รอมฎอน แจงปัญหาชายแดนใต้ ย้ำต้องเร่งสานสันติภาพ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๖ · ๒๕ มีนาคม ๒๕๖๘

รอมฎอน ปันจอร์ แถลงแสดงความไม่ไว้วางใจต่อนายกรัฐมนตรี โดยตั้งข้อสังเกตถึงความล้มเหลวในการบริหารประเทศ โดยเฉพาะการจัดการปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้ที่ยืดเยื้อมานานกว่า 20 ปี ซึ่งกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง พร้อมวิพากษ์การสื่อสารกับ BRN ผ่านช่องทางไม่เป็นทางการ การเยือนมาเลเซียที่ไม่ชัดเจน และการไม่ดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อบรรลุสันติภาพตามยุทธศาสตร์ชาติ นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ตากใบปี 2547 ที่ยังค้างคาความยุติธรรม เร่งดำเนินคดีก่อนหมดอายุความ และเปิดคลิปประกอบการพิจารณาในที่ประชุมเพื่อให้เกิดความโปร่งใสและชัดเจนยิ่งขึ้น

นายรอมฎอน ปันจอร์ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม รอมฎอน ปันจอร์ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ยากหน่อยครับ อภิปรายตอนดึก แล้วก็หลังทนายแจม มันมีหลายเรื่องครับท่านประธานที่คล้ายกัน เชื่อมโยงกัน ถ้า Deal ปีศาจแลกประชาธิปไตยของประเทศเรา อย่างที่ทนายศศินันท์ได้เกริ่นเอาไว้นะครับ เรื่องที่ ผมจะพูดหลังจากนี้ขอใช้เวลาเพื่อน ๆ ในสภา พี่ ๆ น้อง ๆ ที่ติดตามการประชุมในครั้งนี้ เพื่อยืนยันอีกครั้งว่าผมเองไม่อาจไว้วางใจท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ให้ดำรง ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้อีกต่อไป เพราะนอกจากประชาธิปไตยสิทธิเสรีภาพที่เธอ คนของเธอ บิดาของเธอ หรือใครก็แล้วแต่ตัดสินใจแลกมันไป เหมือนกันครับที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ปัตตานี เราก็เห็นภาพของการแลกมัน แทนที่เราจะบรรลุถึงสันติภาพ ยุติความรุนแรง ให้ความปลอดภัยกับผู้คน ให้เสรีภาพกับผู้คน มีพื้นที่ทางการเมืองที่ขยายเพิ่มมากขึ้น ที่ดำเนินต่อเนื่องกันมาหลายปี แต่เราไม่เห็นความคืบหน้านั้น และนั่นคือการตัดสินใจ แลกสันติภาพกับสิ่งที่รัฐบาลชุดนี้ที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้มา ท่านประธานครับ ขออนุญาต ต่อเลยนะครับ ผมขอกล่าวหาว่าท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารไม่มีคุณสมบัติ ไม่มีความเหมาะสม ที่จะดำรงตำแหน่งเป็นผู้นำฝ่ายบริหาร ขาดภาวะผู้นำอย่างร้ายแรง ขาดวุฒิภาวะอย่างร้ายกาจ ที่สำคัญครับขาดความรู้ความสามารถที่จะดำรงตำแหน่งที่สำคัญ ตำแหน่งนี้ได้อีกต่อไป หนักกว่านั้นท่านยังขาดเจตจำนงที่แน่วแน่มั่นคงในการบริหารราชการ คลี่คลายปัญหาของบ้านเมืองและประชาชน การทำบางอย่าง การไม่ทำบางอย่างของท่านได้ทำ ให้สังคมไทยสูญเสียโอกาสและส่งผลร้ายต่อประเทศครับ โอกาสที่ว่านั้นคือโอกาสของสันติภาพ คล้าย ๆ กับที่ทนายแจมพูดเมื่อสักครู่โอกาสที่เราจะเข้าถึงประชาธิปไตยที่ตั้งมั่นชัดเจน ในประเทศนี้ เราสูญเสียมันไป ๖ เดือนที่ผ่านมาเราเห็นได้อย่างชัดเจนแล้วครับ ท่านประธานครับ รัฐบาลพลเรือนภายใต้การนำของท่านบริหารงานได้ผิดพลาด มันเป็นผลมาจากการที่ไม่แยแส ไม่ใส่ใจ หรือภาษามลายูเราเรียกว่า เตาะจาฆอ ไม่แคร์ ไม่แยแสต่อปัญหาที่ประชาชนเผชิญ ไม่แน่วแน่เด็ดเดี่ยวที่จะทำให้รัฐบาลพลเรือนมีบทบาทนำในการแก้ไขปัญหาสำคัญของชาติ ต้องเกรงอกเกรงใจบรรดาอำนาจมืดต่าง ๆ กองทัพและหน่วยงานต่าง ๆ ที่ทำให้กระบวนการ สันติภาพและการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องหยุดชะงัก ความรุนแรง ที่กระทบต่อพี่น้องประชาชนก็หวนคืนกลับมาอีกครั้งครับ มันเป็นสิ่งที่น่ากังวลมากครับ ในวินาทีนี้ ในเวลานี้ ท่านได้ทำลายโอกาสที่ประเทศนี้จะบรรลุถึงสันติภาพ ท่านไม่ได้ใช้ โอกาสที่มีอยู่และพิสูจน์ให้เห็นด้วยนะครับว่าประเทศนี้ยังสามารถปกครองด้วยหลักนิติธรรม ยังสามารถให้ความยุติธรรมกับประชาชนได้ ท่านได้ทำลายโอกาสนี้ไป ผมอยากจะชี้ให้เห็นว่า ปัญหาความขัดแย้งในชายแดนใต้นั้น บางคนเรียกมันว่าไฟใต้ครับ เป็นปัญหาสำคัญของชาติ และเป็นภาระความรับผิดชอบของนายกรัฐมนตรีหรือหัวหน้าฝ่ายบริหารที่ได้รับความเห็นชอบ จากสภาแห่งนี้อย่างไร ขออนุญาตไปที่สไลด์เลยนะครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)

ปัญหาไฟใต้ที่เกิดขึ้นมาหลาย ทศวรรษ แต่ถ้าเรานับย้อนหลังกลับไประลอกนี้ เอาระลอกล่าสุดนะครับ เริ่มต้นในปี ๒๕๔๗ ในปี ๒๕๔๗ นี้ผ่านมาแล้ว ๒๑ ปี ปัญหานี้เริ่มต้นในรัฐบาลพ่อของท่าน ท่านนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ยืดเยื้อเรื้อรังต่อเนื่องมา ๒๑ ปี จนกระทั่งถึงรัฐบาล รุ่นลูกปัจจุบัน เราผ่านมาแล้ว ๑๑ รัฐบาล ๙ นายกรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารเป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ ๙ ที่รับภาระความรับผิดชอบในการแก้ไขปัญหานี้และต้องขีดเส้นใต้เลยว่าไม่ว่าจะเป็น ใครหน้าไหนเข้ามาอยู่ในตำแหน่งนี้ นี่คือภาระความรับผิดชอบที่สำคัญ เป็นวาระแห่งชาติ ที่สำคัญมาก ก่อนหน้านี้ดูใน Timeline ก็มีทั้งบิดาของท่าน มีทั้งคุณอาเขย มีทั้งคุณอาของท่าน และถึงท่านในเวลานี้ อาจจะเรียกได้ว่านี่เป็นมรดกตกทอดถ้ามองจากมุมของครอบครัวชินวัตร แต่มองจากมุมของสังคมไทยเราเคยมอบความไว้วางใจให้ท่านรับผิดชอบในการแก้ปัญหานี้ มาหลายรุ่นแล้ว และตอนนี้ความท้าทายนั้นตกอยู่ที่ท่านครับ แต่ผมก็เสียดายโอกาสที่ปม ปัญหาที่เคยถูกผูกเอาไว้ในรุ่นพ่อ ในรุ่นลูกไม่แยแสไม่ใส่ใจมากพอครับ โอกาสนี้ท่านได้ละทิ้งไป ภายในระยะเวลา ๖ เดือนนี้เห็นได้ชัดมาก ท่านประธานครับ ปัญหาชายแดนใต้คืออะไร และสำคัญ อย่างไร ผมอยากจะตั้งหลักให้ชัดเจนก่อนนะครับ ทำไมเราต้องใส่ใจถึงปัญหานี้ ตลอด ๒๐ กว่าปีที่ผ่านมาเราผ่านอะไรกันมาบ้างในฐานะสังคมไทย เรามีทางเลือกอะไรบ้างที่จะคลี่คลาย ปัญหาที่ดูเหมือนจะเป็นวังวน เป็นวงจรที่จมอยู่กับความรุนแรง จมอยู่กับการฆ่าแกงห้ำหั่นกัน และปัจจุบันนี้สถานการณ์ความรุนแรงนั้นกลับมาอีกแล้วนะครับ ผมต้องบอกว่าในความรับรู้ ของคนทั่วไป คนอาจจะเข้าใจว่าปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้หรือว่าไฟใต้นั้นเป็นเรื่องของ ความรุนแรงครับ แต่ผมขอเรียนในที่นี้ว่าแค่นี้อาจจะไม่พอ ก่อนหน้าที่ผมจะเป็น สส. ผมเคย ทำงานอยู่ในทีมของภาคประชาสังคม Deep South Watch เรามอนิเตอร์ความรุนแรง ในพื้นที่ตลอด ๒๐ กว่าปี ปัจจุบันนี้ทีมน้อง ๆ ผมก็ยังทำงานกันอยู่อย่างแข็งขัน ตอนนี้ นับรวมกันแล้วมีผู้ที่สูญเสียไปแล้ว ๗,๖๙๑ นี่คือยอดที่นับเอาไว้วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ถ้านับถึงเดือนนี้ยอดอาจจะขึ้นมากกว่านี้แล้วนะครับ เหตุการณ์ ๒๐,๐๐๐ กว่า แต่ท่านประธาน ทราบไหมครับดูจากกราฟข้อเท็จจริงที่เราเห็นก็คือเราเริ่มเห็นแล้วว่าในช่วง ๒ ๓ ปีหลังนี้ กระดกขึ้นและโดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีที่แล้ว ปี ๒๕๖๗ ในช่วงของรัฐบาลชุดนี้ละครับ มีสัญญาณที่ผมขอเตือนแรง ๆ ส่งสัญญาณแรง ๆ ว่ามีบางอย่างผิดพลาดแน่ ๆ มีบางอย่าง ผิดพลาดแน่ ๆ จึงทำให้สถานการณ์กระดกขึ้นอย่างนี้ ทั้ง ๆ ที่ในกราฟที่เส้นสีเขียวตั้งแต่ ปี ๒๕๕๖ เป็นต้นมา นักวิชาการหลายท่านก็ยืนยันว่าจุดเปลี่ยนในทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญ คือการพูดคุยสันติภาพที่เกิดขึ้นและเปิดเผยต่อสาธารณะ มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งให้ตัวแสดงต่าง ๆ ของความขัดแย้งปรับตัวครับ รวมทั้งประชาชนภาคประชาสังคมด้วย รวมทั้งรัฐบาลด้วย รวมทั้ง ฝ่ายผู้ก่อการ ขบวนการ BRN ด้วย ทุกฝ่ายปรับตัวและลดความรุนแรงเปิดพื้นที่ใช้พื้นที่ ทางการเมืองมากขึ้น แต่ระยะหลังและโดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัฐบาลชุดนี้วงจรที่เคยพุ่งสูง กลับไปนั้น กลับมาอีกรอบหนึ่งแล้ว ผมต้องเรียนว่าเราสูญเสียชีวิตผู้คนไปจำนวนมาก เราสูญเสีย ทรัพยากรไปมาก ๒๑ ปีนี้ ๒๒ ปีงบประมาณนี้เราใช้ไปแล้ว ๕.๖ แสนล้านบาทครับท่านประธาน นี่ยังมีกำลังพลที่อยู่ภายใต้การควบคุมทางยุทธการของ กอ.รมน. อยู่ที่นั่นอีก ๕๐,๐๐๐ กว่า มีกฎหมายพิเศษซ้อนทับใช้กันอยู่ ๓ ฉบับ เราทุ่มเททรัพยากรไปเยอะครับ ท่านประธาน ทราบไหมว่าปี ๒๕๗๐ ยุทธศาสตร์ชาติระบุเอาไว้ว่าในปี ๒๕๗๐ หรืออีก ๒ ๓ ปีข้างหน้า ความรุนแรงจะลดเหลือศูนย์ แต่ผมสอบถามทางเจ้าหน้าที่ของแทบจะทุกหน่วยงานในชั้น กรรมาธิการเท่าที่เจอกัน ที่นั่งคุยกันไม่มีใครมั่นใจเลยว่าเราจะบรรลุเป้าหมายนี้ได้ในปี ๒๕๗๐ สิ่งที่รัฐบาลแพทองธารทำเพียงไม่กี่เดือนนี้ย้ำอีกทีนะครับ ความรุนแรงกำลังหวนกลับมา ท่านประธานครับ ความรุนแรงในแบบแผนเดิม ๆ ที่หายไปพักใหญ่อันนี้เป็นตัวเลขนะครับ ขออนุญาตเอาลงครับ แต่หลายแบบแผนกลับมา เมื่อ ๒ ๓ สัปดาห์ก่อนการบุกโจมตีที่ว่าการ อำเภอสุไหงโก-ลก ก็สร้างข่าวที่ตื่นตระหนกให้เกิดขึ้น เกือบ ๑๐ กว่าปีก่อนก็มีเหตุการณ์ โจมตีที่ว่าการอำเภอบันนังสตาแล้วมันหายไปพักใหญ่แล้ว นี่ยังไม่รวมว่าเราพบว่ามีการใช้ ระเบิดแสวงเครื่องเพิ่มมากขึ้น มีเทคนิคเพิ่มมากขึ้น การสูญเสียก็เพิ่มมากขึ้น ไม่ใช่แค่เจ้าหน้าที่เท่านั้นนะครับ การมีระเบิด หมายความว่าพลเรือนมีโอกาสที่จะได้รับผลกระทบสูงมากขึ้นด้วย แบบแผนในลักษณะนี้ มันเคยเกิดถี่ขึ้นก่อนหน้านี้นานมาแล้วจนหลายคนคงประเมินว่าสถานการณ์น่าจะดีขึ้น แต่เปล่าเลยครับ นี่ยังไม่รวมว่าเจ้าหน้าที่ อส. ซึ่งเป็นอาสาสมัครที่ถูกเสริมสร้างขึ้นมาในรอบ ไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เพื่อมาทดแทนกำลังทหารนัยว่าจะสามารถลดกำลังทหารได้ แต่เพิ่มกำลัง อส. ที่ติดอาวุธหนัก แต่ก็กลายเป็นเป้าโจมตีในเวลานี้ครับ ความรุนแรงไม่ได้หายไปไหนครับ ท่านประธาน แต่เป็นปรากฏการณ์ผิวหน้าภายใต้การบริหารของรัฐบาลแพทองธารนี้ ผู้คน ในจังหวัดชายแดนภาคใต้เริ่มรู้สึกไม่ปลอดภัยมากขึ้น ท่านประธานครับ ผมอยากเรียนต่อไปว่า ท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลประเมินสถานการณ์ที่มีอยู่ตอนนี้อย่างไร ผมมีข้อสังเกตว่า หากการประเมินของรัฐบาลเห็นว่าความรุนแรงเหล่านี้นะครับเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นปกติ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจแล้วละครับ ผมยังยืนยันนะครับว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นทุกฝ่าย ที่เกิดขึ้นจากทุกฝ่ายที่ทำให้คนเจ็บจริง ตายจริงอาจจะต้องมองเห็นมิติของความรุนแรง ในเชิงโครงสร้างอื่น ๆ ด้วย อย่างเช่น การบังคับใช้กฎหมาย การลิดรอนสิทธิเสรีภาพต่าง ๆ เมื่อสักครู่ตอนที่ทนายแจมพูดถึงคดีหลายคดีที่เกี่ยวข้องกับนักกิจกรรม ผมก็นึกถึงเหมือนกันครับ บรรยากาศของเสรีภาพในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งจำกัดอยู่แล้วก็ยิ่งจำกัด ดูเหมือน ท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลก็ไม่ค่อยใส่ใจเท่าไร บรรยากาศเหล่านี้ทำให้โอกาสในการที่จะ ใช้วิธีการต่อรองต่อสู้ด้วยสันติวิธีน้อยลง ๆ และเพิ่มโอกาสของการใช้กำลังของทุกฝ่ายมากขึ้น ๆ ความรุนแรงที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นอาการที่แสดงออกของสิ่งที่ลึกลงไปกว่านั้นที่ผมอยากจะ ให้ท่านนายกรัฐมนตรีและผู้มีอำนาจตัดสินใจ ซึ่งอาจจะไม่ใช่ท่านก็ได้ ในอนาคตนะครับ มองเห็นก็คือความขัดแย้งครับ หากเรามองทะลุความขัดแย้ง หากเรามองทะลุความรุนแรง เพื่อเข้าใจความขัดแย้งได้นะครับจะเป็นจุดตั้งต้นกระดุมเม็ดแรกเลยครับ เป็นจุดชี้ขาดที่เรา จะเข้าใกล้แนวทางการแก้ไขปัญหาในระยะยาวหรือการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนได้นะครับ ความรุนแรงนั้นผมยืนยันอีกครั้งว่าเป็นปรากฏการณ์ผิวหน้า แต่ความขัดแย้งที่เราเผชิญ คืออะไร ความขัดแย้งทางการเมืองที่เราเผชิญคือปัญหาความชอบธรรมในการปกครอง ดินแดนและผู้คนในพื้นที่ที่เรารู้จักกันว่าจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรืออีกบางฝ่ายบางคน อาจจะมองว่าจะเรียกขานมันด้วยชื่อเดิมเก่าแก่ว่าปาตานี ไฟใต้นั้นโดยแท้และเป็นปัญหา การเมืองครับ เป็นปัญหาการปกครองที่ยังไม่ลงตัว และแม้ว่าจะมีมิติเรื่องสิทธิมนุษยชน เรื่องวัฒนธรรม เรื่องความมั่นคงปลอดภัย แต่ต้องหลักให้ชัดครับว่าเรากำลังเผชิญกับปัญหา การเมืองที่ต้องใช้แนวทางการเมืองในการคลี่คลาย การใช้กำลังเขากดปราบ การบังคับใช้ กฎหมาย การปิดปาก การใช้กำลัง การจำกัดเสรีภาพเหล่านั้นไม่น่าจะใช่แนวทางที่ถูกต้อง อันที่จริงแล้วอันนี้เป็นบทเรียนที่เราเรียนรู้มาแล้วนะครับตลอดหลายปีที่ผ่านมา ยิ่งปราบยิ่งโต ครับท่านประธาน ยิ่งใช้กำลัง ความรุนแรงยิ่งแพร่กระจายขึ้นในทุกฝ่าย ขยายตัวบานปลาย และผลกระทบก็ตกกับประชาชนคนธรรมดาคนสามัญ ท่านประธานครับ ผมยังยืนยันอีกด้วยว่า ต้องใช้แนวทางการเมืองนำการทหาร แต่ไม่ได้ใช้คำนี้แบบพร่ำเพรื่อ ที่จำ ๆ กันมานะครับ การเมืองนำการทหาร การเมืองนำการทหาร คำถามก็คือการเมืองแบบไหน ผมอยากจะเสนอครับ แนวทางการเมืองที่เราจะเรียนรู้และเติบโตไปด้วยกับประชาชนไปพร้อม ๆ กัน คือแนวทาง การเมืองที่เป็นประชาธิปไตยนำนี่ละครับ ไม่ใช่การเมืองนำการทหารในแบบที่เราเคยใช้ ในอดีต ที่ในระบอบประชาธิปไตยแบบครึ่งใบหรือว่าอำนาจนิยม ระบอบประชาธิปไตย แนวทางการเมืองที่ประชาธิปไตยนำต้องมีรัฐบาลพลเรือนที่มีความรับผิดรับชอบในทาง การเมืองนำครับ นี่คือองค์ประกอบที่ขาดเสียไม่ได้และเพราะฉะนั้นจึงต้องการความมุ่งมั่น ความกล้าหาญของรัฐบาลพลเรือนที่จะริเริ่มปูทางไปสู่การหาทางออกจริง ๆ แนวทางแบบนี้ อาจจะต้องวิพากษ์วิจารณ์แนวทางที่ผ่านมาตลอด ๒๐ กว่าปีที่ผ่านมาด้วยเช่นกัน ที่เราถูก ครอบงำโดยแนวทางการป้องกันและปราบปรามการก่อความไม่สงบ ซึ่งเรานี่หมกมุ่นนะครับ อยู่กับมาตรการแยกเขาแยกเราให้ชัด แยกมิตร แยกศัตรู แยกปลาออกจากน้ำ ช่วงชิงมวลชน แบ่งงานการใช้กำลังและการพัฒนาประสานกันไป ประสานสอดคล้องตลอดหลายปีที่ผ่านมา มันได้ข้อสรุปแล้วละครับว่ามันไม่ Work แนวทางใหม่นี้จะเดินอย่างไร คงต้องมาเปรียบเทียบ กับสถานการณ์ของรัฐบาลปัจจุบันครับท่านประธาน ในแนวทางการเมืองแบบประชาธิปไตยนำการทหารนั้นเราจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับ การขยายพื้นที่ต่อรองทางการเมือง หาทางออกร่วมกันดึงประชาชนมามีส่วนร่วมอย่างจริงจัง และมีความหมาย แทนที่จะใช้แนวทางกดปราบใช้กำลังและสิ่งนี้ต้องเดินไปพร้อม ๆ กับการฟื้นฟูความยุติธรรม การคืนความยุติธรรม การจัดความสัมพันธ์ใหม่ระหว่างรัฐ กับประชาชนตลอดจนกล้าที่จะมีการปฏิรูปในเชิงโครงสร้างต่าง ๆ การปฏิรูปกองทัพ กระบวนการยุติธรรมหรือแม้กระทั่งการปฏิรูปการปกครองที่ให้กระจายอำนาจมากขึ้น ผมอยากชี้ให้เห็นว่าพื้นที่การต่อรองที่เมื่อกี้พูดไว้ก่อน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือกระบวนการสันติภาพ และองค์ประกอบที่หลายปีมานี้รัฐบาลไทยให้การยอมรับมาโดยตลอดคือการพูดคุยสันติภาพ เป็นการพูดคุยระหว่างรัฐบาลไทยกับกลุ่มผู้เห็นต่าง กลุ่มผู้เห็นต่างในที่นี้ก็คือกลุ่มที่ติดอาวุธ นั่นละครับ กลุ่มขบวนการปลดปล่อยปาตานี ต้องดึงเขามามีส่วนในการคุยกัน แต่ต้องมองเขา ไม่ใช่มองเขาเป็นอื่นนะครับ แต่มองเขาในฐานะที่เป็นพลเมืองที่มีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกับ พวกเรา ด้วยใจที่กว้างและใหญ่เท่านั้นนะครับเราถึงจะสามารถสร้างแนวทางการเมืองได้ครับ แต่การพูดคุยขั้นต้นนี้อาจจะเป็นสิ่งใหม่สิ่งที่ท้าทายองคาพยพต่าง ๆ กลไกรัฐต่าง ๆ ครับ อันที่จริงแล้วก็เป็นเรื่องใหม่สำหรับภาคประชาสังคม หรือแม้กระทั่งตัวพวกเขากระบวนการ ติดอาวุธพวกนั้นเองก็ไม่ใช่ว่าเป็นเรื่องที่เขาคุ้นเคยมันก็ต้องมีการถกเถียงแลกเปลี่ยน แล้วก็ อภิปรายกันอย่างกว้างขวาง และแน่นอนครับตลอดทาง ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมามีคนทั้งเห็นด้วย และเห็นต่างเยอะแยะมากมายครับท่านประธาน และเพราะฉะนั้นการนำของนายกรัฐมนตรี ของผู้นำจึงสำคัญมาก ๆ เพราะว่าถ้าเราจะสร้างแนวทางที่สร้างสันติภาพจริง ๆ ต้องอาศัย การนำที่แน่วแน่มั่นคงจริง ๆ ครับ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตพูดถึงการนำที่ผมขอเรียน เลยนะครับว่าเป็นคุณูปการสำคัญอย่างยิ่งของนายกรัฐมนตรีในอดีต ๒ คนเป็นอย่างน้อย และสัมพันธ์กับท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารด้วย อดีตนายกรัฐมนตรี ๒ ท่านที่มีคุณูปการ อย่างที่ว่านี้คนแรกที่ผมต้องเอ่ยถึง คือท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ขออนุญาตอ้างถึงท่าน และไม่เสียหายแน่นอนครับ เพราะเราต้องบอกเลยว่าหากไม่มีการตัดสินใจที่แน่นอนแน่วแน่ ของท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ เมื่อปี ๒๕๕๖ ให้มีการลงนามในเอกสารที่สำคัญมากครับ เอกสารฉันทามติทั่วไปว่าด้วยการพูดคุยสันติภาพ ในวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ระหว่างเลขาธิการ สมช. กับตัวแทนของ BRN ในวันนั้นและตกลงกันว่าจะมีการพูดคุยต่อเนื่องด้วยกันภายใต้ กรอบของรัฐธรรมนูญ เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญครับ และจากจุดนั้นก็สร้าง Impact ให้ความรุนแรง ลดลงและสร้างกระบวนการหลังจากนั้นต่อมาอย่างลุ่ม ๆ ดอน ๆ อันนี้เป็นจุดเริ่มต้น ที่น่าสนใจมาก และแม้กระทั่งรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารที่นำโดยพลเอก ประยุทธ์ ก็ไม่อาจ ละทิ้งแนวทางนั้นได้ ผลกระทบผลสะเทือนมันกว้างขวางมากครับ แม้ว่าในช่วงรัฐบาล ประยุทธ์อาจจะมีความคืบหน้าน้อยมากนะครับ แต่ละทิ้งไม่ได้ อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ ๒ ที่ต้องเอ่ยถึงก็คือท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณเพิ่งมาเปิดเผย เมื่อ ๒ สัปดาห์ที่แล้วในพื้นที่ว่าท่านเองมีส่วนอย่างยิ่งในการเดินทางประสานงานในช่วง ปี ๒๕๕๕ ก่อนหน้านั้น เพื่อปูทางมาสู่การพูดคุยสันติภาพในปี ๒๕๕๖ ในฐานะพี่ชายของ นายกรัฐมนตรี แล้วเดี๋ยวเราอาจจะมานั่งพูดว่าในฐานะพ่อนายกรัฐมนตรีในปัจจุบันนี้ท่านมี บทบาทอย่างไร แต่ผมต้องขอเรียนว่าต้องให้เครดิต ต้องให้คุณูปการ นี่คือคุณูปการสำคัญ ที่ทิ้งเป็นมรดกตกทอดมาถึงปัจจุบัน แต่น่าเสียดายครับท่านประธาน รัฐบาล ๆ ของคนรุ่นลูก กับลังเลและไม่ได้สานต่อดึงเอามรดกเหล่านี้มาทำงานต่อครับ นี่คือสิ่งที่ผมจะวิจารณ์ครับ ท่านประธานครับ ขออนุญาตไปที่ภาพประกอบต่อไป นี่คือการพูดคุยสันติภาพที่กัวลาลัมเปอร์ครับ สังคมไทยอาจจะคุ้นเคยกับสิ่งนี้น้อยมาก แต่ว่าสำหรับคนที่เฝ้าติดตามในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เราก็ติดตามอย่างใกล้ชิด แถวซ้ายคือคนของฝ่ายรัฐบาลไทย แถวขวาที่แต่งตัวเป็นชุดมลายู ใส่หมวกซอเกาะห์คล้ายกับผมนี่นั่นคือตัวแทนของ BRN นี่คือวงที่คุยครั้งล่าสุดก่อนหน้าที่ ท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารจะขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี แล้วก็ยุติไปตั้งแต่ปีที่แล้วตั้งแต่ปี ๒๕๖๗ ตอนนั้นรัฐบาลเศรษฐาก็ลังเลครับ แต่ว่าก็ด้วยการทวงถามทักท้วง ท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ก็ตั้งคณะพูดคุยนะครับ ในภาพนี้มีเจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงานทั้ง สมช. ศอ.บต. กอ.รมน. ภาค ๔ ส่วนหน้า กระทรวงยุติธรรมหลายท่านเลยทีเดียว แต่หลังจากที่ท่านนายกรัฐมนตรีเข้ารับตำแหน่งในวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๖ เดือนมาแล้วนี่นะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารยังไม่มีการลงนามแต่งตั้งคณะพูดคุยสันติสุขชุดใหม่เลย ทั้ง ๆ ที่ ผมเองก็ใช้เวทีในสภาแห่งนี้ทวงถามมาโดยตลอด มีองค์กรภาคประชาสังคมหลายองค์กร ออกแถลงการณ์ย้ำเตือนเรียกร้องให้มีการสานต่อ นี่ยังไม่นับว่าคู่สนทนาของรัฐบาลไทยเอง อย่าง BRN ก็เคยออกแถลงการณ์ทวงถาม ตอนผมเดินทางไปมาเลเซียพร้อมกับท่านประธาน รังสิมันต์ โรม ในกรรมาธิการความมั่นคง ผมก็มีโอกาสได้พบปะกับผู้อำนวยความสะดวกของ ทางการมาเลเซียที่แต่งตั้งขึ้นมาอย่างเป็นทางการเพื่อช่วยเหลือให้กระบวนการของพวกเรา เดินหน้าต่อไปได้ ท่านก็ทวงถามเหมือนกันว่าตกลงรัฐบาลไทยจะตั้งเมื่อไร ผมเองก็ตอบไม่ได้ครับ หน้าชาเหมือนกันท่านบอกว่าปัญหานี้เป็นปัญหาของท่าน หมายถึงปัญหาของเรา พวกเขา อยู่ตรงนั้นอยู่ได้เป็นร้อยปีถ้าท่านไม่อยากจะแก้ปัญหาเราก็รออยู่ตรงนั้นได้ รอที่จะช่วยเหลือ ผมเองก็ไม่รู้จะตอบอย่างไร ท่านประธานครับ เรื่องชายแดนใต้เป็นเรื่องของเรา เป็นเรื่องที่ เราต้องคลี่คลายด้วยตัวเราเองครับ รัฐบาลในอดีต รัฐบาลอย่างของคุณอานี่นะครับ ของคุณอา ของท่านนะครับ เชิญรัฐบาลมาเลเซียมาเป็นคนกลางและช่วยเหลือเราในการแก้ไขปัญหา ความสัมพันธ์แบบนี้ที่มาเลเซียแล้วรัฐบาลไทยช่วยกันแก้ปัญหาภายในของแต่ละประเทศนี่ ก็มีมาตั้งนานแล้วนะครับ ตั้งแต่เราช่วยกันแก้ปัญหาของพรรคคอมมิวนิสต์มาลายาเมื่อ ๓๐ ปีก่อน การมาเยือนมาเลเซียครั้งแรกครับขออนุญาตขึ้นสไลด์เลยนะครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)

การไปเยือนมาเลเซียครั้งแรก ในกลางเดือนธันวาคมนี่ ผมเองก็แอบลุ้นว่าท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารจะส่งสัญญาณ ที่ชัดเจนอะไรหรือไม่ เพราะว่าปกติแล้วการเดินทางเยือนอย่างเป็นทางการในครั้งแรก หลังรับตำแหน่งนี้อย่างน้อยที่สุดต้องมีการแนะนำตัว Keyman คนสำคัญของกระบวนการ สันติภาพของแต่ละฝ่ายคือรัฐบาลไทยคงเป็นหัวหน้าคณะพูดคุย ส่วนรัฐบาลมาเลเซีย เป็นผู้อำนวยความสะดวกและอาจจะมีการสื่อสารส่งสัญญาณบางอย่าง แต่ในการแถลงข่าว ซ้ายมือนี้นะครับ ไม่เห็นเลยครับการแสดงท่าทีของท่านนายกรัฐมนตรีฝั่งซ้ายของพวกเรา แม้ว่าใน Joint Statement จะมีการระบุถึงการพยายามทำความร่วมมือเดินหน้าสานต่อ ให้มีการพูดคุย แต่ในการแถลงข่าวเราไม่พบถ้อยแถลงนั้น กลายเป็นว่าท่านนายกรัฐมนตรี อันวาร์ครับ ท่านนายกรัฐมนตรีอันวาร์ บิน อิบราฮิม เป็นคนที่พูดถึงกระบวนการสันติภาพ ที่แก้ปัญหาของเราเอง อันนี้เป็นหนึ่งในเรื่องที่น่าตกใจ แล้วก็น่าเสียดายมากครับแทนที่ ท่านนายกรัฐมนตรีของเราจะให้คำมั่นต่อหุ้นส่วนสำคัญ จะให้คำยืนยันต่อสาธารณะว่า กระบวนการสันติภาพของเราจะยังเดินหน้าต่อกลายเป็นนายกรัฐมนตรีอีกประเทศหนึ่ง มายืนกรานปัญหาเรื่องนี้ของเราครับ นี่คือบทบาทที่มีปัญหามาก ๆ ของท่านนายกรัฐมนตรี ของเราครับ แต่หลังจากนั้นไม่นานเราจึงได้เห็นบทบาทของบิดาของท่านนายกรัฐมนตรีครับ เดินทางไปพบเจอกับนายกรัฐมนตรีอันวาร์ บิน อิบราฮิม กลางทะเล ท่านได้รับการแต่งตั้ง ให้เป็นที่ปรึกษาประธานอาเซียน ท่านใช้โอกาสนี้เดินทางไปพบผู้คนเยอะแยะมากมาย รวมทั้งท่านมาสื่อสารเมื่อสักเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้วนะครับ ท่านได้เจอกับสมาชิกของ BRN ด้วย ที่มาเลเซียนะครับ แล้วก็ประกาศด้วยว่าเป้าหมายจะเป็นอย่างโน้นเป็นอย่างนี้ เดี๋ยวปัญหา ของท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ เดี๋ยวจะอภิปรายหลังจากนี้นะครับ แต่เราเห็นได้เลยครับว่า บทบาทของนายกรัฐมนตรีตัวจริงนี่มันทำได้แค่นี้ ดูเหมือนว่าคุณพ่อนี่ก็ต้องมาช่วยทำงาน สำคัญนี้อีกแล้วครับท่านประธาน นี่คือปัญหาของการนำที่เราเห็นอย่างชัดเจนของนายกรัฐมนตรี แพทองธารครับ ในระหว่างที่ยังไม่มีความชัดเจนใด ๆ นี้ การพูดคุยก็ยังไม่รู้จะไปทางไหน ผมเองก็เพิ่งทราบนะครับ นี่เราอยู่ในช่วงเดือนรอมฎอนครับ ผมเองก็ถือศีลอดในตอนกลางวัน ผมเพิ่งมาทราบนะครับว่ารัฐบาลได้มีการสื่อสารผ่านทางมาเลเซียใช้กลไกที่ยังไม่มีคณะพูดคุย ใช้กลไกของ สมช. ขอให้ทาง BRN ยุติความรุนแรงในเดือนรอมฎอนเพื่อที่จะให้หลักประกันว่า หลังจากนี้รัฐบาลไทยจะมีการแต่งตั้งคณะพูดคุยและจะมีการยกเลิกการประกาศ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน อันนี้คือข้อมูลเท่าที่เราทราบมานะครับ แต่กลายเป็นว่านัยของมันก็คือเรียกร้องให้อีกฝ่ายหนึ่ง ยุติความรุนแรง แต่สิ่งที่ได้รับคำตอบมาเป็นการยืนยันแบบไม่ยืนยันและไม่ปฏิเสธ เพียงแต่ มีการเรียกร้องให้ทางฝ่ายรัฐบาลไทยเหมือนเดิมครับ ให้ตั้งคณะพูดคุยและเข้าสู่กระบวนการ และมาคุยกันต่อ การหยุดยิงในเดือนรอมฎอนเป็นอย่างไร ตอนนี้สถานการณ์ความรุนแรงพุ่งทยานขึ้น เราเจอ เหตุการณ์หลาย ๆ เหตุการณ์ที่วันนี้เองทางฝ่ายเจ้าหน้าที่ความมั่นคงก็พยายามตรึงกำลัง อย่างเต็มที่ นี่ครับเราต้องรับมือกับสถานการณ์ของความไม่ปลอดภัยจากการลังเลไม่แน่ใจ ไม่แน่นอนของรัฐบาลในวินาทีนี้ครับ รัฐบาลยังไม่ชัดเจนว่าจะเอาอย่างไรต่อ การหยุดยิง ในเดือนรอมฎอนแบบนี้ไม่ใช่ว่าเป็นเรื่องใหม่นะครับท่านประธาน เราเคยมีการหยุดยิง การริเริ่มหยุดยิงในเดือนรอมฎอน หรือว่าการริเริ่มเพื่อสันติภาพในเดือนรอมฎอนนี้อย่างน้อยที่สุด ๒ ครั้งในรอบ ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมา ครั้งแรกคือในปี ๒๕๕๖ ในช่วงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ครั้งนั้น ล้มเหลวไม่เป็นท่าครับ ความรุนแรงพุ่งสูงขึ้น ความไว้เนื้อเชื่อใจของแต่ละฝ่ายทะลายลงนะครับ และการพูดคุยก็ล้มลงอย่างเบ็ดเสร็จแน่นอนในช่วงของการรัฐประหารใน ๑ ปีหลังจากนั้น เพราะว่าอะไรครับ เพราะการทำงานร่วมกันเพื่อที่จะตกลงกันแล้วหยุดยิงกันมันน้อยไปหน่อย แต่ความสำเร็จค่อนข้างสำเร็จเกิดขึ้นในปี ๒๕๖๕ เมื่อ ๓ ปีที่แล้วมีการริเริ่มโครงการหยุดยิง ๔๐ วันครับ คร่อมเดือนรอมฎอนและ ๑๐ วันหลังจากนั้น แล้วก็มีการทำงานร่วมกันระดับหนึ่ง มีภาวะการนำนายกรัฐมนตรีในเวลานั้นนั้นคือท่านประยุทธ์ แล้วก็หน่วยงานที่ปฏิบัติในพื้นที่ ก็ช่วยกันทำงานอย่างแข็งขันนะครับ มีการทำงานบางระดับระหว่างฝ่ายรัฐบาลไทยกับ BRN และการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม ตอนนั้นผมยังไม่เป็น สส. ครับ ผมก็ทำหน้าที่มอนิเตอร์ เหตุรุนแรงนี้ร่วมกับองค์กรเพื่อน ๆ ภาคประชาสังคมในพื้นที่ครับ ก็ติดตามอย่างใกล้ชิดครับ และที่สำคัญที่สุดเวลาเกิดมีเหตุใดขึ้นมาต้องมีการสื่อสารกันว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบอย่างไร ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ว่าเป็นเรื่องเพื่อเป้าหมายจะให้ยุติความรุนแรงเลยนะครับ แต่เป้าหมายคือ เพื่อให้คู่สนทนาและประชาชนเห็นความสำคัญของกระบวนการสันติภาพ มีความไว้เนื้อเชื่อใจกัน มั่นใจในกันและกัน และจะมีโอกาสในการลงลึกไปคุยต่อในรายละเอียด กระบวนการแบบนี้ ไม่ใช่ว่าเกิดขึ้นที่บ้านเราที่แรกนะครับ ที่อื่น ๆ Pattern แบบนี้ก็เป็นมาตรการที่ทำกันนะครับ แต่มันต้องใช้เจตจำนงที่แน่วแน่ในทางการเมืองของทุกฝ่าย รวมทั้งรัฐบาลด้วยครับ ทั้งหมดนี้ เป็นก้าวเล็ก ๆ ที่ค่อย ๆ ประคับประคองกันมาตลอด ๑๒ ปี ที่ผ่านมาการละทิ้งความเป็นไปได้ ในการสร้างสันติภาพเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ของรัฐบาลครับ ผมขออนุญาตเอาเอกสาร ๓ ชิ้นนี้มาเพื่อยืนยันให้ที่ประชุม ให้ท่านประธาน และตัวท่านนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่งว่า เราผ่านอะไรกันมาบ้างครับ เราในที่นี้เราคงไม่ได้พูดว่ามีแค่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนะครับ สังคมไทยด้วย ในปี ๒๕๕๖ มีเอกสารที่เรียกว่าฉันทามติทั่วไปอย่างที่ผมเกริ่นไปแล้วมีการลงนามกัน ปี ๒๕๖๒ มีการพยายามออกแบบกระบวนการสันติภาพ มีการคุยกันที่ประเทศเยอรมัน เป็นการคุย ในทางปิด มีคนของสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติและคนของ BRN คุยกัน และมีผู้อำนวย ความสะดวกที่เป็นองค์กร NGO ระหว่างประเทศ เป็นงานลับครับ แต่มาเปิดเผยอีกครั้ง ในช่วงปี ๒๕๖๕ หลักการหลายอย่างเกิดขึ้นในเอกสาร หลักการทั่วไปว่าด้วยกระบวนการ พูดคุยสันติภาพ เอกสารพวกนี้ดูเหมือนเป็นแค่กระดาษนะครับท่านประธาน แต่มีความหมาย สำคัญมาก เพราะมันกำลังพูดถึงความคืบหน้า และเปลี่ยนความขัดแย้งจากเดิม ขัดแย้งกัน ในสนามรบ การใช้กำลัง การใช้ระเบิด การใช้อาวุธ การใช้กฎหมายกฎบังคับกันมาสู่พื้นที่ ทางการเมือง และใช้เวลาตั้ง ๑๐ กว่าปีครับท่านประธาน ขออนุญาตขยับไปอีกสไลด์หนึ่ง เพื่อชี้ให้เห็นว่าความคืบหน้าล่าสุดเป็นอย่างไร ขออีกสไลด์หนึ่งครับ เอกสารหลักการทั่วไป พูดถึง ๒ ๓ ประเด็นที่จะต้องมีการหารือกัน คือ ๑. การแสวงหาทางออกทางการเมืองร่วมกัน ๒. การออกแบบกลไกในการปรึกษาหารือกับประชาชน หรือว่าปรึกษาหารือสาธารณะ แล้วก็ ๓. คือมาตรการในการลดความรุนแรงร่วมกัน ต้องทำร่วมกันครับ ถ้าทำกันฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ก็ไม่มีประโยชน์ครับ อย่างที่เราเคยประสบอยู่ และวินาทีนี้เราเป็นพยานกับความรุนแรง ที่เกิดขึ้นจากการไม่ทำงานด้วยกัน ตอนนี้กระบวนการสันติภาพเดินอยู่ตรงจุดที่ว่ายังไม่มี ความคืบหน้าครับ แล้วก็หลังจากมีการตกลงนี้ก็จะต้องมีการออกแบบรายละเอียดหลังจากนี้ เป็นต้นไปนะครับ ท่านประธานครับ การลังเลใจไม่สานต่อการพูดคุยสันติภาพนั้นส่งผลต่อ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ผมอดคิดไม่ได้ว่าความคลุมเครือไม่ชัดเจนของท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารและรัฐบาล เพื่อไทยนั้นเป็นการจงใจทำลายกระบวนการสันติภาพหรือเปล่า ถ้าเป็นจริงนี้น่าเสียดายมากครับ เพราะว่าจริง ๆ แล้วเป็นคุณูปการสำคัญของรัฐบาลเพื่อไทยในอดีตที่เคยกล้าหาญและกรุยทาง และเปิดโอกาสให้เรา ให้สังคมไทยได้แสวงหาทางออกในทางการเมืองโดยสันติวิธี น่าเสียดาย หากว่าเรามุ่งมั่นจริงจังมากกว่านี้นะครับเราอาจรักษาชีวิตของผู้คนที่สูญเสียไปแล้วในอดีต และอาจจะกำลังสูญเสียในอนาคตได้ ผมให้ความสำคัญกับกระบวนการในทางการเมือง ขนาดนั้นเลยครับท่านประธาน แนวทางการเมืองประชาธิปไตยยังต้องการการฟื้นฟูความเชื่อมั่น และฟื้นคืนความยุติธรรมให้กับประชาชนด้วยเช่นกันครับ ต้องปลดล็อกความรู้สึกไม่เป็นธรรม และเผชิญหน้ากับประวัติศาสตร์บาดแผลอย่างมีวุฒิภาวะ ซึ่งต้องการความกล้าหาญและ การทำงานร่วมกันของผู้คนและสถาบันต่าง ๆ ในสังคมไทยด้วย แต่ในการบริหารงานของรัฐบาล เพื่อไทยกลับเห็นว่าเรื่องนี้ท้าทายมากครับ และท้าทายจนกระทั่งรัฐบาลบกพร่องอย่างร้ายแรง ในการฟื้นคืนความยุติธรรม

เรื่องต่อไปที่ผมอยากจะอธิบายให้เหตุผลก็คือสถานการณ์ของเหตุการณ์ ในคดีตากใบครับ ขออนุญาตไปที่สไลด์ต่อไปครับ ท่านประธานครับ โศกนาฏกรรมตากใบ เป็นผลมาจากการสลายการชุมนุมในวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๔๗ แน่นอนทุกท่านคงทราบนะครับ อยู่ภายใต้การบริหารของรัฐบาลไทยรักไทย นำโดยท่านทักษิณ ชินวัตร ในเวลานั้น มีผู้เสียชีวิต ๘๕ คน ผมคงไม่ลงในรายละเอียดตรงนั้นมากนะครับ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในรัฐบาลรุ่นพ่อ หลายปีมานี้รัฐบาลต่างยุคต่างสมัยทั้งรัฐบาลของคุณอา หรือว่ารัฐบาลที่ไม่ใช่คนในเครือข่าย ของพรรคเพื่อไทยก็แล้วแต่นะครับ ทั้งพรรคประชาธิปัตย์หรือพรรคอื่น ๆ รวมทั้งรัฐบาลที่มาจาก การรัฐประหารก็พยายามจะคลี่คลายปมความรู้สึกและสร้างสมานฉันท์หลายต่อหลายกรณี รวมทั้งการเยียวยาด้วย แต่การทวงถามความยุติธรรมในกรณีนี้ไม่มีครั้งไหนที่จะสร้างผลกระทบ บีบหัวใจ และมีความหมายเท่ากับปีสุดท้ายของอายุความของคดีตากใบ ก็คือปีที่แล้วครับ นี่คือภาพของกลุ่มผู้เสียหายที่เป็นญาติของผู้เสียชีวิต เป็นผู้ได้รับบาดเจ็บและมีบางคนเป็น ผู้พิการ ทุกท่านลองดูนะครับ ที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์นั้นเขารวมตัวกัน ๔๘ คนเพื่อฟ้องต่อ เจ้าหน้าที่รัฐจำนวน ๙ คนเพื่อเอาผิดในคดีอาญา พวกเขาเพิ่งมารู้ว่าเขามีสิทธิในการฟ้องร้องเอง และแน่นอนครับ ทุกท่านคงทราบดีผมย้ำอีกทีหนึ่ง จำเลยที่ ๑ คือต้องขออนุญาตเอ่ยถึงท่าน ผมคิดว่าถึงจุดนี้ก็คงไม่เสียหายใด ๆ แล้ว พลเอก พิศาล วัฒนวงษ์คีรี อดีตที่เคยเป็น สส. ของพรรคเพื่อไทยด้วย ไม่มีเสี้ยวเวลาไหนในรอบ ๒๐ ปีนี้ที่ประชาชนในพื้นที่จะมีความหวัง ได้เท่ากับช่วงเวลานี้ ช่วงเวลาที่ศาลประทับรับฟ้องในวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๖๗ ๑ สัปดาห์ หลังจากที่สภาแห่งนี้ให้การรับรองท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารเป็นนายกรัฐมนตรีครับ และหลังจากนั้นในช่วงต้นเดือนตุลาคมก็มีการออกหมายจับ มันเกินจินตนาการมากสำหรับ ประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ครับ ว่าครั้งหนึ่งระบบกฎหมายของเราจะให้ ความยุติธรรมถึงขั้นนั้น นั่นคือช่วงเวลาที่กระบวนการยุติธรรมจะพิสูจน์ให้เห็นว่ายังสามารถ ทำงานได้ ยังเป็นความหวังให้กับประชาชนได้ เป็นระบบกฎหมายที่ยังคงทำงานและปกครองกัน ในหลักนิติธรรมได้ ผู้คนเสมอหน้าเท่าเทียมกันต่อหน้ากฎหมาย ใครหน้าไหนก็ตามไม่ว่า จะใหญ่มาจากไหนก็ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเองในอดีต ไม่ว่าจะยศไหน ฝ่ายใด รู้จักใคร หรือว่าจะเป็น สส. หรือไม่ก็ตาม ขอสไลด์ถัดไปครับ ๒๔ ตุลาคม ๑ วันก่อนวัน หมดอายุความ ท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารก็แถลงข่าวเป็นครั้งแรกในคดีตากใบ นอกจาก จะบอกว่าการขยายอายุความนั้นคงเป็นไปไม่ได้ นั่นคือหนึ่งใน Message ที่ท่านแถลง ในวันนั้น ท่านยังได้เอ่ยคำขออภัยอย่างเสียไม่ได้ด้วย แต่การกระทำพวกนี้จะมีความหมาย หรือไม่เราก็เปรียบเทียบครับ ท่านรองนายกรัฐมนตรีของท่านด้วยใบหน้ายิ้มระรื่นก่อนหน้านั้น ไม่นาน พร้อมกับโชว์หลักฐานเป็นเอกสารใบลาออกของท่านพลเอก พิศาล จากพรรคเพื่อไทย ลาออกจากการเป็น สส. นะครับ ภาพเหล่านี้กระทบใจผู้คนที่ต้องการความยุติธรรมในจังหวัด ชายแดนภาคใต้มากครับ เพราะมันเท่ากับว่าไม่ว่าคำพูดจะเป็นอย่างไร การกระทำต่างหาก ที่สำคัญมากกว่า กลายเป็นว่าท่านอยู่ในสถานะผู้นำ เป็นผู้บังคับบัญชาหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ทั้งตำรวจ DSI หรือว่าหน่วยงานต่าง ๆ ประชาชนเป็นประจักษ์พยานว่ารัฐบาลของท่านทำงานน้อยไปหน่อยในการติดตามตัวจำเลย และผู้ต้องหาให้มาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ภาพรอยยิ้มของท่านภูมิธรรมที่แสดงหนังสือนี้ ก็ตอกย้ำความรู้สึกนี้ที่ผู้คนผิดหวังอย่างมากครับ เป็นอีกครั้งที่ท่านได้ประเมินความรู้สึกของ ประชาชนต่ำเกินไป คำถามเกี่ยวกับความรับผิดรับชอบเกิดขึ้นมากมายต่อตัวท่านนายกรัฐมนตรี และรัฐบาลชุดนี้ ภาพต่อไปครับ ท่านประธานครับ ภาพนี้ผมอยากจะนำเสนอครับ มันเป็น ภาพง่าย ๆ เลย เป็นภาพหน้าศาลจังหวัดนราธิวาส แต่ความหมายของมันมีความหมายมากครับ ภาพนี้ถูกถ่ายเอาไว้และเผยแพร่ในเฟซบุ๊กบัญชีส่วนตัวของท่านผู้พิพากษาทรงพล พันธุ์วิชาติกุล ผมขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ไม่เสียหายครับ เผยแพร่ใน ๒ ทุ่ม ๙ นาทีครับ ของคืนวันที่ ๒๕ ตุลาคม เหลืออีกประมาณไม่ถึง ๔ ชั่วโมง อายุความของคดีตากใบจะหมดลง ภาพนี้ทดแทน ความพยายามขององคาพยพทุกองคาพยพในรัฐไทยที่จะพยายามโอบอุ้มประคับประคอง ความยุติธรรมในโศกนาฏกรรมตากใบนี้ได้ ภาพนี้ภาพเดียวเลยครับ ท่านเหมือนกับจะบอกว่า ท่านไม่ได้โพสต์ข้อความอะไรนะครับ แต่ท่านเหมือนกับจะบอกว่าถ้าจำเลยเดินทางมาทันก่อน เที่ยงคืนวันที่ ๒๕ ตุลาคมนั้น ก็ถือว่าอายุความของคดีตากใบจะสะดุดหยุดลง ท่านประธานครับ เราใช้ทุกกลไกครับ เราใช้กลไกของสภาผู้แทนราษฎรแบบนี้ ใช้กรรมาธิการการกฎหมายในการ เปิดเผยความจริง ความคืบหน้าของคดีตากใบ แล้วเราพบว่าสำนวนคดีหายไป พนักงานสอบสวน ตอบไม่ได้ แล้วก็ใช้การทวงถาม ใช้สถาบันทางการเมืองทุกอย่างครับตลอดในรอบปีที่ผ่านมา และรวมทั้งตุลาการด้วย ปรากฏการณ์แบบนี้ไม่ได้มีบ่อยครั้งในชายแดนใต้ แล้วผมกล้ายืนยัน ว่าคงหาได้ยากในสังคมไทย ต้องบอกว่าการอำนวยความยุติธรรมในคดีตากใบนั้นเป็นเรื่อง ยากเย็นมาก เราได้เห็นว่าเราใช้ทุกกลไกจริง ๆ เพื่อที่จะให้โศกนาฏกรรมเหล่านั้นได้รับการยอมรับ ความสูญเสียเหล่านั้นได้รับการเห็นหัว เพื่อที่จะพิสูจน์ครับว่าประชาชนยังพอไว้วางใจอำนาจรัฐ ได้อยู่ และอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการแก้ไขปัญหาในทิศทางใหม่ ๆ แต่ก็น่าเสียดายครับ ที่ศาลท่านเปิด ประชาชนเริ่มมีความหวัง แต่รัฐบาลชุดนี้ใช้โอกาสช่วงชิงโอกาสจังหวะแบบนี้ น้อยไปหน่อยครับ คงไม่ต้องย้ำนะครับว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลโดยใคร โดยท่านนายกรัฐมนตรีนั่นละนะครับ และวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดก็ยังดำเนินต่อไป ความรุนแรง ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกเกิดขึ้นอีก ยังตอกย้ำอยู่ เหตุการณ์ตากใบยังคงเกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก ขออนุญาต ไปภาพต่อไปครับ ภาพต่อไปเป็นภาพของเด็กหนุ่มคนหนึ่งครับ เป็นภาพของเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ขออนุญาตขึ้นสไลด์หน่อยนะครับ มันจะมีภาพบัญชีตารางพยานของคดีตากใบที่เราพบรายชื่อ ของเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ชื่อ มะรอโซ จันทรวดี ครับ มะรอโซ จันทรวดี ถูกพบว่าเป็นศพ พร้อม ๆ กับกองกำลังติดอาวุธ ๑๖ คน รวมกับเขาด้วยนะครับ หน้าฐานที่ตั้งของนาวิกโยธิน ในวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ปี ๒๕๕๖ เขาเสียชีวิตหลังจากเหตุการณ์ตากใบผ่านมาแล้ว ๙ ปี เรื่องราวหลังจากนั้นเราค้นพบว่า จากปากคำญาติของเขา ของภรรยาเขา ของแม่เขา เขาเป็น หนึ่งในคนที่อยู่ในรถ GMC คันนั้นที่เดินทางจาก สภ. ตากใบไปค่ายอิงคยุทธ แล้วหลังจากนั้น สำหรับเขาคงเห็นว่าวิถีทางในการทวงคืนความยุติธรรมมีจำกัดมากในสังคมนี้ และคงจะเข้าร่วม กับกระบวนการติดอาวุธครับ ผมยืนกรานตรงนี้อีกทีนะครับว่าสำหรับผมเอง พรรคประชาชน เราไม่เห็นด้วยกับการใช้กำลัง กับการใช้ความรุนแรงทุกกรณีจากทุกฝ่าย แต่ข้อคิดจากกรณี ของมะรอโซเตือนสังคมไทย เตือนเราว่าถ้าเรามีระบบนิติธรรมที่ดีกว่านี้ ถ้าเรามีความยุติธรรม ที่ดีกว่านี้ มีพื้นที่ทางการเมืองที่เปิดกว้างกว่านี้ การต่อสู้ต่อรองเพื่อบรรลุถึงความยุติธรรม อาจจะไม่จำเป็นต้องใช้กำลังครับ กรณีมะรอโซเตือนให้เราเป็นบทเรียนของเราว่าเหตุการณ์ ตากใบหากไม่มีการปลดล็อกยังมีคนที่จะรู้สึกว่าพวกเขาไม่มีทางเลือกมากนัก และนี่คือภารกิจที่หนักหน่วงของเรา ของท่านนายกรัฐมนตรีครับ ที่จะต้องมีแนวทางการเมือง ที่แน่วแน่มั่นคง ฉีกออกไปจากวงจรของความรุนแรงเหล่านี้ และเจตจำนงเหล่านั้นมีแต่ ท่านนายกรัฐมนตรีที่จะต้องยืนกรานให้กับเรา ท่านประธานครับ นอกจากความลังเลใจ ต่อการพูดคุยสันติภาพ ความไม่จริงจังต่อการฟื้นฟูความยุติธรรมแล้วผมยังเห็นว่าเจตจำนง ทางการเมืองของรัฐบาลพลเรือนที่นำโดยนายกรัฐมนตรีแพทองธารยังอ่อนแอปวกเปียกอีกด้วย ไม่ต้องนับถึงกรณีการพยายามจะปฏิรูปกองทัพซึ่งท้ายสุดก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้นนะครับ การมุ่งไปสู่ การปฏิรูปกองทัพ การมุ่งไปสู่การปฏิรูประบบยุติธรรมต่าง ๆ เราไม่ได้เห็นจากรัฐบาลชุดนี้เลย อย่างที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปก่อนหน้านี้นะครับ หากเปรียบเทียบกับรัฐบาลไทยรักไทย พลังประชาชนหรือเพื่อไทยในอดีต เราอาจจะต้องตกใจว่าเจตจำนงทางการเมืองของรัฐบาล รุ่นลูกในปัจจุบันนั้นลดน้อยถอยลงอย่างน่าเหลือเชื่อครับ จนทำให้ผมเชื่อว่าการเข้าสู่อำนาจ ที่ต้องตระบัดสัตย์ ที่ต้องทำ Deal กับผู้มีอำนาจเหล่านั้น ต้องแลกกับการพยายามลดธงต่าง ๆ ที่จะนำมาสู่การตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนไปหรือไม่ รวมทั้งเรื่องการยกเลิก กฎอัยการศึกด้วยนะครับ หลังเหตุการณ์ตากใบ คณะกรรมการที่ท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ ตั้งขึ้นเพื่อไต่สวนความจริงทำข้อเสนอต่อรัฐบาลทักษิณในเวลานั้นครับว่าให้มีการยกเลิก กฎอัยการศึกและใช้กฎหมายระดับรองลงมาแทน ในช่วงหนึ่งตลอด ๒๑ ปีที่ผ่านมามีอยู่ ๔๒๕ วันนะครับ ที่เราไม่มีกฎอัยการศึกในจังหวัดชายแดนภาคใต้ หลังจากมติ ครม. ในช่วง ครม. ของนายกรัฐมนตรีทักษิณในเวลานั้น แต่ถึงปัจจุบันนี้ยังมีการประกาศใช้อยู่อย่าง ต่อเนื่องครับ ท่านประธานครับ แนวทางการเมืองแบบประชาธิปไตยนั้นเราต้องการรัฐบาล พลเรือนที่เข้มแข็งมุ่งมั่นและต้องถือธงนำในการแก้ปัญหา ความมั่นใจที่รัฐจะเปิดกว้างกับ ประชาชนมากพอนี่นะครับ จะสร้างความชอบธรรมในทางการเมือง แต่สถานการณ์ของ รัฐบาลแพทองธารสวนทางกันเลยครับ เรื่องนี้ยังพิสูจน์ให้เห็นหลายต่อหลายครั้งในการแก้ไข ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้นะครับ อย่างที่ผมได้กล่าวไปแล้ว แล้วก็รวมทั้งการสั่งให้มีการ ทบทวนยุทธศาสตร์ด้วยนะครับ เมื่อตอนต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา ยุทธศาสตร์การดับไฟใต้ ที่ต้องมานั่งทบทวนกันใหม่ ก็สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่มีความพร้อมใด ๆ เลยครับ ในการที่จะแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังมีเรื่องเลวร้ายอีกประเด็นหนึ่งที่สะท้อน ถึงความล้มเหลวของการบริหารราชการของท่านนายกรัฐมนตรี นั่นก็คือขออนุญาตพูดถึง บทบาทบิดาของท่านอีกครั้งหนึ่งนะครับ ซึ่งเป็นท่าทีที่ผิดฝาผิดตัวอย่างยิ่งเลยครับ คือภาพนี้ครับ เมื่อนายกรัฐมนตรีไม่เข้าใจปัญหาและทำงานไม่เป็นก็ปล่อยให้พ่อมาทำงานแทน นั่งหัวโต๊ะ สั่งรัฐมนตรีและข้าราชการ อันนี้คือภาพในวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ที่ผ่านมานี้เอง ท่านนายกรัฐมนตรี ทักษิณเดินทางลงพื้นที่แบบไปเช้าเย็นกลับ เดินทางไป ๓ จังหวัดครบจบทีเดียว มีการพูด คำขออภัยอีกครั้งหนึ่งนะครับ หลังจากที่ก่อนหน้านี้เคยพูดแล้ว พูดถึง ๓ ครั้งในวันเดียวครับ นั่งหัวโต๊ะพูดคุย มีท่านรองนายกรัฐมนตรีอยู่ฝั่งหนึ่ง มีท่านรัฐมนตรียุติธรรมอีกฝั่งหนึ่ง แล้วก็ แน่นอนครับ มีภาพเป็นที่โด่งดังนะครับ คือท่านประธานของเราก็ไปรับท่านที่สนามบินนราธิวาส เราเห็นได้เลยครับว่าตกลงแล้วท่านนายกรัฐมนตรีเป็นใครกันแน่ ท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ มีบทบาทอย่างไรต่อการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้นะครับ ปัญหาไฟใต้เลยดูซับซ้อน มากขึ้นครับ เมื่อผู้นำที่ไม่เป็นทางการและไม่ต้องรับผิดชอบในทางการเมืองใด ๆ กลับมี บทบาทนำสูงกว่าผู้นำที่เป็นทางการ ซึ่งดูเหมือนว่าจะไม่รับไม่รู้ว่าการเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น สำคัญต่อประเทศชาติอย่างไร ความรุนแรงที่เพิ่มสูงขึ้นในระยะหลังนี้ แน่นอนนะครับ มีคน ตั้งข้อสังเกตด้วยครับ หลังวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ที่ผ่านมานี้ก็ปะทุแรงขึ้นมา และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเดือนรอมฎอนนี่นะครับ มันชัดเจนครับว่าผู้รับผิดชอบต้องเป็นคนที่ก่อการ คนที่ละเมิด กฎหมายเหล่านั้นครับ แต่ในทางการเมืองครับท่านประธาน ผมอยากจะชี้ให้เห็นว่าเรามี คำถามที่ใหญ่กว่าก็คือใครควรจะมีความรับผิดชอบในทางการเมือง ภาพเมื่อสักครู่มันเตือนเรา ตั้งคำถามให้กับเราครับว่าตกลงต้องเป็นนายกรัฐมนตรีหรือเป็นใครกันแน่ เป็นอดีตนายกรัฐมนตรี ที่มีบทบาทนำ บทบาทนำขนาดไหนครับ บทบาทนำขนาดที่ก็ไปสื่อสารกับพี่น้องประชาชน และสื่อมวลชนในพื้นที่ครับว่าพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เรื่องไฟใต้เดี๋ยวปีนี้จะมีสัญญาณที่ดีขึ้น ปีหน้าจะจบ ขออนุญาตเพิ่มอีกนิดเดียวครับท่านประธาน จะจบแล้วครับ ตกลงแล้วนี่คือปม ที่ท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณคิดว่าเป็นสิ่งที่คาใจท่านและอยากจะแก้ให้จบ แล้วท่านต้องออกตัวลงมาเอง แต่ท่านจะไม่ได้มีฐานะที่จะต้องมีความรับผิดรับชอบใด ๆ เลยนะครับ มันค่อนข้างผิดฝาผิดตัวพอสมควร ส่วนลูกสาวของท่านแทนที่จะใช้โอกาสที่นั่งเป็นหัวโต๊ะ ของ ครม. นำรัฐบาลชุดนี้จะไถ่บาปให้พ่อก็ไม่ได้ทำอย่างที่ควรจะเป็น สภาวะลูกผีลูกคนแบบนี้ ไม่มีผู้นำคนใดที่จะต้องรับผิดรับชอบจริงจังเลย เราจะอยู่ในระบบการเมืองแบบนี้แล้วเราจะ แก้ปัญหาด้วยแนวทางการเมืองแบบประชาธิปไตยนำต่อไปได้อย่างไร หรือเราต้องปล่อย ให้ความรุนแรงกลับมาครอบงำ แล้วผู้คนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ว่าเป็นคนพุทธ คนมุสลิม ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่หรือว่าประชาชนคนธรรมดาจะต้องอยู่ในภาวะหวาดผวาต่อไปว่าจะมี เหตุใหญ่เกิดขึ้นข้างบ้านตัวเองอีกเมื่อไร มันจะอยู่กันอย่างนี้หรือครับท่านประธาน ผมอยาก ให้ดูอีกครั้ง สุดท้ายแล้วครับ