สหัสวัต ยันไม่ไว้วางใจนายกฯ ชี้แต่งรัฐมนตรีไร้คุณสมบัติเสียหายประเทศ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๖ · ๒๕ มีนาคม ๒๕๖๘

สหัสวัต คุ้มคง อภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี กรณีแต่งตั้งรัฐมนตรีที่มีพฤติกรรมไม่ซื่อสัตย์และพัวพันคดีร้ายแรง โดยตั้งข้อสังเกตถึงความล้มเหลวในการคัดกรองคุณสมบัติ ทั้งที่มีกระบวนการตรวจสอบจากหลายหน่วยงานและมีตัวอย่างอดีตที่เคยเกิดข้อผิดพลาด พร้อมวิพากษ์การส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าเป็นการบ่ายเบี่ยงความรับผิดชอบของผู้นำรัฐบาล

นายสหัสวัต คุ้มคง ชลบุรี

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม สหัสวัต คุ้มคง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๗ จังหวัดชลบุรี พรรคประชาชนครับ วันนี้ผมขออภิปราย ไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ที่ใช้อำนาจแต่งตั้งรัฐมนตรีที่ไร้ความสามารถ ขาดความซื่อสัตย์สุจริต ทั้ง ๆ ที่นายกรัฐมนตรีก็รู้ชัดเจนครับว่ารัฐมนตรีพัวพันกับคดีร้ายแรง ก็ยังจะตั้งเพียงเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองของตัวเองและครอบครัวจนก่อความเสียหาย แก่ประชาชนและประเทศชาติครับ ท่านประธานครับ ตำแหน่งรัฐมนตรีนี่ถือเป็นตำแหน่ง ที่สำคัญมากของประเทศครับ เป็นผู้ที่จะเข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน เราจำเป็นต้องเลือกคน ที่มีความรู้ความสามารถที่ตรงกับกระทรวงเข้ามาทำงานครับ แต่สิ่งที่พื้นฐานยิ่งกว่านั้นครับ คือคนที่เป็นรัฐมนตรีต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ไม่เคยต้องคดีร้ายแรงไม่มี พฤติกรรมประพฤติชั่วอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนี่เป็นเรื่องสำคัญครับ ดังนั้นการแต่งตั้งรัฐมนตรีต้องมีการคัดกรองคุณสมบัติของคนที่จะเข้ามารับตำแหน่งว่ามีคดี หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ส่อไปในทางที่ดูแล้วมีพฤติกรรมทุจริตคอร์รัปชัน เรียกรับผลประโยชน์ ทำตัวเป็นเจ้าพ่อมาเฟีย เอื้อพวกพ้องหรือไม่ครับ ผมขอใช้เวลาตรงนี้อธิบายขั้นตอนในการ แต่งตั้งรัฐมนตรีสักเล็กน้อยครับ ขั้นแรกครับเมื่อท่านนายกรัฐมนตรีขึ้นมาดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีครับ ก็ต้องพิจารณาสรรหาบุคคลที่จะเข้ามาเป็นรัฐมนตรีของท่าน ต่อจากนั้น พรรคการเมืองร่วมรัฐบาลก็จะส่งรายชื่อและประวัติของ Candidate เข้ามาให้ท่านนายกรัฐมนตรี อ่านและพิจารณาเพิ่มเติม ขั้นตอนต่อมาคือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีหรือ สลค. ก็จะมี หน้าที่ตรวจสอบคุณสมบัติ โดยการส่งหนังสือเวียนไปยังหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อสืบประวัติ ว่าเคยมีคดีหรือข้อร้องเรียนใด ๆ หรือไม่ แล้วสุดท้ายนายกรัฐมนตรีที่เป็นผู้ใช้ดุลยพินิจ รับรองคุณสมบัติและรับผิดชอบต่อรัฐมนตรีที่ตัวเองแต่งตั้งขึ้นมา เพราะ สลค. จะนำประวัติพวกนี้ ให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาเป็นคนสุดท้ายก่อนจะทำหนังสือให้มีการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี ซึ่งสำหรับเรื่องนี้คนที่ควรจะเข้าใจและเจ็บปวดฝังลึกที่สุดก็ควรจะเป็นพรรคเพื่อไทยเองครับ เพราะตอนที่ท่านเศรษฐา ทวีสิน ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก็เพราะมาจากการตั้ง รัฐมนตรีที่ขาดคุณสมบัติจนโดนศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้นายกรัฐมนตรีที่เป็นผู้แต่งตั้งเข้ามา ต้องหลุดจากตำแหน่ง ท่านประธานครับ ผมยกเรื่องนี้ขึ้นมาไม่ได้เป็นเพราะผมเห็นด้วยกับ ศาลรัฐธรรมนูญนะครับ แต่หลังจากเรื่องนี้ครับผมก็ทราบมาว่าทางรัฐบาลมีการปรับปรุง กระบวนการคัดกรองคุณสมบัติข้าราชการการเมืองรวมถึงรัฐมนตรีให้เข้มงวดมากขึ้น โดยถ้าดู ตามแบบฟอร์มนี้นะครับจะเห็นว่ามีการส่งหนังสือเวียนว่าการตั้งข้าราชการการเมืองขึ้นมา ต้องสืบประวัติจาก ๗ หน่วยงานครับ ทั้งศาลยุติธรรม กรมบังคับคดี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กลต. ปปง. ป.ป.ส. และ ป.ป.ช. เพื่อจะพิจารณาว่าคนที่ตั้งมาดำรงตำแหน่งที่คณะรัฐมนตรีนั้น มีความเสี่ยงที่จะผิดคุณสมบัติหรือไม่ รวมถึงมีการให้คณะกรรมการกฤษฎีกาเข้ามาช่วยดู คุณสมบัติของรัฐมนตรีด้วย ดังนั้นช่วงที่มีการตั้ง ครม. แพทองธารขึ้นมาเราจึงได้ยินว่ามีการ คัดกรองคุณสมบัติรัฐมนตรีที่เข้มงวดมาก ๆ จนทำให้มี Candidate หลายคนต้องหลุดโผ ทั้งคุณธรรมนัส พรหมเผ่า นะครับ เนื่องจากเคยรับโทษจำคุกในคดีลักลอบนำเข้ายาเสพติด ที่ต่างประเทศ ซึ่งแม้ศาลรัฐธรรมนูญไทยจะเคยวินิจฉัยว่าไม่ขาดคุณสมบัติแต่ก็หลุดไปครับ เพราะกังวลเรื่องคุณสมบัติอย่างความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ หรือคุณชาดา ไทยเศรษฐ์ ที่เคยตกเป็นจำเลยในคดีจ้างวานฆ่าซึ่งแม้สุดท้ายศาลฎีกายกฟ้องก็ยังมีความกังวลเรื่องคุณสมบัติ จนหลุดโผไปอยู่ดี แล้วเมื่อไม่นานมานี้เองทาง ครม. ก็มีการส่งหนังสือส่งคำร้องไปให้ศาลธรรมนูญ ช่วยตีความครับถึงคุณสมบัติของรัฐมนตรีเรื่องความซื่อสัตย์สุจริตและมาตรฐานจริยธรรม ว่ามีขอบเขตอย่างไรให้ทางศาลรัฐธรรมนูญให้คำจำกัดความหน่อย สุดท้ายก็โดนศาลรัฐธรรมนูญ ปัดตกครับ โดยมองว่าคำร้องนั้นเป็นแค่การหารือไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยและการแต่งตั้งบุคคล มาดำรงตำแหน่งนั้นเป็นดุลยพินิจของนายกรัฐมนตรีที่จะต้องรับผิดชอบต่อคุณสมบัติรัฐมนตรี ที่เสนอขึ้นมา อธิบายง่าย ๆ ครับศาลรัฐธรรมนูญให้ท่านนายกรัฐมนตรีไปคิดเองครับ เรื่องแค่นี้ ต้องคิดได้ครับ ท่านประธานครับ ที่ผมเล่าขึ้นมานี้ผมไม่เห็นด้วยเลยที่ ครม. จะยื่นถาม ศาลรัฐธรรมนูญ นี่มันเปิดโอกาสให้ศาลรัฐธรรมนูญมาใช้อำนาจแทรกแซงฝ่ายบริหารครับ แต่ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งเลยครับว่าการตั้งรัฐมนตรีที่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์นั้น สำคัญมากแล้วต้องเป็นดุลยพินิจโดยตรงครับของนายกรัฐมนตรีที่จะคัดกรองคนให้เหมาะสม เพราะนายกรัฐมนตรีจะมาเป็นผู้บริหารประเทศ แค่เรื่องพื้นฐานว่ารัฐมนตรีมีความซื่อสัตย์สุจริต เป็นอย่างไรยังต้องไปถามศาลรัฐธรรมนูญ ผมคิดว่าแบบนี้ดุลยพินิจของท่านคงจะมีปัญหา เพราะถ้าแค่เลือกคนซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์แยกแยะผิดชอบชั่วดียังไม่ได้คงไม่ต้องถาม ถึงดุลยพินิจในเรื่องอื่น ๆ อย่างการบริหารประเทศ แล้วผมขอพูดตรงนี้เลยเพราะความไม่มี วิจารณญาณในการตัดสินใจเองได้ว่าคนแบบไหนควรตั้งหรือไม่ควรตั้งเป็นรัฐมนตรีของท่าน มันเป็นการเปิดโอกาสให้เกิดการลดทอนอำนาจของฝ่ายบริหารครับ ท่านกำลังลดทอนอำนาจ ตัวเองแล้วเปิดช่องให้องค์กรอิสระที่ไม่ได้มีที่มาจากประชาชนเข้ามาแทรกแซง ศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่พ่อนะครับที่ต้องไปถามทุกเรื่อง ขออนุญาตทุกสิ่ง แล้วท้ายที่สุดแม้ปากจะบอกว่าคัดเลือก กันอย่างเข้มงวด แต่สุดท้ายนายกรัฐมนตรีแพทองธารคนนี้ก็ยังตั้งรัฐมนตรีขึ้นมาคนหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันมีคดีร้ายแรงอยู่ใน ป.ป.ช. ให้เข้ามาดำรงตำแหน่งอยู่ในรัฐบาล ท่านประธานครับ ลำพังแค่การมีคดีถ้าเป็นข้อพิพาททั่วไปมันก็พอเข้าใจได้ แต่ท่านประธานครับ คดีที่รัฐมนตรี คนนี้ที่ท่านนายกรัฐมนตรีตั้งเข้าไป ๆ พัวพันนี่คือคดีร้ายแรงอย่างการค้ามนุษย์นี่ครับ แล้วไม่ใช่ แค่พัวพันครับ แต่มีชื่อว่าเป็นตัวการหลักเรียกรับผลประโยชน์จากขบวนการที่ส่งแรงงานไทยไปเป็นเหยื่อ ค้ามนุษย์ในต่างประเทศครับ ยิ่งไปกว่านั้นคดีนี้ไม่ได้เป็นข้อกล่าวหาธรรมดาครับแต่มีหลักฐาน และสืบสวนกันมาอย่างยาวนาน เพราะคดีนี้ตั้งต้นจากคดีค้ามนุษย์แรงงานเบอรี่ซึ่งเป็นคดี ระหว่างประเทศที่ประสานความร่วมมือกันทั้งทางการไทยและฟินแลนด์ มีสำนวนการสืบสวน ที่ส่งจากฟินแลนด์มาที่ประเทศไทยด้วย โดยพบว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานในขณะนั้น เข้าไปเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดด้วย ท่านประธานครับ แน่นอนว่าในทางกฎหมายเรายังต้องถือว่าคดี ยังไม่สิ้นสุดครับและรัฐมนตรีคนนี้ก็ยังถือเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ แต่รัฐมนตรีเป็นตำแหน่งที่มีบทบาท สำคัญในการบริหารประเทศ เรายิ่งต้องคำนึงถึงคุณสมบัติที่เข้มงวดกว่าคนทั่วไปครับ ยิ่งเห็นว่า ไปพัวพันคดีร้ายแรงแบบอาชญากรรมข้ามชาติต้องพิจารณากันให้ละเอียด ซึ่งนายกรัฐมนตรี แพทองธารต้องทราบแน่นอน เพราะ DSI มีมติส่งสำนวนไปยัง ป.ป.ช. ให้สอบสวนตั้งแต่ ต้นปี ๒๕๖๗ ท่านย่อมเห็นว่ามีคดีนี้อยู่ในประวัติที่ทาง สลค. ส่งมาให้เป็นตะกร้า ๆ แล้ว แล้วท่านประธานเห็นคดีนี้อย่างน้อยท่านก็ควรจะเอะใจบ้าง เพราะเรื่องนี้ก็ออกข่าวเต็มไปหมด แค่ Search ใน Google ก็เจอ ไม่ต้องใช้ความพยายามในการขุดหา ไม่ต้องใช้ท่าอภินิหารใด ๆ เลย หากท่านพอจะมีจิตสำนึกอยู่บ้างนะครับมันก็ไม่ได้ยากอะไรเลย ใช้อำนาจในฐานะนายกรัฐมนตรี เพียงนิดเดียวให้ สลค. ช่วยหาคดีใน ป.ป.ช. เข้ามาพิจารณาร่วมก็ได้ หรือประสานความร่วมมือ ระหว่างประเทศไปถามเรื่องนี้กับฟินแลนด์ก็ได้ ท่านประธานคิดดูนะครับ หากคนที่กำลังจะตั้ง เป็นรัฐมนตรีนี่มีคดีอยู่ใน ป.ป.ช. แถมเป็นคดีร้ายแรงอย่างการค้ามนุษย์ เป็นคดีระหว่างประเทศ และพัวพันกับการเรียกรับสินบนจากขบวนการค้ามนุษย์ คนสติดี ๆ ที่ไหนจะตั้งคนที่มีเรื่องร้ายแรง ขนาดนี้มาเป็นรัฐมนตรีครับ เรื่องนี้จึงน่าแปลกใจเป็นอย่างมากเพราะกับคนอื่น ไม่ว่าจะเป็น คุณธรรมนัส คุณชาดานี่ ท่านนายกรัฐมนตรีก็ดูเข้มงวดกับคุณสมบัติเป็นอย่างดี แค่มีข้อสงสัย ก็หลุดโผกันไปแล้วครับ แต่กับนายคนนี้ใหญ่มาจากไหนครับ ทำไมต้องแต่งตั้งให้บุคคลเช่นนี้ เข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีครับ ในขณะที่คนอื่นที่มีข้อไม่แน่ใจนะหลุดโผกันไปหมดแล้วครับ เว้นเสียแต่ว่าพอท่านนายกรัฐมนตรีตั้งใจตั้งคนแบบนี้ขึ้นมา เพราะเรื่องนี้เป็น Deal ทางการเมือง ที่ต้องตั้งคนของประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้าไปเป็นรัฐมนตรี จึงต้องยอมหลับตาข้างหนึ่งตั้งคน แบบนี้เป็นรัฐมนตรีโดยไม่สนใจว่าในอดีตเขาทำอะไรเอาไว้ ทำร้ายประชาชนมามากแค่ไหน ขอให้ได้ตั้งคนของประยุทธ์เข้ามาเพื่อทำตาม Deal ก็พอ แล้วถ้าข้อสันนิษฐานของผมเป็นจริง