วรภพ วิจารณ์รับซื้อไฟฟ้าหมุนเวียนไร้ประมูล ชี้ภาระค่าไฟบาน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๖ · ๒๕ มีนาคม ๒๕๖๘

วรภพ วิริยะโรจน์ ตั้งข้อสังเกตถึงความไม่โปร่งใสและความไม่จำเป็นในการเดินหน้าโครงการรับซื้อไฟฟ้าหมุนเวียน 3,600 เมกะวัตต์ที่ดำเนินต่อจากมติรัฐบาลเก่า โดยชี้ว่าการรับซื้อโดยไม่เปิดประมูลและตั้งราคาสูงกว่าต้นทุนจริงทำให้ประชาชนต้องแบกรับภาระค่าไฟเพิ่มขึ้นถึง 100,000 ล้านบาท และอาจเข้าข่ายทุจริตในเชิงนโยบาย พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบด้วยการพิจารณาความเหมาะสมของโครงการใหม่ หลังผู้นำไม่ชี้แจง ไม่ตอบกระทู้ และไม่เข้าร่วมประชุมที่เกี่ยวข้องแม้มีคำสั่งให้ชะลอการดำเนินการ

นายวรภพ วิริยะโรจน์ แบบบัญชีรายชื่อ

โอเค ผมจะขอไล่เลียงช่วงเวลา Timeline ให้ท่านประธานได้เข้าใจครับ ของการเจตนาสานต่อทุจริตนโยบายครับ และการ กระทำที่เป็นขบวนการครับ ให้เห็นกันชัด ๆ ครับ ทำไมถึงต้องมาไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี และผมต้องเกริ่นแบบนี้ก่อนครับ ที่ต้องอธิบายครับว่ามันคือการสานต่อขบวนการค่าไฟ แพงครับ เพราะว่าโครงการรับซื้อไฟฟ้าหมุนเวียน เฟส ๒ รอบ ๓,๖๐๐ เมกะวัตต์ครับ มันเป็นโครงการที่ริเริ่มโดยรัฐบาลก่อนหน้าครับ ก็คือโดยรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นมติเมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๖๖ ครับ เป็นมติของคณะกรรมการนโยบาย พลังงานแห่งชาติ ตัวย่อคือ กพช. นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน หลังจากนี้ตัวย่อจะเยอะ นิดหนึ่งครับท่านประธาน เพราะมันทำกันเป็นขบวนการครับ แต่ผมจะอธิบายท่านประธาน เข้าใจง่าย ๆ อย่างนี้ครับ กพช. คือ Board ระดับนโยบายพลังงานที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย อนุมัติมาเมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๖๖ เรียกได้ว่าเป็นมติที่ทิ้งทวนครับเพราะอนุมัติไว้ ๒ เดือน ก่อนเลือกตั้งใหญ่ ซึ่งหลังเลือกตั้งเปลี่ยนรัฐบาลมาแล้ว ตอนแรกก็คิดว่าโครงการนี้จะถูกพับ ไป แต่มันไม่ใช่ครับ รัฐบาลใหม่กลับมาสานต่อและเดินหน้าเมื่อเดือนกรกฎาคม ๒๕๖๗ เมื่อ มีมติของ กบง. คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน กบง. นี้รัฐมนตรีพลังงานเป็นประธาน ครับ อันนี้มีมติที่เป็นทางการสั่งให้เดินหน้าโครงการรับซื้อไฟฟ้าหมุนเวียนเฟส ๒ รอบ ๓,๖๐๐ เมกะวัตต์ และหน่วยงานรัฐที่กำกับธุรกิจพลังงานไฟฟ้า ตัวย่อก็คือ กกพ. เขาก็เลย ออกประกาศระเบียบรับซื้อไฟฟ้าหมุนเวียนเฟส ๒ รอบ ๓,๖๐๐ เมกะวัตต์ ออกมาเมื่อเดือน กันยายน ๒๕๖๗ ครับ ดังนั้นก็ต้องย้ำนะครับเป็นมติ กบง. ที่สั่งเดินหน้าอย่างเป็นทางการ หลังจากนั้นครับมันก็จะเป็น Timeline ที่จะอธิบายให้ท่านประธานได้เห็นถึงเจตนาของ รัฐบาลครับ หลังจากเดือนกันยายนที่ประกาศระเบียบมาแล้ว เดือนตุลาคม ๒๕๖๗ ผู้นำฝ่าย ค้านหัวหน้าพรรคประชาชน สส. ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ก็ได้ถามกระทู้ถามสด ต่อนายกรัฐมนตรีครับ เพราะมันเป็นเรื่องนโยบายที่นายกรัฐมนตรีต้องตัดสินใจ แต่นายกรัฐมนตรีก็หนีตอบกระทู้ถามครับ จนทุกวันนี้ก็ยังตอบกระทู้ถามฝ่ายค้านที่สภา มอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานมาตอบแทนครับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง พลังงานก็ตอบกระทู้ถามที่สภาว่ายอมรับว่าโครงการนี้มีปัญหาจริง และวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๗ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานก็เลยส่งหนังสือให้ กกพ. ขอให้ระงับโครงการไฟฟ้า หมุนเวียน ๓,๖๐๐ ก็จริงอยู่ครับ แต่ต้องอธิบายท่านประธานอย่างนี้ครับว่าการรับส่งเอกสาร ให้ กกพ. มันไม่มีผลทางกฎหมายครับ มันไม่ใช่มติ กบง. ที่รัฐมนตรีพลังงานเป็นประธานครับ และมันก็ไม่ใช่มติ กพช. ที่นายกรัฐมนตรีเป็นประธานที่จะมาเปลี่ยนแปลงอะไรได้ครับ และที่สำคัญที่สุด วันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๗ มีการประชุม กพช. ที่นายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร มานั่งเป็นประธาน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานก็เข้าประชุม ด้วยครับ ไม่ได้มีมติเปลี่ยนแปลงอะไรครับแต่บนเว็บไซต์ของรัฐบาลก็มีการเผยแพร่ข่าว ระบุมาชัด ๆ ว่านายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร สั่งให้ทุกหน่วยงานที่มีโครงการไฟฟ้า สะอาดเร่งเดินหน้าทุกโครงการ ถ้าแบบนี้มันก็ไม่แปลกหรอกครับที่เดือนถัดมาวันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๖๗ กกพ. เขาก็เลยประกาศรายชื่อเอกชนที่ได้รับคัดเลือกที่จะให้มาทำสัญญา ซื้อขายไฟฟ้ากับรัฐ ๒,๑๐๐ เมกะวัตต์ส่วนแรก และกำหนดให้เอกชนเร่งรีบมาลงนาม ในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าครับ ภายใน ๑๕-๖๐ วัน ซึ่งต้องอธิบายท่านประธานอย่างนี้ครับว่า ถ้าเราปล่อยให้เอกชนมาลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับรัฐไปแล้วมันจะถือว่าผูกพัน เป็นสัญญาระหว่างรัฐและเอกชนสมบูรณ์แบบไปแล้ว รัฐบาลนี้หรือรัฐบาลหน้าจะมา เปลี่ยนแปลงแก้ไขหรือยกเลิกสัญญาอะไรมันก็จะยากขึ้นไปอีกครับ หัวหน้าพรรคประชาชน เลยต้องถามกระทู้ถามสดอีกครั้ง และนายกรัฐมนตรีก็หนีตอบกระทู้ถามสดอีกครับ จนสำนัก ข่าวทุกสำนัก พี่น้องประชาชนต้องร่วมกันรวมพลังกันกดดันคัดค้าน ออกข่าวกันแทบ ทุกสำนัก ทั้ง Social Media คัดค้านโครงการนี้อย่างหนัก เพราะมันจะทำให้ค่าไฟประชาชน แพงขึ้น จนในที่สุดวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๖๗ มีการเรียกประชุม กพช. ครับ แต่รอบนี้ นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร แทนที่จะทำหน้าที่ประธาน กพช. โดยตำแหน่งด้วยตนเอง ก็หนีประชุม กพช. ครับ นอกจากจะหนีตอบกระทู้ถามสดแล้ว การทำหน้าที่ประธาน กพช. โดยตำแหน่งก็ยังหนีครับ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานมาเป็นประธานแทน นี่คือการลอยตัวอยู่เหนือปัญหา ไร้ภาวะผู้นำของนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร และแม้ว่าวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๖๗ จะมีมติ กพช. ให้ชะลอโครงการรับซื้อไฟฟ้าหมุนเวียน ๓,๖๐๐ เมกะวัตต์ออกไปก่อน แต่ก็ต้องยืนยันครับว่าไม่เป็นมติที่ให้ชะลอเท่านั้นครับ มันยัง ไม่ใช่ระงับหรือยกเลิกโครงการอะไรเลยครับ และผ่านมาจนถึงวันนี้ ๓ เดือนก็แล้วก็ยังไม่มี คำชี้แจงใด ๆ จากนายกรัฐมนตรีที่ชื่อแพทองธาร ชินวัตร ว่าจะตัดสินใจอย่างไรกับการรับซื้อ ไฟฟ้าหมุนเวียน ๓,๖๐๐ เมกะวัตต์นี้ หรือว่ามันเป็นเพียงแค่เทคนิคครับ เทคนิคในการรอ ให้ข่าวมันเงียบ เมื่อข่าวมันเงียบแล้วค่อยไปลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับเอกชนต่อได้ ที่ต้องย้ำท่านประธานแบบนี้เพราะว่าการรับซื้อไฟฟ้าหมุนเวียนรอบ ๓,๖๐๐ เมกะวัตต์ มันคือการทุจริตนโยบายขนาด ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทครับท่านประธาน มีข้อทุจริตนโยบาย ใหญ่ ๆ ๔ ประเด็นครับที่ผมจะไล่ให้ท่านประธานได้เข้าใจถึงความผิดของนายกรัฐมนตรี ที่ร้ายแรงกว่านี้ครับ ขอเริ่มจากประเด็นทุจริตนโยบาย

๑. คือการรับซื้อไฟฟ้าหมุนเวียนรอบ ๓,๖๐๐ เมกะวัตต์ มันเป็นการรับซื้อ ไฟฟ้าที่ไม่มีการเปิดประมูลแข่งขันราคาอะไรเลยครับ ประเทศไทยปีที่แล้วใช้ไฟฟ้าทั้งหมด สูงสุด ๓๖,๐๐๐ เมกะวัตต์ ดังนั้นการรับซื้อไฟฟ้าระดับ ๓,๖๐๐ เมกะวัตต์คือการรับซื้อไฟฟ้า ระดับ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของความต้องการใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศ แต่การรับซื้อโครงการใหญ่ ขนาดนี้กลับเป็นการรับซื้อที่ไม่มีการเปิดประมูลแข่งขันราคาอะไรเลย เพราะมติ กพช. เขากำหนดราคารับซื้อมาแล้วครับ คือเคาะราคามาระดับนโยบายเลยครับว่าจะรับซื้อที่ราคา เท่าไรครับ ไม่ต้องให้เอกชนมาประมูลแข่งขันครับว่าใครจะเสนอขายไฟให้รัฐได้ถูกที่สุด ทั้ง ๆ ที่ทุกราคาที่รัฐไปรับซื้อมาจากเอกชนมันจะเป็นต้นทุนของประชาชนทั้งหมด แล้วใน เมื่อไม่มีการประมูลแข่งขันมันก็ต้องไปดูต่อว่าแล้วราคาค่าไฟที่รัฐจะรับซื้อโดยไม่เปิดประมูล มันแพงกว่าที่ควรจะเป็นแค่ไหนครับ ท่านประธานก็จะเข้าใจครับว่าทำไมผมถึงบอกว่า มันเป็นการทุจริตนโยบาย ค่าไฟประชาชนระดับ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท

เหตุผลแรก ราคาที่รัฐจะรับซื้อไฟฟ้าจากเอกชน ไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์หรือ โซลาร์ฟาร์ม รัฐจะรับซื้อที่ ๒.๒ บาทต่อหน่วย พลังงานลมรัฐจะรับซื้อที่ ๓.๑ บาทต่อหน่วย ๒ ราคานี้เป็นราคาที่กำหนดไว้ตั้งแต่ปี ๒๕๖๕ คือเป็นราคาเดียวกันการรับซื้อไฟฟ้า หมุนเวียนเฟสแรกรอบ ๕,๒๐๐ เมกะวัตต์ เมื่อ ๒ ปีที่แล้ว และในการรับซื้อเฟสแรก รัฐประกาศรับซื้อมา ๕,๒๐๐ เมกะวัตต์ แต่มีเอกชนมายื่นเสนอโครงการต้องการจะขายไฟฟ้า ให้รัฐถึง ๑๗,๔๐๐ เมกะวัตต์ คือ ๓.๓ เท่าของที่รัฐจะประกาศรับซื้อ มันก็ช่วยยืนยันครับว่า ราคาที่รัฐจะรับซื้อขนาด ๒ ปีที่แล้วกำไรมันดีแค่ไหนครับเอกชนเขาถึงแย่งจะสนใจ มาขายไฟฟ้าให้รัฐ แล้วเมื่อเวลาผ่านมา ๒ ปีก็แล้ว เปลี่ยนรัฐบาลใหม่ก็แล้ว รัฐบาลของ นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ก็ยังคงที่จะเลือกที่จะสานต่อการรับซื้อไฟฟ้าโดย ไม่เปิดประมูล และยังคงราคารับซื้อไว้เหมือน ๒ ปีที่แล้วเป๊ะ ๆ ครับ ทั้ง ๆ ที่คนในวงการ พลังงานเขารู้กันดีครับว่าต้นทุนพลังงานหมุนเวียนมันลดลงทุกปีตามการพัฒนาของ เทคโนโลยี แต่ราคาที่รัฐจะรับซื้อมันเป็นเส้นตรงคงที่ตลอดครับ เอาส่วนต่างตรงนี้มา เทียบกันมันก็จะได้คำตอบครับว่าจะทำให้ค่าไฟประชาชนแพงขึ้นปีละ ๔,๐๐๐ ล้านบาท และในการรับซื้อก็อนุมัติราคารับซื้อคงที่ตลอดอายุสัญญา ๒๕ ปีเต็มครับ คือเบ็ดเสร็จแล้ว ค่าไฟประชาชนจะแพงขึ้นถึง ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ แสนล้านบาทครับที่ประชาชนไม่ควร จะต้องจ่าย ถ้าไม่มีการตั้งใจทุจริตนโยบายของรัฐบาลให้กับกลุ่มทุนพลังงาน มันมีตัวอย่าง อีกมากครับว่าทำไมราคาที่รัฐจะรับซื้อเอาแค่พลังงานแสงอาทิตย์มันแพงกว่าที่ควรจะเป็นครับ ผมยกตัวอย่างของเพื่อนบ้านเรา ใกล้ ๆ บ้านเรา เวียดนามเขารับซื้อกันที่ ๑.๗ บาทต่อหน่วย มาเลเซีย ๑.๘ บาทต่อหน่วยครับ แต่เอาที่ตัวอย่างชัด ๆ มันก็จะเป็นกรณีที่บริษัทคนไทย เรานี่ครับ บริษัท จีพีเอสซี เป็นบริษัทลูกของ ปตท. รัฐวิสาหกิจบ้านเรา เขาประกาศมาครับ ว่าบริษัทย่อยที่อินเดียเขาไปประมูลมาครับ ย้ำนะครับ คือเปิดประมูลที่อินเดีย เขาชนะไฟฟ้า พลังงานแสงอาทิตย์ไปเท่าไร ท่านประธานฟังแล้วจะตกใจครับ บริษัทของคนไทยชนะ ประมูลไปที่ ๑.๐๖ บาทต่อหน่วย ชัด ๆ นะครับ พอเปิดประมูลบริษัทเครือคนไทยเสนอขาย ไฟฟ้าแสงอาทิตย์ที่ ๑.๐๖ บาทต่อหน่วย ทีนี้บริษัทคนไทยนี้จะขายไฟฟ้าราคาเดียวกันนี้ ให้กับรัฐบาลไทยไม่ได้นะครับ เพราะรัฐบาลไทย นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ไม่ซื้อ กลัวกลุ่มทุนแรงงานบ้านเราเขารวยกันไม่พอครับถึงยินดีที่จะซื้อแพงถึง ๒ เท่า แน่นอนครับ การเอาต้นทุนต่างประเทศมาเทียบกันตรง ๆ มันเทียบกันไม่ได้ครับ แดดเขาอาจจะแรงกว่า ที่ดิน ค่าแรงเขาอาจจะถูกกว่าครับ แต่ทุกคนเขารู้ครับว่าต้นทุนมันไม่ต่างกันถึง ๒ เท่า แบบที่รัฐบาลไทยกำลังจะรับซื้อโดยไม่เปิดประมูลครับ และคนที่ยืนยันที่ดีที่สุดครับว่าต้นทุน ไฟฟ้าแสงอาทิตย์บ้านเรามันน้อยกว่า ๒.๒ บาทที่รัฐบาลกำลังจะรับซื้อโดยไม่เปิดประมูล คือใครรู้ไหมครับท่านประธาน คือนายกรัฐมนตรีครับ เพราะพ่อของนายกรัฐมนตรีเขาช่วย ยืนยันสด ๆ ร้อน ๆ ๒ เดือนที่แล้ว บอกว่าต้นทุนไฟฟ้าแสงอาทิตย์บ้านเราอยู่ที่ ๑.๘ บาท ๒ เดือนที่แล้วบอก ๑.๘ บาท ๒ สัปดาห์ก่อนบอกอยู่ที่ ๑ บาทกว่า ๆ เองครับท่านประธาน แต่นายกรัฐมนตรีคนลูกยินดีที่จะซื้อถึง ๒.๒ บาทต่อหน่วยครับ นี่ละครับที่ผมยืนยันครับ ว่าค่าไฟประชาชนมันจะแพงขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น ปีละ ๔,๐๐๐ ล้านบาท หรือ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทต่ออายุสัญญา ๒๕ ปีครับ ที่รัฐบาลนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ตั้งใจจะสาน ต่อและเดินหน้าการรับซื้อโดยไม่เปิดประมูลครับ ให้กลุ่มทุนพลังงานกำไรกันจุก ๆ ครับ ให้ประชาชนต้องมาจ่ายค่าไฟแพงไปอีก ๒๕ ปี และนอกจากประเด็นแรกครับที่เป็นการ รับซื้อโดยไม่เปิดประมูล การรับซื้อรอบ ๓,๖๐๐ เมกะวัตต์นี่ครับมันเป็นการรับซื้อไฟฟ้า ที่ซ้ำซ้อนกับการเปิดเสรีไฟฟ้าสะอาด ๒,๐๐๐ เมกะวัตต์ของรัฐบาลเองครับที่จะทำให้ค่าไฟ ประชาชนแพงขึ้น ก่อนอื่นผมต้องยืนยันกับท่านประธานอย่างนี้ครับว่าผมและพวกเรา สนับสนุนการมีไฟฟ้าสะอาดในประเทศไทยครับ พวกเราก็สนับสนุนนโยบายการเปิดเสรี ไฟฟ้าสะอาดของรัฐบาล หรือที่เรียกเป็นทางการว่า Direct PPA อธิบายให้ท่านประธาน ง่าย ๆ อย่างนี้ครับ มันคือนโยบายที่อนุญาตให้ผู้ที่ต้องการใช้ไฟฟ้าสะอาดและผู้ผลิตไฟฟ้า สะอาดเขาสามารถตกลงซื้อขายไฟฟ้าสะอาดกันเองได้โดยตรง แล้วก็มาเช่าสายส่งให้ การไฟฟ้าในการซื้อขายไฟฟ้า ซึ่งเป็นนโยบายที่ตรงกับความต้องการของภาคเอกชนครับ ภาคเอกชนที่เขาต้องการไฟฟ้าสะอาด ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ๒๔ ชั่วโมง ๗ วันนี้ครับ มันคืออันนี้ ครับ RE100 หรือ Renewable ร้อยเปอร์เซ็นต์นะครับ ที่รัฐบาลมักจะอ้างครับว่าเอกชน เขาต้องการไฟฟ้าสะอาดมันคืออันนี้ ส่วนนี้จะไม่ทำให้ค่าไฟประชาชนแพงขึ้น เพราะผู้ผลิต และผู้ที่ต้องการใช้ไฟฟ้าสะอาดเขาแข่งขันราคาและตกลงกันเองครับ ค่าไฟประชาชนเลย ไม่ได้แพงขึ้นตอบโจทย์ทั้งเอกชนและไม่กระทบค่าไฟประชาชน และรัฐบาลนี้เองครับก็อนุมัติ มาไว้ในเดือนมิถุนายน ปี ๒๕๖๗ มีมติ กพช. อนุมัติ Direct PPA ไปแล้วมันถึง ๒,๐๐๐ เมกะวัตต์ครับ แต่ผ่านมา ๑ เดือนครับก็กลับมีมติให้เดินหน้าการรับซื้อไฟฟ้าหมุนเวียน ๓,๖๐๐ เมกะวัตต์ที่ซ้ำซ้อนครับ ผมทวนความจำท่านประธานอีกทีครับ ตอนนี้เรามีโรงไฟฟ้า ที่ล้นเกินอยู่แล้ว และเมื่อเอกชนที่เขาต้องการไฟฟ้าสะอาดเขามีช่องทางในการซื้อไฟฟ้า สะอาดจากแต่ Direct PPA ได้อยู่แล้ว ๒,๐๐๐ เมกะวัตต์ แล้วใครจะมารับซื้อไฟฟ้าสะอาด ที่รัฐเพิ่งไปรับซื้อจากเอกชนมาเพิ่มอีก ๓,๖๐๐ ครับ แต่เอกชนที่เขาขายไฟฟ้าให้รัฐนี่ครับ เขาได้กำไรแน่ ๆ ครับ ในสัญญามันไม่มีค่าความพร้อมจ่ายก็จริงอยู่ แต่มันมีค่าความพร้อมซื้อครับ คือรัฐต้องซื้อไฟฟ้าที่เอกชนผลิตได้ทุกหน่วยครับ แล้วถ้ารัฐซื้อมาแล้วแต่มันเกินความ ต้องการใช้ไฟฟ้าที่ใช้ สุดท้ายแล้วมันก็มาหารใน Bill ค่าไฟของประชาชนทุกคนนะครับ ที่จะยิ่งซ้ำเติมให้ค่าไฟ มันแพงขึ้นจากการรับซื้อไฟฟ้าที่ซ้ำซ้อนของรัฐบาลเองครับ นี่จึงเป็นประเด็นทุจริตนโยบาย ที่ ๒ ของการรับซื้อไฟฟ้าที่ซ้ำซ้อนในรอบ ๓,๖๐๐ เมกะวัตต์นี้ ถัดจากไม่เปิดประมูลและ รับซื้อไฟฟ้าซ้ำซ้อนครับ ก็มาสู่ข้อทุจริตนโยบายที่ ๓ ครับ คือโครงการรับซื้อไฟฟ้าหมุนเวียน เฟส ๒ รอบ ๓,๖๐๐ เมกะวัตต์ มันมีการล็อกโควตาครับท่านประธาน ฟังไม่ผิดครับ โครงการ นี้แบ่งเป็น ๒ ส่วน ส่วนแรก ๒,๑๐๐ เมกะวัตต์ เฉพาะเอกชนที่ยื่นในโครงการในเฟสแรก รอบ ๕,๒๐๐ เมกะวัตต์ แต่ยังไม่ได้คัดเลือกนะครับจะได้รับสิทธิพิจารณาก่อนเพื่อน เอกชน รายใหม่หรือเอกชนที่ได้รับคัดเลือกไปแล้วถึงจะมีสิทธิเฉพาะส่วนหลังอีก ๑,๕๐๐ เมกะวัตต์ ที่เหลือครับ นี่ละครับการล็อกโควตาที่รัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร กำลังจะสานต่อครับ คำถามก็คือทำไมมันถึงกลายเป็นนโยบายของรัฐที่กีดกันผู้ประกอบการรายใหม่ในการยื่น โครงการรับซื้อไฟฟ้าเฟส ๒ นี้ ทำไมรัฐบาลถึงกำหนดเงื่อนไขที่สุดแสนพิสดารครับ ที่กีดกัน รายใหม่และเหมือนเป็นรางวัลปลอบใจรายเก่า แต่ค่าไฟประชาชนจะแพงขึ้นไหมกลับ ไม่สนใจเลย จากข้อทุจริตนโยบายที่ ๓ การล็อกโควตาจะทำให้ท่านประธานเข้าใจชัดเจนขึ้น ไปอีกครับถึงสิ่งที่ผมเน้นย้ำว่ามันคือการสานต่อทุจริตนโยบาย และมันทำกันเป็นขบวนการ เพราะมันจะพัวพันไปถึงโครงการรับซื้อไฟฟ้าหมุนเวียนเฟสแรกรอบ ๕,๒๐๐ เมกะวัตต์ ที่แม้ว่าจะเป็นโครงการที่ริเริ่มในรัฐบาลที่แล้วเหมือนกันครับ แต่ผมจะขออธิบายให้ ท่านประธานได้เห็นถึงความผิดที่ ๒ ครับ เมื่อรัฐบาลได้ลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าเฟสแรก รอบ ๕,๒๐๐ เมกะวัตต์ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าจะทำให้ค่าไฟแพงขึ้น แต่ก็ยังไปลงนามสัญญาซื้อขาย ไฟฟ้าให้กับกลุ่มทุนพลังงานที่สนิทสนมกับนายกรัฐมนตรีและครอบครัวไปแล้วครับ และนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ก็ยังได้แต่งตั้งบุคคลที่เอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุน พลังงานที่สนิทสนมกับนายกรัฐมนตรีมาเป็นรัฐมนตรีพลังงานไปเรียบร้อยแล้วครับ นี่จึงเป็น ความผิดที่สองของการสานต่อทุจริตนโยบายขบวนการค่าไฟแพงที่รัฐบาลและนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร ได้กระทำสำเร็จไปแล้ว ผมก็จะขอเริ่มไล่เลียงช่วงเวลา Timeline ให้ท่านประธานตามขบวนการนี้กันอีกครั้งหนึ่งครับ ผมต้องย้ำนะครับว่าเป็นมติของรัฐบาล ชุดที่แล้วครับ อนุมัติโดยมติ กพช. ให้มีการรับซื้อไฟฟ้าหมุนเวียนเฟสแรกรอบ ๕,๒๐๐ เมกะวัตต์ เป็นมติที่กำหนดเงื่อนไขมาเหมือนเฟส ๒ ครับ คือไม่เปิดประมูลเหมือนกันเลยครับ กำหนดระดับนโยบายโดยมติ กพช. กำหนดราคารับซื้อไฟฟ้าที่แพงเหมือนกันด้วยครับ เอกชนเขากำไรกันพุงปลิ้นครับ เขาเลยแย่งกันมาเสนอโครงการมามากกว่าที่รัฐจะรับซื้อ ๓ เท่า ซึ่งต่อมามันก็จะเป็นอำนาจของหน่วยงานกำกับพลังงานหรือ กกพ. ออกประกาศ ระเบียบรับซื้อก็คือเหมือนกับรอบ ๓,๖๐๐ เมกะวัตต์ กำหนดนโยบายโดย กพช. นายกรัฐมนตรีเป็นประธานและประกาศระเบียบรับซื้อโดย กกพ. หน่วยงานกำกับธุรกิจ พลังงาน และเวลามีเอกชนมายื่นมากกว่าที่จะรับซื้อ ๓ เท่าของที่รัฐจะประกาศรับซื้อ เพราะเป็นค่าไฟที่กำไรดีถูกไหมครับ กำไรอู้ฟู่ ไม่มีประมูลแข่งขันราคาด้วย เขาจะคัดเลือก เอกชนผู้โชคดีอย่างไรทราบไหมครับท่านประธาน ตามประกาศ กกพ. นี่ครับ กำหนดไว้ว่า ในกรณีที่มีเอกชนผ่านคุณสมบัติจำนวนมาก เอกชนที่ได้รับคะแนนเทคนิคสูงที่สุดจะได้รับ คัดเลือกก่อนครับ แต่ประเด็นที่มันเป็นประเด็นทุจริตนโยบายคือการรับซื้อไฟฟ้าเฟสแรก นี่ครับ นอกจากจะไม่เปิดประมูลแล้วก็ไม่มีการประกาศว่าหลักเกณฑ์ในการให้คะแนน เทคนิคคืออะไรครับ คือไม่มีบอกให้เอกชนรู้ล่วงหน้านะครับว่าการคำนวณคะแนนเทคนิค คำนวณจากน้ำหนักปัจจัยอะไรบ้าง พูดง่าย ๆ ครับ มันคือการเปิดช่องครับ เปิดช่องให้ใช้ดุลยพินิจได้มหาศาลครับ ใช้ดุลยพินิจ ไว้จิ้มเลือก จิ้มเลือกกลุ่มทุนพลังงานรายใดก็ได้ที่จะได้รับคัดเลือกในการขายไฟฟ้าให้รัฐ ที่ไม่ต้องเปิดประมูลแข่งขันราคาอะไรเลยครับ จิ้มเลือกว่ากลุ่มทุนพลังงานรายไหนจะได้เป็น เสือนอนกินบนหลังคนไทยจากการขายไฟฟ้าให้รัฐผ่าน Bill ค่าไฟของเราไปอีก ๒๕ ปี แบบสบาย ๆ และเนื่องจากครับ ราคาค่าไฟที่รับซื้อมันเป็นราคาแพงครับ กำไรมันดี เอกชน ก็ยื่นมาเยอะครับ มีโครงการที่ผ่านคุณสมบัติเบื้องต้นทั้งหมด ๓๘๖ โครงการครับ และมี โครงการที่ได้รับคัดเลือกที่รัฐจะไปทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าด้วย ๑๗๕ โครงการ โดยเฉลี่ยคือ ๔๕ เปอร์เซ็นต์ครับ พูดง่าย ๆ ครับ เอกชนยื่นมา ๑๐ โครงการแล้วผ่านคุณสมบัตินี่ครับ จะได้รับคัดเลือกโดยเฉลี่ย ๔-๕ โครงการเท่านั้น เพราะเอกชนเขาสนใจมันเยอะครับ กำไรมันดี