วรภพ ตั้งข้อสังเกตความโปร่งใสรับซื้อไฟฟ้า 3,600 เมกะวัตต์

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๖ · ๒๕ มีนาคม ๒๕๖๘

วรภพ วิริยะโรจน์ ตั้งข้อสังเกตถึงความไม่โปร่งใสในการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนรอบใหม่ 3,600 เมกะวัตต์ โดยชี้ให้เห็นความขัดแย้งในการอนุมัติสัญญาซื้อขายไฟฟ้าของรัฐบาลชุดปัจจุบันที่เคยวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลก่อนเรื่องค่าไฟแพง แต่กลับเร่งลงนามในโครงการคล้ายกันให้กลุ่มทุนที่เกี่ยวข้องกับนายกรัฐมนตรีโดยไม่ชะลอ พร้อมตั้งข้อสงสัยถึงการไม่มีการฟ้องร้องคัดค้านจากเอกชน และความโปร่งใสของกระบวนการที่ไม่เปิดประมูล ซ้ำยังขัดแย้งกับนโยบายพลังงานสะอาด และอาจทำให้ประชาชนต้องแบกรับภาระค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้นในระยะยาว

นายวรภพ วิริยะโรจน์ แบบบัญชีรายชื่อ

โอเคได้ครับท่านประธาน ขอทวนอีกทีครับ ที่ผมรู้สึกว่ามันย้อนแย้งที่สุดครับเมื่อ Page พรรคการเมืองที่นายกรัฐมนตรี เป็น Candidate นายกรัฐมนตรี เขาโพสต์ย้อนแย้งไว้อย่างเจ็บแสบครับ เขาบอกว่ารัฐบาล ก่อนหน้าของรัฐบาลที่แล้วก็คือรัฐบาลของพรรคการเมืองที่นายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าพรรค นี่ครับ เขาอนุมัติสัญญาโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่ IPP ๕,๐๐๐ เมกะวัตต์ ให้ก๊วนกอล์ฟ เพื่อนพ่อนายกรัฐมนตรีเหมือนกัน แต่รัฐบาลที่แล้วเป็นคนลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้านะ เจรจาได้แต่กลับไม่ทำครับ พูดง่าย ๆ คือพรรคการเมืองที่นายกรัฐมนตรีเป็น Candidate นายกรัฐมนตรีก็ด่ารัฐบาลที่แล้วไว้ครับ ว่าต่อให้เป็นรัฐบาลที่อนุมัติไฟฟ้า ๒ โรงเบิ้ม ๆ ไว้ แต่รัฐบาลที่ลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าต่างหากเป็นคนผิด ที่ทำให้ทุกวันนี้ประเทศไทย เรามีโรงไฟฟ้าล้นเกินและค่าไฟแพงวันนี้ คือช่วงที่หาเสียงก็โบ้ยความผิดให้รัฐบาลที่แล้วครับ แต่พอตัวเองได้เป็นนายกรัฐมนตรี ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลก็กลับสานต่ออนุมัติสัญญา ซื้อขายไฟฟ้าที่อนุมัติในรัฐบาลก่อนหน้านี้ครับ สานต่อกระบวนการค่าไฟแพงกันแบบ ไร้รอยต่อ แต่ความแตกต่างที่สำคัญที่สุดของ ๒ กรณีนี้คืออะไรรู้ไหมครับ ว่าทำไมความผิด ของรัฐบาลนี้มันถึงร้ายแรงกว่ามากครับ เพราะโครงการไฟฟ้าหมุนเวียนรอบ ๕,๒๐๐ เมกะวัตต์ ตามระเบียบ กกพ. มันระบุไว้ชัดเจนมากครับว่า กกพ. สงวนสิทธิ์ยกเลิกโครงการได้ ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงมติ กพช. ที่นายกรัฐมนตรีเป็นประธานครับ แต่ต้องมีการเปลี่ยนแปลง มติ กพช. ก่อนลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าเท่านั้นถึงจะยกเลิกโครงการได้ครับ พูดง่าย ๆ นายกรัฐมนตรีมีอำนาจเต็มที่จะยกเลิก ระงับ หรือชะลอโครงการการรับซื้อไฟฟ้าหมุนเวียน เฟสแรกรอบ ๕,๒๐๐ เมกะวัตต์ได้แน่นอนครับ เหมือนที่รัฐบาลชุดนี้ก็ยืนยันเพราะทำมาแล้ว เมื่อเดือนธันวาคมปี ๒๕๖๗ ที่ให้ชะลอโครงการ ๓,๖๐๐ เมกะวัตต์ ก่อนลงนามสัญญา ซื้อขายไฟฟ้าไปก่อน แต่แน่นอนการลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าให้กับเพื่อนสนิท นายกรัฐมนตรีและก๊วนกอล์ฟเพื่อนพ่อนี่ครับ รัฐบาลเขาไม่มีรีรอลังเลอะไรเลยครับ เลยไม่ยอมใช้อำนาจ ไม่ยอมใช้มติ กพช. ในการสั่งชะลออะไร และจึงลงนามในสัญญา ซื้อขายไฟฟ้าไปแล้วครับ ซึ่งผมไม่คิดว่าพรรคการเมืองของนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ที่อวดอ้างว่าเชี่ยวชาญเศรษฐกิจเป็นอย่างดี ขี้โม้ว่าเชี่ยวชาญเรื่องปากท้องมายาวนานนะครับเขาจะเข้าใจอะไรผิด เขาถึงโพสต์ไว้แบบนี้ ครับว่าการรับซื้อไฟฟ้ารอบ ๕,๒๐๐ เมกะวัตต์จะทำให้ค่าไฟประชาชนแพงขึ้น และถ้าพรรค การเมืองของนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร เข้าใจไม่ผิดนะครับ มันจึงเหลือแค่ เหตุผลเดียวครับ คือนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลรู้ทั้งรู้ว่าจะทำให้ค่าไฟประชาชนแพงขึ้น แต่ก็ตัดสินใจที่จะสานต่อกระบวนการค่าไฟแพงจึงได้ลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าให้กับ กลุ่มทุนพลังงานที่สนิทสนมกับนายกรัฐมนตรีและพ่อนายกรัฐมนตรีไปแล้ว แล้วที่รัฐบาล สานต่อลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าแสงอาทิตย์นี้ครับ โครงการที่ริเริ่มโดยรัฐบาลก่อนหน้า ลงนามได้อย่างรวดเร็ว ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าค่าไฟประชาชนจะแพงขึ้น ทั้ง ๆ ที่รู้ว่ามีคำสั่งทุเลา จากศาลปกครองของพลังงานลมที่ระบุให้เห็นถึงกระบวนการคัดเลือกที่ไม่โปร่งใส ไม่เป็นธรรม และทำให้ประเทศชาติเสียประโยชน์ได้แต่ก็ยังลงนามในสัญญา ทั้ง ๆ ที่รัฐบาล และนายกรัฐมนตรีมีอำนาจเต็มในการชะลอแต่ก็ไม่ชะลอ กลับเร่งรีบลงนามในสัญญาให้กับ กลุ่มทุนที่สนิทสนมกับนายกรัฐมนตรี แบบนี้มันล้วนยืนยันครับว่าการเร่งรีบลงนามสัญญา ซื้อขายไฟฟ้าเฟสแรกนี้มันเป็นส่วนหนึ่งของ Deal จัดตั้งรัฐบาลข้ามขั้ว เป็นส่วนหนึ่งของ Deal พาพ่อกลับบ้านครับ มันถึงรวดเร็วราบรื่นแบบนี้ ที่นายกรัฐมนตรีเคยหาเสียงไว้ว่า มีกิน มีใช้ นายกรัฐมนตรีอาจจะไม่ได้หมายถึงประชาชนครับ อาจจะหมายถึงกลุ่มทุน พลังงานเพื่อนพ่อหรือเปล่ามันเลยดูราบรื่นไปหมดแบบนี้ และ Highlight ยังไม่หมดครับ ท่านประธาน ถึงตรงนี้ครับท่านประธานอาจจะเริ่มสงสัย ถึงไม่สงสัยผมก็จะชวนให้ ท่านประธานสงสัยครับ ว่าแล้วทำไมถึงไม่มีเอกชนที่เขายื่นโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ เขาฟ้องศาลปกครองเลย เพราะถ้ามีเอกชนมายื่นฟ้องศาลปกครองในโครงการพลังงาน แสงอาทิตย์ด้วยศาลปกครองก็น่าจะมีคำสั่งทุเลาชั่วคราวไว้เหมือนกันกับพลังงานลม ใช่ไหมครับ ซึ่งจะทำให้รัฐบาลต้องชะลอการลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้านี้ออกไปก่อน คำตอบของคำถามนี้ครับ มันจะเริ่มทำให้เห็นครับว่าทำไมถึงมีเงื่อนไขพิสดารการล็อกโควตา ในการรับซื้อไฟฟ้าเฟส ๒ ครับ เพราะว่าก่อนประกาศว่าเอกชนรายใดจะได้รับคัดเลือกในการ รับซื้อไฟฟ้าเฟสแรกรอบ ๕,๒๐๐ เมกะวัตต์ ที่ประกาศในเดือนเมษายน ๒๕๖๖ ๑ เดือน ก่อนหน้านั้นก็คือมีนาคม ๒๕๖๖ มีมติ กพช. อนุมัติให้มีการรับซื้อไฟฟ้าหมุนเวียนเฟส ๒ รอบ ๓,๖๐๐ เมกะวัตต์นี้ครับ แต่มันมาพร้อมกับเงื่อนไขพิสดาร ๒ อย่าง เงื่อนไขพิสดาร แรกครับ คือจะเป็นโควตาให้เอกชนที่ยื่นโครงการในเฟสแรก จะได้สิทธิพิจารณาก่อนเพื่อน คือล็อกโควตาไว้ให้ เงื่อนไขพิสดารที่ ๒ คือกำหนดไว้ว่าเอกชนที่ยื่นในเฟส ๒ รอบ ๓,๖๐๐ เมกะวัตต์จะต้องไม่เป็นเอกชนที่ฟ้องร้องหน่วยงานรัฐอยู่ ง่าย ๆ ครับ เอกชนที่ฟ้องร้อง หน่วยงานรัฐอยู่ จะไม่ได้รับสิทธิในโควตาที่ล็อกไว้ให้ในการรับซื้อไฟฟ้าเฟส ๒ รอบ ๓,๖๐๐ เมกะวัตต์ ใช่ครับท่านประธาน มันแปลกไหมครับ มองเจตนาของการกำหนดเงื่อนไขพิสดาร แบบนี้เป็นอย่างอื่นไม่ได้ครับ มันเป็นเงื่อนไขที่ต้องการจะขู่ ขู่และปิดปากเอกชนครับ ที่บอกว่าต่อให้เดือนถัดมาเมื่อประกาศรายชื่อเอกชนที่ได้รับคัดเลือกในเฟสแรกมาแล้ว แต่ถ้ายังไม่ได้รับคัดเลือกอย่าเพิ่งมาฟ้องรัฐ เพราะถ้าเอกชนรายไหนมาฟ้องรัฐจะไม่ได้ รับสิทธิในโควตาที่ล็อกไว้ให้ครับ แบบนี้ก็ได้หรือครับ แต่แบบนี้ละครับที่เกิดขึ้นแล้ว ในประเทศไทยครับ ถึงแม้ว่ามติ กบง. กรกฎาคม ๒๕๖๗ จะยกเลิกเงื่อนไขพิสดารที่ ๒ ที่ห้ามเอกชนที่ฟ้องหน่วยงานรัฐยื่นโครงการไปแล้วก็ตาม จนถึงวันนี้คือเงื่อนไขพิสดารที่ ๒ ถือว่ายกเลิกไปแล้วครับ แต่ก็ต้องอธิบายให้ท่านประธานนึกภาพตามอย่างนี้ครับ ว่าการกำหนดเงื่อนไขที่ขู่และปิดปากเอกชนแบบนี้ มันได้บรรลุวัตถุประสงค์ของมันไปเรียบร้อยแล้วครับ ในเมื่อไม่มีเอกชนที่เขายื่นโครงการ พลังงานแสงอาทิตย์เขาฟ้องต่อศาลปกครอง จนรัฐบาลสามารถสานต่อและลงนามสัญญา ซื้อขายไฟฟ้าแสงอาทิตย์ให้กับกลุ่มทุนพลังงานเพื่อนนายกรัฐมนตรีและพ่อนายกรัฐมนตรี สำเร็จไปแล้ว และนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ก็ได้สานต่อการล็อกโควตาในการรับซื้อ ไฟฟ้าหมุนเวียนเฟส ๒ รอบ ๓,๖๐๐ เมกะวัตต์ไปแล้วครับ สุดท้ายครับผมทวนย้อนสรุปทวน ให้ท่านประธานกันอีกทีครับว่าความผิดของนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ที่สานต่อ ทุจริตนโยบายขบวนการค่าไฟแพงที่ปล้นคนไทยทุกคนผ่าน Bill ค่าไฟ เอื้อประโยชน์ให้กับ กลุ่มทุนพลังงานที่สนิทสนมกับนายกรัฐมนตรีและครอบครัว มีอะไรกันบ้างอีกครั้งคือ

ประเด็นที่ ๑ นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ได้สานต่อเดินหน้าโครงการ รับซื้อไฟฟ้าหมุนเวียนเฟส ๒ รอบ ๓,๖๐๐ เมกะวัตต์ ที่ทุจริตนโยบายตั้งแต่ประเด็นแรก คือไม่มีเปิดประมูลแข่งขันราคารับซื้อราคาไฟฟ้าที่ราคาแพงให้กลุ่มทุนพลังงานกำไรกัน พุงปลิ้น แต่ค่าไฟประชาชนจะแพงขึ้น ๑ แสนล้านบาทตลอดอายุสัญญา ๒๕ ปี

ประเด็นที่ ๒ รับซื้อไฟฟ้า ๓,๖๐๐ เมกะวัตต์ที่ซ้ำซ้อนกับการเปิดเสรีไฟฟ้า สะอาด ๒,๐๐๐ เมกะวัตต์ของรัฐบาลเอง กลุ่มทุนพลังงานเขาได้กำไรแน่ ๆ ครับ เพราะรัฐ ต้องรับซื้อไฟฟ้าที่ผลิตได้ทั้งหมด แต่ค่าไฟประชาชนจะแพงขึ้นจากการรับซื้อไฟฟ้าที่ซ้ำซ้อน และล้นเกิน

ประเด็นที่ ๓ มีการล็อกโควตาให้เอกชนที่ยื่นโครงการ ๒ ปีที่แล้วก่อนเพื่อน กีดกันรายใหม่เพื่อปิดปากรายเก่า

ประเด็นที่ ๔ ไม่มีการประกาศหลักเกณฑ์คำนวณคะแนนเทคนิค เปิดช่อง ให้ใช้ดุลพินิจไว้จิ้มเลือกกลุ่มทุนพลังงานใด ๆ ที่สนิทสนมกับนายกรัฐมนตรีให้ได้กำไรดี ๆ อีกครั้งก็ได้ และความผิดข้อ ๒ ที่รัฐบาลได้สานต่อ เร่งรีบลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าพลังงาน แสงอาทิตย์ ในโครงการรับซื้อไฟฟ้าเฟสแรกรอบ ๕,๒๐๐ เมกะวัตต์ ทั้ง ๆ ที่พรรคการเมือง ที่นายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าพรรคก็รู้อยู่แล้วว่าจะทำให้ค่าไฟแพงขึ้น ๒. ทั้ง ๆ ที่มีคำสั่งทุเลา ชั่วคราวจากศาลปกครองที่ชี้ว่ากระบวนการคัดเลือกไม่โปร่งใส ไม่ยุติธรรม และเป็นเหตุให้ ประเทศชาติเสียประโยชน์ได้ก่อนลงนามในสัญญาซื้อขายแล้วด้วย และ ๓. นายกรัฐมนตรีมี อำนาจเต็มที่จะชะลอหรือยกเลิกโครงการได้แต่ก็ไม่ทำ กลับเร่งรีบลงนามในสัญญาซื้อขาย ไฟฟ้าให้กับกลุ่มทุนพลังงานที่สนิทกับนายกรัฐมนตรีและก๊วนกอล์ฟพ่อนายกรัฐมนตรีไปเลย