สุธรรม ชี้ที่ดินสนามกอล์ฟมีปัญหากรรมสิทธิ์ จับตาผลกระทบทางจริยธรรม

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๖ · ๒๕ มีนาคม ๒๕๖๘

สุธรรม จริตงาม ท้าทายจริยธรรมของนายกรัฐมนตรีจากกรณีการครอบครองที่ดินวัดโดยมิชอบ และเรียกร้องให้คืนที่ดินเพื่อความเป็นธรรมต่อวัดและสังคม

นายสุธรรม จริตงาม นครศรีธรรมราช

ขอบคุณผู้ประท้วงนะครับ อย่างว่าครับ ผม สส. No Name ครับ ท่านสุธรรม แสงประทุม เขาโด่งดังนะครับ ขออนุญาต อ่านหมายเหตุประกอบการเงิน ซึ่งวรรคแรกท่านจุลพงศ์ได้อ่านไปแล้ว ผมจะขออ่านเฉพาะ วรรคสองนะครับ เนื่องจากซ้ำกัน นี่เป็นหมายเหตุประกอบการเงินของบริษัท อัลไพน์ กอล์ฟ แอนด์ สปอร์ตคลับ จำกัด ในปี ๒๕๖๖ ซึ่งระบุไว้ว่าในปีระหว่าง ๒๕๖๒ ถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๖ บริษัทยังไม่ได้รับข้อมูลหรือการประสานงานเกี่ยวกับประเด็นกรรมสิทธิ์ ที่ดินสนามกอล์ฟจากหน่วยงานของรัฐแต่ประการใด ฝ่ายบริหารของบริษัทได้พิจารณา ความเสี่ยงแล้วระบุผลกระทบอันเกิดขึ้นและเป็นแนวทางในการบริหารความเสี่ยงเกี่ยวกับ ประเด็นกรรมสิทธิ์ในที่ดินสนามกอล์ฟส่วนใหญ่ของบริษัทดังกล่าว และคาดว่าจะยังไม่มี ผลกระทบต่อการใช้ประโยชน์ในที่ดินสนามกอล์ฟและการดำเนินกิจการให้บริการแก่ ประชาชนของบริษัทในอนาคต ชัดเจนครับท่านประธานว่าบริษัทแห่งนี้ฝ่ายบริหารก็คือ ท่านนายกรัฐมนตรี แพทองธาร และจากหนังสือฉบับนี้ก็เป็นที่รับทราบว่าท่านนายกรัฐมนตรี ได้รู้ดีว่าที่ดินของบริษัทคือสนามกอล์ฟเป็นที่ดินที่ได้มาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจาก ศาลได้พิพากษาถึงที่สุดแล้ว แต่ประเด็นก็คือว่าจากหนังสือฉบับนี้บริษัทมุ่งหาแต่ว่าจะทำ อย่างไรให้บริษัทมีกำไรต่อไป ประเมินความเสี่ยงในเรื่องธุรกิจ แต่เรื่องศีลธรรม เรื่องจริยธรรมบริษัทไม่ได้กล่าวถึงนะครับ นี่ชัดเจนว่าบริษัทเขาดำเนินธุรกิจเพื่อธุรกิจจริง ๆ ดังนั้นคนที่เห็นแก่ประโยชน์ทางธุรกิจ เห็นประโยชน์แก่ส่วนตนและครอบครัวเป็นที่ตั้ง ก็ไม่สมควรที่จะเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี และแล้วท่านก็เข้าสู่สนามการเมือง เมื่อ พ.ศ. ๒๕๖๖ ท่านนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ได้เป็น หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ได้เป็น Candidate ของพรรคเพื่อไทย เพื่อจะเป็นนายกรัฐมนตรี และแล้วท่านก็สมหวังได้เป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อปี ๒๕๖๗ วันที่ ๑๖ สิงหาคม ท่านได้รับการ โปรดเกล้าฯ เป็นนายกรัฐมนตรีสมหวัง แต่ท่านลืมประเมินไหมครับว่าในอดีตที่ผ่านมาของท่าน พฤติกรรมของท่านที่ได้ถือหุ้นในบริษัทอันนี้ ซึ่งเป็นที่ธรณีสงฆ์ จริงอยู่ตอนที่ท่านได้รับ ทรัพย์สินเหล่านี้มาพ่อแม่หาให้มา ท่านได้รับขณะเป็นผู้เยาว์ ท่านไม่มีความผิดหรอกครับ แต่หลังจากที่ท่านโตขึ้นท่านบรรลุนิติภาวะแล้ว ท่านเรียนจบจุฬานะครับ ท่านเรียนเก่ง สอบเข้าจุฬาได้ ท่านเป็นคนที่มีวุฒิภาวะท่านต้องรู้ว่าอันไหนถูกอันไหนผิด ดังนั้นการที่ ท่านเข้าสู่สนามการเมืองแล้วท่านยังถือครองทำประโยชน์ในที่ดินแปลงนี้อยู่ จนกระทั่งวันที่ ท่านได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี พวกเราประชาชน สส. ทุกท่านในที่นี้ก็ทราบดีอยู่ว่า บุคคลที่จะเป็นนักการเมืองต้องมีเบื้องหน้าเบื้องหลังที่ดี ต้องมีภาพลักษณ์ที่ดี เป็นตัวอย่าง ที่ดีของเยาวชนคนรุ่นหลัง และเป็นตัวอย่างที่ดีของสังคม ประเด็นที่ผมจะอภิปรายในเรื่องนี้ ผมก็อยากชี้ให้เห็นว่าพฤติการณ์ของท่านนายกรัฐมนตรีที่ผ่านมาท่านไม่ได้ปฏิบัติตัวให้เป็น ตัวอย่างที่ดีของผู้คนในสังคม ท่านและครอบครัวได้ครอบครองทำมาหาประโยชน์ในที่ดิน แปลงนี้ ซึ่งคนทั้งประเทศก็ทราบดีว่าเป็นที่ดินของวัดมาเป็นช่วงระยะเวลายาวนาน แล้วหลังจากศาลตัดสินแล้วองค์กรหน่วยงานต่าง ๆ ของราชการก็ไม่ได้ขยับอะไรเลย จนกระทั่งท่านชาดา ไทยเศรษฐ์ ได้มีบันทึกเหมือนที่ท่านจุลพงศ์ได้กล่าวไปแล้วว่าเป็นบันทึก ที่คืนความเป็นธรรมให้กับวัด คืนที่ดินให้กับวัด ดังนั้นผมก็อยากจะถามหาความรับผิดชอบ ของท่านนายกรัฐมนตรีว่า ณ วันนี้วันที่ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีสมดังความปรารถนาของ ครอบครัวท่านแล้ว มันถึงเวลาหรือยังครับที่ท่านจะคืนที่ดินแปลงนี้ให้กับวัดธรรมิการามตาม เจตนารมณ์ของนางเนื่อมผู้ยกที่ดินแปลงนี้ให้กับวัด วันนี้ผมก็ถือเป็นเกียรติที่ได้มาร่วมกับ ท่านจุลพงศ์มาร่วมกันทวงคืนที่ดินแปลงนี้ให้กับวัด เนื่องจากพวกเราชาวพุทธก็ไม่ได้มีความ สบายใจที่จะมีนักการเมืองเข้ามาหาประโยชน์จากช่องทางทรัพย์สินของวัด ท่านชาดา ไทยเศรษฐ์ เองท่านก็ไม่ได้เป็นคนนับถือศาสนาพุทธ ท่านนับถืออิสลาม ท่านเป็นมุสลิม ท่านยังมีจิตใจที่ เป็นกุศล เซ็นคำสั่งให้แนวทางในการคืนที่ดินแปลงนี้ให้วัด ผมก็ขอยกย่องชื่นชมท่านไว้ในโอกาสนี้ ไม่อย่างนั้นประเด็นที่ดินแปลงนี้ข้าราชการไม่กล้าเกี่ยวข้อง หน่วยงานราชการไม่กล้าแตะ เนื่องจากมีบุคคลระดับผู้ใหญ่เป็นครอบครัวของคนชั้นนำระดับประเทศไทยเข้าไปเกี่ยวข้อง มาตั้งแต่ต้น ที่ดินแปลงนี้มันก็เลยคาราคาชังมาเป็นระยะเวลายาวนาน ก็ขอถือโอกาสนี้ ขอบคุณท่านชาดา แทนดวงวิญญาณของยายเนื่อม แทนวัดธรรมิการาม แล้วก็แทนพี่น้อง ชาวพุทธทุกท่านที่มีจิตใจห่วงกังวลเกี่ยวกับที่ดินแปลงนี้ ด้วยการกระทำที่ผ่านมาของ ท่านนายกรัฐมนตรี ดังที่ผมได้กล่าวมาแล้วตามข้อเท็จจริงที่ท่านจุลพงศ์ได้อภิปรายมา ตั้งแต่แรก ผมเองก็ขออนุญาตถือว่าการกระทำดังกล่าวของท่านนายกรัฐมนตรีเป็นการขัดกัน ระหว่างผลประโยชน์ อย่าลืมนะครับ หลังจากที่ท่านรับตำแหน่งแล้ว ท่านมีหมวก ๒ ใบ ใบหนึ่งท่านเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย เป็นผู้บริหารสูงสุด มีอำนาจสั่งการราชการ ทุกกระทรวง อีกใบหนึ่งท่านคือลูกที่เพิ่งโอนหุ้นให้กับมารดาของตัวเอง เมื่อวันที่ ๓ กันยายน ๒๕๖๗ มารดาของท่านเป็นบุคคลในครอบครัว สังเกตได้ว่าหุ้นบริษัทนี้โอนไปโอนมา ก่อนพ่อ เป็นนายกรักฐมนตรีโอนให้ลูก หลังลูกเป็นนายกรัฐมนตรีโอนให้แม่ วนไปวนมาอยู่แบบนี้ละครับ ผมก็ไม่ทราบว่าพฤติกรรมของครอบครัวนี้ทำไมถึงเป็นแบบนี้ จริง ๆ ด้วยฐานะจากความ ร่ำรวยของท่าน จากทรัพย์สินที่ท่านชี้แจง ท่านร่ำรวยมีทรัพย์สินเป็นหมื่นล้านบาท หมื่นกว่าล้าน รายได้ต่อปีของท่าน ๒๐๐ กว่าล้าน เทียบกับคนจน ๆ หลาย ๆ ท่าน ท่านมีฐานะที่ใช้กิน ใช้ทั้งชาติก็ไม่มีวันหมด แล้วเหตุอะไรท่านถึงได้หวงแหนที่ดินแปลงนี้อยู่ ท่านจะรอค่าชดเชย เหมือนที่ท่านจุลพงศ์บอกหรือครับ ค่าชดเชยที่ท่านรออยู่ หรือว่าท่านรอจะเช่าที่ดินแปลงนี้ เพื่อประกอบธุรกิจต่อยอดในภายภาคหน้า เพราะว่าธุรกิจตรงนั้น ที่ดินแปลงนั้น เป็นทำเลทองอยู่ ใกล้กรุงเทพมหานคร เป็นที่ดินแปลงใหญ่หายากแล้ว หาไม่ได้แล้ว ดังนั้นผมก็ไม่ทราบว่า เจตนาของท่านคืออะไรที่ยังห่วงแหนที่ดินแปลงนี้อยู่ ก็ขอฝากถามท่านว่าท่านคิดอะไรอยู่ ถ้าเกิดเป็นไปได้ก็อยากฟังท่านชี้แจง ซึ่งประเด็นนี้เป็นเรื่องส่วนตัวของท่าน ท่านคงต้องชี้แจง ด้วยตัวท่านเองอยู่แล้วนะครับ ดังนั้น ณ วันนี้ด้วยการที่หลังจากที่ท่านนายชาดา ไทยเศรษฐ์ ได้มีบันทึก กรมที่ดินได้มีคำสั่งแล้ว ท่านได้ทำอะไรบ้างท่านนายกรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีมีแต่สัมภาษณ์ทุกอย่างว่าตาม กฎหมาย แล้วกฎหมายท่านก็ทราบดีว่าบ้านเรามันช้า ยิ่งกับผู้มีอำนาจกฎหมายมักจะไปไม่ถึง ทุกอย่างขั้นตอนมันไม่ได้หรอกครับ ศีลธรรมของท่าน ความซื่อสัตย์ของท่านต้องเป็นที่ประจักษ์ ท่านต้องพูดคุยกับคนในครอบครัวว่าต้องคืนที่ดินนี้ไปให้กับวัดเขาเลย อย่างน้อยกระแส สังคมก็ลดลง อย่างน้อยผู้คนจะได้คิดว่าท่านสำนึกผิด สำนึกต่อบาปที่หากินกับที่ดินแปลงนี้ มาอย่างยาวนาน ทรัพย์สินที่ท่านชี้แจงส่วนหนึ่งก็เป็นรายได้ที่มาจากที่ดินของวัด สมควร ที่จะต้องเป็นของวัด โดยหลักการแล้วทรัพย์สินที่ท่านได้มาหลังจากคดีถึงที่สุดจะเป็นลาภ ที่ควรได้หรือเปล่าก็ให้ศาลตัดสิน เพราะว่าท่านได้มาโดยไม่สุจริตแล้ว ณ เวลานั้น ผมก็ ไม่อยากจะใช้ถ้อยคำไปต่อว่าอะไรท่านมาก เพราะว่าตอนได้มาท่านยังเด็ก แล้วตอนท่านเป็น นายกรัฐมนตรีท่านไปเป็นนักการเมือง ผมก็ไม่ทราบเหตุผลในครอบครัวของท่านว่ามันมี ที่มาที่ไปเป็นอย่างไร ก็ด้วยทุกอย่างที่กล่าวมานั้นทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายก็ถือได้ว่า การกระทำของท่านนายกรัฐมนตรีเป็นการกระทำที่ขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวกับ ผลประโยชน์ของส่วนรวม ไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอดีตหรือ ปัจจุบันก็เป็นการมิบังควรที่คนที่เป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยจะมีพฤติกรรมแบบนี้ การกระทำแบบนี้ย่อมเป็นที่เสื่อมศรัทธาของประชาชน เป็นที่เสื่อมเสียเกียรติของบุคคลที่จะ เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๐ (๔) และ (๕) และ เป็นบุคคลต้องห้ามตามมาตรา ๑๗๐ (๔) ด้วยเหตุที่ท่านเป็นคนที่ขาดความซื่อสัตย์สุจริต ไม่เป็นที่ประจักษ์ และการปฏิบัติตัวของนายกรัฐมนตรีในอดีตที่ผ่านมาจนได้รับการ โปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีก็มีลักษณะเป็นการฝ่าฝืนจริยธรรม อย่างร้ายแรง ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งได้อนุโลม ให้ใช้แก่ สส. รัฐมนตรี และนักการเมืองด้วย จริง ๆ แล้วโดยความสัตย์จริงในวันนี้ที่ ผมอภิปราย พี่น้องทางบ้านของผมคือพื้นที่ที่ผมเป็น สส. คือจังหวัดนครศรีธรรมราช พี่น้อง เหล่านั้นล้วนให้ผมอภิปรายในเรื่องยาเสพติด เพราะว่าช่วงนี้ยาเสพติดระบาดหนักทั้งจังหวัด นครศรีธรรมราชและประเทศไทย แต่ผมก็บอกพี่น้องทุกท่านว่าเรื่องนี้มันสำคัญกว่า ไม่ใช่ ยาเสพติดไม่สำคัญ แต่เรื่องนี้ที่สำคัญกว่าเพราะว่าการที่เราจะมีนายกรัฐมนตรีเป็นคนที่มี พฤติกรรมแบบนี้ ปัญหาทุกอย่างของชาติจะไม่ได้รับการแก้ไข เพราะว่านายกรัฐมนตรี เป็นคนที่ขาดไร้ซึ่งจริยธรรม ขาดไร้ซึ่งความซื่อสัตย์ ดังนั้นหากท่านมีช่องทางอื่นที่จะไป ทำมาหากินได้ท่านอาจจะทำอีก ดังนั้นขออนุญาตตัดตอนเรื่องนี้ให้จบที่นายกรัฐมนตรีก่อน ให้เมืองไทยเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีก่อน เปลี่ยนรัฐบาลก่อน แล้วเรื่องยาเสพติดผมเชื่อว่า ทุกอย่างจะคืบหน้าไปมากกว่านี้ ก็ขอกราบเรียนพี่น้องทางบ้านว่าผมเองก็ด้วยเวลาอันจำกัด แล้วก็ด้วยประเด็นที่พรรคมอบหมายมาให้คุยประเด็นนี้ ศึกษามาในประเด็นนี้ แต่ในเมื่อซ้ำ กับพรรคประชาชนเราก็น้อมรับในการทำงานของแต่ละพรรคนะครับ ก็ขอถือโอกาสนี้สรุปว่า ด้วยพฤติกรรมต่าง ๆ ของท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ส่งผลให้นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเป็นคนที่ขาดความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ขาดคุณสมบัติความ เป็นนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้โดยอาศัยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายดังที่กล่าวมาแล้ว ซึ่งนับแต่วันที่ อภิปรายนี้ไป ถ้าเกิดท่านนายกรัฐมนตรีจะตัดสินใจยุบสภาหรือว่าลาออก ก่อนท่านจะ ลาออกหรือยุบสภาก็ฝากความกรุณาท่านว่าช่วยคุยกับบุคคลในครอบครัวว่าช่วยคืนที่ดิน แปลงนี้ให้แก่วัดด้วย เพื่อเป็นการลบล้างผลบาปผลกรรมที่ท่านได้กระทำไว้มาเป็นระยะเวลา ยาวนานครับท่านประธาน ขอบคุณมากครับ