยงานทำตัวเลขความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงเกินจริง อย่างที่ผมพูดครับ แผนพีดีพีทำกันมาตั้งแต่ปี ๒๐๒๒ มีการพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้ายาวไปจนถึง โน่นครับ ปี ๒๐๓๗ แต่เชื่อไหมครับท่านประธาน ผ่านมาแค่ ๓ ปีครับ ปี ๒๐๒๒ ปี ๒๐๒๓ ปี ๒๐๒๔ เรามีการประมาณการใช้ไฟฟ้าผิดไปแล้วครับ ๓,๐๐๐ เมกะวัตต์ อย่างปีที่แล้วครับ รัฐบาลบอกว่าเราจะใช้ไฟอยู่ที่ประมาณ ๔๐,๐๐๐ หน่วย แต่ความจริงเราใช้ไฟกันแค่ ๓๗,๐๐๐ หน่วยเท่านั้น ท่านประธานลองคิดดูครับ ถ้า ๓,๐๐๐ เมกะวัตต์ที่เราพยากรณ์ ผิดไปถ้ามันแปลงเป็นโรงไฟฟ้ามันได้กี่โรงครับ ขั้นต่ำก็ ๕-๖ โรงครับ เรียกได้ว่ารัฐบาล นายกรัฐมนตรีคนนี้เตรียมการที่จะประเคนโรงไฟฟ้าให้กับกลุ่มทุนพลังงานผ่านแผน PDP ฉบับใหม่เรียบร้อยแล้ว จากที่เคยออกมาบอกว่าจะต่อต้าน ตอนนี้กลายเป็นเข้าร่วม กระบวนการไปเรียบร้อยครับ ท่านประธานครับ ท่านอาจจะถามผมต่อว่าทำไมถึงปล่อยให้มี การพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าได้สูงขนาดนี้ครับ ผมตอบท่านประธานได้เลยครับ นั่นก็ เพราะว่ารัฐบาลจงใจปล่อยให้มีการตั้งสมมุติฐานที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงครับ บอกว่า ประเทศไทยเราจะต้องใช้ไฟฟ้าเยอะขึ้นเพราะเศรษฐกิจจะดีขึ้นครับ จีดีพีเราจะโตก็เลยต้อง สร้างโรงไฟฟ้าเยอะขึ้น แต่ความจริงครับถ้าเรามาดูตัวเลขมันไม่ใช่ ผมไม่ได้บอกว่าประเทศ เราไม่มีศักยภาพ แต่ท่านก็ต้องดูด้วยว่าตัวท่านเองมีความสามารถเพียงพอที่จะทำให้ เศรษฐกิจโตอย่างที่พูดไว้หรือเปล่า ซึ่งตัวเลขที่ท่านมโนออกมาขัดแย้งกับความเป็นจริงอย่างสิ้นเชิงครับ อย่างแรกครับชุดข้อมูล ที่ใช้ก็เป็นชุดข้อมูลเก่าครับ การประมาณการจีดีพีคิดกันมาตั้งแต่ปี ๒๕๖๕ ครับ ไม่มีการ แก้ไขเลยครับ ไม่ได้มีการ Update ตัวเลขอะไรเลยครับ ไม่ได้คำนึงถึงเลยครับว่าสภาวะ เศรษฐกิจของประเทศไทยมันจะมีการเปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหนครับ ยังยืนยันจะใช้ตัวเลข เดิมครับ ไม่ยอมแก้ครับ อย่างในปี ๒๐๒๒ ครับ ท่านบอกว่าจีดีพีเราจะโต ๔ เปอร์เซ็นต์ แต่เอาเข้าจริงสภาพัฒน์ประกาศออกมาว่าปีนั้นจีดีพีเราโตแค่ ๒.๖ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น หายไป ๑.๔ ครับ หรือปีถัดมาครับ ๒๐๒๓ ท่านบอกว่าจีดีพีจะโตต่อครับ ๓.๗ เปอร์เซ็นต์ แต่ปีนั้น โตเพียงแค่ ๒ เปอร์เซ็นต์ครับ พลาดไปเกือบครึ่ง หรือล่าสุดครับที่ท่านบอกว่าจะโต ๓.๔ แต่เอาเข้าจริงโตแค่ ๒.๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น คือผมเข้าใจได้นะครับว่าการพยากรณ์มันอาจจะ มีการผิดพลาดกันได้ แต่ผ่านมา ๓ ปีเรียกได้ว่าพยากรณ์ไม่ถูกสักปีครับ ช่วยกลับไปแก้หน่อย ไม่ใช่ดึงดันจะใช้ตัวเลขนี้ต่อครับ บางคนอาจจะคิดว่าคลาดเคลื่อนแค่ปีละไม่กี่เปอร์เซ็นต์ครับ ๑-๒ เปอร์เซ็นต์ แต่ลองคิดดูครับ ถ้ามันผิดพลาดสะสมกันไปเรื่อย ๆ เป็นสิบ ๆ ปี ลองคิดดู ว่ามันหมายความว่าเราจะต้องสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอีกกี่สิบโรงเพื่อออกมารองรับการเติบโต เศรษฐกิจที่ไม่มีอยู่จริง เท่านั้นไม่พอครับ ที่ความต้องการไฟฟ้าสูงเกินจริงมันไม่ได้มาจากการ ที่นายกรัฐมนตรีปล่อยให้ตัวเลขจีดีพีสูงเว่อร์อย่างเดียวครับ นายกรัฐมนตรียังปล่อยให้มีการ คิดความต้องการใช้ไฟฟ้าจากโครงการยิบ ๆ ย่อย ๆ เพิ่มขึ้นไปอีก อย่างที่บอกว่าเราจะต้อง สร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มเผื่อโครงการรถไฟใน ๖ จังหวัด ไล่ไปเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นรถไฟในเมือง เชียงใหม่ ภูเก็ต โคราช สงขลา ขอนแก่น หรือแม้แต่พิษณุโลก แต่สมมุติฐานที่ท่านตั้งครับ ดูตารางได้เลยครับผมว่ามันแปลก ๆ ไม่สะท้อนความเป็นจริงครับ อย่างขอนแก่นครับ ท่านบอกว่ารถไฟในเมืองจะต้องเสร็จตั้งแต่ปีที่แล้วครับ ถ้าจริงพี่น้องชาวขอนแก่นต้องได้ใช้ รถไฟฟ้าในเมืองแล้ว แต่ความเป็นจริงไม่มีครับ ยังไม่ได้เริ่มอะไรเลยครับ หรือของหาดใหญ่ บอกว่าจะเสร็จปีนี้ คนหาดใหญ่เขาก็มาบอกผมว่ายังไม่เห็นแม้แต่ตอม่อ ไล่มาเลยครับ บอกของภูเก็ตจะเสร็จปีหน้า เชียงใหม่ โคราช พิษณุโลกจะเสร็จ ปี ๒๕๗๑ ผมก็ไล่ไปถาม ครับว่าจริงหรือเปล่า เพราะว่าถ้าจริง ถ้าเราไปสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มก็อาจจะจำเป็นเพราะว่า อะไรครับ เพราะว่าโครงการรถไฟมันก็ใช้ไฟเยอะ ไหนจะเอามาเดินเครื่อง ไหนจะเอามาซ่อม บำรุงครับ ผมเห็นด้วยนะครับ อยากให้เมืองรองพวกนี้มีรถไฟฟ้าใช้ มีระบบขนส่งสาธารณะ ที่ดีใช้ครับ แต่ไม่ใช่ต้องไปมโนว่ารถไฟมันจะเสร็จเร็วขนาดนี้ ยิ่งถ้าไปดูตัวเลขของการรถไฟ ขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยครับ รฟม. ครับ เขาปรับแผนกันไปเรียบร้อยครับ เขาเลื่อน ออกไปหมด อย่างน้อย ๓-๔ ปีครับ แต่ PDP ของเราไม่ยอมเลื่อนครับ ยังใช้ตัวเลขที่มโนกัน แบบนี้อยู่เลย เรื่องนี้ครับท่านประธานผมคิดได้อย่างเดียวครับ คือการที่นายกรัฐมนตรี จะต้องการที่จะสร้าง Demand ปลอม ๆ ครับ สร้างความต้องการไฟฟ้าปลอม ๆ เพื่อที่จะได้ ยกสัมปทานโรงไฟฟ้าจำนวนกว่า ๔,๔๐๐ เมกะวัตต์ที่อยู่ในแผน PDP ในช่วงเวลาเดียวกัน ให้กับนายทุน ปัญหามันชัดขนาดนี้ครับปล่อยให้มีการปั้นตัวเลข ใช้สมมุติฐานเท็จ ถ้าแผน ออกมาตามนี้หมายความว่าเรากำลังปล่อยให้มีการสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นอย่างน้อย นะครับอีก ๑๖ โรง เรียกได้ว่านายกรัฐมนตรีเราครับ Guarantee ให้นายทุนมีกินมีใช้ กันไปเรื่อย ๆ ชัดขนาดนี้ครับ ทุกอย่างชัดขนาดนี้ นายกรัฐมนตรีเรายังไม่ยอมทำอะไรครับ ยังคงตีเนียนทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ปล่อยให้หน่วยงานใช้วิธีเดิม ๆ ปั๊มโรงไฟฟ้าแจกจ่ายเพื่อน ๆ นายทุนเหมือนเดิมครับ ท่านประธานครับ นายกรัฐมนตรีเราไม่ได้แจกแค่โรงไฟฟ้าให้นายทุน ร่างแผนพีดีพีฉบับใหม่ยังแจกต่อครับ แจกแบบจุก ๆ ครับ โรงไฟฟ้าให้ไปแล้วไม่พอครับ ให้โรงเก็บก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นอีก ๑ โรง ในร่างแผนฉบับนี้ครับท่านประธาน รัฐบาลก็ยังปั้น ตัวเลขต่อครับ ผมไม่แน่ใจว่าที่บ้านขายเครื่องปั้นดินเผาหรืออย่างไรครับ ปั้นเก่งจังเลย ปั้นบอกว่าเราต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้น ต้องสร้างโรงเก็บก๊าซหรือ LNG Terminal เพิ่ม เพราะที่มีอยู่ท่านให้เหตุผลว่ามันไม่พอ ซึ่งปัจจุบัน LNG Terminal เรามีอยู่แล้ว ๒ โรงครับ โรงแรกเป็นของ ปตท. โรงที่ ๒ เป็นของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตร่วมทุนกับ ปตท. แต่ท่านบอกว่า ๒ โรงที่เรามีอยู่มันไม่เพียงพอก็เลยไปให้สัมปทานเพิ่มครับ ให้ไปแล้วนะครับ ซึ่งคนที่ชนะ ได้สัมปทานไป ได้สิทธิไปก็คือบริษัทร่วมทุนระหว่างบริษัท กัลฟ์ กับ ปตท. ท่านประธานครับ แต่ผมอยากให้ท่านประธานดูตัวเลขตรงนี้นิดหนึ่งครับ ผมไปเอามาจากกรมเชื้อเพลิง ธรรมชาติ ซึ่งหน่วยงานเขาก็ได้มีการคิดไว้ว่าในอนาคตประเทศเราจะต้องใช้โรงเก็บก๊าซ เท่าไร โรงเก็บก๊าซที่เรามีอยู่เพียงพอหรือเปล่า ท่านประธานดูได้เลยครับ ปีนี้ ปี ๒๕๖๘ ก๊าซธรรมชาติที่เรานำเข้ามาใช้อยู่แค่ประมาณ ๑๐ ล้านหน่วยเท่านั้น แต่โรงเก็บก๊าซที่เรา มีอยู่แล้ว ๒ โรงความจุแบบเต็ม Max เต็มเหนี่ยว ๑๙ ล้านหน่วย ลองดูได้ที่เส้นสีส้ม ๆ เป็นเส้นที่บอกความจุรวมของโรงเก็บก๊าซทุกอัน เห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่าปัจจุบันเราใช้กัน อยู่แค่ครึ่งเดียวเท่านั้น แต่อยู่ดี ๆ ปี ๒๕๗๐ รัฐบาลก็บอกว่าให้สร้างโรงเก็บก๊าซอันใหม่เพิ่ม ขยายความจุเดิมจาก ๑๙ ล้านหน่วยขยายเพิ่มไปเป็น ๓๐ ล้านหน่วย แต่ท่านประธาน เห็นอะไรไหมครับ ท่านประธานเห็นไหมว่าหน่วยงานเขาบอกว่าในอนาคตประเทศไทยเราใช้ ก๊าซธรรมชาติที่นำเข้ามาอย่างน้อย อย่างมากก็แค่ ๑๕-๑๖ ล้านหน่วยเท่านั้น ซึ่งหมายความว่า อะไรครับ หมายความว่า ๒ อันที่เรามีอยู่ ๑๙ ล้านหน่วยมันก็เพียงพอครับ ประเทศเรา ไม่จำเป็นที่จะต้องมีการสร้างโรงเก็บก๊าซ หรือ LNG Terminal อันใหม่เลย สร้างไปเพื่ออะไรครับ รัฐบาลมัวแต่สนใจที่จะเอาอกเอาใจนายทุนจนลืมประชาชนขนาดนี้ไปได้อย่างไร ทำไมผมถึง พูดแบบนี้ครับ เพราะว่าโรงเก็บก๊าซอันใหม่ครับท่านประธาน ใช้เงินลงทุนกว่า ๔๘,๐๐๐ ล้านบาท สร้างมาจะได้ใช้หรือเปล่ายังไม่รู้ครับ แต่ที่รู้แน่ ๆ คนที่แบกรับต้นทุนตรงนี้ไม่ใช่ ใครครับ ก็คือพวกเราชาวบ้านธรรมดา ๆ ได้จ่ายค่าไฟแพงขึ้นแน่นอน อย่างน้อยก็ ๕ สตางค์ ต่อหน่วย เพราะอะไรครับ เพราะสัญญาที่รัฐไปทำไว้กับเจ้าของโรงเก็บก๊าซมันก็เหมือน สัญญากับโรงไฟฟ้าที่มันมีค่าความพร้อมจ่าย เป็นสัญญา Guarantee เงิน Guarantee รายได้ให้กับเจ้าของ คุ้น ๆ ไหมครับ Concept เดียวกันครับ ว่าต่อให้เจ้าของลงเงินสร้าง โรงเก็บก๊าซนี้แล้วไม่ได้เดินเครื่องเลยเขาก็ยังจะได้เงินของเขาคืนไปครับ ไม่ต้องแบกรับ ความเสี่ยงอะไรเลย แต่คนที่ซวยคือใครครับ ประชาชน ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ท่านเคย ไปถามชาวบ้านหรือเปล่าว่าเขาพร้อมกับท่านไหม พร้อมไหมที่จะต้องมาจ่ายค่าความ พร้อมจ่ายตรงนี้ครับ ถ้าถามผมผมว่าประชาชนเขาไม่พร้อม แล้วท่านนายกรัฐมนตรีในฐานะ ประธาน กพช. สามารถยกเลิกเรื่องนี้ได้โดยตรงครับ ไม่ยอมทำครับ ท่านจะรับผิดชอบ อย่างไรครับกับการที่พี่น้องประชาชนต้องมาแบกรับต้นทุนค่าไฟตรงนี้ที่เพิ่มขึ้นครับ นายกรัฐมนตรีเราประเคนสัมปทานให้พวกพ้องได้สร้างทั้งโรงไฟฟ้า โรงเก็บก๊าซเพิ่ม อย่างเดียวไม่พอ ข้อถัดมา ข้อที่ ๔ นายกรัฐมนตรี Gen Y ของเราติดแกลมครับ ติดหรูครับ ของถูกใช้ไม่เป็นอยู่แล้ว ชอบซื้อแต่ของแพง