วิโรจน์ ตั้งคำถามหลีกเลี่ยงภาษีผู้มีอำนาจ ชี้ขัดนิติธรรม-ศีลธรรม

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๖ · ๒๕ มีนาคม ๒๕๖๘

วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ตั้งคำถามถึงพฤติกรรมการหลีกเลี่ยงภาษีของผู้มีอำนาจ โดยเฉพาะการใช้ช่องว่างทางกฎหมายในการรับทรัพย์สินโดยไม่เสียภาษี ซึ่งขัดต่อหลักนิติธรรมและศีลธรรม ทำให้เสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งและประเทศชาติ พร้อมเรียกร้องให้เกิดความเป็นธรรมในการจัดเก็บภาษีโดยเริ่มจากผู้นำประเทศก่อน ไม่ใช่เน้นเก็บจากประชาชนผู้มีรายได้น้อยเพียงฝ่ายเดียว และมองว่าเป็นการส่งสัญญาณเชิงลบต่อสังคม โดยเฉพาะต่อเยาวชนที่ควรได้รับแบบอย่างที่ดี

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ แพทองธาร ชินวัตร คน ๆ นี้ใช้ช่องว่างทางกฎหมายในการหนีภาษี ทำเรื่องน่าละอายให้กลายเป็นเรื่องที่ เหมือนจะถูกกฎหมาย แพทองธารต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่าเจตนารมณ์ของภาษีการรับให้นั้น เกิดขึ้นมาเพื่ออะไร เพื่อเอามาให้คุณทำแบบนี้หรือ เจตนารมณ์สำคัญของภาษีการรับให้นั้น มีวัตถุประสงค์สำคัญที่จะป้องกันการใช้ช่องว่างของการให้โดยเสน่หาและการให้ โดยธรรมจรรยาในการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินเพื่อหนีภาษีมรดก ภาษีการรับให้ จึงมีไว้เพื่อ ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม เพื่อให้ประชาชนมีภาระในการจ่ายภาษีให้กับรัฐอย่างได้สัดส่วน ตามมูลค่าทรัพย์สินที่ตัวเองถือครอง ใครมีทรัพย์สินมากก็จ่ายภาษีมาก ใครมีทรัพย์สินน้อย ก็จ่ายภาษีน้อยลดหลั่นกันไป เพื่อให้การจัดเก็บภาษีมีความเป็นธรรมในสังคมตามจุดมุ่งหมาย ในรัฐธรรมนูญ แพทองธาร ชินวัตร คุณกล้าบอกกับสังคมหรือว่าพฤติกรรมการหลีกเลี่ยงภาษี การรับให้แบบนี้มันเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ไม่รู้ว่าแพทองธาร ชินวัตร จำคำแถลงนโยบายต่อรัฐสภาที่ตัวเองพูดเอาไว้เมื่อวันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๖๗ ณ สภาแห่งนี้ ได้หรือไม่ ผมชวนท่านประธานย้อนกลับไปอ่านคำแถลงนโยบายของรัฐบาลในหน้าที่ ๕ เขาเขียนเอาไว้ครับ ในนโยบายที่ ๔ วันนั้นแพทองธาร ชินวัตร พูดเอาไว้ในสภาว่ารัฐบาล จะสร้างรายได้ใหม่ของรัฐ นำเศรษฐกิจนอกระบบภาษีและเศรษฐกิจใต้ดินเข้าสู่ระบบภาษี ผมคิดว่าก่อนที่แพทองธารจะเอาเศรษฐกิจนอกระบบ หรือเศรษฐกิจใต้ดินเข้าสู่ระบบภาษี แพทองธาร ชินวัตร ควรเอาพฤติกรรมกงสีของตัวเองเข้าสู่ระบบภาษีให้ได้ก่อน ที่ผ่านมา รัฐบาลพยายามกวดขันการจัดเก็บภาษีโดยพุ่งเป้าไปที่กลุ่มพ่อค้าแม่ขายและประชาชน แบบเอาทุกเม็ด ซึ่งผมก็ไม่ได้แย้งอะไร เพราะหน้าที่ของปวงชนชาวไทยคือการชำระภาษี ตามที่กฎหมายบัญญัติ แต่มันมีคำถามที่ผุดขึ้นในใจประชาชนทุกคนครับท่านประธาน ทำไมรัฐบาลถึงเก่งแต่กับประชาชนคนเดินดินกินข้าวแกง แต่กลับปล่อยปละละเลย การหลีกเลี่ยงภาษีการทำนิติกรรมอำพรางของนายทุนผู้มั่งมี โดยเฉพาะคนที่เป็น นายกรัฐมนตรีอย่าง แพทองธาร ชินวัตร แม่ค้าขายก๋วยเตี๋ยวครับท่านประธาน ท่านประธาน ก็เป็น สส. ก็คงมีคนมาบ่น แม่ค้าขายก๋วยเตี๋ยวหลายร้านบอกว่ามีเจ้าหน้าที่สรรพากร ไปนั่งนับชามก๋วยเตี๋ยวเพื่อขอเก็บภาษีเหมาจ่ายเพิ่ม ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง ร้านไหนที่มีรายได้ถึง ๑.๘ ล้านบาทต่อปี สรรพากรก็เรียกไปจดทะเบียนและเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ก็ว่ากันไปทำตามหน้าที่ของปวงชนชาวไทยไม่มีใครว่า พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ ออนไลน์ก็โดน ที่มีจำนวนโอนผ่านระบบ e-Payment เข้าบัญชีตั้งแต่ ๓,๐๐๐ ครั้งต่อปี หรือตั้งแต่ ๔๐๐ ครั้งขึ้นไป โดยมียอดเงินโอนเข้ารวม ๒ ล้านบาท ธนาคารใจดีมากครับ จะส่งข้อมูล ให้กับกรมสรรพากรทันที พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่เป็นคนโสดครับท่านประธาน ถ้ามีรายได้เกิน ๖๐,๐๐๐ บาทต่อปี หรือแค่ ๕,๐๐๐ บาทต่อเดือน สำหรับใครที่สมรสแล้วหากมีรายได้เกิน ๑๒๐,๐๐๐ บาทต่อปี หรือแค่ ๑๐,๐๐๐ บาทต่อเดือน จากการค้าการขายออนไลน์ก็ต้อง ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา ๔๐ (๘) ก็เป็นไปตามหน้าที่ของปวงชนชาวไทย YouTuber Influencer ที่ได้ส่วนแบ่งค่าโฆษณา มีรายได้จากยอด View การ Review สินค้า หากมีรายได้ทั้งปีเกินตั้งแต่ ๑๒๐,๐๐๐ บาทหรือเดือนละแค่ ๑๐,๐๐๐ บาทเท่านั้นละครับ ก็ต้องยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา ๔๐ (๒) มาตรา ๔๐ (๘) ก็เป็นไปตามหน้าที่ ก็ว่ากันไปนะครับ เป็นหน้าที่ของปวงชนชาวไทย ประชาชนคนจนคนยากที่ผมบอกทุกครั้งที่ เขาซื้อข้าวของเครื่องใช้ทุกคนต้องจ่ายแวตต้องจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่ม เมื่อวันที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๖๗ ที่ผ่านมาท่านพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก็ออกมาส่งสัญญาณโยนหินถามทางว่า อาจจะขึ้นแวตจาก ๗ เปอร์เซ็นต์ เป็น ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ผมย้ำตรงนี้ท่านประธาน ผมไม่เคยเอาเรื่องนี้มาโจมตี จริง ๆ การจะปรับขึ้นแวตถ้ามีเหตุมีผล เพื่อที่รัฐบาลจะนำเงินมาปรับปรุงสวัสดิการครั้งใหญ่ให้กับประชาชน หรือนำเงินมาลงทุน ในโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศก็พอที่จะพิจารณาร่วมกันได้อย่าง มีเหตุมีผล แต่ไม่ใช่มารีดมาเอาแต่กับประชาชน แต่กลับไม่ทำอะไรกับคนร่ำคนรวยที่หนีภาษี อย่างแพทองธาร ชินวัตร มนุษย์เงินเดือน พนักงานออฟฟิศ พนักงานโรงงาน ครู ทหาร ตำรวจ อัยการ ผู้พิพากษา ข้าราชการ พนักงานเอกชน เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. องค์กรอิสระ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ แม้กระทั่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกคน รวมถึงท่านประธานด้วย พวกเราหลบภาษีไม่ได้เลยครับ พอเงินเดือนออกก็ต้องถูกฝ่ายบุคคลหักภาษี ณ ที่จ่าย ส่งสรรพากร ทุกคนถ้าอยากจะเสียภาษีย่อมลงก็ต้องหาแนวทางในการลดหย่อนภาษี ที่ถูกกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการซื้อประกันชีวิต ซื้อกองทุนรวมต่าง ๆ เช่น กองทุนรวม เพื่อการเลี้ยงชีพ ซื้อกองทุนรวมเพื่อส่งเสริมการออมระยะยาว ซื้อกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน เรียกว่าซื้อบรรดาสารพัด F ครับ RMF บ้าง SSF บ้าง ซึ่งตอนนี้หลายกองทุนติด F ครับ ก็ไม่เป็นไรก็เป็นไปตามหน้าที่ ซึ่งผมต้องขอบพระคุณ ประชาชนทุกท่านที่กรุณากรอก หมายเลข ๑๒๙ บริจาค ๕๐๐ บาทเต็ม Max ให้กับ พรรคประชาชนมาไว้ ณ ที่นี้ด้วย พวกเราประชาชนก็ทำได้แค่นี้ครับ ทำได้เท่าที่ที่กฎหมาย กำหนด ก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร การเสียภาษีเป็นหน้าที่ก็ต้องทำไป แต่แพทองธาร ชินวัตร ครับ แพทองธาร ชินวัตร จะลดหย่อนภาษีอย่างถูกกฎหมายในแบบที่ประชาชนทั่วไปเขาทำกัน ไม่ได้หรืออย่างไร มันจะต้องเอาทุกดอกตอกทุกเม็ดแบบที่ทำกันอยู่อย่างนั้นหรือครับ ท่านประธานครับ วันนี้ผมต้องพูดแทนหัวอกของข้าราชการกระทรวงการคลังทุกคนด้วย เพราะแพทองธาร ชินวัตร ในฐานะนายกรัฐมนตรียังต้องดำรงตำแหน่งประธาน คณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐด้วยอีกตำแหน่งหนึ่ง และเมื่อวันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๖๗ ที่ผ่านมาสด ๆ ร้อน ๆ ทั้ง ๆ ที่ตัวเองมีพฤติกรรมหลีกเลี่ยงภาษีที่น่าละอาย แพทองธาร ชินวัตร ยังมีเดินหน้าไปสั่งการให้กระทรวงการคลังเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บรายได้ แทนที่จะไปสั่งข้าราชการกระทรวงการคลัง แพทองธารควรไปมองกระจกของตัวเองให้ได้ก่อน ผมเชื่อว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจของผมในวันนี้ประชาชนทุกคนที่ฟังอยู่หลายท่านยื่นภาษี เป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลายท่านกำลังจะยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภ.ง.ด. ๙๐ ภ.ง.ด. ๙๑ ผมเชื่อว่าพอได้รู้ถึงพฤติกรรมการหนีภาษีและเล่ห์เหลี่ยมเพทุบายของแพทองธาร ชินวัตร ผมเชื่อว่าประชาชนหลายคนต้องถึงกับหน้าแดงมือไม้สั่นกำใบ ๕๐ ทวิแน่น คนที่เอาเปรียบ ประชาชนแบบนี้ สภาแห่งนี้ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไปไม่ได้ครับท่านประธาน ปัจจุบันรายได้จากภาษีของประเทศไทยจัดอยู่ในระดับต่ำมากเมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจ และมีแนวโน้มถดถอยลงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ภาษีที่รัฐบาลจัดเก็บได้ แต่เดิมเคยอยู่ราว ๆ สัก ๑๖-๑๘ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ปัจจุบันน่าจะอยู่ราว ๆ สัก ๑๓-๑๔ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ราว ๆ นั้น สัดส่วนของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาต่อจีดีพีของประเทศไทยก็อยู่ในสัดส่วนราว ๆ ๒ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง ซึ่งต่ำมากเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศ OECD ซึ่งเป็นประเทศที่พัฒนา แล้วที่มีสัดส่วนอยู่ที่ ๘.๓ เปอร์เซ็นต์ ประเทศไทยของเรามีปัญหาฐานภาษีที่แคบทุกท่านรู้ดี เรามีผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพียงแค่ ๔ ล้านคนจากผู้มีงานทำประมาณ ๔๐ ล้านคน ทำให้โครงสร้างรายได้ภาษีของคนไทยต้องพึ่งพาภาษีทางอ้อม ซึ่งมีสัดส่วนสูงถึง ๕๖-๖๒ เปอร์เซ็นต์ของรายได้ภาษีที่จัดเก็บได้รวม โดยภาษีมูลค่าเพิ่มหรือที่เราคุ้นเคยกันว่า แวตนีที่เป็นการผลักภาระภาษีไปให้กับผู้บริโภคก็มีสัดส่วนอยู่ราว ๆ สัก ๒๗-๓๒ เปอร์เซ็นต์ ก็ตีกลม ๆ สัก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ส่วนหนึ่งของปัญหาของฐานภาษีที่แคบก็มาจากคนที่มี พฤติกรรมแบบแพทองธาร ชินวัตร ที่อาศัยช่องว่างทางกฎหมายหลบเลี่ยงภาษี ทำนิติกรรม อำพรางเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีนี่ละครับ ท่านประธานครับ ประเทศไทยของเราประชาชน มีสวัสดิการที่ดีกว่านี้ได้ ประชาชนสามารถได้รับสิทธิการรักษาพยาบาลเข้าถึงยาและ เวชภัณฑ์ที่มีคุณภาพที่ดีกว่านี้ได้ ปู่ย่าตายายของพวกเราสามารถได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ที่มากกว่าเดือนละ ๖๐๐ บาทได้ เด็กเล็ก ๆ ลูกหลานของพวกเราสามารถได้รับเงินอุดหนุน แรกเกิดที่ถ้วนหน้าโดยไม่ต้องพิสูจน์ความจนที่มากกว่าเดือนละ ๖๐๐ บาทได้ เด็กนักเรียน ลูกศิษย์ของคุณครูสามารถกินอาหารกลางวันที่โภชนาการครบถ้วนกว่าที่เป็นอยู่ได้ ถ้าประเทศ ของเราไม่มีคนที่มีพฤติกรรมหนีภาษีอย่างแพทองธาร ชินวัตร พอกันทีครับกับวาทกรรม หลอกคนที่บอกว่าต้องรอให้ประเทศมีเศรษฐกิจที่ดีกว่านี้ จัดเก็บภาษีได้มากกว่านี้ ประชาชน ถึงจะได้รับโอกาสในการที่จะได้รับสวัสดิการที่ดี ท่านประธานครับ ผมบอกได้เลยว่าตราบใด ที่ประเทศนี้มีคนอย่างแพทองธาร ชินวัตร ต่อให้เศรษฐกิจเติบโตขนาดไหนคนพวกนี้ก็จะหา ช่องหาหลืบหนีภาษีจนได้ ถ้าคนอย่างแพทองธาร ชินวัตร ยังคงลอยหน้าลอยตาเอาเปรียบ ประชาชน เอาเปรียบสังคม โดยที่พวกเราไม่คิดจะจัดการอะไรเลย ประชาชนคนไทยไม่มีวัน ที่จะมีสวัสดิการที่ดีกว่านี้ได้ ผมต้องย้ำให้ท่านประธานที่มาใหม่อีกครั้งหนึ่ง หน้าที่ของ ปวงชนชาวไทยในมาตรา ๕๐ (๙) ของรัฐธรรมนูญ ประชาชนทุกคนบุคคลมีหน้าที่เสียภาษีอากร ตามที่กฎหมายบัญญัติ ลำพังจะทำหน้าที่ในฐานะปวงชนชาวไทย แพทองธาร ชินวัตร ยังทำ ตรงไปตรงมาไม่ได้ แล้วจะมาเป็นนายกรัฐมนตรีผู้นำของประเทศเป็นเยี่ยงเป็นอย่างให้กับคน ประเทศนี้ได้อย่างไร ตามมาตรา ๑๖๐ (๔) ของรัฐธรรมนูญระบุเอาไว้ว่า นายกรัฐมนตรีจะต้องมีความซื่อสัตย์ สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และในมาตรา ๑๖๐ (๔) และ (๕) นายกรัฐมนตรีจะต้องไม่มีพฤติกรรม อันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง โดยมาตรฐานทาง จริยธรรมตามมาตรา ๑๖๐ (๕) นั้น ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๙ วรรคสอง กำหนดให้นำเอา มาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและหัวหน้าหน่วยธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาบังคับใช้แก่รัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีด้วย โดยในหมวด ๑ มาตรฐานทาง จริยธรรมอันเป็นอุดมการณ์ ข้อ ๗ ต้องถือประโยชน์ประเทศชาติเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตน พฤติกรรมการหนีภาษี การรับให้มูลค่า ๒๑๘.๗ ล้านบาท ที่เอารัดเอาเปรียบประชาชน เอาเปรียบสังคม เอาเปรียบประเทศชาติ ล้วนชี้ชัดได้ว่าบุคคลคนนี้มีจิตละโมบทีคอยคิดถึง แต่ประโยชน์ส่วนตน ไม่เคยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเลย ข้อ ๘ ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบเพื่อตนเองหรือผู้อื่น การหลีกเลี่ยงการจ่ายภาษีของแพทองธาร ชินวัตร นี่หรือครับการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความ ซื่อสัตย์สุจริต พฤติกรรมแบบนี้หรือครับที่เรียกว่า ซื่อสัตย์ พฤติกรรมแบบนี้คือการใช้ช่องว่าง ทางกฎหมาย ใช้เล่ห์เพทุบายในการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบอย่างไม่รู้จักละอาย คิดถึง แต่ตัวเองอย่างเดียว เป็นเหลือบริ้นที่คอยกัดกินผลประโยชน์ของประชาชน ไม่สมควรอย่าง ยิ่งที่จะให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกต่อไป

หมวด ๒ มาตรฐานทางจริยธรรมอันเป็นค่านิยมหลัก ข้อ ๑๒ ยึดมั่นในหลัก นิติธรรมและประพฤติตนอยู่ในกรอบศีลธรรมอันดีของประชาชน การจ่ายภาษีเป็นหน้าที่ พื้นฐานของประชาชนทุกคนในประเทศนี้ แค่นี้แพทองธาร ชินวัตร ยังทำไม่ได้ ถ้าพฤติกรรม การหนีภาษีของคน ๆ นี้เรียกว่าอยู่ในกรอบศีลธรรมอันดี แล้วถ้าประชาชนโดยเฉพาะ เยาวชนเอาไปเป็นเยี่ยงเป็นอย่าง ประเทศชาติมีหวังล่มสลาย ข้อ ๑๗ ไม่กระทำการใดที่ ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง พฤติกรรมการหลีกเลี่ยงภาษี ของแพทองธาร ชินวัตร สะท้อนได้ว่าคน ๆ นี้ไม่มีความยึดมั่นในกฎหมายเลย วัน ๆ คิดแต่ จะหาช่องหาหลืบของกฎหมายกระทำการอย่างไร้ความละอาย เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับ ตนเอง เอารัดเอาเปรียบประเทศชาติ นายกรัฐมนตรีหนีภาษีแบบนี้ หากปล่อยให้ดำรง ตำแหน่งต่อไปไม่ใช่แค่เสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง แต่ถึงขั้นเสื่อมเสีย เกียรติศักดิ์ของประเทศชาติ เราจะบอกกับประเทศอื่น ๆ เขาอย่างไรครับว่านายกรัฐมนตรี ของประเทศไทยเรามีพฤติกรรมหนีภาษี รู้ถึงไหนอายถึงนั่น ทั้งนิติกรรมอำพรางที่ใช้ตั๋ว PN หนีภาษีการรับให้ มูลค่า ๒๑๘.๗ ล้านบาท ย่อมเป็นที่ประจักษ์ว่าคนอย่างแพทองธาร ชินวัตร มีแต่ความทุจริตเป็นที่ประจักษ์ วัน ๆ เสาะหาช่องว่างทางกฎหมายเพื่อตักตวง ผลประโยชน์ครับ