พริษฐ์ วัชรสินธุ อภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีโดยชี้ว่าการบริหารประเทศล้มเหลวทั้งด้านเศรษฐกิจและประชาธิปไตย พร้อมตั้งคำถามถึงความล้มเหลวในการผลักดันวาระการเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบประชาธิปไตยตามที่ประกาศไว้
เรียนประธานสภาที่เคารพครับ กระผม พริษฐ์ วัชรสินธุ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อจากพรรคประชาชน อดีตพรรคก้าวไกล ท่านประธานวันนี้ผมขอทำหน้าที่ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพื่ออภิปรายไม่ไว้วางใจ ท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ในฐานะที่ท่านเป็นต้นตอของความล้มเหลวในการ ปฏิรูปการเมืองและการเปลี่ยนผ่านประเทศสู่ระบอบประชาธิปไตย ท่านประธานครับ ย้อนไป เมื่อวันที่ ๑๒ กันยายน ปี ๒๕๖๗ ท่านนายกรัฐมนตรีครับเดินทางมาที่รัฐสภาแห่งนี้ เพื่อมาอ่าน คำแถลงนโยบายและสัญญากับพี่น้องประชาชนครับว่าท่านจะทำให้คนไทยมีกิน มีใช้ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ก็เข้าใจดีครับว่าคงเป็นความพยายามของท่านนายกรัฐมนตรีที่จะชวนพวกเรานึกย้อน ไปถึงภาพจำของรัฐบาลพรรคท่านในอดีตที่เคยบริหารประเทศในห้วงเวลาที่คนจำนวนไม่น้อย รู้สึกว่าเขากำลังอาศัยอยู่ในประชาธิปไตยที่กินได้ ที่ผสมผสานเศรษฐกิจที่รุ่งเรืองกับการเมือง ที่ยึดโยงกับประชาชน แต่ท่านประธานครับ ภายในระยะเวลาเพียงแค่ ๖ เดือนเท่านั้นครับ ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ภาพจำดังกล่าวเรื่องประชาธิปไตยที่กินได้ มันพังทลายไปเรียบร้อยแล้วครับ ประชาชนไม่มีกินอย่างไรผมคงไม่ต้องพูดเยอะครับ จีดีพีเรา โตรั้งท้ายอาเซียน ค่าแรงขั้นต่ำเราแตะ ๔๐๐ บาทในแค่ ๔ จังหวัด ๑ อำเภอ ราคาข้าวของเราก็ตกต่ำลดลงมา ๓๐ ถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่ถึงแม้ท่านนายกรัฐมนตรีจะสอบตกเรื่องการ แก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างชัดเจน แต่สิ่งที่ไม่น่าเชื่อยิ่งกว่าครับ คือท่านนายกรัฐมนตรีจะสอบตก เช่นกันเกี่ยวกับการยกระดับประชาธิปไตยที่บอกว่าไม่น่าเชื่อครับประธานก็เพราะหากย้อน ไปเมื่อ ๒ ปีที่แล้วครับ ในวันเลือกตั้งวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๖ ประเทศเราดูมีความหวังมาก เกี่ยวกับเรื่องการเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบประชาธิปไตย ประเทศเรา ณ เวลานั้นดูเหมือนจะมี ฉันทามติร่วมกันครับว่าเศรษฐกิจที่ดี สังคมที่เป็นธรรม ระบบราชการที่โปร่งใส ไม่สามารถ งอกออกมาได้จากการเมืองที่เป็นปฏิปักษ์ต่อประชาธิปไตย และการตกผลึกของสังคมในวันนั้น มันก็แปลออกมาเป็นพลังของพี่น้องประชาชนอย่างน้อย ๗๐ เปอร์เซ็นต์ที่เข้าคูหาเลือกตั้ง และลงโทษผู้นำที่สืบทอดมาจากรัฐบาลเผด็จการ และเพื่อมอบอำนาจและความไว้วางใจ ให้กับพรรคในซีกฝ่ายค้าน ณ เวลานั้น ด้วยความคาดหวังครับว่ารัฐบาลหลังจากการเลือกตั้ง จะนำเอาอำนาจดังกล่าวไปสร้างการเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบประชาธิปไตย พวกท่านก็รู้ดีครับ อดีตนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน เคยไปโอ้อวดไว้กลางเวทีสหประชาชาติเมื่อวันที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๖๖ ว่าประเทศไทยกำลังจะได้เริ่มต้นบทใหม่ของประชาธิปไตย วันนี้พี่น้อง ประชาชนเขาฝากผมมาถามครับว่าบทใหม่ของประชาธิปไตยเริ่มหรือยังครับ ที่ต้องถามแบบนี้ ครับท่านประธานเพราะไม่น่าเชื่อครับว่าประชาชนจำนวนไม่น้อย ณ เวลานี้เขามีความรู้สึก ว่าประชาธิปไตยในบ้านเราทุกวันนี้ไม่ได้ดีไปกว่าประชาธิปไตยภายใต้รัฐบาลก่อนหน้านี้ ที่มี นายกรัฐมนตรีที่เป็นผู้ก่อรัฐประหาร ความรู้สึกแบบนี้พวกเขาก็ไม่ได้คิดไปเอง เพราะหากจะวัด ด้วยดัชนีประชาธิปไตยที่ถูกจัดทำโดยหน่วยงานที่ชื่อว่า Economist Intelligent Unit ก็จะเห็น ว่าประชาธิปไตยเราบกพร่องกว่าเดิมจริง ๆ ครับ ได้คะแนน ๖.๖๗ เมื่อปี ๒๕๖๕ ลดลงมา เหลือ ๖.๓๕ เมื่อปี ๒๕๖๖ แล้วก็ล่าสุดลดลงมาอีกเหลือ ๖.๒๗ ในปี ๒๕๖๗ หรือหากจะวัด จากแบบสำรวจที่เขาเรียกว่าเสรีภาพทั่วโลกที่ถูกจัดทำโดยหน่วยงานที่ชื่อว่า Freedom House ประเทศเราก็ถูกลดสถานะลงมาจากเดิมที่เป็นประเทศที่เขาว่ากันว่ามีเสรีภาพบางส่วน ตอนนี้อยู่ในหมวดหมู่ของประเทศที่เขาจัดว่าไม่เสรีหรือหากท่านนายกรัฐมนตรีไม่อยากจะใช้ ตัวชี้วัดสากลไม่เป็นไรครับ เราใช้ไม้บรรทัดของพรรคเพื่อไทยเองก็ได้แล้วเราก็จะเห็นชัดครับ ว่าในบรรดาบันได ๖ ขั้นสู่ประเทศประชาธิปไตยฉบับพรรคเพื่อไทย ณ เวลานี้รัฐบาลพรรคเพื่อไทย ยังก้าวไม่ขึ้นแม้แต่ขั้นเดียวครับ วันนี้ครับผมเลยจำเป็นจริง ๆ ครับที่ต้องมาชี้แล้วเรียนให้ ท่านประธานเห็นครับ ว่าบุคคลที่จะต้องรับผิดชอบมากที่สุดต่อความล้มเหลวดังกล่าวก็หนีไม่พ้น ท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ที่จงใจทิ้งขว้างโอกาสที่ดีที่สุดในรอบ ๒๐ ปีของเรา ในการสร้างการเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบประชาธิปไตย โดยการเอาอำนาจที่ประชาชนเขามอบให้ เพื่อไปผลักดันวาระที่ก้าวหน้าเพื่อส่วนรวมไปแลกกับผลประโยชน์ส่วนตนของตนเอง ครอบครัวท่าน และเครือข่ายที่พึ่งพาการมีอยู่ของท่าน การบริหารประเทศและการปฏิรูปการเมืองภายใต้ การนำของนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร จึงเป็นเสมือนละครเรื่องหนึ่งครับที่มีชื่อว่า รัฐบาลเพื่อไทยหัวใจคือประชาชน ที่มีทั้งหมด ๕ ตอน และมีท่านนายกรัฐมนตรีเป็นตัวละครหลัก และกำลังจะมุ่งสู่ความพังพินาศของระบบการเมืองไทย ท่านประธานครับ ละครเรื่องนี้ อาจจะมีภาพ เสียงและเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้นำประเทศเรา โปรดใช้ วิจารณญาณในการรับฟังครับ ไปสู่ตอนที่ ๑ ครับของละครเรื่องนี้ผมตั้งชื่อว่ารวมกันอ้างชาติครับ หมายถึงพฤติกรรมของ ท่านนายกรัฐมนตรีที่ตั้งรัฐบาลโดยอ้างว่าทำเพื่อประเทศชาติ แต่กลับไม่เคยเอาเรื่องนโยบาย ส่วนรวมมาเป็นตัวตั้ง ความจริงแล้วท่านประธานจุดจบของการปฏิรูประบบการเมืองเรา มันถูกลิขิตไว้ตั้งแต่จุดกำเนิดของรัฐบาลชุดนี้ ที่ต้องพูดแบบนี้ครับก็เพราะว่าหากพรรคการเมือง ที่มารวมตัวกันตั้งรัฐบาล มีเรื่องของประเทศชาติอยู่ในหัวจริง ๆ มีเรื่องประโยชน์ของประชาชน อยู่ในหัวจริง ๆ พวกเขาต้องเอานโยบายมาเป็นตัวตั้งครับ มันต้องเอาวาระการปฏิรูปประเทศ ในด้านต่าง ๆ มาเป็นเงื่อนไขในการตั้งรัฐบาล มันต้องคุยกัน มันต้องถกเถียงกัน มันต้องตกลง กันได้ในระดับหนึ่งว่านโยบายที่เห็นต่างกันจะหาจุดกึ่งกลางอย่างไรหรือจะจัดลำดับความสำคัญ อย่างไร แต่กระบวนการพวกนี้ ความพยายามพวกนี้ไม่เคยเกิดขึ้นครับ ภายใต้รัฐบาลชุดนี้ รอบแรกครับตอนจับมือกันตั้งรัฐบาลคุณเศรษฐาครับ พวกท่านครับก็ออกแถลงการณ์จัดตั้ง รัฐบาลออกมาครับ แต่แทบไม่ได้พูดถึงเลยว่าจะผลักดันนโยบายอะไรร่วมกัน สาระสำคัญจริง ๆ ครับท่านประธานอยู่ที่ย่อหน้าแรกครับ ที่บ่งบอกชัดเจนว่าพรรคการเมืองเหล่านี้มารวมตัว กันได้ด้วยฉันทามติเดียวจริง ๆ ครับคือไม่แก้มาตรา ๑๑๒ และไม่เอาพรรคก้าวไกลแค่นั้นเลย แล้วพอมาถึงคิวของท่านแพทองธารครับ แม้รอบนี้ไม่ได้มีข้ออ้างว่าจะต้องไปรวบรวมเสียง ของ สว. ในการเลือกนายกรัฐมนตรี ท่านแพทองธารก็ยังไม่ได้ตั้งรัฐบาลโดยเอานโยบาย มาเป็นตัวตั้งอยู่ดี พรรคการเมืองต่าง ๆ ที่ออกมาสนับสนุนคุณแพทองธารเป็นนายกรัฐมนตรี ก็ไม่เคยออกแถลงการณ์ล่วงหน้าครับว่าจะผลักดันนโยบายอะไรร่วมกันก่อนที่จะเข้ามาที่ สภาแห่งนี้และลงมติให้กับคุณแพทองธารเป็นนายกรัฐมนตรี เหมือนเดิมครับมีแต่เรียงคิวกัน ออกมาย้ำคาถาเดิมครับ ท่องคาถาเดิมว่าจะไม่แก้มาตรา ๑๑๒ ตัวท่านนายกรัฐมนตรีเอง พอสื่อมวลชนไปสัมภาษณ์ว่ารัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของท่านจะเดินหน้านโยบายแจกเงินหมื่น ซึ่งเป็นนโยบายเรือธงของรัฐบาลคุณเศรษฐาที่ใช้เวลาออกแบบมาเป็นปีครับ หรือไม่ ท่านนายกรัฐมนตรีตอบว่าอะไรรู้ไหมครับท่านประธาน ท่านนายกรัฐมนตรีตอบว่าวันนี้ เราเอาเรื่องการเป็นนายกรัฐมนตรีให้ได้ก่อนดีไหม แล้วพอมาถึงวันที่ท่านนายกรัฐมนตรี แพทองธารต้องมาแถลงนโยบายต่อรัฐสภา คำแถลงนโยบายมันก็เลยเลื่อนลอยครับ เคว้งคว้าง ไร้สัญญาที่เป็นรูปธรรม ทั้ง ๆ ที่พวกท่านทำงานมาร่วมกันก่อนหน้านั้น ๑ ปี แต่ทำเสมือนกับ เพิ่งมาทำงานกันได้แค่ ๑ วันครับ ค่าแรงขั้นต่ำที่ควรจะตกลงกันได้แล้วว่าจะเพิ่มเป็นกี่บาท ภายในกี่ปีท่านก็เขียนไว้กว้าง ๆ ครับว่าจะกำหนดค่าจ้างที่เหมาะสม เรื่องกัญชาครับ ที่พรรคท่าน และรัฐบาลเศรษฐาย้ำแล้วย้ำอีก ว่าต้องเอากลับไปอยู่ในบัญชียาเสพติดท่านก็เขียนแค่ว่าให้มี การใช้กัญชาเพื่อการแพทย์ ๒ ปีที่ผ่านมามันเลยได้พิสูจน์ให้เราเห็นครับ ว่าภาพจำตอนช่วง ของการเลือกตั้งปี ๒๕๖๖ ที่ทำให้เราเคยเข้าใจว่ารัฐบาลชุดนี้คือรัฐบาลผสมพันธุ์ข้ามขั้ว แท้จริงแล้วเป็นเพียงภาพลวงตาครับท่านประธาน เพราะ ๒ ปีที่ผ่านมาได้พิสูจน์แล้วครับ ว่าแม้พวกเขาจะหาเสียงด้วยนโยบายที่แตกต่างกันแค่ไหน แม้พวกเขาจะเคยไล่หนูตีงูเห่า กันมาไม่รู้กี่รอบ แต่ความจริงแล้วพวกเขาเป็นขั้วเดียวกันครับ เป็นขั้วเดียวกันที่มีคุณสมบัติ ร่วมกัน นั่นก็คือความคงเส้นคงวาในการกลับคำพูดไปกลับคำพูดมาโดยไม่เขินอายต่อคำพูด ตนเองในอดีตเพียงเพื่อให้อยู่ในอำนาจโดยไม่สนใจว่าจะนำอำนาจนั้นไปสร้างประโยชน์ให้กับ ประชาชนอย่างไร ดังนั้นตั้งแต่วินาทีแรกที่ท่านแพทองธารตัดสินใจตั้งรัฐบาล โดยเอาประโยชน์ ส่วนตนที่ต่างตอบแทนกันเป็นตัวตั้งแทนที่จะเอานโยบายส่วนรวมที่จะผลักดันร่วมกันเป็นตัวตั้ง เราก็พอจะรู้แล้วครับว่าวาระการปฏิรูปการเมืองต่าง ๆ ก็คงจะไม่สำเร็จภายใต้รัฐบาลนี้ แต่เข้าใจดีครับว่าท่านนายกรัฐมนตรีจะมายอมรับกันตรง ๆ แบบนั้นตั้งแต่วันแรกก็คงจะไม่ได้ มันก็เลยต้องเล่นละครต่อไปเรื่อย ๆ ครับท่านประธาน เลยนำมาสู่ตอนที่ ๒ ของละครเรื่องนี้ ผมตั้งชื่อว่า ปากอย่างใจอย่างครับ สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมของท่านนายกรัฐมนตรีครับ ที่เสแสร้งว่าต้องการผลักดันการปฏิรูปการเมืองแต่ไม่เคยออกแรงให้ได้เห็น ความจริงอาการ เสแสร้งนี้มีหลายตัวอย่างมากครับที่สามารถหยิบยกมาได้ แต่คงไม่มีเรื่องไหนที่สะท้อน ให้เห็นชัดถึงความไม่จริงใจของท่านนายกรัฐมนตรีเทียบเท่ากับเรื่องของการจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ ผมเข้าใจดีครับเรื่องรัฐธรรมนูญผมพูดบ่อยมาก ผมรู้ว่าพูดทีมันก็ฟังดูไกลตัว แต่ผม จำเป็นจริง ๆ ครับที่ต้องย้ำว่าหลายปัญหาและหลายความเลวร้ายทางการเมืองที่เราเห็น กันอยู่หน้าข่าวทุกวันนี้ ที่ประชาชนวิจารณ์กันอย่างหนาหูทุกวันนี้ มันก็มีต้นกำเนิดมาจาก รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นี่ละครับท่านประธาน ก็เพราะรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นี่ละครับ ที่ทำให้กลไกปราบโกงมันล่าช้าอ่อนแอถูกแทรกแซงได้ เปิดช่องให้รัฐบาลกับ ป.ป.ช. สามารถ ฮั้วกันได้โดยใช้ตำแหน่งประธานรัฐสภาเป็นเครื่องมือครับ แล้วก็เพราะรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นี่ละครับที่ทำให้อำนาจที่มาของวุฒิสภาไม่สมดุลกัน มีกระบวนการการเลือก สว. ที่พิสดาร ไม่ยึดโยงกับประชาชนและเอื้อต่อมหกรรมการโกงที่ทุกท่านรู้ครับ ทั้งโลกรู้ มีแค่ กกต. ที่ไม่รู้ แล้วก็เพราะรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นี่ละครับที่ทำให้มันเกิดการยุบพรรคการเมือง ตัดสิทธิ นักการเมืองเป็นว่าเล่น กระทบต่อทั้งเสถียรภาพและความชอบธรรมของระบบการเมืองเรา รวมถึงทำให้พี่น้องประชาชนต้องรับกรรมครับจากการมีคุณแพทองธารเป็นนายกรัฐมนตรี ทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่ตัวเลือกแรกของพี่น้องประชาชน และไม่ใช่แม้กระทั่งตัวเลือกแรกของพรรค ต้นสังกัดท่าน แต่ปัญหาเหล่านี้ครับผมเชื่อว่าท่านนายกรัฐมนตรีน่าจะรู้ดีครับ เพราะท่าน นายกรัฐมนตรีครับก็เขียนลงไปเองในคำแถลงนโยบายของรัฐบาลว่าท่านจะเร่งจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นโดยเร็วที่สุด แต่ผมถามท่าน นายกรัฐมนตรีครับว่าท่านทำอะไรไปบ้างที่สามารถเรียกได้ว่าเป็นการเร่งรัดนโยบายเรือธงนี้ พอท่านเข้ามารับตำแหน่งครับก็ตรงเป๊ะพอดีกับห้วงเวลาที่ สว. สีน้ำเงินพยายามจะรื้อ พ.ร.บ. ประชามติของ ครม. แต่ท่านก็ลอยตัวเหนือปัญหาครับ บอกว่าเป็นเรื่องของสภา บอกว่านายกรัฐมนตรีจะไปทำอะไรกับ สว. ได้ ทั้ง ๆ ที่ทุกคนเขาก็รู้ครับว่ารอยร้าวระหว่าง สส. กับ สว. มันคือรอยร้าวเดียวกันกับรอยร้าวระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรี แล้วพอพวกผมครับ สส. ฝ่ายค้านพยายามจะเสนอทางออกว่าเราลองมาดูไหม เราลองมาพยายาม ลดจำนวนประชามติจาก ๓ ครั้ง เหลือ ๒ ครั้ง เพื่อทำให้ท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล สามารถผลักดันรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้เสร็จทันก่อนการเลือกตั้งเพื่อรักษาคำพูดของท่านเอง ท่านนายกรัฐมนตรีก็ไม่ออกแรงแม้แต่นิดเดียวครับ มีแต่พวกผมนี่ละครับ สส. ฝ่ายค้าน ที่เดินสายพยายามจะหาทางออกไปหารือกับท่านประธานเอง ไปหารือกับทางประธาน ศาลรัฐธรรมนูญจะขอเข้าพบท่านนายกรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีก็ไม่สละเวลาแม้แต่ ชั่วโมงเดียวครับ ให้เรามาคุยกันให้รู้เรื่อง และพอพวกผมทำสำเร็จครับ โน้มน้าวท่านประธาน นี่ละครับให้บรรจุร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่อง สสร. เข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมรัฐสภา ท่านนายกรัฐมนตรีมีหน้าที่เดียวครับพยายามรวบรวมเสียงของสมาชิกรัฐสภาในซีกรัฐบาล ให้เพียงพอให้สามารถผ่านการพิจารณาความเห็นชอบในวาระที่หนึ่งไปได้ แต่ท่านนายกรัฐมนตรี ก็ปล่อย Join ครับ ไม่ทำอะไรเลยครับ ร่างของ ครม. ที่ควรจะถูกเสนอเข้ามาก็ไม่มีครับ ทั้ง ๆ ที่เป็นนโยบายของรัฐบาล และพอ สส. ในซีกรัฐบาลมาหักกันเองในสภาแห่งนี้ครับ จนทำให้สภาต้องล่มไป ท่านนายกรัฐมนตรีก็ให้สัมภาษณ์แก้เก้อครับว่าได้มีความพยายาม ในการพูดคุยกับพรรคร่วมรัฐบาลแล้วครับ แต่ภายในไม่กี่ชั่วโมง เสียดายครับท่านรอง นายกรัฐมนตรีต้องลุกไปนะครับ เพราะท่านรองนายกรัฐมนตรีท่านอนุทินนี่ละครับ ที่เมื่อสักครู่ก่อนหน้านี้ยังบอกให้ท่าน นายกรัฐมนตรีนั้นสู้ ๆ อยู่เลย แหกท่านอีกรอบครับ แหกท่านนายกรัฐมนตรีอีกรอบครับ โดยการบอกว่าท่านนายกรัฐมนตรีไม่เคยมาคุยกับพรรคร่วมรัฐบาลเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเลย โกหกกันง่ายแบบนี้มิน่าครับรัฐบาลนี้ถึงต้องส่งเรื่องไปศาลรัฐธรรมนูญถามว่าซื่อสัตย์สุจริต แปลว่าอะไร ทั้งหมดนี้ครับ มันเลยสะท้อนให้เห็นชัดถึงความไม่จริงใจของท่านนายกรัฐมนตรี เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่พอสังคมเริ่มตั้งคำถามด้วยความไม่จริงใจของท่านนายกรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ก็ส่งคนของท่านออกมาแข่งกันประดิษฐ์วาทกรรมครับ บอกว่าอันนี้ คือยุทธศาสตร์อันชาญฉลาดที่เน้นทำได้จริงมากกว่าแค่ได้ทำ ทั้ง ๆ ที่ผมไม่เคยเห็นท่าน นายกรัฐมนตรีทำอะไรเลยครับเรื่องรัฐธรรมนูญ แน่จริงท่านนายกรัฐมนตรียอมรับตรง ๆ เลยครับ ว่าพอท่านได้เป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว พอท่านมีอำนาจแล้วท่านไม่ได้สนใจเรื่องการแก้ไข รัฐธรรมนูญอีกต่อไป แน่จริงท่านนายกรัฐมนตรียอมรับตรง ๆ เลยครับ ว่าพอท่านไปทำ Deal ให้คุณพ่อท่านได้กลับบ้านมาแล้ว ส่วนหนึ่งของ Deal นั้นคือท่านจะต้องปกป้อง รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ไว้ให้ได้ ความจริงท่านประธานไม่ต้องพยายามจะเปรียบเทียบ ความพยายามของท่านนายกรัฐมนตรีเรื่องรัฐธรรมนูญกับความพยายามของพวกผมในซีก ฝ่ายค้านก็ได้ ท่านประธานแค่ลองเปรียบเทียบความพยายามของท่านนายกรัฐมนตรี เรื่องรัฐธรรมนูญกับความพยายามของท่านนายกรัฐมนตรีเรื่องกาสิโน ท่านประธานก็จะเห็น ระดับความพยายามที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ที่ต้องพูดแบบนี้ครับก็เพราะในขณะที่ท่าน นายกรัฐมนตรีนั้นปล่อยเกียร์ว่างเรื่องรัฐธรรมนูญ นโยบายกาสิโนครับเป็นกรณีศึกษาที่ดีมาก ว่าหากท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลต้องการจะดันเรื่องอะไรจริง ๆ แม้ไม่เคยหาเสียงไว้กับ พี่น้องประชาชน ท่านก็พร้อมครับจะทำทุกวิถีทาง เล่นทุกท่ายาก ลุยทุกกองไฟเพื่อให้ได้มันมา เราเห็นท่านนายกรัฐมนตรีครับ พร้อมจะลุยไฟเรื่องกาสิโน แม้จะต้องหลอกลวงประชาชน ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เริ่มต้นเรื่องนี้มาท่านนายกรัฐมนตรีก็ไม่สื่อสารตรงไปตรงมากับประชาชนครับ ปากบอกว่าจะเน้นเรื่องสถานบันเทิงครบวงจร ไม่ได้เน้นเรื่องกาสิโน ปากก็บอกว่ากาสิโน จะคิดเป็นแค่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นของพื้นที่ในสถานบันเทิงครบวงจร แต่ร่างกฎหมาย ที่ ครม. อนุมัติรับหลักการมาเมื่อวันที่ ๑๓ มกราคม ปี ๒๕๖๘ มันระบุไว้ชัดเจนนะครับ เพราะสถานบันเทิงครบวงจรในนิยามของรัฐบาลนี้จะมีห้าง จะมีโรงแรม จะมีสวนสนุก จะมี สวนน้ำอะไรก็ว่าไป แต่ไม่มีกาสิโนไม่ได้ หลักการของท่านครับเรื่องกาสิโนก็กลับไปกลับมา โดยไม่มีผลการศึกษาที่ละเอียดหรือน่าเชื่อถือมารองรับ วันหนึ่งครับก็บอกว่าจะเดินหน้า เรื่องกาสิโนเพื่อเน้นกระตุ้นการท่องเที่ยว โดยเน้นไปที่นักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่มาอีกวันหนึ่งครับ กลับไปอ้างอิงรายงานต่าง ๆ รวมถึงรายงานของกรรมาธิการวิสามัญของสภาแห่งนี้ที่ท่าน รัฐมนตรีเป็นประธานเอง ที่เขียนไว้ชัดเจนครับ คาดการณ์ไว้ว่ารายได้ส่วนใหญ่ของกาสิโน จะมาจากผู้เล่นคนไทย วันหนึ่งครับก็บอกว่าจะเอากาสิโนมาแก้ปัญหาเรื่องพนันผิดกฎหมาย โดยการพยายามจะดึงคนไทยที่เล่นพนันผิดกฎหมายมาเล่นที่กาสิโนแทน แต่พอขยับมา อีกวันหนึ่งครับ กลับยอมเติมเงื่อนไขของกฤษฎีกาที่ทำให้คนไทยเข้าไปเล่นกาสิโนไม่ได้ ยกเว้นเศรษฐีไม่กี่คนละครับที่มีเงินฝากในบัญชีเกิน ๕๐ ล้านบาทต่อเนื่องกัน ๖ เดือน หลอกลวง พี่น้องประชาชนก็ว่าแย่แล้ว แต่สิ่งที่พวกผมให้อภัยไม่ได้มากกว่าครับ คือท่านนายกรัฐมนตรี พร้อมจะเดินหน้าลุยไฟเรื่องกาสิโน แม้จะต้องไปทำ Deal กับพรรคร่วมรัฐบาลที่ทำให้วิกฤติ พนันออนไลน์สามารถทำร้ายพี่น้องประชาชนได้อย่างสาหัสกว่าเดิม ท่านประธานครับ Deal ที่ผมพูดนี้มันปรากฏให้เห็นชัดขึ้นครับ พอเราส่องเข้าไปดูอาการการกลับลำของพรรคภูมิใจไทย ถ้าย้อนไปเมื่อวันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๖๗ พรรคภูมิใจไทยนำทีมโดยท่านเลขาธิการครับ ตั้งโต๊ะแถลงข่าวว่าไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายกาสิโนใน ๔ ประเด็น มี Infographic จากพรรค มาประกอบด้วยเลยนะครับ แต่พอเวลาผ่านไปไม่กี่เดือน พอขยับมาวันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๖๘ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยซึ่งก็ปรากฏอยู่ในรูปนั้นด้วย ก็กลับลำครับ ไปร่วมกับ ครม. ในการอนุมัติ รับหลักการร่างกฎหมายกาสิโนออกมา ทั้ง ๆ ที่ร่างกฎหมายดังกล่าวไม่ได้แก้ไขใน ๔ ประเด็น ที่พรรคภูมิใจไทยเคยคัดค้านแม้แต่ประเด็นเดียวนะครับท่านประธาน สิ่งเดียวที่แตกต่าง ไปจากเดิม คือการโผล่ขึ้นมาของร่างแก้ไข พ.ร.บ. การพนันที่ไปเพิ่มดุลยพินิจอย่างมหาศาล ให้กับกระทรวงมหาดไทย ที่นำโดยหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในการไปออกใบอนุญาตเรื่องการพนัน ออนไลน์ครับ ปากก็บอกว่าเป็นร่างกฎหมายที่พยายามจะแก้ไขปัญหาการพนันออนไลน์ แต่พอไปดูไส้ในครับท่านประธาน กลับไม่มีมาตรการสำคัญ ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการป้องกัน การเข้าถึง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการติดตามข้อมูลการเล่นของผู้เล่น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทบทวน องค์ประกอบของคณะกรรมการที่นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญเขาพูดเป็นเสียงเดียวกันครับว่าไม่มี ไม่ได้ หากต้องการจะแก้ไขปัญหาการพนันออนไลน์จริง ๆ ท่านประธานอยู่ในการเมืองไทย มานาน ท่านประธานก็ทราบดีครับ ว่าเรื่องพวกนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรอกครับ แต่มันเป็น ผลลัพธ์ของการกระทำของท่านนายกรัฐมนตรีหรือคนรอบตัวท่าน ที่ไปเปิดโต๊ะเจรจาต่อรอง กับพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อทำ Deal แลกกันครับ ระหว่างกาสิโนในพื้นที่กับกาสิโนออนไลน์ เป็น Deal อำมหิตครับ ที่แจกไพ่ใบพิเศษใบหนึ่งให้กับนายกรัฐมนตรีจากพรรคการเมืองหนึ่ง ไปออกใบอนุญาตกาสิโนในพื้นที่ แล้วก็แจกไพ่พิเศษอีกใบหนึ่งครับ ไปให้รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยจากอีกพรรคการเมืองหนึ่งไปออกใบอนุญาตกาสิโนออนไลน์โดยไม่มี หลักการหรือประโยชน์ของประชาชนอยู่ในสมการ โดยไม่มีการพูดคุยกันหรือให้ความสำคัญ กับการหาทางออกครับว่าเราจะทำกันอย่างไรเพื่อปกป้องคนไทยหลายล้านคน ไม่ให้หลุด เข้าไปเป็นเหยื่อการพนันเพิ่มขึ้นกว่าเดิม แต่ความพร้อมลุยไฟของท่านนายกรัฐมนตรี เรื่องกาสิโนไม่ได้จบแค่นี้ครับท่านประธาน เพราะนอกจากท่านนายกรัฐมนตรีนั้นยังจะทำให้ ปัญหาการพนันออนไลน์ที่มันแย่อยู่แล้วเสี่ยงจะแย่ลงไปกว่าเดิม ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ยังจะเอาภาคการท่องเที่ยวของเราที่เรามีกันอยู่ดี ๆ เสี่ยงจะเสียหายตามไปด้วย รัฐบาลชุดนี้ ที่ผ่านมาสอนเรามาตลอดครับว่าตลาดนักท่องเที่ยวจีนสำคัญสำหรับการท่องเที่ยวไทยแค่ไหน แต่รัฐบาลเดียวกันนี่ละครับกลับเดินหน้านโยบายกาสิโน โดยทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ต่อความพยายาม ของรัฐบาลจีนที่ผ่านมาในการลดจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางไปที่ประเทศอื่นเพื่อไปเล่น การพนัน เราเห็นตัวอย่างชัดเจนครับ ผมไปดูข้อมูลมานักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางไปฟิลิปปินส์ ก็ลดลงมา ๘๕ เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด คนจีนที่สิงคโปร์เองก็ถูกรัฐบาลจีน เตือนว่าแม้กระทั่งการเล่นกาสิโนที่สิงคโปร์ก็เสี่ยงจะผิดกฎหมายจีน หรือแม้กระทั่งคนจีน ที่เดินทางข้ามมาเล่นการพนันที่มาเก๊า ตอนนี้ก็ถูกรัฐบาลจีนคุมเข้มขึ้นครับ ถึงขั้นที่ว่าตอนนี้ รายได้กาสิโนที่มาเก๊าลดลงเหลือแค่ประมาณ ๖๐-๖๕ เปอร์เซ็นต์ของรายได้ก่อนโควิด ท่านนายกรัฐมนตรีจะบอกว่าไม่รู้ข้อมูลพวกนี้ไม่ได้นะครับ เพราะตอนท่านนายกรัฐมนตรี เดินทางไปที่ประเทศจีนเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ผมก็ได้รับแจ้งข้อมูลมาแล้วผมเชื่อว่า ท่านนายกรัฐมนตรีก็ไม่กล้าปฏิเสธว่าประธานาธิบดีจีนถามย้ำกับท่านนายกรัฐมนตรีถึง ๓ รอบ เรื่องนโยบายกาสิโน ถามย้ำแบบนี้มันต้องฉุกคิดกันแล้วครับ ว่าหากประเทศไทยจะเดินหน้าเรื่องนโยบายกาสิโน มันมีความเสี่ยงหรือไม่ที่รัฐบาลจีนจะมี การปรับนโยบายเรื่องการท่องเที่ยวและทำให้คนจีนเดินทางมาที่ประเทศไทยยากขึ้นกว่าเดิม แน่นอนนะครับ ผมต้องย้ำขีดเส้นใต้ ๑๐๐ ครั้งครับว่าผมไม่ได้บอกว่าเราควรจะดำเนิน นโยบายการต่างประเทศหรือนโยบายการท่องเที่ยวโดยไหลตามความต้องการของประเทศอื่น รวมถึงประเทศจีน แต่หากเราทำการต่างประเทศหรือดำเนินนโยบายเรื่องการท่องเที่ยว โดยเอาประโยชน์ของคนไทย ประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก ผมจำเป็นต้องตั้งคำถาม จริง ๆ ครับท่านประธานถึงวิจารณญาณของท่านนายกรัฐมนตรีที่วันหนึ่งก็ดูพร้อมจะยืนหยัด ต่อจีนเดินหน้าลุยไฟเรื่องกาสิโนแม้มีความเสี่ยงจะต้องสูญเสียรายได้การท่องเที่ยวไป ซึ่งปัจจุบันคิดเป็น ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของรายได้การท่องเที่ยวเรา แต่พอมาอีกวันหนึ่งครับ กับพร้อมจะเป็นเด็กดีที่เชื่อฟังจีนครับ อย่างเช่น กรณีอุยกูร์ ที่มาถึงวันนี้แล้วก็ยังตอบไม่ได้ว่า คนไทยและประเทศไทยได้ประโยชน์อะไรจากเรื่องนี้มีแต่ความเสี่ยงที่จะมีผลกระทบ เรื่องการค้าขายกับสหภาพยุโรปและสหรัฐเอมริกา ดังนั้นครับท่านประธานแม้เรื่องกาสิโน ผมยอมรับว่าเป็นเรื่องไม่กี่เรื่องครับที่เราได้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของท่านนายกรัฐมนตรี แต่มันก็ตอกย้ำชัดเจนว่าความมุ่งมั่นตั้งใจนี้ไม่ได้มีพี่น้องประชาชนอยู่ในสมการ เพราะพอเรา มาทบทวนเรื่องทั้งหมดที่ผมเรียนกับท่านประธานเมื่อสักครู่เราจะเห็นว่าท่านนายกรัฐมนตรี อยากได้กาสิโนในประเทศไทยมากถึงขั้นเอาชีวิตพี่น้องประชาชนหลายล้านคนไปเสี่ยงด้วย ตอนที่ท่านนายกรัฐมนตรีหรือคนรอบข้างท่านไป Deal เพื่อแลกกันระหว่างกาสิโนในพื้นที่ กับกาสิโนออนไลน์ ท่านเคยคิดถึงชีวิตพี่น้องประชาชนบ้างไหมที่เสี่ยงจะหลุดเข้าไปเป็นเหยื่อ การพนันมากขึ้นกว่าเดิม ตอนที่ท่านท่องอยู่เสมอว่านโยบายกาสิโนจะกระตุ้นการท่องเที่ยว ได้อย่างแน่นอน ท่านนายกรัฐมนตรีเคยชั่งน้ำหนักจริง ๆ ไหมว่ารายได้ที่ได้เพิ่มขึ้นจากกาสิโน มันมากกว่าหรือน้อยกว่ารายได้ที่เราเสี่ยงจะสูญเสียไปจากนักท่องเที่ยวจีน ยังไม่นับปัญหาอื่น ๆ ที่เพื่อนสมาชิกผมเคยได้อภิปรายก่อนหน้านี้นะครับ ทั้งเรื่องความเสี่ยง เรื่องอาชญากรรม เรื่องการฟอกเงิน เป็นต้น ผมเชื่อว่าคำถามหนัก ๆ พวกนี้ท่านนายกรัฐมนตรีไม่ได้สละเวลา ในการมาคิดถึงมันหรอกครับ เพราะความมุ่งมั่นตั้งใจและเจตจำนงของท่านนายกรัฐมนตรี เรื่องกาสิโน มันไม่ได้มีฐานมาจากประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและประชาชนครับ แต่มันมีฐานมาจากผลประโยชน์ส่วนตนของตัวท่านหรือคนรอบข้างท่านที่เขาว่ากันว่ามีเพียง เป้าหมายเดียวครับ คือทำอย่างไรก็ได้ให้ท่านแพทองธารยังคงอยู่ในเก้าอี้นายกรัฐมนตรี นานพอจนถึงวันที่ท่านไปเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายสถานบันเทิงครบวงจร และมีอำนาจ ในการออกใบอนุญาตกาสิโน Lot แรก เพื่อที่ว่าคนรอบตัวท่านจะได้ไปวางบิลและขึ้นเงินได้ครับ ท่านประธานสังเกตไหมครับพอเรามาเปรียบเทียบกัน พอเป็นเรื่องรัฐธรรมนูญครับที่หลาย พรรคการเมืองก็เห็นตรงกันว่าการแก้รัฐธรรมนูญเป็นประโยชน์กับประชาชน ที่แก้แล้ว จะเป็นประโยชน์หรือไม่ ท้ายสุดประชาชนก็ต้องตัดสินใจเองผ่านการลงประชามติและ ที่เป็นนโยบายที่ท่านนายกรัฐมนตรีเคยหาเสียงและเคยสัญญาไว้กับพี่น้องประชาชน ท่านนายกรัฐมนตรีกลับปล่อย Join ครับ แต่พอเป็นเรื่องกาสิโนประโยชน์สำหรับประชาชน ก็ยังไม่ชัดเจน ที่ท่านนายกรัฐมนตรีเองก็ไม่ยอมให้พี่น้องประชาชนเขาตัดสินใจกันเอง ว่าจะเอาหรือไม่เอาผ่านการทำประชามติ แต่พอมันเป็นเครื่องมือสำคัญของท่านนายกรัฐมนตรี แล้วรัฐบาลในการหาสตางค์ ท่านพร้อมดันสุดซอยครับ ท่านประธานครับ ความจริงแล้ว หากท่านนายกรัฐมนตรีพยายามเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ได้สักครึ่งหนึ่งของความพยายามท่าน เรื่องกาสิโน ผมคิดว่าวันนี้สังคมไม่วิจารณ์ท่านหรอกครับ เพราะท่านไม่จริงใจเรื่องการแก้ไข รัฐธรรมนูญ ผมเห็นท่านนายกรัฐมนตรีชอบพูดเรื่อง Soft Power นะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีรู้ใช่ไหมครับ ว่าท่านสามารถส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยได้โดยไม่ต้องไปเล่นละครเอง ไปสู่ตอนที่ ๓ ของละครเรื่องนี้ ผมตั้งชื่อว่าสามก๊กลวงโลก สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมของท่านนายกรัฐมนตรี ในการโยนบาปทั้งหมดให้กับพรรคร่วมรัฐบาล แต่กลับไม่ผลักดันวาระหลายวาระที่ความจริงแล้ว ตนทำให้สำเร็จเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพรรคร่วมรัฐบาลครับ พอท่านนายกรัฐมนตรีเล่นละคร ไปสักแป๊บหนึ่งแล้วสังคมก็เริ่มดูออกครับ มุกประจำที่ท่านนายกรัฐมนตรีใช้ครับ คือการให้ ที่ปรึกษาของท่านนี่ละครับออกมาแต่งนิยายสามก๊ก แต่นิยายสามก๊กครับที่พยายามจะหลอกลวง พี่น้องประชาชนว่าการเมืองไทยมันมีสามก๊ก แน่นอนก๊กหนึ่งคือพวกผมพรรคประชาชนฝ่ายค้าน แต่ท่านพยายามจะวาดภาพว่าภายในรัฐบาลท่านมันมีสองก๊กที่ต้องทนอยู่ด้วยกัน อ้ายก๊กหนึ่ง คือก๊กของพรรคท่านนายกรัฐมนตรีครับ เป็นก๊กของผู้ประเสริฐที่อยากจะเห็นบ้านเมือง เป็นประชาธิปไตย แต่อีกก๊กหนึ่งครับเป็นก๊กของผู้ร้ายครับ ที่พยายามจะขัดขวางความพยายาม อันแรงกล้าของก๊กท่าน ในมุมหนึ่งครับ พอเป็นวาระอะไรดี ๆ ก้าวหน้าที่รัฐบาลถูกสังคมกดดัน จนต้องผลักดัน ท่านนายกรัฐมนตรีและพรรคของท่านก็ต้องรีบออกมาเคลมครับ บอกว่ามันเป็น ผลลัพธ์จากความเก่งกาจของท่านในการโน้มน้าวอีกก๊กหนึ่ง ทั้ง ๆ ที่หลายครั้งความสำเร็จ ไม่ได้เกิดขึ้นจากตัวท่านหรือพรรคท่านเลย ยกตัวอย่างให้เห็นภาพครับ เรื่องของการยกเลิก คำสั่งประกาศ คสช. ครับ เป็นเรื่องที่ท่านโฆษณาไว้เยอะมากนะครับ ผมไปนับดูใน Page เฟซบุ๊กของพรรคเพื่อไทย โพสต์ถึง ๔ ครั้งครับภายใน ๒ เดือนแรกที่ท่านแพทองธารขึ้นมาเป็น นายกรัฐมนตรี แต่ข้อเท็จจริงครับท่านประธาน คือพรรคท่านนายกรัฐมนตรีทำช้าและ น้อยกว่าพรรคอื่นด้วยซ้ำ คำสั่ง คสช. ฉบับเดียวที่ยกเลิกไปแล้วสำเร็จ คือคำสั่ง ๑๔/๒๕๕๙ เรื่องชายแดนใต้ ซึ่ง สส. ที่เสนอร่างนี้ก็ไม่ใช่ สส. พรรคท่านนายกรัฐมนตรีครับ ร่าง พ.ร.บ. ที่ ครม. เสนอเข้ามาเสนอให้มีการยกเลิกคำสั่ง คสช. ทั้งหมด ๒๓ ฉบับ ท่านก็เสนอ ๑ ปีช้ากว่า พรรคก้าวไกล ๖ เดือนช้ากว่าแม้กระทั่งพรรคภูมิใจไทยครับ และเนื้อหาก็เบาหวิวกว่าร่างอื่น ๆ กว่า ๑ ใน ๓ ของฉบับที่ท่านเสนอให้ยกเลิกก็เป็นคำสั่งที่มันหมดอายุไปโดยสภาพอยู่แล้ว ในขณะที่คำสั่งสำคัญ ๆ บางฉบับเกี่ยวกับเรื่องการใช้อำนาจของกองทัพ บางฉบับเกี่ยวเรื่อง ปัญหาที่ดินผังเมืองในอีอีซี ร่างของท่านกลับไม่แตะครับ แต่ในมุมกลับกันพอมันมีวาระอะไร ที่ก้าวหน้าครับ ที่ท่านเคยหาเสียงไว้ด้วย แต่มาถึงวันนี้ท่านไม่อยากทำมันแล้วท่านก็ใช้วิธีการ ลอยตัวเหนือปัญหาครับ อ้างว่าติดที่พรรคร่วมรัฐบาล ส่งคนของท่านไปด่าคนโน้นคนนี้ ว่าเป็นอีแอบครับ เพื่อหวังจะใช้พรรคร่วมรัฐบาลเป็นข้ออ้างในการไม่ผลักดันต่อ เพื่อหวังจะ ไปอ้อนกับพี่น้องประชาชนให้เลือกพรรคท่านเป็นรัฐบาลพรรคเดียวในการเลือกตั้งครั้งถัดไป ตัวอย่างที่เห็นชัดครับคือเรื่องราวเกี่ยวกับ พ.ร.บ. จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม ย้อนไป เมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้วครับ สส. พรรคท่านบางคนครับเผลอไปเล่นบทหล่อ เสนอร่างกฎหมาย เข้ามาประกบร่างของพรรคก้าวไกล แต่มีเนื้อหาสาระค่อนข้างสอดคล้องกัน นั่นคือความพยายาม ในการให้กองทัพนั้นอยู่ภายใต้อำนาจของรัฐบาลพลเรือน พยายามจะทำให้รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหมนั้นมีอำนาจในการกำหนดนโยบาย ไม่ได้เป็นเพียงโฆษกกองทัพที่คอยมา แก้ต่างให้กับมติของสภากลาโหม ตอนแรกผมเชื่อว่าผิดคิวกันแบบนี้ท่านก็คงวุ่นวายกันพอสมควร ว่าจะเดินหน้ากันอย่างไรต่อดี แต่ทันทีครับที่พรรคร่วมรัฐบาลออกมาประกาศว่าไม่เห็นด้วย กับร่างกฎหมายกลาโหมของพรรคเพื่อไทย ที่ปรึกษาท่านนายกรัฐมนตรีฉวยโอกาสทันทีครับ งัดนิยายสามก๊กออกมาครับ ชักแม่น้ำทั้งห้าออกมาบอกว่าก๊กของท่านอยากจะผลักดันเรื่องนี้ ใจจะขาดครับ แต่ในเมื่ออีกก๊กหนึ่งในรัฐบาลไม่เห็นด้วย หากฝืนจะเดินต่ออันนี้คำพูดท่านนะครับ โอกาสสำเร็จก็จะมีน้อย น่าเสียดายครับท่านประธาน พวกผมมันดันไปรู้ทันพวกท่านครับ รู้ทันว่าเดี๋ยวท่านจะต้องโบ้ยไปที่พรรคร่วมรัฐบาลบอกว่าพอพรรคร่วมไม่เอาด้วยเสียงในสภา ไม่พอ ประธาน สส. พรรคผมครับประธานวิปฝ่ายค้านขออนุญาตที่เอ่ยนามคุณปกรณ์วุฒิ ก็เลยออกมาให้สัมภาษณ์ทันทีทันใดครับ ยืนยันครับว่า สส. พรรคประชาชน ๑๔๐ กว่าคน พร้อมลงมติรับหลักการให้กับร่างกฎหมายกลาโหมของพรรคเพื่อไทยครับ พอประกาศกันแบบนี้ คณิตศาสตร์ทางการเมืองครับก็ทำให้ท่านหลอกลวงประชาชนไม่ได้อีกต่อไปครับ เพราะพี่น้อง ประชาชนเขาบวกเลขเป็นครับ ๑๔๐ สส. จากพวกผมพรรคประชาชนไปบวกกับ ๑๔๐ สส. ของพรรคเพื่อไทยรวมกันเป็น ๒๘๐ สส. จาก สส. ทั้งหมด ๕๐๐ คน แล้วมันจะไม่ผ่าน ได้อย่างไรครับ ท่านไม่ต้องมาอ้างว่าเป็นพรรคร่วมรัฐบาลกันต้องให้เกียรติกันจะมาเสนอ กฎหมายที่ขัดแย้งกันไม่ได้ อย่ามาอ้างแบบนี้ครับ เพราะตอนที่พรรคภูมิใจไทยเสนอ ร่าง พ.ร.บ. กัญชาเมื่อเดือนตุลาคม ปี ๒๕๖๖ เป็นรัฐบาลร่วมกันแล้วนะครับ พรรคท่าน ไม่เห็นมีปัญหาอะไรเลยครับ ทั้ง ๆ ที่ผมไปเปิดดูแล้วร่างกฎหมายดังกล่าวนะครับ เป็นร่างเดียวกันเป๊ะเลยครับกับร่างที่พรรคเพื่อไทยเคยค้านหัวชนฝาในการพิจารณา วาระที่สองเมื่อ ๒ ปีที่แล้วจนทำให้สภาแห่งนี้ต้องล่มกันไปเป็นเดือน ๆ ท่านไม่ต้องมาอ้างด้วย ว่าพอเป็นพรรคร่วมรัฐบาลต้องให้เกียรติกัน ต้องเป็นเอกภาพ ต้องโหวตกฎหมายไปใน ทิศทางเดียวกัน เพราะตอนพรรคภูมิใจไทยโหวตต่างจากท่านเรื่อง พ.ร.บ. ประชามติที่ สว. ส่งกลับมาที่กรรมาธิการร่วมของ ๒ สภาส่งกลับมา พรรคท่านก็ไม่เห็นมีปัญหาอะไรเลยครับ ทั้ง ๆ ที่เป็นร่างกฎหมายของ ครม. ด้วยซ้ำ วันนั้นมันจึงเป็นโอกาสทองครับที่สภาแห่งนี้ จะสามารถผลักดันกฎหมายที่ก้าวหน้าเรื่องการปฏิรูปกองทัพให้สำเร็จได้ขอเพียงแค่ สส. พรรคเพื่อไทยเข้าห้องประชุมนี้และกดปุ่มเห็นชอบกับร่างกฎหมายของพรรคตัวเองเท่านั้นเลยครับ แต่แทนที่ท่านนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย จะออกมายืนยันว่าจุดยืนของ พรรคเพื่อไทย คือเราเห็นว่ากองทัพไม่ควรจะมีอำนาจในการมาแทรกแซงรัฐบาลพลเรือน ท่านนายกรัฐมนตรีทิ้งขว้างโอกาสทองดังกล่าวครับ แต่กลับไปให้สัมภาษณ์ว่าพุทธศักราชนี้ รัฐบาลไม่มีเจตนาแทรกแซงกองทัพ พอพูดแบบนี้มันก็จบเลยครับ สส. ท่านก็ถอนร่าง ดังกล่าวออกไปอย่างน่าเสียดาย ท่านประธานลองคิดตามผมดูนะครับ ถ้าท่านประธานสังเกตดี ๆ มันแปลกมากนะครับ พอมีวาระอะไรก็ตาม อย่างเช่นเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ท่าน นายกรัฐมนตรีไม่สามารถรวบรวมเสียงของรัฐบาลในสภาได้จนทำให้คะแนนเสียงมันไม่พอ ท่านก็ใช้วิธีลอยตัวเหนือปัญหาบอกว่ามันเป็นเรื่องของสภา แต่กลับกันครับพอเป็นเรื่องอะไร อย่างเช่นการแก้กฎหมายกลาโหม ที่ความจริงรัฐบาลมีเสียงสนับสนุนพอครับ ขอแค่ สส. ของพรรคเพื่อไทยลงมติเห็นชอบร่างกฎหมายของตัวเอง ท่านกลับถอนกฎหมายดังกล่าว ออกไปโดยไม่จำเป็นครับ อ้างว่าติดที่พรรคร่วมแทนที่จะบอกว่าให้เป็นเรื่องของสภา ดังนั้น ท่านประธานนิยายเรื่องสามก๊กนี้มันจึงเป็นเพียงนิทานหลอกลวงประชาชน ที่ท่านนายกรัฐมนตรี และพรรคเพื่อไทยใช้ในการโยนความล้มเหลวของตัวเองเรื่องบการปฏิรูปการเมืองไปที่ พรรคร่วมรัฐบาลครับ ถ้าการเมืองไทยมันมีสามก๊กจริงวันนั้น สส. พรรคเพื่อไทยไม่ถอนร่าง กฎหมายกลาโหมหรอกครับ ถ้าการเมืองมันมีสามก๊กจริงวันนั้น สส. พรรคเพื่อไทยไม่โหวตคว่ำ ข้อสังเกตของรายงานกรรมาธิการนิรโทษกรรมที่รัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยเองเป็นประธาน และ สส. ของพรรคเพื่อไทยเองเป็นผู้เสนอ แล้วตอนนี้จะเข้าสู่เดือนเมษายนแล้วครับ ฤดูกาลของการจับใบดำใบแดง ถ้าท่านยังยืนยันว่าการเมืองไทยมีสามก๊กจริง ๆ ผมจะรอดู ว่า สส. พรรคเพื่อไทยจะลงมติอย่างไรเกี่ยวกับกฎหมายการยกเลิกบังคับเกณฑ์ทหารที่พวกผม เสนอเข้าไปและที่พรรคท่านเคยหาเสียงไว้ ไปสู่ละครตอนที่ ๔ ครับ ชื่อว่าประชาชนแค่คำขวัญ หมายถึงพฤติกรรมของท่านนายกรัฐมนตรีครับ ที่มักจะยกตนเองว่ามาจากประชาชนแต่กลับ บั่นทอนทุกสถาบันทางการเมืองที่ยึดโยงกับประชาชน รัฐบาลนี้พูดตลอดครับว่าเป็นรัฐบาล ที่มาจากการเลือกตั้ง ผมไม่ปฏิเสธ ๑ สิทธิ ๑ เสียงของพี่น้องประชาชนไม่ว่าจะเลือกพรรคไหน มีค่าเท่ากันครับ แต่ในขณะที่ท่านอ้างว่ามาจากการเลือกตั้ง มาจากประชาชน แต่นอกจาก จะไม่พยายามปฏิรูปการเมืองเพื่อยกระดับประชาธิปไตยแล้ว รัฐบาลนี้ครับกลับกำลังบั่นทอน กลไกทางประชาธิปไตยและทุกสถาบันทางการเมืองภายในระบบรัฐสภาให้อ่อนแอลงครับ ยกตัวอย่างเช่น คณะรัฐมนตรี ฝ่ายบริหารก็ได้กลายมาเป็นรัฐบาลเป็ดง่อยครับ ตัดสินใจอะไร ด้วยตัวเองไม่ได้ต้องรอคำสั่งจากนายกรัฐมนตรีตัวจริงครับ พอพี่น้องประชาชนเขาอยากจะรู้ ว่าเขาจะได้เงินหมื่นในเฟสไหนต้องทำอย่างไร เขาก็มักจะไปได้ยินที่แรกจากคำแถลงหรือ คำให้สัมภาษณ์ของท่านนายกรัฐมนตรีคนลูกหรอกครับ แต่มักจะได้ยินที่แรกจากคำพูดบน เวทีปราศรัยของนายกรัฐมนตรีคนพ่อครับ หรือพอหน่วยงานต่าง ๆ โยนกันไปโยนกันมาครับ เรื่องการตัดไฟฟ้าที่ไปหล่อเลี้ยงแก๊ง Call Center ในประเทศเพื่อนบ้านก็ต้องรอครับ รอจน นายกรัฐมนตรีคนพ่อออกมาบอกว่าตัดได้ นายกรัฐมนตรีคนลูกถึงรับลูกและสั่งการในการประชุม ครม. ครั้งถัดไปทันทีครับ สภาผู้แทนราษฎรฝ่ายนิติบัญญัติเป็นสถาบันทางการเมืองระดับประเทศ สถาบันเดียวที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของพี่น้องประชาชน ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ก็ลด ความสำคัญของมันลงมาปฏิบัติกับงานสภาเสมือนกับเป็นงานอดิเรกหรืองานการกุศลครับ ว่างเมื่อไรก็มา เบื่อเมื่อไรก็มา มาแต่ละครั้งก็คาดหวังให้พวกผมนี่ต้องรู้สึกซาบซึ้ง รู้สึก เป็นหนี้บุญคุณกับท่านมากเลย กระทู้ถามสดครับ พวกผมพรรคฝ่ายค้าน ถามท่านไปทั้งหมด ๑๙ ครั้งครับ ท่านตอบ ๐ ครั้งนะครับ มี ๔ ครั้งครับ ผมยกให้ ท่านติดภารกิจต่างประเทศ หรือกำลังต้อนรับผู้นำต่างประเทศอยู่ แต่มี ๓ ครั้งท่านตัดสินใจไปเปิดงานหรือไปทำกิจกรรมอื่น ภายในประเทศแทนที่จะมาทำงานที่สภา มีอีก ๔ ครั้งครับ ท่านจงใจเลือกวันแถลงผลงาน และจงใจนัดประชุมคณะที่ปรึกษาในวันเวลาเดียวกันกับกระทู้ถามสดครับ มีอีก ๑ ครั้งครับ น่าจะรถติด น่าจะกำลังเดินทางมาตอบกระทู้ถามสดของ สส. รัฐบาล แต่กลัวมาถึงเร็วไป เดี๋ยวต้องมาตอบของฝ่ายค้านด้วยครับ แต่มีอีก ๗ ครั้งครับ อันนี้ให้อภัยไม่ได้เลย ผม Check แล้ว Check อีก ท่านนายกรัฐมนตรีไม่ได้มีตารางงานหรือกำหนดการอื่นนะครับ แค่ไม่อยากมา ตอบกระทู้ถามเท่านั้น ความจริงท่านนายกรัฐมนตรีมาตอบกระทู้ถามสดแค่ครั้งเดียวครับ ซึ่งก็ไม่ได้เป็นกระทู้ถามที่ สส. เขาถามกันสด ๆ แต่เป็นกระทู้ถามที่เตี๊ยมการถ่ายทำมา เรียบร้อยแล้วครับ เลือก สส. จากพรรคร่วมรัฐบาลให้ชงมาหวาน ๆ แต่ไม่เลี่ยนจนเกินไป เลือกหัวข้ออย่าง Call Center ที่ท่านรู้ว่าพี่น้องประชาชนให้ความสนใจ ให้ความสำคัญ พี่น้องประชาชนเดือดร้อน แล้วพอท่านมาตอบคำตอบที่ท่านเตรียมมาก่อนล่วงหน้าก็ยังมี สส. มาปรบมือให้กำลังใจครับ มันเสียบรรยากาศนิดเดียวเท่านั้นเองครับท่านประธาน ตอนท้ายที่ผู้นำฝ่ายค้านดันไปถามนอก Script ครับ ท่านนายกรัฐมนตรีเลยลุกหนีครับ หรือแม้กระทั่งงานสภาด้านอื่น เรื่องการแก้กฎหมาย ที่ความจริงท่าน Work from home ได้ ไม่จำเป็นต้องมาสภาเองด้วยซ้ำ ท่านก็ไม่ใช้มันครับเพื่อผลักดันนโยบายของท่าน ครม. แพทองธารเสนอร่างกฎหมายเข้ามาทั้งหมดผมนับดูแล้ว ๑๖ ฉบับ ฟังดูเยอะนะครับ แต่ ๘ ฉบับ ครึ่งหนึ่งเป็นร่างกฎหมายที่ค้างมาตั้งแต่รัฐบาลก่อนการเลือกตั้ง ปี ๒๕๖๖ มี ๓ ฉบับที่ ครม. เสนอเข้ามาประกบร่างที่พวกเราพรรคฝ่ายค้านยื่นเข้าไป เหลือจริง ๆ ครับ นับดูแล้วมีแค่ ๓ ฉบับเท่านั้นที่เป็นร่างกฎหมายที่สอดคล้องกับนโยบาย ที่ริเริ่มโดยรัฐบาลจริง ๆ ตัวอย่างถัดไป องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรที่มาจากการเลือกตั้ง ของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เป็นเสมือนกับตัวแทนของประชาชน ในการพัฒนาพื้นที่ก็ถูกรัฐบาลท่านพยายามกดให้อ่อนแอลงครับ ในมุมหนึ่งครับเราเห็นว่า ท่านนายกรัฐมนตรีดูเหมือนจะให้ความสำคัญกับท้องถิ่น ถึงขั้นใช้งานคุณพ่อท่านเองเดินสาย หาเสียงในเวที อบจ. ทั่วประเทศเพื่อหวังจะมีคนของตัวเองเข้าไปบริหารในพื้นที่ แต่ในมุม กลับกันท่านนายกรัฐมนตรีกลับไม่ลงทุนลงแรงอะไรเลยในการพยายามจะกระจายอำนาจ ไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่งทั่วประเทศ สงสัยคงกลัวว่าหากท้องถิ่นเขามีอำนาจ เขามีความเป็นอิสระในการพัฒนาพื้นที่ท่านจะปฏิบัติกับเขาเหมือนกับพนักงานในบริษัทไม่ได้ นโยบายเลือกตั้งผู้ว่าในจังหวัดที่พร้อม ผมจำได้ดีครับ ท่านรองนายกรัฐมนตรีภูมิธรรม มายืนยัน กับผมที่สภาแห่งนี้ ๒ ปีที่แล้วว่าจะเดินหน้าต่อ มาวันนี้ชัดเจนแล้วครับว่าคนที่ไม่พร้อมไม่ใช่ พี่น้องประชาชนในพื้นที่นะครับ แต่คือรัฐบาลเอง เรื่องของงบประมาณท้องถิ่นท่านเคย หาเสียงไว้ใน Page ของพรรคเพื่อไทยก่อนเลือกตั้งว่าจะเพิ่มสัดส่วนงบท้องถิ่นเป็น ๓๕ เปอร์เซ็นต์ ภายใน ๒ ปีงบประมาณ ผมนับดูนะครับงบ ปี ๒๕๖๗ ก็ผ่านมาแล้ว งบ ปี ๒๕๖๘ ก็ผ่านมาแล้ว ตอนนี้สัดส่วนงบประมาณท้องถิ่นยังค้างอยู่ที่ ๒๙ เปอร์เซ็นต์เลยครับ กฎหมายกระจาย อำนาจที่สามารถจะช่วยปลดล็อกท้องถิ่นได้ก็ไร้ความคืบหน้าครับ พวกผมเสนออะไรเข้าไป ท่านก็ปัดตก ไม่ใช้อำนาจนายกรัฐมนตรีในการปัดตกร่างการเงินก็มาปัดตกในสภาแห่งนี้ แต่พอ ให้ท่านเสนออะไรเองก็ไม่มีครับ แม้แต่จะเรียกประชุมคณะกรรมการกระจายอำนาจ หรือ ก.ก.ถ. ท่านยังนัดประชุมน้อยกว่านายกรัฐมนตรีคนก่อน ๆ เลย หรือแม้กระทั่งเรื่องง่าย ๆ แต่สำคัญ ที่ไม่จำเป็นต้องมาแก้กฎหมายในสภาแห่งนี้ อย่างเช่น การโอนถ่ายอำนาจไปให้ กทม. เขาแก้ปัญหา PM2.5 ก็ไม่ทำ กทม. เขาอยากมีอำนาจในการไปจับรถควันดำด้วยตัวเอง ท่านก็ไม่ให้ สภา กทม. เขาอยากมีอำนาจในการออกข้อบัญญัติเองว่ารถเมล์ใน กทม. จะต้องเปลี่ยนเป็น รถเมล์ไฟฟ้าทั้งหมดภายในกี่ปี ท่านก็ไม่ยอมครับ ขยับมาสู่ตัวอย่างสุดท้ายครับ พี่น้อง สื่อมวลชนถือว่าเป็นสถาบันทางการเมืองประเภทหนึ่งที่ช่วยค้ำจุนระบอบประชาธิปไตย เราอยู่ ณ เวลานี้ ท่านเองก็บั่นทอนให้อ่อนแอลงไปครับ พอนักข่าวไปถามคำถามที่ไม่ตรงกับ คำตอบของท่าน ท่านก็ไปว่าเขาครับว่าไม่ควรจะถามคำถามแบบนี้ อันนี้เป็นคำถามที่ยุแยง พอนักข่าวเขาพยายามทำหน้าที่ของเขาครับในการตรวจสอบเรื่องบัญชีทรัพย์สินของท่าน นายกรัฐมนตรีท่านก็ปิดกั้นไม่ให้เขาถามครับ ไปบอกเขาด้วยว่าให้ช่วย Safe ดิฉันด้วย อันนี้ คำพูดท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ ผมไม่รู้นะครับว่าท่านนายกรัฐมนตรีเคยชินกับการเคยมี บริษัทสื่อของตัวเองที่สามารถสั่งได้หรือเปล่าถึงได้หลงคิดไปว่านักข่าวไปลูกน้องท่าน แต่ผม ต้องเรียนกับท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรีครับ นักข่าวพี่น้องสื่อมวลชนไม่ได้มี หน้าที่ปกป้องท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ เขามีหน้าที่ปกป้องความจริงครับ และหากท่าน นายกรัฐมนตรีอยากจะให้พี่น้องสื่อมวลชนทำหน้าที่ในการปกป้องและเปิดเผยความจริงได้ จริง ๆ สิ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรีควรจะทำคือการคุ้มครองเสรีภาพสื่อและอำนวยความสะดวก ให้กับสื่อทุกสำนักโดยไม่เลือกปฏิบัติ สิ่งที่ท่านควรทำคือการมาคิดว่าเราจะปฏิรูปสื่อมวลชน อย่างไรเพื่อให้ธุรกิจสื่อสามารถอยู่รอดได้โดยไม่สูญเสียความเป็นอิสระ ไม่ใช่ไปให้กลุ่มทุน รอบตัวท่านเอางบโฆษณางบ Event ไปบีบสื่อครับ ว่าถ้าอยากได้งบก้อนนี้จะต้องยั้งหมัด ตัวเองในการตรวจสอบรัฐบาล ดังนั้นครับท่านประธานทั้งหมดนี้คือการบริหารราชการแผ่นดิน ของท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ครับ ที่ปากก็อ้างว่ามาจากประชาชน แต่กลับบั่นทอน ทุกสถาบันทางการเมืองที่มาจากประชาชน คณะรัฐมนตรีที่ควรจะเป็นฝ่ายบริหารก็แปลงร่างมาเป็นฝ่ายบริวาร งานสภาที่ควรจะเป็นงานหลัก ก็กลายมาเป็นงานการกุศล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ควรจะมีอำนาจเต็มในการพัฒนาพื้นที่ ก็ถูกท่านพยายามจะบีบเพื่อหวังจะให้เป็นลูกน้องนายใหญ่ สื่อมวลชนที่ควรจะสามารถตรวจสอบ รัฐบาลได้เต็มที่ก็ถูกท่านพยายามบีบเพื่อหวังจะให้เป็นแผนก PR ส่วนตัว มาสู่ละครตอนสุดท้าย ในค่ำคืนนี้ครับ ตอนที่ ๕ ตั้งชื่อว่าปราบโกงพอเป็นพิธี หมายถึงพฤติกรรมของท่านนายกรัฐมนตรี ในการอ้างความถูกต้องเมื่อตรวจสอบฝ่ายตรงข้าม แต่กลับปล่อยปละละเลยปัญหาการทุจริต คอร์รัปชัน ท่านประธานครับ การที่คะแนนความโปร่งใสของประเทศไทยหากจะวัดด้วยดัชนี ภาพลักษณ์การทุจริต หรือว่า Corruption Perception Index ตกลงมาแย่สุดในรอบ ๑๒ ปี มันก็ยืนยันชัดเจนแล้วครับว่าท่านนายกรัฐมนตรีล้มเหลวในเรื่องของการแก้ไขปัญหา การทุจริตคอร์รัปชัน การเอาจริงเอาจังของตัวผู้นำครับซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญมากสำหรับ ประเทศอื่นที่สามารถปราบโกงได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราก็ไม่เคยได้เห็นจากนายกรัฐมนตรี ที่ชื่อว่าแพทองธาร ชินวัตร เรื่องยาก ๆ อย่างเช่นการยกเลิกกฎระเบียบที่ล้าสมัยแล้วเปิดช่อง ให้เกิดการทุจริต ท่านก็ใช้วิธีการไปตั้งคณะกรรมการมาทำงานแทนโดยที่ตัวเองไม่เคยสนใจ จะลงไปคลุกกับปัญหา หรือไปนำทัพด้วยตนเองเหมือนกับที่ผู้นำในประเทศอื่นอย่างเช่น เกาหลีใต้ในอดีตเคยทำสำเร็จ แม้กระทั่งเรื่องง่าย ๆ เช่นการไปอ่าน Script ที่ทีมงานท่าน เขียนไว้ให้เพื่อไปเปิดงานวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล เมื่อวันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๖๗ ท่านยังส่ง ท่านรัฐมนตรีไปแทนเลยครับ ทั้ง ๆ ที่ผมไป Check ดูแล้ว Check แล้ว Check อีกก็ไม่มี กำหนดการหรือว่าตารางงานอื่น ๆ ในเช้าวันนั้น แม้จะพูดถึงเรื่องความสำคัญของการแก้ปัญหา การทุจริตแค่ครั้งเดียว ผมว่าผมก็ไม่เคยได้ยินท่านนายกรัฐมนตรีพูดนะครับ มีแต่คุณพ่อท่าน นายกรัฐมนตรีละครับที่วันหนึ่งก็ยอมรับสารภาพผิดในคดีทุจริตแล้วยื่นขอรับพระราชทาน อภัยโทษ แต่พอผ่านไปไม่ถึง ๑๘ เดือนไปขึ้นเวทีปราศรัยแล้วพูดว่า ผมขออภัยนะครับอันนี้ คำพูดท่านอดีตนายกรัฐมนตรี มันบอกว่าผมโกง โกงพ่อมึงสิ แม้แต่ความพยายามของท่าน นายกรัฐมนตรีในการผลักดันการแก้กฎหมายในรัฐสภาแห่งนี้เพื่อสร้างระบบที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ท่านก็ไม่ทำ ร่างแก้ไข พ.ร.ป. ป.ป.ช. ที่รัฐสภาเพิ่งเห็นชอบไปตอนต้นปีที่มี เนื้อหาสาระในการคุ้มครองความปลอดภัยของผู้แจ้งเบาะแสการทุจริตก็ไม่ได้ถูกริเริ่ม โดยรัฐบาลท่านนะครับ แต่เป็นร่างกฎหมายที่มีการเปิดรับฟังความเห็นโดยหน่วยงานตั้งแต่ก่อน การเลือกตั้งปี ๒๕๖๖ การแก้ไข พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารที่จะทำให้เรามายืนยันกันว่าข้อมูลรัฐนั้น จะต้องเปิดเผยเป็นหลัก ปกปิดเป็นข้อยกเว้น พวกผมนี่ละครับยื่นกฎหมายเข้าไปตั้งแต่ กลางปี ๒๕๖๖ มาถึงวันนี้ ครม. ยังไม่เอาไปลอกการบ้านเลยครับ จนทำให้ข้อมูลพื้นฐาน เช่น จำนวนนายพลในกองทัพ เช่น รายละเอียดจัดซื้อจัดจ้างของ Web App ของประกันสังคม ประชาชน หรือ สส. ก็เข้าไม่ถึง หรือแม้กระทั่งเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องมาแก้กฎหมายในสภาแห่งนี้ แต่เป็นระเบียบที่ฝ่ายบริหารสามารถออกเองได้ก็ไม่มีความคืบหน้า ยกตัวอย่าง พระราชกฤษฎีกา ที่ ครม. สามารถออกได้ตาม พ.ร.ป. ป.ป.ช. มาตรา ๑๓๐ เพื่อกำหนดแนวทางให้ข้าราชการ บางส่วนนั้นมีการส่งบัญชีทรัพย์สินไปที่หน่วยงานของตนเอง มาถึงวันนี้เข้าใจว่าก็ยังไม่มี ความคืบหน้า ล่าสุด Check เมื่อเช้าร่างค้างอยู่ที่ ครม. มาเป็นปีแล้วครับ แต่ความเลวร้าย ของรัฐบาลแพทองธาร คือนอกจากท่านจะปล่อยปละละเลยเรื่องการแก้ปัญหาการทุจริต คอร์รัปชันแล้ว ท่านยังไปเอาเรื่องของการปราบโกงมาเป็นเครื่องมือในการต่อรองกันทางการเมือง เป็นรัฐบาลที่สนใจเรื่องความถูกต้องต่อเมื่อตัวเองได้ประโยชน์จากมัน เป็นรัฐบาลที่ขยัน ในการตรวจสอบการทำผิดกฎหมายต่อเมื่อต้องการใช้ในการเจรจาในจังหวะที่พวกท่าน แบ่งผลประโยชน์กันไม่ลงตัว ยกตัวอย่างครับ เพื่อนสมาชิกพูดไปเมื่อสักครู่ Resort ที่เขาใหญ่ ที่เชื่อมโยงกับหัวหน้าพรรคสีน้ำเงิน เปิดมาหลายปีก็ไม่เคยถูกตรวจสอบ แต่ทันทีที่ สส. สว. สีน้ำเงินไปหักกับ สส. สีแดงในสภาแห่งนี้เรื่องรัฐธรรมนูญ ตรวจสอบทันทีครับ หรืออีกตัวอย่างหนึ่งเมื่อเช้าครับ เพื่อนสมาชิกอภิปรายไปแล้วครับ ที่ดินของครอบครัว ท่านนายกรัฐมนตรีเองที่ปทุมธานี พอดูแล้วเหมือนจะมีปัญหา กระทรวงของพรรคท่านก็ต้อง ตั้งท่าตรวจสอบที่ดินที่บุรีรัมย์เผื่อไว้ด้วย ถ้าตายมันจะได้ตายกันทั้งคู่ อันนี้คือสภาวะของรัฐบาล ที่พร้อมจะปักมีดไปที่แผลของคู่แข่งทางการเมือง และจงใจคามันไว้เพื่อสร้างอำนาจต่อรองและ รีดไถผลประโยชน์ แต่ทันทีที่มีการแบ่งสัมปทาน เซ็นสัญญากันใหม่เรียบร้อยแล้วก็ค่อย ดึงออกแบบเงียบ ๆ ครับ เป็นรัฐบาลการละครที่อ้างความถูกต้องเอาหล่อครับ ต่อเมื่อตรวจสอบ ฝ่ายตรงข้าม แต่กลับปิดตาข้างเดียวครับ เมื่อไรก็ตามที่โคจรมาอยู่ฝ่ายเดียวกัน นอกจากนั้น ปัญหาเรื่องระบบอุปถัมภ์และการเอื้อประโยชน์ต่อพวกพ้องก็มีแนวโน้มจะแย่ลงกว่าเดิมครับ สังคมเรา เศรษฐกิจเรา กำลังจะกลายเป็นสังคมที่ใครจะรวย รู้ลึกรู้จริงไม่สำคัญเท่ากับรู้จัก คนทุกคนครับ บริษัทจะพัฒนานวัตกรรมอย่างเก่งกาจแค่ไหนก็ไม่อาจสู้ได้กับบริษัทที่ขยัน และเก่งกาจในการเอาตัวเองไปล้อมรอบท่านนายกรัฐมนตรีและครอบครัวนายกรัฐมนตรีครับ ไปดูตัวอย่างภาคพลังงานครับ บริษัทพลังงานแห่งหนึ่ง เพื่อนสมาชิกอภิปรายไปก่อนหน้านี้ โดยละเอียดแล้ว เป็นบริษัทที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดภายใต้รัฐบาลพลเอก ประยุทธ์ แต่พอ วันนี้เปลี่ยนสิทธิ