ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ อภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี โดยตั้งข้อสังเกตถึงการบริหารราชการที่ลอยตัว ขาดความรับผิดชอบ และถูกครอบงำด้วยผลประโยชน์ของกลุ่มเฉพาะ พร้อมตั้งคำถามถึงข้อตกลงทางการเมืองที่เอื้อประโยชน์และละเมิดเจตจำนงของประชาชน นอกจากนี้ยังท้วงติงรัฐบาลในหลายมิติ ทั้งการจัดการกับนักโทษการเมือง ความไม่เป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรม การคุกคามสิทธิเสรีภาพ การส่งกลับผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์อย่างลับๆ รวมถึงการไม่จริงจังในการผลักดันกฎหมายสำคัญเพื่อความยุติธรรมและป้องกันรัฐประหาร ซึ่งสะท้อนความขัดแย้งระหว่างวาทกรรมกับการกระทำ และตั้งคำถามถึงการแบ่งปันอำนาจเบื้องหลังที่ทำให้เสียงของประชาชนถูกเพิกเฉย
ขอบคุณท่านประธานค่ะ ดิฉัน ทนายแจม ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ ผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑๑ เขตสายไหม อดีตพรรคก้าวไกล ปัจจุบันพรรคประชาชนค่ะ ดิฉันขอใช้สิทธิอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร ด้วยข้อกล่าวหาที่ว่าเป็นนายกรัฐมนตรีที่ลอยตัวเหนือปัญหา และไม่มี ความรับผิดชอบต่อตำแหน่งหน้าที่เพียงเพราะเห็นแก่ผลประโยชน์ของตัวเองและครอบครัวค่ะ ประพฤติตนเป็นเสมือนนายกรัฐมนตรีหุ่นเชิดโดยมีบุคคลในครอบครัวเป็นนายกรัฐมนตรี ตัวจริงที่ไม่ต้องรับผิดชอบต่อการใช้อำนาจ ท่านประธานคะ ๑ ปีครึ่งที่ผ่านมานี้ภายใต้รัฐบาล ที่ Deal กันบนผลประโยชน์ทับซ้อนของชนชั้นนำ เหยียบย่ำเสียงของประชาชน คนไทย ต้องสูญเสียกันไปเท่าไรเพื่อให้คนบางคนกลับบ้าน ประเทศไทยต้องเสียหายไปแค่ไหนเพื่อให้ คุณแพทองธาร ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี และการ Deal แลกประเทศของนายกรัฐมนตรี แพทองธารและรัฐบาลเพื่อไทยในครั้งนี้ต้องแลกกับความยุติธรรมและสิทธิเสรีภาพของ ประชาชนอย่างไรบ้าง ขออนุญาตไล่เลียงเป็นประเด็นสำคัญดังนี้ค่ะ
ประเด็นแรกค่ะท่านประธาน เมื่อเปลี่ยนรัฐบาลค่ะ เป็นรัฐบาลพลเรือน อย่างที่ท่านจิราพรได้พูดเอาไว้นะคะ ที่มาจากการเลือกตั้ง ดิฉันเชื่อว่าคนไทยทุกคน รวมถึง ดิฉันด้วยนะคะ ต่างก็มีความหวังว่าจะเห็นสถานการณ์ทางการเมืองที่ดีขึ้นค่ะ โดยเฉพาะ ในเรื่องของนักโทษการเมืองที่หลายคดีเกิดจากการใช้สิทธิเสรีภาพ สิ่งเหล่านี้คือความผิดปกติ ที่รัฐบาลเผด็จการทิ้งเอาไว้ทำให้ประชาชนถูกดำเนินคดีจำนวนมากค่ะ ท่านประธานคะ คดีเหล่านี้ ไม่ใช่คดีที่ชี้มูลความผิดในเหตุการณ์ปกติทั่วไปค่ะ แต่คดีเหล่านี้เป็นคดีนโยบายที่เดินหน้า ตามความต้องการของรัฐบาลเผด็จการค่ะ ไม่ใช่คดีที่ควรเกิดขึ้นปกติในสังคมประชาธิปไตย เพียงแค่หลายคนออกมาต่อต้านการรัฐประหาร ออกมากิน Sandwich ออกมาชู ๓ นิ้ว ออกมาไล่เผด็จการ ออกมาเรียกร้องการเลือกตั้งของกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ออกมาต่อต้าน การทำประชามติที่ไม่เป็นธรรม ออกมาวิ่งไล่ลุงค่ะ ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยและการปฏิรูป สถาบันของกลุ่มนักเรียน นักศึกษา ประชาชนที่หวังดีต่อประเทศเหล่านี้ถูกจับ ถูกดำเนินคดี ถูกช็อตไฟฟ้า ถูกซ้อมทรมาน บาดเจ็บ เสียชีวิตไปตั้งเท่าไร บางคนต้องลี้ภัยไปต่างประเทศค่ะ บางคนนะคะ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตอนนี้ถูกอุ้มไปไว้ที่ไหน เป็นตายร้ายดีอย่างไร เมื่อมีการเลือกตั้ง ครั้งที่ผ่านมานี้จึงเป็นการเลือกตั้งแห่งความหวัง หวังว่าจะเห็นรัฐบาลพลเรือนที่เห็นหัวประชาชน หวังว่าจะเห็นรัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตยจริง ๆ และบ้านเมืองจะกลับมาเป็นปกติได้ และ ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมานี้มันจะไม่สูญเปล่าค่ะ แต่สิ่งที่ประชาชนได้รับกลับกลายเป็นถูกทิ้งเอาไว้ นอกกระดานค่ะ เพราะเกิด Deal ล้มกระดานค่ะ รัฐบาลผสมพันธุ์ข้ามขั้ว การจับมือกันตั้ง รัฐบาลราวกับว่าก่อนหน้านี้ไม่เคยมีการต่อสู้ของประชาชนมาก่อนเลย ดังคำสุภาษิตที่ว่า ช้างสารชนกันหญ้าแพรกก็แหลกราญ เมื่อผู้มีอำนาจ Deal กัน ประชาชนก็ไม่จำเป็นต้องอยู่ ในสมการเสมอไปค่ะ ท่านนายกรัฐมนตรีเคยกล่าวเอาไว้นะคะว่าทันทีที่ได้เป็นรัฐบาลจะขอ ความเมตตาจากศาลที่มีน้อง ๆ ไปติดคุก ขอให้ศาลปล่อยตัวค่ะ และพรรคเพื่อไทยเห็นด้วย กับการแก้กฎหมายมาตรา ๑๑๒ เพราะว่าถูกนำมาใช้เป็นเกมการเมือง เรื่องนี้หมายความว่า อย่างไรคะ หมายความว่าท่านนายกรัฐมนตรีรู้เองอยู่แล้วว่ามีการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรม และประชาชนโดนเอากฎหมายพวกนี้มาเป็นเครื่องมือทางการเมือง และสิ่งที่น้อง ๆ นักกิจกรรม แต่ละคนได้รับเป็นความอยุติธรรมค่ะ และปัจจุบันนะคะท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารเป็น นายกรัฐมนตรีแล้ว สถานการณ์ทางการเมืองของประเทศไทยตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง ปรากฏว่า รัฐบาลนี้นะคะยังมีการฟ้องร้องคดีทางการเมืองอย่างต่อเนื่องค่ะ ดิฉันไม่ย้อนไปไกลก็ได้ มกราคมที่ผ่านมานี้มีคดีที่เกี่ยวเนื่องกับการแสดงออกทางการเมืองเพิ่มขึ้นหลายคดี หนึ่งในนั้น เป็นคดีมาตรา ๑๑๒ ของคุณบัสบาส หนึ่งในนั้นเป็นคดีของทนายอานนท์ นำภา ทนายพี่เลี้ยง ของดิฉันเอง ถูกตั้งข้อหาละเมิดอำนาจศาลเพียงเพราะถอดเสื้อในห้องพิจารณาคดีเพื่อประท้วง กระบวนการที่มันไม่เป็นธรรมค่ะ ยังมีนักกิจกรรมในจังหวัดนครราชสีมาถูกแจ้งข้อกล่าวหา มาตรา ๑๑๒ จากคดีการชุมนุมก่อนหน้านี้ และรัฐบาลนี้ยังคงมีคำพิพากษาในคดีการเมือง ที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน คดีการเมืองจำนวนมากทยอยมีคำพิพากษาถอยหลังทีละวัน ๆ ทั้งคดี มาตรา ๑๑๒ จำนวน ๖ คดีที่ศาลลงโทษจำคุก และวันนี้ค่ะ วันที่ ๒๔ มีนาคม ข้ามวันแล้วนะคะ วันที่ ๒๔ มีนาคมนี่นะคะ ก็มีคดีของคุณเบนจา อะปัญ และคุณตี้ วรรณวลี อดีตลูกความ ของดิฉันทั้ง ๒ คน ก็ถูกศาลตัดสินจำคุกคนละ ๓ ปีจากกรณีม็อบยืนยันดันเพดาน วันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๖๗ วันที่ ๑๘ มีนาคมที่ผ่านมาศาลอาญาพิพากษาคดีของคุณวิจิตรที่ถูกฟ้องในข้อหา พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ มาตรา ๑๔ ในเหตุการณ์ที่โพสต์เฟซบุ๊กในช่วงปี ๒๕๕๗ และปี ๒๕๕๘ และ รัฐบาลชุดนี้ยังคงมีการฟ้องคดีทางการเมืองที่มาจากเหตุการณ์ในอดีต วันที่ ๑๙ มีนาคม ที่ผ่านมานี้เองศาลแขวงปทุมวันพนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้องคดีของ ๘ นักกิจกรรมในข้อหา พ.ร.ก. ฉุกเฉินจากการชุมนุมเมื่อ ๔ ปีที่แล้วค่ะ และยังมีคดีการเมืองที่เกิดใหม่ไม่นานมานี้ เมื่อวันที่ ๑๖ มีนาคมที่ผ่านมา กอ.รมน. ภาค ๔ ส่วนหน้าบอกว่าจะฟ้องมาตรา ๑๑๖ กรณี จัดการเสวนาที่ ม.อ. ปัตตานี แล้วเรื่องที่น่าเศร้าที่สุดที่ดิฉันไม่คิดว่าจะเกิดในรัฐบาลนี้ นั่นคือ การที่มีนักกิจกรรมเยาวชนที่มีความรู้ความสามารถลี้ภัยทางการเมืองไปเป็นจำนวนมาก ต่างกันเหลือเกินกับที่ท่านเคยบอกเอาไว้ว่า ท่านนายกรัฐมนตรีเคยแถลงนโยบายในสภาแห่งนี้ เอาไว้ว่าจะทำให้ประเทศไทยทุกตารางนิ้วเป็นพื้นที่ของโอกาส เป็นพื้นที่คนไทยทุกคนจะมี ความฝัน มีความคิดสร้างสรรค์ และกำหนดอนาคตของตัวเองได้ แต่มีคนอีกหลายคนมาก ๆ ที่ไม่สามารถที่จะอยู่ในประเทศตัวเองได้ จากที่ดิฉันกล่าวมาทั้งหมดค่ะอยากให้ทราบ เหลือเกินว่าขณะนี้มีผู้ต้องหาทางการเมืองจำนวนไม่น้อยที่ถูกทอดทิ้งให้อยู่ในเรือนจำ ตอนนี้ มีผู้ต้องหาทางการเมืองอย่างน้อย ๓๙ คน และใน ๓๙ คนนี้มี ๒๓ คนที่ไม่ได้รับสิทธิ ขั้นพื้นฐานนั่นคือสิทธิในการประกันตัวระหว่างการต่อสู้คดีค่ะ และยังมีประชาชนอีกจำนวนมาก ที่ออกมาต่อสู้ทางการเมืองในช่วงระยะเวลาแห่งความขัดแย้ง ๒๐ กว่าปีนี้มีคดีความติดตัว ไม่สามารถใช้ชีวิตตามปกติได้ พวกเขาเหล่านี้รอการนิรโทษกรรมประชาชน การนิรโทษกรรม ประชาชนจะเป็นประตูบานแรกที่ช่วยลดความขัดแย้งทางการเมืองคืนความปกติให้กับสังคม ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีและพรรคเพื่อไทยเองก็มีนโยบายนี้เช่นกัน แต่สุดท้ายก็หายไปกับสายลม ทุกวันนี้ดิฉันจะไปศาลยังไม่กล้าไปเลย จะไปเจอลูกความยังไม่กล้าไปเจอหน้าเลย เพราะเจอ ทุกครั้งเขาก็ถามว่ารัฐบาลประชาธิปไตยแล้ว รัฐบาลจับมือกันแล้วไม่มีความขัดแย้งของ รัฐบาลของเสื้อเหลืองเสื้อแดงแล้วหรืออะไรก็ตามแล้ว เมื่อไรจะนิรโทษกรรมให้กับพวกเขาเสียที หรือแม้แต่เรื่องที่ง่ายที่สุด นั่นก็คือการรับเอาข้อเสนอแนะของรายงานคณะกรรมาธิการ เพื่อศึกษาแนวทางการตรากฎหมายนิรโทษกรรมที่พรรคเพื่อไทยก็ยังไม่กล้ารับ เพราะกลัวว่า จะเป็นข้อผูกมัดให้ ครม. ต้องปฏิบัติตามหรือเปล่า ในข้อสังเกตและข้อเสนอแนะในนั้นจริง ๆ แล้ว ไม่ได้เป็นเรื่องยากเลยนะคะ หนึ่งในข้อเสนอแนะนั่นก็คืออยากให้ ครม. ช่วยพิจารณา รายงานเพื่อไปเป็นแนวทางในการตรา พ.ร.บ. นิรโทษกรรมค่ะ ไม่รับข้อเสนอ ไม่รับข้อสังเกต เพราะไม่ได้ตั้งใจที่จะร่างนี้หรือเปล่า ข้อเสนอแนะอีกอันหนึ่งที่สำคัญและคิดว่านายกรัฐมนตรี จะทำได้ทันทีค่ะ นั่นคือการที่นายกรัฐมนตรีมีอำนาจในการสั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับ กระบวนการยุติธรรมค่ะ ให้กำหนดนโยบายเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมให้มีการดำเนินการ ตามกลไกกฎหมายที่มีอยู่ เช่น อาจจะบอกให้ตำรวจนั้นมีการพิจารณาสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้อง ในคดีทางการเมืองเร่งรัดในการทำสำนวน หรือว่าเสนอแนะทางอัยการว่าให้มีคำสั่งส่งไม่ฟ้อง ตาม พ.ร.บ. อัยการ ปี ๒๕๕๓ หรือในกรณีที่คดีไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะหรือว่ามีผลกระทบ ต่อความมั่นคงสามารถใช้ช่องทางนี้ได้ หรือกรณีศาลสามารถกำหนดนโยบายได้ว่าใช้ดุลยพินิจ ในการเลื่อนคดีหรือจำหน่ายคดีชั่วคราว หรือใช้ดุลยพินิจในการปล่อยตัวชั่วคราวค่ะ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ในสภาแห่งนี้ในวันนั้นมีการถกเถียงกันว่าเป็นการก้าวก่ายอำนาจหรือเปล่า ท่านอย่าลืมว่า ในคณะกรรมาธิการเรามีทั้งศาล ทั้งอัยการ ทั้งกฤษฎีกา เราคุยกันจนจบแล้วมันทำได้ มันไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ค่ะ นายกรัฐมนตรีมีนโยบายไม่ได้เป็นเรื่องใหม่นะคะ ท่านอัยการท่านหนึ่ง ในคณะกรรมการบอกว่านายกรัฐมนตรีสั่งมีนโยบายในการชะลอฟ้องนี่เขาเคยทำกันมาแล้ว เพราะเขามีความคิดที่จะนิรโทษกรรมจริง ๆ ในเมื่อตั้งใจจะมี พ.ร.บ. นิรโทษกรรมอยู่แล้ว การทำให้บรรยากาศทางเมืองมันดีขึ้นโดยการที่ใช้กลไกต่าง ๆ ที่มีอยู่แล้วนายกรัฐมนตรี สามารถทำได้ แต่อย่างไรก็ตามรายงานฉบับนี้ประธาน กมธ. ท่านชูศักดิ์เองก็มาจากพรรคเพื่อไทย ที่ท่านนายกรัฐมนตรีเองก็เป็นคนแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีค่ะ ผู้เสนอญัตตินี้ก็มาจากพรรคเพื่อไทย หากท่านนายกรัฐมนตรีนึกถึงหน้าประชาชนสักนิด กล้าหาญสักหน่อย ในหมวกของหัวหน้า พรรคเพื่อไทย ในวันนั้นถ้าพรรคเพื่อไทย พรรคประชาชนเรารวมเสียงกันข้อเสนอแนะข้อนี้ ข้อสังเกตข้อนี้เราผ่านแน่นอน แต่ท้ายที่สุดพรรคเพื่อไทยก็มีมติโหวตคว่ำข้อสังเกตที่จะช่วย ลดอุณหภูมิทางการเมืองในระหว่างการรอการนิรโทษกรรมไปอย่างน่าเสียดาย นี่คือสิ่งที่ประชาชน สูญเสียโอกาสค่ะ นั่นก็เพราะมาจากการ Deal ของท่านที่ท่านไป Deal เอาไว้ จึงเป็นการติด กระดุมผิดตั้งแต่เม็ดแรกค่ะท่านประธาน
ประเด็นที่ ๒ เมื่อเปลี่ยนรัฐบาลแล้วโดยเฉพาะเป็นรัฐบาลพลเรือนที่มาจาก การเลือกตั้งในครั้งนี้ประชาชนก็คาดหวังอีกเหมือนกันค่ะว่าสถานการณ์สิทธิเสรีภาพของ ประชาชนจะดีขึ้น จากการที่เราต้องทนอยู่ในรัฐบาลเผด็จการมาเกือบ ๑๐ ปี แต่เลือกตั้งเสร็จแล้ว ตั้งรัฐบาลเสร็จแล้วสถานการณ์ตอนนี้เป็นอย่างไร ในช่วงเวลา ๗ เดือนที่ผ่านมาหลังการดำรง ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของคุณแพทองธาร ชินวัตร มีสถานการณ์การติดตาม คุกคามของ เจ้าหน้าที่รัฐอย่างน้อย ๕๖ คดี มีเจ้าหน้าที่ติดตามคุกคามถึงบ้าน ๒๖ กรณี เจ้าหน้าที่รัฐ ปิดกั้นแทรกแซงการจัดกิจกรรมสาธารณะ ๑๖ กรณี การติดตามสอดแนมนักกิจกรรม ๖ กรณี การเรียกเข้ามาพูดคุยติดต่อถ้าสมัยรัฐเผด็จการเราจะเรียกมาคุย มาชวนกินกาแฟ ๔ กรณีค่ะ การกักตัวคุมขังไม่ชอบอีก ๒ กรณี และในกรณีการติดปัญหาเกี่ยวกับการเดินทางไปต่างประเทศ อีก ๒ กรณี หลังจากที่ท่านนายกรัฐมนตรีรับตำแหน่งไม่นานก็มีการ Ban หนังสืองานวิจัย ดีเด่นของอาจารย์พวงทองที่ชื่อหนังสือว่า ในนามของความมั่นคง มีการติดกล้องวงจรปิดในพื้นที่ การทำกิจกรรมล้อการเมืองของนักศึกษาธรรมศาสตร์ มีเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบติดตาม สถานการณ์ของการล้อการเมือง มีการพยายามขอตรวจป้ายผ้าว่าป้ายผ้ามีข้อความอะไรหรือเปล่า มีการกำหนด Watch List มีการทำกลุ่มบุคคลเฝ้าระวังพิเศษพร้อมรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล และครอบครัว หรือเมื่อวันที่ ๒ มีนาคมที่ผ่านมานี้ม็อบของชาวบ้านที่มาต่อต้านกาสิโน ก็ปรากฏภาพทั้งตู้ Container รั้วลวดหนามปิดกั้นประชาชน ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้รัฐบาล เศรษฐาก็สามารถชุมนุมได้ปกติ ดิฉันก็ไม่ได้คาดคิดเลยว่าจะเห็นภาพเหล่านี้ในรัฐบาลของ นายกรัฐมนตรีแพทองธารค่ะ ดิฉันก็รู้สึกผิดหวังมากเพราะว่าสิ่งเหล่านี้ก็เป็นมรดกของ คณะรัฐประหารที่กระทำต่อประชาชนมาโดยตลอด และพรรคเพื่อไทยเองก็น่าจะทราบเรื่องนี้ เป็นอย่างดีและน่าจะเข้าใจเรื่องนี้ได้ดีที่สุดค่ะ แล้วเรื่องนี้จะบอกว่าท่านนายกรัฐมนตรีไม่รู้ ไม่เห็น ไม่ทราบ ไม่เกี่ยวกับท่าน ท่านไม่รู้เรื่องอะไรเลยก็ไม่ได้ เพราะทั้ง กอ.รมน. เองก็ตาม เป็นหน่วยงานสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีมีตำแหน่งเป็น ผอ.กอ.รมน. สำนักงานตำรวจตำรวจแห่งชาติที่ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ก.ตร. ประธาน ก.ต.ช. ท่านเองก็มีหน้าที่กำกับดูแลโดยตรง ทั้ง ๒ หน่วยงานที่คุกคามประชาชนอย่างต่อเนื่อง ท่านสามารถมีอำนาจในการสั่งการได้ ท่านสามารถมอบนโยบายได้ค่ะ ท่านสามารถมีคำสั่งการได้ ท่านสามารถมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกนโยบายที่ละเมิดสิทธิการใช้สิทธิเสรีภาพของ ประชาชนได้ แต่ท่านก็ไม่ได้คิดจะทำอะไรเลย การเข้าสู่ตำแหน่งของท่าน ท่านไม่ได้สนใจเลยว่า สิทธิเสรีภาพของประชาชนสำคัญขนาดไหน ท่านไม่ได้สนใจเลยว่าประชาชนจะถูกติดตาม ถูกคุกคามอะไรอย่างไร ท่านจงใจที่จะลอยตัวเหนือปัญหาทุกอย่าง ไม่มีความรับผิดชอบต่อ ตำแหน่งหน้าที่ ไม่ได้สนใจพี่น้องประชาชนเห็นแต่ผลประโยชน์ของตนเองกับครอบครัว เป็นสำคัญค่ะ หรือเพราะ Deal ที่ทุกท่านทำเอาไว้เลยทำให้ท่านไม่สามารถทำงานได้อย่างมี อุดมการณ์ มีความเชื่อเรื่องประชาธิปไตยแบบที่พรรคเพื่อไทยเคยมี นอกจากบรรยากาศ ทางการเมืองในประเทศที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรแล้วหรือว่าไม่ไปไหนมาไหนหรือว่าแย่ลงแล้ว บรรยากาศอีกบรรยากาศหนึ่งที่เป็นเหตุการณ์ตอกย้ำความไร้ภาวะผู้นำ ความไร้ประสิทธิภาพ ของนายกรัฐมนตรีที่จงใจบริหารประเทศแบบทำลายหลักสิทธิมนุษยชนสากลค่ะ นั่นก็คือ การส่งกลับผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์ ซึ่งรายละเอียดเชิงลึกเพื่อนสมาชิกของดิฉันท่านกัณวีร์ก็ได้กล่าว ไปบางส่วนแล้ว เราต่างรู้ดีว่าตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นบทบาทสำคัญในฐานะของผู้นำประเทศค่ะ นอกจากนั้น ยังมีบทบาทสำคัญในการเจรจาต่อรองทางการค้านะคะหรือรักษาผลประโยชน์ของชาติ และรักษาเสถียรภาพของประเทศ แต่เมื่อไม่นานมานี้ก็มีการตัดสินใจส่งผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์กลับ ทำให้ไทยตกอยู่ในสภาวะกลืนง่าย เคี้ยวง่าย ไร้อำนาจต่อรองค่ะ ปฏิบัติการย่องเงียบในคืนนั้น มีการขนคนนะคะใส่รถตู้ทึบปิดด้วยผ้าสีดำ ขอสไลด์ลงค่ะ แล้วบอกว่าสมัครใจนะคะ ก็ไม่รู้ว่า ทำไปแล้วทำไปทำไม ทำไปแล้วได้อะไร ซึ่งเรื่องนี้ชัดเจนอยู่แล้วว่าการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรี ในครั้งนี้จะทำให้เราถูกมองว่าไม่ได้ทำตามหลักกติกาสากลในเรื่องการไม่ผลักดันกลับ ไม่ได้ ทำตามหลักสิทธิมนุษยชนนะคะ และไม่ได้ระมัดระวังในการส่งคนกลับไปยังภูมิลำเนาที่เขา อาจจะเกิดอันตรายก็ได้ และผลกระทบอีกด้านที่เกิดขึ้นนะคะซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีก็อาจจะ ไม่ได้คิดถึงก็ได้แต่อาจจะไปเพิ่มความยากในการเจรจาการค้าเสรีที่เป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญ ของท่านนายกรัฐมนตรีที่กำลังจะปิด Deal ให้สำเร็จในสิ้นปีนี้ ตอนนี้ก็จะกลายเป็น Project ที่อยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยงล้มเหลวอีกแล้ว ท่านประธานคะ และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกนะคะอายุรัฐบาล พรรคเพื่อไทยที่ตัดสินใจผลักดันผู้ลี้ภัย ก่อนหน้านี้นะคะรัฐบาลมีการส่งตัวนักเคลื่อนไหว ชาวกัมพูชา ๖ คนและเด็กเล็ก ๑ คนที่มีสถานะผู้ลี้ภัยจากสหประชาชาติกลับไปยังกัมพูชา ซึ่งพวกเขาก็ถูกรวบและดำเนินคดีทันที ท่านอาจจะเห็นว่าครั้งที่แล้วทำลงไปไม่มีผลกระทบ อะไรนะคะ แต่รอบนี้ไม่เหมือนกันนะคะเพราะว่ามีประเทศหลายประเทศที่เขามองว่าทำไม ไทยต้องออกแบบนี้นะคะ จนสุดท้ายก็มีมาตรการพิเศษในการเพิกถอน Visa เจ้าหน้าที่ไทยค่ะ ความขัดแย้งที่มีมาอย่างยาวนานระหว่าง ๒ ประเทศนะคะ การตัดสินใจแบบไร้วุฒิภาวะของ นายกรัฐมนตรีแพทองธารครั้งนี้เพียงแค่แว๊บเดียวทำให้ประเทศไทยเข้าไปสู่ตรงกลางมรสุม อย่างที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลย ทั้งที่ไทยเองนะคะเราก็เพิ่งได้เก้าอี้คณะมนตรีสิทธิมนุษยชน ในสหประชาชาติ ซึ่งแน่นอนค่ะว่าเรื่องนี้ประเทศไทยจะเสียจุดยืนด้านสิทธิมนุษยชนในเวทีโลก และแทนที่ท่านจะใช้โอกาสนี้ในการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีเพื่อประกาศว่าประเทศไทยเรานี่ พร้อมแล้วที่จะยกระดับด้านสิทธิมนุษยชน แต่การกระทำครั้งนี้ได้ฉีกภาพลักษณ์นั้นจนหมดสิ้น การส่งตัวผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์ครั้งนี้คุณแพทองธารกำลังเอาประเทศไทย รัฐบาลไทยไปแลกกับ สิ่งที่ไม่อาจประเมินความเสียหายได้เลย มิหนำซ้ำนะคะท่านยังส่งรองนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมบินไปเป็นตราประทับความชอบธรรมให้กับประเทศจีน ที่ซินเจียงเมื่อวันที่ ๑๙ มีนาคมที่ผ่านมาอีก ซึ่งท่านภูมิธรรมก็ได้มาตอบแล้วแต่ก็ตอบแบบงง ๆ และข้อยืนยันสุดท้ายนะคะก็บอกได้ว่าประเทศเราตอนนี้รัฐบาลบริหารประเทศแบบเผด็จการ นั่นก็คือการที่เราถูก Freedom House ปรับลดสถานะเสรีภาพของประเทศกลายมาอยู่ ในกลุ่มประเทศที่ไม่เสรี หลังจากได้ปรับสถานะประเทศเป็นเสรีภาพบางส่วนได้แค่ปีเดียวเท่านั้น ท่านนายกรัฐมนตรีจะรับผิดชอบกับสิ่งที่เสียหายเหล่านี้ได้อย่างไร การพยายาม Deal จัดตั้ง รัฐบาลเพื่อพาคุณพ่อกลับบ้านในครั้งนี้ประชาชนต้องสูญเสียมากมายขนาดนี้ เพื่ออะไร
ประเด็นที่ ๓ ค่ะท่านประธาน หนึ่งในนโยบายสำคัญของพรรคเพื่อไทย ภายใต้การนำของคุณแพทองธารในการเลือกตั้งที่ผ่านมา นั่นคือการคืนความยุติธรรมให้กับ ประชาชนผ่านการแก้กฎหมาย ๒ ฉบับ ฉบับแรกค่ะ เป็นร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตค่ะ ฉบับที่ ๒ ค่ะ เป็นพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีการพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งการแก้ไข กฎหมายทั้ง ๒ ฉบับนี้นะคะ เป็นการสร้างมาตรฐานความยุติธรรมครั้งสำคัญให้กับพี่น้อง ประชาชนค่ะ ซึ่งดิฉันและพรรคประชาชนเราเห็นด้วยอย่างยิ่งและพร้อมจะสนับสนุน กฎหมาย ๒ ฉบับนี้อย่างเต็มที่ค่ะ แต่สุดท้ายค่ะการแก้ไขกฎหมายทั้ง ๒ ฉบับนี้ก็กลายเป็น มวยล้มต้มคนดูอีกครั้งค่ะ เพราะว่าหลังมีการยื่นเข้าสู่ระเบียบวาระวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ โดยที่ทางพรรคเพื่อไทยเองนะคะก็ได้มีการแถลงข่าวเมื่อวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์นะคะ ซึ่งในวันนั้น ท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารก็นั่งแถลงข่าวอยู่ด้วยกันในวันนั้นด้วย แต่ใครจะเชื่อคะว่า ก่อนกฎหมายจะเข้าสภาเพียงแค่ ๑ วันท่านชูศักดิ์ ศิรินิล ก็ได้ถอนร่างทั้ง ๒ ฉบับนั้นออกมา โดยให้เหตุผลว่าเมื่อพิจารณาดูอย่างรอบคอบแล้วกฎหมายมีปัญหา เรื่องใหญ่ก็คือเรื่องที่องค์กรอิสระทั้งหลายไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไรค่ะ เหตุผลที่พวกท่านอ้าง ก็กลายเป็นเหตุผลที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าค่ะ ต้องรอบคอบบ้าง ต้องฟังความเห็นองค์กรอิสระบ้าง ขณะที่เสียงของพี่น้องประชาชนผู้สูญเสีย เสียงของพี่น้องประชาชนวีรชนต่าง ๆ ท่านกลับ ไม่ได้ฟังเลยสักนิด และตอนนี้ผ่านมาปีกว่าแล้วหลังจากที่มีการถอนร่างออกไปตอนนี้ก็ยังไม่มี วี่แววเลยว่าจะเสนอกลับเข้ามาใหม่ และในช่วงเปิดสมัยประชุมที่ผ่านมานี้เมื่อเดือนธันวาคม มีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการของกระทรวงกลาโหม ซึ่งเสนอโดย สส. พรรคของท่านนะคะ ท่านประยุทธ์ ศิริพานิชย์ ก็เพื่อให้รัฐบาลพลเรือนสามารถบริหาร กระทรวงได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่เหตุผลสำคัญข้อหนึ่งนั่นก็คือการป้องกันการปฏิวัติ รัฐประหารจากกองทัพค่ะ การหยุดวงจรการรัฐประหารซึ่งเรื่องนี้พรรคเพื่อไทยเองก็เป็น จุดยืนที่ท่านก็ยึดถือมาตลอด แต่ก็กลับถูกถอนร่างออกไปโดยอ้างเหมือนเดิมว่ามีจุดบกพร่อง หลายอย่างและไม่ใช่มติของพรรคเพื่อไทย วันจันทร์ที่ ๑๗ มีนาคมที่ผ่านมานี้เองพรรคเพื่อไทย ก็ได้ลงมติคว่ำพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว กฎหมายนี้เกี่ยวข้องกับการโอนคดีทุจริตและ ประพฤติมิชอบของทหารไปยังศาลคดีทุจริต ซึ่งตัวแทนของพรรคเพื่อไทยก็เป็นประธาน กรรมาธิการอีกแล้ว เป็นประธานเอง ยื่นเองแล้วก็คว่ำเอง สิ่งเหล่านี้ตอกย้ำมากเหลือเกินว่า ท่านนายกรัฐมนตรีกำลังลอยตัวเหนือปัญหาและพรรคเพื่อไทยไม่ได้มีความจริงใจเลยที่จะ เปลี่ยนผ่านบ้านเมืองให้เข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์ หรืออย่างน้อยค่ะไม่ได้ มีความพยายามเลยที่จะคืนความยุติธรรมให้กับพี่น้องเสื้อแดงหรือพี่น้องอีกหลาย ๆ คน ที่ต้องเสียชีวิตหรือนักกิจกรรมทางการเมืองอีกหลาย ๆ คน ท่านยังคงกลัวอำนาจมืดที่อยู่ เบื้องหลังจนทำให้ประชาชนก็เชื่อกันไปแล้วว่ามันต้องมี Deal อะไรบางอย่างที่ทำให้พวกคุณ ต้องสยบยอมแบบนี้ กลืนน้ำลายตัวเองเพื่อให้อดีตผู้นำประเทศจากตระกูลชินวัตรกลับมามี อำนาจอีกครั้ง สรุปแล้วการคืนความยุติธรรมให้กับประชาชนเป็นสิ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรี และพรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญจริง ๆ หรือเปล่า หรือว่าท่านสำเร็จประโยชน์ในการต่อรอง กับเจ้าของใบอนุญาตใบที่ ๒ แล้วท่านก็ไม่จำเป็นต้องสนใจเจ้าของใบอนุญาตใบที่ ๑ ซึ่งเป็น ประชาชนเลย ทั้งหมดที่ท่าน Deal กันมาตั้งแต่ต้นคว่ำไปทุกอย่างกฎหมายที่มันสำคัญ ๆ ก็เพื่อจะแลกกับการอยู่ในอำนาจของท่านให้นานที่สุดเพื่อพ่อเพื่อครอบครัวของท่าน คนอื่น ไม่ได้มีพ่อเหมือนท่านหรือคะ นอกจากนี้ท่านยังตีหมุดตอกฝาโลงย้ำความ ๒ มาตรฐาน ซึ่งคำ ๆ นี้ คุ้น ๆ ไหมคะ ๒ มาตรฐาน คำ ๆ นี้เกิดสมัยในยุคของคนเสื้อแดงด้วยซ้ำ นายกรัฐมนตรี แพทองธารและพรรคเพื่อไทยทำให้ความ ๒ มาตรฐานกลับมาชัดเจนอีกครั้ง ในกรณีที่คุณทักษิณ หรือพ่อของท่านไม่ต้องติดคุกเลยแม้แต่วันเดียว