รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๒๓ มิถุนายน ๒๕๖๔

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เชิญเลยครับ

นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร น่าน

ท่านประธาน ที่เคารพครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

คุณหมอ ยังไม่ได้เปิดประชุมนะครับ เชิญเลขครับ

นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร น่าน 🔗

ผมขออนุญาต ท่านประธานอ่านหนังสือฉบับนี้ทุกตัวอักษรเพื่อจะได้บันทึกไว้ สภาผู้แทนราษฎร ถนนสามเสนใน แขวงนครไชยศรี เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ลงวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๖๔ เรื่อง ขอให้ทบทวนความเห็นและบรรจุร่างพระราชบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่) .. พ.ศ. .... (แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๒๕๖ และเพิ่มเติม หมวด ๑๕/๑ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่) กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา อ้างถึงหนังสือ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ด่วนที่สุด ที่ สผ ๐๐๑๔/๗๔๖๑ ลงวันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๖๔ ตามหนังสือที่อ้างถึงอ้างว่า ประธานรัฐสภาไม่สามารถบรรจุร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่) .. พุทธศักราช .... (แก้ไขมาตรา ๒๕๖ และเพิ่มมาตรา ๑๕/๑ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่) ที่ข้าพเจ้าและคณะเป็นผู้เสนอ เข้าระเบียบวาระการประชุมรัฐสภาได้ โดยอ้างว่าร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม ที่เสนอมี หลักการในการเพิ่มเติมหมวด ๑๕/๑ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ย่อมเป็นการยกเลิก ย่อมเป็นการยกเลิก ผมขีดเส้นใต้นะครับท่านประธาน เน้นตรงนี้เลยครับ ย่อมเป็นการยกเลิก รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ จึงมิใช่ร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไว้ ตรงนี้ก็ต้องขีดเส้นใต้ด้วยครับท่านประธาน เพราะผมจะมี คำอภิปรายประกอบ ไว้ตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๔/๒๕๖๔ ลงวันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๖๔ ประกอบข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๖๓ ข้อ ๑๑๙ นั้น ข้าพเจ้า หมายถึงท่าน สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และคณะผู้ร่วมเสนอร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไข เพิ่มเติมฉบับดังกล่าว ขอกราบเรียนต่อท่านประธานรัฐสภาว่าไม่เห็นด้วย ด้วยความเคารพ ท่านประธานครับ ผมขอเน้นตรงนี้นะครับ ไม่เห็นด้วยต่อความเห็นดังกล่าวด้วยเหตุผล ดังต่อไปนี้ การหยิบยกคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๔/๒๕๖๔ ลงวันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๖๔ เฉพาะประเด็นว่า ร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม ที่ข้าพเจ้า และคณะเป็นผู้เสนอมิใช่ร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม เพราะมีการเพิ่มเติมมาตรา ๑๕/๑ หรือหมวด ๑๕/๑ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ย่อมมีผลเป็นการยกเลิกรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย คำวินิจฉัยที่แท้จริงนี้ คือตัวนี้ครับ ย่อมมีผลเป็นการยกเลิก รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่ใช่เป็นการยกเลิกนะครับที่ท่านประธานให้เหตุผลมา ข้าพเจ้าและ คณะใคร่ขอกราบเรียนว่าในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวมีข้อวินิจฉัยต่อไปว่า หากรัฐสภาต้องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องจัดให้ประชาชนผู้ทรงอำนาจสถาปนา รัฐธรรมนูญออกเสียงประชามติเสียก่อนว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ถ้าผลการ ออกเสียงประชามติเห็นพ้องด้วย จึงดำเนินการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อไป เมื่อเสร็จ แล้วต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติว่าเห็นชอบหรือไม่กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อีกครั้ง หนึ่ง ข้าพเจ้าและคณะจึงเห็นว่า ตามคำวินิจฉัยฉบับนี้ ศาลรัฐธรรมนูญมิได้ห้ามจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่และเมื่อพิจารณาคำว่า คำวินิจฉัยโดยถ่องแท้ ตั้งแต่คำวินิจฉัยของศาล รัฐธรรมนูญที่เคยวินิจฉัยไว้ ตามคำวินิจฉัยที่ ๑๘ ถึง ๒๒/๒๕๕๕ และคำวินิจฉัยที่ ๔/๒๕๖๔ ข้าพเจ้าและคณะเห็นว่ารัฐสภาสามารถใช้บทบัญญัติว่าด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ เพียงแต่ให้ประชาชนผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ ลงประชามติเสียก่อนว่าประสงค์จะให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ โดยการลงประชามตินั้น จะมีการลงประชามติ ๒ ครั้ง ครั้งที่ ๑ คือก่อนจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และครั้งที่ ๒ คือหลังจากการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จแล้ว การเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไข เพิ่มเติมของข้าพเจ้าและคณะ เป็นเพียงกระบวนการเสนอญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๒๕๖ เพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เท่านั้น ตรงนี้เป็นข้อความสำคัญ ครับท่านประธาน หากรัฐสภาเห็นชอบก็ต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติ ถ้าผลประชามติ เห็นชอบก็ต้องผ่านกระบวนการตามมาตรา ๒๕๖ (๗) ก็คือที่บัญญัติไว้นะครับ จึงจะมีผล ใช้บังคับเมื่อนำทูลเกล้าฯ เสร็จแล้ว แม้เมื่อมีผลใช้บังคับแล้วก็เป็นเพียงการแก้ไขเพิ่มเติมบท มาตราในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ เท่านั้น รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ยังใช้บังคับอยู่ มิได้ถูกยกเลิกไปแต่ประการใด และยังไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่อย่างใด ตรงนี้สำคัญมากนะ ท่านประธานครับ การยื่นร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๒๕๖ เป็นการเปิดช่องให้รัฐธรรมนูญที่เราใช้อยู่ปัจจุบันมีหมวดที่ว่าด้วยการจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เกิดขึ้นเท่านั้น เพื่อรองรับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ถ้าพี่น้อง ประชาชนมีมติออกมาแล้วว่าเห็นด้วย ถ้าเราไม่เปิดช่องตรงนี้นะครับ รัฐสภา แม้ศาล รัฐธรรมนูญบอกว่า รัฐสภามีหน้าที่และอำนาจในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้เราก็ไม่ สามารถทำได้ ท่านประธานที่เคารพในข้อความต่อไปในหนังสือฉบับนี้ กระผมขออ่านต่อนะ ครับ ข้าพเจ้าและคณะเห็นว่าหากถือตามผลการพิจารณาของท่านประธานรัฐสภา ตาม หนังสือที่เลขาธิการรัฐสภาแจ้งมายังข้าพเจ้าและคณะ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ศาล รัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าทำได้นั้นจะทำได้อย่างไร เพราะไม่มีช่องทำ ไม่มีคำวินิจฉัยไว้ แม้จะมี ผลการออกเสียงประชามติของประชาชนเห็นชอบด้วยแล้วก็ตาม เพราะการเสนอให้จัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จำกัดให้ต้องเสนอญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ ช่องทางเดียวเท่านั้น การไม่บรรจุญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของข้าพเจ้ากับพวกก็เท่ากับ ห้ามจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยสิ้นเชิงนั่นเอง ความหมายตรงนี้สำคัญท่านประธานครับ ถ้าไปออกเสียงประชามติแล้วประชาชนเห็นชอบด้วยว่าเราจะมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับ ใหม่ แต่กระบวนการขั้นต่อไปเราก็ต้องมาเปิดช่องที่รัฐธรรมนูญว่ามีบทรองรับให้อำนาจ รัฐสภาทำได้ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีครับ มันต้องแก้ไขเพิ่มเติมให้มีก่อน ประกาศบังคับใช้ก่อน รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ แก้ไขเพิ่มเติมปีต่อไป ถ้าเป็นปี ๒๕๖๔ ก็ปี ๒๕๖๔ เราถึงจะแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ ใหม่ได้ ถ้าไม่ทำอย่างนั้นคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเอง ผลประชามติของพี่น้องประชาชน เองก็ไม่สามารถดำเนินการได้ นอกจากนี้หากถือตามผลการพิจารณาของท่านประธานรัฐสภา ที่อ้างคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก็เท่ากับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องมีการออก เสียงประชามติถึง ๓ ครั้ง ครั้งที่ ๑ เป็นการออกเสียงประชามติว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับ ใหม่หรือไม่ โดยผู้ออกเสียงประชามติไม่ทราบเลยว่ากระบวนการในการจัดให้มีรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่เป็นอย่างไร ใครจะเป็นผู้ทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ประชาชนจะมีส่วนร่วมอย่างไร ใช้เวลาเท่าไร ครั้งที่ ๒ เป็นการออกเสียงประชามติหลังจากรัฐสภาเห็นชอบในการแก้ไข เพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ตามบทบัญญัติ มาตรา ๒๕๖ โดยให้มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการ จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งในการออกเสียงประชามติครั้งนี้ ผู้ออกเสียงประชาชนมีข้อมูล ที่สมบูรณ์ว่ากระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นอย่างไร นั่นครั้งที่ ๒ นะครับ ต้องทำมาตรา ๒๕๖ ที่มีวงเล็บว่า (จะต้องไปออกเสียงประชามติหลังจากผ่านวาระ ๓) ครั้งที่ ๓ เป็นการออกเสียงประชามติหลังจากการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จแล้ว) นั่นหมายถึงถ้าเราเสนอให้ ส.ส.ร. ยกร่าง ส.ส.ร. ยกร่างเสร็จ ยกร่างเสร็จก็ต้องไปทำ ประชามติ หนังสือของเลขาธิการรัฐสภา ซึ่งอ้างว่าปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เท่ากับส่งผลให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องทำประชามติถึง ๓ ครั้ง

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

หมอสรุปด้วยครับ

นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร น่าน

ด้วยความเคารพ ครับท่านประธาน เท่าที่ผมอ่านเหตุผลมาทั้งหมดนี้ ซึ่งจะจบแล้วครับท่านประธาน ต้องใช้งบประมาณแผ่นดิน ครั้งละกว่า ๓,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งมาจากภาษีอากรของพี่น้อง ประชาชนเพียงเพื่อให้ประชาชนออกเสียงประชามติก่อนที่รัฐสภาจะบรรจุแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญของข้าพเจ้ากับคณะ ว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ โดยไม่มีข้อมูล ในที่สุดว่ากระบวนการได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเป็นอย่างไร ข้าพเจ้าและคณะจึงเห็น ร่วมกันว่าญัตติร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... (แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๒๕๖ และเพิ่มหมวด ๑๕/๑ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่) เป็นไปตามบทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญและข้อบังคับการประชุมรัฐสภาแล้ว และมิได้ขัดหรือแย้งต่อคำวินิจฉัยศาล รัฐธรรมนูญแต่อย่างใด จึงกราบเรียนท่านประธานมาเพื่อโปรดพิจารณาที่จะทบทวนการ บรรจุ ท่านประธานครับ ผมเพิ่มเติมอีกนิดเดียวครับ การที่ฝ่ายกฎหมายของรัฐสภาเราไปยก เอาคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ บอกว่าการยื่นร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของเราไม่ใช่ร่าง แก้ไขเพิ่มเติม เพราะว่ามีหมวด ๑๕/๑ อยู่ ท่านประธานครับ ถ้าเรานึกภาพศาลรัฐธรรมนูญ เพียงวินิจฉัยว่าก่อนจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก่อนจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ ให้ไปถามประชาชนก่อนด้วยการทำประชามติ ถ้าประชาชนเห็นด้วยจึงทำร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ แน่นอนครับ ศาลรัฐธรรมนูญไม่ก้าวล่วงมาว่าขั้นตอนก่อนที่จะทำร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่รัฐสภาต้องทำอะไร เพราะเป็นหน้าที่ของเรา

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

หมอสรุปด้วยครับ

นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร น่าน

ผมสรุปอยู่นี่ครับ ท่านประธาน เราจะทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มิได้เลยถ้าไม่มีบทบัญญัติรัฐธรรมนูญรองรับ บทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่รองรับ ก็คือบทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่จะต้องบัญญัติไว้ในปี ๒๕๖๐ นี่ล่ะครับท่านประธาน เป็นการแก้ไขเพิ่มเติม เราต้องแยกช่องทาง การจะไปตีความว่า การมีหมวด ๑๕/๑ มันเป็นการยกเลิกรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นั้นเป็นการตีความเกิน คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ และเป็นการปิดกั้นการยื่นร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม ของสมาชิกซึ่งเป็นหน้าที่และอำนาจกระทำได้ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ สำคัญที่สุดถ้าท่านประธานบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระเพื่อพิจารณา แน่นอนครับ เป็นวาระรับ หลักการ เหตุและผลของสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ที่จะอภิปราย ที่จะแสดงความเห็นมันจะเป็น บันทึกแห่งสภาแห่งนี้ เพื่อดำเนินการต่อ ความหมายคืออะไรท่านประธานครับ เมื่อถึงวาระ พิจารณารัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๒๕๖ เพิ่มเติมหมวด ๑๕/๑ การจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผมมั่นใจนะครับว่ารัฐสภาแห่งนี้

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

หมอสรุปเถอะครับ เตือนครั้งที่ ๓

นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร น่าน

สรุปแล้ว ท่านประธานครับ รัฐสภาแห่งนี้จะลงมติว่ายังไม่รับหลักการ เนื่องจากมีคำวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญว่าให้ไปจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งก็เป็นข้อถกเถียงกันอยู่ มติเสียง ส่วนใหญ่เป็นอย่างนั้นนะครับ ว่ายังไม่รับประกันนะ แต่ร่างยังไม่ตกไป เพียงแต่ว่าต้องไปทำ ประชามติ การที่รัฐสภามีความเห็นอย่างนี้นะท่านประธาน มันจะเป็นสารตั้งต้นที่ดีอย่างยิ่ง ที่เราจะใช้กฎหมายประชามติที่กำลังผ่านไปเมื่อวานนี้ ที่ไม่มีช่องทางการประชุมรัฐสภาเลย นะครับ จะต้องไปประชุมแยกกันระหว่างสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา แน่นอนครับ เมื่อเราได้สารตั้งต้นอย่างนี้ ตัวร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม มันจะเป็นหลักฐานหรือเหตุผล ประกอบคำถามอย่างดียิ่งที่จะส่งไปให้แต่ละสภามีมติว่าจะส่งให้คณะมนตรีมีความเห็นว่าจะ ทำประชามติในการเพิ่มเติม ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ตามที่เราทำไว้ มันเป็น ข้อคำถามและเหตุผลที่ดีที่สุดนะครับท่านประธาน และถ้าทำได้นะครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

พอสมควรแก่เวลา หมอครับ พอสมควรแก่เวลาแล้วครับ

นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร น่าน

ทำประชามติแค่ ๒ ครั้งก็สามารถที่จะ ถ้ารับหลักการแล้วพิจารณาทำมติได้ ๒ ครั้ง แต่ท่านประธานบอกว่า ทำก่อนพิจารณาวาระ ๑ ทำ ๓ ครั้ง ด้วยความเคารพท่านประธานครับ อยากให้ ท่านประธานทบทวนครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ได้ครับ ยินดี

นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร น่าน

ผมเชื่อมั่น ในท่านประธานว่าท่านประธานต้องการส่งเสริมการมีส่วนร่วม ส่งเสริมให้สมาชิกใช้หน้าที่ และอำนาจอย่างเติมที่นะครับ การที่ไปยึดติดคำวินิจฉัยอย่างนั้น จะทำให้สมาชิกทำหน้าที่ ไม่ได้

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

หมอครับ เตือนเป็นครั้งที่ ๔ ครับ หมอสรุปได้ หมอสรุปด้วยครับ

นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร น่าน

ฝากท่านประธานได้ ทบทวนครับเพื่อจะบรรจุ แล้วสิ่งที่จะเกิดขึ้นในสภาแห่งนี้เป็นอำนาจและหน้าที่ของรัฐสภา จะวินิจฉัยเองครับ ไม่ใช่หน้าที่ของท่านประธานจะวินิจฉัยว่าใช่หรือไม่ใช่ ขอบพระคุณครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ได้ครับ ยินดีรับฟังนะครับ ยังไม่ได้ เปิดประชุมนะครับ เพราะฉะนั้นก็ยังไม่ได้นับเวลาแต่ละฝ่ายนะครับ ก็มีท่านพิจารณ์ ขออนุญาตพูดนะครับ ขอเชิญครับ ขอรวบรัดเวลาหน่อยนะครับ

นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม พิจารณ์ เชาวพัฒนาวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอบคุณท่านประธานนะครับ ที่เปิด โอกาสให้ผมได้หารือก่อนที่จะมีการเปิดประชุมสภาในวันนี้ ท่านประธานครับ ขออนุญาต ที่จะเป็นประเด็นต่อเนื่องจากผู้อภิปรายเมื่อสักครู่จากพรรคเพื่อไทยที่ได้ลุกขึ้นอภิปราย เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการตีความ แล้วก็บรรจุวาระการประชุม ผมกราบเรียนท่านประธานด้วย ความเคารพว่าประเด็นเรื่องการตีความและบรรจุวาระการประชุมไม่ใช่มีเพียงในที่ประชุม รัฐสภาที่เราประชุมกันวันนี้นะครับ แต่ผมกำลังพูดถึงการประชุมของสภาผู้แทนราษฎร ที่พรรคก้าวไกลได้ยื่นร่างพระราชบัญญัติเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญาที่ เกี่ยวข้องกับการหมิ่นประมาท หรือที่เรียกง่าย ๆ ว่าการแก้ไขมาตรา ๑๑๒ ล่าสุดนะครับ ทางพรรคได้รับจดหมายจากทางสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรที่บอกว่า ร่างพระราชบัญญัติของเรานั้นมีความบกพร่องอยู่ ๒ มาตรา ว่าอาจจะมีความขัดแย้งต่อ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๖

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ท่านพิจารณ์ครับ อยู่ในประเด็นครับ วันนี้เราพิจารณาเรื่องนี้ครับ เรื่องโน้นเอาไว้ก่อน

นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ด้วยความเคารพครับท่านประธาน เรียนชี้แจงที่จะหารือท่านประธานสั้น ๆ ถึงประเด็นนี้ เกี่ยวกับการตีความ ก็กราบเรียนท่านประธานเพื่อที่จะพิจารณา ผมคิดว่าการใช้ข้อบังคับ ข้อ ๑๑๑ ของที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรในการตีความบกพร่องควรจะเป็นการตีความ ที่รูปแบบ มิใช่เนื้อหาของตัวร่างนะครับ ผมอยากจะเรียนท่านประธานว่าถ้าเนื้อหาเราได้ หยิบยกเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรและเป็นการอภิปรายชี้แจงกันด้วยเหตุด้วยผลน่าจะเป็น ที่สง่างามกว่า แล้วก็เปิดช่องให้มีการรับฟังจากทุก ๆ ฝ่ายครับท่านประธาน

ขออนุญาตท่านประธานอีกประเด็นหนึ่งนะครับ อันนี้เกี่ยวข้องกับการแก้ไข รัฐธรรมนูญท่านประธาน ขณะนี้สภาผู้แทนราษฎรของเราในปีงบประมาณ ๒๕๖๕ เรากำลัง พิจารณาที่จะมีใช้งบประมาณของทั้งสภาผู้แทนราษฎรก็ดีหรือวุฒิสภาก็ดี ประมาณ ๘,๒๐๐ กว่าล้านบาท ผมคิดว่าภายใต้สถานการณ์วิกฤติทางการคลังของประเทศเราก็จำเป็นที่จะต้อง บริหารจัดการการใช้จ่ายงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด ทีนี้มันเกี่ยวข้องกับการ พิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้อย่างไรครับ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วมีภาคประชาชนที่ได้มายื่นหนังสือต่อท่านประธาน ๒๐ รายชื่อของผู้ที่จะ เชื้อเชิญภาคประชาชนให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญภายใต้โครงการที่ชื่อว่า ขอคนละชื่อ รื้อระบอบประยุทธ์ ขณะนี้เท่าที่ทราบการล่ารายชื่อนั้นไปถึงประมาณ ๔๐,๐๐๐ รายชื่อ แล้วท่านประธาน เข้าใกล้ที่จะถึงหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ที่ ๕๐,๐๐๐ รายชื่อ ในไม่ช้า ผมก็รู้สึกเสียดายที่เราได้มีการประชุมการแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันนี้ แต่ร่างที่จะเสนอโดย พี่น้องประชาชน จากภาคประชาชนนั้นไม่ได้ถูกบรรจุมาพิจารณาร่วมกัน ผมเข้าใจดีครับ ท่านประธาน ก็เป็นไปตามข้อบังคับที่ท่านประธานจำเป็นที่จะต้องบรรจุวาระการแก้ไข รัฐธรรมนูญ ภายใน ๑๕ วันหลังจากที่มีผู้เสนอญัตติใด ๆ แต่ผมคิดว่า อย่างที่ผมเรียนไป เมื่อตอนต้นว่าการใช้จ่ายงบประมาณ ถ้าเราสามารถที่จะรวมร่างทั้งหมดมาพิจารณาร่วมกัน มิใช่เพียงจะเป็นการใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ผมคิดว่ามันจะเกิดภาพที่สง่างาม แก่รัฐสภาแห่งนี้ ให้เห็นว่าเรายินดีที่จะรับฟังเสียงจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะจากพี่น้อง ประชาชน การขอยกเว้นข้อบังคับ ข้อ ๑๑๙ ผมคิดว่าคงจะเป็นไปได้ยาก เพราะว่าผู้เสนอ จากฟากฝั่งของรัฐบาลก็ดูเหมือนว่าจะเร่งรัดเสียเหลือเกิน เหมือนจะกลัวว่าถ้าแก้ไข รัฐธรรมนูญไม่ทันก่อนยุบสภา แก้ไขกติกาไม่ทันแล้วจะเป็นปัญหา ผมทิ้งท้ายอย่างนี้ท่าน ประธานครับ ก็อยากจะกราบเรียนหารือท่านประธานเพื่อเป็นความชัดเจนว่า หากว่าร่างของ ภาคประชาชน ภายใต้โครงการ ขอคนละชื่อรื้อระบอบประยุทธ์ ได้ล่ารายชื่อครบถ้วนแล้ว มายื่นต่อท่านประธานแล้ว ผ่านกระบวนการตรวจสอบรายชื่อและขั้นตอนต่าง ๆ แล้ว ภายในระยะเวลาที่การพิจารณาในวันนี้ยังไม่จบวาระที่ ๓ ก็อยากจะเรียนถามท่านประธาน ถึงวิธีหรือแนวทางการปฏิบัติต่อจากนี้ว่าร่างดังกล่าวของภาคประชาชนนั้นจะถูกพิจารณา อย่างไร กราบขอบพระคุณครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เชิญท่านชินวรณ์ครับ

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช 🔗

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ชินวรณ์ บุณยเกียรติ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เดิมผมคิดว่าจะมีประเด็นเดียวที่ผมจะขออนุญาตกราบเรียนต่อท่านประธานเพื่อจะได้บันทึก ไว้ในสภานี้เช่นเดียวกัน คือประเด็นในเรื่องที่ท่านประธานได้ใช้อำนาจของประธานรัฐสภา ตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ ๕ ในการที่จะบรรจุระเบียบวาระการประชุมร่วมกันของ รัฐสภา ซึ่งผมก็ได้ติดตามเรื่องนี้ในฐานะที่พรรคประชาธิปัตย์ก็เป็นพรรคหนึ่งที่ได้เสนอ ร่างแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญร่วมกับเพื่อนอีก ๓ พรรค ๘ ฉบับ แต่ว่าในกรณีร่างของ ท่านสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไข มาตรา ๒๕๖ และแก้ไขหมวด ๑๕/๑ นั้น เป็นประเด็นที่ท่านประธานได้วินิจฉัยไปแล้ว ไม่ได้บรรจุในระเบียบวาระ ซึ่งผมก็ติดตามเหตุผลที่ท่านประธานสภาได้กรุณาได้ชี้แจง แล้วก็ พบความเป็นจริงว่าในส่วนของญัตติดังกล่าวนั้นแตกต่างกับญัตติในส่วนของพวกกระผมที่มี การแก้ไขมาตรา ๒๕๖ แต่ไม่ได้มีส่วนไปเพิ่มหมวด ๑๕/๑ ซึ่งเป็นประเด็นกรณีที่มีปัญหาใน คราวที่ผ่านมา ในคราวที่ผ่านมานั้นพวกกระผมได้เสนอให้มีการจัดตั้ง สสร. เพื่อที่จะไปแก้ไข กฎหมายรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เพราะมีความตั้งใจว่าการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญควรที่จะให้ พี่น้องประชาชนได้มีส่วนร่วมที่สำคัญ และไม่มีส่วนร่วมใดที่จะดีไปกว่าการมีส่วนร่วมโดยให้มี ตัวแทนมาจากการเลือกตั้งที่เราเรียกว่า สสร. แต่ว่าเนื่องจากข้อจำกัดของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นี้ เป็นช่องว่างขึ้นมา ในเรื่องเงื่อนไขในการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญที่เพื่อนสมาชิกได้เอ่ยถึงว่าต้องทำประชามติ ถึง ๓ ครั้งอย่างไรครับ ในท้ายที่สุดก็นำไปสู่การส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัย และศาลรัฐธรรมนูญก็ได้มีคำวินิจฉัยตามที่เราทราบกันโดยทั่วไปแล้ว จึงทำให้พวกกระผม ในวันนี้ต้องมาเสนอร่างเป็นรายมาตรา เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้เพื่อจะได้บันทึกไว้เช่นเดียวกัน ว่าพวกกระผมได้ลุกขึ้น นำโดยท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ในคราวที่แล้ว ถ้าท่านประธาน ยังจำได้ ก็ได้พูดไว้ชัดเจนว่าจริง ๆ แล้วถ้าเกิดมีกรณีที่เป็นแบบนี้ เพื่อให้หายซึ่งความสงสัย และเป็นแนวปฏิบัติต่อไป เราควรที่จะส่งเรื่องดังกล่าวนี้ไปให้ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัย อีกครั้งหนึ่ง แต่ว่าในวันนั้นเหตุการณ์ก็กลับตาลปัตรไปเป็นการเสนอญัตติขึ้นมาเพื่อที่จะให้มี การลงมติ จนเรื่องนี้ไม่ได้มีข้อยุติที่ชัดเจน แต่ไม่เป็นอะไรท่านประธานครับ ผมอยากจะให้ได้บันทึกว่ากระบวนการมาทั้งหมดนี้ เมื่อมาอยู่ที่จุดแห่งความจริงตรงนี้ ผมเชื่อว่าการวินิจฉัยของท่านประธานนั้นถูกต้องนะครับ

เรื่องที่ ๒ บังเอิญว่าผมก็มีส่วนที่ติดตามความเคลื่อนไหวของภาคประชาชน ที่มีการล่ารายชื่อเพื่อจะแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ผมคนหนึ่งครับท่านประธาน ที่ได้ไป ร่วมประชุมภาคีเครือข่ายรัฐธรรมนูญเพื่อประชาธิปไตยมาตลอดระยะเวลาก่อนหน้านี้ เพราะผมมีความเชื่อมั่นตามที่พรรคประชาธิปัตย์มีความเชื่อมั่นว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นั้น เป็นรัฐธรรมนูญที่จะต้องนำไปสู่การแก้ไขแน่นอน และพวกผมก็ไม่ได้รับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แล้วก็พบความเป็นจริงว่ามีหลายส่วนที่ทำให้การเมืองไม่มีดุลยภาพ และถ้าไม่แก้ไขกฎหมาย ธรรมนูญ ก็จะนำไปสู่การเรียกร้องและชุมนุมประท้วงต่อไป วันนี้สิ่งที่พวกผมในนาม พรรคประชาธิปัตย์ได้พูดเอาไว้ก่อนที่จะเข้าร่วมรัฐบาลด้วยซ้ำไป และมาขับเคลื่อนให้เป็น นโยบายของพรรคร่วมรัฐบาลก็เกิดขึ้นจริงนะครับ เกิดขึ้นจริงก็คือว่ามีหลายกลุ่มที่ออกมา เรียกร้องในขณะนี้ เกือบทุกกลุ่มมีข้อเรียกร้องเรื่องรัฐธรรมนูญทั้งนั้น ผมไม่อยากพูด แบบหาเสียงนะครับ ผมเชื่อว่าท่านประธานก็มีจิตวิญญาณเป็นนักประชาธิปไตย ท่านประธานก็ต้องการที่จะให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วม คราวที่แล้วก็พิสูจน์มาแล้วครับ เมื่อเขาส่งมากระชั้นชิดมาก แต่ท่านประธานก็ใช้กลไกของรัฐสภาตรวจสอบรายชื่อ จนสามารถนำเข้ามาสู่การพิจารณาได้ แต่ในคราวนี้ผมไปนั่งประชุมหารืออยู่ด้วย ผมยังถามกลุ่มที่ล่ารายชื่อเลยว่าคุณสามารถที่จะล่ารายชื่อได้ทันไหม ช่วยรีบ ๆ หน่อย พวกผมอยู่ในรัฐสภาแห่งนี้ก็อยากจะนำร่างของพวกท่านมาร่วมพิจารณาด้วย แต่ถ้า เมื่อไม่ทัน ผมอยากจะเรียนไว้เพื่อบันทึกตรงนี้ว่า ที่เพื่อนสมาชิกเป็นห่วงว่าท่านประธาน รัฐสภาจะเปิดกว้างในการรับฟังหรือไม่ ผมเชื่อมั่นว่าทั้งท่านประธานรัฐสภาและสมาชิก รัฐสภาทุกฝ่ายแห่งนี้ เราต้องเปิดกว้างครับ เพราะเราอยู่ในระบอบประชาธิปไตย แล้ววันนี้ บริบททางการเมืองเปลี่ยนไปแล้วครับ ผมอยากที่จะขอร้องทุกฝ่ายอีกทางหนึ่งว่าเราละอัตรา ของตัวเองออกไปครับ นำมาสู่การแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราที่เรากำลัง จะพิจารณาก่อนที่จะถึงนี้ตามลำดับให้ผ่านสภานี้ เพื่อนำไปสู่ความเป็นประชาธิปไตย มากยิ่งขึ้น ขอขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณนะครับ ยินดีอย่างยิ่งนะครับ ที่จะรับฟังทุกฝ่าย แต่ว่าด้วยเวลาที่เรามีจำกัด เพราะฉะนั้นถ้าฝ่ายใดได้พูดไปแล้ว ท่านสมคิดครับ เมื่อสักครู่หมอชลน่านได้พูดไปมากนะครับ พอนะครับ เดี๋ยวผมจะให้ ทางฝ่ายรัฐบาล ท่านวิรัชได้พูดสักท่านหนึ่ง ท่านสมคิดยังติดใจไหมครับ เชิญครับ

นายสมคิด เชื้อคง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุบลราชธานี

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายสมคิด เชื้อคง ส.ส จังหวัดอุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย ความจริงแล้วใช้เวลานิดเดียวครับท่านประธาน เมื่อสักครู่ท่านนายแพทย์ชลน่านได้อธิบาย ได้ละเอียดแล้ว แต่ที่ผมรับฟังอยู่สภาแห่งนี้เราก็เคยเสนอญัตติอย่างนี้มาแล้ว แล้วสิ่งที่ประธานวินิจฉัย ท่านก็ตอบว่าท่านจะทบทวน ทีนี้ผมอยากให้ชัดเจนว่ากรณี ที่ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ท่านไม่ได้บรรจุเข้าไป โดยท่านใช้คำวินิจฉัยตัดสิน อ้างศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งทางคุณหมอชล น่านก็พูดชัดเจนแล้วว่าท่านอาจจะวินิจฉัยเกินเลยไป เพราะฉะนั้นผมเองในฐานะ ที่เป็นสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ แล้วก็เพื่อนสมาชิกที่เสนอ อยากให้ท่านประธานทบทวนอย่าง ที่ว่า แล้วให้ท่านประธานตอบในรัฐสภาแห่งนี้ให้ชัดเจนว่าท่านจะทบทวนหรืออย่างไร เดินหน้าอย่างไรเท่านั้นเองครับ ขอบพระคุณครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ยินดีครับ ท่านวิรัชเชิญเลยครับ ขอเป็นท่านสุดท้ายนะครับ เดี๋ยวผมจะชี้แจง แล้วก็เราจะได้ไปสู่ระเบียบวาระของเรานะครับ

นายวิรัช รัตนเศรษฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม วิรัช รัตนเศรษฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดนครราชสีมา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา จากข้อหารือเมื่อสักครู่นี้ ท่านประธานครับ ผมมีประเด็นสั้น ๆ อยู่นิดหนึ่งก็คือว่า ในประเด็นร่างของรัฐธรรมนูญ ที่พรรคพลังประชารัฐได้ยื่นมานั้นเรายื่นกันมาตั้งแต่วันที่ ๗ เมษายน สิ่งหนึ่งที่ได้ถูก กล่าวอ้างก็คือการที่ไม่รอร่างของประชาชน ผมเองต้องเรียนท่านประธานว่าเรามีระยะเวลา ทิ้งทอดมาตั้งแต่เดือนเมษายนมา เดือนพฤษภาคม แล้วมาจนถึงวันนี้เข้าปลายเดือนมิถุนายน ถ้าเผื่อจะมีการเตรียมการน่าจะทำตั้งแต่ช่วงเดือนเมษายน นี่คือประเด็นที่ ๑

ส่วนประเด็นที่ ๒ ที่บอกว่าจะต้องรีบแก้ไขเพื่อที่ต้องการยุบสภา ตรงนี้ไม่จริง ครับท่านประธาน สิ่งที่เราทำในตอนช่วงนั้นก็คือพอเรารู้เราทราบว่าเราไม่สามารถแก้ไข มาตรา ๒๕๖ ได้ แต่สิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญได้ตัดสินออกมาก็คือให้เราแก้เป็นรายมาตรา โดยในบางประเด็นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการที่จะต้องทำประชามติ เพราะหลังจากนั้น เราต้องทำต่อครับ และเราก็ทำเสร็จเลย เพราะฉะนั้นเราก็เห็นพรรคร่วมฝ่ายค้านและ พรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันเอง เขาก็ยื่นกันมาในช่วงระยะเวลา ๑๖ มิถุนายน ที่ผ่านมา เราก็เห็นหลาย ๆ ร่าง แล้วก็เป็นปรากฏการณ์ที่ว่ายังไม่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีมากร่าง เท่าชุดที่เรากำลังจะพิจารณาจากนี้เป็นต้นไป ผมเลยอยากเรียนท่านประธานว่าทางพรรค พลังประชารัฐเราไม่ได้เร่งรีบ ในเนื้อหาทั้งหมดก็มาจากการวินิจพิจารณาของ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญของท่านอาจารย์พีระพันธุ์ เป็นผู้ดำเนินการแล้วทิ้งสิ้น ไม่ได้เอามาจากตรงไหนเลยครับ แล้วจากส่วนหนึ่งท่านประธานก็ต้องเรียนกันตรง ๆ ว่าเรามาจากจิตวิญญาณของพี่น้องประชาชนเช่นเดียวกัน พี่น้องประชาชนก็สะท้อนมาบาง สิ่งบางอย่างที่เห็นว่าสิ่งที่เราทำมาทั้งหมดนั้นจะผ่านหรือไม่ผ่านก็เป็นกระบวนการ ของรัฐสภา ไม่ได้เป็นกระบวนการของคนหนึ่งคนใด ผมเองน้อมรับแล้วก็ยอมรับทุกอย่าง ก็ต้องเรียนท่านประธานเป็นเบื้องต้นก่อนครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา 🔗

ครับ ผมขออนุญาตที่ประชุมนะครับ ก็อนุญาตให้พวกเราได้แสดงความรู้สึกเพื่อจะได้เกิดความเข้าใจที่ดีต่อทุกฝ่ายนะครับ เพราะว่าผมมีสมมุติฐานว่าพวกเราในที่นี้ส่วนใหญ่ก็มีความเชื่อมั่นแนวทางประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นถ้าเราได้ทำความเข้าให้ถูกต้องว่าภารกิจของแต่ละฝ่ายเป็นอย่างไร ผมว่าก็จะ เป็นประโยชน์ในการทำงานที่เราให้ความยอมรับซึ่งกันและกัน เราเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ เป็นหนึ่งในอำนาจอธิปไตย ที่ผมพูดกับเราเสมอนะครับ ว่าเราเป็นหนึ่งในอำนาจอธิปไตย คือฝ่ายออกกฎหมาย เราออกกฎหมายบังคับคนทั่วประเทศ เราต้องเป็นแบบอย่าง ของการเคารพกฎหมาย กฎเกณฑ์กติกา ผมย้ำกับสมาชิกเสมอ เพราะผมเชื่อระบอบ ประชาธิปไตยอยู่ได้ด้วยกฎหมายศักดิ์สิทธิ์ ประชาธิปไตยจะอยู่ไม่ได้ถ้ากฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์ กฎหมายไม่มีผลปฏิบัติ กฎหมายไม่มีผลในการบังคับ ประชาธิปไตยก็จะอ่อนแออย่างที่เราเห็น ในบางจุดบางประเด็น อันนี้คือสิ่งที่มีความเชื่อมั่นตลอดมาจนทุกวันนี้ จึงสนับสนุนทุกฝ่าย ให้เคารพกฎเกณฑ์กติกา ทุกฝ่ายในที่นี้แม้กระทั่งมีโอกาสได้พบพร้อมกับท่านผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรประชุมกรรมการสรรหา ซึ่งมีประธานศาลฎีกาเป็นประธาน เราก็พูดันตรงไปตรงมาขอให้บังคับกฎหมายอย่าง เคร่งครัด ไม่มีการยกเว้น นั่นล่ะประชาธิปไตยถึงจะอยู่รอดได้ ภายใต้ความสับสน ภายใต้ความวุ่นวาย ภายใต้ความรู้สึกนึกคิดที่แตกแยกอะไรกัน แต่กฎหมายจะเป็นตัวตัดสิน ว่าอะไรคือสิ่งที่ถูก อะไรคือสิ่งที่ผิด เพราะฉะนั้นผมเรียนว่าการทำหน้าที่ในที่นี้ก็เช่นเดียวกัน ครับ ผมเรียนเพื่อน ๆ ด้วยความเคารพนะครับว่าเคารพความเห็นทุกฝ่ายครับ เพราะความเห็นทางกฎหมายนั้นหลากหลายเหลือเกิน ท่านเห็นไหมครับอาจารย์ มหาวิทยาลัยวิจารณ์สถาบันศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งที่ความจริงตุลาการเหล่านั้นก็คือ ครูบาอาจารย์ที่สอนอาจารย์เหล่านั้น นี่แสดงว่าความเห็นมันหลากหลาย ผมจึงไม่ได้มี ข้อรังเกียจอะไรเลย ที่มีข้อความคิดที่ต่างจากที่ผมได้ตัดสินใจไปแต่ขอเล่าให้ฟังว่า เวลามีญัตติ มีการเสนอร่างแก้ไขกฎหมายหรืออะไรก็ตาม แนวปฏิบัติเป็นอย่างนี้ครับ ประธานสภาผู้แทนราษฎรมีรองประธาน ๒ ท่าน ผมมอบอำนาจให้รองประธานเกือบทั้งหมด เลย เพราะภารกิจของประธานสภามากมาย ยากที่จะไปนั่งตรวจอะไร ประเด็นญัตติอะไร ทั้งหลาย แม้กระทั่งกระทู้ แม้กระทั่งการอนุมัติเอกสาร หรือเรื่องที่เราขอเสนอนี้รองประธาน จะทำหน้าแทน สำหรับการเสนอกฎหมายนั้น ผู้ที่ทำหน้าที่ก็คือท่านรองประธานสุชาติทำ หน้าที่แทนผมอย่างดีที่สุด ไม่เคยมีข้อบกพร่องผิดพลาดเลย ท่านจะเป็นผู้ตัดสินเบื้องต้น แล้วผมคนสุดท้ายว่าเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ผมไม่เคยตัดสินไม่เห็นชอบที่ท่านเสนอมา แต่กระบวนการในการพิจารณาเวลามีการเสนอกฎหมายเข้ามานั้น ปกติจะมีเจ้าหน้าที่ ของสภาที่เป็นฝ่ายดูแลญัตติเหล่านี้อยู่แล้ว ไม่ต้องผ่านกระบวนการคณะที่ปรึกษากฎหมาย อีกต่างหาก ยกเว้นเรื่องใดที่เห็นว่าสำคัญก็จะให้ฝ่ายที่ปรึกษากฎหมาย ไม่ใช่ของประธาน ของสภา เป็นผู้พิจารณาอีกครั้งหนึ่งว่าเรื่องนี้ควรจะวินิจฉัยว่าอย่างไร กรณีรัฐธรรมนูญ ที่ท่านผู้นำฝ่ายค้าน ท่านสมพงษ์กับคณะได้เสนอมานั้น เช่นเดียวกันครับเมื่อเบื้องต้น มีการพิจารณามาเห็นว่าบรรจุไม่ได้ ก็ต้องผ่านไปยังกระบวนการที่ปรึกษากฎหมายอีกทีหนึ่ง ว่ามีความเห็นว่าอย่างไร ความเห็นออกมาก็เป็นมติเอกฉันท์ครับ ว่าบรรจุไม่ได้ ข้อเสนอ ถึงผมเป็นคนสุดท้ายให้ความเห็นชอบ ผมก็ดูให้ความเห็นชอบ ก่อนให้ความเห็นชอบดู โดยชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง ไม่มีความประสงค์จะหาเรื่องให้พวกเรามาวิจารณ์ประธานดู โดยความรอบคอบ ขอดูหน่อยสิ ของท่านสมพงษ์กับคณะที่เสนอมา ที่ไม่รับ ไม่บรรจุ เพราะมีหมวด ๑๕/๑ หมวด ๑๕/๑ คืออะไร ประชาชนไม่รู้ครับ หมวด ๑๕/๑ คือการจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แล้วก็มีมาตรา ๒๕๖/๑ มาตรา ๒๕๖/๒ ไปเรื่อย ๆ ที่เป็นร่าง ผมก็บอกว่าขอดูหน่อยสิ ว่าของท่านสมพงษ์กับคณะที่ท่านเสนอมานั้น กับฉบับเดิมที่เคย ตกไปเนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยนั้นเหมือนกันหรือต่างกัน ผมใช้ความรอบคอบมาก เพราะผมรู้ว่าถ้ามันผิดพลาดมันเสียหาย มันไม่มีเหตุผลอะไรที่เวลาเสนอญัตติแล้วประธาน จะไม่บรรจุถ้าไม่มีเหตุจำเป็นจริง ๆ ก็เลยไปตรวจดูด้วยความเคารพครับ หลักการและ เหตุผลเหมือนกัน สาระสำคัญทั้งหมดเหมือนกันหมด ยกเว้นวันเวลาที่กำหนดไว้ต่างกัน เล็กน้อย ฉบับดังกล่าวที่เหมือนกันกับฉบับปัจจุบันนี้ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไปแล้วว่าการ จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วยวิธีการร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ให้มีหมวด ๑๕/๑ ย่อมมีผลเป็นการยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ อันเป็นการ แก้ไขหลักการสำคัญที่ผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญดั้งเดิมต้องการปกป้องคุ้มครองไว้ หากรัฐสภาต้องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องจัดให้ประชาชนผู้ทรงอำนาจสถาปนา รัฐธรรมนูญออกเสียงประชามติเสียก่อนว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ถ้าผลออกมาเสียงประชามติเห็นชอบด้วย จึงดำเนินการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อไป นี่คือคำวินิจฉัยตอนหนึ่งของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนะครับ อาศัยเหตุผลดังกล่าวใน ตอนท้ายจึงวินิจฉัยว่ารัฐสภามีหน้าที่และอำนาจจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ โดยต้องให้ประชาชนผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญได้ลงประชามติเสียก่อนว่าประชาชน ประสงค์จะให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ และเมื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จแล้ว ต้องให้ประชาชนลงประชามติเห็นชอบหรือไม่กับร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับความเห็นอีกครั้งหนึ่ง อันนี้คือคำวินิจฉัยหลังสุด ซึ่งยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงนะครับ เหตุผลดังกล่าวนี้เอง ที่เราก็ต้องยึดรัฐธรรมนูญ ที่ว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีผลผูกพันต่อรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล อันนี้คือสาระสำคัญที่กรรมการฝ่ายกฎหมาย คณะกรรมการ กฎหมายของสภานั้นก็ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ประเภทที่ไม่รู้นะครับ คนเหล่านี้เขาจบกฎหมายมา แล้วทำงานอยู่ในนี้มาตลอดระยะเวลา ผมเรียนด้วยความเคารพว่าเมื่อดูความเห็นต่าง ๆ แล้ว ก็เห็นว่าคำวินิจฉัยดังกล่าวนี้มีผลผูกพันต่อรัฐสภาคือพวกเรา ซึ่งมีความเห็นว่าไม่บรรจุ เพราะถ้าบรรจุ ก็คือการไม่ยอมรับคำวินิจฉัย เพราะเรื่องที่เสนอมาทั้งหมดนั้นก็เหมือน ของเดิมที่ศาลรัฐธรรมนูญได้เคยวินิจฉัยมาแล้ว ก็เรียนพวกเราว่า โดยส่วนตัวมีความ ภาคภูมิใจอันหนึ่งก็คือ ๒ ปีเศษที่ผ่านมานี้ ไม่เคยมีใครมายุ่ง มาสั่งประธานว่าต้องอย่างนั้น ต้องอย่างนี้ ไม่เคย มีบ้างก็คือขอว่าเลิกเร็วหน่อย ประชุมเลิกเร็วหน่อย ดึกมีปัญหา อย่างอื่น ไม่เคยมาแตะต้อง นายกรัฐมนตรีก็ไม่เคยมายุ่งอะไรเลยกับการทำหน้าที่พวกเรา เพราะฉะนั้นสมาชิกมั่นใจได้ว่าเวลาผมวินิจฉัยอะไร จะผิดพลาดหรือจะถูกก็ตามนะครับ แต่วินิจฉัยด้วยความสุจริตและด้วยการยึดมั่นในหลักกฎหมายของบ้านเมือง แน่นอน ความเห็นเหล่านี้อาจจะแตกต่างกัน ผมรู้ครับ บางครั้งการตัดสินใจก็สวนทางกับความเห็น พวกเราบางฝ่าย ผมยกตัวอย่างเช่น เมื่อมีการเสนอเรื่องอภิปรายเกี่ยวกับการถวายสัตย์ ปฏิญาณ พวกเรานึกออกนะครับ ฝ่ายรัฐบาลก็ติงผมว่า เรื่องนี้ศาลวินิจฉัยไปแล้ว ไม่ควรจะ นำมาอภิปราย แต่ผมบอกว่าศาลยังไม่ได้วินิจฉัย ศาลเพียงแต่ให้ความเห็น ศาลรัฐธรรมนูญ ก็ให้โอกาสอภิปรายได้ เพราะฉะนั้นการปฏิบัติใดก็ตามก็จะยึดแนวปฏิบัติอย่างตรงไปตรงมา เพราะผมรู้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้ท่านไปอ่านดู มาตรา ๒๓๔ สิครับ บุคลากรฝ่าย การเมือง ข้าราชการ ถ้าปฏิบัติหน้าที่ไปโดยไม่ถูกต้อง ไม่สุจริต ขาดหลักจริยธรรมจะต้องถูก ป.ป.ช. เล่นงาน ผมไม่ต้องการให้ ป.ป.ช. มาสอบผมในการทำผิด เพราะฉะนั้นระมัดระวัง มากในการที่จะตัดสินใจแต่ละเรื่องว่าหลักที่ถูกต้องเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นก็ต้องตัดสินใจ ไม่บรรจุ ด้วยเหตุผลก็คือ แม้ตัวเองไม่อยากให้ใครมาวิจารณ์ในการตัดสิน แต่เมื่อหลัก มันเป็นอย่างนี้ ก็ต้องเคารพหลักอันนี้ เพราะฉะนั้นพวกเราได้โปรด ร ๒/๒๕๖๔ (สมัยสามัญ เข้าใจด้วยว่าที่ไม่บรรจุ ไม่มีเรื่องอะไรที่เป็นพิเศษเลย แต่เป็นความเห็นส่วนตัว ซึ่งอาจจะไม่ ตรงกับท่าน ผมอาจจะผิด ท่านอาจจะถูก ท่านอาจจะผิด ผมอาจจะถูก ก็ไม่มีใครวินิจฉัยได้ แต่ว่าในฐานะประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานรัฐสภา มีหน้าที่ในการวินิจฉัยครับ ไม่อาจที่จะไปละเลยว่าเรื่องนี้ช่างหัวเถอะ บรรจุเข้าไป ปล่อยให้เขาพอใจแล้วก็ว่ากันไป มันไม่รับผิดชอบถ้าเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นทุกอย่างก็ต้องทำด้วยความรับผิดชอบ ด้วยความสำนึกต่อหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติ อันนี้เป็นประการหนึ่ง

อีกประการหนึ่ง ที่ท่านพิจารณ์ได้ถามเรื่องฉบับประชาชน ไม่มีปัญหาหรอก ครับ ถ้าส่งมาเมื่อไรเราดำเนินการ เหมือนอย่างอาทิตย์ที่แล้วเห็นไหมครับ เมื่อเขาส่งมา ถูกต้องแล้ว เขาเอาบรรจุให้ทันทีเลย เพราะฉะนั้นสภาเราในระบอบประชาธิปไตยอย่างนี้ เราก็ต้องไม่มีอะไรที่ปกปิด ไม่มีอะไรที่ไปลับลมคมใน ต้องทำอะไรตรงไปตรงมา ไม่อย่างนั้น จะอยู่ยาก ผมกราบเรียนด้วยความเคารพทุกคนนะครับ ผมผ่านประสบการณ์ พบเหตุการณ์ ที่ประธานปฏิบัติต่อเราในทางที่ไม่ถูกต้องมาแล้ว ไม่อยากให้ประวัติศาสตร์ตรงนั้นซ้ำรอยอีก ผมจะไม่พูดถึงละครับ แต่ว่ามันมีผลอย่างมากที่ทำให้เรารู้ว่าถ้าฝ่ายนิติบัญญัติเราไม่อิสระ แล้วแต่เขาสั่งมา แล้วทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง มีกระทั่งทุจริต โกงกันก็มี อันนี้ก็เสียหาย กับส่วนรวมมาก เพราะฉะนั้นการวินิจฉัยเรื่องนี้ก็วินิจฉัยไปโดยความถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งถ้าผมไปท้าทายศาลรัฐธรรมนูญโดยการไม่ปฏิบัติตาม บรรจุเรื่องของท่านเข้ามา เท่ากับผมไม่ยึดความผูกพันในคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญว่าผูกพันรัฐสภา ถ้าเป็นเช่นนั้น แน่นอนที่สุดผมทำผิดรัฐธรรมนูญแน่ เพราะฉะนั้นอันนี้ก็ต้องเข้าใจร่วมกันว่าเมื่อเรามีหน้าที่ ต้องตัดสินใจ ตัดสินใจบนพื้นฐานอะไร ก็กราบเรียนท่านสมาชิกด้วยความเคารพนะครับว่าผมอยากให้พวกเราได้เข้าใจจุดนี้ อาจจะความเห็นไม่ตรงกับผมไม่เป็นอะไร แต่ขอให้รับรู้ว่าที่ผมตัดสินไปนั้นก็ยึดความถูกต้อง เป็นหลัก ไม่ได้มีอะไรเข้ามาเกี่ยวข้องว่าไม่เห็นด้วยกับท่าน หรือเห็นด้วยกับท่าน อย่างที่เคย กราบเรียนแล้วว่า โดยส่วนตัวก็ไม่ได้รับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่ว่าผมเป็นคนเคารพกฎหมาย บ้านเมือง เมื่อเราอยู่ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้เราก็ต้องเคารพและปฏิบัติตาม ส่วนการแก้ไขนั้น แน่นอน ผมรู้ว่าพวกเราก็เตรียมการกันอยู่ เมื่อมีกฎหมายว่าด้วย การลงประชามติเมื่อวานนี้ผ่านไป ก็มีข้อสังเกตอย่างที่พวกเราเห็นอยู่ว่ามีความคิดเรื่องว่า เรื่องที่จะประชุมร่วมในรัฐสภา ได้ ไม่ได้ มันมีอะไรบ้าง เรื่องนี้มันไม่อยู่ในนั้น ก็มีความคิดใน ข้อสังเกตถึงขั้นว่าจะให้ผ่านทีละสภาถ้าต้องทำประชามติ อันนี้คือประเด็นที่อยากให้ทุกฝ่าย ได้เข้าใจนะครับ ผมก็ขอกราบเรียนสมาชิกเพื่อความเคารพครับ ขอชี้แจงในสิ่งที่เกิดขึ้น ให้ท่านได้เข้าใจครับ ท่านสุทินเชิญเลยครับ

นายสุทิน คลังแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มหาสารคาม

ขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม สุทิน คลังแสง สมาชิกรัฐสภาจากจังหวัด มหาสารคาม จากพรรคเพื่อไทยครับ ต่อคำวินิจฉัยและต่อคำชี้แจงของท่านประธาน ที่เมื่อจบไปสักครู่นี้ ผมกราบเรียนแทนท่านสมาชิกฝ่ายค้านทุกคนเลยนะครับว่า ไม่มีใครคิด แต่ต้นว่าท่านประธานจะวินิจฉัยโดยมีอคติ หรือเจตนา หรือมีใครสั่ง เราเชื่อโดยสุจริตว่า ท่านประธานมีเจตนาที่จะปฏิบัติ แล้วก็ยึดข้อกฎหมายเป็นแนว เพียงแต่ว่าเรามีความเชื่อว่า บนความคิดที่อาจจะแตกต่างกันว่าท่านประธานเองอาจจะวินิจฉัยผิดโดยสุจริตใจ นั่นก็หมายความว่าท่านตั้งใจดีแล้ว แต่ว่าข้อกฎหมายหรือข้อมูลอาจจะไม่ครบถ้วน หรือครบถ้วน แต่อาจจะมองต่างกันกับเพื่อนสมาชิก เพราะฉะนั้นเหตุหนึ่งซึ่งอาจจะทำให้มัน เกิดข้อคิดอย่างนี้ได้ก็เพราะว่าเนื่องจากว่าการที่จะทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แม้กระทั่งการทำ ประชามติเอง หรือแม้กระทั่งการจะวินิจฉัยเรื่องนี้ มันมีข้อมูล มันมีทั้งกฎหมาย มีทั้งคำวินิจฉัยของศาลมาประกอบ เป็นเรื่องที่เยอะมากมายและยังไม่เคยมีแนวปฏิบัติ เพราะฉะนั้นการตอบคำวินิจฉัยเพียงสั้น ๆ ในหน้ากระดาษเพียงครึ่งหน้า แล้วมีลักษณะแบบ ห้วน ๆ แล้วไม่มีแนวคิดที่จะชี้ทาง และแนวปฏิบัติต่อ มันทำให้เกิดข้อสงสัย จึงนำมาสู่ การที่จะต้องหาโอกาสหารือในวันนี้

ประเด็นแรกที่สุดครับท่านประธาน ที่อยากจะถามต่อเพื่อให้เกิดความจบ ที่สมบูรณ์แล้วก็เดินได้ว่า เมื่อท่านกรุณาวินิจฉัยอย่างนี้แล้ว ผมก็ยังวินิจฉัยสถานะของร่าง ของพวกเรายังไม่ได้เลยว่ามันตกไปหรือไม่ตก ถ้ามันไม่ตก จะเดินอย่างไรต่อ เมื่อวานนี้ ผมได้มองโดยแง่ดี โดยสุจริตเช่นกันว่าท่านประธานหรือคณะกฎหมาย อาจจะมีข้อจำกัดว่า แนวปฏิบัติมันจะเดินไม่ได้ จึงไม่ตอบ เพราะ พ.ร.บ. ประชามติมันยังไม่จบ คงต้องรอ เมื่อรอ พ.ร.บ. ประชามติแล้ว มีผลประกาศใช้แล้ว น่าจะมีแนวทางที่จะทำให้ร่างของ พวกกระผมได้เดินต่อ ผมคิดเช่นนั้นนะครับ แต่มาถึงชั้นนี้แล้วก็ยังจะต้องขอความชัดเจน เพิ่มเติมอีกว่าถ้ายังไม่ตกแล้วจะเดินอย่างไรต่อ เพื่อจะนำไปสู่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ว่าต้องทำประชามติ นั่นคือกรณีที่ยังไม่ตก ซึ่งผมก็เตรียม ด้วยเจตนาจริง ๆ ท่านประธาน ที่เคารพครับ พวกผมยื่นร่างนี้มาก็ด้วยคำนึงถึงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว ถ้าจะต้องมีการทำประชามติ เราก็หวังว่าการยื่นของเรานี่ล่ะจะเป็นต้นเรื่อง เป็นศาลตั้งต้น ที่จะนำไปสู่การทำประชามติ ถ้าไม่ยื่นเลยมันก็ไม่มีต้นเรื่องที่จะไปสู่ประชามติ นี่กรณีที่ยังไม่ ตก แต่ถ้าหากว่าท่านประธานได้วินิจฉัยว่าถ้ามันตก ตกแล้ว มันก็จะเกิดคำถามต่อไปว่า ถ้าเช่นนี้แล้ว ในต่อไปการแก้ไขรัฐธรรมนูญมันจะมิสามารถทำได้เลยในกรณีที่จะมี สสร. มาร่าง กรณีที่ประชาชนจะมาร่วมเขียนรัฐธรรมนูญไม่มีโอกาสเลย มันปิดทุกเส้นทางแล้ว ก็มีทางเดียวคือคนจะแก้รัฐธรรมนูญต่อไปนี้ก็มีเพียงสมาชิกรัฐสภาเท่านั้น นี่กรณีตก ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ๆ ก็น่าเป็นห่วงว่าวิกฤติของสังคมของเราก็คือรัฐธรรมนูญที่ไม่ได้รับ การยอมรับ การไม่ได้รับการยอมรับก็คือประชาชนไม่ได้ร่วม เพราะฉะนั้นเราจะเดินอย่างไร กันต่อ สรุปแล้วก็คืออยากจะฟังคำชี้แจงและชี้แนะจากท่านประธานว่าตกหรือไม่ตก ถ้าไม่ตกเดินอย่างไรต่อ แล้วถ้าตก เราจะเดินอย่างไรสำหรับประเทศไทยในการที่ต้องแก้ไข รัฐธรรมนูญโดยประชาชนมีส่วนร่วม ขอบพระคุณอย่างสูงครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณมากครับ ก็เรียนเป็นวาระ สุดท้าย เพื่อเราเข้าสู่ระเบียบวาระนะครับ ที่ว่าท่านสุทินถามนั้นก็ได้หารือกันอย่างไม่เป็น ทางการนะครับ หารือภายในว่ากระบวนการนี้ การลงประชามติมันจะต้องทำอย่างไร เมื่อพระราชบัญญัติว่าด้วยการลงประชามติผ่านไปเมื่อวานนี้ โดยเฉพาะมาตรา ๙ ที่มีการ แก้ไข มันมีกระบวนการเปิดช่องไว้ ประกอบกับข้อสังเกตของกรรมาธิการที่เห็นว่าเรื่องนี้ มันไม่สามารถประชุมร่วมกันของรัฐสภาได้ ก็มีข้อสังเกตไว้ในนั้นว่าอาจจะต้องประชุมทีละ สภา ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องว่ากันต่อไปนะครับ เรื่องยังไม่ยุติ ท่านสุทินครับ ต้องศึกษาต่อไป แต่ผมคิดว่าก็ต้องหารือกันทุกฝ่ายในช่องทางเรื่องนี้ เราก็ต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามที่ ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัย ตราบใดที่การวินิจฉัยยังไม่เปลี่ยนแปลง ก็คือต้องได้รับเสียง ความเห็นชอบประชามติจากประชาชนก่อนถึงจะเสนอกฎหมายนี้ได้ อันนี้คือสิ่งที่จำเป็น ต้องปฏิบัติตามก็ขอขอบคุณทุกฝ่ายครับ ผมขออนุญาตที่ประชุมนะครับ เราได้ใช้เวลา พอสมควรแล้ว เนื่องจากมีปัญหาที่เราจะต้องพิจารณาอีก ๒ วันนะครับ

จำนวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๗๑๒ คน

ขออนุญาตที่ประชุม ขออนุญาต ขอเปิดการประชุมนะครับ

ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ไม่มี

เรื่องด่วน คือ ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติม ก็ขอเชิญ ผู้ควบคุมเสียง ๓ ฝ่ายได้รายงานผลการหารือภายนอกให้ที่ประชุมรับทราบครับ

นายวิรัช รัตนเศรษฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายวิรัช รัตนเศรษฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดนครราชสีมา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาต เรียนท่านประธานว่าจากการที่ได้ประชุมร่วมกับท่านตัวแทนของสมาชิกวุฒิสภา ตัวแทนของ พรรคฝ่ายค้านและในส่วนของฝ่ายรัฐบาล รวมทั้งของท่านประธานด้วย เราได้มีการแบ่งเวลา และกำหนดแบ่งเป็นดังต่อไปนี้ก็คือ สมาชิกวุฒิสภาใช้เวลา ๖ ชั่วโมง สมาชิกฝ่ายค้าน ได้เวลา ๖ ชั่วโมง ฝ่ายรัฐบาลได้เวลา ๖ ชั่วโมง ในส่วนของท่านประธาน ในส่วนของ คณะกรรมการวิป (Whip) ๓ ฝ่ายก็ได้ตกลงว่าเผื่อให้ท่านประธาน ๓ ชั่วโมง ในขณะเดียวกันถ้ารวมแล้วใช้เวลาทั้งสิ้น ๒๑ ชั่วโมง ถามว่าในเวลาทั้งหมดจะเพียงพอ หรือไม่ ตรงนี้เรากำหนดว่าวันพรุ่งนี้เวลาประมาณ ๑๖.๐๐ นาฬิกา เราจะเริ่มปิดการ อภิปรายแล้วก็เตรียมการลงมติ เพราะตามข้อมูลที่ย้อนไปเมื่อคราวที่แล้วก็คือรวมเวลา ทั้งการลงมติและนับคะแนน ใช้เวลาทั้งสิ้น ๕ ชั่วโมง เพราะฉะนั้นคราวนี้มีทั้งหมด ๑๓ ร่าง การลงมติในส่วนตรงนี้ก็ต้องเป็นหน้าที่ของท่านประธานว่าจะทำอย่างไรที่จะให้เวลา มันรวดเร็วขึ้นกว่าเดิม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราก็เผื่อเวลาไว้ถึง ๖-๗ ชั่วโมง ทั้งนี้ทั้งนั้นก็สุดแท้แต่ ท่านประธานจะวินิจฉัยว่าเราจะใช้เวลาในการลงมติและในการนับคะแนนจนถึงเวลาที่ตั้ง คณะกรรมาธิการจะใช้เวลาเท่าไร ก็ขอกราบเรียนเป็นเบื้องต้นครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอเชิญผู้ควบคุมเสียงฝ่ายค้านครับ เชิญครับ

นายสุทิน คลังแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มหาสารคาม

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุทิน คลังแสง สมาชิกรัฐสภาจากจังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทยในฐานะผู้ควบคุมเสียงฝ่ายค้าน อย่างที่ท่านประธานวิป (Whip) รัฐบาล ได้นำเรียนก็เป็นที่เข้าใจตรงกันว่าเราแบ่งเวลากันได้คนละ ๖ ชั่วโมง แล้วก็ท่านประธาน ๓ ชั่วโมง แล้วก็มีการคาดหมายว่าถ้าเริ่ม ตรงนี้คงต้องขีดเส้นใต้ครับ ว่าเราคาดหมายกันว่า จะเริ่มเวลา ๐๙.๓๐ นาฬิกาในวันแรก แต่ว่าเนื่องจากวันนี้มันได้คลาดเคลื่อนมาเกือบ ๑ ชั่วโมงกับ ๔๖ นาที เพราะฉะนั้นเราก็คงต้องเลื่อนไปเริ่มต้นแล้วก็คงต้องเลื่อนเวลาจบ อยู่ที่ว่ากระผมทั้ง ๓ ฝ่าย ก็คงไปหารือกันว่าเวลานั้นคงต้องคงไว้ที่คนละ ๖ ชั่วโมง แต่เมื่อมันเริ่มช้าเราจะไปเลื่อนขยับ เสียคืนวันนี้หรือไปขยับเสียคืนพรุ่งนี้เท่านั้นเอง เพื่อที่จะให้มันเป็นไปตามกรอบเวลา นั่นประเด็นที่ ๑

ประเด็นที่ ๒ เนื่องจากรัฐธรรมนูญมันเป็นกฎหมายที่สำคัญ มันเป็น ความสนใจของประชาชน หากสาระไม่ครบถ้วนมันก็จะเป็นความไม่สมบูรณ์ เป็นการ บกพร่องของเรา ผมก็ยังขอติงไปยังท่านประธานว่าถ้าด้วยความจำเป็นใด ๆ ก็แล้วแต่ ถ้ามันไม่จบสิ้นกระบวนความก็คงจะต้องขอยืดหยุ่นไปตามความที่เหมาะสมและ ความเป็นไปได้ ก็เลยขอกราบเรียนท่านประธาน ในเรื่องของการจะไปจบ ขยับไปตรงไหน เดี๋ยวจะหารือกัน ๓ ฝ่าย แล้วก็รายงานท่านอีกครั้งหนึ่งครับ กราบขอบพระคุณครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เชิญท่านผู้ควบคุมเสียงวุฒิสภา นะครับ เชิญครับ

นายมหรรณพ เดชวิทักษ์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม มหรรณพ เดชวิทักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ก็ขอเรียนยืนยันว่าสิ่งที่ท่านผู้แทนฝ่ายวิป (Whip) รัฐบาลก็ดี วิป (Whip) ฝ่ายค้านก็ดี ได้กราบเรียนต่อที่ประชุมแห่งนี้นั้น ก็เป็นไปตามที่ตกลงกันไว้ เพียงแต่ว่าวันนี้เราได้ใช้ เวลาช่วงเช้าในการหารือไปประมาณ ๑ ชั่วโมงกว่า ผมก็เกรงว่าการลงมติที่กำหนดไว้ เวลา ๑๖.๐๐ นาฬิกาของวันพรุ่งนี้นั้น อาจจะต้องยืดหยุ่นไปนิดหน่อย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผม ขอให้ทุกฝ่ายที่ตกลงกันได้รักษาเวลาของแต่ละฝ่ายว่า ๖ ชั่วโมงโดยเคร่งครัด ๖ ชั่วโมง ดังกล่าวหมายถึงรวมทั้งเวลาประท้วงของแต่ละฝ่าย รวมทั้งเวลาของการเสนอญัตติ ของแต่ละฝ่ายด้วย กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา 🔗

ขอบพระคุณครับ อันนี้คือข้อตกลง นะครับ ส่วนการลงมติที่จะใช้เวลาให้น้อยลงนั้นก็ได้เตรียมการเอาไว้ ซึ่งจะแจ้งให้พวกเรา ทราบอีกทีหนึ่งเมื่อตอนลงมติในวันพรุ่งนี้ว่ากระบวนการจะเป็นอย่างไร โดยย่อ ๆ ก็คือจะพยายามที่จะประหยัดเวลา เช่น การอ่านชื่อร่าง (ฉบับที่..) เหล่านี้ก็จะเป็น ๑ ๒ ๓ สร้อยนิด ๆ หน่อย ๆ ก็จะไม่มี ก็จะประหยัดเวลาไปได้พอสมควรครับ หลังจากการคำนวณแล้ว แต่ว่าอย่างไรก็ตามวันนี้ผมขอสนับสนุนว่าพวกเราใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ด้วยการบริหาร เวลาของแต่ละฝ่ายให้สอดคล้องกับความต้องการ แล้วก็ผมเชื่อว่าจะไม่มีการประท้วงอะไร มากมายนักนะครับ เวลาของประธานก็จะให้ใช้น้อยที่สุดเท่าที่สามารถทำได้ เพื่อเผื่อแผ่ ให้กับพวกเราทั้ง ๓ ฝ่ายนะครับ ผมขอเข้าสู่การพิจารณาเรื่องด่วนนะครับ

เรื่องด่วน

๑. ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... (แก้ไขเพิ่มเติมหมวด ๓ มาตรา ๒๙ มาตรา ๔๑ มาตรา ๔๕ มาตรา ๘๓ มาตรา ๘๕ มาตรา ๘๖ มาตรา ๙๐ มาตรา ๙๑ มาตรา ๙๒ มาตรา ๙๔ มาตรา ๑๔๕ มาตรา ๑๘๕ และมาตรา ๒๗๐) (นายไพบูลย์ นิติตะวัน กับคณะ เป็นผู้เสนอ)

แต่เนื่องจากว่ามีร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่..) พุทธศักราช .... อีก ๑๒ ฉบับ คือ

ฉบับที่ ๒ ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๒๕ มาตรา ๒๙ มาตรา ๒๙/๑ มาตรา ๓๔ มาตรา ๔๕ มาตรา ๔๗ มาตรา ๔๘/๑ และมาตรา ๑๒๙ (นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ กับคณะ เป็นผู้เสนอ)

ฉบับที่ ๓ ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๘๓ มาตรา ๘๕ มาตรา ๘๖ มาตรา ๙๐ มาตรา ๙๑ มาตรา ๙๒ และยกเลิกมาตรา ๙๓ และมาตรา ๙๔) (นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ กับคณะ เป็นผู้เสนอ)

ฉบับที่ ๔ ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๕๙ และยกเลิกมาตรา ๒๗๒) (นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ กับคณะ เป็นผู้เสนอ)

ฉบับที่ ๕ ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... (แก้ไขเพิ่มเติมหมวด ๖ ยกเลิกมาตรา ๖๕ แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๔๒ มาตรา๑๖๒ และยกเลิกมาตรา ๒๗๐ มาตรา ๒๗๑ มาตรา ๒๗๕ และมาตรา ๒๗๙) (นายอนุทิน ชาญวีรกูล กับคณะ เป็นผู้เสนอ)

ฉบับที่ ๖ ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๖๕) (นายอนุทิน ชาญวีรกูล กับคณะ เป็นผู้เสนอ)

ฉบับที่ ๗ ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... (แก้ไขเพิ่มเติมหมวด ๕ และมาตรา ๕๕/๑) (นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ กับคณะ เป็นผู้เสนอ)

ฉบับที่ ๘ ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๒๙ มาตรา ๔๓ มาตรา ๔๖ และมาตรา ๗๒) (นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ กับคณะ เป็นผู้เสนอ)

ฉบับที่ ๙ ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช ....(แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๒๕๖) (นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ กับคณะ เป็นผู้เสนอ)

ฉบับที่ ๑๐ ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๒๓๖ และมาตรา ๒๓๗) (นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ กับคณะ เป็นผู้เสนอ)

ฉบับที่ ๑๑ ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๕๙ และยกเลิกมาตรา ๒๗๒) (นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ กับคณะ เป็นผู้เสนอ)

ฉบับที่ ๑๒ ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช ....(แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๗๖/๑ มาตรา ๗๖/๒ มาตรา ๒๔๙ มาตรา ๒๕๐ มาตรา ๒๕๑ มาตรา ๒๕๒ มาตรา ๒๕๓ มาตรา ๒๕๔ และเพิ่มมาตรา ๒๕๐/๑) (นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ กับคณะ เป็นผู้เสนอ)

ฉบับที่ ๑๓ ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๘๓ และมาตรา ๙๑) (นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ กับคณะ เป็นผู้เสนอ)

รวมทั้งหมด ๑๓ ฉบับนะครับ เพราะฉะนั้นจึงขออนุญาตที่ประชุมว่า ถ้าที่ประชุมไม่ขัดข้อง จะขอให้ที่ประชุมขออนุญาตให้นำมาพิจารณารวมกัน เพราะเป็นเรื่อง ทำนองเดียวกัน คือเรื่องแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนะครับ เราพิจารณาไปพร้อม ๆ กัน คือเจ้าของร่างเสนอทีละท่าน ทีละท่านไปนะครับ แล้วหลังจากนั้นเมื่อครบก็จะให้ผู้อภิปราย ได้อภิปราย ส่วนการลงมตินั้นก็จะได้หารือท่านสมาชิกต่อไปว่าเราจะลงมติด้วยวิธีการ อย่างไรนะครับ

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)

ผมขออนุญาตที่ประชุมถ้าไม่ขัดข้อง ขอรวมพิจารณาเข้าด้วยกันครับ

ต่อไปก็จะขอเริ่มต้นด้วยท่านผู้อภิปรายท่านแรก คุณไพบูลย์ ผู้เสนอฉบับแรก ขอเชิญครับ

นายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎร พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมขออภิปราย ในฐานะเป็นผู้เสนอร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งลงนามโดยสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ จำนวน ๑๑๐ ท่าน ซึ่งในที่ประชุมแห่งนี้ก็ถือเป็นร่างฉบับที่ ๑

ท่านประธานครับ ร่างรัฐธรรมนูญที่พรรคพลังประชารัฐได้เสนอมานี้เพื่อ แสดงถึงความจริงใจและจริงจังของพรรคพลังประชารัฐในการแสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง เพื่อต้องการให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้จงได้ ไม่ใช่คอยขัดขวางไม่ยอมให้มีการแก้ไข รัฐธรรมนูญอย่างที่มีหลายฝ่ายกล่าวหา พรรคพลังประชารัฐตั้งใจครับ จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในครั้งนี้ให้สำเร็จ เพื่อให้เห็นว่าพรรคพลังประชารัฐและสมาชิกวุฒิสภาซึ่งมักจะถูกกล่าวหา ว่าร่วมกันขัดขวางการแก้ไขหรือล้มการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ยอมให้เกิดการแก้ไขขึ้น เราจะพิสูจน์ให้เห็นว่าไม่จริงครับในวันนี้ การพิสูจน์ในรัฐสภาครั้งนี้พรรคพลังประชารัฐ หวังจะเปลี่ยนเป็นผู้นำในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แสดงให้เห็นว่าหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่สมาชิกวุฒิสภาจะต้องเห็นชอบ ไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๓ หรือประมาณ ๘๔ ท่าน จึงจะผ่านวาระที่ ๑ ได้ แล้วก็มาตรา ๒๕๖ ได้บัญญัติไว้ว่าวาระที่ ๓ จะต้องได้เสียงเห็นชอบจากท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคฝ่ายค้านอีกไม่น้อยกว่าร้อยละ ๒๐ หรือประมาณ ๔๐ กว่าท่าน ร่วมกันกับ สมาชิกวุฒิสภาอีก ไม่น้อยกว่า ๘๔ ท่าน ซึ่งผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่า ถ้าประเด็นที่แก้ไขเพื่อเป็นประโยชน์กับประชาชน ถ้าประเด็นไหนไม่สร้างความขัดแย้ง ไม่เป็นไปซึ่งสร้างภาระใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินหลายพันล้านบาทที่ต้องทำประชามติ ผมมั่นใจครับ ท่านสมาชิกรัฐสภาทั้งจากซีกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ก็น่าจะช่วยกันสนับสนุนให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งพิจารณาในวันนี้ ๑๓ ฉบับ ได้สำเร็จลุล่วง ได้ เราจะมีการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญที่ผมอยากกราบเรียนท่านประธานว่าเป็นการแสวง จุดร่วม สงวนจุดต่าง เพื่อให้ฝ่ายนิติบัญญัติรัฐสภาได้เดินหน้าต่อไป

ท่านประธานครับ ร่างรัฐธรรมนูญที่แก้ไขเพิ่มเติมที่เสนอต่อรัฐสภาพิจารณา ในชั้นรับหลักการวาระที่ ๑ ซึ่งของพรรคพลังประชารัฐเสนอมามี ๕ ประเด็น ๑๓ มาตรา ซึ่งประเด็นทั้งหมดผมอยากจะกราบเรียนให้ท่านประธานและท่านสมาชิกรับทราบว่า เป็นประเด็นที่ทางพรรคได้พิจารณาจากรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหา หลักเกณฑ์และแนวทางแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งในรายงานฉบับนี้ทางพรรคได้นำมาเป็นหลักในการเสนอร่างแก้ไข เพราะผมในฐานะที่เป็นรองประธานคณะกรรมาธิการชุดนี้และเป็นประธานคณะ อนุกรรมาธิการศึกษาวิเคราะห์บทบัญญัติรัฐธรรมนูญในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญก็ได้ทำ ร่างรัฐธรรมนูญรายมาตรา ปรากฏในรายงานของคณะอนุกรรมาธิการซึ่งเป็นส่วนที่แนบท้าย ไว้อยู่แล้วครับ แต่ว่าร่างดังกล่าวไม่ได้นำเสนอต่อรัฐสภา เพราะเหตุผลว่าในขณะนั้นมีกระแสเรียกร้อง ที่จะให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อที่จะแก้ทั้งฉบับโดยจัดตั้ง สสร. ขึ้น ซึ่งผมก็ได้ร่วมลงนาม ในการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ ให้จัดตั้ง สสร.

(นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ท่านไพบูลย์ครับ ขออภัยด้วยครับ ท่านจุลพันธ์ประท้วงเรื่องอะไร เชิญเลยครับ

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงใหม่

ท่านประธานที่เคารพ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เพื่อไทย จากจังหวัดเชียงใหม่ ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ขอประท้วงท่านผู้กำลังแถลงอยู่ครับ กระทำผิดข้อบังคับการประชุม กระบวนการ ในการแถลงญัตติต่าง ๆ ต้องเริ่มต้นด้วยการอ่าน ท่านยังไม่ได้ดำเนินการในการที่จะไล่เรียง สิ่งที่ท่านได้นำเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร ส่วนการอภิปรายประกอบนั้นไม่ขัดข้องครับ แต่การอภิปรายประกอบของท่านนั้นต้องประท้วงด้วยว่าขัดต่อข้อบังคับการประชุม ข้อ ๔๕ เพราะว่ามีการเสียดสี เมื่อสักครู่ผมก็ฟังอยู่นะครับบอกว่า ถ้าท่านยื่นด้วยวิธีอื่น ที่ไม่ใช่วิธีของท่านเป็นการใจดำต่อประเทศอะไรต่าง ๆ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เพื่อนสมาชิก มีสิทธิคิดเห็นต่างในการยื่นญัตติเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรนะครับ ก็ไม่ควรจะพูดถึงร่างอื่น ในทางลบ ท่านจะเชิดชูร่างของท่านอย่างไรก็เป็นสิทธิของท่านครับ ขอบพระคุณครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ก็ไม่ถึงขนาดให้ต้องถอนอะไรนะครับ แต่ว่าก็ถือเป็นการให้ข้อสังเกตเท่านั้นเอง อนุญาตให้เสนอนะครับ แต่โดยปกติแล้ว เราเสนอหลักการและเหตุผล แล้วก็อภิปรายประกอบครับ ท่านไพบูลย์จะใช้วิธีของท่าน ก็ไม่ได้ว่าอะไรครับ เชิญเลยครับ

นายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ 🔗

ขอบคุณครับท่านประธาน เนื่องจากการเสนอในครั้งนี้ผมก็อยากจะสะท้อนถึงความรู้สึก ความตั้งใจจริงที่จะเสนอก่อนที่จะเข้าสู่ประเด็น ซึ่งประเด็นที่ผมเสนอก็ขออนุญาตกราบเรียน เลยครับว่า การเสนอนั้นเราได้เสนอทั้งสิ้น ๕ ประเด็น ๑๓ มาตรา ซึ่งผมอยากจะกราบเรียน ท่านประธานว่าทั้ง ๕ ประเด็นนั้น ประกอบด้วยประเด็นที่ ๑ ครับท่านประธาน เราเสนอแก้ไขเพิ่มเติมการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนในเรื่องกระบวนการ ยุติธรรม ก็มีปัญหาทักท้วงกันเยอะครับ ไม่ว่าในเรื่องเกี่ยวกับสิทธิในการประกันตัว ซึ่งก็จะมีการแก้ไขให้ได้รับสิทธิดังกล่าวเพื่อได้เกิดความยุติธรรมขึ้น และยังมีอีกหลาย ประเด็น แล้วก็ในส่วนนี้ก็จะเสนอให้ชุมชนมีสิทธิได้รับความช่วยเหลือทางกฎหมายอย่าง เหมาะสมจากรัฐในการฟ้องหน่วยงานของรัฐ แล้วก็รวมทั้งเสนอให้ขจัดอุปสรรคการ ดำเนินการของพรรคการเมืองซึ่งเป็นสิทธิในส่วนสิทธิและเสรีภาพของประชาชนตามร่าง รัฐธรรมนูญ ซึ่งเขียนไว้ในมาตรา ๓ ครับ เราจะแก้ไขเพิ่มเติมหมวด ๓ สิทธิและเสรีภาพ ซึ่งบัญญัติไว้ในมาตรา ๒๙ มาตรา ๔๑ และมาตรา ๔๕

ท่านประธานครับ ในประเด็นที่ ๒ เป็นประเด็นสำคัญ ร่างของพรรค พลังประชารัฐได้เสนอแก้ไขระบบการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งตามเดิมที่บัญญัติ ไว้ในรัฐธรรมนูญนั้นให้ใช้บัตรเลือกตั้งเพียง ๑ใบ ซึ่งมีเสียงทักท้วงกันหลายท่าน บอกว่าสมควรที่จะนำระบบการเลือกตั้งตามที่เคยบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญก่อนหน้านั้น ก็คือทั้งในฉบับปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๖๐ ซึ่งอันนี้ก็อยู่ในรายงานที่พิจารณากัน ในคณะกรรมาธิการศึกษาปัญหาของรัฐธรรมนูญของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจะให้ใช้บัตร เลือกตั้ง ๒ ใบ มาสำหรับการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตการเลือกตั้งและแบบบัญชีรายชื่อ เป็นบัตรเลือกตั้ง ๒ ใบ ที่ลงคะแนนเพื่อที่จะให้เป็นไปตามเจตจำนงของประชาชน ซึ่งทางพรรคเสนอตามร่างปรากฏในมาตรา ๔ เป็นการแก้ไขการเลือกตั้ง มาตรา ๘๓ มาตรา ๘๕ มาตรา ๘๖ มาตรา ๙๐ มาตรา ๙๑ มาตรา ๙๒ และมาตรา ๙๔ ท่านประธานครับ เจตจำนงเพื่อให้เป็นไปตามที่เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายพรรคได้เรียกร้อง และเห็นว่าเป็นประโยชน์กับประชาชนออกเสียงเลือกตั้งที่จะได้ใช้สิทธิในการออกเสียง ผ่านบัตรเลือกตั้ง ๒ ใบ ซึ่งย่อมมีสิทธิมากกว่าการออกเสียงบัตรเลือกตั้ง แบบ ๑ ใบ และระบบนี้ก็ได้มีการจัดการเลือกตั้งในประเทศไทยมาหลายครั้ง ตั้งแต่ปี ๒๕๔๔ แล้วประชาชนมีความคุ้นเคยแล้วก็พอใจในการใช้สิทธิเลือกตั้ง ๒ ใบมากกว่า ดังนั้นท่าน ประธานเพื่อคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนที่มีสิทธิออกเสียง จึงเสนอแก้ไขระบบเลือกตั้ง จากที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ จากบัตรใบเดียวเป็นบัตรเลือกตั้ง ๒ ใบตาม รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แล้วก็ในร่างเสนอให้มี ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ๔๐๐ คน ส.ส. บัญชีรายชื่อ ๑๐๐ คน แล้วก็นอกจากนั้นระบบบัญชีรายชื่อยังกำหนดขั้นต่ำต้องได้คะแนน สัดส่วนจำนวนเต็มร้อยละ ๑ เพื่อไม่ให้เกิดกรณี ส.ส. บัญชีรายชื่อ ที่ได้คะแนนเสียงต่ำกว่า ร้อยละ ๑ จะได้เสียง เขาเรียกว่า ส.ส. ปัดเศษนั่นละครับ

สำหรับประเด็นที่ ๓ การแก้ไขของพรรคนั้น ได้นำเสนอการแก้ไข เรื่องการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ซึ่งมีปัญหา กระทบต่อการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำงบประมาณ การแก้ไข นั้นให้นำข้อความตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาใช้แทน ซึ่งปรากฏในร่างแก้ไข มาตรา ๕ โดยแก้ไขการพิจารณาพระราชบัญญัติงบประมาณ ตามมาตรา ๑๑๔ ท่านประธานครับ การที่นำรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาใช้แทนเนื่องจากหลักการที่คณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษา ปัญหาหลักเกณฑ์และแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญของสภาผู้แทนราษฎร ได้รายงาน เห็นควรให้แก้ไขไว้ว่า มาตรา ๑๔๔ ปรากฏอยู่ในหน้า ๔๗ และหน้า ๕๑ ซึ่งให้นำแก้ไขนั้น ชัดเจนว่า ในหน้า ๕๑ ปรากฏเป็นความเห็นและข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ ก็คือควรที่ จะให้แก้ไขโดยนำบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐ มาใช้เพื่อที่จะให้ ปรับปรุงให้ดีขึ้น ซึ่งเรื่องนี้ก็สอดรับกับร่างรายงานดังกล่าวนั้น ได้นำเสนอไปยังสำนักงาน กฤษฎีกา ก็ได้รายงานมีผลรายงานที่เป็นบันทึกของสำนักงานกฤษฎีกาครับท่านประธาน ซึ่งได้ทำหนังสือถึงท่านประธาน ในวันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๖๔ ลงนามโดยเลขาธิการ คณะกรรมการกฤษฎีกา ก็เสนอบันทึกรายงานเกี่ยวกับประกอบการพิจารณารายงาน ของคณะกรรมาธิการที่ศึกษาปัญหาหลักเกณฑ์แก้ไขรัฐธรรมนูญของสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธาน ในบันทึกความเห็นของสำนักงานกฤษฎีกา ในหน้า ๑๓ ย่อหน้า (ข) เขียนไว้ อย่างนี้ครับ สำนักงบประมาณเห็นด้วยกับข้อเสนอของคณะกรรมาธิการวิสามัญ เนื่องจากมาตรา ๑๔๔ ทำให้เกิดปัญหาเรื่องความชัดเจนในการปฏิบัติหน้าที่ต้องมีการ ตีความบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ และเป็นหน้าที่ของสำนักงบประมาณในการให้ความเห็นว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือกรรมาธิการ มีส่วนได้เสียหรือไม่ นอกจากนั้น บทกำหนดโทษกรณีมีการฝ่าฝืนข้อห้าม รวมทั้งการกำหนดโทษการเรียกเงินคืนนั้น ส่งผลให้เจ้าหน้าที่สำนักงบประมาณไม่กล้าที่จะปฏิบัติหน้าที่เป็นฝ่ายเลขานุการของ คณะกรรมาธิการในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปี งบประมาณ นี่คือบันทึกอยู่ในของสำนักงานกฤษฎีกา เป็นความเห็นซึ่งไปตรวจสอบได้ ดังนั้นจากรายงานของคณะกรรมาธิการศึกษาปัญหาของรัฐธรรมนูญและบันทึกของ สำนักงานกฤษฎีกา ท่านประธานครับ ทางกระผมจึงได้นำปัญหาดังกล่าวมาแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๑๔๔ โดยนำรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาใช้ โดยไม่ได้ไปตัดข้อความได้เลย แต่ว่าอยากจะเรียนว่าในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่นำมานั้นก็ยังคงหลักการครับ ก็ยังคงหลักการครับท่านประธาน เขียนไว้ว่าในการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือของคณะกรรมาธิการ การเสนอการแปรญัตติหรือการกระทำการใด ๆ ที่มีผลให้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือกรรมาธิการมีส่วน ไม่ว่าโดยทางตรง หรือทางอ้อม ในการใช้งบประมาณรายจ่ายจะกระทำมิได้ ในกรณีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภามีจำนวนไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๑๐ ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของ แต่ละสภา เห็นว่ามีการกระทำฝ่าฝืนบทบัญญัติตามวรรคที่ปรากฏ ให้เสนอความเห็นต่อ ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณา และศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาวินิจฉัยภายใน ๗ วันนับแต่ วันที่ได้รับความเห็นดังกล่าว ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามีการกระทำฝ่าฝืน บทบัญญัติตามวรรค ๖ ให้การแปรญัตติและกระทำการดังกล่าวเป็นอันสิ้นผล

ท่านประธานครับ ซึ่งหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไปแล้ว แน่นอนครับ ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญเป็นอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็สามารถจะกล่าวโทษ เอาผิดกับ ส.ส. ส.ว. หรือกรรมาธิการที่กระทำการฝ่าฝืนได้ แต่ความเข้มข้นและความชัดเจน ในบทที่ดำเนินการนั้นก็ย่อมไม่ชัดเจนเท่ากับบทบัญญัติที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มาตรา ๑๔๔ ปัจจุบัน ดังนั้นจึงมีท่านสมาชิกวุฒิสภาหลายท่านที่ท่านได้ทักท้วงว่าการแก้ไข ร่างรัฐธรรมนูญแล้วเสนอมาโดยนำรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาแทนนั้น เป็นการทำให้หลักการ ตรวจสอบการพิจารณากฎหมายงบประมาณที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ได้บัญญัติไว้ ในมาตรา ๑๔๔ อย่างเข้มข้น ได้เสียสาระสำคัญของการตรวจสอบไป ซึ่งโดยส่วนตัวครับ ท่านประธาน ผมเห็นด้วยกับสมาชิกวุฒิสภาหลายท่านที่ทักท้วง แล้วก็ได้รับปากกับ ท่านวุฒิสมาชิกเหล่านั้นว่าหากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้รัฐสภาได้รับหลักการในวาระที่ ๑ ไปแล้ว ในชั้นการพิจารณาในวาระที่ ๒ ในชั้นกรรมาธิการ ผมแล้วก็พร้อมกับพรรคพลัง ประชารัฐจะเสนอแก้ไขมาตรา ๑๔๔ ให้คงหลักการที่เข้มข้นไว้ไปตามเดิม โดยขอยืนยัน ให้ท่านสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งก็คุ้นเคยกันครับ ให้ท่านสบายใจได้ ผมอยากจะกราบเรียนท่าน ประธาน ในฐานะที่ผมเป็นอดีตสมาชิกวุฒิสภา ๒ สมัย ผมปฏิบัติหน้าที่มา ๖ ปี ตลอดที่ดำรง ตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา ผมทำงานในด้านการตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชัน มาโดยตลอด ผมย่อมเข้าใจข้อห่วงใยของท่านสมาชิกวุฒิสภาที่ท่านทำหน้าที่แบบเดียวกันกับผม แล้วก็ได้เคยร่วมงานมาด้วยกันนั้นทุกท่าน จึงขอยืนยันอีกครั้งครับ ว่าในชั้นของการพิจารณา วาระที่ ๒ นั้น ผมจะผลักดันให้มีการแก้ไขมาตรา ๑๔๔ ให้กลับไปตามหลักการเดิม ในเรื่องของการตรวจสอบตามที่ท่านห่วงใย แต่ก็ยังอยากจะขอแสดงความห่วงใย อยากจะขอหารือว่าควรจะต้องพิจารณาถึงเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นข้าราชการของสำนักงบประมาณ ที่เขามีปัญหาจากบทบัญญัติในมาตรานี้ จะหาทางผ่อนคลายอย่างไรก็สุดแล้วแต่ที่ประชุม คณะกรรมาธิการ

ในประเด็นที่ ๔ ครับท่านประธาน ในร่างรัฐธรรมนูญเสนอให้แก้ไขอุปสรรค การทำงานของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา โดยให้สามารถติดต่อ ส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อช่วยเหลือประชาชนในขณะที่ได้รับ ความเดือดร้อน ซึ่งอยู่ในพื้นที่แล้วก็ให้ไปติดต่อราชการเพื่อให้ช่วยเหลือได้ ซึ่งในรัฐธรรมนูญ ที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๘๕ นั้นก็มีปัญหาเรื่องการตีความมาก จึงนำรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มาใช้แทนตามร่างรัฐธรรมนูญที่เขียนไว้ในมาตรา ๖ เพื่อแก้ไขอุปสรรคการทำหน้าที่ของ ส.ส. ส.ว. มาตรา ๑๘๕ การเสนอประเด็นมาตรา ๑๘๕ ก็เช่นเดียวกันที่ผมกราบเรียน ท่านประธานไปตอนต้น ก็ไม่ได้อยู่ดี ๆ ก็ยกขึ้นมาครับ ก็เป็นไปตามรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญ ที่ศึกษาปัญหาและหลักเกณฑ์ แล้วก็การแก้ไขรัฐธรรมนูญของสภาผู้แทนราษฎร ที่มีท่านพีระพันธ์เป็นประธาน ซึ่งได้รายงานเห็นควรให้แก้ไขมาตรา ๑๘๕ ไว้ในหน้า ๖๐ และหน้า ๖๑ ก็จึงนำมาแก้ไขปรากฏตามที่ผมได้กราบเรียนไปแล้ว แต่ก็ได้รับการทักท้วง เช่นเดียวกันจากท่านเพื่อนสมาชิกวุฒิสภา คือท่านเป็นห่วงครับ ท่านเป็นห่วงว่าหากนำ มาอย่างนี้ เอามาตรา ๑๑๑ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มาใช้แทนนั้นจะทำให้ทำลาย หลักการ เสียสาระสำคัญในการป้องกันการก้าวก่ายแทรกแซงข้าราชการที่ ส.ส. ส.ว. อาจจะ ไปกระทำเพื่อประโยชน์ส่วนตน ซึ่งผมเห็นด้วยครับ ผมเห็นด้วยว่าท่านสมาชิกวุฒิสภา ที่ทักท้วงนั้นท่านมองเห็นแล้วผมก็เห็นด้วย ซึ่งรับปากไว้แล้วว่าในเมื่อสภารับหลักการ ในวาระที่ ๑ ไปแล้ว ในการพิจารณาวาระที่ ๒ ในชั้นกรรมาธิการผมจะผลักดันพร้อมกับ เพื่อนกรรมิการที่อยู่ในพรรคพลังประชารัฐ จะเสนอให้แก้ไขมาตรา ๑๘๕ ให้คงหลักการ ป้องกันการก้าวก่ายแทรกแซงไว้ตามเดิม แต่ก็กราบเรียนว่าเราอาจจะต้องขอเพิ่มเติม ให้มีขอบเขตที่ชัดเจน ให้ยกเว้นในกรณีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ต้องไปติดต่อหน่วยงานของรัฐ ไปติดต่อข้าราชการเพื่อช่วยเหลือท่านประชาชนที่ได้รับ ความเดือดร้อน อาจจะขอให้ว่าไม่ถือเป็นการก้าวก่ายแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของ ข้าราชการ เพื่อที่จะให้ประชาชนได้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในฐานะผู้แทนปวงชนชาวไทย ได้เข้าไปช่วยเหลือความเดือดร้อนได้ นี่เป็นประเด็นที่ผมอยากจะกราบเรียนว่าผมได้ยืนยัน ไปกับท่านเพื่อนสมาชิกวุฒิสภา แล้วก็ขอแจ้งต่อที่ประชุมว่าการห่วงใยในหลักการของ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๕ นั้นขอให้สบายใจได้ครับ ในวาระที่ ๒ ผมจะดำเนินการแก้ไขไป ตามที่ท่านทักท้วงนะครับ ก็กลับคืนสู่หลักการเดิม แต่ก็อยากจะฝากเพียงแค่ว่าขอปรับปรุง ให้ได้ช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความร้อนด้วยนะครับ

ในประเด็นสุดท้ายครับท่านประธาน ประเด็นที่ ๕ ในร่างได้เสนอแก้ไข บทเฉพาะกาล มาตรา ๒๗๐ เพื่อเปลี่ยนแปลงอำนาจวุฒิสภาที่มีการติดตาม ตรวจสอบ เรื่องของการเร่งรัดการปฏิรูปประเทศเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย โดยมีแต่วุฒิสภาดำเนินการ ฝ่ายเดียว ขอให้เปลี่ยนแปลงเป็นให้อำนาจของรัฐสภา โดยให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภาร่วมกัน เรื่องนี้เพื่อนสมาชิกวุฒิสภาที่อยู่ในกรรมาธิการด้วยกัน เป็นผู้เสนอเองด้วยครับ ว่ายินดีที่อยากจะขอให้ ส.ส. มาร่วม เพราะว่าจะได้ทำงานร่วมกัน ในนามของสมาชิกรัฐสภาร่วมกัน จึงเสนอบทบัญญัติแก้ไขไว้ในร่าง มาตรา ๗ เป็นการแก้ไข บทเฉพาะกาล มาตรา ๒๗๐ ให้อำนาจรัฐสภาแทนวุฒิสภา ท่านประธานครับ มาตรานี้ เพื่อให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะได้มีส่วนร่วมกับเพื่อนสมาชิกวุฒิสภา ในการติดตาม เสนอแนะการปฏิรูปประเทศ ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งอาจจะตั้งเป็นคณะกรรมาธิการ ร่วมของรัฐสภาขึ้นติดตามงานทุกสัปดาห์ไป ส่วนการรายงานของคณะรัฐมนตรีซึ่งรายงานต่อ สภาทุก ๓ เดือนนั้น สร้างภาระครับท่านประธาน ในข้อเท็จจริงแล้ว ทั้งคณะรัฐมนตรีและ สภามีภาระมากทุก ๓ เดือน ต้องมาพิจารณาเรื่องเหล่านี้ จึงเสนอให้แก้ไขให้คณะรัฐมนตรี รายงานต่อสภาทุก ๑ ปี แต่การติดตามการปฏิรูปประเทศของรัฐสภานั้น โดยผ่าน คณะกรรมาธิการรัฐสภา ถ้าเป็นไปตามนี้ก็จะติดตามอย่างต่อเนื่อง เป็นประโยชน์ต่อการ ตรวจสอบติดตามการบริหารราชการแผ่นดิน ท่านประธานครับ ดังนั้นเพื่อให้การแก้ไข รัฐธรรมนูญเกิดขึ้นได้จริง และเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เกิดประโยชน์กับประชาชน แก้ไขเพื่อลดข้อขัดแย้ง แต่ไม่ต้องทำประชามติ ซึ่งจะเสียงบประมาณเป็นจำนวนหลายพันล้านบาท และใช้เวลานาน รวมทั้งจะมีอุปสรรคเกิดขึ้นหลายประการ ดังนั้นในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งมีเพื่อนสมาชิกพรรค ส.ส. พรรคทั้ง ๑๑๐ ท่าน จึงขอเสนอญัตติร่าง แก้ไขรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับนี้ มาให้เพื่อน ๆ สมาชิกรัฐสภาช่วยให้ความเห็นชอบ ในวาระที่ ๑ เพื่อนำไปสู่การพิจารณาในชั้นกรรมาธิการในวาระที่ ๒ ต่อไป ท่านประธาน ผมขออนุญาตยืนยันว่า ๒ มาตรา ไม่ว่าจะมาตรา ๑๑๔ มาตรา ๑๘๕ ที่เพื่อนสมาชิกวุฒิสภา ห่วงใย ผมยืนยันว่าจะดำเนินการตามที่ผมได้แจ้งกับท่าน ก็คือจะแก้ไขกลับมา ในหลักการเดิม

และสุดท้ายครับท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ พรรคพลังประชารัฐหวังให้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่เสนอนี้เป็นจุดเริ่มต้นครับ ที่จะนำไปสู่การคลี่คลายความขัดแย้ง เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐสภา หากผ่อนคลายความขัดแย้งเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ลงได้แล้ว ก็จะทำให้สมาชิกรัฐสภา ทั้ง ส.ส. ส.ว. จะได้ร่วมกันดูแลทุกข์สุขของประชาชน แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ซึ่งเป็นงานหลักของสมาชิกรัฐสภา ทุกท่าน ในฐานะผู้แทนปวงชนชาวไทย ดังนั้นผมขออนุญาตนำเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ของพรรคพลังประชารัฐ เป็นฉบับที่ ๑ ในการพิจารณาวันนี้เพียงเท่านี้ ก็ต้องขอขอบคุณ ท่านประธานรัฐสภา และท่านสมาชิกรัฐสภาทุกท่าน ขอบคุณครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไป ฉบับที่ ๒ ของคุณสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กับคณะ เป็นผู้เสนอ ขอเชิญครับ

นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงใหม่ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากจังหวัดเชียงใหม่ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมเป็นผู้หนึ่งที่เข้าชื่อเสนอญัตติ ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เป็นรายมาตรา จำนวน ๔ ร่างด้วยกัน และท่านประธานก็ได้กรุณาบรรจุญัตติดังกล่าวเข้าสู่ในการประชุม รัฐสภาในวันนี้ กระผมขออนุญาตเสนอหลักการและเหตุผล ความจำเป็นและสาระสำคัญ ของรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม ทั้ง ๔ ฉบับดังกล่าวต่อที่ประชุมรัฐสภา ก่อนที่สมาชิกรัฐสภา จะได้อภิปรายแสดงความคิดเห็นและพิจารณาลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบหลักการ ร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม ที่กระผมและเพื่อนสมาชิกพรรคร่วมฝ่ายค้าน ได้เสนอมา ท่านประธานครับ กระผมขอเริ่มจากการร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพของปวงชน ชาวไทย ร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับนี้ มีหลักการ คือการแก้ไขเพิ่มเติม หมวด ๓ นั่นก็คือสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย ดังนี้ ๑. เพิ่มความในวรรคห้าของมาตรา ๒๕ ๒. แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๒๙ และเพิ่มความเป็นมาตรา ๒๙/๑ สิทธิในกระบวนการยุติธรรม ๓. แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๓๔ มาตรา ๔๕ และมาตรา ๔๗ และ ๕. เพิ่มอำนาจของ คณะกรรมาธิการที่จะเรียกเอกสารหรือเรียกบุคคลมาแถลงข้อเท็จจริง ให้ความเห็น ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๙ เหตุผลของรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับนี้ โดยที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ได้ใช้บังคับมาระยะเวลาหนึ่ง แล้ว แต่บทบัญญัติหลายมาตราที่เกี่ยวกับสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทยหลายเรื่อง ยังขาดความชัดเจนและมีปัญหา ได้แก่สิทธิในกระบวนการยุติธรรมซึ่งมีด้วยกันหลายประการ ไม่ได้บัญญัติไว้ ทำให้เกิดปัญหา ในการปฏิบัติ ทั้งสิทธิในการปล่อยตัวผู้ต้องหา หรือจำเลยในคดีอาญา รวมทั้งสิทธิ ในกระบวนการยุติธรรมกรณีอื่น ๆ เสรีภาพในการรวมกันจัดตั้งพรรคการเมืองก็ยังขาด สาระสำคัญ ทำให้กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่ตราขึ้นใช้บังคับมีบทบัญญัติที่จำกัด การดำเนินการกิจกรรมของพรรคการเมืองเป็นอุปสรรคและเป็นภาระของพรรคการเมืองเกิน ความจำเป็น สิทธิในการได้รับบริการสาธารณสุขของรัฐควรกำหนดให้ชัดเจนว่าบุคคล มีสิทธิได้รับการบริการสาธารณสุขที่เหมาะสมและได้มาตรฐาน และได้รับหลักประกัน สุขภาพโดยถ้วนหน้าด้วย ดังเช่นโครงการ ๓๐ บาทรักษาทุกโรคที่ได้รับอยู่ในปัจจุบัน ขณะที่สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญในการต่อต้านโดยสันติวิธีต่อการทำรัฐประหาร และการกระทำอื่นเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ และวิธีการซึ่งมิได้ เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญกลับไม่ได้บัญญัติไว้เลย นอกจากนี้หน้าที่ และอำนาจของคณะกรรมาธิการซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการที่ทำหน้าที่ของรัฐสภา ซึ่งเป็นองค์กรฝ่ายนิติบัญญัติที่จะเรียกเอกสารหรือเชิญบุคคลมาแถลงข้อเท็จจริง ให้ความคิดเห็น ก็ไม่สามารถครอบคลุมหน่วยงานขององค์กรฝ่ายตุลาการและองค์กรอิสระ ขณะที่องค์กรตุลาการและองค์กรอิสระ และหน้าที่ในการตรวจสอบของฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายบริหารอย่างเข้มแข็ง ทำให้ระบบการตรวจสอบถ่วงดุลขาดความเหมาะสม เป็นผลให้การดำเนินงานของรัฐสภาเป็นไปอย่างไม่มีประสิทธิภาพ จึงสมควรปรับปรุงหน้าที่ และอำนาจของคณะกรรมาธิการนี้ให้มีความเหมาะสม ดังนั้นเพื่อให้บทบัญญัติเกี่ยวกับการ คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทยมีความชัดเจนและเกิดการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม มีกลไกในการต่อต้านการรัฐประหารไว้ในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มีระบบการตรวจสอบ ถ่วงดุลที่เหมาะสม จึงจำเป็นต้องตรารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนี้

สำหรับสาระสำคัญในร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ กระผมขออนุญาต กล่าวโดยสรุปดังนี้ครับ

มาตรา ๑ กำหนดชื่อเรียกของรัฐธรรมนูญ

มาตรา ๒ กำหนดวันที่รัฐธรรมนูญมีผลใช้บังคับ

มาตรา ๓ เพิ่มความในวรรคห้าของมาตรา ๒๕ โดยกำหนดให้สิทธิ หรือเสรีภาพที่ได้รับการรับรองและคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ ให้หมายความรวมถึงสิทธิ เสรีภาพตามพันธกรณีและกติการะหว่างประเทศที่ประเทศไทยเป็นภาคีอยู่ด้วย กระผม ขอกราบเรียนต่อท่านประธานว่าการขยายความคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนดังกล่าว นอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อบุคคลแล้ว ยังทำให้นานาชาติได้เห็นว่าประเทศไทยมีพัฒนาการ ด้านสิทธิเสรีภาพมากขึ้น และให้ความสำคัญต่อพันธกรณีระหว่างประเทศ

มาตรา ๔ เกี่ยวกับการปล่อยตัวของผู้ต้องหาและจำเลยในคดีอาญาต่าง ๆ จากเดิมมาตรา ๒๙ วรรคห้า กำหนดไว้เพียงว่าคำ ขอประกันผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญา ต้องได้รับการพิจารณาและเรียกหลักประกัน และจะเรียกหลักประกันจนเกินแก่กรณีไม่ได้ และการไม่ให้ประกันตัวต้องเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้กำหนดให้การขอปล่อยตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญา เป็นสิทธิอย่างหนึ่งของบุคคลที่รัฐธรรมนูญได้ให้การรับรองและคุ้มครองไว้ และกำหนดให้ การไม่ปล่อยตัวชั่วคราวต้องเป็นกรณีที่มีพฤติการณ์อันเชื่อได้ว่าหากปล่อยตัวชั่วคราวแล้ว ผู้ต้องหาและ/หรือจำเลยจะหลบหนี หรือมีเหตุอื่นเท่าที่จำเป็นตามที่กฎหมายบัญญัติ เหตุผลที่ได้เสนอให้มีการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญก็เพื่อการแก้ปัญหาการใช้ดุลพินิจของศาล เพื่อให้การพิจารณาปล่อยตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยในขอบเขตที่ชัดเจนและเป็นมาตรฐาน มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ได้เพิ่มความในวรรคหกของมาตรา ๒๙ โดยกำหนดให้จำเลยที่ศาลไม่ อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวจะถูกคุมขังระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นเกินกว่า ๑ ปีมิได้ และจำเลยที่ศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ไม่ได้พิจารณาให้ลงโทษประหารชีวิตหรือลงโทษ จำคุกตั้งแต่ ๑๐ ปีขึ้นไป จะถูกคุมขังระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาแล้วแต่ กรณีเกิน ๑ ปีมิได้

มาตรา ๕ เพิ่มสิทธิในกระบวนการยุติธรรมเป็นมาตรา ๒๙/๑ ซึ่งสิทธิ ในกระบวนการยุติธรรมนี้ได้เคยบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แล้ว โดยมีการปรับปรุง ถ้อยคำจากที่เคยบัญญัติไว้เล็กน้อย เหตุผลที่ต้องบัญญัติเรื่องนี้ไว้ในรัฐธรรมนูญก็เพื่อให้สิทธิ ในกระบวนการยุติธรรมของคู่ความในคดีได้รับการคุ้มครองที่กว้างขวางขึ้น

มาตรา ๖ ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นการยกเลิกความในวรรคหนึ่งของ มาตรา ๓๔ และให้ใช้ความใหม่แทน ซึ่งเกี่ยวกับเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น โดยสาระสำคัญเป็นการเพิ่มความตามท้ายของบทบัญญัติรัฐธรรมนูญปัจจุบันคือกฎหมาย ที่จำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นนั้นจะจำกัดการติชมด้วยความเป็นธรรมมิได้ เหตุผลที่จะต้องบัญญัติไว้เช่นนี้ก็เพื่อให้การติชมด้วยความเป็นธรรมของบุคคลสามารถ กระทำได้ไม่ถูกจำกัด และเป็นการสอดคล้องกับหลักการตามประมวลกฎหมายอาญา ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน

มาตรา ๗ ท่านประธานครับ เป็นเรื่องเกี่ยวกับเสรีภาพในการรวมตัวกันจัดตั้ง พรรคการเมือง โดยให้ยกเลิกความในวรรคสองของมาตรา ๔๕ และให้ใช้ความใหม่แทน สาระสำคัญในการวางกรอบในการตรากฎหมายของพรรคการเมืองที่ต้องมีบทบัญญัติ เกี่ยวกับการเป็นสมาชิกพรรค ซึ่งต้องเป็นไปโดยสมัครใจและไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ การบริหารพรรคการเมืองต้องมีความเป็นอิสระ เปิดเผย และตรวจสอบได้ การเปิดให้สมาชิก มีส่วนร่วมในการดำเนินกิจการทางการเมืองและกำหนดว่ากฎหมายพรรคการเมืองจะต้อง ไม่มีบทบัญญัติใดที่ทำให้เกิดภาระแก่พรรคการเมืองมากจนเกินไป เหตุผลที่ต้องบัญญัติ ไว้เช่นนี้ก็เพื่อแก้ปัญหากฎหมายพรรคการเมืองปัจจุบันที่มีบทบัญญัติหลายอย่างทำให้เกิด ปัญหาและปฏิบัติได้ยาก การให้อำนาจ กกต. ในการควบคุมพรรคการเมืองมากเกินไป แทนที่จะเป็นแค่การกำกับดูแล ซึ่งหลายเรื่องเป็นภาระแก่พรรคการเมืองเกินความจำเป็น นอกจากนี้การที่จัดตั้งพรรคการเมืองต้องไม่มีขั้นตอนและยุ่งยากเกินควร ส่วนการยุบ พรรคการเมืองนั้นจะกระทำได้อย่างจำกัด เพราะกรณีปรากฏพยานหลักฐานที่ชัดเจนว่า พรรคการเมืองนั้นกระทำการเพื่อล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเท่านั้น ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมเสรีภาพของบุคคลในการจัดตั้ง พรรคการเมือง และป้องกันมิให้มีการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในทางการเมือง ทำให้มีการ ยุบพรรคทำได้ง่ายเกินไป

มาตรา ๘ ครับท่านประธาน เกี่ยวกับสิทธิและการรับบริการทางสาธารณสุข ของบุคคล โดยยกเลิกความในวรรคหนึ่ง ของมาตรา ๔๗ และใช้ความใหม่แทน สาระสำคัญ ที่เปลี่ยนไปก็คือ การกำหนดให้บุคคลมีสิทธิเสมอกันในการได้รับการบริการทางสาธารณสุข ที่เหมาะสมและได้มาตรฐาน และได้รับหลักประกันสุขภาพโดยถ้วนหน้ากัน เหตุผลที่เสนอให้ มีการบัญญัติไว้เช่นนี้ ก็เพื่อให้สิทธิในการได้รับบริการสาธารณสุขจะต้องมีความเหมาะสม และได้มาตรฐาน ไม่เกิดการลักลั่นระหว่างคนรวยกับคนจน รวมถึงการบัญญัติให้ชัดเจนว่า บุคคลจะได้รับหลักประกันสุขภาพโดยถ้วนหน้า ตรงนี้ก็หมายถึงหลักประกันสุขภาพที่รับอยู่ ในปัจจุบัน คือโครงการ ๓๐ บาทรักษาทุกโรค นั่นเอง

ท่านประธานที่เคารพครับ มาตราต่อไปที่กระผมถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ และจำเป็น และเป็นเรื่องที่จะส่งผลกระทบต่อประเทศชาติของเราจนถึงทุกวันนี้ ก็คือ มาตรา ๙ ให้เพิ่มความเป็นมาตรา ๔๙/๑ โดยกำหนดห้ามการทำรัฐประหาร และการห้าม นิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำรัฐประหารไว้ในรัฐธรรมนูญ อีกทั้งห้ามศาล หน่วยงานของรัฐ และเจ้าหน้าที่ของรัฐยอมรับต่อการกระทำรัฐประหาร รวมทั้งกำหนดให้ความผิดของการทำ รัฐประหารไม่มีอายุความ นอกจากนี้ท่านประธานครับ กำหนดให้สิทธิของบุคคลที่จะต่อต้าน โดยสันติวิธีต่อการทำรัฐประหารไว้ด้วย และกำหนดให้การปฏิเสธไม่ยอมรับอำนาจที่ได้ มาจากการทำรัฐประหาร เป็นประเพณีการปกครองของประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามมาตรา ๕ วรรคสองด้วย เหตุผลที่บัญญัติเรื่องนี้ไว้ ในรัฐธรรมนูญก็เพื่อแก้ปัญหาการรัฐประหารที่เกิดขึ้นในประเทศไทยนั้นบ่อยครั้ง จนกลายเป็นความเคยชินของผู้นำเหล่าทัพไปแล้ว ซึ่งการทำรัฐประหารได้ก่อให้เกิด ความเสียหายอย่างใหญ่หลวง และยาวนานต่อประเทศและประชาชน ปัจจุบันนานาประเทศ ก็ประกาศชัดเจนอยู่แล้วว่าจะไม่ยอมรับการทำรัฐประหารของประเทศใด ๆ ทั้งสิ้น

มาตราสุดท้าย คือมาตรา ๑๐ ท่านประธานครับ ยกเลิกความในวรรคสี่ ของมาตรา ๑๒๙ และให้ใช้ความใหม่แทน สาระสำคัญก็คือ แก้ปัญหาอำนาจเรียกบุคคล มาแถลงข้อเท็จจริง เพื่อให้ความเห็นต่อคณะกรรมาธิการตามที่รัฐธรรมนูญปัจจุบันไม่ให้ใช้ กับผู้พิพากษา ตุลาการและองค์กรอิสระ ทำให้กระบวนการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ ของรัฐสภาต่อองค์กรตุลาการและองค์กรอิสระเสียสมดุล จึงได้เสนอให้มีการแก้ไขเรื่องนี้ โดยให้อำนาจเรียกของคณะกรรมาธิการสามารถเรียกผู้พิพากษา ตุลาการและองค์กรอิสระ มาแถลงข้อเท็จจริงหรือให้ความเห็นได้

ท่านประธานที่เคารพครับ ร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับต่อไป ซึ่งผมกราบเรียนก็คือเป็นร่างที่ ๒ เป็นร่างแก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หลักการของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้คือ แก้ไขเพิ่มเติมระบบ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๘๓ มาตรา ๘๕ มาตรา ๘๖ มาตรา ๙๐ มาตรา ๙๑ และมาตรา ๙๒ และให้ยกเลิกมาตรา ๙๓ และมาตรา ๙๔ ส่วนเหตุผลของการร่างแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ก็คือ โดยที่ระบบการเลือกตั้งสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎร แบบจัดสรรปันส่วนผสม ซึ่งใช้บัตรการเลือกตั้งใบเดียวที่บังคับใช้ในปัจจุบันเป็นระบบการเลือกตั้งที่ยังไม่เคยใช้ใน ประเทศใดมาก่อน ภายหลังที่นำมาใช้ในการเลือกตั้งครั้งแรกทำให้เกิดปัญหาหลายด้าน ท่านประธานครับ เป็นระบบที่ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมกับพรรคการเมือง ยุ่งยาก ซับซ้อน ตั้งแต่การจัดการเลือกตั้ง จนถึงการคิดคำนวณคะแนน ซึ่งต่างจากระบบการเลือกตั้งแบบผสมระหว่างการเลือกตั้ง แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และแบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งใช้บัตรเลือกตั้ง ๒ ใบที่เคยใช้ในการเลือกตั้ง มาแล้วหลายครั้งเป็นระบบที่เข้าใจง่าย เกิดความเป็นธรรมแก่พรรคการเมือง ประชาชน มีความเข้าใจเป็นอย่างดี ดังนั้นจึงสมควรที่จะยกเลิกระบบการเลือกตั้งที่บังคับใช้อยู่ และระบบการเลือกตั้งที่เคยใช้ตามรัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้า และนำเอารัฐธรรมนูญฉบับ ก่อนหน้ามาปรับใช้บังคับแทน ก็จะเกิดความสะดวกและความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย จึงจำเป็นต้องตรารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนี้

มาตรา ๑ ที่ได้ชื่อเรียกของรัฐธรรมนูญ เป็นชื่อเรียกของรัฐธรรมนูญ

มาตรา ๒ เป็นการกำหนดวันที่รัฐธรรมนูญมีผลใช้บังคับ

มาตรา ๓ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๘๓ และให้ใช้ความใหม่แทน

สาระสำคัญนั่นก็คือกำหนดให้สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิก จำนวน ๕๐๐ คน ซึ่งเป็นสมาชิกมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต ๔๐๐ คน และสมาชิกซึ่งมาจาก การเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ๑๐๐ คน สาระสำคัญก็คือใช้บัตรเลือกตั้ง ๒ ใบ เหตุผลที่ผม เสนอในการใช้ระบบการเลือกตั้งแบบผสมและใช้บัตรเลือกตั้ง ๒ ใบนี้ เพราะเห็นได้ชัดเจน ว่าการเลือกตั้งระบบแบบจัดสรรปันส่วนผสมที่ใช้อยู่ในปัจจุบันมีปัญหามาก ตั้งแต่ระบบการ จัดการเลือกตั้งจนถึงเรื่องการนับคะแนน แต่ระบบที่นำมาใช้ใหม่นี้ก็เป็นระบบเลือกตั้งแบบเดิม ที่เคยใช้มาแล้วในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ซึ่งมีความเป็น ประชาธิปไตยและสะท้อนถึงเจตนารมณ์ของประชาชนได้ดีกว่า อีกทั้งไม่มีความยุ่งยาก ซับซ้อน ประชาชนเข้าใจง่าย

มาตรา ๔ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๘๕ และมาตรา ๘๖ และให้ใช้ความใหม่แทน สาระสำคัญคือการกำหนดให้การเลือกตั้ง ส.ส. แบบแบ่งเขตให้มี ส.ส. เขตละคน เช่นเดียวกับหลักการที่บัญญัติไว้ในปัจจุบัน สาระสำคัญที่จะเปลี่ยนแปลงก็คือ ในกรณีที่กฎหมายเลือกตั้งกำหนดให้มีการระงับสิทธิการรับสมัครเลือกตั้งเป็นการชั่วคราว หรือการเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือให้มีการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งในการสั่งให้ มีการเลือกตั้งใหม่ ให้อำนาจในการสั่งเช่นนี้เป็นของศาลยุติธรรม เว้นแต่การสั่ง ให้มีการเลือกตั้งใหม่ เพราะไม่มีผู้ใดเป็นผู้ได้รับเลือก เหตุผลที่จะต้องกำหนดไว้เช่นนี้ ก็เพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้สมัครรับเลือกตั้งที่จะไม่ถูกกลั่นแกล้งหรือการลงโทษที่ไม่เป็นธรรม จาก กกต. โดยให้อำนาจเช่นนี้ไปเป็นของศาลแทน สาระสำคัญที่เปลี่ยนอีกประการหนึ่ง ก็คือการประกาศผลการเลือกตั้งจากเดิม กกต. ต้องประกาศผลการเลือกตั้งภายใน ๖๐ วัน ก็ให้ลดลงเหลือเพียง ๓๐ วัน ซึ่งจะทำให้สามารถเปิดประชุมสภาได้เร็วขึ้น

ส่วนการกำหนดจำนวน ส.ส. ที่แต่ละจังหวัดจะพึงมีและแบ่งเขตเลือกตั้ง ก็มีอยู่ในมาตรา ๘๖ ซึ่งมีหลักการ หลักเกณฑ์และวิธีคล้ายกับการที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เพียงแต่ จำนวน ส.ส. แบบแบ่งเขตจะแตกต่างกันจากปัจจุบันซึ่งมี ๓๕๐ ท่านก็จะ เปลี่ยนเป็น ๔๐๐ ท่าน ต่อไปเป็นร่างมาตราที่ ๕ ขอยกเลิกความในมาตรา ๙๐ มาตรา ๙๑ มาตรา ๙๒ และให้ใช้ความใหม่แทน สาระสำคัญเป็นเรื่องของการเลือกตั้งแบบ ส.ส. แบบ บัญชีรายชื่อ โดยกำหนดให้พรรคการเมืองจัดทำบัญชีรายชื่อผู้สมัคร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ บัญชีเดียวไม่เกิน ๑๐๐ คน และให้ใช้เขตประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง บัญชีรายชื่อของพรรค การเมืองใดได้คะแนนเสียงน้อยกว่าร้อยละ ๑ ของจำนวนคะแนนเสียงรวมกันทั้งประเทศ ให้ ถือว่าไม่มีผู้ใดในบัญชีรายชื่อนั้นได้รับเลือกตั้ง และมิให้นำคะแนนเสียงดังกล่าวมารวม คำนวณเพื่อหาสัดส่วนจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ สาระสำคัญอีกประการหนึ่งครับท่าน ประธานคือการคำนวณ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อจะกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญเลยเพื่อมิให้มี ปัญหาภายหลัง โดยบัญญัติไว้ในมาตรา ๙๑

มาตราสุดท้ายของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้คือมาตรา ๖ เป็นการยกเลิกมาตรา ๙๓ และมาตรา ๙๔ เพื่อให้สอดคล้องกับระบบการเลือกตั้ง

ท่านประธานที่เคารพครับต่อไปเป็นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไข (ฉบับที่ ..) เป็นร่างตามที่ทางพรรคร่วมฝ่ายค้านได้เสนอมา ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีหลักการเพื่อแก้ไข เพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยดังต่อไปนี้ ๑. แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๕๙ เกี่ยวกับที่มาของนายกรัฐมนตรี ๒. ยกเลิกมาตรา ๒๗๒ ที่ให้อำนาจสมาชิกวุฒิสภาเลือก นายกรัฐมนตรี

ส่วนเหตุผลที่ผมอยากจะกราบเรียนต่อท่านประธานมีดังนี้ครับ โดยที่ มาตรา ๑๕๙ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้กำหนดให้นายกรัฐมนตรีต้องเป็น คนที่มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา ๘๘ เฉพาะจากบัญชีรายชื่อ ของพรรคการเมืองที่มีสมาชิกได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่น้อยกว่า ร้อยละ ๕ ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งการบัญญัติเช่นนี้ ทำให้ผู้ที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีจำกัดเฉพาะบุคคลตามมาตรา ๘๘ เท่านั้น สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรอื่นที่ไม่ได้มีบัญชีรายชื่อในบัญชีดังกล่าวจึงไม่มีโอกาสได้รับเลือกเป็น นายกรัฐมนตรีเลย ซึ่งไม่สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตยตามที่เคยบัญญัติไว้ ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับก่อน ๆ ที่กำหนดให้นายกรัฐมนตรี ต้องมาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นอกจากนี้การกำหนดให้สมาชิกวุฒิสภามีอำนาจในการ เลือกนายกรัฐมนตรีด้วยนั้นไม่สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตยและเจตนารมณ์ของ ประชาชนในการเลือกตั้ง ดังนั้นเพื่อให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ไม่ได้อยู่ในบัญชีรายชื่อ ตามมาตรา ๘๘ ได้มีโอกาสรับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีด้วย และให้การเลือกนายกรัฐมนตรี ให้ทำโดยที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น จึงจำเป็นต้องตรารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร ไทยนี้ สาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญมีดังต่อไปนี้ครับท่านประธาน

มาตรา ๑ เป็นการเรียกชื่อของรัฐธรรมนูญ และ

มาตรา ๒ เป็นการกำหนดวันที่รัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้

มาตรา ๓ ให้ยกเลิกความในวรรคหนึ่งมาตรา ๑๕๙ และให้ใช้ความใหม่แทน ซึ่งสาระสำคัญก็คือ ให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้ความเห็นชอบ ซึ่งสมควรที่จะได้รับ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีให้มีคุณสมบัติไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๖๐ และเป็นผู้ที่มี ชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองได้แจ้งไว้ตามมาตรา ๘๘ หรือเป็นสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรของพรรคการเมือง ที่สมาชิกได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่น้อยกว่าร้อยละ ๕ ของจำนวน สมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานครับ ผมขอเรียนว่าสาระสำคัญ ที่เปลี่ยนไปของมาตรา ๑๕๙ คือ จากเดิมที่กำหนดให้ผู้ที่จะได้รับเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี มาจากบุคคลตามบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองที่แจ้งไว้ ตามมาตรา ๘๘ เท่านั้น แต่บทบัญญัติใหม่ ขอเสนอให้นายกรัฐมนตรีมาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ด้วย เหตุผลที่ได้เสนอแก้ไขก็เนื่องจากรัฐธรรมนูญหลายฉบับที่ผ่านมาได้บัญญัติให้นายกรัฐมนตรี ต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือมาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่สอดคล้องของ หลักการประชาธิปไตย แต่รัฐธรรมนูญปัจจุบันกำหนดให้นายกรัฐมนตรีมาจากบุคคล ตามมาตรา ๘๘ ซึ่งอาจไม่ใช่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ได้ ดังนั้นการแก้ไขเพิ่มเติมส่วนนี้ นอกจากจะมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นแล้ว ยังให้สภาผู้แทนราษฎรมีทางเลือกผู้ดำรง ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้มากขึ้นอีกด้วย สำหรับร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๔ ที่ให้ยกเลิกมาตรา ๒๗๒ ซึ่งเป็นการยกเลิกอำนาจของสมาชิกวุฒิสภาในการเลือกผู้ดำรง ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในระยะ ๕ ปี ตามบทเฉพาะกาลนับแต่ที่มีรัฐสภาชุดแรก เหตุผล ต้องเสนอให้มีการยกเลิกอำนาจของสมาชิกวุฒิสภาในส่วนนี้กระผมและคณะต้องกราบเรียน ต่อท่านประธานด้วยความเคารพว่ามิได้มีจิตใจที่มีความรังเกียจต่อท่านสมาชิกวุฒิสภา แต่อย่างใด แต่เรียนด้วยความเคารพว่ามันเป็นหลักการที่ประชาธิปไตยที่วุฒิสมาชิกนั้นเป็นผู้ ที่จะกลั่นกรองกฎหมายก็เรียนว่าเป็นลักษณะที่สำคัญที่สุดนั้น วุฒิสมาชิกมิได้มาจากการ เลือกตั้งโดยตรงของพี่น้องประชาชน อีกทั้งหลังการทำหน้าที่วุฒิสมาชิก ซึ่งเรียนไปแล้วว่า เป็นสภาที่กลั่นกรองหรือตรวจสอบ จึงไม่ควรมีส่วนร่วมในการเลือกผู้ใดให้ดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี การยกเลิกอำนาจของท่านวุฒิสมาชิกดังกล่าวก็เป็นเพียงยกเลิกอำนาจที่อยู่ ในบทเฉพาะกาลเท่านั้น ซึ่งบทเฉพาะกาลได้กำหนดไว้เพียง ๕ ปี เพราะตามบทบัญญัติ หลักการตามรัฐธรรมนูญ ท่านก็ไม่มีอำนาจส่วนนี้อยู่แล้ว ต้องกราบเรียนด้วยความเคารพ ดังนั้นกระผมจึงเห็นว่าคงจะไม่เป็นการเสียหายอะไรที่ท่านสมาชิกวุฒิสภาจะได้ร่วมกัน พิจารณาและให้ความเห็นชอบในเรื่องดังกล่าว ท่านประธานครับ ร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับสุดท้ายก็คือ ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่เป็นการยกเลิกบทบัญญัติเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ชาติ และยกเลิกอำนาจ ของวุฒิสภาในบางเรื่อง รวมถึงการยกเลิกบทบัญญัติที่รับรองความเห็นชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ของ คสช. โดยร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ดังต่อไปนี้ แก้ไขเพิ่มเติมหมวด ๖ แนวนโยบายแห่งรัฐ โดยยกเลิกมาตรา ๖๕ เกี่ยวกับการ จัดทำยุทธศาสตร์ชาติ แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๔๒ มาตรา ๑๖๒ ให้ตัดคำว่า ยุทธศาสตร์ชาติ ออก เพื่อให้สอดคล้องกับยกเลิกมาตรา ๖๕ ๓. ยกเลิกมาตรา ๒๗๐ มาตรา ๒๗๑ มาตรา ๒๗๕ เพื่อให้สอดคล้องกับการยกเลิกมาตรา ๖๕ และเป็นการยกเลิกอำนาจ ของวุฒิสภาบางเรื่อง ๔. ยกเลิกมาตรา ๒๗๙ ส่วนเหตุผลของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็คือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๖๕ กำหนดให้รัฐจัดให้มียุทธศาสตร์ชาติเป็นเป้าหมายการพัฒนาประเทศชาติอย่างยั่งยืนตาม หลักธรรมาภิบาลและต่อมามีการตราพระราชบัญญัติการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ กำหนดให้มี ยุทธศาสตร์ชาติซึ่งมีระยะเวลาบังคับไม่น้อยกว่า ๒๐ ปีนั้น เมื่อพิจารณาบริบทของสังคมและ สถานการณ์ของประเทศ ซึ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การกำหนดเป้าหมายและ แผนในการบริหารประเทศจึงต้องพิจารณาให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของประเทศและของ โลกในปัจจุบันในระหว่างนั้น การกำหนดให้มียุทธศาสตร์ชาติบังคับใช้เป็นระยะเวลายาวนาน เกินไปก็ทำให้ยุทธศาสตร์ชาติที่กำหนดขึ้นไม่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในสภาวะของโลก ดังกล่าว ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติอยู่แล้ว และในการบริหารราชการแผ่นดิน รัฐบาลจะต้องให้มีแผนการบริหารราชการแผ่นดิน เป็นกรอบระยะเวลาพอสมควร และให้มีความยืดหยุ่นที่สามารถปรับเปลี่ยนให้เกิดความ เหมาะสมกับสถานการณ์ได้ การกำหนดให้ยุทธศาสตร์ชาติที่ใช้บังคับเป็นระยะเวลานาน จะเป็นพันธกรณีผูกพันและเป็นอุปสรรคต่อการบริหารราชการแผ่นดินและการจัดทำ แผนต่าง ๆ ซึ่งไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ของสังคมในช่วงเวลานั้น ๆ จึงเห็นควรยกเลิก บทบัญญัติดังกล่าว และจึงจำเป็นต้องตรารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนี้

เนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้มีสาระสำคัญคือ

มาตรา ๑ เป็นชื่อเรียกของรัฐธรรมนูญ

มาตรา ๒ เป็นการกำหนดวันที่รัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้

มาตรา ๓ ยกเลิกมาตรา ๖๕

มาตรา ๔ ยกเลิกความในมาตรา ๑๔๒ และให้ใช้ความใหม่แทน สาระสำคัญ ก็คือตัดคำว่า ยุทธศาสตร์ชาติ ออกไป

มาตรา ๕ ยกเลิกความในวรรคหนึ่งของมาตรา ๑๖๒ และให้ใช้ข้อความใหม่ แทน สาระสำคัญก็คือตัดคำว่า ยุทธศาสตร์ชาติ ออก

มาตรา ๖ เป็นการยกเลิกมาตรา ๒๗๐ มาตรา ๒๗๑ และมาตรา ๒๗๕ เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของวุฒิสภา และยกเลิกมาตรา ๒๗๙ ที่รับรองความชอบด้วย รัฐธรรมนูญของบรรดาประกาศ คำสั่ง และการกระทำของ คสช. ทั้งนี้เหตุผลที่จะต้องมีการ แก้ไขและยกเลิกบทบัญญัติต่าง ๆ ข้างต้นก็เป็นไปตามเหตุผลที่ได้กราบเรียนไปแล้ว

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมขอกราบเรียนว่าที่กระผมและคณะ ได้นำเสนอร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ..... ทั้ง ๔ ฉบับข้างต้นนั้น เนื่องจากการเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๒๕๖ และ การเพิ่มหมวด ๑๕/๑ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่กระผมได้มีเจตนาตั้งแต่แรก แต่ที่จะให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่สามารถดำเนินการไปได้ เพราะฝ่ายกฎหมาย ของรัฐสภาอ้างว่าติดขัดปัญหาข้อกฎหมาย ดังนั้นเพื่อหาทางให้ประเทศ แม้จะมีเพียง บางส่วนก็จำเป็นต้องทำ กระผมจึงหวังว่าร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมทั้ง ๔ ฉบับ จะได้รับ การเห็นชอบจากที่ประชุมของรัฐสภาแห่งนี้ต่อไป ด้วยความเคารพครับ กราบขอบพระคุณ ครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณมากครับ ต่อไปฉบับที่ ๖ ครับ ของนายอนุทิน ชาญวีรกุล กับคณะเป็นผู้เสนอ ขอเชิญผู้เสนอนะครับ ท่านศุภชัย เสนอแทน เชิญเลยครับ

นายศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภาผมได้รับมอบหมายจากท่านหัวหน้าพรรค นายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งเป็นผู้เสนอร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่..) รวม ๓ ฉบับ เพื่อที่จะเสนอต่อที่ประชุมแห่งนี้ผมขออนุญาตกราบเรียนต่อท่านประธานว่าความจริงแล้ว นายอนุทิน ชาญวีรกูล และคณะซึ่งเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทยได้เป็นผู้เสนอร่างทั้งหมด ๘ ฉบับ ร่วมกับสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์และสมาชิกพรรคชาติไทยพัฒนา แต่เฉพาะส่วนที่ผม จะได้กราบเรียนต่อท่านประธานเสนอต่อที่ประชุมแห่งนี้ก็จะเป็นร่างเพียง ๓ ร่าง ดังที่จะได้ กราบเรียนต่อท่านประธานตามลำดับ และหลังจากนั้นผมจะขออนุญาตอภิปรายเพื่ออธิบาย เหตุผลเพิ่มเติม และหลังจากนั้นก็เป็นเรื่องที่สมาชิกพรรคภูมิใจไทยบางท่านก็จะอภิปราย ตามเวลาที่เราได้มีกันตามลำดับนะครับ ท่านประธานครับ ร่างแรกที่พรรคภูมิใจไทยจะขอ อนุญาตนำเสนอต่อที่ประชุมแห่งนี้ก็คือเป็นเรื่องของการขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมหมวด ๕ หน้าที่ของรัฐ คือเพิ่มความใน มาตรา ๕๕/๑ ในเรื่องนี้มีเหตุผลและความจำเป็นในการเสนอร่างด้วยเหตุผลที่ว่าสิทธิและ เสรีภาพของประชาชนตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญที่ผ่าน ๆ มาประชาชนมักจะได้ ในลักษณะที่เป็นนามธรรม แต่เราไม่เคยมีรัฐธรรมนูญที่พูดกัน อ้างกันว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับ กินได้เลย ผู้ใดต้องการให้เกิดผล เพราะว่าจะให้มันเกิดเป็นผลที่จะดำเนินการได้หรือไม่ ประชาชนก็จะต้องมีการเรียกร้องให้เกิดเป็นรูปประธรรม ทั้ง ๆ ที่สิทธิบางประการเป็นเรื่อง ที่รัฐควรจะต้องดำเนินการให้เกิดขึ้นและเป็นประโยชน์กับประชาชนอย่างแท้จริง เนื่องจากสถานการณ์ของโลกเปลี่ยนแปลงไปเนื่องจากโรคระบาด มีการใช้เทคโนโลยีที่ ทันสมัยขึ้น มีการใช้ปัญญาประดิษฐ์เข้ามาแทนที่แรงงาน การจ้างงานจะลดลงจนเป็นวิกฤติ แรงงาน รวมถึงประเทศไทยก็กำลังจะเข้าสู่ช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โดยสมบูรณ์ ซึ่งจะเป็นผลทำให้มีประชาชนกลุ่มหนึ่งต้องได้รับความช่วยเหลือเป็นพิเศษ มีจำนวนมากขึ้น ๆ จึงเป็นหน้าที่ของรัฐในการที่จะต้องจัดให้ประชาชนมีรายได้พื้นฐาน ในการดำรงชีวิตอย่างทั่วถึง โดยที่ประชาชนไม่ต้องเรียกร้อง โดยกำหนดให้เป็นหน้าที่ หน้าที่ครับท่านประธาน ของรัฐตามหมวด ๕ แห่งนี้ เพราะฉะนั้นพรรคภูมิใจไทย เราเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่รัฐจะต้องมีหน้าที่ จึงได้มีการขออนุญาตในการนำเสนอ เพื่อขอแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยโดยมีการกำหนดให้ในมาตรา ๕๕ ในการให้รัฐจะต้องจัดให้ประชาชนได้รับรายได้พื้นฐานถ้วนหน้าตามมาตรา ๓ ซึ่งผมจะได้ ขออนุญาตอธิบายโดยละเอียดในลำดับต่อไป ร่างที่ ๒ ที่พรรคภูมิใจไทยได้นำเสนอเป็นร่าง ที่มีเหตุผลบางเรื่องคล้ายกันกับท่านที่ได้มีการเสนอไปก่อนหน้านั้นแล้วก็คือเรื่องยุทธศาสตร์ ชาติ แต่เราเห็นว่ายุทธศาสตร์ชาติมีความจำเป็นที่จะต้องมี หลาย ๆ ประเทศที่พัฒนาแล้ว ในโลกต่างก็มียุทธศาสตร์ชาติกัน แต่ยุทธศาสตร์ชาติของประเทศไทยที่ได้มีการกำหนดไว้ ในรัฐธรรมนูญและได้มีการออกกฎหมายกำหนดว่าให้มียุทธศาสตร์ชาติเป็นเวลา ๒๐ ปีนั้น พรรคภูมิใจไทยเห็นว่ากรณีดังกล่าวมันไม่เหมาะสม มันจึงเห็นสมควรที่จะแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๖๕ มาตรา ๖๕ ไม่ได้ให้ตัด แต่เป็นเรื่องการที่จะให้การกำหนดให้เรื่องของยุทธศาสตร์ชาติ นี้สามารถที่จะปรับเปลี่ยนแก้ไขเพิ่มเติมได้ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ และร่างสุดท้าย ซึ่ง เป็นร่างที่ได้เสนอเหมือนกันกับพรรคประชาธิปัตย์ ก็คือประเด็นเรื่องของการขอแก้ไข เพิ่มเติม มาตรา ๑๕๙ และยกเลิกมาตรา ๒๗๒ ซึ่งผมเข้าใจว่าอีกสักลำดับต่อมาพรรค ประชาธิปัตย์ท่านก็คงเสนอเรื่องนี้แต่ก็ยืนยันว่าพรรคภูมิใจไทยก็ได้เสนอเรื่องนี้เช่นเดียวกัน และเราได้ร่วมเสนอพร้อมกัน ก็อยากจะเสนอในเรื่องอำนาจของท่านสมาชิกวุฒิสภาในการที่ จะใช้อำนาจหน้าที่ในการเลือกนายกรัฐมนตรีนั้น เรามีความเห็นว่าท่านผู้เข้ามาดำรง ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหรือผู้ที่เลือกท่านนี้ไม่มีความเชื่อมโยงกับอำนาจของปวงชนชาวไทย อย่างแท้จริงเราจึงเสนอให้มีการยกเลิกเรื่องนี้ นี่คือสิ่งที่เราได้มีการเสนอในนามของพรรค ภูมิใจไทยและได้มีการเสนอร่วมกับพรรคการเมืองอีก ๒ ภาคคือพรรคประชาธิปัตย์และ พรรคชาติไทยพัฒนา ท่านประธานครับผมจะขออนุญาตย้อนกลับไปสู่เรื่องของการที่ผม ได้มีการขอแก้ไขเพิ่มเติมเพิ่ม หมวด ๕ หน้าที่ของรัฐ ในมาตรา ๕๕/๑ ซึ่งตรงนั้นผมได้มี การระบุไว้ว่า รัฐต้องจัดให้ประชาชนได้รับรายได้พื้นฐานถ้วนหน้าอันจำเป็นต่อการดำรงชีวิต อย่างทั่วถึง สิ่งที่ผมได้กราบเรียนต่อท่านประธานไปเมื่อสักครู่ ก็คือว่าในหมวด ๕ หน้าที่ของ รัฐนั้นหลักหน้าที่ของรัฐเป็นหมวดใหม่ที่บัญญัติขึ้นในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เป็นการกำหนด เพื่อเป็นหลักประกันกับประชาชนว่ารัฐจะต้องดำเนินการอันเป็นหน้าที่ของรัฐตามที่ รัฐธรรมนูญกำหนด ตามกำลังความสามารถทางการเงินการคลังของรัฐเพื่อให้สิทธิของ ประชาชนในเรื่องสำคัญ ๆ เกิดเป็นรูปธรรมโดยที่จะประชาชนไม่ต้องเรียกร้องสาระใน หมวดนี้ในส่วนของสิทธิและเสรีภาพจะเป็นเรื่องที่รัฐต้องทำให้แก่ทุกคน หรือเป็นเรื่อง ที่มีผลกระทบต่อส่วนรวมเช่นการศึกษาภาคบังคับโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย การบริการ สาธารณสุขหรือที่เรารู้กันในปัจจุบันก็คือ หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ ๓๐บาทรักษา ทุกโรคซึ่งเหล่านั้นในรัฐธรรมนูญใช้คำว่า รัฐต้อง ซึ่งมีนัยสำคัญเป็นการบังคับให้รัฐต้องปฏิบัติ นะครับ เพราะฉะนั้นหมวดหน้าที่ของรัฐจึงกำหนดให้รัฐมีหน้าที่ต่อประชาชนสิ่งที่ผมอยากจะ เรียนต่อท่านประธานลำดับต่อมาก็คือในมาตรา ๕๕/๑ นี้เป็นแนวคิดที่เริ่มเป็นที่ยอมรับกัน ทั้งโลกครับ ในเรื่องหลักประกันรายได้พื้นฐานถ้วนหน้า ซึ่งขออนุญาตใช้ข้อความเป็น ภาษาอังกฤษว่า ยูนิเวอร์ซัลเบสิค อินคัม (Universal basic Income) หรือยูบีไอ (UBI) ท่านประธานที่เคารพครับธนาคารโลกประเมินไว้ว่า ในปี ๒๕๖๑ ที่ผ่านมา คนไทยประมาณ ๖.๗ ล้านคนหรือประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชากรมีรายได้ต่ำกว่าเส้นความ ยากจน หรือที่เราเรียกภาษาอังกฤษว่าโพเวอร์ตีไลน์ (Poverty Line) คือตัวเลขเส้นความ ยากจน คือ ๒,๗๖๓ บาทต่อคนต่อปี ท่านประธานครับ รัฐบาลชุดนี้ท่านก็พยายามที่จะ แก้ปัญหาเฉพาะหน้าโดยการแจกเงินสวัสดิการของรัฐ หรือเรียกว่า บัตรคนจน ให้แก่ผู้มี รายได้น้อย แต่ก็ไม่มีอะไรที่เป็นรูปธรรมชัดเจนว่าการแก้ปัญหาความยากจนจะทำอย่างไร ไม่รวมถึงนโยบายทั้งหลายที่ท่านกำลังทำอยู่ตรงนี้นะครับ มากมายที่กู้มาแล้วก็ไปแจก มันก็ยังไม่มีความยั่งยืนไม่มีความมั่นคงต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปเรื่อย ๆ รวมถึงว่าในอดีตมี การหาเสียงกันว่าจะให้มีค่าแรงขั้นต่ำ ๔๐๐ บาท ๔๒๕ บาทต่อคนต่อวันหรือจบอาชีวะจะให้ ๑๘,๐๐๐ บาท จบปริญญาตรีจะให้ ๒๐,๐๐๐ บาท มันไม่เคยเกิดขึ้นจริง พรรคภูมิใจไทย เห็นว่ามาตรการยูบีไอ (UBI) คือการให้เงินสดให้กับประชาชนเป็นรายได้พื้นฐานถ้วนหน้า สำหรับประชากรผู้มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน น่าจะแก้ปัญหาความยากจนได้อย่าง แท้จริง ประเทศไทยเรามีเกิดขึ้นจริงแล้ว ก็คือเรื่องของประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ ๓๐ บาท ทุกโรค เรื่องนี้ในอดีตก็บอกว่ามันเป็นความเพ้อฝันที่เป็นไปไม่ได้ แต่วันนี้ต้องยอมรับว่าเรื่อง นี้มันเกิดขึ้นจริงและทำได้ ถ้าเราจะบอกว่าความคาดหวังของประชาชน เราอวยพรกันเสมอ ขอให้ไม่เจ็บ ขอให้ไม่จน ถ้าบอกว่า ๓๐ บาท รักษาทุกโรค เจ็บก็หายได้ ไม่เจ็บก็ถือว่าไม่เจ็บ แต่ความจนมันยังมีอยู่ครับ เพราะฉะนั้นถ้าเราอยากให้คนไทยไม่เจ็บและไม่จน ผมก็คิดว่า เป็นเรื่องความจำเป็นที่เราจะต้องทำเรื่องนี้ซึ่งเป็นเรื่องใกล้เคียงกันให้เป็นสิ่งที่ กำหนดให้เป็น หน้าที่ของรัฐในการที่จะต้องเข้ามาช่วยเหลือเหมือน ๓๐ บาท รักษาทุกโรค ที่บรรจุไว้ใน มาตรา ๕๕ ผมเลยเสนอเข้ามาเป็นมาตรา ๕๕/๑ ให้มันใกล้ชิด ให้มันมีความรู้สึกว่าสิ่งนี้มัน จะต้องเกิดขึ้นจริงเกิดขึ้นได้ ตอน ๓๐ บาท รักษาทุกโรค เริ่มต้นใช้งบประมาณ ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท เวลานี้ประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ทุกสิ่งทุกอย่างรัฐบาลทำได้ครับ และจะเป็น ประโยชน์ ทำให้คนไม่จน วันนี้เพื่อนรักของผม ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ท่าน ส.ว. วัลลภ ตังคณานุรักษ์ ครูหยุยไปพบผู้เร่ร่อน เอาอาหารไปแจกตามใต้สะพานลอยต่าง ๆ จำนวนมากมาย วันนี้เราต้องการมีครูหยุยกันเป็นพัน ๆ คนก็ไม่พอที่จะแก้ปัญหาตรงนี้ รัฐบาลคนเดียวหรือรัฐบาลไหนก็ตามในอนาคต ไม่ใช่รัฐบาลนี้ แต่เราเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ กำหนดให้รัฐมีหน้าที่ดูแลคนจน สิ่งที่เราเคยบอกว่าคนจนทั้งประเทศจะหมดไป หมายถึงว่า เราจะไม่มีคนจน ก็ใช้กลไกตรงนี้ล่ะครับรัฐธรรมนูญ ผมจึงขอเรียกร้องต่อท่านสมาชิกรัฐสภา ที่นี่ทุกท่านนะครับ เรามาทำเรื่องนี้ร่วมกัน เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับผลงานของพรรคภูมิใจไทยหรือ พรรคใด เป็นเรื่องของสมาชิกรัฐสภาที่จะทำให้เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้จริง เพียงแต่เรา เปิดหัวใจ รัฐบาลเปิดใจว่านี่คือหน้าที่ที่จะต้องทำ ค่อย ๆ ทำ ค่อย ๆ ไปครับ วันนี้รัฐบาล ใช้เงินไปในการช่วยเหลือคนยากคนจนแบบเป็นระบบบ้าง ไม่เป็นระบบบ้างอยู่มากมาย เรามาทำให้เป็นระบบ เริ่มเข้าไปเป็นกำหนดไว้ในงบประมาณแผ่นดินในปีต่อ ๆ ไป ทำทีละ หน่อย ๆ แล้วทุกอย่างก็จะสามารถเปลี่ยนแปลงประเทศของเราได้ นี่คือสิ่งที่ผมกำลังพูดถึง มาตรา ๕๕/๑

ส่วนเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้มีการขอแก้ไข เรื่องนี้ด้วย แต่ไม่ใช่เป็นเรื่องที่จะมีการขอให้ยกเลิกมาตรา ๖๕ แต่การที่พระราชบัญญัติ ยุทธศาสตร์ชาติ ได้กำหนดไว้ว่ายุทธศาสตร์ชาติจะต้องไม่น้อยกว่า ๒๐ ปี มันก็เป็นประเด็น ว่าจริง ๆ แล้วแก้ได้หรือไม่ได้ หรือว่าต้องยึด ๒๐ ปีนี้ไป ในขณะที่ความจริงที่เรารู้กันก็คือว่า วันนี้เราอยู่ในยุคแห่งความผันผวนของความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา สิ่งที่เขาเรียกกันว่า ดิสรับทีฟ เทคโนโลยี (Disruptive Technology) มันดิสรับ (Disrupt) เราอยู่ตลอดเวลา ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทำให้คนที่ทำงานอยู่ดี ๆ ก็ตกงานฉับพลัน วันนี้การกำหนด ยุทธศาสตร์ ๒๐ ปี มันเนิ่นนานไปจนต้องตั้งคำถามว่าเราจะคาดการณ์เหตุการณ์ในอนาคต ได้อย่างไรว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น เราไม่คิดว่าโควิด (COVID) จะมา วันนี้เราเห็นโควิด (COVID) มาปีกว่า ๆ ๒ ปี เราก็เอากันแทบไม่อยู่แล้ว แล้ว ๒๐ ปีที่ท่านกำหนดยุทธศาสตร์อย่างนั้น มันจะแก้ปัญหาในสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร มันจะงุ่มง่ามไปไหม เพราะฉะนั้นเรื่องนี้พรรค ภูมิใจไทยเห็นว่าเราเข้าใจว่ายุทธศาสตร์ชาติควรจะมี เราจึงได้มีการเสนอเข้าไปเพื่อจะแก้ไข เพิ่มเติมให้สามารถที่จะมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ตามสถานการณ์

สิ่งที่จะต้องขอกราบเรียนต่อท่านประธานอย่างตรงไปตรงมาก็คือเราต้อง ยอมรับว่ายุทธศาสตร์มันเกิดขึ้นในห้วงที่ไม่มีรัฐบาลมาจากการเลือกตั้งของประชาชน สิ่งเหล่านี้มันก็เหมือนเป็นมรดกตกทอดมาจากการยึดอำนาจ แน่นอนท่านมีเหตุผลในการยึด อำนาจด้วยความปรารถนาดีที่จะแก้ปัญหาบ้านเมือง แต่สิ่งเหล่านี้มันก็เป็นสัญญาลักษณ์ว่า ยุทธศาสตร์ชาติ คือมรดกที่จะอยู่กับประเทศไทยไปอีก ๒๐ ปี จากการดำเนินการของผู้ไม่ได้ มาตามระบอบประชาธิปไตย ผู้ที่รักประชาธิปไตยก็ตะขิดตะขวงใจกับมันไปตลอดเวลา ก็ต้องยอมรับว่า ๒๐ ปีแล้วไร้ความยืดหยุ่น มีความล้าสมัยมันเป็นการเหนี่ยวรั้งการพัฒนา เพราะฉะนั้นยุทธศาสตร์ ๒๐ ปีที่มีรายละเอียดแบบผูกขาดอาจไม่เหมาะสม พรรคภูมิใจไทย จึงเห็นควรที่จะแก้รัฐธรรมนูญให้สามารถที่จะแก้เรื่องเงื่อนเวลาจัดเพื่อให้เหมาะกับ สถานการณ์ได้ โดยขอให้ปรับเวลาให้เหมาะสม นี่คือสิ่งที่พรรคภูมิใจไทยและคณะ ทั้งพรรค การเมืองอื่นที่ร่วมลงชื่อเสนอด้วยได้เสนอประเด็นนี้ต่อที่ประชุมแห่งนี้ และผมคาดหวังว่าสิ่ง ที่เราทำตรงนี้เสนอไปไม่ใช่มีเป้าหมายเพื่อประโยชน์ของพรรคการเมืองอย่างที่กล่าวหา สิ่งที่เราเสนอเป็นประโยชน์เพื่อพี่น้องประชาชน เราเสนอรัฐธรรมนูญที่กินได้ ผมจึงฝากท่าน สมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ได้โปรดร่วมแรงร่วมใจกันครับ เราช่วยบ้านเมือง ช่วยรัฐบาลนี้เพื่อที่จะ ก้าวข้ามความยากจน ไม่เจ็บไม่จน แล้วประเทศไทยของเราก็จะก้าวหน้า ก้าวข้ามความ ยากจนไปเสียที ขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เชิญท่านชินวรณ์ครับ

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช 🔗

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ชินวรณ์ บุณยเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมได้รับ มอบหมายจากท่านหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ในฐานะที่เป็น ผู้เสนอร่างทั้ง ๖ ฉบับ แต่เนื่องจากว่าพรรคประชาธิปัตย์เสนอจำนวนร่างมากที่สุดนะครับ เราจึงขออนุญาตท่านประธานแบ่งผู้นำเสนอเป็น ๒ ส่วน คือส่วนแรกผมจะนำเสนอ ๓ ฉบับ ส่วนที่ ๒ ท่านองอาจ คล้ามไพบูลย์ ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม จะนำเสนอ ๓ ฉบับ และหลังจากนั้นท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และคณะที่เป็นผู้เสนอ ก็ได้มอบหมายว่าให้ท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ท่านจะได้เป็นผู้อภิปรายโดยภาพรวมทั้งหมด เพื่อให้ประหยัดเวลาในการนำเสนอและการอภิปราย และเรายังมีผู้อภิปรายสนับสนุน ร่างทั้ง ๖ ฉบับอีก ๔ ท่าน และหากพรรคในเวลาเหลืออยู่ผมก็จะขออนุญาตท่านประธาน ที่จะอภิปรายสรุปอีกครั้งหนึ่งครับท่านประธาน กระผมขออนุญาตที่จะนำเรียนกับ ท่านประธานไปทีละฉบับนะครับ

ฉบับแรก ท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ และสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา จำนวน ๑๑๕ ท่าน ขอเสนอร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... โดยมีหลักการที่สำคัญคือแก้ไข เพิ่มเติมมาตรา ๒๙ มาตรา ๔๓ มาตรา ๔๖ และมาตรา ๗๒ ท่านประธานที่เคารพ ก็ด้วยเหตุผลโดยที่มาตรา ๒๙ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้กำหนดสิทธิของ ประชาชนชาวไทยในเรื่องโทษทางอาญา สิทธิในคดีอาญา การควบคุมหรือคุมขังผู้ต้องหา การขอประกันตัว ซึ่งยังไม่ครอบคลุมถึงสิทธิขั้นพื้นฐานในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งถือว่า เป็นสาระสำคัญในหลักประกันขั้นพื้นฐานในเรื่องสิทธิของมนุษยชน และมาตรา ๔๓ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ได้กำหนดเรื่องบุคคลและชุมชนยัง ไม่ครอบคลุมสิทธิของประชาชนในการมีส่วนร่วมในการปกป้องสิทธิของประชาชน มาตรา ๔๖ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย สิทธิของผู้บริโภคได้กำหนดไว้ให้ได้รับการ คุ้มครองและไม่มีกรณีการกำหนดให้ประชาชนและภาคส่วนอื่น ๆ เข้ามามีส่วนร่วมแต่อย่าง ใด มาตรา ๗๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ได้กำหนดให้รัฐดำเนินการเกี่ยวกับ ที่ดินให้มีการกระจายการถือครองที่ดิน เพื่อให้ประชาชนสามารถมีที่ดินทำกินได้อย่างทั่วถึง และเป็นธรรม และสภาพความเป็นจริงประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกรยังไม่ได้รับความเป็น ธรรมในเรื่องการถือครองที่ดิน เนื่องจากยังไม่ได้การพิสูจน์สิทธิในที่ดินทำกินอย่างเป็นระบบ และเป็นธรรม การจัดสรรที่ดินภาครัฐ จำต้องคำนึงถึงสิทธิในที่ดินทำกินตามความเป็นจริง จึงจำเป็นต้องตรารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ขึ้นมา ซึ่งฉบับนี้จะเน้นในเรื่องของสิทธิของพี่น้องประชาชนโดยเฉพาะ ซึ่งเราคิดว่ามีความจำเป็น เป็นอย่างยิ่งที่จะต้องนำเสนอเพื่อให้มีการแก้ไขในครั้งนี้ด้วยนะครับ

ฉบับที่ ๒ ขอเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๒๕๖ ครับท่านประธาน ด้วยเหตุผล ด้วยมาตรา ๒๕๖ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ได้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการ แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญให้มีการแก้ไขที่ยากยิ่ง กล่าวคือการแก้ไขเพิ่มเติมก็ทำได้ยากกว่า รัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านมา คือการพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมญัตติ แก้ไขเพิ่มเติม ได้กำหนด การออกเสียงลงคะแนนในวาระที่ ๑ ขั้นรับหลักการ กำหนดให้มีคะแนนเสียงเห็นชอบ ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของ ๒ สภา แต่ได้กำหนดให้ ในจำนวนดังกล่าวจะต้องมีสมาชิกวุฒิสภาเห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๓ ของจำนวน สมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา และในวาระที่ ๓ ได้กำหนดให้มีเสียงเห็นชอบด้วย ในหลักการ จะให้ใช้เป็นรัฐธรรมนูญมากกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของ ๒ สภา และได้กำหนดให้จำนวนนี้ต้องมีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคการเมือง ที่สมาชิกมิได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือรองประธานสภา ผู้แทนราษฎร เห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่าร้อยละ ๒๐ ของทุกพรรคการเมืองดังกล่าว รวมกัน และกำหนดให้ต้องเป็นสมาชิกวุฒิสภาเห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๓ ของจำนวนสมาชิก ทั้งหมดเป็นเงื่อนไขสำคัญที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นั้น ทำให้กระบวนการในการ แก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญนั้นทำได้ยากยิ่งและไม่เป็นไปตามกลไกในระบอบประชาธิปไตย คือกลไกที่จะต้องปกครองด้วยเสียงข้างมาก แล้วก็เคารพเสียงข้างน้อย แต่ว่ากลไกดังกล่าว เป็นการกำหนดให้เสียงข้างน้อยมีสิทธิในการครอบงำเสียงข้างมากในการแก้ไขกฎหมาย รัฐธรรมนูญ แต่ว่าอย่างไรก็ตาม พวกกระผมเห็นว่าการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญนั้น ยังมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้มีการแก้ไขได้ยากอยู่ เราจึงได้กำหนดว่าการมีมติเพื่อให้ ความเห็นชอบต่อการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญนั้นจะต้องใช้เสียง ๒ ใน ๓ กล่าวคือจะต้องมี เสียงที่จะต้องเห็นพ้องต้องกันของเพื่อนสมาชิกในรัฐสภาแห่งนี้ เพราะฉะนั้นจึงหวัง เป็นอย่างยิ่งว่าเราจำเป็นที่จะต้องใช้คำพูดที่เคยพูดกันมาว่าเราต้องการที่จะสะเดาะกลอน เพื่อแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญนำไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น ฉบับนี้จึงเป็น จุดเริ่มต้นที่สำคัญ แต่ว่าอย่างไรก็ตามครับท่านประธาน เราก็ยังยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า ถึงแม้ว่าจะมีความคิดดังกล่าวนี้ในการเสนอในวันนี้ก็ตามแต่ว่ากระบวนการในการแก้ไข กฎหมายรัฐธรรมนูญนั้นยังมีอีกหลายประเด็นและที่มีความจำเป็น และคิดว่าในโอกาสต่อไป ถ้าหากว่าเราสามารถที่จะแก้ไขได้ ให้พี่น้องประชาชนได้มีส่วนร่วมในการที่จะร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้เป็นฉบับของประชาชนต่อไปก็จะเป็นเรื่องที่จะต้องสนับสนุนด้วยครับ

ฉบับที่ ๓ ท่านประธานครับ ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๒๓๖ และมาตรา ๒๓๗) ด้วยเหตุผลที่มาตรา ๒๓๖ และมาตรา ๒๓๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ได้กำหนดในการกล่าวหาคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกของทั้งสองสภาจำนวนไม่น้อยกว่า ๒๐,๐๐๐ คน มีสิทธิเข้าชื่อกล่าวหาคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ ผู้ใดกระทำการตามมาตรา ๒๓๔ (๑) ให้ยื่นต่อประธานรัฐสภาพร้อมด้วยหลักฐานตามสมควร หากประธานรัฐสภาเห็นว่ามีเหตุอันสมควรสงสัยว่ามีการกระทำตามที่ถูกกล่าวหา ให้ประธานรัฐสภาเสนอเรื่องไปยังประธานศาลฎีกาเพื่อตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระจากผู้ซึ่ง มีความเป็นกลางทางการเมืองและมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ เพื่อไต่สวน หาข้อเท็จจริง จะเห็นได้ว่าการให้ยื่นต่อประธานรัฐสภา หากประธานรัฐสภาเห็นว่ามีเหตุ อันสมควรก็จะต้องส่งไปให้ศาลฎีกา ย่อมทำให้การตรวจสอบถ่วงดุลในการป้องกันและ ปราบปรามการทุจริตเกิดความเสียหายได้ หากมีการต่อรอง สมยอม หรือกระทำการ ในลักษณะขัดกันแห่งผลประโยชน์ ประธานรัฐสภาคือฝ่ายที่มาจากพรรคการเมือง หากมี นักการเมืองจากพรรคเดียวกันกับประธานรัฐสภาถูกดำเนินคดี โดยคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตก็อาจมีการเสนอคดีต่อประธานรัฐสภาเพื่อดำเนินคดี คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตเพื่อเป็นการต่อรองในทางคดีเพื่อประโยชน์ ของนักการเมืองในพรรคของตนได้ ซึ่งจากเหตุผลดังกล่าวนี้เราจึงเห็นว่าควรที่จะได้มีการ แก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๓๖ มาตรา ๒๓๗ เพื่อให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้นำส่ง เรื่องดังกล่าวไปยังประธานศาลฎีกาเพื่อที่จะได้ดำเนินการในการตั้งคณะผู้ไต่สวน ทำให้เกิด ความเป็นกลางและมีประสิทธิภาพในการที่จะตรวจสอบให้เกิดความโปร่งใสมากยิ่งขึ้น จึงเป็นประเด็นสำคัญที่คิดว่าเราจะได้เสนอร่างเพื่อขอความเห็นชอบจากเพื่อนสมาชิก ในรัฐสภาแห่งนี้ในการขอความเห็นชอบในวาระรับหลักการตามลำดับต่อไป ขอขอบคุณครับ

นายชวน หลีภัย ประธานรัฐสภา

ต่อไป ฉบับที่ ๑๑ ครับ

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ 🔗

ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ แบบบัญชีรายชื่อ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอเสนอร่างที่เหลืออีก ๓ ร่าง ต่อเนื่องไปเลยนะครับ

ร่างแรกก็คือ ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ฉบับแรกนี้มีหลักการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๕๙ และยกเลิกมาตรา ๒๗๒ เหตุผลในการเสนอร่างนี้ก็คือ โดยที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๑๕๙ ที่ได้กำหนดหลักเกณฑ์ให้การเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อกำหนดให้มาจากบุคคลที่อยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา ๘๘ และควรจะได้มีการกำหนดให้นายกรัฐมนตรีต้องมาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไว้ด้วย เพื่อให้เป็นบุคคลที่ได้ผ่านกระบวนการเชื่อมโยงมาจากประชาชนอย่างแท้จริง และโดยที่ มาตรา ๒๗๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้กำหนดให้ในระหว่าง ๕ ปีแรกนับแต่ วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญ ให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาให้ความเห็นชอบเท่ากับ ให้อำนาจสมาชิกวุฒิสภาเป็นผู้มีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งไม่สอดคล้องต่อหลักการ ประชาธิปไตย เหตุเพราะว่าสมาชิกวุฒิสภาไม่ได้เป็นบุคคลที่มาจากการเลือกตั้ง จากประชาชน การให้อำนาจหน้าที่ในการเลือกนายกรัฐมนตรีจึงอาจเป็นเหตุให้บุคคลที่จะ มาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไม่มีความเชื่อมโยงกับอำนาจของปวงชนอย่างแท้จริง จึงจำเป็นต้องตรารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่) .. พ.ศ. .... ไว้ ณ ที่นี้ อันนี้เป็นฉบับแรกนะครับ

ฉบับถัดมาก็คือบันทึกหลักการและเหตุผลประกอบร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... หลักการในเรื่องนี้ก็คือ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ดังต่อไปนี้นะครับ ๑. แก้ไขเพิ่มเติมแนวนโยบายแห่งรัฐ มาตรา ๗๖/๑ และมาตรา ๗๖/๒ ๒. แก้ไขเพิ่มเติมหมวดการปกครองส่วนท้องถิ่น มาตรา ๒๔๙ มาตรา ๒๕๐ มาตรา ๒๕๑ มาตรา ๒๕๒ มาตรา ๒๕๓ และมาตรา ๒๕๔ และ เพิ่มมาตรา ๒๕๐/๑ ส่วนเหตุผลของร่างนี้ก็คือ เพื่อให้การกระจายอำนาจไปสู่องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นไปตามเจตนารมณ์ของประชาชน อันเนื่องมาจากเป็นองค์กรที่อยู่ ใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด เพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่สนองตอบต่อความต้องการของ ประชาชนได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึงกว่าทุกหน่วยงานของรัฐ ประกอบกับตามโครงสร้างของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ที่เป็นหน้าที่และอำนาจ เช่น การได้รับเลือกตั้งให้เป็นฝ่ายบริหารหรือฝ่ายนิติบัญญัติ การตรวจสอบการทำงานของประชาชนสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่าการตรวจสอบ การทำงานของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หน่วยงานอื่น ๆ ทั้งที่เป็นของราชการ ส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค การกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้กระทำได้เท่าที่ จำเป็นและต้องมีมาตรฐานกลางกำหนดไว้ การจัดสรรรายได้ให้สมดุลกับหน้าที่และอำนาจ ฉะนั้นการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับบทบัญญัติว่าด้วยหน้าที่และอำนาจของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การจัดโครงสร้างทางการบริหาร การจัดรูปแบบที่เป็นรากฐาน ขององค์กร รวมทั้งการบัญญัติให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้นก็จะทำให้องค์กรนี้มีความ เข้มแข็งและสามารถให้บริการประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และที่สำคัญก็คือจะเป็นเวที เรียนรู้ประชาธิปไตยในทางปฏิบัติให้กับประชาชน ซึ่งจะมีผลต่อการพัฒนาการเมือง ในระดับชาติด้วย จึงจำเป็นต้องตรารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับนี้

ฉบับถัดมาครับท่านประธาน ก็คือร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งมีหลักการแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๘๓ และมาตรา ๙๑ เหตุผลก็คือ โดยที่มาตรา ๘๓ และมาตรา ๙๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ได้กำหนดสภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิกจำนวน ๕๐๐ คน มีสมาชิกซึ่งมาจาก การเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จำนวน ๓๕๐ คน สมาชิกซึ่งมาจากบัญชีรายชื่อของ พรรคการเมืองจำนวน ๑๕๐ คน ซึ่งเป็นจำนวนที่ไม่สอดคล้องต่อจำนวนประชากรในแต่ละ เขตเลือกตั้ง หากมีการกำหนดให้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีจำนวน ๔๐๐ คนก็จะทำให้การ ดูแลปัญหาของประชาชนมีความใกล้ชิดและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จะเป็นประโยชน์ ต่อประชาชน และการคำนวณคะแนนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อก็มี ความจำเป็นที่จะต้องมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนและเป็นธรรมต่อพรรคการเมือง และต้องเคารพ ๑ สิทธิ ๑ เสียงของประชาชน การให้มีบัตรเลือกตั้ง ๒ ใบเพื่อให้ประชาชนมีสิทธิในการเลือก พรรคการเมืองและผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต ย่อมทำให้ ประชาชนได้ใช้เจตจำนงในการเลือกตั้งที่สอดคล้องกับความเป็นจริงมากยิ่งขึ้น จึงจำเป็น ต้องตรารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ทั้ง ๓ ฉบับนี้ อีกสักครู่ก็จะมีสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ได้อภิปรายในรายละเอียดต่อไป ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ก็เป็นการเสนอหลักการ และเหตุผลทั้ง ๑๓ ฉบับนะครับ ต่อไปก็จะเป็นวาระของสมาชิก กรุณาส่งชื่อมาเลยครับ ขณะนี้ฝ่ายค้านยังไม่ส่งชื่อมาครับ ฝ่ายรัฐบาลส่งชื่อมา ๒ ท่านครับ คุณจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ คุณอรรถกร ศิริลัทธยากร ท่านวุฒิสมาชิกส่งชื่อมา ๓ ชื่อ นายวันชัย สอนศิริ นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย นายเฉลิมชัย เฟื่องคอน ขอเชิญคุณจุรินทร์ก่อนครับ แล้วก็หลังจากนั้น ก็เป็นท่านวันชัย สอนศิริ เชิญครับ

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกรัฐสภา สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตเริ่มต้นด้วยการกราบเรียนกับ ท่านประธานที่เคารพว่าพรรคประชาธิปัตย์ที่ผมสังกัดนั้นมีความเห็นต่อรัฐธรรมนูญ ๒ ประการ

ประการที่ ๑ ก็คือเห็นว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ หรือฉบับปัจจุบันนั้น ยังไม่เป็นประชาธิปไตยเท่าที่ควร การแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงเป็นจุดยืนสำคัญของพรรค ประชาธิปัตย์ เพื่อทำให้รัฐธรรมนูญเป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้น

และในประการที่ ๒ พรรคประชาธิปัตย์เห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น สามารถที่จะทำควบคู่ไปกับการแก้ปัญหาโควิด (COVID) ปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาอื่น ๆ ของประเทศได้ เพราะไม่ว่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจ โควิด (COVID) การเมือง ก็ล้วนแล้วแต่ มีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กัน เช่น หากติดปัญหาการเมืองก็ยากที่จะทำให้การแก้ปัญหา สุขภาพอนามัยของประชาชนปัจจุบัน รวมทั้งปัญหาเศรษฐกิจสามารถสำเร็จราบรื่นได้ ขอกราบเรียนกับท่านประธานเพิ่มเติมว่าพรรคประชาธิปัตย์ยึดมั่นในระบอบการปกครอง แบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเห็นว่ารัฐธรรมนูญ คือตัวสะท้อนสำคัญของความเป็นประชาธิปไตยมากน้อยแค่ไหน แต่เมื่อประชาชนเห็นว่า รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ และเมื่อพรรคประชาธิปัตย์เห็นว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ยังไม่เป็น ประชาธิปไตยเท่าที่ควร จึงได้ดำเนินการมาโดยลำดับดังต่อไปนี้ครับ

๑. ท่านประธานคงจำได้ ว่าเมื่อตอนที่มีการรณรงค์ทำประชามติ เพื่อให้ ประชาชนรับหรือไม่รับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคการเมืองหนึ่ง ที่ประกาศชัดเจนว่าไม่รับรัฐธรรมนูญ และไม่เห็นด้วยกับคำถามพ่วง แต่เมื่อผลประชามติ ประชาชนส่วนใหญ่ให้ความเห็นชอบ พรรคประชาธิปัตย์ก็ยอมรับและปฏิบัติตามเงื่อนไข ในรัฐธรรมนูญทุกประการมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน

๒. ท่านประธานคงจำได้ว่าก่อนการตัดสินใจเข้าร่วมรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถือเป็น ๑ ใน ๓ เงื่อนไขสำคัญที่ได้มีการเจรจาก่อนตัดสินใจ ร่วมรัฐบาล

๓. เมื่อเราเข้ามาทำหน้าที่ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ก็เป็นพรรคการเมืองหนึ่งที่ร่วมกับพรรคร่วมรัฐบาล เสนอญัตติตั้งกรรมาธิการขึ้นมาศึกษา ประเด็นที่จำเป็นต้องแก้ไขในเรื่องรัฐธรรมนูญ

๔. พรรคประชาธิปัตย์ เมื่อถึงเวลาได้มีการศึกษาเสร็จสิ้นแล้วก็ได้ร่วมกับ พรรคร่วมรัฐบาลเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะการแก้ไขมาตรา ๒๕๖ ให้มีการจัดตั้ง สสร. ขึ้นมา โดยไม่แตะหมวด ๑ และหมวด ๒ และท่านประธานคงเห็นว่าในการพิจารณา ขั้นสุดท้ายนั้นพรรคประชาธิปัตย์ได้ทำหน้าที่ยืนหยัดจนกระทั่งกระบวนการพิจารณาจบสิ้น โดยได้ลงมติเห็นชอบการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนั้นในวาระที่ ๓ แม้เสียงจะไม่พอ และทำให้ ร่างดังกล่าวที่มีการแก้ไขทั้งฉบับต้องตกไปในที่สุดก็ตาม

และโดยเหตุที่เมื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับมีอุปสรรค วันนี้ พรรคประชาธิปัตย์จึงร่วมกับพรรคร่วมรัฐบาลอีก ๒ พรรค คือพรรคภูมิใจไทยและ พรรคชาติไทยพัฒนา เสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา โดยร่างที่ พรรคประชาธิปัตย์ได้ทำหน้าที่ยกร่างขึ้น มี ๖ ร่างด้วยกัน ซึ่งจะขออนุญาตที่จะกราบเรียน กับท่านประธานว่า ๖ ร่างที่พรรคประชาธิปัตย์ได้ยกร่างขึ้นมานี้เป็นไปตามหลักการ ๓ ข้อ

ประเด็นที่ ๑ ก็คือ เพื่อทำให้รัฐธรรมนูญในประเด็นที่แก้ไขนั้นเป็น ประชาธิปไตยยิ่งขึ้น

ประเด็นที่ ๒ ก็คือจะไม่มีการแตะหมวดหนึ่ง หมวดสองที่ว่าด้วยการปกครอง ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และไม่แตะหมวดที่ว่าด้วยสถาบัน พระมหากษัตริย์ และ

ประเด็นที่ ๓ ก็คือร่างทั้ง ๖ ร่างนี้เป็นประโยชน์กับประเทศและประชาชน เป็นหลัก โดย ๖ ร่างนั้นเพื่อนสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ทั้งท่านองอาจ คล้ามไพบูลย์ และท่านชินวรณ์ บุณยเกียรติ ก็ได้ทำหน้าที่เสนอต่อท่านประธานไปแล้ว กระผมขออนุญาต แต่เพียงที่จะกล่าวสนับสนุนว่าแต่ละร่างมีเหตุผลอย่างไรที่สมควรที่เพื่อนสมาชิกรัฐสภาจะได้ ช่วยให้การสนับสนุนต่อไปได้

ร่างที่ ๑ นั้นเป็นการแก้ไขมาตรา ๒๙ มาตรา ๔๓ มาตรา ๔๖ และมาตรา ๗๒ เป้าหมายสำคัญก็เพื่อประโยชน์ในการเพิ่มสิทธิของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิทธิ การเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมโดยง่าย สะดวก รวดเร็ว ทั่วถึงของประชาชน และสิทธิที่จะ ได้รับความช่วยเหลือทางคดีจากทนายความและการได้รับการประกันตัว รวมทั้งการขยาย สิทธิชุมชน สิทธิผู้บริโภคที่ประชาชนต้องได้รับความคุ้มครองและประชาชนต้องเข้ามา มีส่วนร่วม ที่สำคัญก็คือสิทธิของประชาชนและเกษตรกรที่จะต้องได้รับการกระจายการถือ ครองที่ดินทำกินและน้ำให้เป็นระบบทั่วถึง เป็นธรรม เหมาะสมและพอเพียงแก่การทำ การเกษตร นี่คือฉบับที่ ๑

ฉบับที่ ๒ เป็นเรื่องของการกระจายอำนาจสู่การปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งถือ ว่าเป็นหน่วยงานที่ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด ดังท่านองอาจได้กราบเรียนเมื่อสักครู่ สาระสำคัญก็คือเป็นการแก้ไขจากปัจจุบันที่ระบุว่าหน่วยการปกครองส่วนท้องถิ่นทำอะไร ได้บ้าง ซึ่งทำให้เกิดข้อจำกัดในการที่จะทำประโยชน์ให้กับประชาชน ก็แก้เป็น ต่อไปนี้ให้ถือ ว่าหน่วยการปกครองส่วนท้องถิ่นทำได้ทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่องที่ห้าม เช่น เรื่องการทหาร เรื่องศาล เรื่องธนาคาร เรื่องการต่างประเทศ เป็นต้น และที่สำคัญก็คือแก้ไขให้เกิดความ ชัดเจนว่าต่อไปนี้ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้แก้ไขได้ตามที่พรรคประชาธิปัตย์และอีก ๒ พรรคร่วม เสนอนั้น ผู้บริหารหน่วยการปกครองท้องถิ่นไม่ว่าจะเป็น อบจ. เทศบาล อบต. ต้องมาจาก การเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนเท่านั้น จะมาจากการเลือกตั้งโดยอ้อม เช่น ให้สมาชิก สภาจังหวัดไปเลือกนายก อบจ. แทนประชาชนไม่ได้ เป็นต้น

ฉบับที่ ๓ ก็คือเป็นเรื่องของการแก้ไขในเรื่องการตรวจสอบการทุจริตของ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้มีความเข้มข้นยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและทุกฝ่าย ที่เป็นเช่นนั้นก็ดังที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปก่อนหน้านี้ว่าหากพบว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช. ผู้ใดประพฤติมิชอบ ส.ส. หรือ ส.ว. หรือ ส.ส. บวก ส.ว. หรือประชาชนไม่น้อยกว่า ๒๐,๐๐๐ ชื่อสามารถยื่นคำร้องพร้อมหลักฐานต่อประธานรัฐสภาเพื่อส่งไปให้ประธาน ศาลฎีกาตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระได้ ปัญหาที่เป็นประเด็นก็คือว่าก่อนส่งประธานศาลฎีกา รัฐธรรมนูญปัจจุบันระบุว่าประธานรัฐสภาต้องพิจารณาเสียก่อนว่ามีเหตุอันควรสงสัยหรือไม่ ตรงนี้ครับที่อาจจะเป็นประเด็นทำให้เกิดการต่อรองคดีได้ เพราะประธานรัฐสภามาจาก พรรคการเมืองรัฐบาล ซึ่งอันนี้ผมไม่ได้มีข้อสงสัยต่อท่านประธานรัฐสภาชวน หลีกภัย แต่อย่างไร เพราะท่านมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์อยู่แล้ว เพียงแต่ว่าอันนี้คือ หลักการ ถ้าหากว่าประธานรัฐสภาสามารถใช้ดุลพินิจได้อาจจะนำไปสู่การต่อรองคดีสำหรับ บุคคลอื่นที่มาเป็นประธานรัฐสภาได้ เพราะฉะนั้นตรงนี้จึงเป็นที่มาที่ขอแก้รัฐธรรมนูญ ในมาตรานี้หรือฉบับนี้เป็นว่า เมื่อมีผู้ยื่นให้ไต่สวน ป.ป.ช. ต่อประธานรัฐสภาให้ประธาน รัฐสภามีหน้าที่ส่งประธานศาลฎีกาเลย โดยไม่ต้องพิจารณาก่อนหรือพิจารณาเป็นอย่างอื่น

ฉบับที่ ๔ ก็คือในเรื่องของการแก้ไขมาตรา ๒๕๖ ว่าด้วยวิธีการแก้ไข รัฐธรรมนูญ ซึ่งการแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรา ๒๕๖ ของรัฐธรรมนูญปัจจุบันนั้นได้กำหนด ขั้นตอน เงื่อนไขไว้ซับซ้อนมากมาย จนเกือบจะเรียกว่าทำให้แก้ ของรัฐธรรมนูญปัจจุบันนั้นได้กำหนดขั้นตอนเงื่อนไขไว้ซับซ้อนมากมายจนเกือบจะเรียกว่า ทำให้แก้ไม่ได้เลย และสุดท้ายอาจจะนำไปเป็นเงื่อนไขในการฉีกรัฐธรรมนูญต่อไปได้ ในอนาคตซึ่งเป็นสิ่งที่ผมเชื่อว่าไม่มีใครประสงค์จะให้เกิดเหตุนี้ขึ้นมา นั่นคือว่าข้อเท็จจริง รัฐธรรมนูญทุกฉบับในอดีตการแก้ไขนั้นกำหนดไว้แต่เพียงว่าใช้เสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งหรือเกิน กว่าสองในสามของที่ประชุมร่วมรัฐสภาแค่นั้นก็เพียงพอแล้ว แต่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ยังกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมอีกหลายประการว่า ๑. นอกจากต้องใช้เสียงข้างมากเกินกว่า กึ่งหนึ่งของ ๒ สภารวมกันแล้วยังจะต้องในจำนวนเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งนั้นต้องมีเสียง วุฒิสมาชิกไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๓ ด้วย และต้องมีเสียงฝ่ายค้านอีกไม่น้อยกว่าร้อยละ ๒๐ บางกรณีถึงขั้นต้องไปทำประชามติก่อน และยังมีกรณีที่เพื่อนสมาชิกอาจหลงลืมไปก็ได้ ก็คือว่าก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ ส.ส. ส.ว. หรือ ส.ส. ส.ว. รวมกันไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๑๐ ยังสามารถส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความชอบด้วยมาตรา ๒๕๕ ได้อีก นี่ก็คือความยุ่งยาก ซับซ้อนของการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๕๖ ที่บัญญัติไว้ เมื่อเป็นหัวหน้าพรรค ประชาธิปัตย์ท่านประธานคงจำได้ผมเป็นคนหนึ่งที่เคยพูดว่าอย่างน้อยถ้าต้องเลือกสัก มาตราหนึ่งก่อนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญผมจะเลือกมาตรา ๒๕๖ เพราะมาตรา ๒๕๖ คือ กุญแจดอกใหญ่ที่คล้องประตูประชาธิปไตยไว้ไม่ให้เปิดออก การแก้มาตรา ๒๕๖ จะเป็นการ สะเดาะกุญแจเพื่อให้เปิดประตูไปสู่ประชาธิปไตยในอนาคตได้ การแก้ไขมาตรา ๒๕๖ จึงเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นและเป็น ๑ ใน ๖ ฉบับที่ประชาธิปัตย์ร่วมกับพรรคภูมิใจไทยและ พรรคชาติไทยพัฒนาได้เสนอต่อท่านประธานและที่ประชุม

ฉบับที่ ๕ เป็นเรื่องของการแก้ไขระบบการเลือกตั้งจากบัตรใบเดียวเป็น บัตร ๒ ใบ เหตุผลมิใช่เพื่อประโยชน์ของพรรคการเมืองใด แต่เพื่อให้ประชาชนได้มีเสรีภาพ ในการเลือก ส.ส. มากขึ้น นั่นคือบัตร ๒ ใบจะเป็นการแยกเลือกคน แยกเลือกพรรคได้ ไม่ต้องถูกบังคับเหมือนระบบบัตรใบเดียวที่เอาคนกับพรรคมามัดรวมกันเหมือนข้าวต้มมัด นี่ก็คือประเด็นที่ทำให้ประชาชนมีเสรีภาพในการเลือกผู้แทนและเลือกพรรคการเมือง ที่ตนเองชอบได้ ที่สำคัญก็คือระบบบัตร ๒ ใบจะทำให้ประชาธิปไตยรัฐสภาอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้นเข้มแข็งขึ้น เพราะพรรคการเมืองจะเข้มแข็งขึ้น การเมืองจะมีเสถียรภาพมากขึ้นเพราะบัตร ๒ ใบ ผลการเลือกตั้งจะไม่เป็นเบี้ยหัวแตก เหมือนระบบบัตรใบเดียวที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน นี่คือเหตุผลสำคัญที่ขออนุญาตกราบเรียนว่า ทำไมต้องแก้ไข ระบบบัตรใบเดียวเป็นบัตร ๒ ใบ

ฉบับที่ ๖ ประเด็นที่ขออนุญาตที่จะกราบเรียนต่อท่านประธานก็คือว่า เป็นประเด็นของการแก้ไขมาตรา ๒๗๒ ซึ่งเป็นประเด็นที่มีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวางใน ประเด็นว่าควรจะปิดสวิตซ์ (Switch) ส.ว. หรือไม่ ผมขออนุญาตกราบเรียนกับท่านประธาน ที่เคารพไว้ตรงนี้ครับว่าจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ต่อเรื่องนี้ก็คือ พรรคประชาธิปัตย์ ยังเห็นว่าสมาชิกวุฒิสภายังมีความจำเป็น และประเทศไทยควรเป็นระบบรัฐสภาแบบ ๒ สภา ไม่ใช่สภาเดียว แต่เนื่องจากสมาชิกวุฒิสภาไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง เพราะฉะนั้น จึงควรมีอำนาจจำกัดเฉพาะการทำหน้าที่ในการกลั่นกรองกฎหมายและการควบคุม การบริหารราชการแผ่นดินเท่านั้น ไม่ควรมีอำนาจเลยไปถึงการลงคะแนนเลือก นายกรัฐมนตรีแทนประชาชนที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง เช่น ส.ส. ได้ และที่สำคัญขออนุญาตเรียนกับท่านประธานครับว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ จำกัดอำนาจ ส.ว. ไม่ให้โหวตเลือกนายกรัฐมนตรีนั้นเป็นการสอดคล้องกับหลักการสำคัญ ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้ เพราะหลักการสำคัญที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ ก็กำหนดว่าผู้ที่มีอำนาจควรจะโหวต (Vote) เลือกนายกรัฐมนตรีนั้นควรมาจากการเลือกตั้ง โดยตรงประชาชนเท่านั้น การให้อำนาจสมาชิกวุฒิสภาลงคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรีนั้น เป็นการให้อำนาจเป็นการชั่วคราวที่ระบุไว้ในบทเฉพาะกาลเป็นเวลา ๕ ปีเท่านั้น หลังจากนั้นก็จะต้องกลับเข้าสู่วิถีประชาธิปไตยปกติที่เป็นหลักการสำคัญของรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ การแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ จึงเป็นเพียงแค่การย่นระยะเวลาของบทเฉพาะกาล ๕ ปีให้สั้นลงในเรื่องนี้ เพื่อกลับเข้าสู่หลักการประชาธิปไตยที่ถูกต้องและควรจะเป็น เร็วขึ้นแต่เพียงเท่านั้นเอง อีกประเด็นหนึ่งที่ขออนุญาตกราบเรียนกับท่านประธานในเรื่องนี้ ก็คือว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ นั้นไม่ได้มีผลเป็นการกีดกันบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เพื่อไม่ให้สามารถดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ต่อไปอีกในอนาคต เพราะหากบุคคลนั้น ประสงค์จะเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป ก็สามารถนำชื่อไปใส่ในบัญชีรายชื่อพรรคการเมืองได้ หรือลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ได้ และหลังการเลือกตั้งถ้าบุคคลนั้น สามารถรวมเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรได้ ท่านก็ย่อมมีสิทธิดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีได้เช่นเดียวกับบุคคลอื่น ๆ ที่มีคุณสมบัติและกระบวนการดำเนินการ เช่นเดียวกันกับท่าน นอกจากนั้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ นี้ยังถือเป็นการ ปลดล็อกเงื่อนไขข้อจำกัดหรือข้อขัดแย้งทางการเมืองได้อีกระดับหนึ่ง ช่วยส่งผลต่อ เสถียรภาพทางการเมืองในการที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาของรัฐบาลปัจจุบันในการแก้วิกฤติ โควิด (COVID) เศรษฐกิจและปัญหาอื่น ๆ ได้อย่างมีเสถียรภาพและเรียบร้อยราบรื่นขึ้น ต่อไปด้วย ด้วยเหตุผลที่กระผมกราบเรียนกับท่านประธานมาข้างต้น พรรคประชาธิปัตย์ จึงมีมติสนับสนุนทั้ง ๖ ร่างของพรรค รวมทั้งอีก ๒ ร่างของพรรคภูมิใจไทย และ ๑ ร่างของ พรรคพลังประชารัฐ แม้จะมีข้อท้วงติงในประเด็นมาตรา ๑๔๔ และมาตรา ๑๔๘ อยู่ แต่ก็เห็นว่าสามารถไปแปรญัตติแก้ไขให้เหมาะสมยิ่งขึ้นในวาระที่ ๒ ได้ รวมทั้งมีมติ สนับสนุน ๔ ร่างของพรรคเพื่อไทยด้วย ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าประชาธิปัตย์เห็นว่า

ประการที่ ๑ ทั้ง ๑๓ ร่างนั้นมีหลักการใกล้เคียงกันกับร่างของ พรรคประชาธิปัตย์

ประการที่ ๒ ประเด็นรายละเอียดที่ยังเห็นแย้งก็สามารถปรับปรุงแก้ไขได้ ในชั้นแปรญัตติ

ประการที่ ๓ การลงคะแนนเห็นชอบกับทั้ง ๑๓ ร่างไม่ใช่เรื่องการแลกเปลี่ยน ผลประโยชน์แต่ขออนุญาตกราบเรียนกับท่านประธานว่าเพื่อเป็นการแสดง แสวงหาความ ร่วมมือและความเห็นพ้องโดยไม่ขัดจุดยืน เพื่อให้การแก้รัฐธรรมนูญบรรลุผลสัมฤทธิ์ได้จริง ตามจุดยืนที่พรรคประชาธิปัตย์ได้กำหนดไว้ เพราะการแก้รัฐธรรมนูญนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่ จะต้องใช้เสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งของ ๒ สภารวมกัน และในจำนวนนั้นต้องมีฝ่ายค้านไม่น้อย กว่าร้อยละ ๒๐ สนับสนุน รวมทั้งต้องมีวุฒิสมาชิกไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๓ สนับสนุนด้วย ด้วย เหตุผลดังที่กระผมกราบเรียนมาข้างต้น จึงหวังว่าทั้ง ๖ ร่างที่พรรคประชาธิปัตย์ได้เสนอ และอีก ๗ ร่างที่เหลือนั้น จะได้รับการสนับสนุนจากสมาชิกรัฐสภา เพื่อทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้เกิดผลสัมฤทธิ์ได้จริงและไม่กลายเป็นเงื่อนไขวิกฤติทาง การเมืองจนเป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขปัญหาประเทศที่รุมเร้าเราอยู่ขณะนี้ และที่สำคัญทำให้ ประเทศไทยสามารถเดินหน้าไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้นตามเจตนารมณ์ของ รัฐธรรมนูญปัจจุบันได้อย่างสง่างามยิ่งขึ้น ขอบคุณครับท่านประธานครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เนื่องจากได้ประกาศชื่อ ไปแล้วนะครับ ท่านต่อไปคือท่านวันชัย สอนศิริ หลังจากนั้นฝ่ายค้านได้ชื่อเสนอมาแล้วครับ คุณวิรัตน์ วรศสิริน คุณรังสิมันต์ โรม แล้วก็คุณนิคม บุญวิเศษ นะครับ ผมก็จะสลับไป เชิญท่านวันชัยครับ

นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ กระผมเองนั้นได้พิจารณาทุกร่างที่พรรคการเมืองหลายพรรคเสนอมาแล้ว พอจะสรุปสาระสำคัญดังนี้ครับท่านประธานครับ ในส่วนของระบบการเลือกตั้ง พรรคเล็ก จะหายไป พรรคใหญ่จะผงาด ลดบทบาทภาคประชาชน มีอิทธิพลล้วงลูกและก้าวก่าย โดยเฉพาะในเรื่องงบประมาณและข้าราชการประจำ ประเด็นที่ ๒ เรื่องปิดสวิตซ์ ส.ว. ที่บางท่านได้กล่าวไปแล้ว ผมขอเรียนต่อท่านประธานและกับพี่น้องประชาชนว่าผมเองนั้น ยืนหยัดมาตั้งแต่ต้นว่าสนับสนุนในการตัดมาตรานี้ และก็จะสนับสนุนในการโหวตเกี่ยวกับ การตัดอำนาจ ส.ว. ในเรื่องนี้ แต่เรื่องนี้ผมอยากจะกราบเรียนต่อท่านประธานว่า ส.ส. หลายท่านที่เสนอมา พรรคการเมืองที่เสนอมานั้น ผมอยากใช้คำพูดว่ากินอยู่กับปากอยากอยู่ กับท้อง ทำทีเรียกร้องประชาธิปไตย เอาดีใส่ตัวเอาชั่วใส่ ส.ว. ครับท่านประธาน ส่วนเรื่อง อื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มสิทธิเสรีภาพหรือเรื่องยุทธศาสตร์ชาติอะไรก็แล้วแต่ที่มีหลายท่าน อภิปรายไปแล้ว ผมถือว่าเป็นเรื่องเครื่องเคียงของการเสนอกฎหมายในครั้งนี้ ถ้าจะพูดตาม คำกลอนของสุนทรภู่ก็ใช้คำว่าอันพริกไทยใบผักชีเหมือนสีกา ต้องโรยหน้ากันเสียหน่อย ให้อร่อยใจ ความจริงนั้นจะมีการเพิ่มหรือไม่เพิ่ม จะแก้หรือไม่แก้ ผมว่าเรื่องเหล่านี้มีอยู่ใน รัฐธรรมนูญและมีอยู่ในกฎหมายลูกในหลาย ๆ เรื่องอยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของ กระบวนการยุติธรรม เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ผมจะไม่พูดถึงมากนัก ผมขออนุญาตกราบเรียน ต่อท่านประธานว่าการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ผมเห็นว่าเป็นเรื่องของการได้เปรียบเสียเปรียบ ทางการเมือง เป็นเรื่องของการเอาชนะคะคานทางการเมือง ไม่ใช่เรื่องของประชาชน สักเท่าไร เป้าใหญ่ครับท่านประธาน คือระบบเลือกตั้ง แพ้ชนะกันทางการเมือง มองไปว่า ใครจะได้ ส.ส. มากกว่ากัน มองถึงการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในครั้งหน้า ท่านประธานครับ ในสภาแห่งนี้มีการพูดกันมาตลอดว่าบ้านเมืองนี้มีการเลือกตั้งกี่ครั้ง ไม่ว่าจะมีการเลือกตั้ง อบต. อบจ. เทศบาล เลือกตั้ง ส.ส. สภานี้พูดกันมาตลอดว่ามีการโกง มีการทุจริต มีการซื้อสิทธิขายเสียง ทุกระดับมีการพูดเรื่องนี้กันมาก แล้วก็พูดว่ามีการโกง มีการทุจริต มีการคอร์รัปชันหลายที่มากมายมหาศาล แต่ท่านประธานครับ เราไม่เคยคิดแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อการนี้เลยครับ เคยไหมที่จะแก้รัฐธรรมนูญเพื่อให้การเลือกตั้งนั้นมันสุจริตได้ เคยคิดกันไหม เคยทำไหม เคยเสนอไหม ทั้งที่ตะโกนกันมากมายในเรื่องนี้ เคยกระชับ รัฐธรรมนูญให้มันเข้มแข็งในการปราบปรามการคอร์รัปชันไหม ไม่มีได้ทำเลยครับ ท่านประธาน เรากำลังพูดในเรื่องของตัวเราว่าใครจะชนะกันมากกว่า ขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ฉบับปัจจุบันในเรื่องระบบเลือกตั้งและระบบพรรค การเมืองนั้นเขาต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมือง ประชาชนเป็นเจ้าของพรรค ครับท่านประธาน มีส่วนในการร่วมบริหารพรรค มีส่วนร่วมคัดคนลงสมัครรับเลือกตั้ง ที่สำคัญเท่านั้นไม่พอ มีส่วนร่วมในการออกเงินเป็นค่าใช้จ่ายของพรรคการเมือง ทุกคะแนน ของประชาชนทุกคนมีราคา มีความหมายไม่ทิ้งน้ำครับท่านประธาน ทำให้ประชาชนมีโอกาส ได้คนรุ่นใหม่ ได้พรรคการเมืองใหม่ ๆ แต่ตามกฎหมายที่เสนอนี้ครับท่านประธาน ที่เสนอ แก้กันนี้ ผมจึงกราบเรียนว่าพรรคเล็กพรรคน้อยจะหายไป พรรคใหญ่ ๆ ทุนหนา ๆ จะผงาด ลดบทบาทภาคประชาชนตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ไปอย่างสิ้นซากครับท่านประธาน นายทุนพรรคจะครอบงำพรรค คนมีเงินมีอำนาจจะมีบทบาททางการเมือง พรรคการเมือง ต่อไปนี้จะเป็นเสมือนบริษัท ลูกพรรค ส.ส. นั้นจะเป็นเพียงพนักงานบริษัทอย่างที่เราเคย กล่าวหากัน ธุรกิจการเมืองจะกลับมาอีกแล้วครับท่านประธาน เรากำลังปิดสวิตซ์ (Switch) คนเล็กคนน้อย คนยากคนจน คนด้อยโอกาสที่จะเข้ามามีบทบาททางการเมืองครับท่าน ประธาน จะไปปรับจะไปแก้กันอย่างไรผมไม่ว่า แต่ในเรื่องนี้ผมขออนุญาตกราบเรียนว่าเป็น การทำเพื่อการเมือง เอาชนะกันทางการเมืองมากกว่าประโยชน์ของประชาชน นี่เป็น ประเด็นแรกที่ผมให้ข้อสังเกต

นายนิโรธ สุนทรเลขา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครสวรรค์

ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๕ ครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ได้ลงจาก บัลลังก์ โดยมอบให้ ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่แทน)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ว่าอย่างไร ครับ

นายนิโรธ สุนทรเลขา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครสวรรค์

เพราะว่า ผู้อภิปรายกำลังเสียดสีสมาชิกรัฐสภา ผมเห็นด้วยกับการอภิปรายของท่าน แล้วก็การให้ สัมภาษณ์ในสื่อของท่าน ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งนะครับ ผมอยากให้ท่านทำตามสิ่งที่ท่านแสดง ในการให้สัมภาษณ์และการอภิปรายครั้งนี้ แสดงการลาออกจากการเป็นวุฒิสมาชิกเพื่อไม่ให้ เกิดรอยด่างในระบอบประชาธิปไตย ขณะนี้ท่านเป็นรอยด่างของระบอบประชาธิปไตยอยู่ ถ้าท่านรู้ตัวท่านลาออก แล้วก็ไปให้สัมภาษณ์ไปอะไร ผมเห็นด้วยนะครับ สนับสนุนท่าน

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

คงพอแล้ว

นายนิโรจน์ สุนทรเลขา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครสวรรค์

ท่านประธานต้องควบคุมไม่ให้เสียดสีสมาชิกรัฐสภา เอาดีใส่ตัวไม่ได้นะครับ

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ท่านนั่งลง ก่อน

นายคารม พลพรกลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตต่อเลยครับ ผมขออนุญาตครับ ท่านประธานทางนี้ครับ ผม นายคารม พลพรกลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ประเด็น เดียวกันหรือเปล่าครับเดี๋ยว ๆ

นายคารม พลพรกลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ประท้วงท่านตามผู้อภิปรายตาม ข้อ ๑๕ ท่านต้องฟังเหตุผลผมก่อน

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ครับ

นายคารม พลพรกลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ผมนายคารม พลพรกลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ และในฐานะสมาชิก รัฐสภา ต้องเรียนว่าท่านประธานไม่ควบคุมการประชุม ๑ แล้ว และผู้อภิปรายก็เสียดสีด่าทอ ให้ร้ายเขาไปเรื่อยครับ การแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อมุ่งหมายเพื่อให้ประเทศดีขึ้น ไม่ใช่ว่าคนอื่น แย่ เลวเสียหมด

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

เข้าใจแล้ว ครับ

นายคารม พลพรกลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านเข้าใจท่านฟังผมก่อนครับ ท่านประธานด้วยความเคารพ ท่านต้องกำชับคืออย่าเป็น ผู้ใหญ่แต่อายุนะครับ ฝึกความเป็นผู้ใหญ่ในตัวเองด้วย ขอให้ท่านประธานกำชับแล้วหยุด กล่าวหาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่าคนอื่นไม่ดีไปทั้งหมด ไม่มีหรอกครับ มันต้องช่วยกันครับ ขอบคุณท่านประธานครับ

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณ ครับ ผมเพิ่งเข้ามา ๒-๓ นาทีนะครับ ท่านวันชัยครับ คือขอให้พูดตรงประเด็น พูดเข้าไป ในเรื่องของร่างพระราชบัญญัติ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับต่าง ๆ คือฟังผมก่อนนะครับ อย่าไป พูดจาที่เป็นการว่าผู้อื่นหรือว่าอย่างที่เขาทักท้วงมานะครับ เชื่อผมเถอะ จะได้ไปได้เร็ว ๆ นะครับ ผมก็เพิ่งเข้ามาฟังได้ ๒-๓ นาที ขอบคุณครับ

นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน แต่ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่าผมไม่ว่าใครเลย ความจริงเวลา พูดถึง ส.ว. ก็จะมีการกล่าวหาโจมตี ส.ว. อย่างรุนแรง ผมพูดในภาพรวม แล้วขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานว่ามิได้หมายถึง ส.ส. คนหนึ่งคนใด

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

เอาละครับ พอแล้ว

นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

แต่พูดถึงระบบการเลือกตั้ง พูดถึงระบบการเมือง

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ท่านวันชัย ครับ ผมขอนะครับ ท่านเข้าประเด็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญนะครับ

นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน เอาละ เมื่อสักครู่นี้มีคนที่กล่าวหาผมว่าเป็นผู้ใหญ่อย่างโน้นอย่างนี้ ผมว่า ความเป็นผู้ใหญ่ของผม ผมรู้ว่าอะไรเป็นอะไร แต่บางคนนี่ตัวทางการเมืองนั้นก็รู้อยู่ว่า ทำอะไรอยู่

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ท่านยังไม่ เข้าประเด็นที่ผมพูด เดี๋ยวก็จะมีผู้ประท้วงผมอีกนะครับ ขอความกรุณานะครับ ท่านพูดถึง เรื่องร่างรัฐธรรมนูญนะครับ

นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ท่านประธานครับ ผมกำลัง จะพูดถึงเรื่องตัดมาตรา ๒๗๒ ปิดสวิตซ์ (Switch) ส.ว. ผมเห็นว่าเรื่องนี้เป็นความเข้าใจผิด และก็หลงประเด็นกัน เป็นวาทกรรมที่กล่าวหาโจมตี ส.ว. มาทุกครั้ง แท้ที่จริงแล้ว ท่านประธานครับ ถ้าเราพิจารณาดูจากรัฐธรรมนูญลึก ๆ โดยละเอียดแล้ว แบบจิตใจ ที่เป็นกลาง ไม่มีโมหะจริตแล้ว อำนาจที่แท้จริงเลยครับท่านประธาน ในการสถาปนา นายกรัฐมนตรีหรือรัฐบาล คืออำนาจของประชาชนที่เลือกตั้งผ่านทาง ส.ส. ครับ อย่างที่มีหลายท่านพูดกันแล้ว ถ้า ส.ส. รวมกันได้เกินกว่า ๒๕๐ อย่างไร ๆ ส.ว. ต้องเลือกคน รัฐธรรมนูญฉบับนี้กำหนดให้ความเป็นใหญ่นั้นอยู่ที่ ส.ส. มีอำนาจสูงสุดในการที่จะให้ใคร เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นรัฐบาล รัฐบาลจะอยู่ได้หรือไม่ได้ จะอยู่สั้นหรืออยู่ยาว จะล้มหรือไม่ ล้มอยู่ที่ ส.ส. ครับท่านประธาน ไม่เกี่ยวกับ ส.ว. ทั้งสิ้นเลยครับท่านประธาน นั้นเป็น นายกรัฐมนตรี ขืนไปเลือกคนอื่นให้มาเป็นนายกรัฐมนตรีหรือมาเป็นรัฐบาล ท่านประธานก็ทราบอยู่แล้ว ท่านสมาชิกก็ทราบอยู่แล้ว รัฐบาลนั้นก็อยู่ไม่ได้ ส.ว. ก็อยู่ไม่ได้ ครับท่านประธาน เพราะกำลังโหวตสวนกระแสประชาชน ทุกวันนี้ท่านประธานก็จะเห็นอยู่ ว่ารัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นั้นท่านอยู่ได้ด้วยพรรคการเมือง ด้วย ส.ส. ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนครับ ไม่ได้อยู่ได้หรือดำรงอยู่ได้เพราะ ส.ว. เลย ผมจึงขออนุญาตกราบเรียนว่ามาตรานี้เขียนไว้ก็จริง แต่กำลังจะบอกว่าอำนาจของความเป็น ใหญ่ตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้โดยแท้อยู่ที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งสิ้น ผมจึงไม่อยากให้ เพื่อนสมาชิกนั้นเข้าใจในประเด็นนี้ผิด ดังนั้นมาตรา ๒๗๒ จะมีหรือไม่มี ผมจึงไม่ได้ติดใจ อะไร เพราะอำนาจอยู่ที่ ส.ส. ส.ส. มีของดีอยู่ในตัวอยู่แล้ว ต่างแต่ว่าท่านรวมกันเองไม่ได้ เกินกว่า ๒๕๐ เท่านั้น อย่างไร ๆ ก็ตามครับท่านประธานถ้าเลือกตั้งครั้งหน้าลองดูสิครับ ถ้า ส.ส. รวมกันได้เกินกว่า ๓๐๐ เสียง หรือ ๒๕๐ เสียงขึ้นไป อย่างไร ๆ พรรคการเมืองนั้น ส.ส. กลุ่มนั้นก็ได้เป็นรัฐบาลอยู่แล้ว ผมจึงเห็นว่ามาตรานี้ไม่ได้มีความหมายอะไรเลยครับ จึง ขออนุญาตกราบเรียนว่าผมสนับสนุน โดยส่วนตัวไม่ขัดข้อง

ประการสุดท้ายนั้นขออนุญาตกราบเรียนต่อท่านประธานที่เคารพครับว่า การแก้รัฐธรรมนูญถ้าเราเห็นว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดบกพร่องและสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ยังเป็นปัญหาอยู่ เราร่วมกันแก้ในสิ่งนั้นผมสนับสนุน แต่แก้แล้วถอยหลังเข้าคลอง แก้แล้วตัดอำนาจบทบาท ของประชาชน แก้แล้วทำให้การปราบปรามการทุจริตหรือการมีผลประโยชน์ทับซ้อน หรือเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ผมค่อนข้างจะไม่เห็นด้วยต่อประเด็นนั้น จึงขออนุญาต กราบเรียนแสดงความเห็นต่อที่ประชุมไว้ให้เป็นที่ประจักษ์ และผมจะประกอบการพิจารณา ในการโหวต (Vote) เฉพาะบางเรื่องบางประเด็นครับ กราบขอบพระคุณครับท่านประธาน

นายคารม พลพรกลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ขออนุญาตครับ อีกครั้งหนึ่งครับ ผม นายคารม พลพรกลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ จังหวัดร้อยเอ็ด ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ที่ผมไม่แทรกขึ้น ท่านประธาน ผู้อภิปรายนี้ขัดข้อบังคับการประชุม ข้อ ๔๕ ชัด และท่าน ประธานก็ไม่ได้ใช้ข้อบังคับการประชุม ข้อ ๕ (๓) ชัด ด้วยความเคารพต่อที่ประชุมและ ท่านประธาน ผมเข้าใจดีครับ เราให้ความเคารพ ส.ว. แล้วก็เป็นเรื่องที่กำลังแก้ไข แต่ถ้าขึ้น มาแล้วเสียดสีบ่อย ๆ แล้วก็ต่อว่าเพื่อนสมาชิกเหมือนท่านที่อภิปรายไปนี้ ต้องเรียนว่าท่าน ประธานต้องกำชับ คือเราเป็นสมาชิกรัฐสภานี้มันก็ใกล้เคียงกันครับ มาจากไหนเราก็เคารพ และผมก็ไม่ใช่เป็นคนด่าทอ แต่ถ้ามาทำตัวเป็นผู้วิเศษนี้ต้องเรียนว่าท่านประธานต้องควบคุม ขอบคุณครับท่านประธาน

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณ ครับท่านคารม คือผมเห็นว่าท่าน ส.ส. ก็ดี ส.ว. ก็ดี เป็นผู้ทรงเกียรติ ย่อมรู้อยู่แล้วว่าไม่ควร จะพูดจาเสียดสีใครในห้องประชุมนี้นะครับ

นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ท่านประธานครับ ขออนุญาตกราบเรียนนิดหนึ่ง ผู้ที่ประท้วงรายนี้ไม่รู้ว่ามีอะไรกับผมเป็นพิเศษ ขออนุญาต กราบเรียนว่าให้ท่านหาพรรคอยู่ให้ได้ก็แล้วกันครับท่านประธาน

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ท่านไม่ควร จะพูดโต้ตอบกันนะครับ ไม่สมควรนะครับ ต่อไปผมจะขอกำหนดรายชื่อชุดต่อไปนะครับ เริ่มจากท่านวิรัตน์ วรศสิริน พรรคเสรีรวมไทย พรรคฝ่ายค้าน แล้วก็จะมา ส.ส. ฝ่ายรัฐบาล ท่านอรรถกร ศิริลัทธยากร พรรคพลังประชารัฐ แล้วก็จะมาวุฒิสภา ท่านสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ตามนี้นะครับ เชิญท่านวิรัตน์ครับ

นายวิรัตน์ วรศสิริน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพผม วิรัตน์ วรศสิริน พรรคเสรีรวมไทย สมาชิกรัฐสภา ผมใคร่ ขอแสดงเหตุผลว่าผมไม่เห็นด้วยกับญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญจากระบบที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ กลับไปใช้ระบบเลือกตั้งเหมือนครั้งที่ คสช. ยึดอำนาจ ตามญัตติของสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ ที่นำโดย ท่านไพบูลย์ นิติตะวัน ท่านเป็นอดีตพรรคน้อมนำคำสอนพระพุทธเจ้า ชื่อพรรคอะไร ผมก็จำไม่ได้แล้วนะครับ จำได้แต่ว่าท่านเป็น ส.ส. ปัดเศษ ๔๕,๐๐๐ คะแนน ผมนี่ ๘๒,๐๐๐ คะแนนนะครับท่านประธาน เห็นท่านแถลงต่อท่านประธานเมื่อเช้านี้ว่าท่านจะ แก้ปัญหาเรื่อง ส.ส. ปัดเศษ ก็ดีครับท่านประธาน ผมเห็นด้วย ผมนี่ ๑ วิรัตน์จะเกือบเท่ากับ ๒ ไพบูลย์อยู่แล้วนะครับ นี่เกือบจะซื้อ ๑ แถม ๑ นะครับ ราคาอะไรมันจะถูกขนาดนั้น มาวันนี้ท่านบอกท่านจะไม่เอาระบบสัดส่วน ส.ส. พึงมีนี้ ท่านมีเหตุผลอะไร มันไม่ดีตรงไหน ท่านต้องบอกมา ตรง ๔๕,๐๐๐ คะแนนได้เป็น ส.ส. นี้มันดีหรือไม่ดี ถ้ามันไม่ดี ท่านบอก ท่านต้องการแก้ปัญหา ส.ส. ปัดเศษ ท่านต้องแก้ตรงนี้ ต้องแก้ตรงนี้ ไม่ใช่ไปแก้ทั้งระบบ ท่านจะเลิกทั้งระบบไปทำไม ท่านประธานครับ ชนชั้นใดร่างกฎหมายก็แน่ไซร้เพื่อชนชั้นนั้น ที่จะมาแก้กฎหมาย กฎ ระเบียบ จะไม่ให้ตัวเองได้เปรียบ ผมไม่เชื่อท่านประธาน มันเป็นไปไม่ได้ ที่ควรจะต้องรีบแก้ก็ตรงที่ประชาชนเขาถามว่าเป็นปาร์ตีลิสต์ (Party list) อันดับที่เท่าไร ตรงนี้ท่านควรจะต้องรีบเสนอแก้ให้ชัดเจนก่อนจะมาแก้ตรงนี้ กรณีเช่นท่านนี้ ควรอยู่อันดับไหน อย่างไร ต้องมาแก้ตรงนี้จะได้ตอบประชาชนเขาถูก ยังมีนะครับ ท่านประธาน กรณีที่เป็นข้อดี ท่านสามารถยุบพรรค ๔๕,๐๐๐ แต่ก็ยังไปเป็นรองหัวหน้าพรรค อันดับ ๒ นั่งติดกับ พลเอก ประวิตร หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ท่านประธานผมเห็นผู้ใหญ่ ในพรรคนั่งมองตากันปริบ ๆ ขอประทานโทษท่านประธาน เขาไม่ให้นั่ง ยืนมองตากัน ปริบ ๆ

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอประทานโทษ ถ้าผมไม่พูดเดี๋ยวก็จะหาว่าผมไม่กำชับอะไรให้ถูกต้องนะครับ กรุณาอย่าพูด ถึงบุคคลมากนักนะครับ เมื่อกี้นี้ที่ยอมก็เพราะว่าพูดถึงผู้ที่เสนอร่างนะครับ อย่าพาดพิงถึง ท่านอื่นเลยนะครับ เชิญต่อครับ

นายวิรัตน์ วรศสิริน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ขอขอบพระคุณท่านประธาน ผมคิดว่าผมอยู่ในประเด็นนะครับ ผมที่กำลังพูดเหตุผล เพราะอะไร ก็อยากฝากท่านประธานไปเลยนะครับว่า ถ้ารู้อย่างนี้ก็ตั้งพรรคการเมืองเอง ดีกว่า จะได้ต่อรองกันได้บ้าง ผมแนะนำเลยนะครับ ท่านประธานครับ เมื่อเช้านี้ท่านไพบูลย์ ท่านแถลงต่อท่านประธานว่าที่จะแก้ก็เพราะประชาชนต้องการให้แก้เป็นบัตร ๒ ใบ พูดอย่างนี้ประชาชนจะเข้าใจผิดได้นะครับว่าระบบปัจจุบันนี้มันแก้เป็นบัตร ๒ ใบไม่ได้ ซึ่งไม่จริง ท่านสามารถแก้เป็นบัตร ๒ ใบได้ในระบบปัจจุบัน แต่ทำไมท่านไม่ทำ ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มีปัญหาหลายมาตราที่จำเป็นต้องรีบแก้ไข อย่างมาตรา ๑๖๑ พลเอก ประยุทธ์ ถวายสัตย์ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ท่านว่าสำคัญไหม ต้องแก้ไหม ในขณะที่ยังเป็นหัวหน้า คสช. มีอำนาจล้นฟ้าเหนือรัฐธรรมนูญ มีมาตรา ๔๔ กุมกำลังทหาร ทั้งประเทศ บังอาจละเมิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ ไม่ถวายสัตย์ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ท่านว่าอย่างนี้สำคัญไหม ทำไมไม่แก้ ต้องรีบแก้ตรงนี้ หรือจะต้องให้ต่อไปมีคนไม่จงรักภักดี มาเลียนแบบทำตามหรืออย่างไร ตรงนี้ท่านต้องแก้ ท่านประธานครับ ขณะนี้บ้านเมืองเกิด วิกฤติทางเศรษฐกิจ ทั้งโควิด (COVID) เข้าขั้นวิกฤติ พวกท่านพรรคพลังประชารัฐ ท่านไม่รู้หรือ แทนที่เสนอญัตติเร่งด่วนช่วยเหลือประชาชน กลับมาเร่งด่วนจะเสนอแก้ระบบ เลือกตั้งให้เผด็จการได้สืบทอดอำนาจผ่านกระบวนการเลือกตั้งต่อไป ไม่ทราบจะรีบร้อน เร่งด่วนอะไรกันขนาดนี้ เรื่องความเดือดร้อนประชาชนจะไม่สำคัญกว่าหรือครับ ปล่อยข่าว กันแก้เสร็จจะยุบสภา หาพวกท่านประธาน ท่านประธานเชื่อไหม ถ้าเชื่อเฮโรอีนก็เป็น แป้งแล้วท่านประธาน มันคือแป้ง ไม่มีใครเชื่อ เป็นไปไม่ได้ ท่านประธานครับ ระบบ การเลือกตั้งในโลกนี้มีหลายระบบ ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ของแต่ละประเทศ สำหรับ ประเทศไทยใช้ระบบสัดส่วน ส.ส. พึงมีที่ร่างตามคำสั่งหัวหน้าคณะปฏิวัติ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา พลเอก ประยุทธ์ ใช้งบประมาณมหาศาลของชาติไปกับการร่างรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือ

(นายกองตรี อาญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ ได้ยินและยกมือขึ้น)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

กรุณา หยุดก่อนเถอะครับ มีสมาชิกประท้วงครับ เชิญครับ

นายกองตรี อาญำสิทธิ์ ศรีสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายกองตรี อาญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๓ จังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคพลังประชารัฐ ขออนุญาตประท้วงท่านผู้อภิปรายอยู่ในขณะนี้นะครับ ท่านผู้อภิปรายกำลังละเมิดข้อบังคับ ข้อ ๔๕ ขอให้ท่านประธานได้พิจารณาวินิจฉัยด้วยนะครับ

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ท่านวิรัตน์ ก็เป็นอย่างเช่นเคยนะครับ คือการอภิปรายต้องอยู่ในประเด็น ประเด็นในขณะนี้ก็คือเรื่อง ของการร่างรัฐธรรมนูญนะครับ

นายวิรัตน์ วรศสิริน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ผมเป็นฝ่ายค้านจะให้ผมสนับสนุนหรือครับ ผมกำลังอภิปรายว่าผมไม่เห็นด้วย อย่างไรท่านประธาน

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ท่านฟัง ผมก่อน

นายวิรัตน์ วรศสิริน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

จะให้ ผมพูดเพราะ ๆ เหมือนท่าน ผมไม่จำเป็นนะครับ พลเอก ประยุทธ์ มาที่นี่ก็ไม่ได้พูดเพราะ นะครับ

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ท่านกรุณา ฟังผมก่อนนะครับ ขอร้องนะครับ ท่านพยายามอย่าพูดพาดพิงไปถึงคนอื่นโดยไม่จำเป็นเลย ให้พูดแต่เรื่องของกฎหมายที่เสนอขึ้นมานี้มีข้อบกพร่องหรือว่าท่านไม่เห็นด้วยอย่างไร เชิญเลยครับ

นายวิรัตน์ วรศสิริน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ผมกราบเรียนถามท่านประธานนะครับ ที่ว่าพูดถึงคนนอกไม่จำเป็นนี่ พลเอก ประยุทธ์ กับพลเอก ประวิตร เป็นคนนอกหรือไม่ พลเอก ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีในนาม พรรคพลังประชารัฐ พลเอก ประวิตร เป็นหัวหน้าพรรค ไม่ใช่คนนอกนะครับท่านประธาน ท่านประธานกรุณาวินิจฉัยนะครับ

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

บางครั้ง ก็ไปพูดถึงแป้ง พูดถึงเฮโรอีนอะไรนี่ คนก็พอทราบนะท่านพูดถึงใคร

นายวิรัตน์ วรศสิริน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

พูดถึงแป้งใช่ไหมท่านประธาน กราบขอบพระคุณอย่างสูงครับ

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

แล้วถ้า จะพูดถึงท่านนายกรัฐมนตรีหรือท่านรองนายกรัฐมนตรีหรือพูดรัฐมนตรีอะไรนี่ก็ต้องมีข้อมูล ที่เกี่ยวข้องที่ชัดเจนนะครับ ไม่อย่างนั้นก็มีปัญหาครับ เราไปได้ดีดีกว่านะครับ เราจะได้แก้ไข รัฐธรรมนูญได้ดี ขอบคุณครับ

นายวิรัตน์ วรศสิริน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ พลเอก ประยุทธ์ ใช้งบประมาณมหาศาลไปกับการร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ โดยวัตถุประสงค์หลักคือสกัดกั้นพรรคเพื่อไทย และขณะเดียวกันให้ตัวเองได้ สืบทอดอำนาจต่อให้ได้ โดยมีการร่างทั้งหมด ๒ ครั้ง ครั้งแรกเป็นระบบสัดส่วนผสม แบบเยอรมัน มีบัตร ๒ ใบ ใบหนึ่งเลือกคน ใบ ๒ เลือกพรรค ท่านประธานแต่ในที่สุด ก็ถูกคว่ำไปใน สนช. เมื่อถูกคว่ำไปก็ร่างใหม่เสียงบประมาณก้อนใหญ่ไปอีกครั้ง ร่างรัฐธรรมนูญเจ้าปัญหา ก็ร่างให้มันบิด ๆ เบี้ยว ๆ เข้าไว้ ร่างให้มันกำ ๆ กวม ๆ เข้าไว้ จะได้ส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความ จากบัตร ๒ ใบที่คว่ำไปเหลือบัตรใบเดียวเป็นระบบสัดส่วน ผสมแบบเยอรมัน ชนิดทุพพลภาพขาเป๋ ไม่สมประกอบ ตามที่ใช้อยู่ทุกวันนี้ สุดท้ายก็สำเร็จ ตามวัตถุประสงค์ของ คสช. ทุกประการ พลเอก ประยุทธ์ หัวหน้าคณะปฏิวัติ ได้เป็นนายกรัฐมนตรีจากการเสนอชื่อของพรรคพลังประชารัฐ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองหัวหน้าคณะปฏิวัติได้เป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ท่านประธานครับ พลเอก ประยุทธ์ และบริวารสามารถสืบทอดอำนาจสำเร็จก็เพราะระบบที่ ท่านจะยกเลิกวันนี้ ระบบสัดส่วน ส.ส. พึงมีนี่ล่ะ เสียงบประมาณไปเท่าไร ในเมื่อประสบ ความสำเร็จแล้วจะมายกเลิกทำไม เพราะอะไร ก็เพราะว่าระบบนี้ออกแบบมาเพื่อคุมกำเนิด พรรคใหญ่ ถ้ามี ส.ส. เขตมากก็จะไม่ได้ ส.ส. บัญชีรายชื่อ ท่านถึงจะยกเลิก อย่างเช่นพรรค เพื่อไทยได้ ส.ส. เขตมากก็ไม่มีบัญชีรายชื่อแม้แต่คนเดียว ที่นั่งกันอยู่นี่ ส.ส. เขตหมด มาวันนี้พรรคพลังประชารัฐ ถ้านับไปถึงวันเลือกตั้งก็จะเป็นรัฐบาลถึง ๔ ปี โครงการประชา รัฐนิยมต่าง ๆ โครงการแจกเงินต่าง ๆ โครงการกู้เงินมาแจก ภาษีประชาชนทั้งนั้น ออกดอก ออกผลกำลังงาม ท่านประธาน เลือกตั้งครั้งหน้าคาดหวังไว้ว่าจะได้ ส.ส. เขต ส.ส. มากที่สุด มากกว่าพรรคเพื่อไทย ฝันหวานไปไกล จะจัดรัฐบาลพรรคเดียว เลขาธิการพรรคคนใหม่ มันคือแป้ง จะจัดให้

(นายกองตรี อาญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ท่านวิรัตน์ ครับ มีผู้ประท้วงครับ เชิญครับ

นายกองตรี อาญำสิทธิ์ ศรีสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

กระผม นายกองตรี อาญาสิทธ์ ศรีสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครศรีธรรมราช เขต ๓ พรรคพลังประชารัฐครับ ขออนุญาตประท้วงผู้ที่กำลัง อภิปรายนะครับ กำลังทำผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๕ ผู้อภิปรายกำลังอภิปรายซ้ำซาก แล้วก็เสียดสี บุคคล ขอให้ท่านประธานได้โปรดวินิจฉัยด้วยครับ

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ผมวินิจฉัย นะครับ คือท่านวิรัตน์ ท่านพูดเสียงดังแล้วก็นั่นนะครับ มันก็เลยดูว่าท่านพูดเสียดสี ท่านพูดเรียบ ๆ หน่อยนะครับ แล้วก็อย่าพาดพิงไปถึงบุคคลอื่น คือค่อนข้างจะซ้ำนะครับ ดังนั้นท่านกลับมาสู่การวิเคราะห์กฎหมายรัฐธรรมนูญดีกว่านะครับ ขอบคุณครับ

นายวิรัตน์ วรศสิริน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบขอบพระคุณท่านประธานนะครับ ผมคิดว่าบางครั้งท่านนายกรัฐมนตรีมาก็ดัง กว่าผมนะ ผมก็เลยไม่รู้ไปถึงไหนแล้วท่านประธาน

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวว่า ไปถึงไหน ท่านพูดกับผม ผมให้ท่านพูดต่อครับ เชิญครับ

นายวิรัตน์ วรศสิริน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นพรรคพลังประชารัฐจึงจะต้องเปลี่ยนระบบสัดส่วนพึงมี กลับไปใช้ระบบเดิมเมื่อตอนยึดอำนาจ มิฉะนั้นเลือกตั้งครั้งหน้าถ้าได้ ส.ส. เขตมากก็จะ ตกสภาพเหมือนพรรคเพื่อไทยในวันนี้ คือไม่มี ส.ส. บัญชีรายชื่อแม้แต่คนเดียว ถึงเวลานั้น พลเอก ประวิตร ก็จะสอบตก ยิ่งไปกว่านั้นปาร์ตี้ลิสต์ (Party List) อันดับที่ ๑ พลเอก ประยุทธ์ ก็จะสอบตกด้วย จึงจำเป็นต้องหนีจากระบบสัดส่วนพึงมีนี้ออกไป ท่านประธาน หนีเป็นหนึ่งในสุดยอดกลยุทธ์ ถ้าท่านประธานเล่นหุ้นท่านจะรู้ ไม่หนีไม่ได้ เพราะเข้าทำนองที่ว่ากงกรรมกงเกวียน ดาบนั้นคืนสนอง ท่านประธานครับ การร่าง รัฐธรรมนูญได้มีการค้นคิดพิเศษเพื่อเป็นหลักประกันความมั่นใจให้กับพลเอก ประยุทธ์ และบริวารในการสืบทอดอำนาจผ่านกระบวนการเลือกตั้ง สิ่งนั้นคือระบบเลือกตั้ง แบบสัดส่วน ส.ส. พึงมี ที่วันนี้ท่านจะยกเลิกนี่ล่ะ ทั้งหมดต้องใช้เวลาที่สูญเสียไปยาวนานถึง ๕ ปี ใช้งบประมาณของชาตินับหมื่น ๆ ล้านบาท ทั้งงบเปิดเผย งบกลาง งบลับ ใช้ทั้งความ สูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจของประชาชน ท่านประธานรู้ไหมว่าผู้คนต้องอดอยากปากแห้ง เพื่อให้ พลเอก ประยุทธ์ ได้ต่ออำนาจจากการเลือกตั้งในระบบสัดส่วน ส.ส. พึงมีนี้ ที่ท่าน จะยกเลิกในวันนี้ ท่านประธานครับ ระบบเลือกตั้งเดิม พลเอก ประยุทธ์ เป็นคนฉีกทิ้งเอง เป็นคนเลิกใช้เอง เพราะต้องการบีบพรรคเพื่อไทยไม่ให้ใหญ่ ไม่ให้มี ส.ส. บัญชีรายชื่อ แต่มาวันนี้

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ท่านวิรัตน์ ครับ ขออนุญาตท่านวิรัตน์ครับ ถ้าผมไม่ขัดจังหวะท่านบ้าง คงมีท่านประท้วงกันต่อ เพราะว่าท่านพูดซ้ำบ่อยครั้งนะครับ เอ่ยถึงท่านนายกรัฐมนตรี แล้วก็ พลเอก ประวิตร บ่อยครั้งนะครับ ฉะนั้นขอให้อยู่ในประเด็นนะครับ

นายวิรัตน์ วรศสิริน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ครับ ท่านประธานกรุณาวินิจฉัยด้วยนะครับ ผมพูดถึงท่านประยุทธ์ ท่านพลเอก ประวิตร ก็ไม่ใช่ เนื้อหาที่ซ้ำกัน จะบอกว่าผมเรียกชื่อซ้ำไม่ได้ มันก็ไม่ถูกนะครับท่านประธาน

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ท่านอย่า ต่อล้อต่อเถียงกับผมเลย

นายวิรัตน์ วรศสิริน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ผมขอให้ท่านวินิจฉัยครับ ไม่ได้ต่อล้อต่อเถียง

(นายนิโรธ สุนทรเลขา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครสวรรค์ ได้ยืนและยกมือขึ้น )
นายนิโรธ สุนทรเลขา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครสวรรค์

ท่านประธานครับ ขออนุญาตประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๕ ครับ

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ท่านนิโรธ ครับ เชิญครับ

นายนิโรธ สุนทรเลขา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครสวรรค์

เพราะว่า ผู้อภิปรายอภิปรายเสียดสีและกล่าวถึงหัวหน้าพรรคของพรรคอื่นเขา ซึ่งผมถือว่า ไม่เหมาะสมนะครับ ไม่มีวุฒิภาวะ การอภิปรายก็อภิปรายในเนื้อหาสาระ

นายวิรัตน์ วรศสิริน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

แล้วท่านมีวุฒิภาวะหรืออย่างไร

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

อย่าพูดครับ

นายวิรัตน์ วรศสิริน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

เห็นไหมครับ อย่างนี้ได้ไหมครับ เขาถึงต้องเอาบัตร ๒ ใบเพื่อไม่ให้ท่านมาครับ

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

พอแล้วครับ ท่านนิโรธ

นายนิโรธ สุนทรเลขา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครสวรรค์

ท่านก็มา โวยวายอย่างนี้ อย่างนี้ได้ไหมครับ เขาถึงต้องเอาบัตร ๒ ใบเพื่อไม่ให้ท่านมานี่ครับ ท่านก็มา โวยวายอย่างนี้ ให้มันอยู่ในเนื้อหาสาระ มีวุฒิภาวะ

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

พอแล้วครับ เดี๋ยวผมวินิจฉัยเองครับ

นายนิโรธ สุนทรเลขา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครสวรรค์

วินิจฉัย เถอะครับท่านประธาน

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ครับ ท่านวิรัตน์ครับ ท่านอภิปรายอย่าซ้ำซากนะครับ ในประเด็น ส.ส. พึงมีอะไรนี่ผมจำไม่ค่อยได้ แต่ว่าท่านพูดบ่อยแล้วก็ไปกระทบหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐเขาก็บ่อยครั้งครับ ผมเข้าใจว่า ท่านยังมีประเด็นอื่นอีกนะท่านวิรัตน์ ลองเสนอดูนะครับ ยุติประเด็นนี้แล้วไม่ต้องไปโต้เถียง กับท่านอื่นเลยนะครับ

นายวิรัตน์ วรศสิริน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ผมใกล้จะจบแล้วท่านประธาน ผมไม่พูดถึงพลเอก ประวิตร พลเอก ประยุทธ์ ท่านเป็น คนร่างระบบเลือกตั้งนี้มา ท่านจะไม่ให้ผมพูดถึงได้หรือครับ

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ก็พูด ประเด็นอื่นนะครับ เชิญครับ

นายวิรัตน์ วรศสิริน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ระบบเลือกตั้งเดิม พลเอก ประยุทธ์ เป็นคนฉีกทิ้งเองเป็นคนเลิกใช้เอง เพราะต้องการบีบพรรคเพื่อไทยไม่ให้ใหญ่ ไม่ให้มี ส.ส. บัญชีรายชื่อ แต่วันนี้จะกลับไปใช้ ระบบเดิมเพราะต้องการให้พรรคพลังประชารัฐเป็นใหญ่ ให้มี ส.ส. บัญชีรายชื่อ ผมฟ้อง ท่านประธานนะครับ ทั้ง ๒ กรณีนี้ พลเอก ประยุทธ์ ล้วนทำเพื่อตนเองทั้งสิ้น

นายนิโรธ สุนทรเลขา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครสวรรค์

ท่านเสียดสี กล่าวร้ายผู้อื่นครับ ไม่น่าเป็นสมาชิกรัฐสภาครับ ไปข้างถนนดีกว่าครับ ต้องกราบเรียน ท่าน พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคของท่านนะครับ ควบคุมสมาชิกพรรค ของท่านหน่อยนะครับ ท่านก็เป็นผู้ใหญ่นะครับท่านหัวหน้าพรรค ท่านวิษณุก็ได้ครับ อย่าปล่อยออกมาแบบนี้ครับ ท่านต้องวินิจฉัยนะครับท่านประธาน

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ท่านผู้ประท้วงกรุณานั่งลงครับ

นายนิโรธ สุนทรเลขา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครสวรรค์

ท่านต้องวินิจฉัยนะครับท่านประธาน แล้วข้อบังคับ ข้อ ๗ ด้วยครับ ท่านเลขาธิการท่านต้อง ช่วยท่านประธานด้วยครับ

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ท่านนั่งลง ดีกว่าครับ ผมไม่มีอย่างอื่นนอกจากขอให้ท่านวิรัตน์อภิปรายอยู่ในประเด็น ไม่ซ้ำซาก ไม่เสียดสีผู้อื่น แล้วก็ใช้เสียงที่นุ่มนวลขึ้นสักหน่อยมันก็จะช่วยได้เยอะเหมือนกันนะครับ ผมเรียนกับท่านตรง ๆ อย่างนี้นะครับ ท่านไม่ต้องไปว่าคนอื่นนะครับ

นายวิรัตน์ วรศสิริน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบขอบพระคุณท่านประธานเป็นอย่างสูงนะครับ การเลือกตั้งนานถึง ๕ ปีนี้ประชาชนต้อง รอการเลือกตั้งนานถึง ๕ ปี ก็ไม่ทราบว่า พลเอก ประยุทธ์ จะรู้หรือไม่ว่าต้นทุนประเทศ สูงขนาดไหน บ้านเมืองเสียหายขนาดไหน ชาวบ้านอดอยากยากแค้นขนาดไหน เสียเวลา กับการค้นคิดระบบเลือกตั้ง ส.ส. สัดส่วนพึงมีของท่านที่ท่านจะยกเลิกวันนี้ประชาชน เสียหายไปขนาดไหนรู้ไหม

นายนิโรธ สุนทรเลขา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครสวรรค์

ท่านประธานครับ ประท้วงท่านประธานครับ ผิดข้อบังคับครับ เอาอะไรมาอ่านก็ไม่รู้นะครับ สภามี ส.ส. ทรงเกียรติอย่างนี้ได้อย่างไร แล้วไม่ได้เป็นเนื้อหาของการอภิปราย เรื่องรัฐธรรมนูญ

นายวิรัตน์ วรศสิริน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ผมกำลังอภิปราย

นายนิโรธ สุนทรเลขา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครสวรรค์

นี่อภิปราย ไม่ไว้วางใจแล้วนะครับ ผมขอร้องท่าน พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรค ของท่านครับ ท่านเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ที่ผมก็เคารพนับถือ ท่านได้ตักเตือนลูกพรรคของท่าน นะครับ

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ท่านนั่งก่อน นะครับ จะได้ไม่เป็นการโต้เถียง

นายนิโรธ สุนทรเลขา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครสวรรค์

ท่านต้อง เด็ดขาดสิครับ ปล่อยให้ก้าวร้าวเสียดสีไปถึงบุคคลอื่น เอ่ยชื่อถึงบุคคลอื่น ก้าวร้าวหัวหน้า พรรคคนอื่น ท่านอื่นของพรรคอื่นเขา มันไม่ได้ครับ

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ท่านนั่ง นะครับ ผมวินิจฉัยนะครับ การอภิปรายของท่านซ้ำซ้อน เสียดสี ดังนั้นมันเป็นเรื่องประเด็น เดียวที่สรุปแล้วผมฟังมันมีไม่มากเลยที่ท่านว่าถึงระบบการเลือกตั้ง ดังนั้นผมจะให้เวลาท่าน อีกนิดเดียวแล้วผมอาจจะไม่ให้ท่านพูดแล้ว ท่านจะมีเวลา ๓ นาที ๒๐ วินาทีนะครับ

นายวิรัตน์ วรศสิริน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ กราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูง ผมพยายามแสดงเหตุผลว่าผมไม่เห็นด้วย เพราะอะไรนะครับ

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

เชิญเลยครับ คงไม่ต้องไปรบกวน พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์นะครับ

นายวิรัตน์ วรศสิริน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ผมจะสรุปดีกว่า ในเมื่อท่านอาวุโสที่ถือว่าตัวเองเป็น ส.ส. ทรงเกียรติ

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

อย่าไป พูดถึงท่านอื่นเลยครับ ท่านว่าไปนะครับ

นายวิรัตน์ วรศสิริน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ให้ผมว่าเลยใช่ไหมครับ

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

เชิญต่อ อภิปรายในประเด็นนะครับ

นายวิรัตน์ วรศสิริน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผมจะสรุปดีกว่า

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ดีครับ

นายวิรัตน์ วรศสิริน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

พรรคการเมืองทุกพรรคในสภานี้ทุกพรรคมีสิทธิอันชอบธรรมที่จะไม่เห็นด้วยกับ ระบบสัดส่วน ส.ส. พึงมี ที่จะยกเลิกวันนี้ที่รัฐธรรมนูญของ สนช. ใช้บังคับ เพราะทุกพรรคในทีนี้ถูกผลกระทบ แต่พรรคพลังประชารัฐนั้นไม่มีสิทธิ ไม่มีสิทธิไม่เห็นด้วยกับระบบสัดส่วน ส.ส. พึงมีที่มีนี้ ไม่มีสิทธิ ถ้าหากท่านยังพอมีสำนึกขั้นพื้นฐานอยู่บ้าง ขอให้ถอนออกไป จะไปใช้ญัตติของ พรรคเพื่อไทยก็แล้วแต่ท่าน แต่ถ้าจะแก้ จะแก้ให้ได้ เพราะคิดว่ากุมเสียงข้างมากเบ็ดเสร็จ เด็ดขาดในรัฐสภา ก็เป็นสิทธิอันไม่ชอบธรรมที่ท่านไม่ควรมี ผมพูดเพราะเป็นเหมือนกัน ท่านประธาน ถ้าจะดันทุรังจะแก้ให้ได้ ถ้าแก้แล้วผลการเลือกตั้งออกมาแล้วยังแพ้พรรค เพื่อไทยเขาอีก ก็อย่าไปแย่งเขาจัดรัฐบาลก็แล้วกัน ให้มียางอายกันบ้าง ทั้งรัฐสภา ขอบพระคุณท่านเป็นอย่างสูงที่อดทนฟังผม ขอบพระคุณครับ

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณ ครับ จบแล้วนะครับ ไม่ต้องนั่นนะครับ ต่อไปเชิญท่านอรรถกร ศิริลัทธยากร พรรคพลังประชารัฐ เชิญครับ

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ 🔗

ขอบพระคุณท่านประธานครับ ผมก็รอนานพอสมควร กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม อรรถกร ศิริลัทธยากร ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐจากจังหวัด ฉะเชิงเทรา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ผมขออนุญาตท่านประธานและที่ประชุมนะครับ แสดงความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม โดยผม จะขออนุญาตเน้นในเนื้อหาฉบับที่ ท่าน ส.ส. ไพบูลย์ นิติตะวัน และเพื่อนสมาชิก พรรคพลังประชารัฐอีก ๑๐๘ ท่านร่วมกันสนับสนุน รวมทั้งหมด ๑๐๙ ท่าน รวมผู้เสนอด้วย นะครับ ซึ่งมีความคิดมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยเนื้อหาหลัก ๆ หรือว่าประเด็น หลัก ๆ ที่ทางพรรคพลังประชารัฐเสนอ ก็ไม่ว่าจะเป็นหมวดของสิทธิและเสรีภาพก็ดี ระบบ ของการเลือกตั้งก็ดี เรื่องของการพิจารณางบประมาณหรือว่าอุปสรรคต่าง ๆ ในการทำงาน ของสมาชิกรัฐสภา แล้วก็เกี่ยวกับอำนาจของวุฒิสภาก็ดีครับ เราก็เห็นไปในทำนองเดียวกัน อย่างที่ผมได้กราบเรียนไปเมื่อสักครู่นี้ ท่านประธานที่เคารพครับ จริง ๆ แล้วผมต้อง กราบเรียนอย่างนี้ครับว่าสาเหตุหนึ่งที่ผมร่วมลงชื่อสนับสนุนร่างแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ เนื่องจากพอผมลองไปศึกษาพอลองอ่านแล้ว กระผมมองเห็นถึงความเป็นไปได้ครับว่า การร่างแก้ไขฉบับนี้มีโอกาสผ่าน มีโอกาสได้รับฉันทานุมัติจากรัฐสภาแห่งนี้ เนื่องจาก ประสบการณ์ครับ ๒ ปีที่ผ่านมาเราก็เห็นครับว่ามีความพยายามในการเสนอแก้รัฐธรรมนูญ แต่การที่จะทำอะไรสุดโต่ง การที่อยากจะทำในแบบที่พรรคการเมืองแต่ละพรรคได้นำเสนอ อย่างที่ตัวเองต้องการมากที่สุด มันเป็นไปไม่ได้ครับ เราก็มีประสบการณ์กันแล้ว ดังนั้นกระผมจึงมองครับว่าฉบับนี้น่าจะสามารถหาจุดร่วมของสมาชิกรัฐสภาได้มากที่สุด แต่ก็ยังเข้าใจว่าคงจะไม่สามารถเห็นได้ ให้สมาชิกรัฐสภาทุกคนเห็นตรงกันได้นะครับ แต่เชื่อ นะครับว่าเสียงส่วนใหญ่ของรัฐสภาแห่งนี้น่าจะมีความคิดไปในทิศทางเดียวกัน อีกสาเหตุ หนึ่งครับ ที่กระผมร่วมสนับสนุนร่างฉบับนี้ เป็นเรื่องที่มีความสำคัญครับ เพราะว่าการแก้ไข กฎหมายฉบับนี้ อย่างน้อย ๆ ในเรื่องหนึ่ง ในเรื่องของการปรับระบบการเลือกตั้ง จะทำให้ ระบบการเลือกตั้งใหม่ของประเทศไทยมันสามารถตรงตามเจตนารมณ์ของพี่น้องประชาชน ได้มากที่สุด เดี๋ยวผมจะอธิบายในลำดับถัดไปนะครับ ท่านประธานครับ กระผมขอย้ำ ในรัฐสภาแห่งนี้อีกครั้งหนึ่งนะครับ ส่วนตัวผมประชามติในครั้งที่แล้ว ผมไม่ได้เห็นด้วย กับรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๖๐ และผมก็ออกไปกาในช่องไม่เห็นด้วยครับ แต่ผลสุดท้ายผมก็ ต้องยอมรับความจริงครับว่าประชามติของพี่น้องประชาชนเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ ในวันนั้นมอบหมายให้รัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๖๐ นั้น มีผลบังคับใช้จนถึงทุกวันนี้ ซึ่งนั่น ก็โอเค (Okay) ครับ นั่นก็คือหลักของประชาธิปไตยอยู่แล้ว แต่ว่าในวันนี้ท่านประธานครับ รัฐสภาแห่งนี้มีโอกาสอีกครั้งหนึ่ง มีโอกาสที่จะได้เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ ทุกประเด็น แต่ก็เป็นบางประเด็นที่กระผมคิดว่าเป็นประโยชน์ แล้วกระผมก็ยินดีที่จะร่วมครับ ถ้าเจาะลงมาในรายละเอียดครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ในหมวดที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งก่อนแล้วกันนะครับ ไม่ว่าจะเป็นมาตรา ๘๓ มาตรา ๘๕ มาตรา ๘๖ มาตรา ๙๐ มาตรา ๙๑ มาตรา ๙๒ มาตรา ๙๔ กระผมเห็นด้วยนะครับที่จะมี การเพิ่มจำนวนของ ส.ส. ที่มาจากการแบ่งเขตเลือกตั้งเป็น ๔๐๐ เขตเลือกตั้ง พูดง่าย ๆ ก็คือให้มี ส.ส. ที่มาจากประชาชนโดยตรง ๔๐๐ คน เหตุผลเพราะผมเชื่อว่ายิ่งมี ส.ส. ที่มาจากเขตเลือกตั้งมากเท่าไร ส.ส. เหล่านี้ก็จะยิ่งเข้าใจความต้องการ เข้าใจปัญหาของ พี่น้องประชาชนมากขึ้นเท่านั้น ส่วนอีก ๑๐๐ คนจะเป็นบัญชีรายชื่อ จะเป็นนักวิชาการ หรือจะเป็นผู้เชี่ยวชาญพิเศษอะไรก็ได้ครับก็มาช่วยกันทำงานในรัฐสภาแห่งนี้ก็น่าจะมีความ ลงตัว ที่ผมพูดอย่างนี้ผมเรียนท่านประธานนะครับผมไม่ได้พูดเพื่อตัวเอง เพราะถ้าดูจากบัตร ของผมนะครับ ผมเป็น ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๔ ตลอดจนปี ๒๕๕๗ ผมก็ลงในระบบบัญชีรายชื่อ และปี ๒๕๖๒ ผมก็ลงในระบบบัญชีรายชื่อ แต่ผมก็ยินดีครับ เพราะผมมองเห็นว่า ส.ส. เขตมีความใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชนมากกว่าจริง ๆ นะครับ นอกจากนี้ครับการเพิ่มเขตเลือกตั้งจะทำให้พี่น้องประชากรในแต่ละเขตเลือกตั้งมีจำนวน น้อยลง พื้นที่ในแต่ละเขตเลือกตั้งก็จะน้อยลง ทีนี้ ส.ส. เขตก็จะสามารถทำพื้นที่ได้อย่าง มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น มีเวลาไปเยี่ยมพี่น้องมากยิ่งขึ้นทำให้สามารถเข้าใจปัญหาได้มาก ยิ่งขึ้นเช่นกันนะครับ

อีกประเด็นอีกประเด็นหนึ่งที่มีความสำคัญนะครับนั่นก็คือบัตรเลือกตั้ง ๒ ใบ ถ้าสามารถผ่านร่างและนำไปใช้ได้นะครับก็จะเป็น ๑ ใบเลือกคน อีก ๑ ใบเลือก พรรคการเมืองครับ กระผมเห็นว่าการใช้บัตร ๒ ใบนั้นสามารถตอบโจทย์ ผมเน้นนะครับ ผมมองไปถึงความสำคัญของเจตนารมณ์ของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง หรือพี่น้องประชาชนมากที่สุด นะครับ และผมเชื่อว่าบัตร ๒ ใบนั้นสามารถสะท้อนเจตนารมณ์ได้มากที่สุด จากประสบการณ์ของผมที่ผ่านการเลือกตั้งมาก็มีนะครับบางครั้งที่พี่น้องประชาชน ชอบผู้สมัครแต่ไม่ชอบพรรค หรือว่าชอบพรรคมากแต่ผู้สมัครแย่ ผู้สมัครไม่มีคุณภาพ นี่คือทางเลือกของพี่น้องประชาชนครับในวันที่เขาจะสามารถใช้สิทธิเลือกตั้ง ดังนั้นเองครับ ผมจึงขออนุญาตสรุปนะครับว่าบัตร ๒ ใบมีความเป็นได้ที่จะสะท้อนเจตนารมณ์ของพี่น้อง ประชาชนได้ดีที่สุด

ส่วนข้อห่วงใยจากเพื่อนสมาชิกนะครับ เมื่อกี้ก็มีท่านสมาชิกบางท่านท่านก็ อาจจะคิดไปเองหรืออาจจะจินตนาการนะครับว่ารัฐธรรมนูญที่เสนอในวันนี้เสนอเพราะว่า พรรคพลังประชารัฐอยากจะเลือกตั้งใหม่ คือผมอยู่พรรคพลังประชารัฐ ท่านประธานครับ ผมยังไม่รู้เลยครับว่าจะเลือกตั้งเมื่อไหร่ และที่สำคัญพวกเรา ส.ส. พูดกันตรง ๆ เราก็อยาก อยู่ให้ครบ ๔ ปีครับ เพราะฉะนั้นถ้าจะคิดว่าเราแก้เพื่อเลือกตั้งผมว่ามันไม่น่าจะเป็นไปได้ นะครับ แล้วอีกอย่างอำนาจของการยุบสภาก็อยู่ที่ท่านนายกรัฐมนตรีครับ เราไม่สามารถ กำหนดได้หรอกครับว่าเราจะเลือกตั้งเมื่อไร ถ้าแก้วันนี้ใครจะได้เปรียบเสียเปรียบ แต่ผมมอง ว่าที่ผมยอมรับเพราะว่าเจตนารมณ์ของพี่น้องประชาชนจะสามารถถูกพัฒนาได้โดยผ่านการ เลือกตั้งโดยบัตร ๒ ใบ ส่วนใหญ่ที่ผมได้นำเรียนท่านประธานและที่ประชุมไปก็มาจาก ประสบการณ์นะครับ

ส่วนประเด็นแก้ไขอีกเครื่องหนึ่งที่น่าสนใจนะครับ นั่นก็คือการพยายามที่จะ แก้ไขในมาตรา ๑๘๕ ที่เกี่ยวข้องกับอุปสรรคของการทำหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภา จริง ๆ ต้องกราบเรียนท่านประธานและที่ประชุมครับว่าด้วยหลักการผมเห็นด้วยว่าสมาชิกรัฐสภา ไม่ว่าจะเป็น ส.ส. ระบบเขต ระบบบัญชีรายชื่อ หรือว่าทางวุฒิสมาชิกต้องควรห้ามไม่ให้ไป แทรกแซง หรือว่าห้ามไปยุ่งเกี่ยวกับหน่วยงานของทางราชการเพื่อประโยชน์ของตัวเอง อันนี้ เห็นด้วยครับ แต่ท่านประธานครับในความเป็นจริงแล้วหลักการดีครับ แต่การปฏิบัตินั้นคนที่ เสียประโยชน์อาจจะเป็นพี่น้องประชาชนนะครับ ผมยกตัวอย่างครับจริง ๆ แล้วในความเป็น จริงหน้าที่หลักของพวกเราสมาชิกรัฐสภานั่นก็คือพวกเรามาเป็นนิติบัญญัติ มาออกกฎหมาย มากลั่นกรองกฎหมาย แต่ท่านประธานครับ คิดหรือครับว่าพี่ ๆ น้อง ๆ ที่เป็น ส.ส. เขต ถ้าสมมุติว่าเราทำงาน แค่กลั่นกรองกฎหมายในสภาสมัยหน้าพี่น้องประชาชนจะเลือกเราเข้ามา ถ้ามันไม่ได้รู้จัก ถ้ามันไม่ได้มีความช่วยเหลือกันแก้ไขปัญหาของชาวบ้าน ไม่มีหรอกครับ ดังนั้นมันก็จะมา เกี่ยวโยงกับเรื่องที่ผมบอกไป เพราะว่าผมเคยเจอมากับตัวครับท่านประธาน คือผมไม่ได้ว่า นะครับ แต่ว่าบางครั้งหน่วยงานราชการก็จะรับนโยบายมาจากส่วนกลาง แล้วก็มาทำพัฒนา พื้นที่ แต่เผอิญสิ่งที่เขาทำนี่ครับท่านประธานที่เคารพครับ เกิดผลกระทบกับพี่น้องประชาชน เกิดผลกระทบต่อวิถีการใช้ชีวิตของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ และพอมีปัญหาเกิดขึ้นก็ไม่ใช่ ใครที่ไหนครับ พี่น้องประชาชนก็มาที่บ้าน ส.ส. มาที่สำนักงาน ส.ส. เพื่อให้เราไปแก้ไข ปัญหา แล้วถ้าสมมุติว่าผมไปแก้ไขปัญหาด้วยการไปคุยกับทางหน่วยงานราชการอย่างนี้ ถือว่าแทรกแซงหรือเปล่า ก็อยากจะฝากทางเพื่อนสมาชิกที่ถ้ามีการตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญขึ้นก็อยากจะขอให้พิจารณาประเด็นนี้อย่างละเอียดถี่ถ้วนด้วยครับ เพราะว่า ผมเชื่อนะครับว่าเรามีนักเขียนกฎหมายเก่ง ๆ หลายคนอยู่ในรัฐบาลแห่งนี้ เราสามารถหาทาง ออกได้ แล้วก็จริง ๆ ยังมีอีกหลายประเด็นแล้วก็อีกหลายร่าง แต่ว่าเวลาผมมีเท่านี้ก็ต้องขอ อนุญาตขอบพระคุณท่านประธาน ขอบพระคุณที่ประชุมครับ

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านอรรถกร ต่อไป ท่านสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย แล้วจะตามด้วย ท่านรังสิมันต์ โรม นะครับ ท่านสุรชัยเชิญครับ

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกวุฒิสภา สรรหา 🔗

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ในฐานะสมาชิกวุฒิสภา ขออนุญาต แสดงความคิดเห็นต่อร่างญัตติในการเสนอขอแก้ไขรัฐธรรมนูญของท่านสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรทั้ง ๑๓ ร่าง ขออนุญาตเรียนว่าถ้าเราจะสรุปญัตติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เสนอมาทั้งหมดผมจะขออนุญาตจัดกลุ่มออกมาเป็น ๓ กลุ่ม ได้แก่ การขอแก้ไขเกี่ยวกับเรื่องของสิทธิเสรีภาพของพี่น้องประชาชน เรื่องที่ ๒ คือเรื่องของ การแก้ไขระบบเลือกตั้ง และเรื่องที่ ๓ ก็คือเรื่องของการแก้ไขเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้วก็สมาชิกวุฒิสภา ส่วนที่เหลือนั้นเป็นรายละเอียดปลีกย่อย แต่ทั้งหมดที่พิจารณาแล้วความต้องการหลักหรือเรื่องหลักที่นำมาสู่การถกเถียงแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นของเพื่อนสมาชิกซึ่งผมคิดว่าทุกคนคงเห็นตรงกันก็คือปัญหาเกี่ยวกับ การแก้ไขระบบเลือกตั้งและปัญหาเกี่ยวกับการแก้ไขกรอบหน้าที่และอำนาจของ ส.ส. และ ส.ว. ส่วนเรื่องสิทธิเสรีภาพโดยเฉพาะสิทธิเสรีภาพในกระบวนการยุติธรรมนั้นกระผมเอง โดยส่วนตัวเห็นด้วย แม้ว่าจะเป็นการลอกข้อความในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาใส่ก็ตาม และแม้ว่าเรื่องต่าง ๆ ดังกล่าวจะมีอยู่แล้วในกฎหมายประกอบต่าง ๆ ก็ตาม แต่เมื่อท่านมีเจตนาดีต้องการนำมาบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญก็ไม่ขัดข้องครับ เพียงแต่ ผมมีเงื่อนไขว่าถ้าท่านเอาเรื่องของสิทธิในกระบวนการยุติธรรมของพี่น้องประชาชนไปผูก รวมเรื่องอื่น แล้วเป็นเรื่องที่เราคิดว่าเรารับไม่ได้ก็น่าเสียดายที่จะทำให้ไม่อาจที่จะไปรับเรื่อง ที่ผูกรวมทั้งหมดได้ ขอเข้าสู่เรื่องของการแก้ไขระบบเลือกตั้ง เนื้อหาสาระที่ยื่นเข้ามานั้น บางญัตติยื่นเข้ามามีเนื้อหาสาระค่อนข้างไปในทิศทางเดียวกันท่านประธาน คือการแก้ไข รูปแบบการเลือกตั้ง ส.ส. จากกติกาเดิมในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ไปสู่รูปแบบของการใช้ บัตรเลือกตั้ง ๒ ใบ ลำพังบัตรเลือกตั้ง ๒ ใบนั้นน่าจะเป็นหลักการที่ดี เพราะเปิดโอกาสให้ ประชาชนสามารถเลือกคนและเลือกพรรคแยกกันได้ แต่มีรายละเอียดที่จะต้องมาพิจารณา ในเนื้อหาเพิ่มเติมก็คือสัดส่วนระหว่าง ส.ส. เขตและ ส.ส. บัญชีรายชื่อควรจะเป็นเท่าไร ความจริงเรื่องนี้เราคิดกันมามากกว่า ๒๐ ปีแล้วครับท่านประธาน รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เราเขียนให้มี ส.ส. เขต ๔๐๐ ที่นั่ง บัญชีรายชื่อ ๑๐๐ ที่นั่ง รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ปรับแก้เป็น ส.ส. เขต ๓๗๕ ที่นั่ง บัญชีรายชื่อ ๑๒๕ ที่นั่ง รัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ ปรับ ส.ส. เขตลดลงไปอีก เหลือ ๓๕๐ ที่นั่ง ไปเพิ่มบัญชีรายชื่อ ๑๒๕ ที นั่ง คำถามที่ควรต้องพิจารณาว่าในอดีตเขาใช้หลักคิดอะไร ในการมาพิจารณากำหนด สัดส่วน ส.ส. บัญชีรายชื่อกับ ส.ส. เขตว่าควรจะมีจำนวนเท่าใด ผมเรียนท่านครับว่าจาก การศึกษาพอทราบว่าเขาใช้หลักคิดในการที่จะพัฒนาระบบการเมืองของประเทศไทยอยู่ ๒ หลัก หลักหนึ่งก็คือการกระจายอำนาจการปกครองลงสู่ท้องถิ่นให้มีความหลากหลาย เป็นรูปประธรรม แล้วให้นักการเมืองท้องถิ่นเป็นคนไปดูแลทุกข์สุขของพี่น้องประชาชน หลักที่ ๒ ก็คือต้องการยกระดับการทำงานของสมาชิกรัฐสภา ซึ่งประกอบด้วย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ให้ขึ้นมาทำงานนิติบัญญัติระดับชาติ เมื่อเป็นเช่นนี้คนที่ออกแบบ เราจึงเห็นว่าเขาได้สะท้อนแนวความคิดดึงเอาออกมาผ่าน การกำหนดสัดส่วน ส.ส. เขต และ ส.ส. บัญชีรายชื่ออย่างที่ผมเรียนคือพยายามลดระดับ ส.ส. เขตลง เพิ่ม ส.ส. บัญชีรายชื่อ แล้วไปพัฒนาผูกรวมกับวิธีการได้มาของผู้สมัคร ทั้งเขตและบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองจะนำส่งนั้นจะต้องให้สมาชิกของพรรคการเมือง มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและคัดเลือกตัวผู้สมัครหรือที่เรียกว่าไพรมารีโหวต (Primary Vote) สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ไม่ปรากฏอยู่ในญัตติที่พรรคการเมืองต่าง ๆ เสนอมา ผมอดห่วงกังวลไม่ได้ท่านประธาน ว่าเรากำลังจะถอยหลังไปสู่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ โดยไม่มีหลักการใหม่ ๆ ที่มีแนวความคิดในการที่จะช่วยกันพัฒนาระบบการเมืองของ ประเทศ โดยเฉพาะหลักเรื่องการพัฒนาพรรคการเมืองให้เป็นสถาบันการเมือง ของประชาชน ท่านตัดสิทธิการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนที่เป็นสมาชิก พรรคการเมืองออกไปได้อย่างไร ที่ผมเรียนเช่นนี้เพราะปรากฏในร่างที่ท่านขอแก้ไข มาตรา ๔๕ ท่านตัดข้อความการมีส่วนร่วมของสมาชิกพรรคการเมืองในประเด็นที่เป็นเรื่อง สำคัญออกไป เพราะฉะนั้นลำพังบัตร ๒ ใบ หรือบัตรใบเดียว พอขาดเนื้อหาสาระสำคัญ เช่นนี้ กระผมเองไม่แน่ใจแล้วครับว่าจะเป็นการพัฒนาระบบการเมืองของประเทศ โดยเฉพาะพรรคการเมืองที่ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหลายสังกัดอยู่นั้น โอกาสที่จะ หวังให้เป็นสถาบันทางการเมืองของประชาชนจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ ก็ขออนุญาตตั้งเป็นคำถาม และหวังว่าเราจะได้รับคำชี้แจงเพิ่มเติมจากผู้เสนอญัตติในประเด็นนี้นะครับ

เรื่องที่ ๒ เรื่องการแก้ไขกรอบหน้าที่ของ ส.ส. และ ส.ว. เป็นประเด็น ที่ค่อนข้างเป็นข่าวมากหลังจากที่มีข้อมูลเกี่ยวกับการขอแก้ไขรัฐธรรมนูญในเรื่องของ มาตรา ๑๔๔ การพิจารณากฎหมายงบประมาณของแผ่นดิน ซึ่งมีข้อห้ามที่จะห้ามมิให้ ส.ส. และ ส.ว. เข้าไปพิจารณาในลักษณะที่จะเป็นการแปรญัตติเพิ่มรายการหรือเพิ่มจำนวน รายการ และมีบทลงโทษอยู่ในรัฐธรรมนูญ คือมาตรา ๑๔๔ วรรคสาม เขาเขียนอย่างนี้ครับ ท่านประธาน ขออนุญาตอ่านครับ ถ้ามีการฝ่าฝืนบทบัญญัติในเรื่องของการพิจารณา งบประมาณให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภามีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบ สามารถ เสนอชื่อต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณา ถ้าผู้กระทำการดังกล่าวเป็นสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรหรือวุฒิสภาและศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าเป็นการกระทำความผิดให้สิ้นสุด สมาชิกภาพในวันที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ข้อความที่ท่านเสนอให้ตัดออกนะครับ นอกจากนี้ในวรรคสาม ของมาตรา ๑๔๔ ปัจจุบัน ยังเขียนต่อไปด้วยว่า ในกรณีที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้กระทำความผิด เสียเอง คือพิจารณางบประมาณแล้วไปเป็นประโยชน์ของ ครม. เสียเอง ผลเป็นอย่างไรครับ ให้คณะรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย และให้ เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งนั้น เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่า ตนมิได้อยู่ในที่ประชุมขณะที่มีมติ นอกจากนี้ก็ยังมีความในวรรคสี่กำหนดให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ คนใดที่ทำโครงการหรืออนุมัติหรือจัดสรรงบประมาณโดยรู้ว่ามีการกระทำที่ฝ่าฝืน มาตรา ๑๔๔ ถ้าเจ้าหน้าที่คนนั้นได้บันทึกโต้แย้งไว้เป็นหนังสือหรือมีหนังสือแจ้งให้ ป.ป.ช. ทราบ ให้เจ้าหน้าที่คนนั้นพ้นจากความรับผิด และที่สำคัญวรรคห้าเขียนไว้ว่า การเรียกเงินงบประมาณคืนจากการกระทำความผิดของ ส.ส. ส.ว. และ ครม. ให้มีอายุความ ๒๐ ปี ทั้งหมดนี้ถูกตัดออกหมดเลยครับ ในร่างที่ท่านเสนอ ผมถามว่าแล้วเราจะชี้แจงกับ ประชาชนอย่างไรว่ามีเหตุผลอะไรที่จะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้ ส.ส. ส.ว. กระทำการฝ่าฝืน บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการพิจารณางบประมาณโดยไม่ต้องมีโทษเหล่านี้เลย แม้ว่าท่านจะชี้แจงว่ายังมีโทษตามกฎหมายอาญาทั่วไป แต่ผมเรียนท่านครับว่ากติกาต่าง ๆ ที่เขียนอยู่ในรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๔๔ นั้นเป็นมาตรการการลงโทษทางการเมืองกับ นักการเมือง กับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำ งบประมาณ และเป็นการกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ คือมีถึง ๒๐ ปี ใช้กฎหมายทั่วไป มาใช้บังคับ ลำพังกฎหมายทั่วไปมาใช้บังคับไปไม่ถึงโทษต่าง ๆ เหล่านี้นะครับ เพราะฉะนั้น เรื่องนี้ผมถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ สังคมให้ความสนใจ เราจึงเห็นกระแสต่อต้านจากภาคสังคม ที่ขับเคลื่อนออกมาเคลื่อนไหวในประเด็นนี้ค่อนข้างสูง กระทบถึงภาพรวมของรัฐสภา โชคดี ที่ญัตตินี้ไม่มี ส.ว. เข้าไปเซ็นชื่อร่วมเสนอญัตติด้วย เพราะฉะนั้นผมถือว่าเป็นหน้าที่สำคัญ ของ ส.ว. ที่จะต้องพิจารณากลั่นกรองญัตติที่ถูกเสนอ แล้วมีผลกระทบต่อภาพพจน์ของ รัฐสภา มีผลกระทบต่อหลักการสำคัญของประเทศ โดยเฉพาะหลักการสำคัญของ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่ทุกคนตั้งความหวังไว้ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง ส.ว. ต้องทำ หน้าที่กลั่นกรองและให้คำตอบที่สามารถสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชนได้ว่า มีเหตุผลมีความจำเป็นหรือไม่ที่เราจะต้องเห็นชอบกับการขอแก้ไขมาตรา ๑๔๔ เช่นนี้

อีกประเด็นหนึ่งก็คือประเด็นเรื่องของการแก้ไข มาตรา ๑๘๕ เป็นมาตรา ที่ขอแก้ไขเกี่ยวกับเรื่องของการปฏิบัติหน้าที่ของ ส.ส. ส.ว. อีกเช่นกัน คือไปแก้ไขเรื่อง ข้อห้ามในการที่ห้ามมิให้ ส.ส. และ ส.ว. ไปก้าวก่ายยุ่งเกี่ยวกับการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ประจำหรือข้าราชการที่กินเงินเดือนประจำ ผมเองโดยส่วนตัวคิดว่าบทบัญญัติเดิมที่มีอยู่ ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเกี่ยวกับเรื่องของข้อห้ามในการมิให้ ส.ส. ส.ว. ไปใช้ตำแหน่ง หน้าที่ก้าวก่ายการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการประจำน่าจะมีความเหมาะสมแล้ว และไม่น่า ที่จะเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติหน้าที่ และชอบด้วยหลักการแบ่งแยกอำนาจและ การตรวจสอบอำนาจระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารแล้วเช่นกัน และเรื่องนี้ก็มี คำถามเยอะว่าเหตุผลสำคัญ สมาชิกรัฐสภาต้องการอำนาจนี้ไปเพื่อไปแทรกแซงการทำงาน ของฝ่ายข้าราชการประจำอย่างนั้นหรือ ซึ่งผมโดยส่วนตัวตอบคำถามนี้ไม่ได้ ประเด็นต่อไปที่ขออนุญาตกราบเรียนก็คือว่ามีประเด็น อื่น ๆที่ท่านเสนอเข้ามาอีกหลายประเด็น ไม่ว่าเรื่องของการขอแก้ไขให้รัฐสภาเป็นคนติดตาม เสนอแนะเร่งรัดการปฏิรูปประเทศจากเดิมที่เป็นวุฒิสภา ผมคิดว่าไม่ขัดข้องครับ เราจะได้มาช่วยกันเพื่อนำพาประเทศไปสู่เป้าหมายปลายทางที่ได้วางไว้ คือการปฏิรูป ประเทศให้ประสบความสำเร็จ แล้วเรื่องนี้เองผมเรียนท่านว่าเชื่อมโยงไปอีกมาตราหนึ่ง ซึ่งมีความสำคัญ แล้วหลายคนพูดเยอะ พูดบ่อยโดยผ่านวาทกรรมว่าการปิดสวิตซ์ (Switch) ส.ว. นั่นคือมาตรา ๒๗๒ ผมเรียนท่านว่าที่มาที่ไปของ มาตรา ๒๗๒ ก็มาจากการ ทำประชามติของพี่น้องประชาชนที่เห็นชอบว่าในช่วง ๕ ปีแรกของการเปลี่ยนผ่านประเทศ ให้วุฒิสภามีส่วนในการเลือกนายกรัฐมนตรี แต่ผมกราบเรียนว่าวุฒิสภามีหน้าที่ หรือมีอำนาจในการให้ความเห็นชอบเท่านั้นเอง ผู้ที่ทำบัญชีบุคคลผ่านพรรคการเมือง คือพรรคการเมืองเป็นคนทำบัญชีรายชื่อบุคคลที่เห็นสมควรเป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ท่าน ต่อต้านท่านอย่าไปใส่ชื่อเขาและบัญชีของท่านสิครับ คนที่มีอำนาจในการเสนอชื่อ ต่อที่ประชุมคือพรรคการเมืองที่ผ่านการเลือกตั้งและรวมเสียงข้างมากได้มิใช่หรือ ไม่มีส่วนไหนเกี่ยวข้องกับ ส.ว. เลยนะครับ ส.ว. สุดท้ายเป็นเพียงปลายทางในการที่จะให้ ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนว่าท่านทั้งหลายถ้ารังเกียจ มาตรา ๒๗๒ อยู่ที่จุดยื่นของ ส.ส. และพรรคการเมืองนั่นเองในการที่ท่านจะบรรจุรายชื่อ บุคคลในบัญชีและในการเสนอชื่อต่อที่ประชุมรัฐสภา ด้วยเหตุผลนี้ผมโดยส่วนตัว จึงเรียนยืนยันและผมพูดมาโดยตลอดว่าผมไม่ขัดข้องในการที่จะแก้ไขโดยให้ ส.ว. สละอำนาจในส่วนนี้ เพราะมันคืออำนาจปลายทาง ต้นทางอยู่ที่ท่านทั้งหลายอยู่แล้ว ในฝ่ายที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุดท้ายมีอีกเรื่องหนึ่งที่ผมอยากจะกราบเรียน ก็คือเรื่องของยุทธศาสตร์ชาติ ท่านกรุณาตั้งหลักให้ดีนะครับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ นอกเหนือจากมีหลักการสำคัญ คือเรื่องการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน หลักการสำคัญ อีกหลักหนึ่งก็คือการปฏิรูปประเทศแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าให้เสร็จสิ้นภายในระยะเวลา ๕ ปี นับจากรัฐธรรมนูญมีผลใช้บังคับ ซึ่งก็กำลังจะพบในปี ๒๕๖๕ กับการนำพาประเทศ ผ่านจุดยืนที่มั่นคงนั่นคือการสร้างยุทธศาสตร์ชาติ ถ้าท่านบอกว่ายุทธศาสตร์ชาติไม่มี ความจำเป็น เป็นการผูกมัดประเทศไทย ท่านกรุณาให้ความเป็นธรรมกับประเทศ ของเราด้วย เพราะ พ.ร.บ. ยุทธศาสตร์ชาติ ปี ๒๕๖๐ ในมาตรา ๑๑ เขาเขียนไว้แล้ว ทุก ๆ ปี ท่านสามารถปรับปรุงแก้ไขยุทธศาสตร์ชาติผ่านคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติได้ เพราะฉะนั้นการที่ท่านมาเขียนโดยขอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญให้ยุทธศาสตร์ชาติสามารถ ปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะการที่เปลี่ยนแปลงไปนั้น ผมกราบเรียนท่านว่า มีอยู่แล้วใน พ.ร.บ. ยุทธศาสตร์ชาติ มาตรา ๑๑ แต่ท่านอยากจะยกระดับขึ้นมาเพื่อให้เป็น ผลงานเอามาปรากฏในรัฐธรรมนูญอีกชั้นหนึ่ง กระผมโดยส่วนตัวก็ไม่ขัดข้อง แต่ต้องขอ อนุญาตชี้แจงผ่านพี่น้องประชาชนให้มีความเข้าใจว่าแท้ที่จริงคือสิ่งที่ปรากฏอยู่แล้ว ในกฎหมายยุทธศาสตร์ชาตินั่นเอง ไม่ได้แข็งขืน ไม่ได้มัดประเทศไทย อย่างที่หลายฝ่าย พยายามบิดเบือนข้อมูลตรงนี้ แล้วทำให้การที่เราจะขับเคลื่อนประเทศไทยภายใต้ แผนยุทธศาสตร์ชาตินั้นไม่สามารถเดินหน้าไปได้ สุดท้ายผมต้องขอกราบเรียนว่าทั้งหมด ที่เสนอเข้ามาในเรื่องของสิทธิเสรีภาพของพี่น้องประชาชน ผมเชื่อว่า ส.ว. ทุกคนเห็นด้วย เพราะเรายืนเคียงข้างพี่น้องประชาชนอยู่แล้ว แต่ท่านกรุณาอย่าเอาเรื่องสิทธิเสรีภาพ ของประชาชนไปเป็นตัวประกัน แล้วไปผูกรวมอยู่กับเรื่องอื่น ๆ เพราะจะทำให้ ส.ว. หนักใจ ในการที่จะให้ความเห็นชอบ เพราะเท่ากับท่านจะมัดมือชกเราว่าเอาสิทธิเสรีภาพบังหน้า แล้วเอาประโยชน์ของ ส.ส. ประโยชน์ของ ส.ว. มาเป็นหลักผูกรวมกัน ถ้าเช่นนี้สมาชิก วุฒิสภา ในฐานะที่จะต้องทำหน้าที่เป็นผู้กลั่นกรองญัตติต่าง ๆ เพราะทั้งหมดมาจาก พรรคการเมืองเป็นผู้เสนอ เราต้องทำหน้าที่กลั่นกรองเพื่อให้ได้รับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในสิ่งที่เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนมากที่สุด ไม่ใช่เป็นประโยชน์กับพรรคการเมืองใด พรรคการเมืองหนึ่งมากที่สุด และผมจะกราบเรียนเป็นประการสุดท้ายว่า นี่ละครับ คือ ความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องมีระบบสองสภา เพราะมิเช่นนั้นวันหนึ่งที่สภาใดสภาหนึ่ง รวมตัวมุ่งไปสู่ผลประโยชน์เรื่องใดเรื่องหนึ่งจะขาดการถ่วงดุล ประเทศจะขาดเสาหลัก วันนี้ ผู้ที่จะทำหน้าที่ให้คำตอบกับพี่น้องประชาชนได้ว่าควรเห็นชอบให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในประเด็นใดในประเด็นหนึ่ง ถึงจะเป็นประโยชน์กับประเทศชาติ กับประชาชนมากที่สุด คือ ส.ว. ครับ และนี่คือคำตอบว่ามี ส.ว. ไว้ทำไม ขอบพระคุณครับท่านประธาน

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณ ท่านสุรชัยครับ ต่อไปเป็นอีกชุดหนึ่งนะครับ เริ่มด้วย ท่านรังสิมันต์ โรม พรรคก้าวไกล และตามด้วย ท่านภราดร ปริศนานันทกุล พรรคภูมิใจไทยนะครับ และตามด้วย ท่านเฉลิมชัย เฟื่องคอน สมาชิกวุฒิสภา เชิญท่านรังสิมันต์ โรม ก่อนเลยครับ

นายรังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธาน ผม รังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิก รัฐสภา วันนี้ผมเป็นตัวแทนของพรรคก้าวไกลคนแรกที่จะมาอภิปราบญัตติการแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่มีตัวตั้งตัวตีหลักในการริเริ่มคือพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเมื่อผมได้อ่านเนื้อหาและพิจารณาถึงบริบทแวดล้อมต่าง ๆ แล้ว ผมคิดว่านี่คือบทใหม่ ของมหากาพย์แผนกินรวบประเทศไทยเพื่อสืบทอดอำนาจเผด็จการ ทำให้พี่น้องประชาชน ตัวหดลีบเล็กที่สุด ต้องอยู่อย่างไม่มีศักดิ์ศรี ทั้ง ๆ ที่พวกเขาคือเจ้าของอำนาจตัวจริง ของประเทศนี้แท้ ๆ เพราะอะไรผมจึงกล่าวเช่นนั้น เพื่ออธิบายเหตุผล ผมขอพาย้อนกลับไป เมื่อความเดิมตอนที่แล้วตั้งแต่การรัฐประหาร เมื่อปี ๒๕๔๙ ที่ได้ทำลายรัฐบาลที่มาจาก การเลือกตั้ง เปลี่ยนองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญให้ขาดหายจากการยึดโยงกับประชาชน ตั้งคนของตัวเองเข้าไปใช้อำนาจกวาดล้างทำลายบรรดาผู้แทนราษฎรฝ่ายตรงข้าม สร้างบรรยากาศทางการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นเอง แล้วเอามาผ่านประชามติ จอมปลอมที่ทำให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งไม่สามารถบริหารประเทศได้ ค่อย ๆ ลุก คืบผ่านการยุบพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม จากนั้นก็เชื้อเชิญบางกลุ่มก้อนในพรรคนั้นให้เข้า มุ้งของตัวเอง จัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร ทำลายขบวนการประชาชน แม้มีรัฐบาล ฝ่ายประชาธิปไตย ก็ค่อย ๆ ใช้กฎหมายบั่นทอนให้อ่อนแอ และสร้างสถานการณ์ ที่จะนำไปสู่การรัฐประหารที่เกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อปี ๒๕๕๗ เมื่อยึดอำนาจแล้วก็รวบหัว รวบหางข้าราชการรวมศูนย์กลุ่มทุนต่าง ๆ ให้มาสนับสนุนตัวเอง สร้างความเหลื่อมล้ำทำให้ ประชานยากแค้น เพื่อให้เหลือความหวังกับแค่เศษเงินที่รัฐบาลโยนลงไป จากนั้นก็ดูดบรรดา อดีต ส.ส. หัวคะแนนของพรรคตรงข้ามให้มาเป็นพวกตัวเอง เมื่อตัวเองพร้อมก็จัดเลือกตั้ง ภายใต้รัฐธรรมนูญที่ร่างใหม่แล้วเอามาลงประชามติจอมปลอมอีกครั้ง โดยใช้เครือข่าย อำนาจและอิทธิพลต่าง ๆ ที่สั่งสมมาเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับตัวเอง หนำซ้ำยังแผ่ กิ่งก้านสาขาผ่านการดึงพวกพ้องน้องพี่ให้มาดำรงตำแหน่งต่าง ๆ เพื่อเป็นหลักประกัน ให้รัฐบาลนี้บริหารประเทศไปสักระยะ ก็ตีความกฎหมายให้พวกตนถูกเสมอ อีกฝ่ายผิดเสมอ ทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ เพื่อที่ฝ่ายเผด็จการจะสถาปนาระบอบประยุทธ์ได้อย่างใจปรารถนา จะได้ไม่มีใครมาตั้งคำถามเรื่องตั๋วช้าง จะได้ไม่มีใครมาตั้งคำถามเรื่องวัคซีน จะได้ไม่มีใคร มาแฉเรื่องไอโอ (IO) จะได้ไม่มีใครมาเสนอกฎหมายยกเลิกเกณฑ์ทหารหรือกฎหมาย แก้มาตรา ๑๑๒ จะได้ไม่มีใครมาตั้งคำถามเรื่องบรรดางบประมาณของกองทัพและ งบประมาณที่ใช้เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์อีกต่อไป

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ท่านรังสิมันต์ครับ ท่านรังสิมันต์ โรม ครับ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวมีผู้ประท้วงผม ตอนนี้ยังไม่มี แต่ผมต้องขอเตือนท่านหน่อยว่าท่านอารัมภบทเรื่องราวมาพอสมควรแล้ว ให้ท่าน เข้าประเด็นในเรื่องรัฐธรรมนูญนะครับ

นายรังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ทั้งหมดที่ผมพูดมานี้เรื่องรัฐธรรมนูญ แค่เท้าความกันเพื่อให้เห็นว่า เรากำลังทำอะไร ผมใช้เวลาประมาณ ๓ นาทีกว่า ๆ เองครับท่านประธาน อนุญาตผมหน่อย เถอะครับ

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ผมกลัวจะมี การประท้วงครับ

นายรังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ที่ผมไล่เลียงมาทั้งหมดก็เพื่อให้เห็นแผนการใหญ่ของฝ่ายเผด็จการ ที่ดำเนินมาตั้งแต่อดีตและยังดำเนินอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งอันที่จริงในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา เราก็พยายามหยุดยั้งความชั่วร้ายนั้นครับ ผ่านการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๕๖ และตั้ง สสร. เพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่สุดท้ายก็เกิดการล้มกระดาน โดยที่ตัวการก็ไม่ใช่ ใครอื่นครับ คือ ส.ส. จากพรรคพลังประชารัฐ และ ส.ว. ๒๕๐ คน ที่ก็นั่งอยู่ในสภาวันนี้ด้วย บุคคลเหล่านี้ไม่ได้อยากเห็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เกิดขึ้น สิ่งที่พวกเขาต้องการจริง ๆ คือ การแก้รัฐธรรมนูญเฉพาะบางมาตราที่หมดประโยชน์กับตัวเองแล้วเท่านั้น แต่กับสิ่งที่เป็น หัวใจสำคัญที่ทำให้ตัวเองเข้ามามีอำนาจวาสนาก็เลือกที่จะกอดมันเอาไว้ ไม่สนว่ามันจะได้ ทำลายหลักการประชาธิปไตย ทำลายเสียงของประชาชน ทำลายคุณค่าที่สังคมยึดถือเอาไว้ ขนาดไหน และแล้วก็ไม่นานเกินรอ หลังจากคว่ำการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่สำเร็จ พรรคพลังประชารัฐก็เดินหน้าแผนกินรวบต่อทันที ด้วยการเสนอแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา คัดมาเน้น ๆ ที่จะตบแต่งเพื่อหลอกให้คนอื่นเชื่อว่านี่คือทางออก นี่คือการแก้ไขวิกฤติแล้ว นี่คือการกลับสู่ระบบดี ระบอบเดิมที่เราคุ้นเคย ทุกอย่างดูดีไปหมด แต่เราต้องไม่ลืมครับว่า พรรคพลังประชารัฐนั้นไม่ใช่พรรคการเมืองทั่ว ๆ ไป แต่เป็นแม่น้ำสายหนึ่งของฝ่าย คสช. ที่ไหลบ่าเข้ามาสภาผู้แทนราษฎร ยังมีแม่น้ำอีกหลายสาย หลายสาขา ที่ไหลมารวมกัน เพื่อออกไปสู่ทะเลแห่งการสืบทอดอำนาจ และการที่แม่น้ำสายพลังประชารัฐขยับเรื่องการ แก้รัฐธรรมนูญ มันไม่ได้ขยับอยู่แค่สายเดียว แต่แม่น้ำสายอื่น ๆ ก็เตรียมขยับตาม รัฐธรรมนูญที่จะถูกแก้เพื่อเข้าสู่บทใหม่ของการสืบทอดอำนาจด้วยเช่นเดียวกัน นี่จึงเป็น เหตุผลว่าทำไมถึงแม้เราจะมีการพิจารณาญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มากถึง ๑๓ ญัตติ หลากหลายประเด็น แต่ในเวลานี้พรรคก้าวไกลเห็นว่าถ้าจะมีประเด็นไหนที่สำคัญที่สุด จำเป็นเร่งด่วนที่สุดที่จะต้องแก้ให้ได้โดยเด็ดขาด ประเด็นที่ว่านั้นมีอยู่แค่ประเด็นเดียวครับ คือการยกเลิกอำนาจของ ส.ว. ที่จะลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีตามมาตรา ๒๗๒ ซึ่งพรรค ก้าวไกลได้ลงชื่อในญัตติดังกล่าวร่วมกับพรรคร่วมฝ่ายค้านอื่น ๆ ท่านประธานครับ เราต้อง ยอมรับความจริงว่า ส.ว. ๒๕๐ คนชุดนี้ คือกลไกการสืบทอดอำนาจของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา การที่ผู้ใดจะมีความชอบธรรมในการเลือกนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นตำแหน่งที่สำคัญ ที่สุดต่อการพัฒนาบ้านเมืองของเรา ผู้ที่จะเลือกนั้นจะต้องได้รับมอบอำนาจจากประชาชน ซึ่งพวกท่าน ส.ว. ทั้งหมดหาได้มีความชอบธรรมนั้นเลย

(นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกวุฒิสภา (สรรหา) ได้ยืนและยกมือขึ้น)

นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ท่านประธานครับ

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ครับ ท่านรังสิมันต์รอสักครู่นะครับ มีผู้ประท้วง

นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ท่านประธานครับ กิตติศักดิ์ครับ สมาชิกรัฐสภา ประท้วงผู้อภิปราย ข้อ ๔๕ ผมอยากจะเรียนอย่างนี้นะครับว่า ส.ว. ในบทเฉพาะกาลมีพี่น้องประชาชนลงมติ ๑๖ ล้านคน แต่ ส.ส. ผู้ที่กำลังอภิปรายอยู่นั้น มีพื้นที่หรือเปล่า คะแนนที่ได้มาก็ปัดเศษมา

(นายธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (แบบบัญชีรายชื่อ) ได้ยืน และยกมือขึ้น)

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

พอแล้วครับ

นายธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านประธานครับ ผมประท้วงครับ ท่านประธานครับ ขออนุญาต ประท้วงครับ

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

พอแล้วครับ พอแล้วครับ เข้าใจครับ ไม่ต้องประท้วง

นายธีรัจชัย พันธุมาศ

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (แบบบัญชีรายชื่อ : ท่านต้องวินิจฉัยก่อน

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวผม วินิจฉัยก่อน

นายธีรัจชัย พันธุมาศ

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (แบบบัญชีรายชื่อ : เพราะว่าทางผู้ประท้วงไม่ได้บอกว่าประท้วงเรื่องอะไร ประเด็นอะไร ขอให้ท่านวินิจฉัย ด้วยครับ

นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

มาตรา ๔๕ ครับ มีหู หรือเปล่าครับ

นายธีรัจชัย พันธุมาศ

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (แบบบัญชีรายชื่อ : ประเด็นไหนครับ ที่ประท้วงประเด็นไหนครับ

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

กรุณาหยุด ทั้ง ๒ ฝ่ายนะครับ ผมขอวินิจฉัยนะครับ ผมกำลังจะพูดนะครับ รวมทั้งท่านกิตติศักดิ์นะครับ ท่านประท้วงว่าเป็นการอภิปรายฝ่าฝืนข้อบังคับ ข้อ ๔๕

นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ข้อ ๔๕ วรรคสอง ครับท่านประธาน

(นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ท่านประท้วงผมหรือ ตามสบาย เชิญครับ

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงใหม่

ท่านประธานที่เคารพ ผม นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ พรรคเพื่อไทย จังหวัดเชียงใหม่ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ประท้วงท่านประธานครับ ควบคุมการประชุม ข้อ ๕ ครับ ท่านประธาน เวลามีผู้ประท้วงนะครับ การประท้วงต้องชี้แจงว่าผิดข้อบังคับเรื่องอะไร ไม่ใช่ให้ลุกขึ้นมา อภิปราย ท่านประธานปล่อยเพื่อนสมาชิกจากฝั่ง ส.ว. ด้วยความเคารพ ท่านลุกขึ้นมา แล้วมาชี้แจงเรื่องต่าง ๆ ไม่ใช่วิธีการประท้วงที่ถูกต้อง แต่ท่านประธานซึ่งควรจะต้องรู้กฎ ข้อบังคับ ท่านประธานปล่อยให้มีการผิดพลาดอย่างนี้ ผมว่าท่านประธานต้องควบคุมให้ดีขึ้น ขอบคุณครับ

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ผมขอประท้วงท่านผู้ประท้วงเมื่อสักครู่ครับว่า ที่ท่านพูดว่า ส.ส. ปัดเศษ ท่านกำลังเสียดสี ท่านไพบูลย์ นิติตะวัน อยู่ครับ ขอให้ท่านถอนครับ ให้เกียรติท่านไพบูลย์ นิติตะวัน ด้วยครับ

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ผมชักงง แล้ว ท่านกิตติศักดิ์นะครับ เป็นอย่างที่ว่าล่ะครับ ถ้าท่านจะประท้วงท่านเลิกด้วย ถ้าไม่ฟังผม ผมก็ให้ประท้วงผมไปเรื่อย ๆ ท่านกิตติศักดิ์ครับ การประท้วงก็ต้องได้รับอนุญาตจากผม แล้วอธิบายว่าท่านประท้วงในข้อบังคับใดนะครับ ไม่ใช่ขึ้นมาโต้เถียงแล้วก็ว่าผู้อภิปราย

นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ท่านประธานครับ ผมเป็นวุฒิสมาชิก แล้วผู้อภิปรายก็พูดชัดเจนว่า ส.ว. ผมก็เลยตอบโต้ไปว่า ส.ส. ที่กำลัง พูดนั้นมาจากคะแนนปัดเศษ

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

พอแล้ว นะครับ คือนอกจากที่ท่านประท้วงแล้ว ท่านอย่าไปว่าคนอื่นเขาอีกนะครับ

นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

เวลาเขาว่า ส.ว. ทำไมว่าได้ครับท่านประธาน

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ว่าไม่ได้ครับ เดี๋ยวผมก็จะเตือน

นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ถ้าพูดถึง ส.ว. อีก ประท้วงอีกครับ

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ท่านผู้ประท้วงสักครู่ยังคงเสียดสีท่านไพบูลย์ นิติตะวัน ไม่เลิกนะครับ

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยว ๆ ยังไม่ถึงประเด็นนั้นนะครับ ประเด็นที่ประท้วงท่านไพบูลย์ นิติตะวัน นั้น ผมขอวินิจฉัยว่า ไม่ได้กล่าวชัดเจนว่าเป็นใคร ดังนั้นก็อย่าไปท้าทายให้ท่านกล่าวให้ชัดเจนเลยนะครับ แต่ผม ก็อยากจะให้การอภิปรายของท่านรังสิมันต์ โรม ให้เป็นไปโดยราบรื่นนะครับ ท่านกล่าวถึง ความเป็นมาอะไรนี่ก็อย่าไปถึงขั้นที่จะไปโจมตีบุคคลบางคน หรือไปพาดพิงถึงใครนะครับ แต่ผมก็คิดว่าคงจะไม่มีอะไร สำหรับท่านจุลพันธ์ผมก็พยายามบังคับตามข้อบังคับอยู่แล้ว นะครับ และผมเป็นกลางอยู่แล้วท่านก็รู้ และผมอยากให้การพิจารณาเป็นไปโดยราบรื่น มันไม่สนุกหรอกที่จะต้องมาคอยชี้แจง คอยห้ามปรามท่านทั้งหลาย ดังนั้นถ้าท่านร่วมมือ กับผมการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะได้ประโยชน์อย่างมากนะครับ ท่านรังสิมันต์ โรม ก็มีความรู้เยอะ อภิปรายต่อเลยครับ อย่าเสียดสีนะครับ

นายรังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ผมก็ยัง อยู่ในญัตติที่จะยกเลิกอำนาจ ส.ว. ในการเลือกนายกรัฐมนตรีต่อไป

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

โอเค (OK) ครับ ท่านพูดกลาง ๆ ก็แล้วกัน อำนาจของ ส.ว. ทั้งหมด

นายรังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ผมคง กลางลำบากครับท่านประธาน

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ก็พยายาม ก็แล้วกันนะครับ

นายรังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

เห็นว่า ควรจะมีการยกเลิกอำนาจส่วนนี้ ซึ่งผมจะขยายความต่อนะครับท่านประธาน การมี ส.ว. ที่มาจากการเลือกโดย คสช. และมีอำนาจในการเลือกนายกรัฐมนตรีแบบนี้ยังเป็นอุปสรรค ต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองตามที่ประชาชนปรารถนา เพราะแม้ประชาชนจะอยากเห็น นายกรัฐมนตรีเป็นคนอื่น แต่หาก ส.ว. ไม่ยอมให้ประชาชน ประชาชนก็ต้องทนอยู่กับ นายกรัฐมนตรีคนเดิมต่อไป มาตรา ๒๗๒ จึงเป็นการแช่แข็งประเทศไทย ไม่ให้ไปข้างหน้า ส.ว. ชุดนี้ได้ใช้อำนาจที่ตัวเอง มี ทำลายความรู้สึกและความหวังของคนรุ่นใหม่และพี่น้องประชาชนชาวไทยที่ต้องการเห็น ความเปลี่ยนแปลงในทางการเมืองในหลาย ๆ ครั้ง ไม่ว่าจะโดยการอภิปรายที่ตีตรา ผู้ที่ออกมาเรียกร้อง การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมืองให้เป็นศัตรู ไม่ว่าจะเป็นการคว่ำ ร่างแก้รัฐธรรมนูญ ที่จะตั้ง สสร. เพื่อให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และอีกหลาย ๆ กรณี จนประชาชนเขานึกไม่ออกว่าแล้วแบบนี้ จะมี ส.ว. เอาไว้ทำไม ทำไมถึงต้องยอมเสียเงินภาษี ของประชาชนเดือนละ ๒๘ ล้านบาท เพื่อให้เฒ่าหลวงกลุ่มนี้ขึ้นมาขี่คอประชาชน อวดดีว่า ตัวเองเลือกผู้นำได้เก่งกว่าประชาชนด้วย ซึ่งต้องยอมรับต่อไปอีกว่า วันนี้ข้อเสนอของสังคม กำลังไปไกลมากกว่าแค่ยกเลิก มาตรา ๒๗๒ แล้ว อาจจะคิดไปถึงการยุบ ส.ว. และเปลี่ยนแปลงประเทศไทยไปสู่ระบบสภาเดี่ยวก็เป็นไปได้ ผมหวังว่าในครั้งนี้ ส.ว. จะสำเนียกตัวเอง สละอำนาจอันไม่ชอบธรรมนี้เสีย อย่าทำบาปกรรมกับประเทศชาติ ไปมากกว่านี้เลย การยกเลิก มาตรา ๒๗๒ จึงเป็นประตูแรกที่เราอาจจะออกจากอำนาจ เผด็จการที่กำลังปิดล้อมประชาชน

(นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกวุฒิสภาภาคสรรหา ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ท่านประธานครับ ประท้วงครับ

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ท่านจะประท้วงข้อใดครับ

นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ประท้วงท่าน ผู้อภิปราย ข้อ ๔๕ วรรคสองครับ และที่สำคัญที่สุดชี้มือมาทางผมด้วยครับท่านประธาน

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

เชิญท่าน นั่งลงครับ ผมจะวินิจฉัยนะครับ คือคำพูดของท่านรังสิมันต์ ท่านพาดพิงแบบทำนองใกล้ เข้าไปในทางเสียดสีมาก ดังนั้นท่านพูดแต่ข้อเท็จจริงดีกว่านะครับ อย่าเอาความเห็นใส่เข้าไป มาก ผมวินิจฉัยเรื่องนี้นะครับ

นายรังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ 🔗

ครับ ท่านประธาน ผมจะพยายามละมุนละม่อมนะครับ หากเปิดประตูบานแรกสำเร็จ หนทาง สู่การจัดตั้งรัฐบาลของประชาชนก็ไปต่อได้ แต่ก็อย่างที่เราคาดหมายได้จากร่าง แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ของพรรคพลังประชารัฐว่าไม่มีเรื่องนี้อยู่ตั้งแต่ต้น แต่ต้องการแก้ บางมาตราให้เป็นไปตามแผนการรวบอำนาจของ คสช. เท่านั้น อย่างระบบเลือกตั้งที่เป็น เหยื่อล่อเพื่อเชื้อเชิญให้เปิดประตูต้อนรับม้าไม้เมืองทรอย ผมรู้นะว่าพวกท่านคิดอะไรอยู่ จะเปลี่ยนเขตเลือกตั้งก็เพราะต้องการให้ กกต. ขีดเส้นแบ่งเขตใหม่ใช่ไหม ท่านประธานครับ กกต. ชุดนี้ถูกเซ็ตซีโร (Set Zero) แล้วตั้งขึ้นมาใหม่ในยุค คสช. เมื่อปี ๒๕๖๑ และในการ เลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา เราก็ได้เห็นสารพัดผลงาน ทั้งบัตรเขย่ง บัตรต่างประเทศที่ส่งมา ไม่ทันเวลานับ ทั้งสูตรคำนวณพิสดาร ทั้งความพยายามเอาผิดพรรคการเมืองแบบเลือกข้าง เลือกฝ่าย สารพัดความไม่โปร่งใสและไร้มาตรฐาน ขีดเส้นแบ่งเขตเลือกตั้งแบบพิสดาร เพื่อเอื้อให้พรรคการเมืองบางพรรคได้ประโยชน์ ตัวอย่างเช่นในหลายจังหวัด มีการแบ่ง ตำบลในเขตเลือกตั้ง เอาตำบลนั้นมาอยู่ในเขตนี้ เอาตำบลนี้ไปอยู่ในเขตนั้น ในบางจังหวัด เป็นไปได้อย่างไรที่มีการแบ่งเอาพื้นที่ที่แทบไม่ติดต่อกันเลย จะไปมาหาสู่กันต้องอ้อม ผ่านเขตอื่น ยัดเยียดให้มาเป็นเขตเดียวกันจนได้ ถามว่าทำแบบนี้เอื้อประโยชน์ใคร เอื้อพรรคการเมืองไหน แล้วประชาชนได้ประโยชน์อะไรจากการแบ่งเขตเลือกตั้งแบบนี้ ผมยืนยันว่าผมเคารพในการตัดสินใจของพี่น้องประชาชน แต่เราต้องยอมรับด้วยว่า มันมีกระบวนการที่พยายามจะบิดเบือนเสียงของประชาชนอยู่จริง ซึ่งมันได้เกิดขึ้นแล้ว ผ่านบรรดากลไกต่าง ๆ ที่สร้างขึ้นมาตั้งแต่ยุค คสช. หรือบางเรื่องที่เสนอเข้ามาก็เป็นแค่ การแก้เพื่อโกง อย่างการแก้ มาตรา ๑๘๕ ยกเลิกข้อห้าม ส.ส. กับ ส.ว. แทรกแซงก้าวก่าย การทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ และการไปร่วมใช้จ่ายงบประมาณหรืออนุมัติโครงการต่าง ๆ และแก้ มาตรา ๑๔๔ ยกเลิกการลงโทษ ส.ส. และ ส.ว. ที่ไปแปรญัตติเพิ่มงบประมาณ หรือเพิ่มรายการงบประมาณ เท่ากับว่าต่อจากนี้จะแทรกแซงจะก้าวก่ายก็เชิญทำไป ถ้าโดนจับได้ว่าแอบโยกงบเข้าพื้นที่หรือกลุ่มของตัวเองก็ไม่ว่ากัน ทีหลังไปทำให้แนบเนียน มากกว่านี้ อย่างนั้นใช่ไหมครับ ไม่เอาแล้วหรือครับกับคำว่า รัฐธรรมนูญปราบโกง ที่อวดอ้างกันนักหนา หรือเพราะเป็นตัวเองนั่นล่ะที่โดนด่าจนหูชามากกว่าใครเพื่อน เลยขอ กลับไปสู่วังวนแบบเดิม ๆ ดีกว่าใช่ไหม แล้วที่อ้างกันว่าจะไปแก้ทีหลังผมไม่เชื่อหรอกครับ แค่อ้าปากผมก็เห็นลิ้นไก่พวกท่านแล้ว ส่วน การแก้ในเรื่องสิทธิเสรีภาพนั้นก็มีแต่เพียงการเติมแต่งในรายละเอียดปลีกย่อย ทั้ง ๆ ที่ระบอบประยุทธ์นี่ล่ะครับที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนมากที่สุด เพราะหาก เรามีรัฐธรรมนูญที่เคารพต่อเสียงของประชาชน ยกอำนาจของประชาชนและสถาบัน ที่ยึดโยงกับประชาชนให้เป็นใหญ่ ปราศจากกลไกการสืบทอดอำนาจเผด็จการ สิทธิเสรีภาพ ในรายละเอียดปลีกย่อยเหล่านั้นย่อมได้รับการคุ้มครองอยู่แล้ว แต่หากการแก้รัฐธรรมนูญ ยังเป็นแบบที่พรรคพลังประชารัฐเสนอมาแบบนี้ ยังแก้รายมาตราเพื่อการสืบทอดอำนาจ ของตัวเอง ต่อให้แก้เรื่องสิทธิเสรีภาพให้ดูสวยงามเพียงใด เมื่อประชาชนออกมาใช้สิทธิ เสรีภาพ ออกมาตั้งคำถาม คัดค้านวิพากษ์วิจารณ์ผู้มีอำนาจ สุดท้ายพวกเขาเหล่านั้น ก็จะยังคงถูกข่มขู่คุกคาม ถูกกราดฟ้องสารพัดคดี ถูกปฏิเสธสิทธิในฐานะผู้บริสุทธิ์ อย่างที่เคยเป็นมาอยู่ดี การแก้ในเรื่องรายละเอียดปลีกย่อยเหล่านี้จึงไม่ต่างอะไร จากไม้ประดับที่คอยหลอกตาประชาชน บดบังไม่ให้เห็นกาฝากที่เป็นใจกลางของปัญหา คอยสูบกินการเมืองไทยต่อไปไม่รู้จบสิ้น ท่านประธานครับ อภิปรายมาถึงตรงนี้ผมเชื่อว่า เราทุกคนในสภาแห่งนี้ต่างรู้ดีว่าที่ทำกันอยู่ในวันนี้ที่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในหลายฉบับ หลายมาตรา มันไม่ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงอะไร เป็นแค่การปรับแต่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๐ ให้กลายพันธุ์ ให้ดูดี ให้น่าคบหาเท่านั้น ถามจริง ๆ เถอะครับจะเล่นปาหี่กันแบบนี้ อีกนานไหม ผมและพรรคก้าวไกลขอเรียกร้องให้ทุกคนกลับมาสู่แนวทางการจัดทำ รัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ โดยในวันนี้ที่ร่าง พ.ร.บ. ประชามติได้ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา และเตรียมประกาศใช้แล้วนั้น พรรคก้าวไกลเห็นว่าหนทางหนึ่งในการจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ที่รวดเร็วและตรงไปตรงมาที่สุดคือการจัดทำประชามติเพื่อถามประชาชนกันไปเลย ว่าต้องการยกเลิกรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๐ และจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดย สสร. ที่ได้รับการเลือกจากประชาชนหรือไม่ หากประชาชนเห็นชอบก็จะได้ไม่เหลือข้ออ้างอะไร ให้ต้องมาหาเรื่องขัดขวางกันอีก รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะจัดทำต้องไม่ใช่การพาประเทศไทย กลับไปที่เดิม แต่ทำให้ประเทศไทยเดินไปข้างหน้า อยากให้รับรองสิทธิเสรีภาพไว้อย่างไร ตลอดจนระบบเลือกตั้งจะเอากันอย่างไรก็ไปว่ากันใน สสร. และเลิกเสียทีกับการพยายาม จำกัดเนื้อหาไม่ให้จัดทำหมวด ๑ และหมวด ๒ อันเป็นการไม่เคารพต่อเจตจำนงของ พี่น้องประชาชนผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ ประชาชนจะเขียนในเรื่องดังกล่าวหรือไม่ ก็ให้พวกเขาได้รณรงค์และหาข้อสรุปด้วยตัวเอง และสำหรับญัตติแก้รัฐธรรมนูญในครั้งนี้ พรรคก้าวไกลขอเรียกร้องให้สมาชิกรัฐสภาร่วมกันเห็นชอบกับการยกเลิกมาตรา ๒๗๒ ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่สุดเฉพาะหน้าในการทลายการสืบทอดอำนาจของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา และหากปรากฏว่าในท้ายที่สุดญัตติยกเลิกมาตรา ๒๗๒ เพื่อยกเลิกอำนาจ ส.ว. ในการเลือกนายกรัฐมนตรีถูกคว่ำลงอีกครั้ง ก็ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่าละครฉากนี้ที่มีนักแสดง ค่าตัวแพงทั้งหลายในห้องนี้เป็นแค่เพียงละครปาหี่ต่อพี่น้องประชาชนเพื่อกินรวบอำนาจของ ประชาชนทั้งกระดานเท่านั้นเอง

สุดท้ายนี้ผมขอให้พวกเราย้อนกลับทบทวนกันอีกครั้งว่าที่ผ่านมาเราอยู่กับ การเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญโดยฝ่ายผู้มีอำนาจที่ไม่เคยยึดถือในระบอบประชาธิปไตย ไม่เคย เห็นค่าในเสียงของประชาชนมาอย่างยาวนานเหลือเกิน ตั้งแต่การรัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญ เมื่อเกือบ ๑๕ ปีที่แล้ว แล้วร่างรัฐธรรมนูญใหม่ พอไม่พอใจก็ฉีกอีก แล้วก็ร่างใหม่อีก ซึ่งแต่ละครั้งก็เปลี่ยนแปลงไปเพื่อประโยชน์ต่อการรักษาอำนาจของตัวเองทั้งนั้น พอมา ในวันนี้ก็จะเปลี่ยนแปลงอีกครั้งโดยแก้รายมาตราเพื่อวัตถุประสงค์เดิม ๆ ของตัวเอง พอแล้ว ได้ไหมครับกับการยอมให้พวกเขาทำแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ เลิกเล่นตามเกมส์ (Game) ของผู้ที่ ไม่เคยศรัทธาในระบอบประชาธิปไตย แล้วหันมาเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญในแบบที่ ประชาชนได้เป็นผู้กำหนดและได้รับประโยชน์สูงสุดจริง ๆ หยุดเถิด หยุดทำตัวเป็น หางเครื่องค่าตัวหลักแสนให้กับละครสืบทอดอำนาจของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ ฝ่ายเผด็จการ คสช. เสียที ขอบคุณครับท่านประธาน ขอบคุณครับ

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปเรียนเชิญท่านภราดร ปริศนานันทกุล และเสร็จแล้วเป็นท่านเฉลิมชัยครับ เชิญครับ

นายภราดร ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อ่างทอง

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ภราดร ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ใกล้ไมโครโฟน (Microphone) หน่อยครับท่านภราดรครับ

นายภราดร ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อ่างทอง 🔗

ท่านประธานที่เคารพ ภราดร ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ในอันดับแรกผมต้องขอบคุณเพื่อนสมาชิก จากทุกพรรคการเมืองที่ได้ร่วมกันเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น ๑๓ ร่างด้วยกันเพื่อให้ รัฐสภาได้มีโอกาสร่วมกันพิจารณาในวันนี้ เพราะนั่นแสดงให้เห็น ตอกย้ำให้เห็นชัด ๆ ว่า พวกเราทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีปัญหาอยู่บ้างไม่มากก็น้อย หากท่านประธานจะถามถึงจุดยืนของพวกกระผม พรรคภูมิใจต่อเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่าจุดยืนของพวกผมพรรคภูมิใจไทยคืออะไร ผมก็ตอบท่านประธานชัด ๆ ครับว่าจุดยืนของ การแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทย คือเราตั้งใจที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อตอบโจทย์ ของพี่น้องประชาชนให้มากที่สุด เราต้องไม่ปฏิเสธครับว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ที่มีการพูดคุยเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรามักจะได้ยินเสียงสอบถาม เสียงพูดคุย เสียงถาม กันดัง ๆ มาถึงนักการเมืองทั้งรัฐสภาว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ประชาชนได้ประโยชน์อะไร จากการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เมื่อเป็นอย่างนั้นพวกเราตั้งใจที่จะตอบโจทย์พี่น้องประชาชน เราจึงพยายามออกแบบรัฐธรรมนูญที่เป็นของประชาชนให้มากที่สุด มันจึงเป็นที่มาของ การเสนอร่างรัฐธรรมนูญเมื่อคราวก่อน พวกเราพรรคภูมิใจไทยเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรา ๒๕๖ โดยเปิดช่องให้มีการตั้ง สสร.ที่มาจากการเลือกตั้ง ของพี่น้องประชาชน แล้วให้ สสร. ไปเขียนกติกาให้ สสร. ไปรับฟังความคิดเห็น สอบถาม พี่น้องประชาชนว่าอยากจะเห็นกติกาบ้านเมืองเป็นอย่างไร แต่อย่างไรก็ดีครับ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้นไม่ผ่านสภาไปเสียแล้ว จึงเป็นที่มาครับ จึงเป็นที่มาของ ร่างรัฐธรรมนูญอีก ๓ ฉบับที่พวกเราพรรคภูมิใจไทยได้ร่วมลงชื่อกันกับพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคชาติไทยพัฒนา ยื่นต่อท่านประธานรัฐสภาเพื่อที่จะนำมาสู่การพิจารณา หลักคิด แนวคิดของร่างทั้ง ๓ ร่างของพวกเราก็วนเวียนอยู่ที่เดิมนั่นละครับ คือเราจะตอบโจทย์ ปัญหาของพี่น้องประชาชนได้อย่างไร เราจะตอบโจทย์คำถามของพี่น้องประชาชนได้อย่างไร ว่าการแก้รัฐธรรมนูญประชาชนได้ประโยชน์อะไร จึงเป็นที่มาของร่างที่ ๑ ครับ เราเสนอ ร่างที่ ๑ โดยเสนอแก้ไขในหมวด ๕ หมวดหน้าที่ของรัฐในมาตรา ๕๕ โดยเราเพิ่มเป็นมาตรา ๕๕/๑ เราเรียกมันว่า หลักประกันรายได้พื้นฐานถ้วนหน้า ภาษาอังกฤษใช้ตัวย่อ ๓ ตัวคือ ยูบีไอ (UBI) ย่อมาจากยูนิเวอร์เซล เบสิก อินคัม (Universal Basic Income) นั่นคือหลักประกันรายได้พื้นฐานถ้วนหน้า หลักคิดคืออะไรครับ หลักคิดของพวกเราก็คือ เราตั้งใจที่จะลดความเหลื่อมล้ำทางรายได้ให้กับพี่น้องประชาชน พวกเราเชื่อครับ เราเชื่อว่า ประชาชนทุกคนควรจะต้องมีหลักประกันรายได้ต่อปีที่เพียงพอสำหรับพวกเขาในการที่จะ ดำรงชีวิตในสภาพสังคมต่าง ๆ คนจนคือใครครับ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติได้นิยามความหมายคนจนว่า ใครก็ตามที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน คนกลุ่มนั้นเรียกว่าคนจน ในปี ๒๕๖๒ เกณฑ์การแบ่งแยกระหว่างคนจนหรือไม่ สภาพัฒน์ได้ขีดเส้นเอาไว้สำหรับ คนต่างจังหวัด อยู่ที่ ๒,๗๐๐ กว่าบาทต่อเดือนสำหรับรายได้ ส่วนสำหรับคนกรุง อยู่ที่ ๓,๒๐๐ กว่าบาทต่อเดือนเป็นรายได้ขั้นต่ำที่คนพึงจะมีสำหรับดำรงชีวิตอยู่ได้ หรือเฉลี่ยพูดกันง่าย ๆ ครับ ผมเฉลี่ยทั้งต่างจังหวัดและในกรุงเทพฯ เฉลี่ยที่ ๓๖,๐๐๐ บาท ต่อปีต่อคน นี่เป็นหน้าที่ของรัฐที่พวกเราเชื่อว่ารัฐจะต้องสนับสนุนคนกลุ่มนี้ให้มีรายได้ เพียงพอในการที่จะดำรงชีวิตคนกลุ่มนี้สำรวจเมื่อปี ๒๕๖๒ คนกลุ่มนี้มีอยู่ที่ ๖ ล้านคน พวกเราเชื่อครับว่าเป็นหน้าที่ของรัฐและรัฐสามารถที่จะจัดการรายได้พื้นฐานขั้นต่ำ ให้กับพวกเขาได้ รายละเอียดในประเด็นนี้เดี๋ยวท่าน ส.ส. สิริพงศ์ จะมาอธิบายความ ในรายละเอียดอีกครั้งหนึ่ง มีผู้คนถามกันมากหลังจากที่พูดคุยกันในประเด็นนี้ว่ามันจะเป็น ภาระหน้าที่ของรัฐมากเกินไปหรือไม่ในการที่จะไปหาเงินรายได้เพื่อที่จะมาสนับสนุน ให้กับคนจำนวน ๖ ล้านคนใต้เส้นความยากจนให้มีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีวิต ผมต้องบอกกับท่านประธานครับ มันอยู่ที่ความเชื่อ โจทย์ไม่ใช่ว่าทำได้หรือทำไม่ได้ โจทย์มันน่าจะอยู่ที่ว่าจะทำอย่างไรให้ทำได้ต่างหาก ถ้าหากว่าเราคิดแต่ว่าทำไม่ได้ ทำไม่ได้ เราก็ไม่เริ่มทำเสียทีครับ ย้อนกลับไปเมื่อปี ๒๕๔๔ มีใครบ้างครับที่จะคิดว่าเรื่อง ๓๐ บาท รักษาทุกโรค หลักประกันสุขภาพพื้นฐานให้กับพี่น้องประชาชนมันจะสามารถเกิดขึ้นจริง ในประเทศนี้ แต่สุดท้ายแล้วเวลาพิสูจน์ครับ ๒๐ ปีเต็ม ๆ หลักประกันสุขภาพขั้นพื้นฐาน ของพี่น้องประชาชนล้มลุกคลุกคลานจากงบประมาณปีแรกตั้งเอาไว้ในงบประมาณ ที่ ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท จนกระทั่งวันนี้อยู่ที่ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่คือการสร้างหลักประกัน ทางด้านสุขภาพให้กับพี่น้องประชาชนตลอดระยะเวลา ๒๐ ปี และเป็นการลดความเหลื่อม ล้ำทางด้านสุขภาพให้กับพี่น้องประชาชนได้อย่างเห็นผลมากที่สุดจึงเชื่อครับ ผมจึงเชื่อ พวกเราภาคภูมิใจไทยจึงเชื่อว่าถ้าหากว่าเราบรรจุเรื่องนี้เอาไว้ในรัฐธรรมนูญ และเป็นหน้าที่ ของรัฐที่จะต้องทำให้พี่น้องประชาชนที่อยู่ใต้เส้นความยากจนมีรายได้ขั้นพื้นฐานให้เพียงพอ สำหรับเขาในการดำรงชีวิต ถ้าบรรจุอยู่ในรัฐธรรมนูญผมเชื่อว่ารัฐสามารถที่จะหาเงิน เพื่อที่จะมาตอบโจทย์เขาได้ในท้ายที่สุดจึงเป็นประเด็นที่ ๑ ที่ต้องบอกกับท่านประธานว่า พวกเราพรรคภูมิใจไทยตั้งใจที่จะนำเสนอประเด็นนี้เพื่อให้พี่น้องเพื่อนสมาชิกรัฐสภา ได้ช่วยกันพิจารณาและขอความเห็นจากพี่น้องสมาชิกรัฐสภาทั้งหมดให้ช่วยกันสนับสนุน หลักคิดนี้เพื่อไปแก้ไขเพิ่มเติมในชั้นกรรมาธิการต่อไป ประเด็นถัดไปครับ

ประเด็นที่ ๒ เรื่อง การแก้ไข ในมาตรา ๖๕ เรื่องยุทธศาสตร์ชาติ เมื่อสักครู่ ผมนั่งฟังท่านสมาชิกวุฒิสภา ท่านสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ขออภัยเอ่ยนามท่าน ไม่ได้เสียหาย ครับ ท่านบอกว่าท่านไม่ติดใจครับที่จะไปเพิ่มเติมให้มีความชัดเจนมากขึ้นในตัวบท รัฐธรรมนูญในเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ ผมเข้าใจดีครับว่าในตัวรัฐธรรมนูญเองได้กำหนดเอาไว้ แล้วชัดเจนว่าจะต้องมียุทธศาสตร์ชาติ โจทย์ของผม ผมไม่ได้ติดใจนะครับว่ายุทธศาสตร์ชาติ จะมีอยู่หรือไม่ผมเห็นด้วยครับ การวางแผนวางรากฐานระยะยาวให้กับประเทศจำเป็น ที่ประเทศนี้จะต้องมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจน แต่สิ่งที่ยังติดใจอยู่ในตัวรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๕ ก็คือท่านเขียนกว้างมากเกินไปครับ มันสามารถที่จะเฉพาะเจาะจงให้ชัดเจนมากกว่านี้ได้ ในเรื่องของความพลวัตร โจทย์ไม่ได้อยู่ที่ว่ายุทธศาสตร์ชาติควรจะมีหรือไม่ โจทย์อยู่ที่ว่ายุทธศาสตร์ชาติควรจะเป็นอย่างไรมากกว่า การจะตอบโจทย์ว่ายุทธศาสตร์ชาติ เป็นอย่างไรเราต้องไปถามประชาชนครับว่าเขาอยากเห็นประเทศในการที่จะก้าวไปข้างหน้า เขาอยากจะเห็นประเทศของเขาเป็นอย่างไร อันนี้ครับคือสิ่งที่เราต้องมาร่วมกันคิด เพราะในกฎหมายเรื่องยุทธศาสตร์คนที่เป็นคนกำหนดยุทธศาสตร์ซึ่งกำหนดอยู่ในกฎหมาย ยุทธศาสตร์ ผมจำตัวเลขไม่ได้นะครับ มีอยู่ ๗-๘ ท่านซึ่งล้วนแล้วแต่อยู่ในซีกฝ่ายของความ มั่นคงเป็นหลัก ผมไม่ได้ดูแคลนหรือไม่ได้ดูหมิ่นฝ่ายความมั่นคงนะครับ แต่ว่าการวาง ยุทธศาสตร์ชาติมันต้องวางให้รอบด้าน ไม่ได้วางแต่เฉพาะด้านความมั่นคง ยังมีด้านอื่น ๆ อีกมากมายที่จะต้องอาศัยผู้รู้มาร่วมกันคิดในเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นตรงนี้จึงเป็นประเด็นที่ อยากจะชวนเพื่อนสมาชิกทั้งหมดมาร่วมกันคิดครับว่าการกำหนดยุทธศาสตร์ชาติให้ชัดเจน ในตัวรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่การแก้ไขกฎหมายยุทธศาสตร์มีความจำเป็นมากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอย่างที่ผมบอกเรื่องพลวัตของยุทธศาสตร์ชาติ วันนี้ความแข็งตัวของ ยุทธศาสตร์ชาติกำหนดยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี มีความแข็งตัวมากไปหรือไม่ เราต้องการ ความอ่อนตัวมากกว่านี้ของยุทธศาสตร์หรือไม่ เพื่อให้สามารถที่จะปรับเปลี่ยนให้เข้ากับ สถานการณ์ของประเทศและของโลกในขณะนั้น ๆ ประเด็นนี้จึงเป็นอีกประเด็นหนึ่ง ที่ผมชวนเพื่อนสมาชิกทั้งหมดช่วยกันรับหลักการครับ แล้วก็ไปพิจารณาอีกครั้ง ในชั้นกรรมาธิการ

ประเด็นที่ ๓ ประเด็นที่ทางพวกเราพยายามที่จะนำเสนอ ประเด็นนี้ค่อนข้าง ที่จะละเอียดอ่อนครับ เราเสนอให้มีการแก้ไขมาตรา ๒๗๒ ถ้าหากพูดกันประเด็นนี้ผมต้อง บอกกับท่านประธานครับว่าการจะพูดประเด็นละเอียดอ่อนแบบนี้ การจะแสวงหา ความร่วมมือร่วมกันของสมาชิก โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝั่งวุฒิสมาชิกให้มาเห็นด้วยให้โหวต (Vote) ร่างนี้ มันเป็นไปไม่ได้เลยครับที่เราจะใช้การชักชวนโดยการข่มขู่ เป็นไปไม่ได้เลยที่จะ ชักชวนด้วยการเสียดสีหรือด่าทอ นั่นมันรังแต่จะนำมาซึ่งความพินาศ นำมาซึ่งความไม่สำเร็จ ของการเดินสู่เป้าหมาย ผมคิดว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะชักชวนเพื่อนสมาชิกฝั่งวุฒิสภามาคุยกัน ในประเด็นนี้ให้ได้ดีที่สุดก็คือการเอาเหตุและเอาผลมาพูดคุยกันครับ ผมนำเสนอแบบนี้ ต้องเรียนกับท่านประธานครับว่า ในตัวบทรัฐธรรมนูญฉบับ ๒๕๖๐ ในตัวบทหลักที่เป็นเรื่อง หน้าที่และอำนาจ เรื่องบทบาทของสมาชิกวุฒิสภา ในตัวบทหลักไม่มีนะครับที่จะให้สมาชิก วุฒิสภาเลือกนายกรัฐมนตรี นั่นหมายความว่าเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญไม่ได้ตั้งใจที่จะให้ สมาชิกวุฒิสภาเข้ามากำหนดตัวนายกรัฐมนตรีตลอดกาลหรือตลอดช่วงอายุของรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ หากแต่เพียงกำหนดเอาไว้ในมาตรา ๒๗๒ ในบทเฉพาะกาลเท่านั้น ซึ่งบทเฉพาะกาล กำหนดเอาไว้ ๕ ปี เพราะฉะนั้นประเด็นของการหารือกันในวันนี้จึงอยู่ที่ว่าที่ผ่านมา ๒ ปีกว่า เกือบจะ ๓ ปีอีกไม่กี่เดือนนี้เพียงพอหรือยังกับการเปลี่ยนถ่าย เพียงพอหรือยังกับ บทเฉพาะกาลที่ว่า ผ่านการเลือกตั้งมา ๑ ครั้ง และวุฒิสมาชิกได้ใช้อำนาจพิเศษตามมาตรา ๒๗๒ ไปแล้วเพียงพอหรือยัง ถ้าถามผมผมก็ตอบว่าเพียงพอแล้วครับ และผมก็เชื่อว่า ถ้าหากว่าถามพี่น้องประชาชน พี่น้องประชาชนก็คงจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเพียงพอแล้ว แต่ผมไม่แน่ใจนักถ้าหากว่าถามทางเพื่อนสมาชิกวุฒิสภาว่าเพียงพอหรือยัง ผมไม่แน่ใจกับ คำตอบ พรุ่งนี้จะมีคำตอบร่วมกันครับว่าเวลา ๒ ปีกว่าเกือบ ๓ ปีเพียงพอหรือยังกับอำนาจ พิเศษดังกล่าวในมาตรา ๒๗๒

ประเด็นสุดท้ายครับ ประเด็นนี้ไม่พูดไม่ได้ครับเพราะมีคนถามมากว่า พรรคภูมิใจไทยมีความคิดเห็นอย่างไรกับการเปลี่ยนกติกาการเลือกตั้งกับการแก้ไขกติกา การเลือกตั้งจะมาตราอะไรก็แล้วแต่ จะร่างกี่ฉบับที่เพื่อนสมาชิกได้เสนอมาก็แล้วแต่ เรามีความเห็นอย่างไรจากบัตร ๑ ใบเป็นบัตร ๒ ใบ จาก ๓๕๐ เขต ๑๕๐ ปาร์ตีลิสต์ (Party list) จะเปลี่ยนเป็น ๔๐๐ เขต ๑๐๐ ปาร์ตีลิสต์ (Party list) หรือจะมีระบบใหม่ บัตร ๒ ใบ แต่จัดสรรปันส่วนเหมือนกับบัตร ๑ ใบที่เราใช้กติกากันอยู่ในขณะนี้ ผมบอกกับ ท่านประธานครับว่าหัวใจสำคัญของมันไม่ได้อยู่ที่พวกเราพรรคภูมิใจไทยเห็นด้วยหรือ ไม่เห็นด้วยกับกติกาว่าเป็นแบบไหน ไม่ใช่ว่าเราเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับ ๔๐๐ ๑๐๐ บัตร ๒ ใบ ๑ ใบ อันนั้นไม่ใช่หัวใจสำคัญครับ หัวใจสำคัญอยู่ที่ว่าเราในฐานะผู้เล่น เรามีความ ชอบธรรมมากน้อยแค่ไหนในการที่จะมาเขียนกติกาให้ตัวเองเล่น อันนี้คือคำถามที่พวกเรา ทั้งหมดในฐานะสมาชิกรัฐสภาต้องถามตัวเองครับว่าเรามีความชอบธรรมมากน้อยแค่ไหน มันอดไม่ได้หรอกครับการเขียนกติกาให้ตัวเองเล่น มันอดครหาจากสังคมไม่ได้หรอกครับว่า เป็นการเขียนกติกาเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับฝ่ายการเมือง ให้กับนักการเมือง ให้กับ พรรคการเมือง พวกเราเป็นนักการเมือง พวกเราเป็นพรรคการเมือง เรามีส่วนได้ เรามีส่วน เสียกับกติกาอย่างนี้ ผมจึงเห็นว่าเราในฐานะผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจึงไม่สมควรในการที่จะมา พิจารณากติกาเพื่อเขียนกติกาให้ตัวเองลงไปเล่น กติกาควรจะถูกเขียนโดยกรรมการ ซึ่งกรรมการต้องเป็นประชาชน จะต้องเลือกกติกาให้กับผู้เล่นได้เล่น ให้กับพวกเราได้เล่น ในกติกาที่เขาเขียนให้เรา นี่จึงเป็นหลักคิดของพวกเราพรรคภูมิใจไทยว่าพวกเรามี แนวความคิดอย่างไรกับร่างต่าง ๆ ผมสรุปย้ำอีกครั้งหนึ่งว่าร่างใดก็ตามใน ๑๓ ร่างนี้ที่เป็น ร่างเพื่อเป็นผลประโยชน์เพื่อแก้ไขและรัฐธรรมนูญแล้วเป็นผลประโยชน์กับพี่น้องประชาชน โดยตรงพวกเราพร้อมที่จะสนับสนุน แต่ร่างใดที่แก้ไขแล้วจะถูกครหาว่าพรรคการเมืองหรือ นักการเมืองแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ของตัวเอง ผมในฐานะสมาชิกรัฐสภาต้องขอ อนุญาตท่านประธานไม่ขอร่วมแสดงความคิดเห็นในประเด็นดังกล่าว ผมย้ำอีกครั้ง ในท้ายที่สุดครับว่าการแก้รัฐธรรมนูญในครั้งนี้โจทย์ของพรรคภูมิใจไทยคือเราต้องตอบ คำถามประชาชนให้ได้ว่าแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วประชาชนได้ประโยชน์อะไร โจทก์ของเรา ไม่ใช่แก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วพรรคภูมิใจไทยได้ประโยชน์อะไร มันจึงเป็นที่มาครับ เป็นที่มาของการเสนอร่างรัฐธรรมนูญที่กินได้ เสนอร่างหลักประกันรายได้พื้นฐานถ้วนหน้า พวกเราขอเป็นไม้ขีดไฟก้านแรก พวกเราขอเป็นไม้ขีดไฟแห่งความหวังให้กับพี่น้องประชาชน ในการที่จะเข้าถึงหลักประกันรายได้พื้นฐานที่พวกเขาพึงจะมี ผมชวนเพื่อนสมาชิกทั้งหมดให้ ช่วยกันสนับสนุนในร่างที่พวกเราเสนอด้วยครับขอบพระคุณท่านประธานครับ

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณ ครับท่านภารดลต่อไปจะเป็นท่านเฉลิมชัย เฟื่องคอน สมาชิกวุฒิสภา แล้วก็จะกลับมาที่ท่าน นิคม บุญวิเศษ พรรคพลังปวงชนไทย เชิญท่านเฉลิมชัยครับ

นายเฉลิมชัย เฟื่องคอน สมาชิกวุฒิสภา กลุ่มการบริหารราชการแผ่นดินและ ความมั่นคง 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายเฉลิมชัย เฟื่องคอน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมได้พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมทั้ง ๑๓ ฉบับแล้วนะครับก็มีข้อสังเกตและจะขออภิปรายในเบื้องต้นในร่างญัตติที่ ๑ นะครับ ซึ่งเป็นของท่านไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชารัฐและ คณะเป็นผู้เสนอ โดยเฉพาะในมาตรา ๑๔๔ และมาตรา ๑๘๕ เนื่องจากบทบัญญัติทั้ง ๒ มาตราดังกล่าว ของเดิมเขาห้ามไม่ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภาแปรญัตติเปลี่ยนแปลง งบประมาณ แก้ไขเพิ่มเติมรายการ หรือจำนวนในรายการ และมีส่วนได้เสีย ไม่ว่าทางตรง หรือทางอ้อมในการใช้จ่ายงบประมาณ เขาห้ามไว้ รวมทั้งห้าม ส.ส. และ ส.ว. ก้าวก่ายหรือ แทรกแซงการทำงานปกติของข้าราชการและการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี หรือ การให้ความเห็นชอบในการจัดทำโครงการใด ๆ คือถ้ามีการฝ่าฝืนในบทบัญญัติดังกล่าว รัฐธรรมนูญเขามีบทกำหนดโทษไว้ชัดเจนในมาตรา ๑๔๔ และมาตรา ๑๘๕ แต่การเสนอขอ แก้ไขร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๑๔๔ และมาตรา ๑๘๕ ของพรรคพลัง ประชารัฐ ได้ตัดข้อห้าม ส.ส. ส.ว. เข้ามามีส่วนร่วมในการใช้จ่ายหรืออนุมัติงบประมาณ และเข้ามาแทรกแซงการทำงานของข้าราชการประจำ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ เพราะว่าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้เป็นหัวใจสำคัญของการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชัน ที่ได้รับสมญานามว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นฉบับปราบโกง แต่ที่สำคัญก็คือว่าท่านไปตัด บทบัญญัติที่จะลงโทษสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภาที่ฝ่าฝืนออกทั้งหมด ผมก็มีรายละเอียดที่จะเรียนให้ท่านประธานทราบดังนี้นะครับ

ในญัตติที่ ๑ ผมก็ไม่เห็นด้วย โดยเฉพาะในมาตรา ๕ ที่ให้ยกเลิกมาตรา ๑๔๔ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย คือของเดิมที่บัญญัติ มาตรา ๑๔๔ ของเขาดีอยู่แล้ว เขากำหนดไว้ว่า ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม หรือร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย ส.ส. จะแปรญัตติเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขเพิ่มเติมรายการ หรือจำนวนรายการ จำนวนในรายการ มิได้ แต่อาจแปรญัตติในทางลดหรือตัดทอนรายจ่ายได้ ในวรรคสอง เขาบอกว่า นอกจากนั้น ในการพิจารณาของ ส.ส. ส.ว. ตอนนี้บวกเพิ่มไป ส.ว. แล้วในวรรคสอง ส.ส. ส.ว. หรือคณะกรรมาธิการ การเสนอ การแปรญัตติ หรือการกระทำด้วยประการใด ๆ ที่มีผลให้ ส.ส. ส.ว. หรือกรรมาธิการมีส่วนได้เสียไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมในการใช้จ่ายงบประมาณ จะกระทำมิได้ คือของเดิมเขาบัญญัติไว้อย่างนี้ ถ้ามีการฝ่าฝืน ถ้ามีการกระทำดังกล่าว ถ้ามี ส.ส. หรือ ส.ว. ไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๑๐ ของแต่ละสภาไปร้องศาลรัฐธรรมนูญ ผลก็คือว่า ส.ส. ส.ว. ก็หมดสมาชิกภาพ หากเป็นการกระทำของคณะรัฐมนตรีก็พ้น จากตำแหน่งทั้งคณะกรณีที่เจ้าหน้าที่รู้เห็นเป็นใจหรือรู้ว่ามีการกระทำความผิดดังกล่าว ไม่แจ้ง ป.ป.ช. ก็อาจจะมีโทษทางวินัยและทางอาญาตามมา แล้วข้อสังเกตของบทบัญญัติ ในมาตรา ๑๔๔ สามารถเรียกเงินคืนหลวงได้ ภายใน ๒๐ ปี ซึ่งมาตรา ๑๔๔ นี้ นักการเมือง จึงไม่ค่อยจะชอบหรอกครับมาตรานี้ จึงพยายามหาทางแก้ไข กรณีมาตรา ๑๔๔ ร่างที่แก้ไข ถ้าถามว่าใครได้ประโยชน์ ประชาชนได้ประโยชน์หรือไม่ แต่ที่เห็นชัด ๆ ผู้ที่ได้ประโยชน์ ก็คือนักการเมืองและพรรคการเมือง ถ้าถามว่าได้ประโยชน์อย่างไร เท่าที่ประสบการณ์ ผมเจอมา ท่าน ส.ส. สามารถแปรญัตติเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขรายการ ตัดลดงบไปจัดทำ โครงการใหม่ได้โดยไม่มีความผิด เพราะตัดบทบัญญัติกำหนดโทษออกไปแล้ว แปรญัตติ เข้าไปในพื้นที่ตัวเองได้ โดยไม่มีความผิด เพราะตัดบทบัญญัติกำหนดโทษออกไปแล้ว แปรญัตติเข้าไปในพื้นที่ ตัวเองได้ ให้หัวคะแนนจัดทำโครงการขึ้นมาสวมใหม่ได้ที่เขาเรียกว่างบประมาณแปรญัตติ ซึ่งเป็นการซื้อเสียงล่วงหน้า ที่ผ่านมาก็มีโครงการต่าง ๆ ที่มีปัญหาเกิดเรื่องเกิดราวขึ้นมา เยอะแล้ว เช่น งบแปรญัตติสนามฟุตซอล (Futsal) ในส่วนของคณะรัฐมนตรี ครม. แต่ละท่าน รัฐมนตรีแต่ละท่านก็จะแปรญัตติเพิ่มงบให้กับพื้นที่ตัวเอง หรือให้กับ นายทุนพรรค จะเห็นได้ว่ามีหลายจังหวัดที่มีรัฐมนตรีแปรญัตติงบประมาณเข้าไปพัฒนา ในพื้นที่ตัวเอง จึงเป็นการซื้อเสียงล่วงหน้าโดยใช้งบประมาณของทางราชการ

อีกตัวอย่างหนึ่ง การแปรญั ตติตัดงบไปกองไว้ที่กรมกรมหนึ่ง ในกระทรวงมหาดไทย ซึ่งกำกับดูแลท้องถิ่นทั่วราชอาณาจักร หลายปีที่ผ่านมาตัดลดงบ ส่วนนี้ไปกองไว้เป็นหมื่นล้าน เสร็จแล้วก็มีการตกลงกันว่ามีโควตา (Quota) ให้คนละ ๓๐๐ ล้านบาท ๕๐๐ ล้านบาท ให้ไปจัดทำโครงการผ่านผู้บริหารท้องถิ่น ซึ่งเป็นหัวคะแนน หากผู้ใดไม่ทำก็ขายโควตา (Quota) แลกเปลี่ยนเป็นเงินทอนได้ มันเป็นอย่างนี้จริง ๆ ที่ผ่านมา โดยเฉพาะในปัจจุบันได้มีพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. ๒๕๖๑ กำหนดให้ อบจ. เทศบาล เป็นหน่วยรับงบประมาณโดยตรงด้วย จึงง่ายต่อการโอน เปลี่ยนแปลงงบประมาณให้หัวคะแนนในแต่ละพื้นที่ แล้วก็จะเกิดการทุจริตคอร์รัปชันขึ้น โดยง่าย หากมีการแก้ไขมาตรา ๑๔๔ ได้ วงจรอุบาทว์ก็จะกลับมาอีกอย่างแน่นอน สวนทางกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่มีชื่อว่ารัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง

ในประเด็นมาตรา ๑๘๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๑๘๕ อยู่ในหมวด ๙ ว่าด้วยการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ซึ่งของเดิมที่ปรากฏอยู่ใน รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ผมดูแล้วเขาก็กำหนดดีอยู่แล้ว เขาห้าม ส.ส. ส.ว. ต้องไม่ใช้สถานะ หรือตำแหน่งการเป็น ส.ว. ส.ว. กระทำการใด ๆ อันมีลักษณะที่เป็นการก้าวก่าย หรือแทรกแซงเพื่อประโยชน์ต่อตนเองต่อผู้อื่นต่อพรรคการเมืองไม่ว่าโดยทางตรง หรือทางอ้อม คือเขาห้ามไว้ ๓ เรื่อง เรื่องหนึ่งก็คือแทรกแซงก้าวก่ายการทำงานในหน้าที่ ประจำของข้าราชการการ เรื่องที่ ๒ ก็คือการกระทำในลักษณะที่ทำให้ตนมีส่วนร่วม ในการใช้จ่ายงบประมาณ หรือให้ความเห็นชอบในการจัดทำโครงการของหน่วยงานของรัฐ เว้นแต่เป็นการดำเนินการในกิจการของรัฐสภา ประการที่ ๓ คือก็ก้าวก่ายแทรกแซง การบรรจุแต่งตั้งโยกย้ายเลื่อนตำแหน่ง ซึ่งในญัตติที่ ๑ มีมาตรา ๑๘๕ รวมอยู่ด้วย ท่านได้แก้ไขการแทรกแซงก้าวก่ายทำงานในหน้าที่ประจำของข้าราชการออกไป ท่านได้แก้ไขการใช้จ่ายงบประมาณหรือการจัดทำโครงการการให้ความเห็นชอบโครงการ ของหน่วยงานของรัฐออกไปนะครับ เหลือเฉพาะที่ท่านเหลือไว้ ที่ท่านแก้ไขแล้วเหลือไว้ เฉพาะการก้าวก่ายแทรกแซงการบรรจุแต่งตั้งเลื่อนตำแหน่งของข้าราชการเท่านั้น

กรณีการแก้ไขมาตรา ๑๘๕ ถ้าผมถามว่าแก้ไขแล้วใครได้อะไร ประชาชน ได้ประโยชน์อะไร เท่าที่เห็นก็มีนักการเมืองและพรรคการเมืองได้ประโยชน์ ประโยชน์ ข้อแรกคือสามารถก้าวก่ายแทรกแซงการทำงานหน้าที่ของข้าราชการประจำได้ ข้อที่ ๒ คือ สามารถก้าวก่ายแทรกแซงให้ตนมีส่วนร่วมในการใช้จ่ายงบประมาณได้ ข้อสังเกตประเด็น สุดท้าย ๒-๓ ประเด็นสุดท้าย ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ท่านไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส. พรรคพลังประชารัฐและคณะผู้เสนอญัตติที่ ๑ ผมเห็นว่าไม่ใช่แต่เรื่องของบัตรเลือกตั้ง ๒ ใบ ในหลายฝ่ายให้ความสำคัญ แต่ที่สำคัญก็คือมีการสอดแทรกเนื้อหาในมาตรา ๑๔๔ และมาตรา ๑๘๕ เข้ามาด้วย ผู้เสนอ ญัตติที่ ๑ เสนอให้ ส.ว. ลงมติรับหลักการในวาระที่ ๑ ไปก่อนท่านว่าอย่างนั้นนะครับ ในวาระที่ ๒ จะเสนอผลักดันในชั้นกรรมาธิการแก้ไขกลับไปใช้หลักการเดิมตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เชื่อว่า ส.ส. จะปรับแก้ให้ท่านว่าอย่างนั้นนะครับ ท่านบอกว่าให้ ส.ว. สบายใจได้ แต่ผมก็ยังไม่สบายใจ เพราะมันเป็นหลักการจะแก้ไขหลักการได้อย่างไร และในชั้น กรรมาธิการนี้มี ๔๙ ท่านนี้ และท่านจะไปสั่งการ ๔๙ ท่านได้อย่างไร พูดง่าย ๆ ก็คือให้ลง มติไปก่อนในวาระที่ ๑ ส่วนในวาระสอง วาระสาม ให้ไปตายเอาดาบหน้า ท่านสมาชิก วุฒิสภาจะเอาอย่างนั้นหรือครับ นี่มันเป็นรัฐธรรมนูญนะครับ เป็นกฎหมายสูงสุดในการ ปกครองประเทศ ท่านจะทำกันแบบลวก ๆ อย่างนั้นได้หรือ ส.ว. ไม่ใช่ตุ๊กตาล้มลุก สั่งซ้าย หันขวาหัน ทุกคนก็ต้องปฏิบัติตาม อย่าลืมว่าบทบัญญัติในมาตรา ๑๔๔ และมาตรา ๑๘๕ นี้ เขาใช้คำว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งหากเราแก้ไขเพื่อประโยชน์ ตนเองนี้เราก็อาจจะมีความผิดนะครับ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๓๔ มาตรา ๒๓๕ เขากำหนดไว้ โดยเฉพาะ ส.ว. มีมาตรฐานจริยธรรมกำหนดไว้ในข้อ ๑๒ ว่าจะไม่กระทำการใดที่เป็นการขัด ผลประโยชน์ของตนเองกับผลประโยชน์ของส่วนรวม ก็ขอขอบคุณนะครับ

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ต่อไป จะเป็นชุดท่านนิคม บุญวิเศษ พรรคพลังปวงชนไทย แล้วก็ตามด้วยท่านชัยชนะ เดชเดโช พรรคประชาธิปัตย์ แล้วก็มาท่านตวง อันทะไชย สมาชิกวุฒิสภานะครับ เชิญท่านนิคม บุญวิเศษ ก่อนครับ

นายนิคม บุญวิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายนิคม บุญวิเศษ สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคพลังปวงชนไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผมขออภิปรายร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่พวกเรา ได้มีการอภิปรายกันมาตั้งแต่เช้า มีหลายท่านบอกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ประชาชน ได้อะไร เป็นคำถาม ผมเชื่อว่าประชาชนได้ครับท่านประธาน อย่างน้อยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ถึงแม้จะไม่สามารถแก้ได้หลายมาตรา โดยเฉพาะมาตรา ๒๕๖ นี้ แต่อย่างน้อย จะเป็นการแก้ให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ประชาชนได้ประโยชน์ มากขึ้น ผมจะยกตัวอย่างเป็นบางมาตราเนื่องจากเวลาผมมีน้อย ๑๕ นาที ผมยกตัวอย่าง ง่าย ๆ เจตนารมณ์ของประชาชนที่มีการเลือกตั้ง กาคนที่รัก กาพรรคที่ชอบนี้เพื่อหวังจะให้ พรรคการเมืองที่ตัวเองเลือกมาและพรรคการเมืองที่ได้ ส.ส. มากที่สุดมาเป็นผู้นำในการ จัดตั้งรัฐบาลเพื่อจะได้นายกรัฐมนตรีที่เขาคิดว่ามีความรู้ความสามารถนำพาประเทศไปรอด ประชาชนอยู่ดีกันดีครับท่านประธาน แต่รัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. ๒๕๖๐ พวกเราเห็นตรงกัน ว่ามันมีปัญหาจริง ๆ จึงได้มีการแก้ในวันนี้ ผมคิดว่าการแก้เป็นรายมาตราถ้าสามารถแก้ได้ นะครับ ซึ่งผมเองก็ยังไม่มั่นใจว่าจะแก้ได้หรือไม่ แต่ถ้าสามารถแก้ได้จริง ๆ นี้มันเกิด ประโยชน์จริง ๆ ไม่มากก็น้อยครับ ดีกว่าไม่แก้เลยครับท่านประธาน ผมยกตัวอย่าง ในมาตรา ๙๑ โดยการนำเสนอของท่านสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ กับคณะพรรคฝ่ายค้าน ถามว่า ผมไม่เห็นด้วยหรือครับ จริง ๆ เห็นด้วย ถึงแม้ว่าจะบอกว่าเป็นฉบับที่ปิดสวิตซ์ (Switch) พรรคเล็กก็ตาม แต่ผมเห็นความจำเป็นที่ประเทศไทยจะต้องเดินหน้าต่อไปครับ เราจะต้องมี รัฐบาลที่มีเสถียรภาพเพื่อให้ความมั่นใจกับต่างชาติหรือนักลงทุนครับ แต่ปัจจุบันนี้การตั้ง รัฐบาลที่มีเสถียรภาพโดยเฉพาะรัฐบาลชุดนี้ ขออภัยที่เอ่ยนะครับ ตั้งรัฐบาลมีทั้งหมด ๑๙ พรรค เหตุผลที่จะต้องตั้งอย่างนี้ก็เพราะว่าพรรคการเมืองที่ได้ ส.ส. มากที่สุด ไม่สามารถเป็นผู้นำ ในการจัดตั้งรัฐบาลได้ จึงต้องนำพรรคการเมือง อันดับ ๒ รวมทั้งอีกพรรคที่มี ส.ส. ๑ เสียง ครับท่านประธาน ที่เราเรียกว่าสอบปัดเศษ ๑๑ พรรครวมกันเป็นทั้งหมด ๑๙ พรรครวมกัน แล้วบอกว่ารัฐบาลไม่มีเสถียรภาพเนื่องจากบัตรใบเดียว จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่หรอกครับ จะเป็นบัตรใบเดียว บัตร ๒ ใบก็แล้วแต่ ถ้าเรายึดกติกาสากล พรรคใดที่ได้ ส.ส. มาก เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล แล้วการเลือกตั้งบริสุทธิ์ยุติธรรม ผมเชื่อว่าไม่จำเป็นต้องมี การรวมหลายพรรคเพื่อตั้งรัฐบาล แต่ที่ผ่านมามันไม่ใช่ครับท่านประธาน การเลือกตั้งนี้มันมี ในมาตรา ๒๗๒ เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ จริง ๆ แล้วไม่ได้บัญญัติไว้ใน รัฐธรรมนูญครับ เป็นอำนาจที่เขียนไว้นอกรัฐธรรมนูญด้วยซ้ำ แต่ให้อำนาจในการเลือกโหวต (Vote) นายกรัฐมนตรี มันอยู่ตรงนี้ครับ ที่ทำให้บางพรรคต้องไปรวมกันกับอีกฝ่ายหนึ่ง เพื่อหวังว่าฝ่ายตัวเองจะได้เป็นรัฐบาล ตรงนี้ต่างหากครับที่มันเป็นส่วนที่ทำให้พรรคเล็ก พรรคน้อยต้องไปรวมกัน ๑๙ พรรค จัดตั้งรัฐบาลขึ้นมา พอบริหารมาจนถึงปัจจุบันนี้ เกิดปัญหาจริง ๆ ครับ เสถียรภาพของรัฐบาลมันไม่มีครับ เราจึงได้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พรรคร่วมฝ่ายค้านได้เสนอมาตรา ๙๑ เข้ามา โดยแบ่งเขตให้เป็น ๔๐๐ เขต ผมเห็นด้วยครับ เพื่อ ส.ส. จะได้ลงพื้นที่ดูแลพี่น้องประชาชนให้ครบ ประชาชนจะได้ประโยชน์มากขึ้น แต่ในส่วนของ ส.ส. บัญชีรายชื่อ ๑๐๐ รายชื่อนี่ล่ะครับ ที่ผมมานั่งอ่านแล้ว ถ้าไม่มีการแก้ไข จะเกิดปัญหาครับ ในส่วนที่บอกว่าบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองใดได้คะแนนเสียงน้อยกว่า ร้อยละ ๑ คะแนนไม่ถึงร้อยละ ๑ ก็ให้ตัดทิ้งเลยครับ นั่นหมายถึงว่าพรรคนั้นไม่มีสิทธิได้ ส.ส. บัญชีรายชื่อ แล้วให้นำคะแนนของพรรคเหล่านี้ไปลบออกจากคะแนนที่ประชาชน มาลงคะแนนทั้งประเทศครับท่านประธาน ผมยกตัวอย่างครับ เกิดปัญหาแน่นอนครับ สมมุติว่าถ้ามีประชาชนมาลงคะแนนกันทั้งประเทศ ๓๕ ล้านคนท่านประธาน แล้วพรรคเล็ก พรรคน้อยที่คะแนนไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ คือไม่ถึง ๓๕๐,๐๐๐ คะแนน ปัดทิ้งครับ สมมุติว่า พรรคเล็กพรรคน้อย ๑๐ พรรค ๒๐ พรรค ๓๐ พรรค รวมกันแล้วได้ ๕ ล้านคะแนน หักออก ๓๕ ล้านคะแนนเหลือ ๓๐ ล้านคะแนนครับท่านประธาน ๓๐ ล้านคะแนน เอา ๑๐๐ มาหาร เท่ากับ ๑ บัญชีรายชื่อเท่ากับ ๓๐๐,๐๐๐ คะแนน แต่ถ้ามีบางพรรคล่ะครับท่านประธาน พรรคเล็กพรรคน้อยได้ ๓๔๐,๐๐๐ คะแนน ได้ ๓๓๐,๐๐๐ คะแนน ได้ ๓๒๐,๐๐๐ คะแนน พรรคเหล่านี้โดนปัดทิ้งครับ ที่เราเรียกว่าคะแนนตกน้ำ ผมจึงเห็นว่าในประเด็นนี้อยากจะ ฝากไปยังคณะกรรมาธิการวิสามัญที่จะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้ ให้ไปปรับแก้ ไปแปรญัตติ ในประเด็นนี้เถอะครับ ไม่เช่นนั้นเกิดปัญหาขึ้นแน่นอน แล้วยังมาบอกว่าถ้าเกิด ส.ส. ไม่ครบ ๑๐๐ คน ให้นำคะแนนในพรรคที่มีเศษมากกว่าเป็นลำดับต่อไป เกิดคะแนนพรรคมีเศษ มากกว่า เหลือ ๒๕๐,๐๐๐ คะแนนละครับ คน ๆ นี้ได้ ส.ส. ๑ คนนะครับ แต่พรรคที่ได้ ๓๔๐,๐๐๐ คะแนน กลับไม่ได้คะแนน ผมก็เลยคิดว่าตรงนี้มันไม่ยุติธรรมครับ มันไม่เกิด ประโยชน์ ไม่เป็นเจตนารมณ์ของประชาชนที่เลือกมา อย่าลืมว่าพรรคเล็กพรรคน้อยผมเอง เกิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ แต่ผมไม่ได้คิดถึงความได้เปรียบครับ ผมตั้งพรรคขึ้นมา เพื่อหวังว่าจะลงพื้นที่ช่วยพี่น้องประชาชน เพราะผมเห็น ส.ส. หลายคนทำงานไม่ประสบ ความสำเร็จ พี่น้องไม่ประทับใจ ผมตั้งพรรคครั้งแรกขึ้นมาครับท่านประธาน ผมได้คะแนน ๘๑,๗๓๓ คะแนน ไม่ใช่พรรคปัดเศษนะครับ แต่เป็นพรรคเล็กที่มีคะแนนเสียงเกินเป็นหมื่น ครับผมได้มา ๑ รายชื่อ แต่ถ้ากฎกติกาเป็นแบบนี้ ผมก็ต้องทำงานมากขึ้น ขยันมากขึ้น ไม่ว่ากันครับ เพราะเรา เสียงเดียว จะไปไม่เห็นด้วยก็ลำบาก แต่ถ้ากฎกติกาเขียนมาแบบนี้ ทุกคนยอมรับแบบนี้ ผมก็ยอมรับครับ เราก็คือประชาธิปไตย เอาเสียงส่วนใหญ่เป็นหลัก แต่กฎกติกาแบบนี้ อย่าเปลี่ยนบ่อยครับ ขอให้ยึดเลยครับ ถ้าเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาเพื่อความได้เปรียบของฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่ง อย่างนี้คือความไม่ยุติธรรมครับ เหมือนการลงแข่งขันกีฬา ผมเป็นนักกีฬา ผมมีจิตใจเป็นนักกีฬา รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย ถ้ามีการแข่งขันกีฬาวิ่ง ๔๐๐ เมตร ท่านประธาน เคยวิ่งไหมครับ ผมเคยวิ่งครับ ๔๐๐ เมตร มันต้องสปีด (Speed) ตลอดเวลา เหนื่อยมาก หยุดไม่ได้ ส.ส. ก็ต้องทำงานแบบนี้ครับ แต่กติกาดันไปให้อีกคนหนึ่งไปยืนอยู่จุดที่ ๒๕๐ เมตร แล้ววิ่งไป ๔๐๐ เมตร เหลือไม่กี่เมตรก็เข้าเส้นชัยแล้ว แต่อีกคนหนึ่งอยู่ที่จุด ศูนย์เมตร วิ่งอย่างไรมันก็แพ้ครับท่านประธาน ฉะนั้นการตั้งกติกามันต้องมีความเป็นธรรม กับทุกฝ่าย เพื่อให้ประชาชนยอมรับ ประชาชนส่วนใหญ่ยอมรับ ต่างชาติยอมรับ ทุกคน ยอมรับ นักลงทุนยอมรับ เกิดความเชื่อมั่น ผมก็เลยเห็นว่ามาตรานี้ถ้ามีการปรับแก้จะดี มาก ๆ ครับ จะเป็นประโยชน์กับทุก ๆ ฝ่าย

ในมาตราต่อไปครับ ผมเห็นว่าที่มาของนายกรัฐมนตรี เห็นด้วยครับที่จะ เขียนเพิ่มเติมเข้าไปว่านอกจากอยู่ในบัญชีรายชื่อตามมาตรา ๘๘ แล้ว สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชนก็ควรจะมีสิทธิได้เป็นนายกรัฐมนตรีด้วย เขียนกว้าง ๆ อย่างนี้ผมเห็นด้วยครับ ถ้าเกิดเราไม่เปิดโอกาสให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่ประชาชนเลือกมาเป็นนายกรัฐมนตรี แต่เราดันให้คนนอกเป็น ผมคิดว่าแบบนี้ไม่เป็น ประชาธิปไตย ในข้อนี้เขียนมาได้ดีแล้วครับ ถ้าเราสามารถปรับแก้ได้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ใกล้เคียงที่จะเป็นประชาธิปไตยแล้วครับท่านประธาน และมีอีกหลายมาตราที่ผมคิดว่า มีความจำเป็น โดยเฉพาะในมาตรา ๙ ครับท่านประธาน มาตรา ๙ ให้เพิ่มเติมความต่อไปนี้ คือมาตรา ๔๙/๑ สำคัญนะครับ การทำรัฐประหารเพื่อล้มล้างรัฐธรรมนูญหรือเพื่อ เปลี่ยนแปลงอำนาจการบริหารแผ่นดินและการนิรโทษกรรมแก่ผู้ทำรัฐประหารจะกระทำ มิได้ไม่ว่ากรณีใด อีกทั้งห้ามมิให้ศาล หน่วยงานของรัฐ และเจ้าหน้าที่ของรัฐยอมรับต่อการ กระทำดังกล่าว บุคคลย่อมมีสิทธิต่อต้านโดยสันติวิธี การกระทำรัฐประหาร การปฏิเสธ ไม่ยอมรับอำนาจรัฐประหาร ให้ถือเป็นประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ประเด็นนี้สำคัญมากครับ ถ้าเราไม่บรรจุประเด็นนี้เข้าไปเรา ก็จะวนเวียนอยู่กับการรัฐประหารครับ ประเทศไทยมีการรัฐประหาร ๘๘ ปีที่ผ่านมา ประมาณ ๒๒ ครั้งครับท่านประธาน น่าจะมากที่สุดในโลกด้วยซ้ำ ฉะนั้นใครก็ตามที่คิดจะ รัฐประหาร ยึดอำนาจไปจากประชาชน ก็ควรจะเขียนความผิดเข้าไปด้วย องค์กรต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นศาล องค์กรของรัฐทั้งหลาย อย่าไปยอมรับครับ ถ้าไม่เช่นนั้นก็จะมีการ รัฐประหารอยู่เรื่อยไป ประเทศไทยเราก็ไม่เดินไปข้างหน้า ความเชื่อมั่นไม่เกิดขึ้นครับ เหมือนปัจจุบันนี้ ถึงแม้จะมีการเลือกตั้งมาก็ตาม ได้ผู้นำคนเดิม เขาก็ยังคิดว่าได้ผู้นำ ที่เป็นเผด็จการเหมือนเดิม ซึ่งหลายท่านก็ไม่อยากจะพูดเรื่องนี้ แต่นี่คือความรู้สึกของพี่น้อง ประชาชน มันเปลี่ยนยากครับท่านประธาน ฉะนั้นถ้าเราไม่ระบุชัดเจนว่าใครก็ตามที่ทำ รัฐประหารจะต้องมีความผิดอย่างไร ให้มันชัดเจนเลยครับท่านประธาน

มาตรา ๑๐ ให้ยกเลิกความในวรรคสี่ของมาตรา ๑๒๙ ให้ใช้ความต่อไปนี้ ครับ คณะกรรมาธิการมีอำนาจเรียกเอกสารจากบุคคลหรือเรียกบุคคลใดมาแถลงข้อเท็จจริง ในกิจการที่กระทำหรือสอบหาข้อเท็จจริงต่าง ๆ ให้ครอบคลุมไปถึงเรียกองค์กรอิสระ หรือตุลาการได้ อันนี้ผมถือว่าเป็นการถ่วงดุลอำนาจ เพราะองค์กรอิสระตรวจสอบฝ่าย นิติบัญญัติ ตรวจสอบ ส.ส. ครับ แต่ ส.ส. เองในนามรัฐสภาเราก็มีกรรมาธิการขึ้นมา ถ้ากรรมาธิการไม่สามารถเรียกหาข้อมูล เรียกบุคคลมาตรวจสอบได้ ก็เท่ากับการถ่วงดุล มันไม่มีประสิทธิภาพครับ ข้อนี้เป็นหลักสำคัญนะครับ เพื่ออะไรครับ เพื่อให้ทุกคนมีความยุติธรรมต่อกัน ไม่กลั่นแกล้ง กันครับท่านประธาน ฉะนั้นผมคิดว่าข้อนี้ถ้าสามารถแก้ได้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งครับ

อีกมาตราหนึ่งครับ มาตรา ๖ บุคคลย่อมมีสิทธิเสรีภาพในการแสดง ความคิดเห็น การพูดการเขียน การพิมพ์ การโฆษณาต่าง ๆ ไม่ควรจำกัดสิทธิเสรีภาพ โดยเฉพาะบัญญัติดังกล่าว การจะติชมด้วยความเป็นธรรมก็น่าจะสามารถทำได้ ถ้าเราไป จำกัดสิทธิเสรีภาพในการติชมด้วยความเป็นธรรม ไม่ให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นต่าง ๆ ผมว่ามันเป็นเผด็จการอย่างชัด ๆ น่าจะรวมถึงการประกอบอาชีพด้วยครับท่านประธาน ประชาชนย่อมมีสิทธิเสรีภาพในการประกอบอาชีพ การค้า การขาย การลงทุนต่าง ๆ กฎหมายใดที่เป็นอุปสรรคในการประกอบอาชีพของประชาชน ควรได้รับการยกเลิกครับ เช่น การขออนุญาตต่าง ๆ จะไม่ทำอะไรเลยครับ ขออนุญาต ต้องเสียเงินหลายอย่างและ ใช้เวลานานมาก สุดท้ายก็เจ๊งเลยครับ ไม่ต้องทำมาหากินล่ะครับ บริษัทใหญ่ ๆ นายทุนใหญ่ เอาไปกินหมดครับท่านประธาน ผมขอสรุปอย่างนี้ครับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นรายมาตรา ซึ่งหลายพรรคมีการเสนอเข้ามาบางอย่างก็ตรงกันครับ แต่ผมเห็นว่า การยื่นมาของพรรคฝ่ายค้าน จำนวน ๔ ฉบับ ผมเห็นด้วยทุกฉบับ แต่ขอให้ไปปรับปรุง บางฉบับ บางหัวข้อที่ผมได้อภิปรายไปแล้วเพื่อให้เกิดประโยชน์เกิดความเป็นธรรมกับ ทุกฝ่าย แล้วก็หวังว่าสมาชิกรัฐสภาทุกท่านก็คงจะเห็นความสำคัญ เห็นความจำเป็นที่จะต้อง มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้เกิดรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น และเป็นประโยชน์ กับพี่น้องประชาชนมากขึ้น ขอให้ทุกท่านในที่นี้ทำหน้าที่ด้วยความเป็นอิสระ และให้คิดถึง ประเทศชาติ ประชาชนเป็นหลัก กราบขอบพระคุณมากครับ

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับท่านนิคม ต่อไปเชิญท่านชัยชนะ เดชเดโช พรรคประชาธิปัตย์ครับ

นายชัยชนะ เดชเดโช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ชัยชนะ เดชเดโช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้กระผม จะขออภิปรายสนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ทั้ง ๑๓ ร่าง ที่พรรคการเมืองโดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ได้นำเสนอ จำนวน ๖ ร่าง พรรคพลังประชารัฐ จำนวน ๑ ร่าง พรรคภูมิใจไทย จำนวน ๒ ร่าง และพรรคเพื่อไทย จำนวน ๔ ร่าง ท่านประธานครับ เราเคยมีความคาดหวังในการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาแล้ว ๑ รอบ ในรอบนั้นผมเชื่อเหลือเกินว่าไม่มีใครคาดคิดว่ารัฐธรรมนูญในการแก้ไขในวันนั้น จะไม่สำเร็จ ทุกคนคาดหวังเดินมาสู่จุดหมายปลายทาง สุดท้ายก็ต้องฝันร้ายเกิดขึ้นมา มาครั้งนี้เป็นความหวังใหม่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่าน และสมาชิกวุฒิสภาทุกท่าน ที่ร่วมกันนำเสนอแก้ไขเป็นรายมาตรา เหตุผลอะไรครับที่เราต้องยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นรายมาตรา ต้องยอมรับครับ ทั้ง ๑๓ ร่างที่ยื่นเข้ามาล้วนแล้วแต่มีเหตุผล มีความหมาย แต่ผมจะขอพูดในเนื้อหารายละเอียดจุดที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ปัจจุบันเป็นปัญหา ท่านประธานทราบไหมครับว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ฉบับปัจจุบันที่เราใช้กันอยู่ นับตั้งแต่ ประกาศใช้และมีการเลือกตั้งครั้งแรกเมื่อปี ๒๕๖๒ เราก็เจอปัญหา นับตั้งแต่วันที่เรา ลงคะแนนเลือกตั้งเสร็จ เราประกาศผู้ชนะการเลือกตั้งระบบเขตการเลือกตั้งได้ครับ แต่เรา ไม่สามารถประกาศระบบสัดส่วนได้ หลังจากวันนั้นภายใน ๗ วันว่าพรรคไหนจะได้เท่าไร พรรคไหนได้จำนวนสัดส่วนเท่าไร พรรคไหนคาดหวังว่าได้กี่คน ถ้าตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ที่เขียน ผมคิดว่าคาดหวังได้ครับ แต่ถ้าตามใจผู้ที่มีอำนาจ ผมคิดว่าคาดหวังไม่ได้ครับ บางพรรคอาจจะได้ถึง ๘๗ ที่นั่ง แต่ก็เหลือ ๘๐ ที่นั่ง บางพรรค ได้ ๑๐ กว่าที่นั่ง ก็เหลือ ๑๐ ที่นั่ง เพราะปัญหาการคำนวณ ส.ส. ระบบสัดส่วนของ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นั่นละครับเป็นปัญหา ทำให้การคำนวณในระบบนี้เลยมีปัญหา มาวันนี้เพื่อนสมาชิกร่วมกันยื่นร่างเพื่อแก้ไขจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากระบบเขต การเลือกตั้ง ๓๗๕ เขต เป็น ๔๐๐ เขต ลดระบบบัญชีรายชื่อจาก ๑๒๕ คน เหลือ ๑๐๐ คน เหตุผลอะไรครับท่านประธาน เพราะเราเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเราทราบดีอยู่แล้ว ว่าการที่เป็นผู้แทนราษฎรแล้วตอบโจทย์พี่น้องประชาชนมากที่สุดก็คือผู้แทนราษฎร ที่มาจากเขตการเลือกตั้ง และ ๔๐๐ เขตนั้นเราดูแลประชากรอยู่ที่ ๑๖๗,๕๐๐ คน ณ วันนี้ เราดูแลพี่น้องประชาชนอยู่ ๑๘๕,๐๐๐ คน พื้นที่มันใหญ่ ประชาชนเยอะ การดูแลก็ไม่ค่อย ทั่วถึง แต่วันนี้เรายื่นแก้ไขรายมาตราให้เป็น ๔๐๐ เขต เพราะลดจำนวนพื้นที่ลดจำนวน พี่น้องประชาชนที่เราจะช่วยกันดูแลเพื่อจะได้ทั่วถึง แต่เราไม่ตัดระบบบัญชีรายชื่อ เพราะอะไรครับ เพราะ ๑๐๐ คนนี้เป็นบุคคลมาจากนักวิชาการ ผู้มีความรู้หลากหลายอาชีพ ที่จะเข้ามาร่วมกันทำงานกับพี่น้องกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรระบบเขต และวันนี้เราได้ยื่น นำเสนอในการแก้ไขรายมาตราในการเลือกตั้งบัตร ๒ ใบ ในมาตรา ๘๓ เหตุผลที่เราได้ยื่น แก้ไขเรื่องบัตร ๒ ใบ เพราะอะไรท่านประธานครับ เพราะเราคิดว่าการเลือกตั้ง เราสามารถ ให้ประชาชนเลือกแบบถ่วงดุลอำนาจได้ เช่นพี่น้องประชาชนชอบสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระบบเขตอีกท่านหนึ่ง คาดหวังนายกรัฐมนตรีอีกท่านหนึ่ง หรือชอบทั้งคนทั้งพรรค ทั้งเขตทั้งบัญชีรายชื่อพรรคเดียวกัน แต่เมื่อไรอยากจะคานอำนาจก็เรื่องเขต ไปตรวจสอบ ผู้บริหาร เราคิดว่าการเลือกตั้งบัตร ๒ ใบ และ ๔๐๐ เขต บวก ๑๐๐ เป็นการเลือกตั้ง ที่ตอบโจทย์ประเทศไทยมากที่สุด ท่านประธานเห็นไหมครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เรามีการเลือกตั้งระบบนี้ครับ ปี ๒๕๔๔ ปี ๒๕๔๘ ไม่มีปัญหาเรื่องคำนวณระบบสัดส่วนเลย ครับ ไม่มีปัญหาระบบการเลือกตั้งเลยครับ เพราะฉะนั้นทุกพรรคการเมืองก็เลยนำเสนอ แก้ไขรายมาตราในเรื่องนี้

เรื่องต่อไปท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เขาเขียนบอกว่า ห้ามสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเข้าไปแทรกแซงหน่วยงานราชการ พวกผมมาจากการเลือกตั้ง ของพี่น้องประชาชนโดยตรง ไม่ใช่มาจากการแต่งตั้งครับ เวลาพี่น้องประชาชนมาร้องเรียน ปัญหาทุกยากลำบากหรือต้องแก้ไข บางครั้งก็ต้องทำหนังสือไปถึงหน่วยงานราชการ แต่บางครั้งก็โดนผู้ไม่หวังดียื่นร้องตีความ บอกว่าไปแทรกแซงการบริหารราชการเขา แล้วถามว่าสิ่งที่พี่น้องประชาชนมายื่นร้องเรียนและมีปัญหาอยู่ เรามาพูดในสภาอย่างเดียว หรือครับ เราไม่สามารถนำปัญหานี้กับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องอยู่ในพื้นที่นั้นได้เลย หรือครับ นี่ละเป็นปัญหาของการทำงานในปัจจุบันของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่าน ท่านประธานครับ ผมเลยคิดว่าร่างรัฐธรรมนูญทุกฉบับที่ทุกพรรคการเมืองได้ร่วมกันยื่นวันนี้ เป็นร่างรัฐธรรมนูญที่มีความหมายกับการเมืองไทย เป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เราทั้งหลาย ๗๕๐ ชีวิต จะร่วมให้กำเนิดประชาธิปไตยที่เต็มใบกับประเทศไทยจริงแล้วหรือไม่ เป็นการ วัดใจสมาชิกรัฐสภาทุกท่านว่าวันนี้ท่านคิดถึงตัวเองหรือคิดถึงชาติบ้านเมืองเป็นหลัก ทุกคนก็พยายามบอกว่าเรารักประเทศนี้ แต่ทำไมเราไม่แก้ไขข้อบกพร่องประเทศนี้ล่ะครับ ผมคาดหวังอย่างยิ่งนะครับว่าการโหวต (Vote) ลงมติในวันพรุ่งนี้สภานี้จะไม่เป็นสภาโจ๊กเหมือนที่ผ่านมา สภานี้จงเป็นสภาที่พี่น้อง ประชาชนชาวไทยฝากความหวังไว้ได้ และเป็นสภาที่ต้องยอมรับแก้ไขข้อบกพร่องได้ในวัน พรุ่งนี้ ผมขอเรียกร้องสมาชิกทุกท่านนะครับว่าโปรดลงมติรับร่างทุกฉบับเพื่อนำพาประเทศสู่ ประชาธิปไตยที่เต็มใบ และการอยู่ดีมีสุขของพี่น้องชาวไทยทุกคนครับ ขอบคุณมากครับ

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณ ท่านชัยชนะครับ ต่อไปเป็นท่านตวง อันทะไชย วุฒิสภานะครับ แล้วหลังจากนั้นจะกลับมา ชุดของท่านชลน่าน ศรีแก้ว นะครับ เชิญท่านตวง อันทะไชย ครับ

นายตวง อันทะไชย สมาชิกวุฒิสภา สรรหา 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม ตวง อันทะไชย สมาชิกวุฒิสภาในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประทานอนุญาต ท่านประธานได้เริ่มต้นคำอภิปรายของผมในชั้นรับหลักการของร่าง ๑๓ ฉบับนี้ด้วยถ้อยคำ ของประชาชน ผมเล่าให้ท่านประธานฟังก่อนว่าผมไปโครงการ ส.ว. ห่วงใยโควิด (COVID) โดยท่านรองสิงห์ศึกเป็นหัวหน้าคณะไปแจกหน้ากากอนามัยไปให้กำลังใจชาวบ้าน ชาวบ้าน เขามีคำถามว่าถ้าการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป้าหมายสุดท้ายของการแก้ไขรัฐธรรมนูญคือ ประชาชนได้ประโยชน์ หากเป็นเป้าหมายที่ประชาชนจะได้ประโยชน์ หากเป็นสิ่งที่ ประชาชนคิดว่ามันเป็นปัญหาและเป็นความต้องการของประชาชนไซร้ คำถามชาวบ้าน เป็นคำถามที่ผมจะกราบเรียนต่อท่านประธานเป็นหัวใจหลักที่ผมจะอภิปรายต่อไปนี้ ประชาชนเอ่ยชื่อก็ได้ แต่เป็นจังหวัดไม่ต้องระบุพื้นที่ ลุงมีถามผมว่า ท่าน ส.ว. ทำไมรัฐสภา หรือ ส.ส. ส.ว. ไม่เรียงลำดับปัญหาความสำคัญของบ้านเมือง โดยพิจารณาจากปัญหาที่เรา เผชิญวิกฤติตอนนี้ คือวิกฤติเศรษฐกิจ สังคมที่เผชิญกับโควิด (COVID) ทำไมเราเอา รัฐธรรมนูญเป็นตัวตั้งลำดับต้น ผมเจอคำถามชาวบ้านแบบนี้ผมก็ไปไม่เป็นนะท่านประธาน ผมพยายามเรียบเรียงที่จะมากราบเรียนต่อท่านประธาน เขาบอกว่าถ้ารัฐสภาเป็น ความต้องการของประชาชนเวลานี้ คนตกงาน คนไม่มีอาชีพ คนไม่มีงานทำ กลไกของรัฐสภา จะต้องเป็นคนที่จะช่วยแก้ปัญหา ผมยกตัวอย่างเมื่อคืนเป็นที่น่าอนาถที่แฟลตดินแดง ๗ คน ติดโควิด (COVID) ไม่มีคนไปรับต้องมีคนเอาเต็นต์ (Tent) ไปให้นอนข้างล่าง ประเด็นอย่างนี้ เป็นประเด็นที่ชาวบ้านถามมาแบบซื่อ ๆ แต่มันมีนัยสำคัญที่จะสะท้อนต่อสภาว่าทำไม ไม่แก้ปัญหาวิกฤติของประเทศที่ไม่มีคำตอบได้ก่อนที่จะแก้รัฐธรรมนูญ แปลว่าชาวบ้านไม่ได้ บอกว่าจะต้องมาแก้รัฐธรรมนูญ

ประการที่ ๒ ที่จะกราบเรียนต่อท่านประธานก็คือข้อคิดเห็นของผมนี่ ถ้าเราอ้างว่ารัฐธรรมนูญฉบับที่เป็นประชาธิปไตย แก้แล้วมันจะทำให้การแก้ไขปัญหาโควิด (COVID) นั้นได้ดีมีประสิทธิภาพ เป็นประชาธิปไตยนี่ล่ะ มันจะทำให้การแก้ไขโควิด (COVID) ได้ดีมีประสิทธิภาพ ผมมีคำถามว่าทำไมสหรัฐอเมริกาที่เป็นประชาธิปไตยของโลกตายมาก ที่สุด ยุโรป อังกฤษ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ปิดแล้วปิดอีกคือประชาธิปไตย เขยิบมาที่ เอเชีย (Asia) ท่านประธาน ประเทศที่อยู่ในเอเชีย (Asia) ของเรา ประเทศญี่ปุ่นเอ่ยชื่อเลย รัฐธรรมนูญของประเทศญี่ปุ่นเขียนโดยสหรัฐอเมริกา นายพลแมกอาเธอร์ (MacArthur) หลังสงครามโลก ตั้งแต่วันนั้นถึงวันนี้ญี่ปุ่นไม่เคยแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่เป็นมหาอำนาจและ แก้ไขปัญหาโควิด (COVID) ได้ แก้วิกฤติของประเทศของเขาได้ ต่อความเห็นของผมต่อร่าง ๑๓ ฉบับ ผมมีความเห็นจากที่ฟังจากประชาชนและข้อเสนอของผมต่อสภาดังต่อไปนี้ ท่านประธาน ประการแรกผมอาจจะไม่ได้เห็นด้วยกับกรอบแนวคิดในการว่าด้วยการแก้ไข รัฐธรรมนูญ ในขณะที่ประเทศกำลังเผชิญภาวะวิกฤติที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน แต่ผมเคารพ ในบางประเด็นที่ท่านสมาชิกรัฐสภาได้เสนอต่อสภาในการแก้ไข แต่เป็นประเด็นที่มีคำถามที่ อยากจะให้ผู้เสนอญัตตินั้นได้ตอบต่อสภามีดังต่อไปนี้

ประการแรก ผมเห็นด้วยกับระบบเลือกตั้งใหม่ที่เราจะต้องแก้ไข เราต้องยอมรับว่าเราใช้ระบบเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญปี ๒๕๖๐ ที่ผ่านมานั้นมันมีปัญหา ท่านประธาน มันมีปัญหาตั้งแต่ชาวบ้านไม่เข้าใจ ชาวบ้านเลือกยากลำบาก แต่ระบบที่เป็น วิถีชีวิตที่ผมใช้ว่ามันเหมาะกับจริตสังคมไทย เป็นประชาธิปไตยแบบไทย ๆ คือระบบบัตร ๒ ใบนี้ครับ ผมกลับเห็นว่านี่คือการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยของไทยขึ้นมาถึงจุดที่เป็น ตัวของเขา เป็นสไตล์ (Style) ของระบอบประชาธิปไตยแบบไทย ยอมรับครับว่ามันมีปัญหา ก็ต้องแก้ อันนี้คือเรื่องที่ ๑ ที่ผมเห็นว่าเมื่อระบบแบ่งสันปันส่วนที่เราใช้แล้วมันมีปัญหา ก็ต้องแก้ไข

ประการต่อมาที่ผมเห็นว่าจำเป็นที่จะต้องมีการปรับปรุงแก้ไขก็คือ มาตรา ๒๗๐ ที่มีคนกล่าวถึงไปเมื่อเช้า บอกว่าอำนาจหน้าที่ อำนาจของสมาชิกวุฒิสภา ในการติดตามการปฏิรูปประเทศควรที่จะต้องให้เป็นอำนาจหน้าที่ของรัฐสภา ผมกลับ เห็นด้วย พวกผมทำงานมา ๓ ปี พวกผมพบว่ากลไกในการติดตาม เสนอแนะ เร่งรัด การปฏิรูปประเทศด้านต่าง ๆ กลไกในการรับฟังปัญหาของประชาชน รับทราบความ เดือดร้อนของประชาชนที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญคือมาตรา ๒๗๐ นั้นควรจะให้สภา ผู้แทนราษฎรได้มีอำนาจหน้าที่ในการติดตามกำกับที่ท่านสมาชิกหลายท่านพูดถึงเมื่อกี้นี้ ผมเห็นด้วย ไม่ต้องไปแก้ไขมาตรา ๑๘๕ แต่ในร่างนี้ข้อเสนอของผมท่านไม่ไปแก้ไข มาตรา ๑๕๖ ท่านต้องแก้มาตรา ๑๕๖ ด้วยมันถึงจะทำให้อำนาจหน้าที่ของสภา ผู้แทนราษฎรนั้นสามารถทำได้ แต่พวกผมวุฒิสภานั้นทำเป็นเพียงเฉพาะชั่วคราวครับ ท่านประธาน

ประการต่อมา ผมกลับเห็นว่าเรื่องการแก้ไขหน้าที่และอำนาจของสมาชิก รัฐสภาในการแปรญัตติตามมาตรา ๑๔๔ นั้นมันคือกระบวนการพัฒนาการของการต่อสู้ คอร์รัปชันของประเทศไทย มันคือการต่อสู้ที่พัฒนาขึ้นมาเขียนเป็นบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ที่ไม่สามารถจะแปรญัตติเอาไปกองไว้แล้วทำโครงการ จนกระทั่งว่าทุกคนไม่ทำ แต่ท่านเชื่อ ผมเถอะมีช่องทางทำจนได้ท่านประธาน แต่ผมเห็นว่าวิธีแบบนี้ในร่างปัจจุบันของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นั้นดีอยู่แล้ว ชอบแล้ว มีกลไกที่สามารถควบคุมกำกับได้อยู่แล้ว ไม่ควรจะไป แตะต้องเขา หนำซ้ำยังเป็นผนังทองแดง กำแพงแก้วกั้นให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภาในการทำหน้าที่ของตนได้เต็มที่ เราไม่ได้มีปัญหา จากการศึกษาของเราก็ไม่มี ปัญหามาตรานี้ว่าเราจะแปรญัตติอย่างไร นั่นประการที่ผมคิดว่าจำเป็นที่จะต้องกราบเรียน ต่อท่านประธานเพื่อให้สภาได้ลองพิจารณา

เรื่องที่ ๒ คือเรื่องหน้าที่และอำนาจในการที่จะไปแทรกแซงกับกลไกราชการ การปฏิบัติหน้าที่การรับฟังความเห็นของประชาชนมาทำงานต่อ ผมเห็นว่าประเด็นตรงนี้ เป็นประเด็นที่รัฐธรรมนูญได้เขียนครอบเอาไว้ดีแล้ว แทบจะเรียกได้เลยว่าถ้าใครทำงาน แบบนี้มาก่อนไม่มีปัญหาครับ ถ้าอยากได้มากกว่านี้ก็ไปแก้มาตรา ๒๗๐ ที่ท่านพูดเมื่อกี้ ไปแก้มาตรา ๑๕๘ ประกอบกัน มาตรา ๑๕๖ ประกอบกัน ให้มีหน้าที่และอำนาจในการ ติดตามรับข้อเสนอของประชาชน รับปัญหาประชาชนมาให้ส่วนราชการทำได้ชอบด้วย รัฐธรรมนูญ ประเด็นอย่างนี้คือประเด็นที่ผมจะกราบเรียนต่อท่านประธานว่ามาจาก ประสบการณ์ที่เราทำงาน มาจากข้อเท็จจริง มาจากการพัฒนาการของประเทศเราขึ้นมา จนถึงวันนี้จึงกลายเป็นมาตรา ๑๔๔ เรื่องหนึ่งที่ผมจำเป็นที่จะต้องอธิบายความ เนื่องจากว่ามีท่านสมาชิกหลายท่านพูดเรื่องนี้ พูดเพื่อให้พี่น้องประชาชนทางบ้านได้เข้าใจตรงกัน คือเรื่องหน้าที่และอำนาจของ ส.ว. ตาม มาตรา ๒๗๒ ความที่มาของมันนั้นไม่ได้เกิดขึ้นมาจากคนยกร่างรัฐธรรมนูญ แต่มันเกิดขึ้น จากคำถามพ่วงที่ประชาชนมีประชามติให้ทำ มีประชามติให้ทำจึงเกิดมาตรา ๒๗๒ และ มาตรา ๒๗๒ เขียนระบุเอาไว้ว่าอย่าใช้นาน ให้ใช้ตอนเริ่มต้นในการกอบกู้ฟื้นฟูประเทศ ท่านทั้งหลายท่านจะเข้าใจปรัชญาของมาตรา ๒๗๒ ท่านอย่าลืมเหตุการณ์ก่อนที่จะเกิด รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เราเผชิญวิกฤติหนักแค่ไหน คนร่างเขาก็มองว่าถ้าตั้งไม่ได้จะทำ อย่างไร ถ้าเราเข้าใจประวัติศาสตร์ลำดับที่มาเราจะรู้ว่าเขียนเอาไว้เฉพาะชั่วคราว มีคนพูดเอาไว้เยอะแล้วผมจำเป็นจะต้องพูดย้ำ ซ้ำ เติม ทบทวนให้เห็นว่าสมาชิกวุฒิสภาที่ ออกแบบไว้ในมาตรา ๒๗๒ เลือกนายกรัฐมนตรีนั้น ไม่ได้ออกแบบมาให้มีอำนาจ เพราะคน จะมาเป็นผู้บริหารประเทศที่จะจัดตั้งรัฐบาลได้นั้นจะต้องมีเสียงข้างมากจากสภา ผู้แทนราษฎรมาแล้ว ท่านประธานอยู่สภามานานทราบดี ถ้าท่านไม่มีเสียงข้างมากจากสภา ผู้แทนราษฎรขึ้นมา ต่อให้สมาชิกวุฒิสภาเลือกทั้งหมดท่านก็ไม่สามารถบริหารราชการ แผ่นดินได้ นั่นแปลว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต่างหากคือคนเลือกนายกรัฐมนตรี นั่นประการที่ ๑ ในมาตรา ๒๗๒ ต่อให้สมาชิกวุฒิสภาในกรณีที่ ๒ เลือกนายกรัฐมนตรี โดยที่ไม่ได้เสียงข้างมากเข้ามา อยู่ไม่ได้ถึงสัปดาห์ท่านประธานครับ เสนอกฎหมายก็แพ้ครับ บริหารราชการแผ่นดินไปไม่ได้ครับ นั่นก็คือเขาให้สามารถจัดตั้งรัฐบาลในช่วงวิกฤติวันนั้น ปี ๒๕๕๗ ได้ และให้อยู่ชั่วคราว ผมเรียนท่านประธานว่าท่านไม่แก้ อีก ๒ ปีก็ไปแล้วครับ อีก ๒ ปีก็ไม่ได้มีอำนาจเข้าไปสู่ภาวะปกติ เพราะฉะนั้นถ้าจะทำ จะต้องย้อนกลับไปดูปรัชญา ของมัน ถ้าจะทำต้องย้อนกลับไปดูว่ามาตรา ๒๗๒ นั้นมาจากประชามติครับ ผมก็ไม่อยาก ไปอ้างคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ท่านทั้งหลายผมก็พูดมาครั้งหนึ่งแล้ว ว่าสิ่งใดก็ตาม ประชามติคือเสียงของประชาชน ประชามติคือองค์รัฏฐาธิปัตย์ในการสถาปนารัฏฐาธิปัตย์ ขึ้นมา เวลาจะแก้ไขเพิ่มเติม เวลาจะทำใหม่ที่ไม่ได้สอดคล้องกับองค์รัฏฐาธิปัตย์นั้น จำเป็นจะต้องทำประชามติเพื่อสอบถามประชาชน ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่ผมฝากเอาไว้ว่า อย่างน้อยรัฐสภาได้บอกเตือนเอาไว้ว่ามาตรา ๒๗๒ นั้นไม่ใช่ว่าคิดแล้วจะทำเลย

สุดท้ายผมกราบเรียนต่อท่านประธานถึงความเป็นนายกรัฐมนตรีในอดีตนั้น เรื่องที่เรากำลังบอกว่านายกรัฐมนตรีแบบนี้เป็นเรื่องพิเศษเพราะมี ส.ว. ๒๕๐ คน ไม่จริงครับ นายกรัฐมนตรีในอดีตนั้น ที่ใช้กลไกลักษณะพิเศษ มีรัฐธรรมนูญทั้งหมด ๗ ฉบับ มี ๑๑ คนท่านประธาน ที่จะใช้กลไกแบบนี้ ท่านย้อนกลับไปดู เวลาผมจะหมดไม่มีเวลา อธิบาย นั่นหมายความว่าประเทศของเราผ่านภาวะวิกฤติแบบนี้มาหลายครั้ง ประเทศ ของเราก็หาทางออกเอาไว้ว่าวันหนึ่งเราเผชิญภาวะวิกฤติที่ไม่สามารถตั้งได้ แต่งตั้ง นายกรัฐมนตรีได้ในภาวะวิกฤติ แต่งตั้งรัฐบาลได้ในภาวะวิกฤติ จำเป็นที่จะต้องมีกลไก ที่ออกแบบไว้อย่างนี้ แต่ออกแบบไว้ชั่วคราว ห้ามนาน เพราะฉะนั้นกระบวนการในการเลือก นายกรัฐมนตรีตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ จึงเป็นกระบวนการในภาวะวิกฤติ ที่ชั่วคราว ท่านประธานที่เคารพ พวกผมสมาชิกวุฒิสภา กราบเรียนต่อท่านประธานผ่านไป ยังท่านสมาชิกว่าความรักกับประเทศนี้ไม่ต่างจากท่านหรอกครับ แต่เรารักในประเทศนี้บนปรัชญาของความเป็นประเทศ บนปัญญาที่ทุกคนมีเท่ากัน บนเหตุ และผลของสมาชิกแต่ละท่านที่จะเป็นคนวินิจฉัยที่เป็นคนตัดสินใจว่าอะไรคือประโยชน์ที่ ประเทศจะได้รับ อะไรคือบทเรียนที่ประเทศนี้ได้ผ่านมาแล้ว แล้วเขียนไปเป็นรัฐธรรมนูญ แล้วเราจะกลับไปสู่วงจรเดิม จะกลับไปสู่แบบเดิมอีกหรือ เป็นประเด็นที่ผมจะกราบเรียน ผ่านท่านประธานไปยังรัฐสภา ผมไม่อาจที่จะไปเรียกร้องท่านทั้งหลายหรอกครับ เพียงแต่ว่า ประเด็นอย่างนี้คือประเด็นที่พวกผมได้พูดคุยและหารือกันแล้วว่าควรอย่างยิ่งที่จะต้อง ไตร่ตรองพิจารณา หรือท่านตอบคำถามพวกผมได้ก็ตอบมาว่าสิ่งที่ท่านคิด สิ่งที่ท่านเสนอมา ต่อสภานั้นมันมีทางออก มันมีแนวทางในการแก้ไขดีแล้ว ขอบพระคุณท่านประธานครับ

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณ ครับท่านตวงครับ ต่อไปเป็นชุดใหม่นะครับนำโดยนายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย นะครับ ตามด้วยท่านนิกร จำนง พรรคชาติไทยพัฒนา แล้วก็ตามด้วยท่านเฉลา พวงมาลัย สมาชิกวุฒิสภา เชิญนายแพทย์ชลน่านครับ

นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร น่าน 🔗

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตท่านประธานที่จะอภิปรายสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม ๔ ฉบับ ที่นำเสนอโดยพรรคเพื่อไทย ซึ่งท่านหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ท่านสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ได้กรุณาแถลงหลักการ เหตุผล พร้อมกับสรุปสาระสำคัญของ ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมทั้ง ๔ ฉบับไปเมื่อตอนเช้าวันนี้แล้ว

ท่านประธานที่เคารพครับ ในการอภิปรายของผม ผมจะขออนุญาต กราบเรียนถึงเหตุผลที่สำคัญที่พรรคเพื่อไทยได้เสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อ กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติได้โปรดใช้วิจารณญาณของ ท่านที่จะพิจารณาให้การสนับสนุนในชั้นรับหลักการ ผมเชื่อมั่นว่าสภาแห่งนี้คือรัฐสภา ซึ่งเป็นที่พึ่งที่หวัง เป็นที่ใช้อำนาจแทนพี่น้องประชาชน ผมมั่นใจครับว่าสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ ทุกท่านล้วนแต่มีความปรารถนาดี มีความต้องการที่จะทำให้ประเทศชาติบ้านเมืองเรา ก้าวหน้าสถาพร ทุกระบบ ทุกสิ่ง ทุกอย่างในบริบทที่ทุกท่านมีหน้าที่และอำนาจอยู่ ท่านประธานครับ ผมฟังสมาชิกรัฐสภาแต่ละท่านได้ให้ความเห็นในการพิจารณา ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมในชั้นรับหลักการ มันมีโอกาสและมีความเป็นไปได้ครับ ที่ทุกฝ่ายจะแสวงหาความร่วมมือร่วมกันบนพื้นฐานของเหตุผลความจำเป็นและอนาคตของ ประเทศชาติ ท่านประธานครับ พรรคเพื่อไทยเองมีเจตจำนง มีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนตั้งแต่ เข้าสู่การเลือกตั้ง เพื่อบอกกับพี่น้องประชาชนว่าเรามีจุดมุ่งหมายที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๖๐ มาตั้งแต่เข้าสู่การเลือกตั้ง เมื่อเราได้รับการเลือกตั้งแล้ว เราก็ยังไม่ละทิ้ง ความพยายามนั้น พยายามที่จะเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมในสมัยแรก เหตุการณ์ ทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดขึ้นท่านประธานรู้อยู่แก่ใจ ผมจะไม่นำมาอภิปรายซ้ำเพราะผมมี เวลาน้อย แต่ได้ที่สุดแล้วเจตจำนงของพรรคเพื่อไทยเอง พรรคร่วมฝ่ายค้านเองก็ไม่ได้รับการ ตอบสนองและสนับสนุน อาจจะเป็นสถานการณ์ขณะนั้นหรือเหตุการณ์ขณะนั้นอาจจะ ไม่เหมาะสมหรือสุกงอมพอที่จะให้การสนับสนุน

สุดท้ายครับแม้กระทั่งร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๒๕๖ ว่าด้วยการ แก้ไขรัฐธรรมนูญและการเพิ่มหมวด ๑๕/๑ ให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เกิดขึ้น เพื่อรองรับในการที่จะทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็ตกไปในวาระที่ ๓ ด้วยคำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญ เรามีความปรารถนาอย่างยิ่งครับจะแก้ทั้งฉบับเพราะเราต้องการแก้ปัญหา ทั้งระบบ แต่เราทำไม่ได้ครับ เพราะฉะนั้น ๔ ร่างที่เสนอโดยท่านหัวหน้าพรรค จึงเป็นร่าง แก้ไขเฉพาะหน้าเฉพาะเหตุการณ์ ที่เราคาดการณ์ว่าถ้ามีปัญหาทางการเมืองเกิดขึ้น ระยะเวลาของรัฐบาลชุดนี้อยู่ไม่ครบเทอม คืออยู่ไม่ถึงวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๖๖ มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง มีการเลือกตั้งเกิดขึ้น ทุกสิ่งทุกอย่างจะกลับมาเหมือนเดิม กลับมาเหมือนเดิมตรงนี้ถ้าผมเน้นย้ำท่านประธานครับ มันคือภาพอันเป็นฝันร้ายของพี่น้องประชาชนครับ มันเป็นฝันร้ายของพี่น้องประชาชนที่จะ ได้เห็นภาพเดิม ๆ จริงอยู่ครับ เขาอาจจะใช้โอกาสนั้นทำให้ความฝันร้ายของเขาหายไปจาก สมองในชีวิตในจิตใจของเขา แต่เขาจะมีกำลังพอหรือไม่ตรงนี้ตอบไม่ได้ เพราะระบบที่วางไว้ ในรัฐธรรมนูญในการเข้าสู่อำนาจ การสืบทอดอำนาจมันยากมากครับที่จะไปทลายตรงนั้นได้ กลไกนอกจากสิทธิเสียงของพี่น้องประชาชนแล้วยังมีกลไกอื่น มีวิธีการคำนวณ มีวิธีการ ปัดเศษเพื่อให้ได้มาซึ่งจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นในโลกนี้ ตรงนั้น ล่ะครับพี่น้องประชาชนสู้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นการยื่นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ๔ ฉบับ ของพรรคเพื่อไทยเพื่อต้องการที่จะสร้างความมั่นใจว่าถ้ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นเราน่าจะได้ สิ่งที่ดี ๆ ไว้ในบ้านนี้เมืองนี้ให้กับพี่น้องประชาชน ให้กับพี่น้องประชาชนมีความหวัง เพราะฉะนั้นเราเองปรารถนาจริง ๆ อย่างน้อยให้บ้านเมืองได้ดีขึ้นจากสภาพที่เป็นอยู่ อย่างน้อยให้พี่น้องประชาชนได้หายจากฝันร้ายที่จะเกิดขึ้นถ้าใช้รัฐธรรมนูญฉบับเดิม วิธีการ เลือกตั้งแบบเดิม การเข้าสู่อำนาจแบบเดิม ระบบการเลือกนายกรัฐมนตรีแบบเดิม เราต้อง มาช่วยกันครับท่านประธานครับ ผมมั่นใจว่าทุกท่านเห็นแก่ประเทศชาติบ้านเมือง โดยเฉพาะท่านสมาชิกวุฒิสภา ผมกราบและเคารพท่านครับ ท่านเข้ามาเพราะรัฐธรรมนูญ มอบให้ท่านทำอย่างนั้น ท่านก็ต้องทำอย่างนั้น ผมไม่ได้ว่าท่านนะครับ มันเป็นภาวะจำเป็น จำยอมที่ต้องทำอย่างนั้นในช่วงเปลี่ยนผ่าน แต่ว่าท่านประธานที่เคารพครับ ๕ ปีมันเป็นช่วง เปลี่ยนผ่านที่อาจจะนานเกินไป มันนานเกินไปที่พี่น้องประชาชนจะทนอยู่ได้ ก่อนที่ ประเทศชาติบ้านเมืองเราจะล้มเหลว เพราะฉะนั้นเรามาช่วยกันปรับเถอะครับ เราเห็นอยู่ แล้วว่าถ้าก้าวเดินต่อไปประเทศชาติบ้านเมืองก็จะเสียหายมาช่วยกันปรับ ใน ๔ ร่างที่ พรรคเพื่อไทยเสนอท่านประธานครับ ผมสรุปหลักการย่อ ๆ ประกอบกับเหตุผลให้ ท่านประธานทราบเลยครับเพื่อฝากไปยังท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติ ในร่างแรก เรามุ่งที่จะเพิ่ม เพิ่มสิทธิเสรีภาพพี่น้องประชาชนที่มันขาดอยู่ในรัฐธรรมนูญ ถามว่ามันจำเป็นเร่งด่วนไหมที่จะเพิ่มเรื่องนี้ มันมีโอกาสครับ มีโอกาส เมื่อไรเราต้องไขว้คว้า ทุกพรรคทุกฝ่ายเห็นว่ามันมีโอกาสขณะนี้ร่วมกันแก้ พรรคเพื่อไทยก็เห็นว่ามันมีโอกาสเราก็ ต้องทำ แม้ว่าลำดับความสำคัญเรื่องนี้อาจจะเก็บไว้ก่อนก็ได้ แต่ถ้าเพื่อพี่น้องประชาชนมี โอกาสแล้วทำได้จะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด จะถือว่าเป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่สำคัญไม่ได้ โดยเฉพาะสิทธิเสรีภาพที่หายไป เป็นการเพิ่มอำนาจให้กับฝ่ายนิติบัญญัติเราในร่างที่ ๑ ท่าน ประธานครับ อำนาจฝ่ายนิติบัญญัติในการที่จะตรวจสอบถ่วงดุลในระบบรัฐสภามันขาด หายไปในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๙ ที่เรามีอำนาจอยู่ เราเรียกฟื้นคืนกลับมา อำนาจในการ ตรวจสอบถ่วงดุลองค์กรทุกองค์กรครับ เราขอกลับคืนมา อำนาจที่จะมีกฎหมายบังคับเป็น คำสั่งเรียกเราต้องใช้คืนกลับมา หลังจากใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งเหล่านี้เป็นอุปสรรคขวากหนามสำคัญมากในการตรวจสอบถ่วงดุลของฝ่ายนิติบัญญัติ อันนี้คือร่างที่ ๑ รายละเอียดของสิทธิเสรีภาพ เช่น เราเพิ่มสิทธิเสรีภาพเรื่องของขอบเขต สิทธิเสรีภาพ รวมถึงพันธกรณีระหว่างประเทศด้วย ไม่ใช่เฉพาะอยู่แต่ประเทศเรา เพิ่มสิทธิในการที่จะเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมการประกันตัว เพิ่มสิทธิเสรีภาพในการที่จะ แสดงความคิดเห็นติชมได้อย่างเป็นธรรมที่กฎหมายต้องไม่มีข้อจำกัดในเรื่องนี้ มีกฎหมาย บัญญัติรองรับ เพิ่มสิทธิทางด้านการเมือง การจัดตั้งพรรคการเมือง พรรคการเมืองที่จะถูก ยุบ เพิ่มสิทธิในการเข้าถึงการบริการด้านสุขภาพหรือสาธารณสุข ท่านประธานครับ สิทธิที่จำเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่จำเป็นต้องพูดจริง ๆ ก็คือเรื่องของสิทธิในการที่จะปกป้อง คุ้มครองรัฐธรรมนูญ เราเสนอให้กับรัฐสภาแห่งนี้ช่วยกันเพื่อจะปกป้องคุ้มครองรัฐธรรมนูญ ของเรา ต่อต้านรัฐประหารโดยสันติ อันนี้เป็นร่างที่ ๑ ท่านประธานครับ ในร่างที่ ๒ เรามุ่งที่จะยกเลิกท่านประธานครับ ยกเลิกเรื่องแรกคือยกเลิกมาตรา ๖๕ ว่าด้วย การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ และยกเลิกมาตราที่เกี่ยวข้องที่มีคำว่ายุทธศาสตร์ชาติ ยุทธศาสตร์ ชาติ ออก เช่น มาตรา ๑๔๒ ว่าด้วยการเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปี ที่จะต้องมีการจัดทำ เอาคำนี้ออก มาตรา ๑๖๒ ว่าด้วยการแถลงนโยบาย ก็เอาคำนี้ออก ท่านประธานครับ นอกจากนั้นก็ต้องกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ ครับ เมื่อมียุทธศาสตร์ชาติแล้ว บทเฉพาะกาลรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ มาตรา ๒๗๑ มาตรา ๒๗๕ เขียนให้สมาชิกวุฒิสภามีอำนาจหน้าที่เข้าไปติดตามตรวจสอบดำเนินการต่าง ๆ เราต้องขออนุญาตที่จะยกเลิก เพราะเราต้องการยกเลิก มาตรา ๖๕ ไปแล้ว ท่านประธาน ครับ ถามว่าทำไมต้องยกเลิกยุทธศาสตร์ชาติ มันไม่ดีหรือ คำว่า ยุทธศาสตร์ชาติ มันดีครับ ท่านประธานครับ มันดีมากที่จะมองไปข้างหน้าว่าชาติเราจะเดินไปอย่างไร สู่จุดมุ่งหมาย อย่างไร แต่ยุทธศาสตร์ชาติที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้เมื่อแปลงมาเป็นกฎหมาย และนำสู่ปฏิบัติแล้ว ๕ ปี ท่านประธานครับ เกือบจะ ๕ ปีแล้ว ถามว่ามันได้อะไร มันได้อะไร มันปฏิบัติไม่ได้ท่านประธานครับ และส่วนใหญ่ที่เขียนไว้ในยุทธศาสตร์นั้นมันไม่ใช่ ยุทธศาสตร์ชาติ มันเหมือนแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเปลี่ยนชื่อ ไม่ได้แตกต่าง อะไรเลยและที่สำคัญครับ ดูเข้าไปลึก ๆ มันเป็นยุทธศาสตร์เช่นกันครับ แต่เป็นยุทธศาสตร์ ทางการเมืองเพื่อต้องการกำจัดอีกฝ่ายหนึ่งหนุนอีกฝ่ายหนึ่ง ท่านประธานครับ มีอยู่ สถาบันการเมืองไทยไม่มีทางเจริญเติบโตครับ ไม่มีทางเสนอนโยบายให้กับพี่น้องประชาชน เลยว่าฉันจะทำอะไรเพื่อคุณ คุณจะได้อะไร เพราะยุทธศาสตร์ชาติครับ อันนี้คือสิ่งที่อยู่ใน ร่างที่ ๓ ร่างที่ ๒ ครับ ในร่างที่ ๒ เราจำเป็นต้องยกเลิก มาตรา ๒๗๙ เดี๋ยวเพื่อนสมาชิก พรรคเพื่อไทยจะมาให้รายละเอียดตรงนี้ การนิรโทษกรรมอำนาจ คสช. ว่าชอบด้วย รัฐธรรมนูญ ที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ เมื่อถึงโอกาสถึงคราวแล้ว ไม่จำเป็นท่านประธานครับ มันขัดหลักประชาธิปไตย ต้องเอาออก ฝากท่านประธานไปยังเพื่อนท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ด้วย ร่างที่ ๓ เป็นร่างที่เกี่ยวกับสิ่งที่เราต้องพูดถึง สำคัญมาก ที่มาของท่านนายกรัฐมนตรี และโอกาสการมีส่วนร่วมในการเลือกนายกรัฐมนตรี เราจำเป็นจริง ๆ ที่จะต้องแก้ไข มาตรา ๑๕๙ ให้นายกรัฐมนตรีมาจากสภาผู้แทนราษฎรและที่มาของนายกรัฐมนตรี ต้องอยู่ในระบบเท่านั้น ต้องอยู่ในระบบเท่านั้นระบบหนึ่งอยู่ในบัญชีรายชื่อพรรคการเมือง เรายังยอมรับได้อยู่เพราะอยู่ในระบบแม้ไม่ได้เป็น ส.ส. ๒. ต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ใช้คำว่า หรือ นะท่านประธานครับ ไม่ได้บอกว่า และ ในระบบ ๓ คน ไม่ได้ โอกาสของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่จะถูกเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีต้องเปิดโอกาสให้ ไม่ควรเอาคน นอกมา และที่สำคัญท่านประธานครับ ผมเองต้องขอบคุณท่าน ส.ว. ทุกท่าน ที่ท่านทำหน้าที่ ท่านในการเลือกนายกรัฐมนตรีครั้งแรกที่เป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ แต่เสียดายว่า การเขียนให้เลือกนายกรัฐมนตรีครั้งแรก หลายท่านอ้างว่าประชามติ ผมก็ยอมรับครับ ๑๕.๑๓ ล้านคน ไม่น้อยครับ ไม่น้อยที่มีเสียงประชามติให้กับท่าน เพื่อมาทำหน้าที่ในฐานะ รัฐสภา ผมจะไม่ลงรายละเอียดท่านประธานครับว่าคำถามพวกนี้มันซ่อนไว้กันอย่างไร แต่เมื่อมีโอกาสแล้ว ในภาวะวิกฤติท่านบอกว่าระยะเปลี่ยนผ่านนี้ควรให้ ส.ว. มาช่วยเลือก นายกรัฐมนตรี เพื่อให้ดำเนินการในการที่จะดูแลบ้านเมืองต่อไป ก็คือการสืบทอดอำนาจนั่น ละครับ แต่เป็นการสืบทอดอำนาจโดยชอบธรรมมีกฎหมายรองรับ ไม่ว่ากันครับ ท่านประธานครับ เมื่อให้โอกาสแล้ว ถึงแม้จะขัดหลักประชาธิปไตย ท่านเป็นสภาตรวจสอบ สภากลั่นกรอง แต่มาเลือกนายกรัฐมนตรีให้ เลือกเสร็จแล้วทิ้งเลย คอยปกป้องคุ้มครองอยู่ ด้านนอก การบริหารราชการแผ่นดินมันลำบากท่านประธานครับ มันไปไม่ได้ เพราะฉะนั้น ครั้งเดียวน่าจะพอไม่จำเป็นต้องเลือก ครั้งที่ ๒ ครับ ไม่จำเป็นต้องเลือก ครั้งที่ ๒ ซึ่งครั้งที่ ๒ เกิดขึ้นได้แน่นอนครับ ในปี ๒๕๖๖ อายุของสมาชิกวุฒิสภายังอยู่สามารถเลือกครั้งที่ ๒ ได้ นี่คือเจตนาอะไรครับ ถ้าเจตนาเฉพาะเปลี่ยนผ่าน สมัยแรกมันพอแล้วท่านประธานครับ ผมก็คิดว่าหลายท่านก็เห็นว่ามันน่าจะพอแล้ว นี่คือเจตนาอะไรครับ ถ้าเจตนาเฉพาะเปลี่ยนผ่าน สมัยแรกนี่มันพอแล้ว ผมก็คิดว่า หลายท่านก็เห็นว่ามันน่าจะพอแล้ว และที่สำคัญในระยะเปลี่ยนผ่านถ้าบุคคลที่เขามาอาสา ทำหน้าที่เปลี่ยนผ่าน โดยเฉพาะตัวนายกรัฐมนตรีนะครับ สามารถตอบโจทย์แก้ปัญหาให้กับ ประเทศชาติ ปัญหาที่มันมีหมักหมมมานานแก้ไขได้ไม่มีใครว่า ท่านประธานครับ แต่เปลี่ยน ผ่านตรงนี้กลับเปลี่ยนผ่านที่เลวร้ายลงไปเรื่อย ๆ บ้านเมืองมองไม่เห็นอนาคต ท่านยังจะ เปลี่ยนผ่านบุคคลคน ๆ เดิมอยู่หรือ แล้วจะไปอย่างไรท่านประธานครับ อันนี้ต้องถามจริง ๆ เพราะฉะนั้นร่างที่ ๓ อยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิก ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติด้วยความเคารพยิ่งว่ามันถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องเปลี่ยนวิธีการ

ร่างสุดท้ายเป็นร่างที่ ๔ เป็นเรื่องระบบเลือกตั้ง ท่านประธานที่เคารพครับ พรรคเพื่อไทยแสดงเจตจำนงในการที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ แม้ครั้งแรกเราไม่มีความประสงค์ เลยที่จะแก้เรื่องนี้ในระบบเลือกตั้ง แต่พอมีโอกาสแล้วในการยื่นรายมาตราได้ด้วย เราก็ประมาณสถานการณ์อย่างนั้นเราก็ยื่นมาตั้งแต่ครั้งแรกสุด เป็นครั้งแรกสุดที่เรายื่น เราถูกรัฐสภาแห่งนี้มีมติไม่รับหลักการร่างว่าด้วยระบบเลือกตั้งของเรานะครับ เราก็มี เจตจำนงที่จะเสนอต่อ ก็ต้องขอบคุณเพื่อนสมาชิกหลายพรรคการเมืองที่เห็นว่าระบบ เลือกตั้งมันเป็นกุญแจสำคัญในการเข้าสู่อำนาจ เป็นการมอบอำนาจจากพี่น้องประชาชนมา ขณะนี้เรามีตัวเลือกไม่เยอะ ตัวเลือกตรงนี้หมายถึงระบบเลือกตั้งที่เราใช้อยู่ขณะนี้ และดูจากร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมว่าด้วยระบบเลือกตั้งที่ส่งเข้ามามันมีอยู่ ๒ แนวทางเอง ๒ระบบเอง ๑. ระบบปี ๒๕๖๐ ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ๒. ระบบที่มาจาก รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่เคยใช้มาในอดีต และรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็ถูกล้มล้างไป ท่าน ประธานครับ เรามีตัวเลือกอยู่แค่ ๒ ตัว ถามว่าระหว่างปี ๒๕๖๐ กับปี ๒๕๔๐ ท่านจะเลือก อะไร ปี ๒๕๔๐ มาจากรัฐธรรมนูญของพี่น้องประชาชน ระบบนี้ผ่านการเลือกมาจากตัวแทน ของพี่น้องประชาชนที่เราเลือกเขาเข้ามาทำรัฐธรรมนูญคือ สสร. จริงอยู่ครับ เมื่อใช้ไปแล้ว ๒ ระบบนี้ไม่มีระบบไหนที่ดีที่สุด ระบบปี ๒๕๖๐ สุดโต่ง มีแต่พรรคเล็กพรรคน้อย ใช้วิธีการ ปัดเศษขึ้นมา รัฐบาลก็เป็นพรรคการเมืองแบบผสม ๑๙ พรรค แล้วจะเอาความก้าวหน้า เอาโอกาสในการทำหน้าที่เพื่อพี่น้องประชาชนมาอย่างไร ผมถามรัฐบาลที่ทำมานี้มีนโยบายที่ไปหา เสียงกับพี่น้องประชาชนมาตอบสนองไหม ไม่มีครับ นั่นคือความอ่อนแอของระบบปี ๒๕๖๐ สุดโต่งครับ ไปทางด้านที่ทำให้เกิดพรรคการเมืองเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นวิธีการเลือกตั้งที่ใช้ ทำลายพรรคการเมือง แต่ปี ๒๕๔๐ เข้าใจหลายท่านบอกว่าก็มีจุดอ่อน มันแข็งเกินไป ต้องแข็งสิครับท่านประธาน เพราะอะไรครับ เพราะว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เขามีเจตจำนง ว่าต้องสร้างสถาบันการเมืองให้เข้มแข็ง เพราะฉะนั้นการมอบอำนาจจากพี่น้องประชาชน ต้องได้มีโอกาสให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง วิธีการที่คิดมาบัตร ๒ ใบ เขตเลือกตั้ง ๑ เสียง ๑ สิทธิ ๑ คน บัญชีรายชื่อ ๑๐๐ คน ประชาชนเลือกทางตรง คิดคะแนนทางตรง แยกกัน ห้ามเอามารวมกัน วิธีคิดต้องคิดแยกอยู่บนคนละฐาน อย่าเอามารวมกันเพื่อใช้เป็นเหตุ เป็นผลที่จะไม่เอา จริงอยู่ครับผมเองเข้าใจว่ามันมีจุดอ่อน แต่พรรคเพื่อไทยเราเอง เราพยายามที่จะแก้ไขจุดอ่อนนั้น จุดอ่อนปี ๒๕๔๐ คือทำลายพรรคเล็กพรรคน้อยไม่ให้ โอกาสการพัฒนาสถาบันการเมืองที่เขามีโอกาสจะเข้ามา การกำหนดร้อยละ ๕ เพดานขั้นต่ำ มันเป็นปัญหาอุปสรรค เราลดครับ ลดเพดานตรงนี้ลงมาเหลือแค่ ๑ ร้อยละ ๑ ทำไมทีละ ร้อยละ ๑ ครับ ๑๐๐ คนคุณได้ ๑ เปอร์เซ็นต์ ก็คือ ๑ คนควรจะเป็นสมาชิกได้ คิดง่าย ๆ อย่างนี้ คิดเป็นร้อยละจากคะแนนของบัญชีรายชื่อ ถ้าไม่กำหนดเพดานขั้นต่ำไว้ไม่แตกต่าง จากปี ๒๕๖๐ คือมี ส.ส. ปัดเศษ มีพรรคเล็กพรรคน้อยเกิดขึ้นเยอะ เราแก้ตรงนั้นให้เพื่อเพิ่ม วิธีการแก้ไขปัญหาจุดอ่อน เราเองไม่ตัดสิทธิของพรรคการเมืองพรรคเล็ก ๆ ที่จะเกิดขึ้นและ มีโอกาสเติบโตในอนาคต โดยการที่เปิดโอกาสให้คุณสามารถส่งบัญชีรายชื่อได้ แม้ไม่ส่งเขตแม้แต่เขตเดียว ประวัติศาสตร์เคยมีมาแล้ว ท่านประธานครับ พรรคที่ชนะมี ส.ส. ๕ คน มีคะแนน๖๐๐,๐๐๐ คะแนน ได้ ๖ คน มีมาแล้ว ไม่ส่งเขตเลย เรากลับไปตรงนั้นครับ เพื่อเปิดโอกาสให้กลุ่มต่าง ๆ ที่เขามีตัวแทนกลุ่มสามารถเข้าไปดูในบัญชีรายชื่อ ถ้ามีคนพอที่จะเลือกเขาเขาจะมีตัวแทนเข้าไปอยู่ในบัญชีรายชื่อ และผมเองจริง ๆ ผมอยู่พรรคเพื่อไทย ๔๐๐ : ๑๐๐ นี้ผมคิดมาก ผมอยากได้ ๓๕๐ : ๑๕๐ อันนี้ผมจะญัตติ แม้ว่าผมสนับสนุนร่างพรรคเพื่อไทยผม แต่ถ้าเพิ่มสัดส่วนบัญชีรายชื่อขึ้นมากับเขต ตรงนี้เองจะทำให้ลดการซื้อเสียงได้ดีขึ้น ถ้าเขตใหญ่ขึ้นซื้อเสียงยากขึ้น มันเป็นตรรกะอย่าง นั้น ท่านประธานครับ เพื่อใช้ระบบคุมการซื้อเสียง ท่านประธานครับ พรรคเพื่อไทยยัง สนับสนุนการคิดสัดส่วนเปอร์เซ็นต์อยู่นะครับในบัญชีรายชื่อ เพราะเรามิกล้าที่จะเอาคะแนน บัญชีรายชื่อคำนวณเป็น ส.ส. ทั้งหมด เรามิกล้าจริง ๆ ครับ เพราะอะไร ท่านประธานครับ เพราะถ้าคิดอย่างนั้นมันจะเป็นแรงจูงใจให้พรรคการเมืองที่มีพลัง มีอำนาจ มีเงิน ทุ่มซื้อคะแนนบัญชีรายชื่อ เขาซื้อ ๑๕ ล้านเสียงได้ ส.ส. ๒๕๐ คน น่าสนใจไหมครับ ๑๕ ล้านเสียงได้ ๒๕๐ นะครับ คุ้มค่ากับการลงทุน อันนี้ล่ะครับท่านประธานเราต้องคิดมาก สำหรับบริบทพรรคการเมืองในบ้านเรา ท่านประธานที่เคารพครับเวลาผมหมดครับ โดยสรุป ครับ พรรคเพื่อไทยกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติ เราส่ง ๔ ร่าง ๔ ร่างนี้เราเพื่อต้องการแก้วิกฤติ แก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะ การเข้าสู่อำนาจและการสืบทอดอำนาจ ๒ เรื่องใหญ่ ๆ คือระบบเลือกตั้ง ถ้าระบบเลือกตั้ง ที่สามารถทำให้พี่น้องประชาชนทุ่มเทคะแนนเสียงจากระบบที่เราคิดว่าดีที่สุดแล้ว พรรคไหนชนะเขาควรได้ไปครับ ไม่ต้องกลัวฝ่ายไหนก็ได้ พรรคไหนเขาได้รับอำนาจจาก พี่น้องประชาชนเกินกึ่งหนึ่งในประเทศนี้ต้องยกให้เขา ถ้าเราตรวจสอบได้ว่าถ้าเขาจะทุจริตก็ ว่าไปตามกฎหมาย เราคิดว่าระบบมันดีแล้วเราต้องยอมรับครับท่านประธาน แล้วที่สำคัญ ท่านครับประธาน สุดท้ายเราอยากให้สมาชิกรัฐสภาของเราได้เปิดใจ เปิดโอกาสให้กับร่าง รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมมี ๑๓ ร่าง พรรคเพื่อไทยอยากจะฝาก ๔ ร่าง เราเองเราก็สนับสนุน ร่างที่ใกล้เคียงกัน แต่ประเด็นที่สำคัญที่สุดผมขอกราบเรียนท่านประธานเป็นครั้งสุดท้ายตรง นี้ก่อนจบ กรณีร่างที่มันมีปัญหา ไม่ว่าท่านสมาชิกวุฒิสภาหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้อภิปรายไปเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของ ส.ส. ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๔ และมาตรา ๑๘๕ พรรคเพื่อไทยเรามีมติชัดเจนครับ ว่าถ้ามีอย่างนี้อยู่เราก็รับไม่ได้ เรารับไม่ได้จริง ๆ ครับ แม้เราเป็น ส.ส. เป็นสมาชิกรัฐสภา เรารับไม่ได้ที่จะทำเพื่อตนเอง และโดยเฉพาะมาตรา ๑๘๕ มันชัดมาก มันชัดมากว่าเอาประมาณไปใช้ในพื้นที่มีส่วนร่วม ไปทำโครงการ ชัดกว่ามาตรา ๑๔๔ นะครับ ถ้าเป็นไปได้ท่านประธานครับ โทษต่าง ๆ ที่เขียนไว้ในมาตรา ๑๔๔ การตัดสิทธิ ส.ส. การตัดสิทธิการเมือง หมดสมาชิกภาพของ ส.ส. จากมาตรา ๑๔๔ นี้ให้เอามาใส่ในมาตรา ๑๘๕ ครับ ย้ายได้ครับในชั้นแปรญัตติ มาตรา ๑๔๔ นี้แค่พิจารณาในชั้นงบประมาณ เขาแค่พิจารณาเท่านั้นเอง เกิดขอโทษ ถึงประหารชีวิตแล้ว แต่ขณะที่มาตรา ๑๘๕ ผลประโยชน์ขัดกันชัดเจนครบ กลับไปดำเนินการตามกฎหมายปกติทำไมไม่เอาโทษมาตรา ๑๔๔ ไปใส่มาตรา ๑๘๕ ผมยินดีนะครับท่านประธาน เพราะว่า มาตรา ๑๘๕ มันชัดว่าผู้แทนใช้ตำแหน่งหน้าที่ ไปทำอย่างนั้นจริง ด้วยความเคารพท่านประธานครับ พรรคเพื่อไทยขอเสียงจาก สมาชิกรัฐสภาช่วยสนับสนุนหลักการทั้ง ๔ หลักการให้ผ่านในวาระที่ ๑ กราบขอบคุณครับ ท่านประธานครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ท่านประธานได้ประกาศชื่อไว้แล้ว นะครับ ท่านนิกร จำนงครับ

นายนิกร จำนง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม นิกร จำนง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคชาติไทยพัฒนา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคชาติไทยพัฒนา จำนวน ๑๐ ท่าน ได้ร่วมกันลงชื่อกับเพื่อนสมาชิกจากพรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทย เสนอร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) รวมทั้งหมด ๗ ฉบับ คือเรื่องนี้เราได้ทำร่วมกันมาตั้งแต่ต้นในครั้งที่แล้วในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่จริงแล้วหารือ กันมาตั้งแต่เป็นกรรมาธิการศึกษา สมัยท่านพีระพันธุ์ มีการศึกษาอยู่เกี่ยวกับประเด็นต่าง ๆ ก็เลยเอามาพิจารณานะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ อยากจะเรียนท่านประธานเป็นการ ภายในต่อเรื่องรัฐธรรมนูญฉบับนี้ตั้งแต่ต้น ว่าจริง ๆ แล้วทางพรรคเองพยายามเป็นอย่างยิ่ง มาตั้งแต่ต้น ท่านประธานทราบไหมครับ สมัยนั้นพรรคชาติไทยพัฒนาเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้มีปัญหา เราไม่รับ แต่นี่เป็นเรื่องภายในของพรรค เราได้พูดคุยกัน แล้วก็ท่านอดีต หัวหน้าพรรค ท่านบรรหาร ศิลปะอาชา ท่านได้พูดว่า ท่านจะรับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งผมเองไม่รับ เห็นว่าไม่เป็นประชาธิปไตย ท่านให้เหตุผลว่าอย่างนี้ครับท่านประธาน อันนี้เป็นเรื่องภายในของเรา ท่านบอกว่า ท่านสืบมาแล้วว่าถ้าไม่ผ่าน ฉบับใหม่มาจะหนัก กว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ และท่านบอกว่าประเทศเรานี่คุณนิกรมันไปต่อไม่ได้แล้ว ท่านจะรับ เพื่อให้มีการเลือกตั้ง สิ่งที่ท่านฝากฝังไว้ตอนนั้นก็คือท่านบอกผมอย่างนี้ว่า พอมีการเลือกตั้ง แล้วประเทศจะค่อย ๆ ดีขึ้น เพราะขณะนี้ประเทศรับไม่ไหวแล้ว ท่านก็รับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ พวกผมไม่รับ แต่ปรากฏว่าก็เป็นไปตามนั้น แล้วสุดท้ายเราก็ต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญอยู่ดี เพราะว่าได้ผ่านการทำประชามติไป จะโดยยุติธรรมหรือไม่อย่างไร เราไม่พูดถึงตรงนั้น ท่านประธานครับ ประเด็นที่ผมจะนำเสนอเกี่ยวกับเรื่องนี้ผมจะเน้นเฉพาะประเด็นที่เป็นการ แก้ไขรัฐธรรมนูญ คือขณะนี้มีโอกาสแล้ว ครั้งที่แล้วเราพยายามจะแก้มาตรา ๒๕๖ เพื่อจะมี การกลับไปใช้ สสร. เหมือนปี ๒๕๔๐ แบบที่เคยทำกันไว้ ท่านบรรหารก็มีส่วนอยู่ เป็นอย่างมากนะครับ เป็นฉบับประชาชนฉบับนั้น แต่ไม่สำเร็จ ขณะนี้มีโอกาสแล้ว บ้านเมือง ก็ค่อย ๆ ดีขึ้น แม้มีโอกาสเพียงเล็กน้อยเราก็จะทำ ดังนั้นเราก็เลยไปร่วมลงชื่อกัน ประเด็นที่ จะพูดถึงต่อไปนี้จะเป็นการเน้นถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เกิดผลบวกต่อประเทศชาติ และประชาชนเป็นสำคัญ ท่านประธานครับ คือทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง โดยผมจะเน้นนะครับ การเพิ่มอำนาจให้ประชาชนในการมีส่วนในการจัดการเรื่อง แผนยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งเรื่องนี้จนถึงขณะนี้มีอำนาจในการเปลี่ยนแปลง ในการกำหนด นโยบายของรัฐบาล ซึ่งเรื่องนี้สัมพันธ์กับประชาชนโดยตรง แล้วก็มีปัญหาในส่วนนี้อยู่ จำเป็นต้องมีการแก้ไข ที่จริงแล้วผมแย้งเรื่องนี้มาตลอดตั้งแต่สมัย สปท. ประเด็นที่ ๒ จะมี การพูดถึง มีการเน้นการปกครองตนเองของประชาชน ในการปกครองตนเองคือการกระจาย อำนาจ และในประเด็นที่ ๓ ท่านประธานที่เคารพครับ ก็คือย้อนไปมาตรา ๒๕๖ อีกครั้งหนึ่ง ครั้งนี้เราไม่เสนอนะครับ เพราะคิดว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ในการแก้ทั้งฉบับคือ สสร. แต่เรา จะขอในที่พอจะขอได้ ก็คือมาตรา ๒๕๖ โดยการลดกับดักหรือลดโครงสร้างที่ว่าจะต้อง ติดล็อคโดย ๑ ใน ๓ ของวุฒิสมาชิกตรงนี้ จะขอแก้ไขตรงนี้นะครับ เพราะเป็นเงื่อนตาย ทำให้ไม่สามารถแก้ไขได้เลย เหตุที่ทำเรื่องนี้นอกจากว่าเราจะมีการแก้ไขไปในอนาคต ที่จำเป็นแล้ว เรื่องนี้มีผลลบท่านประธานครับ ก็คือมีผลลบทำให้มันเกิดมีแรงกดดันทาง การเมือง ซึ่งเชื่อว่าจะนำไปสู่ปัญหาวิกฤติรัฐธรรมนูญได้ และจะนำไปสู่ความรุนแรง ทั้งทางด้านการเมือง การบริหารประเทศ อันจะนำมาซึ่งความสูญเสียต่อประเทศชาติ และประชาชนได้อย่างง่ายดายท่านประธานครับ ส่วนประเด็นอื่น ๆ ใน ๗ ประเด็นนั้นก็มี การกล่าวถึงไปบ้างแล้ว แล้วก็จะมีการกล่าวถึงต่อจากนี้อีก ผมจะไม่พูดในประเด็นเหล่านั้น นะครับ เช่น ประเด็นการเลือกตั้งหรืออื่น ๆ ท่านประธานครับ ประเด็นที่จะขอเน้น ๓ หลักการสำคัญที่ว่าแล้วก็คือว่าการศึกษา ซึ่งยืนยันนะครับท่านประธานว่าเราได้ข้อสรุป ที่ตกผลึกแล้วมาจากการศึกษาของกรรมาธิการวิสามัญที่มีการศึกษาเรื่องนี้ ผมอยู่ ในกรรมาธิการชุดนั้นด้วย เราทำไว้หมด ยกเว้นหมวด ๑ กับหมวด ๒ เราพบว่าปัญหา รัฐธรรมนูญนี้มีในทุกหมวดทุกมาตรา มีตั้งแต่เรื่องเสรีภาพของประชาชน สิทธิของเขา เรื่องปัญหารัฐสภา ก็มีปัญหา เรื่องศาล ก็มีปัญหา มีปัญหาในทุกหมวด ท่านประธานครับ แต่ตรงนี้คัดเอาเฉพาะที่สำคัญ ๆ ที่ตกผลึก แล้ว ที่เกี่ยวเนื่องกับประชาชนตามที่ว่าแล้ว

หลักการแรก คือข้อผูกมัดจากกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ติดอยู่กับบทบัญญัติ ว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติ มาตรา ๖๕ ซึ่งเรื่องนี้ทำให้ประเทศไม่สามารถปรับเปลี่ยนนโยบาย มาตรการ ตลอดจนงบประมาณไปผูกไว้หมด ให้สอดคล้องกับปัญหาที่เกิดขึ้นได้ ซึ่งผลลบ ที่เกิดขึ้นคือทำให้ประเทศต้องเสียโอกาสในการปรับปรุงแนวทางในการบริหารประเทศ ในภาวะวิกฤติ อันสร้างปัญหายิ่งใหญ่ในเชิงบริหาร ต้องสูญเสียโอกาสทั้งภาครัฐ ภาคประชาชน จำเป็นต้องมีการแก้ไขเรื่องนี้ให้มีความอ่อนตัวมากกว่านี้ เราไม่ได้เสนอ ให้ยกเลิก คือจริง ๆ แล้ว ช่วงที่มีการยกร่างยุทธศาสตร์ชาติขึ้นมา สู้กันมาตลอด ผมอภิปราย ไม่เห็นด้วย ผมเคยพูด ณ ที่นี้แล้วว่าไม่ควรจะทำยาวแบบนั้น ไปคุยกันที่กระทรวงกลาโหม ก็มีการเสนอ ปรากฏว่า ขอเอ่ยชื่อท่าน ท่านชัยชาญ ช้างมงคล เป็นประธานอยู่ตอนนั้น เราเสนอกันว่าทำ ๒๐ ปีไม่ได้หรอก เขามีการแก้ไข ท่านประธานครับ มีการเปลี่ยนแปลง อยู่ว่า ณ ที่นั้นว่าให้มีเป็น ๕ ปี ๕ ปี ๕ ปี ก็คือ ๒๐ ปี ไม่เป็น ๒๐ ปี แต่เป็น ๕ ปีต่อกัน ๔ ครั้ง สามารถเปลี่ยนแปลงได้ แต่ท่านประธานครับ ผมได้แย้งในที่ประชุมว่าที่ว่า เปลี่ยนแปลงนั้นไม่จริง เพราะในพระราชบัญญัติยุทธศาสตร์ชาติมีการกำหนดไว้ ในมาตรา ๑๑ ให้มีการเปลี่ยนแปลงทุก ๕ ปี แต่ท่านประธานครับ ผู้ที่เปลี่ยนแปลงได้ ไม่ใช่สภา ไม่ใช่ใคร เป็นคณะกรรมการเขตยุทธศาสตร์ชาติ ผมยังแย้งไว้ตอนนั้นว่า การที่ว่า เราจะให้กรรมการเป็นคนแก้ เขาเป็นคนเขียน และเขาจะแก้โดยเหมือนยอมรับผิดต่อปัญหา ที่เกิดขึ้นหรือ เป็นไปได้หรือ เราถึงเห็นว่าตั้งแต่บัดนั้นจนบัดนี้ ยังไม่มีการแก้เลย เพราะฉะนั้นเขียนไว้ว่าแก้ได้ แต่ในความเป็นจริง ไม่ได้แก้ ทบทวนอีกครั้งครับ คือไม่ได้ ๒๐ ปีแล้ว แต่ภาพที่ปรากฏ รัฐพยายามทำให้เห็นว่า ๒๐ ปี แล้วส่งผลต่ออะไร ส่งผล ให้ระบบราชการก็ดี ระบบงบประมาณก็ดี เชื่อว่า ๒๐ ปี ที่จริงแล้วเป็น ๕ ปี ๕ ปี ๕ ปี ก็ไม่บอกให้แจ้ง แล้วก็ไปผูกเรื่องงบประมาณไว้ตามนี้นะครับ ไปผูกไว้หมด เรื่องการ ปฏิรูปประเทศอะไรผูกไว้หมด ซึ่งมีปัญหา ดังนั้นตรงนี้ต้องมีการแก้ไข

ท่านประธานที่เคารพครับ ประเด็นหลักการที่ ๒ คือการกระจายอำนาจ ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นฉบับที่คิดว่าประชาชนควรจะได้สิทธิเกี่ยวกับหลักนี้ว่า ควรจะมีสิทธิ ในการตัดสินใจเองในเรื่องของท้องถิ่น ตัดสินเรื่องถิ่นที่อยู่ของเขา มีอำนาจในการบริหาร ท้องถิ่น จัดการกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ชุมชนตามสมควร ไม่ใช่เกือบทั้งหมด ท่านประธานครับ ถูกยึดถือมาอยู่ส่วนกลาง แล้วก็มอบไปให้เป็นเหมือนกับว่าฝ่ายที่มี ผู้ปกครองเห็นว่าควรจะให้อะไรก็ให้ไป ที่จริงแล้วอำนาจในการปกครองเป็นของประชาชน มาตั้งแต่ต้น ไม่ใช่เป็นของใคร มารวบเอาไว้ส่วนกลาง เหมือนกับเราให้ไปเหมือนได้บุญ มันไม่ใช่อย่างนั้นท่านประธานครับ โดยร่างรัฐธรรมนูญที่จะขอแก้ไขในนัยนี้ ในหลักการนี้ ก็คือหมวด ๑๔ นะครับ ว่าด้วยการปกครองท้องถิ่นในหลายมาตรานะครับ ในร่างที่เสนอไป ตั้งแต่มาตรา ๒๔๙ ถึง ๒๕๔ ในประเด็นหลักการนี้ หลักการต่อมา เป็นหลักการทางการเมือง นั่นก็คือการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่สามารถกระทำได้จริง ตามสมควรแก่เหตุ ไม่ใช่เขียน ผูกเอาไว้และแก้ไขได้เลยด้วยกลไกเสียงข้างน้อย ท่านประธานครับ สามารถชนะหรือล็อก (Lock) เสียงส่วนมากไว้ได้นะครับ ก็คือว่า ๑ ใน ๓ นั่นเอง ซึ่งไม่มีสารบบการเมืองที่ไหน ที่เขียนไว้แบบนี้นะครับ สถานการณ์แบบนี้จะต้องมีการผ่อนคลายนะครับ จัดสัดส่วน การแก้ไขให้เหมาะสมก่อนที่จะเกิดปัญหาความขัดแย้งที่รุนแรงเกิดขึ้นอีกนะครับ อันจะทำ ให้เกิดรัฐประหารขึ้นมาได้ด้วยการอ้าง สมมุติจะแก้รัฐธรรมนูญก็แก้ไม่ได้ เขาก็อ้างเรื่องนี้ ทำรัฐประหารเพื่อฉีกรัฐธรรมนูญขึ้นมาอีก เกิดขึ้นได้เพราะเกิดขึ้นมาจะ ๒๐ ครั้งแล้ว ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญตรงนี้ในหลักการนี้จะขอแก้ไขรัฐธรรมนูญในหลักการของ มาตรา ๒๕๖ ว่าให้มีการปรับปรุงเรื่องโครงสร้างต่าง ๆ ซึ่งเราจะเสนอนะครับ

ปัญหาเรื่องบทบัญญัติที่มีอยู่ ผมเน้นประเด็นว่าเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ อย่างที่กล่าวแล้ว เราเขียนยุทธศาสตร์ชาติเป็นความบกพร่องที่มีการกำหนดไว้ ทำภาพให้อยู่ เหมือนว่าเราคุมได้ ๒๐ ปี เราคุมไม่ได้ท่านประธานครับ ประเทศเรามีประชากร ๗๐ ล้านคน แค่โควิด (COVID) วัคซีนเราก็ลำบากลำบน เราต้องซื้อ อย่างในประเทศใหญ่ ๆ ประเทศจีนนี่ เขาผลิตได้ ประเทศสหรัฐอเมริกาก็ผลิตได้ เราเป็นประเทศเล็กเราอยู่ปลายน้ำ เราไปกำหนด เรื่องราวกำหนดการเดินทางของประเทศหลาย ๆ ปี เราทำไม่ได้แน่ ๆ นะครับ ซึ่งตรงนี้ จะต้องมีการแก้ไข

ท่านประธานครับ ปัญหาประเด็นต่อมาก็คือหมวด ๑๔ เรื่องการ ปกครองท้องถิ่น ท่านประธานทราบไหมครับว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ คำว่า กระจายอำนาจ แม้แต่คำเดียวก็ไม่มีในรัฐธรรมนูญ ดังนั้นการแก้ไขตรงนี้ก็จะต้องมีการแบ่งอำนาจ แล้วก็อันที่ ๒ ท่านประธานครับ กฎหมายว่าด้วยเรื่องบทบัญญัติเกี่ยวกับขั้นตอน การกระจายอำนาจในการเกี่ยวข้องระหว่างของรัฐบาลกลางกับท้องถิ่นไม่มีกฎหมายนี้ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มีท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็มี แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่มี ประเด็นต่อมาก็คือว่าเรื่องผู้บริหารขาดความชัดเจน หมายความว่าตามรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ผู้บริหารสามารถมาจากการแต่งตั้งก็ได้ ซึ่งจริง ๆ ต้องมาจากการเลือกตั้งเท่านั้น ก็ทำให้มีปัญหาเป็นอย่างมากและประชาชนเองก็ไม่มีสิทธิในการตรวจสอบ

สุดท้ายท่านประธาน กระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่ ๑ ใน ๓ ตรงนี้ มีปัญหาเยอะก็เป็นที่ทราบแล้ว แล้วก็ประสบการณ์คราวที่แล้วก็ทราบว่าเราไปไม่ได้ ผมเสนอครับท่านประธาน ใน ๓ ประเด็นที่ว่าในสถานการณ์ที่เราเหมือนเดินอยู่บนคมมีด ประเทศขณะนี้นะครับ ก็คือ

๑. ขอให้รัฐสภาแห่งนี้ร่วมกันแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ไปตามสถานการณ์ แล้วแต่ว่าเราจะอยู่ส่วนไหนนะครับ คือพยายามแก้ไขที่เห็นว่าดี ไม่ว่าอย่างไรมันก็จะดีขึ้นกว่าเดิม

๒. ก็คือว่าโดยนัยแห่งการแก้ไขปัญหานั้นให้เน้นเรื่องปัญหาของประชาชน เป็นหลักที่ผมได้กล่าวแล้ว เรื่องการให้ประชาชนมีอำนาจในการกำหนดนโยบายในการ บริหารประเทศของตัวเองได้ก็คือยุทธศาสตร์ชาติ

ประเด็นที่ ๒ ที่เสนอแล้วก็คือว่ามุ่งเน้นการกระจายอำนาจให้กับประชาชน ที่ได้กล่าวแล้ว เพื่อให้ประชาชนมีอำนาจในการดูแลตัวเอง ดูแลท้องถิ่นตัวเอง

และสุดท้ายเรื่องนี้ต้องขอกับท่านวุฒิสมาชิก ขอให้ท่านได้ละวางกุญแจ ดอกสำคัญที่ท่านถืออยู่ขณะนี้คือการต้องมีเสียงเห็นชอบไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๓ ของสภาท่าน ตรงนี้มันไม่เป็นประชาธิปไตยมากนะครับ ขอให้กลับไปใช้เสียงเห็นชอบร่วมกันของ ๒ สภา ซึ่งท่านประธานครับ ถ้าท่านประธานจำได้ในการพิจารณาคราวที่แล้วกรรมาธิการเสนอมา ๓ ใน ๕ ท่านประธานจำได้นะครับมีการโหวต (Vote) กัน แล้วท่านวุฒิสมาชิกเสนอขอ แปรญัตติ ท่านบอกว่า ๓ ใน ๕ น้อยเกินไป ท่านเสนอให้เป็น ๒ ใน ๓ ขณะนี้เรายอมท่าน แล้วนะครับ ขอว่าเป็น ๒ ใน ๓ ตามที่ท่านขอแปรญัตติไว้ เพราะสัดส่วนตรงนี้ สภาผู้แทนราษฎรเราจะต้องได้เสียง ๕๐๐ เต็มถึงจะแก้ได้ ก็ไม่เป็นอะไร เราเอาที่ท่านสบาย ใจเลย เพราะฉะนั้นจุดตรงนี้อยากให้ผ่อนคลายลงมามันจะเป็นประโยชน์มาก เพราะว่า มันเป็นการลดเพรสเชอร์ (Pressure) ลดแรงกดดันทางการเมือง ลดความขัดแย้งนะครับ แล้วจะนำไปสู่ความสงบของประเทศ ซึ่งขณะนี้ประเทศของเราไม่ต้องการความขัดแย้ง อีกแล้ว เราเจอกับโควิด (COVID) ท่านประธานครับ วันนี้ก็หลายรายแพร่กระจายไปทั่ว เราต้องการจะมีความสมานสามัคคี ดังนั้นจุดตรงนี้มันจะเป็นภาพที่ลดความขัดแย้งลงได้ ก็อยากจะขอความกรุณาให้รัฐสภาแห่งนี้ช่วยกันสนับสนุนร่าง โดยเน้นร่างที่เกี่ยวกับ ประชาชนตามที่กล่าวแล้ว ขอกราบขอบพระคุณครับท่านประธาน

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณนะครับ ต่อไปคุณเฉลา พวงมาลัย หลังจากนั้นจะเป็นท่านชวลิต วิชยสุทธิ์ แล้วท่านวีระกร คำประกอบ แล้วเป็น คุณคำนูณ สิทธิสมาน ขอเรียนล่วงหน้าเพื่อจะได้เตรียมตัวครับ

นายเฉลา พวงมาลัย สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาและสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติครับ ผม เฉลา พวงมาลัย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ ผมมีประเด็นข้อสังเกตการอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ในครั้งนี้ มีมาตรา ที่ผมมีประเด็นอภิปรายดังนี้ครับ คือมาตรา ๑๔๔ การปรับปรุงแก้ไขงบประมาณ และใช้งบประมาณในส่วนทางราชการ และโดยกลับไปใช้เช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ผมคิดว่าการที่เราในนามรัฐสภาเข้าไปแทรกแซงในส่วนที่ข้าราชการเขา ปฏิบัติหน้าที่อยู่แล้ว ในส่วนนี้ผมเห็นว่าควรที่จะเป็นหน้าที่ของทางราชการบริหาร ทางราชการต่อไปนะครับ แล้วก็มาตรา ๑๘๕ จากการลงพื้นที่ เราได้พบพี่น้องประชาชน ทุกท่านได้บ่นเป็นเสียงเดียวว่า ทำไม ส.ส. และ ส.ว. ถึงมีการเอาร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เข้าสภา เพื่ออะไร ดูพี่น้องประชาชนยากลำบากขนาดนี้ เนื่องจากโรคโควิด (COVID) ระบาด ทำไมถึงไม่แก้ปัญหาชีวิตของพี่น้องประชาชน ขณะนี้ทางรัฐสภาเราจะแก้แต่รัฐธรรมนูญ ผมถามถึงท่านประธานว่าทำไมถึงได้เห็นความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนเป็นที่ตั้ง แต่ขณะนี้ดูแล้วทางรัฐสภาคิดแต่แก้รัฐธรรมนูญ ผมจึงมีข้อเสนอดังนี้ครับ ข้อที่ ๑ มาตรา ๑๔๔ มาตรา ๑๘๕ และมาตรา ๒๕๖ การเข้าไปแทรกแซงข้าราชการประจำ ถือว่า บ่อนทำลายของชาติ ทำให้ราชการไม่มีความมั่นคง และการแทรกแซงงบประมาณ การลง พื้นที่ในหลาย ๆ ปีที่ผ่านมา ผมเฝ้าสังเกตเหตุการณ์การติดตามของ ส.ส. ที่ลงพื้นที่ เอางบประมาณไปลง ปัญหาตามมาก็คือส่วนมากจะเห็นแก่พวกพ้อง แล้วก็หัวคะแนน เป็นส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ผมขอวิงวอนท่านประธานว่าลองดูประเด็น ตรงนี้ ล่ะครับ จะทำอย่างไรที่จะแก้ปัญหาในการทุจริตในครั้งนี้ แล้วก็การแทรกแซงข้าราชการ ประจำ เป็นที่ตั้งอยู่ในส่วนนี้ เห็นอยู่แล้วว่าถ้าพรรคไหนหรือ ส.ส. ท่านไหนเข้าไปมีส่วนร่วม ในกระทรวงนั้น ๆ ถ้ามีการทุจริต ในฐานะผมเป็นข้าราชการ ผมเฝ้าดูว่านักการเมืองทำไมถึง ทำแบบนี้ในส่วนนี้ ไม่ได้เจตนาที่ไปว่าท่านใด ถือว่าในรัฐสภาผู้ทรงเกียรติ เราสามารถ อภิปรายในครั้งนี้ได้ เพราะฉะนั้นในส่วนนี้เราทำอย่างไร แม้กระทั่งการย้ายข้าราชการ แล้วก็ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้บริสุทธิ์ยุติธรรม ผมเชื่อครับว่าท่านประธานชวน หลีกภัย เป็นผู้ที่บริสุทธิ์ยุติธรรม แต่สมาชิกรัฐสภาท่านอื่นผมไม่มั่นใจครับ เพราะฉะนั้น สุดท้ายนี้ผมมีมาตรา ๒๗๒ เวลาวุฒิสภา การลงพื้นที่ ถามว่า ส.ส. ที่จะมาร่วมกับสมาชิก วุฒิสภาในครั้งนี้ ผมเห็นดีด้วยครับ เพื่อที่จะเข้าไปแก้ไขพี่น้องประชาชนได้ถูกจุดในส่วนนี้ สุดท้ายท่านไม่ต้องปิดสวิตซ์ (Switch) ผมหรอกครับ ถึงเวลาผมก็ไปตามบทเฉพาะกาล ขอบคุณท่านประธานที่เคารพครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ผมเรียนข้อสังเกต นิดเดียวนะครับ พวกเราต้องหลีกเลี่ยง อย่าไปเหมาครับ อย่าไปเหมาไม่ว่าองค์กรใด สถาบันใดครับ ความดีความไม่ดีบางทีไม่รู้ตัวบุคคลครับ ต่อไปท่านชวลิตครับ

นายชวลิต วิชยสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครพนม 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายชวลิต วิชยสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด นครพนม พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา พรรคเพื่อไทยได้ยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญจำนวน ๔ ร่าง ซึ่งกระผมได้รับมอบหมายให้อภิปรายร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับ สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมจะเข้าประเด็นเหตุผลในการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นดังกล่าวซึ่งถือเป็นหัวใจ สำคัญของปัญหาและเป็นปัญหาหลักที่ทำให้ระบบการเมืองไม่มีเสถียรภาพ ไม่ได้รับความ เชื่อมั่น นั่นก็คือเรามีรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย มีรัฐธรรมนูญที่สร้างกติกาที่ไม่ เป็นธรรม เอารัดเอาเปรียบกันซึ่งหน้าอย่างไม่อายใคร เอารัดเอาเปรียบกันอย่างที่ไม่มี ประเทศไหนในโลกเขาทำกัน นอกจากประเทศไทย หรือเรียกได้ว่าไทยแลนด์โอนลี (Thailand Only) เท่านั้น ความเชื่อมั่นของประเทศจึงหดหาย ไม่มีใครอยากคบค้า สมาคมด้วย

ท่านประธานที่เคารพครับ เป็นที่ทราบกันดีว่ารัฐบาลพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้ามาบริหารประเทศในครั้งแรกเลยนะครับโดยการรัฐประหาร เมื่อ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ฉีกรัฐธรรมนูญ ใช้คำสั่ง คสช. และรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวบริหาร ประเทศในระยะแรก จากนั้นจึงร่างรัฐธรรมนูญเพื่อการสืบทอดอำนาจ วางกฎกติกาต่าง ๆ อย่างสลับซับซ้อนเพื่อการสืบทอดอำนาจดังกล่าว ที่สำคัญก็คือให้แก้ไขรัฐธรรมนูญได้ยาก ยกเว้นถ้าจะแก้ไขได้ก็ต้องแก้เพื่อประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง ท่านประธานที่เคารพ ครับหัวใจของการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่กระผมได้รับมอบหมายให้อภิปรายในครั้งนี้ก็คือ สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญในการต่อต้านการรัฐประหารโดยสันติวิธี พรุ่งนี้วันที่ ๒๔ มิถุนายน เป็นวันเปลี่ยนแปลงทางการเมืองการปกครองครั้งสำคัญซึ่งเกิดขึ้นในปี ๒๔๗๕ จะเวียนมา บรรจบครบรอบอีกปีหนึ่งในวันพรุ่งนี้ เราเริ่มมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขใน ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ แต่ ๙๐ ปีประชาธิปไตยการเมือง การปกครองของไทยอยู่คู่กับการทำรัฐประหาร สลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนนับตั้งแต่ปี ๒๔๗๕ จนถึงปัจจุบัน ประเทศไทยมีการทำรัฐประหารถึง ๑๓ ครั้ง มีกบฏ ๑๑ ครั้ง ถือเป็นสถิติที่ติด อันดับโลก แต่เป็นสถิติที่ในทางที่ไม่ดีนะครับ ไม่ใช่สถิติในทางที่ดีเพราะทำให้บ้านเมืองไม่ได้ รับความเชื่อมั่น โดยการรัฐประหารครั้งล่าสุดอย่างที่ผมได้กราบเรียนไปแล้วก็คือเมื่อ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ แล้วก็สร้างกติกาเพื่อการสืบทอดอำนาจดังกล่าว ขณะนี้เราในฐานะ สมาชิกรัฐสภากำลังหาทางออกร่วมกันสร้างให้กติกาของประเทศเป็นประชาธิปไตย มีความ เป็นธรรม ไม่เอารัดเอาเปรียบกัน

ท่านประธานที่เคารพครับเหตุผลสำคัญที่จำเป็นต้องเสนอร่างแก้ไข รัฐธรรมนูญในประเด็นนี้ก็เพราะการรัฐประหารส่งผลให้ประเทศถอยหลังเข้าคลอง ถ้ายิ่งเกิดการรัฐประหารบ่อย ๆ จนติดอันดับโลกดังกล่าวก็อาจถูกกล่าวหาว่าเป็นบ้านป่า เมืองเถื่อน ใช้กำลังอาวุธเข้าประหัตประหารกันเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ กระผมเคยอภิปราย เคยยกตัวอย่างในสภาแห่งนี้ว่า เพราะการรัฐประหารส่งผลให้ประเทศไทยล้าหลัง ตามประเทศเพื่อนบ้านไม่ทัน ยกตัวอย่างครับท่านประธาน เห็นชัด ๆ ประเทศไทยเคยส่งทหารไปช่วยประเทศเกาหลีรบในสงครามเกาหลีในปี ๒๔๙๓ หรือเมื่อ ๗๒ ปีที่ผ่านมา สงครามเกาหลีส่งผลให้บ้านเมืองของเกาหลีแหลกลาญ บ้านแตกสาแหรกขาด แต่ปัจจุบันครับท่านประธาน ผ่านมา ๗๒ ปีเกาหลีทิ้งเราไม่เห็นฝุ่น จากที่ประเทศไทยเคยส่งทหารไปช่วยรบ ปัจจุบันรัฐบาลนี้โดยกระทรวงกลาโหมของไทย ยังต้องสั่งซื้อเครื่องบินฝึกรบจากประเทศเกาหลีใต้ ไม่นับสินค้าอื่น ๆ มากมายนับไม่ถ้วน ที่เกาหลีส่งมาขายประเทศไทย เช่น รถยนต์ โทรศัพท์ ทีวี ตู้เย็น มากมายจริง ๆ ครับ ท่านประธาน ของไทยผลิตอะไรเองได้บ้าง น้อยมากครับ เพราะอะไร เพราะบ้านเมือง ของเรามันไม่ต่อเนื่องทางด้านประชาธิปไตย รัฐบาลที่เข้ามาโดยการรัฐประหารมักจะอ้าง สวยหรูถึงวัตถุประสงค์หรือเหตุผลไว้สวยหรู แต่ไม่สามารถทำได้ ที่สำคัญมักสร้างกติกา เพื่อการสืบทอดอำนาจและแก้ไขได้ยากดังที่กราบเรียนไปแล้ว จึงนับเป็นอุปสรรคอย่างยิ่ง ต่อการพัฒนาประเทศ จากเหตุผลดังกล่าวพวกกระผมจึงมุ่งมั่นที่จะเสนอแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญ โดยเพิ่มมาตรา ๔๙/๑ เป็นสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญในการต่อต้านการรัฐประหาร โดยสันติวิธี ซึ่งมีสาระโดยสรุปดังนี้ครับท่านประธาน ๑. การทำรัฐประหารและ การนิรโทษกรรมให้แก่ผู้กระทำการรัฐประหารจะกระทำมิได้ ๒. ห้ามศาล หน่วยงานของรัฐ และเจ้าหน้าที่ของรัฐยอมรับต่อการทำรัฐประหารและความผิดจากการกระทำรัฐประหาร มิให้มีอายุความ ๓. บุคคลย่อมมีสิทธิต่อต้านการรัฐประหารโดยสันติวิธี ๔. การปฏิเสธ ไม่ยอมรับอำนาจที่ได้จากการรัฐประหารให้ถือเป็นประเพณีการปกครอง ท่านประธานที่ เคารพครับ ณ ขณะนี้เราควรเดินไปข้างหน้า ที่ผ่านมารัฐประหารควรเป็นครั้งสุดท้าย ไม่ควรมีอีกแล้ว จากนี้ไปถ้าเรามาร่วมกันวางอนาคตให้ลูกหลานด้วยกติกาประชาธิปไตย ที่เป็นธรรมก็จะได้ร่วมกันสร้างคุณูปการให้กับบ้านเมืองในช่วงบั้นปลายของชีวิต หากสมาชิกรัฐสภาในฐานะผู้แทนปวงชนชาวไทยไม่ร่วมกันถือโอกาสนี้วางกติกาต่อต้าน การรัฐประหาร อำนาจนิติบัญญัติซึ่งท่านประธานเป็นประมุขท่านประธานที่เคารพครับ รัฐสภาของเราซึ่งสร้างด้วยเงินงบประมาณมหาศาลถึง ๑๒,๐๐๐ ล้านบาทจะไม่มีความหมาย ใด ๆ เลยที่ประเทศไทยจะมีตึกรัฐสภาที่ใหญ่โตมโหฬารพันลึก แต่ถูกกระทำย่ำยี ฉีกรัฐธรรมนูญครั้งแล้วครั้งเล่าจนเป็นวงจรอุบาทว์ซ้ำซาก กระผมจึงหวังเป็นอย่างยิ่ง ที่จะเห็นสมาชิกรัฐสภาร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์ในการแก้รัฐธรรมนูญประเด็นนี้ อย่างพร้อมเพียงกัน

ท่านประธานที่เคารพครับในประเด็นที่ ๒ ในร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้สาระสำคัญกำหนดไว้ในมาตรา ๘ บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในรับบริการสาธารณสุข ที่เหมาะสมและได้มาตรฐาน และได้รับหลักประกันสุขภาพโดยถ้วนหน้า ประเด็นสิทธิ เสมอกันในการรับบริการสาธารณสุขกำลังเป็นประเด็นที่ประชาชนคนไทยกำลัง ประสบปัญหา ในการบริหารจัดการของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาการระบาดของไวรัสโควิด (Virus COVID) โดยเฉพาะการบริหารจัดการวัคซีนที่ไร้ประสิทธิภาพ วัคซีนเป็นเครื่องมือหรือเป็นปัจจัย สำคัญยิ่ง ที่ถือเป็นหัวใจเลยก็ว่าได้ ที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนทั้งด้านสุขภาพ และด้านเศรษฐกิจ แต่รัฐบาลกลับสร้างความผิดหวังให้กับประชาชนซ้ำซากและเกิดความ สงสัย ความคลางแคลงใจในความโปร่งใสในการจัดหาวัคซีน รวมทั้งการรวบอำนาจ ไปอยู่ที่นายกรัฐมนตรี มีเหตุผลอะไรถึงทำเช่นนั้น ความบกพร่องที่เห็นได้ชัดขณะนี้ครับ ท่านประธาน เห็นได้จากหมอพร้อม แต่วัคซีนไม่พร้อม ประชาชนประสบปัญหา เหมือนกันหมดทั่วประเทศ ยกตัวอย่างจังหวัดที่กระผมอยู่คือนครพนม เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ครับท่านประธาน กระผมตรวจสอบการส่งวัคซีนรอบ ๒ เข้าจังหวัดนครพนม ทั้งจังหวัด ๑๒ อำเภอ ได้เพียง ๔๐๐ โดส ย้ำนะครับท่านประธาน ๔๐๐ โดส ในขณะที่ลงทะเบียนไว้ นับหมื่น ๆ คน ทั้งหมด ทั้งหมอทั้งประชาชนจึงบ่นกันพึม ชีวิตความปลอดภัยแขวนอยู่บน เส้นด้าย นี่เป็นประเด็นหนึ่งของความไม่เท่าเทียมจากการบริหารจัดการที่ไร้ประสิทธิภาพ จำเป็นจะต้องวางกติกาให้ชัดเจนในรัฐธรรมนูญเพื่อกระตุ้นผู้รับผิดชอบให้ปฏิบัติตาม รัฐธรรมนูญ ท่านประธานที่เคารพครับ อีกประเด็นหนึ่งซึ่งสังคมวิพากษ์กันมากจนนำมาสู่ การกำหนดสิทธิเสมอกันในรัฐธรรมนูญก็คือการผูกขาดวัคซีน มีประเด็นที่สังคมวิพากษ์กัน อย่างกว้างขวางว่าถ้าราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ไม่นำเข้าวัคซีนซิโนฟาร์ม (Sinopharm) ประเทศ ไทยก็คงจะมีแต่วัคซีน ๒ ชนิดคือ ซิโนแวด (Sinovac) และแอสตราเซเนกา (AstraZeneca) จึงถูกครหาว่าผูกขาดวัคซีนเพียงบางชนิดหรือไม่ ที่สำคัญการจัดสรรวัคซีนก็ไม่เสมอหน้ากัน จากเหตุและผลดังกล่าว พรรคเพื่อไทยจึงจำเป็นจะต้องวางกติกากำหนดไว้ให้ชัดเจนใน รัฐธรรมนูญ ให้ประชาชนได้รับสิทธิเสมอกันที่เป็นธรรมในการรับบริการสาธารณสุขจากรัฐ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ท้ายที่สุดกระผมมีข้อสังเกตกรณีมีการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๑๔๔ และมาตรา ๑๘๕ ซึ่งคุณหมอชลน่านได้กล่าวนำไปบ้างแล้ว ปรากฏว่าได้มีสมาชิกรัฐสภา หลายท่านทักท้วงว่าร่างแก้ไขดังกล่าวขัดต่ออนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้าน คอร์รัปชัน มีการเจรจากันครับท่านประธาน ตามข่าว โดยผู้เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๔ มาตรา ๑๘๕ ขอให้รับวาระที่ ๑ ไปก่อน แล้วจะแก้ไขให้ในชั้นกรรมาธิการ กระผมมีข้อสังเกตว่าสมาชิกรัฐสภาจะรับสิ่งที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญไปก่อน แล้วไปขอแก้ไข ในชั้นกรรมาธิการนั้นเป็นสิ่งที่ชอบหรือไม่ เพราะรับหลักการและเหตุผลไปเช่นนั้น แล้วจะไป แก้หลักการและเหตุผลในภายหลังได้อย่างไรหรือไม่ ขออนุญาตฝากไว้เป็นข้อสังเกตครับ ขอบคุณครับท่านประทาน

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เนื่องว่าพรรคเพื่อไทยได้ขอต่อเนื่อง นะครับ ต่อไป ท่านวิสาร เตชะธีราวัฒน์ แล้วหลังจากนั้นจะเป็นท่านวีระกรครับ เชิญครับ

นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย 🔗

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม วิสาร เตชะธีราวัฒน์ ส.ส. เชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้ผมจะพยายามขอความร่วมไม้ร่วมมือ แล้วก็จะพยายามพูดด้วยเหตุด้วยผล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในนามของพรรคเพื่อไทย เราจะ ขอแก้รัฐธรรมนูญ ท่านประธานเรามีสไลด์ (Slide) ผมขออนุญาตท่านประธานไว้ประมาณ สัก ๙ แผ่น เรื่องแรกที่ทางพรรคเพื่อไทยเราจะขอรายละเอียดเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เราจะมี ๔ เพิ่ม ๓ ห้าม ๒ แก้ แล้วก็ ๒ ยกเลิก รายละเอียดทั้งหมดนี้ก็คือ ๔ ๓ ๒ ๒ นะครับ ผมเองได้รับมอบหมายให้อภิปรายในร่างของท่านผู้นำฝ่ายค้าน ท่านสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ และคณะพรรคเพื่อไทย ร่วมกันกับพรรคร่วมฝ่ายค้าน ในร่างฉบับที่ ๒ เกี่ยวกับเรื่องสิทธิ มนุษยธรรม เสรีภาพ แล้วก็การแก้ปัญหาเกี่ยวกับเรื่องเสรีภาพในเรื่องสาธารณสุข ตลอดจนถึงเรื่องการแก้ปัญหาเกี่ยวกับมาตรา ๓๔ มาตรา ๔๕ มาตรา ๔๗ โดยเฉพาะจะขอ แก้ไขเพิ่มเติมในมาตรา ๒๕ และมาตรา ๒๙ มาตรา ๒๙/๑ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจะขออนุญาตสไลด์ (Slide) ว่าอันแรกต้องเรียนว่าในจุดเด่นของร่างพรรค เพื่อไทยจะมีอยู่ ๒-๓ เรื่องใหญ่ ๆ ก็คือว่า นอกจากในร่างของรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับนี้ในมาตราที่ ๓ เรายังได้แจ้งเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพ หมายถึงว่าให้รวมถึงสิทธิเสรีภาพ ตามพันธกรณีและกติการะหว่างประเทศที่ประเทศไทยเราเป็นภาคีอยู่ แต่ประเด็นที่ผม อยากจะขออนุญาตแสดงความคิดเห็นก็คือในมาตรา ๔ มาตรา ๕ และมาตรา ๖ จุดเด่นของ พรรคเพื่อไทยตรงนี้ก็คือว่าเราเองจะให้ความยุติธรรมเกี่ยวกับเรื่องเสรีภาพการแสดงออก ตลอดจนถึงไม่ว่าจะเป็นกลุ่มการเมือง การบริการทางสาธารณสุข และที่สำคัญก็คือจะเป็น สิทธิในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญและการต่อต้านรัฐประหารครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)

ท่านประธานครับ ผมจะขออนุญาตท่านประธานไปถึงรายละเอียด อีกแผ่นหนึ่ง ในมาตราเกี่ยวกับเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญของปี ๒๕๖๐ มาตรา ๒๙ วรรคสอง ในคดีอาญาให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด ก่อนที่จะมีคำพิพากษา ถึงที่สุด บุคคลใดกระทำผิดจะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนผู้กระทำความผิดมิได้ สรุปก็คือว่า ตราบใดที่ยังไม่มีคำพิพากษาของศาล เราจะไปบอกว่าบุคคลเหล่านั้นกระทำความผิด มิได้ครับ ผมขออนุญาตท่านประธานสไลด์ (Slide) อาจะตัวเล็กไปนิดหนึ่งนะครับ แต่ว่าสิ่งที่ ผมอยากจะเรียนเปรียบเทียบให้ท่านประธานก็คือว่า ตั้งแต่ชั้นมัธยมพวกเราก็ได้เรียน กฎหมายมาตลอด แล้วก็ท่องมากันตลอดว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญนั้นเป็นกฎหมายสูงสุดของ ประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมายหรือข้อบังคับใดหรือการกระทำใดจะขัดหรือแย้งต่อ รัฐธรรมนูญ บทบัญญัตินั้นเป็นอันบังคับมิได้ สิ่งที่ผมอยากจะชี้ให้ท่านประธานกับทางเพื่อน สมาชิกรัฐสภาได้เห็นก็คือว่า ท่านดูบรรทัดที่ ๒ ผมขออนุญาตอ่านให้ท่านประธานดู นอกจากมาตรา ๒๙ วรรคสอง ในคดีอาญาสันนิษฐานว่าทุกคนไม่มีความผิด เป็นผู้บริสุทธิ์ ก่อน ในอันที่ ๒ มีคนที่อยู่ในเรือนจำขณะนี้จากผลวิจัย ต้องขออนุญาตขอบคุณท่าน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ปริญญา เทวานฤมิตรกุล ที่ท่านได้เอาตัวเลขข้อมูลมาแฉ ทุกวันนี้ ในเรือนจำเรามีสมาชิกที่เป็นผู้ต้องขังทั้งหมด ทั้งที่ตัดสินถึงที่สุดแล้ว และอยู่ในระหว่าง ทั้งหมด ๓๗๐,๐๐๐ คน แต่ว่าในนี้ ใน ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ก็ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ คน เป็นผู้ต้องขังในระหว่างการสอบสวน การพิจารณา การสั่งฟ้อง และการพิจารณาคดี หรือพิพากษานะครับ หมายถึงว่าพวกนี้ยังไม่ได้มีการตัดสิน แต่ว่าถือว่าจะต้องไปต้องขัง เช่นเดียวกัน ตาม พ.ร.บ. ของราชทัณฑ์ปี ๒๕๖๐ ในวรรคที่ ๓ อาจจะตัวเล็กนิดหนึ่ง แต่ผมขออนุญาตอ่านนะครับ ผู้ต้องหาและจำเลยที่ศาลไม่ให้ประกันตัว หรือให้ประกันตัว แต่ไม่มีเงินถูกปฏิบัติเป็นผู้ต้องหาเหมือนนักโทษเด็ดขาด นั่นหมายถึงอย่างไรครับ ท่านประธานครับ เท่ากับว่าผู้ต้องขังเหล่านี้จะต้องได้เข้าไปอยู่ในเรือนจำ ตัดผม ใส่ชุด ปฏิบัติตามทุกอย่าง พอถึงเวลาขึ้นมายังไม่ได้ทันถูกคำพิพากษาตัดสิน ถึงเวลาขึ้นมา ก็เหมือนกับตัวเองเป็นนักโทษ ที่แย่ซ้ำร้ายกว่านั้นก็คือทุกคนที่โดนแบบนี้จะต้องถือว่า เป็นอาชญากรรมพิมพ์ลายนิ้วมือ ตำรวจเองจะต้องส่งฟ้องไปคัดค้าน แม้กระทั่งที่สำคัญ ท่านประธานคงเห็นแล้วว่าคนแค่ไปฝากขัง สาเหตุก็เพราะว่าพนักงานสอบสวนคือตำรวจ สันนิษฐานว่าบุคคลเหล่านี้กระทำความผิด ไม่ว่าจะคดีไหนก็แล้วแต่ แต่ว่าไม่ให้ขัง บางที ไปกลั่นแกล้งเขา โดยเฉพาะไปจับกันตอนวันศุกร์เย็น ขังวันเสาร์-อาทิตย์ ถึงเวลาจะได้ออก ไปอายัดอีก ซึ่งขณะนี้พนักงานสอบสวนเอง ท่านประธานคงทราบว่าคนที่ดูแลพนักงาน สอบสวนก็คือนายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีสามารถที่จะเข้าไปดูแล เข้าไปก้าวก่ายให้คุณ ให้โทษกับพนักงานสอบสวนเหล่านี้ได้ ผมฝากท่านประธานว่าในกรณีนี้เป็นสาเหตุอันหนึ่ง ที่เราควรจะต้องแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะว่ามันเกิดความไม่ยุติธรรม ในการที่จะประกันตัวผู้ต้องหา และเกี่ยวกับการพิจารณาของศาลว่าบุคคลอย่างนั้น อย่างไม่ถูกคำพิพากษาก็ถือว่าเป็นผู้ต้องหา เป็นผู้อาชญากรรมแผ่นดินแล้ว ท่านประธาน ครับ ผมขออนุญาตเวลาเร็วมาก จะขอเรียนท่านประธานไปถึงประเด็นที่ ๒ ในมาตรา ๓๔ ของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ในฉบับนี้เราขอแก้ไขเพราะเกี่ยวกับเรื่องประเด็นในร่าง วรรคหก ครับ ในมาตรา ๖ ของร่างพระราชบัญญัติธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ได้บอกไว้ว่า บุคคล ย่อมมีเสรีภาพในการแสดงออก คิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณาและ สื่อความหมายโดยวิธีอื่น การจำกัดเสรีภาพดังกล่าวกระทำมิได้ แต่ในวรรคท้ายที่ทาง พรรคเพื่อไทยเราเสริมนะครับ บทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวจะกระทำด้วยการติชม ด้วยความเป็นธรรมมิได้ อันนี้หมายถึงว่ากฎหมายอันนี้ เขาได้ยกเว้นให้ แต่ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมอยากจะขออนุญาตท่านประธานก็คือในนี้สิ่งที่ผ่านมารัฐบาลใช้อำนาจลุแก่อำนาจ และไม่ให้ความเป็นธรรมครับ รัฐบาลชุดนี้สกัดกั้นทุกทางโดยใช้กฎหมายปิดปาก หรือที่เขา เรียกว่า สแลม ลอว์ (Slam Law) นะครับ ยัดเยียดข้อหา โดยผ่านพนักงานสอบสวน พนักงานสอบสวนอย่างที่ผมเรียนท่านประธานก็คือว่า ตำรวจ พนักงานสอบสวนก็เป็นคนที่ อยู่ใต้อาณัติของฝ่ายบริหารคือนายกรัฐมนตรี สิ่งที่ผมอยากจะเรียกร้องท่านประธานก็คือว่า ถ้าเราไม่แก้ไขกฎหมายฉบับนี้ประชาชนผู้สุจริตจะถูกติดคุกติดตารางโดยที่ใช้กฎหมา ซึ่งเล็กกว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญครับ ใช้กฎหมาย พ.ร.ก. ฉุกเฉิน พ.ร.บ. ความมั่นคง สคบ. มาเป็นเครื่องมือ สิ่งเหล่านี้จะเกิดการไม่พัฒนาประเทศชาติ ไม่พัฒนาประชาธิปไตย และที่ร้ายแรงกว่านั้นก็คือว่ามันไม่เกิดความหลากหลายในเรื่องแนวคิดแนวทาง ในการที่จะพัฒนา เพราะเรายังอยู่ในอำนาจที่เผด็จการใช้อยู่ครับ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตท่านประธานอีกสัก ๒-๓ นาทีนะครับถ้าเลยเวลา เนื่องจากประเด็นที่ผมเตรียม มาเป็นประเด็นที่เกี่ยวกับ เรื่องสาธารณสุขอีกอันหนึ่งนะครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เชิญเลยครับ

นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

ในมาตรา ๓๔ (๑) ประเด็นที่ผมจะขออนุญาตนำเรียนท่านประธานก็คือการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ (ฉบับที่..) มาตรา ๓๔ ขณะนี้อย่างที่เพื่อนสมาชิกได้แสดงความคิดเห็นไปก่อนหน้านี้แล้วว่า การที่จะให้เสรีภาพในการที่จะรักษาพยาบาลเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน มาตรา ๓๔ ท่านได้แจ้งไว้ ว่าบุคคลต้องมีความเท่าเทียมกันและมีความเสมอภาคกันในกรณีที่จะได้รับ การรักษาพยาบาล แต่ท่านประธานครับ ท่านประธานลองดูสิว่าทุกวันนี้ เช้าเมื่อวานวันที่ ๒๒ มิถุนายน มีคนเสียชีวิต ๕๑ คนจากโควิด (COVID) ตัวเลขป่วยสะสมตอนนี้ ๒๒๘,๐๐๐ กว่าคนนะครับ และที่อยากให้ท่านประธานได้เห็นข้อมูลก็คือว่าตัวนี้เห็นชัด ๆ สิทธิของ คนรวยไม่ต้องพูดถึงครับ เขาเป็นนักธุรกิจเขาเอาตัวรอดเขาสามารถที่จะจ่ายเงินจ่ายทองได้ ว่ากันไป แต่สิ่งที่ผมได้รับการเรียกร้องพรรคเพื่อไทยได้รับการเรียกร้องมากมายนั่นก็คือว่า โรงพยาบาลที่ขึ้นทะเบียนไว้กับประกันสังคม ท่านประธานลองดูทุกที่ เดี๋ยวนี้ไม่ว่าจะเป็น โรงพยาบาลรัฐบาล โรงพยาบาลเอกชน ถ้าคุณได้ประกันสังคมคุณถือเป็นบุคคลชั้น ๒ ครับ แต่ท่านประธานครับ บุคคลชั้น ๓ คือใครครับคนที่ได้รับประกันสุขภาพ ๓๐ บาท เทียบให้ ท่านประธานเห็น ๆ เลยครับ ขณะนี้กลายเป็นว่าบุคคลที่ได้รับการประกันของประกันสังคม เงิน สปสช. ก็เป็นคนจ่าย ทุกวันนี้เขาต้องจ่ายเงินประกันสังคมไปเยอะ แต่ว่าการบริการของรัฐมันไม่มีการตรวจสอบ เพราะฉะนั้นเราถึงต้องมีการแก้ไขกฎหมาย รัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๔ ในร่างอันนี้ด้วยครับ เพราะต้องการที่จะคืนให้เสรีภาพ คืนให้สิทธิ เกี่ยวกับเรื่องการรักษาพยาบาลให้ทั่วถึงและเป็นธรรม ท่านประธานครับ ทุกวันนี้ พี่น้องประชาชน โดยเฉพาะพี่น้องที่ประกันสังคมเขาไปรอรับบริการจากพยาบาลเอกชน หมอ บางคน ๗ ชั่วโมง ๑๐ ชั่วโมง ไปตรวจ ๕ นาที ถึงเวลาขึ้นมาก็เอาทาให้หลอดหนึ่ง พาราเซตามอลให้ชุดหนึ่ง ไม่รู้เบิกที่ไหน ที่แย่กว่านั้นก็คือเราจะต้องมีการตรวจสอบตรงนี้ ตราบใดที่เราไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๔ เพิ่มเติมเกี่ยวกับการให้สิทธิเท่าเทียมกัน ในการรักษาพยาบาล ตัวนี้จำเป็นจริง ๆ ครับ

ขอฝากท่านประธานประเด็นสุดท้าย เนื่องจากเวลาจำกัด ผมเรียนว่าทุกวันนี้ ผมคงไม่ต่อว่าต่อขานและก่อนหน้านี้ผมเคยวิพากษ์วิจารณ์ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และกฎหมายประชามติหลาย ๆ เรื่องว่าเราสิ้นหวัง เราไม่มั่นใจว่าทางพี่ ๆ น้อง ๆ ที่เป็น วุฒิสมาชิกจะให้ความร่วมมือกับเราหรือไม่ แต่มาวันนี้ต้องเรียนท่านประธานว่าผมเห็นแสง ในอุโมงค์ และถึงตรงนี้ผมอยากจะเรียนว่าทุกคนในที่นี้ ผมว่าจะมีอายุเกิน ๑๐๐ ปี ก็ไม่กี่คน หรอกครับ แต่ว่าทุกวันนี้เราเห็นชัด ๆ ว่าเด็กรุ่นลูกรุ่นหลานเขาเริ่มมีความคิด ในนี้ หลายท่านอาจจะเป็นรุ่นสงครามโลก รุ่นสงครามเย็น แต่เด็กรุ่นนี้เขามีความคิดความอ่าน ไปไกลกว่าเราอีกเยอะ เพราะฉะนั้นวันนี้ผมเลยอยากจะขอเชิญชวน อยากขอให้ท่านประธาน ขอวุฒิสมาชิกครับ ผมทราบดี หลายท่านเคยเสียสละทำงานเพื่อประเทศชาติมาเยอะ แต่ท่านลองคำนึงถึงว่าตราบใดถ้าเรายังไม่ใช้โอกาสในการที่จะร่วมกันแก้ไขสิ่งที่ดีให้กับ ประเทศชาติ ผมมีคำหนึ่งอันหนึ่งก็คือว่าขณะนี้ทุกคนมีสิทธิคิด ทุกคนมีแนวทางของตัวเอง ทุกคนมีที่มา แต่ขอให้ฟังเสียงกันเถอะครับ ขอให้เข้าใจเบื้องหลังความแตกต่าง เพื่อที่จะมา หาทางออกร่วมกัน ผมถึงมั่นใจว่าครั้งนี้จะไม่ต่อว่าต่อขาน จะไม่บอกเรื่องการปฏิวัติ รัฐประหาร แต่ว่าสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับประเทศขอให้ท่านรับร่างรัฐธรรมนูญในนี้ ฉบับของพรรค เพื่อไทย ซึ่งเราปิดกว้าง ท่านสามารถจะมาแปรญัตติ ท่านสามารถที่จะมาเพิ่มเติมอะไรเราก็ ยินดีรับฟังครับ แต่ขอให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับลูกหลานกับพี่น้องประชาชน ก็ขอ ท่านประธานว่าผมจะไม่ตำหนิจะไม่ใช้อารมณ์ แต่ขอกราบวิงวอนเพื่อน ๆ พี่ ๆ สมาชิก พรรคฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งขอผู้หลักผู้ใหญ่ในวุฒิสมาชิกเถอะครับ ท่านได้โปรดเห็นแก่บ้านเมือง จะเปิดให้มากให้น้อยอย่างไรก็ขอมาร่วมกันเพื่อที่จะทำ กฎหมายรัฐธรรมนูญให้เป็นบรรทัดฐาน เพื่อที่จะให้ประเทศชาติขับเคลื่อนต่อไปได้ ขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณนะครับ ต่อไป คุณวีระกร คำประกอบ ครับ

นายวีระกร คำประกอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครสวรรค์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม วีระกร คำประกอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ พรรคพลังประชารัฐได้ขอแก้ไขรัฐธรรมนูญหลายมาตราด้วยกัน มีคำถามอยู่เสมอ ไม่ว่า จะเป็นจากฝั่งท่าน ส.ว. ก็ดี หรือแม้แต่พี่น้องประชาชน คอมเมนเตเตอร์ (Commentator) ทั้งหลายที่มักจะพูดกันว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แก้แล้วได้อะไร ประชาชนจะได้อะไร ประชาชนจะกินดีอยู่ดีมีสุขหรือไม่ ส.ส. แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ของตนเอง พูดกันอยู่ อย่างนี้ละครับ สักครู่ผมคงจะได้ชี้แจงเมื่อไปถึงมาตรา ๑๔๔ แต่เนื่องจากว่าในพรรค พลังประชารัฐนี้เราได้แก้ไขหลายมาตรา จึงได้ขอนำเสนอแล้วก็สนับสนุนการแก้ไขของพรรค พลังประชารัฐนะครับ

ในหมวด ๓ มาตรา ๒๙ คงเป็นไปอย่างที่เพื่อนสมาชิก วิสาร เตชะธีราวัฒน์ ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม ได้กล่าวเมื่อสักครู่นี้ เห็นตรงกัน ก็คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้ สิทธิในกระบวนการยุติธรรมกับพี่น้องประชาชนที่อาจจะถูกกล่าวหา ถูกบ้างผิดบ้าง ไม่รู้ละ แต่ว่าก็ให้สิทธิในการต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรม อย่าเพิ่งมองว่าคนเหล่านี้เป็นคนเลวคนชั่ว ยังไม่ได้ตัดสิน ยังไม่ถึงที่สุด ยังจะต้องพิสูจน์กัน ก็อยู่ในมาตรา ๒๙ ก็เพิ่มเติมสิทธิในกระบวนการยุติธรรม มาตรา ๔๑ เป็นสิทธิของบุคคลและชุมชน ให้เข้าถึงข้อมูลข่าวสารของหน่วยงานของรัฐ นำเสนอเรื่องราวร้องทุกข์ต่อหน่วยงานของรัฐ และแม้กระทั่งฟ้องร้องหน่วยงานของรัฐหากปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่แล้วทำให้เกิด ความเสียหาย อันนี้ก็เป็นมาตรา ๔๑

และในเรื่องของมาตรา ๔๕ ก็คือเพิ่มความเป็นอิสระของ ส.ส. มติ หรือข้อบังคับใดของพรรคอันขัดต่อสถานะและการปฏิบัติหน้าที่ของ ส.ส. ขัดหลักพื้นฐาน ประชาธิปไตยสามารถร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้

ก็จะเห็นว่าการแก้ไขใน ๓ มาตรานี้ก็จะเป็นไปตามเนื้อผ้า อะไรที่มันไม่ดี ก็แก้เสียให้มันถูกต้อง

ไปถึงเรื่องของมาตรา ๘๓ ซึ่งพรรคพลังประชารัฐขอแก้ไข เรื่องของ เขตเลือกตั้ง จาก ๓๕๐ เขตเลือกตั้ง เป็น ๔๐๐ เขตเลือกตั้ง จากปาร์ตีลิสต์ (Party list) ๑๕๐ คน มาเป็น ๑๐๐ คน ก็ในเมื่อเราเห็นว่าปาร์ตีลิสต์ (Party list) อาจจะมีความจำเป็น น้อย ยิ่งมีมาก ส.ส. เขตก็น้อย การดูแลพี่น้องประชาชนก็ไม่ทั่วถึง เขตเลือกตั้งมันก็ใหญ่ เกินไป การที่เขตเลือกตั้งมีมากขึ้น ก็แน่นอนล่ะครับ ส.ส. เขตก็จะได้ดูแลพี่น้องประชาชน ได้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น พื้นที่จำนวนประชากรก็ลดลง การดูแลพี่น้องประชาชนก็จะทำได้ดีขึ้น นี่ก็อีกเช่นกัน เป็นมาตรา ๘๓ ก็แก้กันตามเนื้อผ้า ไม่ใช่อย่างที่ท่าน ส.ว. บางท่านนั่งคิด มานั่งคิดกันแต่ว่า ส.ส. มาเพื่อมาแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้ทุจริตง่ายขึ้นอะไรขึ้น มันเหลวไหล นะครับ บางทีฟังแล้วก็เหลวไหล บางทีท่านก็ไปโมโหกับ ส.ส. บางท่านที่ไปว่าท่านนะครับ ท่านก็โมโห พอโมโหแล้วก็ไม่รู้จะลงกับใคร ก็มาลงกับ ส.ส. หมดสภาเลยนะครับ ก็ขอประทานโทษด้วยว่าพวกเราก็อยู่ด้วยกันนี่ล่ะครับ ฉันพี่ฉันน้องครับ มีอะไรก็พูดคุยกัน ดี ๆ ก็ได้นะครับ ไม่จำเป็นจะต้องมาใส่กันแรง ๆ ผมยังไม่เคยเห็นสมาชิกวุฒิสภารุ่นนี้นะครับ ซึ่งท่านเองปกติเป็นคนเรียบร้อย เป็นผู้หลักผู้ใหญ่น่าเคารพนับถือ แต่วันนี้พกอารมณ์มา เยอะนะครับ ก็เห็นใจเหมือนกันนะครับ บางท่านก็ไปว่าท่านเยอะนะครับ ก็ขอประทานโทษ แทนทั้ง ๒ ฝ่ายด้วยนะครับ แล้วผมเชื่อว่าด้วยใจจริงแล้วท่าน ส.ว. ก็คงอยากจะช่วย บ้านเมืองเหมือน ๆ กับเรานี่ล่ะครับ เพราะฉะนั้นเรื่องของเขตเลือกตั้งก็คงจะเห็นแล้วว่า การเพิ่มเขตเลือกตั้งให้มากขึ้น แล้วลดจำนวน ส.ส. ปาร์ตีลิสต์ (Party list) แน่นอนครับ ย่อมเป็นผลดี ส.ส. ปาร์ตีลิสต์ (Party list) มาจากไหน นอกเหนือจากผู้ที่จะเข้ามาช่วยงาน พรรคแล้ว ก็คือคนที่จะมาช่วยสตางค์พรรคนั่นล่ะครับ ดูแลในเรื่องของค่าใช้จ่ายในการ เลือกตั้งอะไรต่าง ๆ ซึ่งมันก็ต้องมีนะครับ การบริหารงานของพรรคการเมืองต้องมีค่าใช้จ่าย เพราะฉะนั้นเราก็ลดค่าใช้จ่ายลง แล้วเพิ่มการดูแลประชาชนให้มากขึ้น จึงน่าจะเป็นเรื่องที่ดี

ในมาตรา ๘๕ ก็แก้ไขเพื่อให้เป็นไปตามมาตรา ๘๓ นั่นล่ะครับ คือการ กำหนดเขตเลือกตั้ง จาก ๔๐๐ เขต แทน ๓๕๐ เขต เขตเลือกตั้งมีเขตละ ๑ คน ก็เป็นไป ตามเนื้อผ้านะครับ มาตรา ๘๖ การกำหนด ส.ส. ของแต่ละจังหวัด เอาจำนวนประชากร ปีสุดท้ายเอามาคำนวณ จาก ๔๐๐ คนว่าแต่ละจังหวัดจะมี ส.ส. กี่ท่าน ก็แก้ไขเพื่อให้ สอดคล้องกันกับการแก้ไขมาตรา ๘๓ ที่เพิ่มจำนวนเขตเลือกตั้ง แล้วลดจำนวน ส.ส. ปาร์ตี ลิสต์ (Party list) ลงนะครับ

ในส่วนของมาตรา ๙๐ เป็นเรื่องของบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคในการเสนอ บัญชีรายชื่อของแต่ละพรรค

ในมาตรา ๙๑ ซึ่งเป็นมาตราที่ทำให้เกิดปาฏิหาริย์ขึ้นมากมายนะครับ ส.ส. ที่วันนี้ก็ว่ากันนะครับ ส.ส. ปัดเศษบ้างล่ะ ส.ส. ปาฏิหาริย์บ้างล่ะ บางคนก็ใช้ปาฏิหาริย์ จากรัฐธรรมนูญปี ๒๕๖๐ ก็มาตรา ๙๑ นี่ล่ะครับที่ได้มาเป็น ส.ส. กัน บางท่านก็ทั้งประเทศ ได้มา ๓๐,๐๐๐ เสียง ถ้าหารแล้ว เขตเลือกตั้งหนึ่งไม่ถึง ๑๐๐ คะแนน ก็ได้เป็น ส.ส. กัน อันนี้ก็ถือว่าเป็นปาฏิหาริย์อิทธิปาฏิหาริย์ของมาตรา ๙๑ เราก็ยกเลิกครับ ไม่ให้มีแล้วครับ ส.ส. วิธีการคำนวณแบบสัดส่วน ท่านครับ ให้ กกต. อธิบาย ๓ รอบ ไม่ได้ตรงกันสักรอบ นะครับ เอาแต่ว่าท่านเห็นสมควรว่าจะให้ใครได้เป็นก็จิ้มกันไป บางท่านก็ได้แค่ ๓๐,๐๐๐ คะแนน ไม่ถึง ๓๐,๐๐๐ คะแนน ๓๐,๐๐๐ คะแนนนิด ๆ ก็ได้เป็น ส.ส. แล้วครับ ที่พูดนี่ทั้งประเทศนะครับท่านประธาน ไม่ใช่เขตเลือกตั้งหนึ่งได้ ๓๐,๐๐๐ คะแนน เพราะฉะนั้น ๓๕๐ เขต ท่านก็หารดูนะครับ เขตหนึ่งไม่ถึง ๑๐๐ คะแนน ท่านครับ บาง พรรคก็เอารูปพระพุทธเจ้าไปตั้ง ก็มีเพื่อนแซวมาหลายคนแล้ว ก็อยากจะเรียนว่ามาตรา ๙๑ นี้ก็เป็นพวก ส.ส. ปาฏิหาริย์ ส.ส. ปัดเศษ ส.ส. ที่ได้ผลบุญจากอภินิหารของมาตรา ๙๑ ส.ส. บัตรเขย่ง ส.ส. วันเดียว อีกวันหนึ่งเขาปลดแล้ว อันนี้ก็จะไม่มีแล้วครับ เพราะฉะนั้นมาตรา ๙๑ จึงแก้ไขนะครับ วิธีการคิดคำนวณก็คือปาร์ตีลิสต์ (Party list) ทั้งประเทศมี ๑๐๐ คน บัตรที่ ๒ ที่กาพรรค บัตรที่ ๑ กา ส.ส. ตัว ส.ส. รัก ส.ส. คนไหนก็กาไป บัตรที่ ๒ ชอบพรรค ไหนก็กาไป คะแนนของพรรคที่ได้ก็เอามาหารกันทั้งประเทศล่ะครับ รวมแล้วพรรค ก ได้กี่คะแนน พรรค ข ได้กี่คะแนน ก็เอาจำนวน ส.ส. ปาร์ตีลิสต์ (Party list) ๑๐๐ คนนั่นละ ครับแบ่งกันไป แบ่งกัน แล้วก็สมมุติว่าพรรค ข ได้ ๑๐ คน รายชื่อปาร์ตีลิสต์ (Party list) ที่แถลงไว้ต่อพี่น้องประชาชนทั้งหมดอาจจะมี ๑๐๐ คนเต็มหรือไม่เต็มร้อยก็ตาม ก็เอามา เรียงลำดับกันครับ นี่คือมาตรา ๙๑ รุ่นใหม่ที่จะต้องแก้ไขนะครับ ในส่วนมาตรา ๙๒ ก็พูดถึง เพียงว่าถ้าเขตใดไม่มีผู้แทนได้คะแนนเกินโนโหวต (No Vote) ก็ให้เลือกตั้งใหม่ มาตรา ๙๔ กรณีที่ต้องเลือกตั้งใหม่จะไม่กระทบกับ ส.ส. บัญชีรายชื่อที่ได้รับเลือกตั้งไปแล้วจากมาตรา ๙๑ ก็เท่านั้นเองครับ จะเห็นได้ว่าที่ผมพูดมาทั้งหมดนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องของทุจริต ส.ส. จะมาทุจริต ส.ส. จะมาหาเศษหาเลย หาเงินให้พรรคพวก หาเงินให้หัวคะแนนอะไร อย่างที่ท่านพูด ซึ่งผมว่าพูดเลอะเทอะไปนะครับ ส.ส. ดี ๆ ก็เยอะ ส.ว. ดี ๆ ก็เยอะ ข้าราชการที่ดี ๆ ก็เยอะ ข้าราชการที่แย่ก็เยอะ ข้าราชการที่โกงกินทุจริตก็มาก ท่านประธาน ครับ ผมขอมาถึงมาตราที่สำคัญที่คอมเมนเทเทอร์ (Commentator) ทั่วประเทศไทยลง รถทัวร์ มาทัวร์กันอยู่นี่ล่ะครับ มาตรา ๑๔๔ ส.ว. ก็บอกว่ารัฐธรรมนูญปราบโกง ถ้าแก้มาตรา ๑๔๔ ต่อไปนี้จะมีการโกงกันสะบั้นหั่นแหลก ท่านประธานครับ มาตรา ๑๔๔ ผมขออนุญาตอ่านให้ท่านประธานได้ฟังสักนิดเถอะครับ ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ทั้งหมดนี้เขาห้ามไม่ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา และกรรมาธิการมีส่วนไม่ว่า ทางตรงหรือทางอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่าย จะกระทำมิได้ครับ สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรหรือวุฒิสภาซึ่งมีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบสามารถร้องเรียนได้นะครับ แล้วถ้าหากพบว่าสมาชิกดังกล่าวกระทำความผิดต้อง ๑. สิ้นสุดสมาชิกภาพ เพิกถอนสิทธิ การเลือกตั้งหรือเจ้าหน้าที่แห่งรัฐผู้ใดได้จัดทำโครงการหรืออนุมัติหรือจัดสรรงบประมาณโดย รู้ว่ามีการดำเนินการอันเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง อันนี้โทษแรง เลยครับ แล้วก็ยังมีอีกครับ ให้เรียกคืนตามวรรคสามหรือวรรคสี่ การเรียกคืนเงินให้กระทำได้ ภายใน ๒๐ ปีนับตั้งแต่วันที่มีการจัดสรรงบประมาณนั้น ต้องมาคืนเงินอีกนะครับ เพราะฉะนั้นการเขียนเช่นนี้นะครับ ท่านประธานทราบไหมครับว่าผมเป็นกรรมาธิการ งบประมาณในปี ๒๕๖๓ ด้วย แล้วตัดค่าใช้จ่ายที่เขาเรียกกันว่าไขมันนะครับ อะไรที่มันไม่ เกิดประโยชน์กับบ้านเมืองเราก็ตัดจะมากองไว้

(นายระวี มาศฉมาดล ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายระวี มาศฉมาดล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผมขอประท้วงผู้อภิปรายครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายระวี มาศฉมาดล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ผม นายแพทย์ระวี ส.ส. พรรคพลังธรรมใหม่ ในฐานะสมาชิกรัฐสภานะครับ ผมขอประท้วง ผู้อภิปรายที่มีการกล่าวโจมตีพรรคเล็กนะครับ ผมนี่นะครับ พรรคพลังธรรมใหม่ที่ได้เสียง ๓๐,๐๐๐ กว่าคะแนนแล้วได้มีโอกาสเป็น ส.ส. พรรคเล็กพวกเราเข้ามาเป็น ส.ส. เราได้ เสียงน้อยเพราะเราไม่มีเงินครับท่านประธาน เราไม่มีเงินซื้อเสียงเข้าสภาครับ เราจึงได้ มาเพียงเสียงเดียว แต่เราเข้ามาเราไม่ได้มาทำมาหากินครับก็ขออนุญาตท่านประธาน ขอให้ท่านผู้อภิปรายถอนคำพูดด้วยครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ก็ยังไม่ได้เป็นการเจาะจงนะครับ เป็นพูดในเรื่องหลัก พอดีเรามีสิทธิที่จะพูดได้เช่นเดียวกันครับ ขอเชิญต่อครับ

นายวีระกร คำประกอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครสวรรค์ 🔗

ขออนุญาตต่อครับ จากงบประมาณ ปี ๒๕๖๓ กรรมาธิการได้ตัดงบประมาณในส่วนที่เป็น ไขมันออกมาได้ ๑๗,๐๐๐ ล้านบาทครับท่านประธาน ปรากฏว่าจะเอาไปช่วยเหลือ ให้กระทรวงสาธารณสุขสร้างโรงพยาบาลในประเทศ ก็ไม่ได้ครับ เขาบอกว่าถ้าเกิด โรงพยาบาลนั้นไปตั้งอยู่ในเขต ท่าน ส.ส. วีระกร ท่านโดนนะครับ ตามมาตรา ๑๔๔ ไม่ได้ครับ จะเอาส่งไปให้กับกรมปกครองท้องถิ่นเพื่อเอาไปทำถนนในบ้านนอก บ้านนา ซึ่งเละเทะไป มีแต่ถนนลูกรัง ฝุ่นจับเต็มไปหมด จะไปให้เป็นถนนลาดยางอะไรไม่ได้ครับ จะส่งไปและให้เขาไปพิจารณากันก็ไม่ได้ครับ ในที่สุดงบ ๑๗,๐๐๐ ล้านบาท ที่อุตส่าห์ขูดมา ขูดไขมันออกมาจากกรมกองต่าง ๆ ที่ตั้งงบประมาณอาจจะเกินเลย หรืออาจจะใช้ไม่ทัน เอาไปทำอะไรท่านประธานรู้ไหมครับ ๑. เอาไปใช้หนี้ที่รัฐบาลติดหนี้กองทุนประกันสังคม อันนี้จำเป็นต้องให้ครับ แต่ว่าส่วนใหญ่เหลือเชื่อครับ ไม่รู้จะเอาไปลงกรม กองไหน มันจะ โดนกันหมดครับ เขาบอกว่าลงกรมนั้นก็ไม่ได้ ลงกรมนี้ก็ไม่ได้ เอาไปทำระบบชลประทาน ก็ไม่ได้ เกิดคลองส่งน้ำนั้นไปอยู่ในหมู่บ้านของท่าน ส.ส. คนนั้นคนนี้ โดนกันอีก ในที่สุด ต้องเอาไปให้ศาลครับ ศาลจึงสร้างให้เต็มไปหมดเลยครับ บ้านผมพอเข้าจังหวัดนครสวรรค์ ถึงเขาเขียว ท่านประธานจะเห็นครับ อยู่บนยอดเขา มีศาลปกครอง ซึ่งผมไม่เคยเห็นรถ เข้าไปในศาลนี้เลยครับ ถัดออกมาอีกหน่อย มาอีกแล้วครับ ศาลแรงงาน ภาค ๖ ไปอีกหน่อยครับ เจอศาลนั่นศาลนี่เต็มไปหมด มากยิ่งกว่าศาลเจ้าพ่อเจ้าแม่ทั้งหลายอีก นะครับ เดี๋ยวนี้เยอะมากครับ แล้วไม่มีการใช้นะครับ ผมมีเพื่อนที่ท่านเป็นผู้พิพากษาอยู่ ศาลแรงงาน ภาค ๖ ท่านก็บอกปีหนึ่งก็ไม่มีคดีสักเท่าไร ยิ่งช่วงโควิด (COVID) ด้วย ก็ไม่ค่อย มีคดีสักเท่าไร แต่เราหมดงบประมาณไปกับการสร้างศาลเป็นจำนวนหลายร้อยล้านบาท ในแต่ละศาลครับ ศาลเหล่านี้ ผมไม่ได้แอนตี (Anti) ว่าเราไม่ควรมีศาลเฉพาะทาง การมีศาล เฉพาะทางเป็นเรื่องที่ดี เพราะทำให้ผู้พิพากษาท่านมีความรู้ความชำนาญเฉพาะทาง อันนี้ผมเห็นด้วย แต่เดิมทีศาลต่าง ๆ เหล่านี้ไปรวมกันอยู่ที่ศาลอุทธรณ์ ภาค ๖ ซึ่งเป็นตึก มโหฬารเลยครับ สูง ๕ ชั้น ใหญ่โตมาก แต่ว่าพอมีงบประมาณมาไม่รู้จะเอาไปทำอะไร กระมังครับ ท่านก็เลยไปแยกศาล แยกสร้างเป็นศาลชุดนั้น แยกสร้างเป็นศาลชุดนี้ จนกระทั่งเต็มไปหมด นี่คือยกตัวอย่างให้เห็นถึงการใช้งบประมาณ จะเห็นได้ว่า สำนักงบประมาณหรือข้าราชการมิได้เป็นผู้วิเศษที่นั่งอยู่ในห้องแอร์ (Air) แล้วเขาจะรู้ถึงว่า ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนก็หาใช่ไม่ แต่ว่าหน่วยงานใดที่เขาของบมา ท่านก็ดู ขอมา ๑๐๐ บาท ก็ให้ ๕๐ บาทบ้าง ๖๐ บาทบ้าง ก็ให้กันไป ผมอยากยกตัวอย่างอีก สักตัวอย่างหนึ่งครับ มหาวิทยาลัยราชภัฏ ซึ่งตั้งกันอยู่เต็มหมดทั่วประเทศไทย ผมไม่แน่ใจ มีสัก ๔๐-๕๐ แห่งเห็นจะได้ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์เรามีอยู่ที่ตลาดใต้ ซึ่งก็มีอาคาร มากพอสมควร ไม่ได้มีปัญหากับการที่นักศึกษาจะไม่มีอาคารเรียนแต่อย่างใดเลยครับ เพียงพอ แล้วท่านก็คงทราบว่ามหาวิทยาลัยราชภัฏปัญหาขณะนี้ก็คือนักศึกษาเริ่มลดลง ลดลง ลดลง ลดลง แต่เอางบประมาณไปสร้างที่ใหม่อีกแล้วครับท่านประธาน ไปอยู่โน่น เลยครับ อำเภอพยุหะคีรี ไม่มีนักเรียนไปครับ เขาบอกอาจารย์ก็ยังไม่ไปเลยครับ สร้างมโหฬารหมดไป ผมว่าไม่รู้กี่ร้อยล้านบาทอีกครับ แล้วก็ไม่ใช่เฉพาะมหาวิทยาลัยราชภัฏ บ้านผมนะ ผมถามไปแทบจะทุกจังหวัดล่ะครับ เหมือนกันครับ สร้างอาคารกันเต็มหมด โดยที่ไม่มีนักศึกษาเรียนหรอกครับ สร้างกันเยอะไป ถามว่ามันมีประโยชน์อะไรครับในการ สร้างสิ่งเหล่านี้ แม้กระทั่งบางเรื่องบางราว ผมอยากยกตัวอย่างว่าตั้งแต่ผมเป็นผู้แทนราษฎรสมัยแรกปี ๒๕๒๖ มีโครงการหนึ่งครับท่าน ประธาน ซึ่งอาจจะสะท้อนให้เห็นปัญหาที่แท้จริงของบ้านเมืองว่าจริง ๆ แล้วบ้านเมืองเรา มีเงินงบประมาณพอสมควรนะครับ แต่ข้าราชการเขาใช้ไม่ค่อยถูกประเด็นถูกจุดกันหรอก ครับ คือการสร้างท่าเรือภายในประเทศ หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่าท่าเรือน้ำลึกแม่น้ำเจ้าพระยา หวังว่าจะมีการขนส่งสินค้าต่าง ๆ ทางแม่น้ำ ผมพูดตั้งแต่ผมเป็น ส.ส. วันแรกปี ๒๕๒๖ ผมบอกมันไม่มีทางเป็นไปได้ ประการสำคัญที่สุดก็คือความตื้นเขินของร่องน้ำ แต่ก็อีกนั่นล่ะ ครับกรมเจ้าท่า ซึ่งโดยท่านอธิบดีดันเต็มที่ โครงการนั้นถ้าคิดเป็นเงินวันนี้ผมว่าเป็นแสนล้าน แต่ว่าในขณะนั้นก็คงเป็นหมื่นล้านเมื่อปี ๒๕๒๖ ก็เป็นเงินหมื่นล้าน เขาใช้วิธีการทำร่องน้ำ โดยการทำรอครับ รอหินเอาหินไปทิ้งกลางแม่น้ำเป็นรอ หรือว่าจีแอลโอวาย (Gloy) กลอย (Gloy) ภาษาอังกฤษนี่

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ท่านวีระกรไปไกลกว่ารัฐธรรมนูญ เยอะแล้วครับ

นายวีระกร คำประกอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครสวรรค์

ท่านประธานครับ ก็ต้องพูดให้เห็นว่ามาตรา ๑๔๔ จริง ๆ แล้วไม่ได้เป็นเรื่องที่เลวร้ายเลย นะครับท่านประธาน

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ผมเห็นตัวอย่างมากเหลือเกินนะครับ

นายวีระกร คำประกอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครสวรรค์

ขออีกสัก ตัวอย่างเดียวแล้วกันนะครับ ท่านครับ พูดให้เห็นนิดหนึ่งว่าในเรื่องการทำรอวันนั้น เมื่อปี ๒๕๒๖ วันนี้เกิดปัญหาก็คือรอนี่มันจะแทงน้ำไปหาฝั่งตรงข้ามจนตลิ่งพังหมด ปี ๆ เราเสียเงินไปกับการซ่อมตลิ่ง ทำแบงก์ โพรเทคชัน (Bank Protection) สมัยก่อน เมตรหนึ่ง ๔๐,๐๐๐ บาท วันนี้ท่านรู้ไหมครับล่อไปเมตรละ ๔๐๐,๐๐๐ บาท เมตรนะครับ ความยาว ๑ เมตร ๔๐๐,๐๐๐ บาท ตอกเข็มกันอย่างชนิดที่เรียกว่าอุตลุด ท่านประธานครับ ถ้าให้ผมออกแบบก็ ๔๐,๐๐๐ บาทอย่างเก่าละครับ ไม่เห็นจำเป็นจะต้องไปตอกเข็ม มันไม่ใช่ป้องกันตลิ่งพังริมทะเลนะครับ นี่มันริมแม่น้ำ มันไม่มีน้ำกระแทก ไม่มีคลื่นกระแทก ใด ๆ ทั้งสิ้น ผมเพียงแต่จะบอกว่าท่านที่เป็นอธิบดีวันนั้นที่คิดโครงการขุดลอก แม่น้ำเจ้าพระยาทำร่องน้ำเจ้าพระยาเพื่อการขนส่งก็ได้ดิบได้ดีไปเป็นปลัดกระทรวง แต่ก็ อยากจะเรียนว่านี่คือความบกพร่องตั้งแต่วันนั้นถึงวันนี้ไม่เคยได้ใช้เลยครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

อันนี้ต้องขออภัยด้วยนะครับ ต้องเตือนเพื่อไม่ให้กระทบต่อบุคคลที่สามนะครับ

นายวีระกร คำประกอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครสวรรค์

ก็เรียน ให้ทราบว่าตั้งแต่วันนั้นถึงวันนี้ไม่เคยได้ใช้ในการขนส่งทางน้ำแต่ประการใด ตรงกันข้าม กลับเกิดปัญหากับตลิ่งพังทั้งแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำน่านตลอดเส้นทาง พังหมดครับ เพราะกลอย (Gloy) หรือว่ารอนี่แทงน้ำไปฝั่งตรงข้ามจนพังหมด อันนี้อยากจะยกตัวอย่าง เพียงให้เห็น หรืองบประมาณต่าง ๆ ที่เสียหายเอาไปใช้เยอะแยะหมดนี่ ดังนั้นผู้แทนราษฎร จึงมีหน้าที่ที่จะต้องดูว่างบประมาณมันเหมาะสมหรือไม่ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องให้แก้ไข มาตรา ๑๔๔ ได้โปรดเถอะครับท่านประธาน ถ้าหากว่าเรายังคงเป็นอย่างนี้ งบประมาณ แต่ละปีที่ตัดมาได้ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร ก็ต้องส่งไปให้ศาลตะพึดอย่างนี้นะครับ ท่านก็จะเห็น อาคารของศาลเต็มไปหมดมากกว่านี้ขึ้นไปอีกนะครับ แทนที่จะเอาเงินไปช่วยเหลือ ให้กรมการข้าวผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวให้กับพี่น้องเกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา อะไรต่าง ๆ หรือระบบชลประทาน หรือเรื่องของโรงพยาบาล มากมายที่ประเทศไทยต้องการ งบประมาณ แต่ปรากฏว่าเอาเงินไปใช้ในสิ่งไม่จำเป็น ท่านประธานก็ทราบดีว่าทุกวันที่ท่าน อนุญาตให้ ส.ส. ได้มีการหารือกับท่านคือความทุกข์ร้อนของประชาชนทั้งนั้นครับ ที่มาขอให้ ท่านได้ช่วยดูแลทำตรงนั้นให้ ถนนก็ดี ไฟฟ้าก็ดี ประปาก็ดี คลองส่งน้ำ คลองชลประทาน ไม่มีเงินงบประมาณครับ เอางบประมาณไปทำอะไร ก็เพราะข้าราชการเขานั่งอยู่ในห้อง แอร์คอนดิชัน (Air-condition) เขาไม่รู้ปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ผู้แทนราษฎรนี่ล่ะครับคือตัวแทนประชาชนเป็นตัวแทนคนที่เสียภาษีอากรย่อมรู้ถึงปัญหา ที่อยู่ในเขตพื้นที่ อย่าไปมองแต่ว่าจะเกิดการทุจริต ในส่วนนี้ผมอยากจะขอร้อง ให้ท่านกรรมาธิการที่จะตั้งขึ้น หากผ่านในวาระที่หนึ่งได้โปรดครับ ไปเขียนเลยครับกันไม่ให้ เกิดการทุจริตจะทำอย่างไร ไม่ให้ ส.ส. ไปกินเปอร์เซ็นต์ กินเปอร์เซ็นต์นี่จับติดคุกเลยครับ จับติดคุกติดตะรางให้ยาวไปเลยครับ เพราะว่าพ่อผมก็สอนมาตั้งแต่รุ่นพ่อมาจนยันรุ่นผม เราจะไม่มีหรอกครับมานั่งหาเปอร์เซ็นต์ หาเศษหาเลยกันกับงบประมาณเหล่านี้ ไม่มีครับ ที่หวังว่าจะเอาเงินไปให้กับหัวคะแนน ไม่มีความจำเป็นเลยครับ การทำงานเพื่อพี่น้อง ประชาชนต่างหากคือความรู้สึกที่ดีของผู้แทนราษฎร เพราะเราได้รับความทุกข์จากพี่น้อง ประชาชนก็อยากจะแก้ไขปัญหา เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ มาตรา ๑๔๔ ผมขอความ เมตตา ความกรุณาจากเพื่อน ๆ สมาชิกรัฐสภาทุกท่านได้โปรดให้ความร่วมมือในการแก้ไข ส่วนในมาตรา ๑๘๕ ก็อีกนั่นละครับ ท่าน ส.ว. ก็ดีนะครับ บางท่านก็มองแต่ในแง่ร้าย นะครับ มอง ส.ส. จะไปหาเศษหาเลยอีกแล้วครับ การโยกย้ายข้าราชการ ท่านประธานที่ เคารพครับ ผมอยากจะบอกท่านว่าถ้าหากว่าตำรวจในจังหวัดผมตั้งบ่อนกันเต็มไปหมด จนกระทั่งทำให้เกิดคลัสเตอร์ (Cluster) ของโควิด (COVID) เกิดขึ้นที่อำเภอเมืองอย่างนี้ ท่านประธานครับแล้วทำไมผมจะมาบอกกับท่านไม่ได้ว่าคนนี้เขาไม่ดีอย่างนั้น ไม่ดีอย่างนี้ คือบอกไม่ได้เลยหรืออย่างไรครับ ส.ส. ไม่มีสิทธิที่จะมาบอกเลยหรือว่าข้าราชการท่านนี้ ทำอย่างนั้นทำอย่างนี้ ไม่ดีอย่างนั้น ไม่ดี ไม่ได้เลยใช่ไหม ถ้าไม่ได้เลยบ้านเมืองมันก็คงจะไม่ สามารถที่จะแก้ไขปัญหาได้ อยากจะเรียนว่าผู้ที่รู้ปัญหาในเขตเลือกตั้งของตนดีก็คือ ผู้แทนราษฎรถ้าท่านไม่ใช้กลไกของผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชนในเขต เลือกตั้งนั้นมาบอกกล่าวในสิ่งที่มันไม่ถูกต้อง แล้วท่านคิดว่าใครละครับจะเป็นคนแก้ไข ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน โดยรวมแล้วในการแก้ไขมาตรา ๑๔๔ และมาตรา ๑๘๕ อันนี้ ละครับจะทำให้พี่น้องประชาชนได้มีโอกาสกินดีอยู่ดี อยู่ดีมีสุข ทำให้พี่น้องประชาชนได้พ้น จากความยากจนได้ แก้ไขปัญหาตรงจุดให้สมกับที่ประชาชนได้เลือกเราเข้ามาเป็น ผู้แทนราษฎร กราบขอบพระคุณครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ผมไม่ทักท้วงเรื่องเวลานะครับ เพราะเชื่อว่าแต่ละฝ่ายได้บริหารเวลาตามที่ตกลงกันไว้ ต่อไป ท่านคำนูณ สิทธิสมาน ครับ หลังจากนั้นเป็น พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง นะครับ แล้วเป็นคุณสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ครับ

นายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา สรรหา 🔗

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ผม คำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตสะท้อนมุมมองของกระผมต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญเที่ยวนี้ ซึ่งเป็นประเด็น การแก้ไขเป็นรายมาตรา รวมทั้งสิ้น ๑๓ ร่าง กระผมไม่คัดค้านทั้งหมดครับ แต่ตั้งใจ จะประกาศว่า ณ นาทีนี้กระผมมีความตกผลึกที่จะรับร่างรัฐธรรมนูญ ๖ ใน ๑๓ ร่าง ที่เหลือ จะขอฟังการอภิปรายจนถึงเวลาลงมตินะครับ ประเด็นที่กระผมและสมาชิกวุฒิสภา จำนวนหนึ่งค่อนข้างที่จะเป็นห่วงก็คือประเด็นมาตรา ๑๔๔ กับมาตรา ๑๘๕ กระผมอยากจะขอบอกเล่าในฐานะที่ศึกษาเรื่องบทบัญญัติมาตรานี้มาว่ามันเป็น เรื่องวิวัฒนาการของการป้องกันการทุจริตจากงบประมาณแผ่นดินที่มีมาตั้งแต่ปี ๒๕๒๑ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๒๑ ก่อนหน้านั้นการแปรญัตติของกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร ก็สามารถที่จะแปรญัตติได้ทั่วไป แต่พอรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๒๑ ก็มีบทบัญญัติ พูดสั้น ๆ ก็คือห้ามแปรญัตติเพิ่ม คือจะเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขเพิ่มเติมรายการหรือจำนวนในรายการ ไม่ได้ อันนี้ก็เป็นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๒๑ ที่สืบทอดลูกหลานมาจนถึงปัจจุบันยังคงไว้ ต่อมา ในปี ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ที่ถือว่าเป็นการปฏิรูปการเมืองครั้งสำคัญครั้งหนึ่งนะครับ ก็ได้มีการยกระดับอีก ๒ ประการด้วยกัน พูดสั้น ๆ ก็คือห้ามมีส่วนใช้งบประมาณนะครับ ก็คือในการพิจารณาของ ส.ส. ของ ส.ว. หรือของกรรมาธิการ การเสนอ การแปรญัตติ หรือการกระทำด้วยประการใด ๆ ที่มีผลให้ ส.ส. ส.ว. หรือกรรมาธิการมีส่วนไม่ว่าโดยทาง หรือทางอ้อมในการใช้จ่ายงบประมาณจะกระทำมิได้ นี่ประการที่ ๑ ที่ยกระดับในปี ๒๕๔๐ ประการที่ ๒ ที่ยกระดับขึ้นมา บัญญัติเป็นครั้งแรกในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็คือบทบัญญัติให้มีการตรวจสอบกันเอง ให้มีการตรวจสอบกันเองของ ส.ส. ส.ว. ถ้า ส.ส. ส.ว. จำนวน ๑ ใน ๑๐ พบเห็นการกระทำการมีส่วนในการใช้งบประมาณก็ให้เสนอ ความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณา และศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาให้เสร็จภายใน ๑๕ วัน หากพบว่าจริงก็ให้การกระทำดังกล่าวสิ้นผลไป คือให้เพียงแต่การกระทำดังกล่าว สิ้นผลไปไม่ได้มีบทลงโทษ แต่พอรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ที่เรากำลังจะแก้ไขกันอยู่ ณ ขณะนี้ มีการยกระดับขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง คือมีบท มีสภาพบังคับ มีบทลงโทษในการกระทำที่เป็นการที่ มีส่วนร่วมใช้งบประมาณ อันนี้มีขึ้นเป็นครั้งแรกในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ปรากฏอยู่ใน มาตรา ๑๔๔ วรรคสามตอนท้าย วรรคสี่ วรรคห้า วรรคหก โดยมีบทกำหนดโทษที่ค่อนข้าง รุนแรงไว้ด้วย และในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ร่างที่ ๑ ในจำนวนทั้ง ๕ ประเด็น นี่เป็น ๑ ประเด็นที่ได้มีการตัดบทลงโทษออกไป โดยในเหตุผลของร่างนี้กล่าวไว้ว่า แก้ไข การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ซึ่งมีปัญหา กระทบต่อการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำงบประมาณ คือ ท่านบอกไว้ว่าเพื่อปกป้องเจ้าหน้า ท่านประธานครับ บทลงโทษในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๔ ที่กำลังจะถูกตัดออกไป ลงโทษทั้งต่อ ส.ส. ส.ว. รัฐมนตรีเป็นรายบุคคล บทลงโทษก็คือ ตัดสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งเมื่อเขียนอย่างนี้ อ่านในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๓๕ ก็จะพบว่า เป็นการตัดสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดไป ไม่มีสิทธิสมัคร ไม่มีสิทธิรับการคัดเลือก ไม่มีสิทธิ ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ขณะที่โทษที่กำหนดต่อคณะรัฐมนตรีก็คือให้พ้นจากตำแหน่ง ทั้งคณะ อันนี้เป็นบทลงโทษที่รุนแรง ส่วนบทลงโทษต่อเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ผู้ใดจัดทำ โครงการหรืออนุมัติหรือจัดสรรงบประมาณโดยรู้ว่ามีการดำเนินการอันเป็นการฝ่าฝืน บทบัญญัติตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง เราอาจจะมองว่าเป็นการลงโทษเจ้าหน้าที่ แต่กระผมได้พูดคุยกับเพื่อนสมาชิกวุฒิสภาที่เป็นอดีตผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ที่เป็นอดีตรองผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ซึ่งท่านไม่ถนัดอภิปราย ท่านก็บอกว่า บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๔ วรรคที่ว่านี้ ก็เป็นข้อดีในการปกป้องเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการปกป้องเจ้าหน้าที่และส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่มีความซื่อสัตย์สุจริต เพราะว่าหากเจ้าหน้าที่ได้บันทึกข้อโต้แย้งไว้เป็นหนังสือ หรือมีหนังสือแจ้งให้คณะกรรมการ ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติทราบให้พ้นจากความรับผิด ด้านหนึ่งการยกเลิก บทบัญญัตินี้ออกไปอาจจะอ้างได้ว่าเป็นการปกป้องเจ้าหน้าที่ แต่อีกด้านหนึ่ง การมีบทบัญญัติเช่นนี้อยู่ ก็เท่ากับว่าเป็นการปกป้องเจ้าหน้าที่ที่ซื่อสัตย์สุจริตเช่นกัน ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๔ ที่จะถูกตัดออกไปอีกประเด็นหนึ่งนั้นก็คือ การเข้ามาดำเนินการของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตั้งแต่ชั้นต้น ปรากฏอยู่ในวรรคหก ในกรณี ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติได้รับแจ้งตามวรรคสี่ ให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติดำเนินการสอบสวนเป็นทางลับ โดยพลัน หากเห็นว่ากรณีมีมูลให้เสนอความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อดำเนินการต่อไป และไม่ว่ากรณีจะเป็นประการใด คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติและศาลรัฐธรรมนูญหรือบุคคลใด จะเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับผู้แจ้งมิได้ ท่านประธานครับ นี่เป็นบทบัญญัติที่คณะกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญนำมาโฆษณาว่าเป็นสุดยอดของบทบัญญัติที่ทำให้ได้ชื่อว่าเป็นรัฐธรรมนูญ ฉบับปราบโกง ผมไม่ได้พูดเองครับ เป็นคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญพูดเอาไว้ และที่สำคัญ ก็คือคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้เขียนไว้ในหนังสือเล่มโต ๆ เล่มนี้ครับ ผมไปค้นมาก็ของ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรจัดทำขึ้นครับ ในหน้า ๒๕๑ พูดง่าย ๆ ก็คือเป็นบันทึก เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาตรานี้นะครับ ท่านเขียนไว้ว่า แม้จะได้มีบัญญัติข้อห้าม ในลักษณะดังกล่าวแล้ว หมายถึงในรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ แต่รูปแบบการแปรญัตติเพื่อให้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจใช้จ่ายเงินงบประมาณยังคงเกิดขึ้นตลอดมาและมีจำนวน สูงขึ้นตามลำดับ และพฤติกรรมแห่งการกระทำส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นการดำเนินการ อย่างครบวงจร โดยร่วมกันทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และเจ้าหน้าที่ประจำ โดยที่ ในรัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ ไม่ได้บัญญัติสภาพบังคับแก่ผู้ที่ฝ่าฝืนไว้ชัดเจน ดังนั้น ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงมีบทกำหนดโทษในกรณีที่ ส.ส. ส.ว. หรือกรรมาธิการมีการกระทำ ที่มีส่วนได้เสียในการใช้จ่ายงบประมาณตามความในวรรคสามแห่งมาตรานี้ อันนี้ก็เป็นบันทึก เจตนารมณ์ จะจริงทั้งหมด จริงกี่เปอร์เซ็นต์ หรือท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะมีมุมมอง ที่แตกต่างออกไปอย่างไรเป็นเรื่องหนึ่งครับ แต่ในเมื่อรัฐธรรมนูญเขามีเจตนารมณ์ เขาบัญญัติไว้เช่นนี้ และปีนี้ท่านนายกรัฐมนตรีที่กระผมเคารพ ท่านก็เพิ่งประกาศ เมื่อเดือนพฤษภาคมครับว่าให้การปราบปรามการทุจริตเป็นวาระแห่งชาติอีกครั้งหนึ่งแล้ว เพราะฉะนั้นกระผมว่าการแก้ไขโดยตัดทอนบทลงโทษออกไปจากมาตรา ๑๔๔ นั้น ดูออกจะไม่สอดคล้องกับสถานการณ์สักเท่าไรนัก เช่นกันครับถ้าอ่านมาตรา ๑๔๔ บทแก้ไข อย่างเดียวไม่พอครับ ไปดูมาตรา ๑๘๕ ผมจะไปอย่างเร็ว ๆ ว่ามาตรา ๑๘๕ ก็มีขึ้น เป็นครั้งแรกในรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ ก็เขียนไว้ใกล้เคียงกัน แต่รัฐธรรมนูญปี ๒๕๖๐ ได้เพิ่มข้อห้ามเกี่ยวกับการกระทำในลักษณะที่ทำให้บุคคล ผู้เป็น ส.ส. หรือ ส.ว. มีส่วนร่วมในการใช้จ่ายเงินงบประมาณหรือให้ความเห็นชอบ ในการจัดทำโครงการใด ๆ ของหน่วยงานของรัฐ โดยยกเว้นกรณีที่เป็นการดำเนินการ ในกิจการของรัฐสภา ท่านประธานครับ ในร่างแก้ไขร่างที่ ๑ นี้ ได้ตัดมาตรา ๑๘๕ ที่เพิ่มขึ้นมาใหม่นี้ออกไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือเรื่องการกระทำที่มีส่วนร่วม ในการใช้จ่ายเงินงบประมาณในการอนุมัติโครงการต่าง ๆ ผมก็เป็นลูกศิษย์เรียนกฎหมายกับ ท่านประธานมาครับ ดูมาตรา ๑๔๔ กับมาตรา ๑๘๕ มันค่อนข้างจะเจือสม ซึ่งกันและกันในเรื่องที่เกี่ยวกับงบประมาณแผ่นดิน กระผมไม่ได้บอกว่าถ้าเลิก ถ้าแก้ไข ไปแล้วมันจะเกิดการโกงขนานใหญ่ขึ้น หรือว่าถ้าบัญญัติไว้มันจะป้องกันการโกงได้ แต่ว่าเรื่องนี้จำเป็นที่จะต้องศึกษาอย่างลึกซึ้งมากกว่าที่จะเสนอแก้ไขอย่างรวดเร็วในขณะนี้ ท่านประธานครับ นี่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่กระผมมีความเป็นห่วงค่อนข้างมาก แม้ว่าเมื่อช่วงเช้า ท่านผู้เสนอญัตติชื่อแรกคือ ท่านไพบูลย์ นิติตะวัน ขอประทานโทษที่ต้องเอ่ยนามท่าน ท่านบอกว่าจะขอแก้ไขในชั้นกรรมาธิการ ท่านประธานครับ ร่างนี้มีผู้ร่วมลงชื่อผมว่าเกินร้อย ท่านไพบูลย์รับปากเช่นนั้น กระผมเชื่อในเกียรติของท่าน แล้วก็โดยส่วนตัวก็เคารพนับถือกัน แต่ว่าเพื่อนสมาชิกรัฐสภา ที่ร่วมลงชื่อด้วยอีกเกือบร้อยนี้ท่านเห็นอย่างไรครับ ท่านจะไปอยู่ในกรรมาธิการอย่างไร จะมาตัดสินในวาระที่ ๒ ซึ่งใช้เสียงข้างมากปกติกันอย่างไร อันนี้กระผมเชื่อว่า ไม่ใช่กระผมคนเดียวที่เป็นห่วงครับ เพื่อนสมาชิกรัฐสภาที่มาจากส่วนของสมาชิกวุฒิสภา ก็เป็นห่วงเช่นกัน เพราะฉะนั้นร่างที่ ๑ นี้จึงเป็นร่างที่กระผมยังไม่ตกผลึกที่จะตัดสินใจ รับหลักการไม่เหมือนกับ ๖ ร่าง ที่กระผมได้บอกไปแล้วว่ามีอยู่ ๖ ร่างแต่ยังไม่ได้บอก รายละเอียด ท่านประธานครับ การแก้รัฐธรรมนูญนี้เพื่อที่จะให้การปราบปรามการทุจริต หรือการทำงานของ ป.ป.ช. สะดวกขึ้นนะครับ กระผมจำเป็นที่จะต้องขอชื่นชมร่างที่ ๑๐ ซึ่งเป็นร่างของพรรคร่วมรัฐบาล ๓ พรรค น่าจะเป็นของพรรคประชาธิปัตย์นะครับ ที่ท่านไปมองประเด็นการแก้ไขกระบวนการกล่าวโทษ ป.ป.ช. สั้น ๆ ครับ กระบวนการ กล่าวโทษ ป.ป.ช. ให้สมาชิกยื่นหนังสือต่อประธานรัฐสภา แต่ว่าในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ กำหนดว่าให้ประธานรัฐสภามีดุลยพินิจได้ว่ามีมูลเพียงใดแล้วจึงส่งประธานศาลฎีกา แต่ร่างนี้ได้แก้ไขว่าให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาตามจำนวนที่ยื่นนี้ ยื่นต่อประธานศาลฎีกา เพียงแต่ผ่านประธานรัฐสภาเท่านั้น พูดง่าย ๆ ก็คือประธานรัฐสภา ไม่สามารถจะใช้ดุลพินิจได้เพื่อป้องกันประเด็นทางการเมือง เพราะว่าประธานรัฐสภา ก็มาจากพรรคการเมืองแล้วก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีบุคลิกภาพเป็นที่น่าเคารพเหมือน ท่านประธานที่นั่งอยู่ในขณะนี้ ท่านประธานครับ กล่าวโดยสรุปแล้วยังมีอีก ๒-๓ ประเด็น ที่กระผมเป็นห่วงก็คือในบทบัญญัติที่ว่าด้วยการเพิ่มเสรีภาพให้กับประชาชนนะครับ แต่ก็มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ในมาตรา ๔๕ ในมาตรา ๙๐ ที่ทำให้สิทธิเสรีภาพ ของประชาชนหายไปด้วยเช่นกัน ก็คือการแก้ไขมาตรา ๔๕ ทำให้สิทธิของประชาชน ในฐานะสมาชิกพรรคการเมืองหายไป จะไม่มีไพรมารี โหวต (Primary Vote) อีกต่อไป หากตัวแม่คือมาตรา ๔๕ เขียนใหม่แบบที่เสนอมามันก็จะเป็นผลโยงไปให้มีการแก้ พ.ร.บ. พรรคการเมืองกับ พ.ร.บ. การเลือกตั้ง นอกจากนั้นการแก้ไขมาตรา ๙๐ โดยวิธีการ เขียนใหม่เหมือนจะเป็นการแก้ไขระบบการเลือกตั้งเท่านั้น แต่ข้อความที่หายไป ในสาระสำคัญก็คือการจัดทำบัญชีรายชื่อต้องให้สมาชิกของพรรคการเมืองมีส่วนร่วมในการ พิจารณาด้วย โดยต้องคำนึงถึงผู้สมัครรับเลือกตั้งจากภูมิภาคต่าง ๆ และความเท่าเทียมกัน ระหว่างชายและหญิง ข้อความนี้หายไปครับ รวม ๒ มาตรานี้สิทธิของประชาชนหายไป ๓ ประการด้วยกัน อันนี้ก็เป็นประเด็นที่กระผมไม่สบายใจนะครับ แล้วก็ขออนุญาต ที่จะตัดสินใจอีกครั้งหนึ่งในวันพรุ่งนี้ก่อนที่จะลงมติ แต่ ณ นาทีนี้เพื่อให้การอภิปรายนั้นจบ อย่างชัดเจนว่ามีร่างที่กระผมตัดสินใจว่าจะรับแน่นนอนแล้วก็คือ ร่างที่ ๔ ร่างที่ ๘ ที่ ๙ ที่ ๑๐ ราบที่ ๑๑ และร่างที่ ๑๒ ส่วนร่างอื่น ๆ ที่เหลือนั้น กระผมขอตัดสินใจหลังจากฟัง ท่านเจ้าของร่างแล้วก็ท่านสมาชิกทุกฝ่ายได้อภิปรายต่อไปครับ กราบขอบพระคุณครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณนะครับ ต่อไป พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ขอย้ำอีกครั้งนะครับ หลังจากนั้นก็เป็นคุณศิริพงษ์ อังคสกุลเกียรติ แล้วก็เป็น ท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ขอเชิญท่าน พลตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ครับ

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ต้องกราบพระคุณท่านประธานเป็นอย่างยิ่ง ท่านประธานที่เคารพครับ ร่างรัฐธรรมนูญทั้ง ๑๓ ฉบับ ที่มาจากเพื่อนสมาชิกของ สภาผู้แทนราษฎรทั้งพรรครัฐบาลและพรรคฝ่ายค้าน ที่ได้เสนอต่อรัฐสภาในวันนี้ เป็นมุมมอง ที่สมาชิกได้ผ่านการกลั่นกรองมาจากพรรคการเมืองต่าง ๆ ว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มีปัญหา แล้วก็จำเป็นต้องแก้ไข ซึ่งในส่วนของพรรคประชาชาติ ซึ่งเป็นพรรคการเมือง ที่เรียกว่าเป็นพรรคที่มีพื้นถิ่นในการก่อตั้งอยู่จาก ๓ ชายแดนภาคใต้ แต่เป็นพรรคของคน ทั้งประเทศ ในการรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ประชาชนในจังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา และจังหวัดนราธิวาส ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ ปี ๒๕๖๐ เหตุที่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๖๐ เพราะประชาชนเห็นว่าสิทธิเสรีภาพความเสมอภาค ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และความยุติธรรม ความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่มีเกิดกับพี่น้องในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และความจริงในรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีเกิดกับพี่น้องประชาชนทุกคน เพื่อสมาชิกท่านผู้มีเกียรติ จากวุฒิสภาบอกว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ผ่านประชามติ ท่านประธานที่เคารพครับ ในช่วงที่ มีการพิจารณารัฐธรรมนูญ ปรากฏว่าพี่น้องในจังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องการจะหา รัฐธรรมนูญอ่าน ปรากฏว่าไม่มีรัฐธรรมนูญอ่าน จึงได้ทราบว่าท่านรองนายกรัฐมนตรี ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านรองนายกรัฐมนตรีวิษณุ ได้ร่วมกับ กกต. ได้ไปแก้รัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว ปี ๒๕๕๗ เพื่อไม่จำเป็นต้องส่งรัฐธรรมนูญ เดิมมีกำหนดไว้อย่างน้อยต้อง ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของครัวเรือน ให้อ่าน ก็ตัดส่วนนี้ไป จึงเป็นการทำประชามติที่ไม่มี รัฐธรรมนูญอ่าน ท่านประธานที่เคารพครับ ขณะที่สมาชิกรัฐสภานั่งกันเต็มสภานี้ รัฐธรรมนูญเพียงมาตราเดียวเรายังต้องเถียงกันอยู่ แต่การทำประชามติโดยไม่ให้รัฐธรรมนูญ อ่าน ผมถือว่าไม่ควรจะเอาผลของประชามติมาเที่ยวพูดเพื่อสร้างความชอบธรรม วันนี้เราจะ ไม่พูดเรื่องอดีต อดีตน่าจะเป็นบทเรียน แต่อนาคตหรือปัจจุบันเป็นความรับผิดชอบ ที่เราจะต้องมาร่วมกันพูด ท่านประธานที่เคารพครับ ในส่วนของพรรคประชาชาติ ในการหาเสียงในการลงรับเลือกตั้ง เมื่อเราเห็นว่าพี่น้อง เห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีปัญหา เราจึงได้มีการคิดว่าต้องเข้ามาแก้รัฐธรรมนูญเหมือนพรรคการเมืองจำนวนมากที่อยู่ในที่นี่ และผมเองได้มีส่วนเข้าไปเป็นกรรมาธิการศึกษารัฐธรรมนูญ รวมทั้งเป็นกรรมาธิการ พิจารณารัฐธรรมนูญ ฉบับวาระที่ ๓ เมื่อเห็นว่าคำวินิจฉัยของรัฐธรรมนูญว่าเมื่อการจัดทำ รัฐธรรมนูญต้องใหม่ หรือยกเลิกรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ จะต้องไปถามประชาชนผู้สถาปนา รัฐธรรมนูญก่อน จึงตกไป แต่ผมเองพอได้ศึกษาแล้วพบว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีปัญหาหมด และมีปัญหาจนยากที่จะแก้ในลักษณะปะผุได้ จึงจำเป็นเห็นว่าควรที่จะมีการจัดทำ รัฐธรรมนูญใหม่ โดยคืนอำนาจอธิปไตยในการทำรัฐธรรมนูญไปให้ประชาชนทุกภาคส่วน ได้มีส่วนร่วม เพราะประชาชนจะได้ภูมิใจ จะได้มีความรู้สึกเป็นเจ้าของรัฐธรรมนูญ จะออกมาในรูปของ สสร. สภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือจะในรูปแบบใดที่มันดีกว่านี้ ที่ประชาชน ทั้งประเทศได้มีส่วนร่วม ท่านประธานที่เคาพรครับ แต่อย่างไรก็ตาม ในร่างทั้ง ๑๓ ร่าง ผมคงมีเวลาไม่มากนัก แต่ที่ผมจะหยิบมาสัก ๓ ด้าน ถ้าเวลาไม่พอ ผมก็จะพูดแค่ผมพูดได้ คือผมจะมองไปที่อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน ปวงชนต้องใช้อำนาจอธิปไตย ดังนั้น ร่างของพรรคเพื่อไทยที่พรรคร่วมฝ่ายค้านที่แก้ไขมาตรา ๑๕๙ และยกเลิกมาตรา ๒๗๒ กับร่างของพรรคประชาธิปัตย์ รวมถึงพรรคร่วมรัฐบาล ยกเว้นพรรคพลังประชารัฐ เป็นสิ่งที่ผมเห็นด้วย เหตุที่ผมเห็นด้วยยังไม่มีสมาชิกท่านใดพูดในที่นี้ โดยปกติทั้งโลกยกเว้น ประเทศไทย ในระบบอยากให้ทางโสตทัศนูปกรณ์ขึ้นสไลด์ (Slide) ด้วยนะครับ

(เจ้าหน้าดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)

ในทั้งโลกนะครับผมไปศึกษาดูคนที่มาในระบบรัฐสภา คนที่มาจากการเลือกตั้งต้องมีอำนาจ กว่าคนที่มาจากการแต่งตั้ง แต่ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เราจะเห็นว่าคนที่มาจากการแต่งตั้ง โดย คสช. มีอำนาจมากกว่าคนที่ประชาชนเลือกตั้ง จะเห็นได้จากกรณีที่ ๑ การแต่งตั้ง นายกรัฐมนตรี ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งในระบบประธานาธิบดีเดี๋ยวผมจะเทียบให้ดู เขาไม่มีอำนาจให้ ส.ว. ไปเลือกประธานาธิบดี แต่ของเราให้ ส.ว. ที่มาจากการแต่งตั้ง มีการเลือกนายกรัฐมนตรี อำนาจนิติบัญญัติ ส.ว. ยังมีอำนาจ เรื่องอะไรที่จำเป็นจะต้อง ดำเนินการก็อ้างเรื่องการปฏิรูปประเทศ ส.ว. ก็เข้ามามีบทบาทได้เป็นฝ่ายนิติบัญญัติทันที เรื่องการแต่งตั้งศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ ไม่ว่าจะเป็น กกต. ป.ป.ช. หรือหน่วยงานใด ต้องได้รับอนุมัติจาก ส.ว. แล้วที่สำคัญอย่างยิ่งคือทำหน้าที่ในการกำกับ เรื่องปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติที่มีเวลา ๒๐ ปี เดี๋ยวผมจะไปชี้ให้เห็น อาจจะเป็นอีกมุมมองหนึ่ง เมื่อเราไป เทียบคือ ส.ว. ของระบบที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ที่มีการแยกอำนาจบริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ เราจะพบว่า ส.ว. ที่มาจากการแต่งตั้ง เช่น ประเทศอังกฤษเขามีอำนาจ แค่กลั่นกรองกฎหมายและให้คำปรึกษา มีอำนาจน้อยกว่า ส.ส. แต่ ส.ว. ในระบบ ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกามีอำนาจที่มากกว่า ส.ส. เขามีความชอบธรรมที่จะมีอำนาจ มาก เนื่องจากว่าเขามาจากการเลือกตั้ง แต่ ส.ว. ของเรามาจากการแต่งตั้ง ผมไม่ได้โทษ ส.ว. เลย ไม่ใช่ความผิดของ ส.ว. ท่านเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ แต่ท่านถูกแต่งตั้งมา วันนี้ผมต้องขอ พูดในมุมมองนี้

ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่ออำนาจอธิปไตยอันหนึ่งก็คืออำนาจบริหาร นายกรัฐมนตรีเป็นผู้มีอำนาจสูงสุด ประชาชนจะอยู่ดีกินดี ประชาชนจะมีความทุกข์ทรมาน ประชาชนจะเดือดร้อน บ้านเมืองจะทุจริตคอร์รัปชัน (Corruption) ในบรรดาคุณสมบัติ ที่สำคัญที่สุดคือนายกรัฐมนตรี ดังนั้นผมจึงคิดว่าในช่วงเปลี่ยนผ่านท่าน ส.ว. หลายท่าน ก็บอกว่าท่านเหลืออีกปีกว่า ๆ ก็จะครบ ๕ ปีแล้ว ปล่อยให้ท่านทำหน้าที่ต่อไป แต่อายุของ ส.ส. มีเวลา ๔ ปี ท่านอยู่ ๕ ปี อีก ๑ ปี ท่านก็จะต้องมาเลือกนายกรัฐมนตรี ผมเชื่อว่าวันนี้ถ้าเราพูดว่าเรื่องใหญ่ที่สุดคืออำนาจฝ่ายบริหารนี้ผมคิดว่าสามารถประหารคน ไทยได้ สามารถทำให้คนไทยตายได้ อย่างเช่นการบริหารเรื่องโควิด (COVID) ท่านจะเห็นว่า ในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมาจนวันนี้ท่านนายกรัฐมนตรีหรือคนไทยได้เห็นคนตายทุกวัน ๆ ผมเอาตัวเองไปรู้สึกว่าถ้าผมเป็นผู้บริหารนี้ผมทำอย่างไรจะหยุดคนตายได้ ทำอย่างไรจะ ไม่ให้เหลือ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ แต่นี่กลับเป็นคนตายมีความไม่รู้สึกเลย แล้วเรา ก็ไม่ไปโทษเพราะว่านายกรัฐมนตรีท่านไม่มีความเชื่อมั่น ประชาชนไม่มีความเชื่อมั่น ข้าราชการ ท่านก็รวมอำนาจทั้งหมดมาอยู่ในมือ ท่านมีเวลา ๒๔ ชั่วโมงต่อวันนะครับ ท่านไม่มีเวลามากกว่าคนอื่น ท่านมีสองมือแล้วก็ท่านไม่ไว้ใจคนอื่น ทั้งที่ระบบการดูแล สาธารณสุข ๔๐ กว่าปีสมัยท่านประธานเป็นรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขก็รู้ว่ากระทรวง สาธารณสุขนี้มีบุคลากรการแพทย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สามารถป้องกันได้ แต่วันนี้กลับรวบอำนาจ มาหมด อันนี้คือตัวอย่าง ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากจะให้ขึ้นไปดูนิดหนึ่ง รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นี้เนื่องจากว่าประเทศอยู่ในลักษณะที่ไม่มีรัฐธรรมนูญไม่ได้ จึงเป็นกฎหมายมหาชนที่เกิดขึ้นมาเพื่อที่จะให้ดูหน้าตาดีขึ้นว่ารัฐบาลมีรัฐธรรมนูญและมีการ เลือกตั้ง ทั้งที่จริง ๆ นั้นเราจะพบว่าในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผมเคยอภิปรายว่ามีอยู่ ๓ รัฐ อยู่ในตัว ๑. รัฐธรรมนูญ ๒. คือรัฐอิสระ รวมถึงศาลรัฐธรรมนูญ หรือสิ่งต่าง ๆ นี้เพื่อที่จะ ดำเนินการกับกลุ่มที่เป็นฝ่ายตรงข้าม ผมพูดว่าอย่างนั้น แล้วมีบางครั้งเรายึดกฎหมายเป็น ลายลักษณ์อักษร รัฐธรรมนูญสูงสุดบางเรื่องไม่มีอยู่ในรัฐธรรมนูญก็ยังมีการตัดสิน ที่สำคัญอย่างยิ่งเรามีรัฐประหารเงียบ ผมกราบเรียนก็คือการที่ให้ ส.ว. มาเลือก นายกรัฐมนตรี ทั้ง ๆ ที่ประชาชนต้องการเลือกผ่านตัวแทน ดังนั้นผมจึงอยากจะให้ขึ้นสไลด์ หน่อยครับ คือด้วยความที่รัฐธรรมนูญเราเป็นเผด็จการ ท่านประธานที่เคารพครับ ในการชี้แจง เรื่องเศรษฐกิจเขาบอกว่าถ้าการส่งออกหรือการค้ากับต่างประเทศถ้าได้ทำ เอฟทีเอ (FTA) นี้จะมีอัตราการโตตั้งแต่ ๒๕๙ เปอร์เซ็นต์ ๒๔๘ เปอร์เซ็นต์ ส่วนประเทศ ที่ไม่ทำเอฟทีเอ (FTA) ก็คือกลุ่มอียู (EU) หรืออเมริกาก็จะโตแค่ ๔๓ เปอร์เซ็นต์ นายกรัฐมนตรีเข้ามาวันนี้เรายังมีเอฟทีเอ (FTA) แค่ ๑๗ ประเทศ ขณะเวียดนาม มี ๕๐ ประเทศ ความหวังที่จะทำให้เศรษฐกิจเจริญเติบโตนี้เป็นเรื่องยาก แล้วก็ให้คนของ กระทรวงพาณิชย์ของท่านรัฐมนตรีจุรินทร์หรือให้คนทั้งหมดเอางบประมาณไป แต่ต่างชาติเขาไม่ยอมทำเอฟทีเอ (FTA) กับเรา เพราะผู้นำประเทศเรายังเป็นเผด็จการ เรายังมีรัฐธรรมนูญที่ให้ ส.ว. มาเลือกนายกรัฐมนตรี อันนี้ก็เป็นปัญหาสำคัญอันหนึ่ง ดังนั้นผมจึงเห็นด้วยอย่างยิ่งกับข้อเสนอพรรคร่วมรัฐบาล ยกเว้นพรรคพลังประชารัฐกับ พรรคเพื่อไทยที่ให้มีการแก้ไขมาตรา ๑๕๙ ที่ให้ผู้เป็นนายกรัฐมนตรีควรมาจาก ส.ส. หรือ บุคคลที่พรรคการเมืองนั้นเสนอชื่อเพื่อไปให้เลือก และที่สำคัญก็ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วครับ ต้องขอโทษเพื่อนสมาชิกทางวุฒิสภา ผมว่าถึงเวลาแล้ววันนี้นายกรัฐมนตรีก็วางรากฐานมา เยอะแล้ว เราควรปล่อยให้มีการแข่งขันกันเสรี ควรจะยกเลิกมาตรา ๒๗๒ ที่ให้ ส.ว. มาเลือกนายกรัฐมนตรี

ในประการที่ ๒ ที่ผมสนับสนุนก็คือสนับสนุนการยกเลิกยุทธศาสตร์ชาติ ท่านประธานที่เคารพครับ ยุทธศาสตร์ชาติให้ ส.ว. เป็นผู้กำกับ ผมถามคนอายุน้อย ๆ ว่าทำไมเราต้องให้ผู้เกษียณอายุ ทำไมเราต้องให้คนกลุ่มนี้มากำหนดชะตากรรม ซึ่งต้องยอมรับประสบการณ์ท่าน แต่ความชราภาพหรือโลกมันไปไกลแล้ว แล้วพอไปเป็น ยุทธศาสตร์ชาติก็จะเกิดความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เฉพาะตัวนายกรัฐมนตรี พวกพ้อง และราชการ มีการขยายอำนาจส่วนราชการไปมากมาย ที่สำคัญไปล็อกเรื่องงบประมาณ ขณะที่ประชาชนอดอยาก ยังมีตั้งงบไม่บอกของทหาร ซื้อเรือดำน้ำ ตั้งงบมากมายเลย โดยไม่มีจิตใจเพื่อประชาชนเลย ดังนั้นผมจึงสนับสนุนในเรื่องการยกเลิก และควรที่จะให้ ประชาชนมีส่วนร่วมครับ ผมมีอีกหลายข้อที่อาจจะเว้นไว้นะครับ ขอขอบพระคุณมากครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณนะครับ ต่อไป คุณสิริพงษ์ อังสกุลเกียรติ ครับ

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สภาผู้แทนราษฎร ศรีสะเกษ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานรัฐสภา กระผม นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ เขต ๑ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตใช้โอกาสนี้ครับ อภิปรายสนับสนุนร่าง ฉบับที่ ๗ มาตรา ๕๕/๑ ซึ่งเสนอโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และคณะ โดยร่างฉบับที่ ๗ นี้ มีเนื้อหาสาระสำคัญคือว่า รัฐต้องจัดให้ประชาชนได้รับรายได้พื้นฐาน ถ้วนหน้าอันจำเป็นต่อการดำรงชีวิตอย่างทั่วถึง สาเหตุที่เรายื่นร่างฉบับนี้ เนื่องจาก ในปัจจุบันนี้เราจะเห็นได้ว่าสังคมไม่ใช่เฉพาะสังคมไทยครับ แต่เป็นสังคมของโลกใบนี้ มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ทั้งการเปลี่ยนแปลงของความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วันนี้เรามีคำถามจากประชาชนจำนวนมากครับว่าในอนาคตอันใกล้นี้ เมื่อเทคโนโลยีเหล่านี้มาทดแทนแรงงานมนุษย์แล้ว มนุษย์จำนวนมากที่จะต้องตกงาน เราจะแก้ปัญหานี้อย่างไร ต่อไปคนทำงานในโรงงานจะมีเครื่องจักรมาแทน ต่อไปคนขับ รถยนต์ รถยนต์จะสามารถขับได้อัตโนมัติ ต่อไปอะไรที่เคยใช้มนุษย์ทำงานจะเปลี่ยนไปใช้ เทคโนโลยีมากขึ้น เราจะช่วยเหลือคนเหล่านี้อย่างไร ปัญหานี้มันไม่ได้อยู่ที่ว่าคนตกงานครับ แต่ปัญหานี้มันยังลามไปถึงว่าเมื่อคนเหล่านี้ตกงานแล้ว กำลังซื้อมหาศาลมันกำลังจะหายไป จากโลกนี้ จะทำอย่างไรนี่คือ ๑ ในปัญหานั้น

๒. ปัญหาความเหลื่อมล้ำครับ วันนี้เราเห็นว่าปัญหาความเหลื่อมล้ำที่นับวัน ยิ่งจะทวีความรุนแรง คนรวย รวยมาก ๆ จำนวนน้อยลง ๆ ในขณะที่คนจนจำนวนมากขึ้น ๆ และดูไม่มีวี่แววว่าจะคลี่คลายสถานการณ์เหล่านี้ได้เลย จึงมีแนวคิดนี้ขึ้นมาครับแนวคิด ที่บอกว่า ต้องมีการประกันรายได้ให้กับประชาชนทุกคนอย่างถ้วนหน้า หรือที่ท่านภราดร ที่ท่านศุภชัยได้พูดไปก่อนหน้านี้เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่ายูบีไอ(UBI) ยูนิเวอร์แซล เบสิก อินคัม (Universal Basic Income) เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมา ในโลกนี้ ๕๐๐ ปีที่แล้ว แต่กลับมีคนหยิบยกขึ้นมาพูดเรื่องนี้เร็ว ๆ นี้จำนวนมากเพราะ สถานการณ์โควิด (COVID) ทำให้เห็นว่าโลกหมุนเร็วกว่าที่เขาเคยคิด แล้ววันนี้นักคิด ในยุคปัจจุบันนี้ที่นำเสนอเรื่องนี้ขึ้นมา คนที่ ๑ ที่ผมพอจะยกตัวอย่างได้ ก็คือมาร์ก ซักเคอร์ เบิร์ก (Mark Zuckerberg) ก็คือผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊ก (Facebook) ที่ท่านประธานและ ที่ประชาชนทางบ้านใช้เล่นดูข่าวสารอยู่ในเฟซบุ๊ก (Facebook) ปัจจุบัน เขาก็บอกว่าถึงเวลา แล้ว ที่โลกจะต้องเอานโยบายยูบีไอ (UBI) มาใช้ คนที่ ๒ ครับ ถ้าคนรุ่นใหม่ก็น่าจะรู้จักดีนั่น ก็คืออีลอน มัสก์ (Elon Musk) ซึ่งผลิตรถไฟฟ้าที่เร็วที่สุด ดีที่สุด เสนอแนวคิดเรื่องไฮเปอร์ลูป (Hyperloop) คือการ เดินทางผ่านท่อระบบสุญญากาศที่เร็วที่สุด คือคนเหล่านี้เขาบอกว่าวันนี้ถึงเวลาที่รัฐจะต้อง เอานโยบายเรื่องยูบีไอ (UBI) กลับมาใช้แล้ว กลับมาพิจารณาแล้ว จึงเป็นที่มาของว่า ทำไมในปัจจุบันนี้ ในหลาย ๆ ประเทศมีการพูดถึงและมีการนำมาใช้กัน ฟังมาถึงตรงนี้ ท่านสมาชิกหลายท่านอาจจะกังวลใจแล้วครับ บอกว่าแจกเงินอีกแล้วหรือ แต่ต้องกราบ เรียนครับ สิ่งนี้ไม่ใช่สิ่งใหม่ ปี ๒๕๑๙ รัฐในสหรัฐอเมริกาคือรัฐอะแลสกาได้ทดลองนำเงิน จากกองทุนน้ำมันที่รัฐอะแลสกาสามารถเก็บได้มาแจกจ่ายให้กับคนในเมืองนั้นทั่วทั้งเมือง อย่างทั่วถึงตั้งแต่ปี ๒๕๑๙ นะครับ ๔๔ ปีที่แล้ว ประเทศฟินแลนด์ได้มีการเริ่มทดลองใช้ นโยบายนี้ตั้งแต่ปี ๒๕๑๖ ดังนั้นเรื่องนี้จึงไม่ใช่เรื่องใหม่ ยูบีไอ (UBI) หรือรายได้ถ้วนหน้าเพื่อ ประชาชนจะให้อะไรกับประชาชนบ้าง อย่างที่หนึ่งครับ หลักคิดของยูบีไอ (UBI) ก็คือ แจกจ่ายกับประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียมโดยไม่มีเงื่อนไขและต้องเป็นรูปแบบของเงินสด เท่านั้น เพราะคนที่จะรู้ว่าเงินนั้นจะเอาไปใช้อะไร ไม่มีใครรู้ดีเท่ากับผู้รับ แต่เขาก็ไม่ได้คิดว่า เขาจะให้เยอะจนเกินไป เขาให้เพียงเพื่อสามารถให้คนผู้นั้นสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ มีเงินเพียงพอต่อการกินข้าว ซื้อยา ซื้อเสื้อผ้า หาที่นอน ให้เขาสามารถดำรงชีวิตอยู่ ในสังคมได้ อย่างที่ ๒ ครับ คนมีฐานะมักจะถามกันว่าเย็นนี้จะกินอะไรดี แต่คนไม่มีเงินเขา ไม่ได้พูดแบบนั้นครับ เขาถามว่าเย็นนี้จะมีอะไรกินไหม นี่คือหลักคิดของยูบีไอ (UBI) ว่า ประชาชนที่ได้รับยูบีไอ (UBI) นั้นจะได้อะไรบ้าง แต่ความท้าทายของเรื่องนี้มีครับ ความท้าทายของเรื่องนี้มีเยอะมาก คำถามที่ท่านสมาชิกต้องถามแน่นอนว่าแล้วเอาเงินมา จากไหน ผมจะตอบในตอนท้ายของความท้าทายเหล่านี้นะครับ มีคนบอกว่าถ้าเขาได้รับเงิน มาเปล่า แล้วจะใช้เงินไม่มีวินัยหรือไม่ ถ้าเขาได้รับเงินมาเปล่าแล้วเขาจะขี้เกียจทำงาน หรือไม่ เรื่องเหล่านี้มีงานวิจัยครับ เรื่องเหล่านี้มีงานวิจัยรับรองมาว่าในบางประเทศอย่าง ประเทศฟินแลนด์เขาบอกว่าเมื่อคนได้รับเงินยูบีไอ (UBI) แล้ว ประสิทธิภาพในการทำงาน สูงขึ้น เนื่องจากมีความเครียดลดลง คนที่ได้รับเงินรายได้พื้นฐานขั้นต่ำแล้วเขาสามารถ ที่จะไปทำอาชีพที่เขารัก เขาสามารถที่จะไปทำอาชีพอิสระได้ เพราะเขาไม่ต้องมาพะวง ว่าเย็นนี้ฉันจะกินอะไร สิ่งเหล่านี้มีงานวิจัยรองรับ ซึ่งผมคิดว่าหากเราผ่านเรื่องนี้ไป เราจะต้องใช้เวลาในการศึกษา เมื่อสักครู่คำถามที่ว่าแล้วจะเอาเงินมาจากไหน ก็ต้องกราบ เรียนครับว่าเรื่องเงินเป็นเรื่องใหญ่ที่เราจำเป็นจะต้องคิด เพราะเป็นภาระทางการคลังที่หนัก มาก แต่วันนี้สิ่งที่เรายื่นเสนอคือเราอยากจะเสนอเพื่อให้มีการเปิดทางแล้วก็เริ่มคิดกัน ดูกัน เราจะใช้เงินกองทุนได้ไหม เราจะใช้เงินงบประมาณได้ไหม ความท้าทายนี้ไม่ต่างอะไรเลย ครับกับตอนที่เริ่มต้น ๓๐ บาทรักษาทุกโรคเมื่อ ๒๐ ปีที่แล้ว คำถามเหมือนกันครับว่าเอาเงิน มาจากไหน บางทฤษฎีเขาเสนอบอกว่าถ้าอย่างนั้นเราอาจจะลองทำจากสัดส่วนเล็ก ๆ ก่อน ดีหรือไม่ อย่างเช่น ลองดูว่าใครที่มีรายได้ภาษีไม่เข้าเกณฑ์ที่จะต้องเสียภาษีนะครับ อาจจะได้รับเงินสนับสนุนจากคนที่เสียภาษีเกินเกณฑ์ โดยมีสูตรคำนวณ หรือที่เขาเรียกว่า เนกาทีฟ อินคัม แทกซ์ (Negative income tax) คือคนที่มีภาษีติดลบ รัฐอุดหนุนเพื่อให้เขา สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ครับ ผมคิดว่าปัญหาต่าง ๆ มันเป็นเหมือนอุปสรรคที่ เรายังไม่ทราบว่ามันจะมีทางออกทางไหน แต่ถ้าวันนี้เราไม่ลองก้าว เราไม่เดินออกมาดูก่อน มันไม่มีทางไปถึงที่หมาย ท่านประธานครับเรื่องยูบีไอ (UBI) นี้เป็นเรื่องใหม่สำหรับสภาแห่งนี้ ภายนอกอาจจะมีกลุ่มผู้คนจำนวนมากที่เขาพูดถึง มีกลุ่มการเมืองบางกลุ่ม อย่างเช่น กลุ่มแคร์ (Care) ที่เขาพูดถึงเรื่องนี้อยู่ภายนอกสภาแล้ว แต่วันนี้ ณ สภาแห่งนี้พรรคภูมิใจ ไทยจะขอเป็นพรรคแรกครับที่จะปักธงเรื่องนี้ แล้วเราก็ยืนยันว่าเราก็จะสนับสนุนนโยบาย ลักษณะนี้ในทุก ๆ โอกาส ฉะนั้นวันนี้ ผมต้องขอวิงวอนท่านสมาชิกรัฐสภาทุกท่านได้กรุณา ให้โอกาสกับร่างฉบับที่ ๗ นี้ ได้กรุณาให้การสนับสนุนร่างนี้ แล้วเรามาถกเถียงกัน มาถกเถียงกันว่าจะทำอย่างไร จะเดินหน้าอย่างไร อย่าเพิ่งเอาปัญหาที่เรายังแก้ไม่ได้มาตัด โอกาส ร่างฉบับที่ ๗ นี้การแก้ไขมาตรา ๕๑/๑ นอกจากจะเป็นการช่วยคนยากจนแล้ว นอกจากจะเป็นการให้รายได้แก่ผู้ยากจนแล้ว ยังเป็นการทำให้คุณค่าของความเป็นคนเท่ากัน ผมจึงขอความกรุณาจากสมาชิกทุกท่านด้วยนะครับว่าวันนี้เรามาจุดไม้ขีดก้านแรกด้วยกัน ครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณนะครับ หลังจาก พลเอก เลิศรัตน์ แล้วก็จะเป็นนายแพทย์เรวัต วิศรุตเวช นะครับ และเป็นนายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ นายมณเฑียร บุญตัน ขอเชิญท่าน พลเอก เลิศรัตน์ ครับ

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกวุฒิสภา กลุ่มอื่น ๆ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ขออภิปรายร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม โดยกระผมได้ศึกษาร่างรัฐธรรมนูญ ทั้ง ๑๓ ฉบับแล้วมีความแตกต่างในเนื้อหาหลักการซึ่งครอบคลุมถึง ๑๐ หมวด ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ แต่ด้วยเวลาอันจำกัด กระผมขอเน้นการอภิปรายเฉพาะในเรื่อง ที่เกี่ยวกับระบบการเลือกตั้ง ซึ่งอยู่ในร่างที่ ๑ ของพรรคพลังประชารัฐ ร่างที่ ๓ ของ พรรคเพื่อไทย และร่างที่ ๓ ของท่านจุรินทร์และคณะ ซึ่งกระผมคิดว่าเป็นการแก้ไขหลักการ ของรัฐธรรมนูญที่สำคัญที่สุดในบรรดาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ทั้ง ๑๓ ร่างที่ส่งมา เนื่องจากการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้นถือเป็นพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย ที่สำคัญ การจัดการเลือกตั้งระบบเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอย่างเหมาะสม กับการเมืองของประเทศไทยจึงมีความสำคัญยิ่ง ตัวกระผมเองเคยทำหน้าที่ยกร่าง การเลือกตั้งระบบ ส.ส. เมื่อสมัยร่างรัฐธรรมนูญกับท่านอาจารย์บวรศักดิ์ ขออนุญาต เอ่ยนามท่าน เราก็ได้รับเชิญจากประเทศเยอรมนีให้ไปดูงานเรื่องการจัดทำระบบการเลือกตั้ง ของประเทศเยอรมนี ที่เรียกว่าระบบสัดส่วนผสม หรือเอ็มเอ็มพี (MMP) ซึ่งกระผม จะได้กล่าวต่อไป บทเรียนจากการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคม ปี ๒๕๖๒ โดยใช้ระบบจัดสรรปันส่วนผสมแบบใช้บัตร เลือกตั้งใบเดียว โดยได้รับคะแนนจากผู้สมัคร ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้งทุกคน มารวมกัน เป็นคะแนนของแต่ละพรรคการเมืองในการคำนวณจำนวน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ โดยใช้ระบบการคำนวณที่เรียกว่า จัดสรรปันส่วนผสม หรือที่ต่างชาติที่เขาใช้กันมา เรียกว่าระบบสัดส่วนผสม หรือเอ็มเอ็มพี (MMP) มัลติเมมเบอร์ พรอพอสชันนอล (Multi-member Proportional) นำมาคำนวณหาจำนวน ปาร์ตี้ลิสต์ (Party List) แตกต่างจากระบบคู่ขนานที่เราใช้กันในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และ ปี ๒๕๕๐ ซึ่งของปี ๒๕๕๐ นั้นก็แก้ไขเพิ่มเติมเมื่อปี ๒๕๕๔ ขอแผ่นที่ ๑ ครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)

ระบบ การเลือกตั้ง ส.ส. แบบสัดส่วนผสมใช้หลักการของระบบเอ็มเอ็มพี (MMP) โดยรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เรียกว่าระบบจัดสรรปันส่วน เนื่องจากว่าได้ไปดัดแปลงโดยใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว ระบบนี้ใช้อยู่ในโลกนี้ประมาณ ๑๐ ประเทศ ใช้บัตรเลือกตั้ง ๒ ใบกันทั้งสิ้น

โดยใบที่ ๑ นั้นเลือก ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง

และใบที่ ๒ เลือก ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งข้อดีที่เขาคิดระบบนี้ขึ้นมาก็เพื่อ เป็นการที่จะป้องกันไม่ให้เกิดเผด็จการรัฐสภา เพราะโอกาสที่พรรคหนึ่งพรรคใดจะได้ คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งด้วยวิธีคิดแบบเอ็มเอ็มพี (MMP) นั้นจะเป็นไปได้ยาก แผ่นที่ ๒ ครับ อันนี้ก็เป็นวิธีคำนวณที่อยู่ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ โดยนำคะแนนเสียง บัญชีรายชื่อทั้งหมดที่พรรคการเมืองได้รับจากทั่วประเทศมารวมกันเพื่อคำนวณหาจำนวน ส.ส. ตามสัดส่วนที่แต่ละพรรคการเมืองนั้นจะพึงมีได้ทั้งประเทศ คำว่า จะพึงมีได้ เป็นคำที่ สำคัญที่ก่อให้เกิดปัญหาต่อไป ให้นำจำนวน ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้งที่แต่ละพรรค การเมืองได้รับเลือกตั้งมาเทียบกับจำนวนของ ส.ส. ทั้งหมดที่พรรคการเมืองนั้นจะพึงมีได้ ตาม (๑) เพื่อคำนวณให้ได้จำนวน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองนั้นทั้งหมดตาม (๓) หรือข้อ (๔) ซึ่งอยู่ในแผ่นต่อไป

ในประเด็นที่ ๓ นั้นถ้า ส.ส. ที่แต่ละพรรคการเมืองจะพึงมีตามหนึ่งมีจำนวน มากกว่า ส.ส. ที่พรรคการเมืองนั้นได้รับเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งทุกเขตรวมกัน ก็ให้เพิ่ม ส.ส. จากบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองนั้นหรือที่เรียกว่าปาร์ตีลิสต์ (Party list) จนเท่ากับ จำนวนสัดส่วน ส.ส. ที่คำนวณได้ตาม (๑) ในทางกลับกันในข้อ ๔ กรณีที่ ส.ส. ที่แต่ละพรรค การเมืองจะพึงมีได้ตามหนึ่งมีจำนวนเท่ากับหรือน้อยกว่าจำนวน ส.ส. ที่พรรคการเมืองนั้น ได้รับเลือกในเขตเลือกตั้งทุกเขตรวมกัน ให้พรรคการเมืองนั้นมีจำนวน ส.ส. เฉพาะที่ได้รับ เลือกตั้งจากเขตเลือกตั้ง ในระบบที่ได้กราบเรียนแล้วนั้นแผ่นที่ ๔ ในกรณีที่จำนวน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อที่กำหนดไว้ตาม (๓) รวมกันมากกว่า ๑๕๐ คน อันนี้ก็คือที่เขาเรียกกันว่า โอเวอร์แฮงก์ (Overhang) ถ้าเกิน ๑๕๐ คน ก็ให้ปรับลดจำนวน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อลงให้ เหลือ ๑๕๐ คน ตามสัดส่วน ก็เทียบบัญญัติไตรยางศ์ง่าย ๆ ให้เหลือ ๑๕๐ คน นี่กรณีที่ใช้ ในระบบตัวเลขเดิม คือ ๓๕๐ คน แล้วก็ ๑๕๐ คน เป็นบัญชีรายชื่อ ปัญหาที่เกิดขึ้นคืออะไร ครับ ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการเลือกตั้งในครั้งนี้มีหลายเรื่อง จนมีการฟ้องร้องหรือร้องเรียน ผ่าน กกต. และศาลรัฐธรรมนูญ เพราะบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญบางข้อความทำให้เกิดปัญหา ในการคำนวณหาจำนวน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ แม้แต่การเลือกตั้งใหม่ในบางเขตทำให้ คะแนน ส.ส. พึงมีของแต่ละพรรคก็เปลี่ยนไป ขนาดถึงกับมี ส.ส. พ้นจากตำแหน่งทั้งที่เป็น ส.ส. แล้ว เมื่อมีผลเลือกตั้งซ่อมออกมาใหม่ การไม่กำหนดเกณฑ์ต่ำในการคำนวณ ส.ส. ที่แต่ละพรรคพึงมี ทำให้มีพรรคเล็ก ๑-๒ คน กว่า ๑๐ พรรค ก็เพราะว่าไม่กำหนดเกณฑ์ต่ำ ในประเทศเยอรมันนั้นจะกำหนดเกณฑ์ต่ำไว้ร้อยละ ๕ ในประเทศนิวซีแลนด์ก็ประมาณร้อย ละ ๓ การเลือกตั้งเมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๖๒ มีผู้สมัครประเภทแบ่งเขต ๑๑,๐๐๐ กว่าคน บัญชีรายชื่ออีก ๒,๙๐๐ กว่าคน รวมมีผู้สมัคร ส.ส. ถึง ๑๔,๐๐๐ กว่าคน ในอดีตที่เรา เลือกตั้งมาประมาณ ๕-๖ ครั้ง จะมีผู้สมัคร ส.ส. แบบแบ่งเขตก็ประมาณ ๒,๐๐๐ กว่าคน ถึง ๓,๐๐๐ คน มีพรรคส่งผู้สมัครถึง ๘๑ พรรค และมีพรรคได้รับเลือกตั้งถึง ๒๖ พรรค ก็ด้วยระบบการเลือกตั้งแบบบัตรใบเดียว ทุกคนก็ส่งผู้สมัครให้มากที่สุดโดยหวังคะแนน จากผู้สมัครของตนเองที่กระจายอยู่ในหลายสิบหรือหลายร้อยเขต เกิดความอ่อนแอ ในรัฐสภา มีการต่อรองกันอย่างต่อเนื่องในการจัดตั้งรัฐบาล จนกระทั่งมีปรากฏการณ์ กล้วยเลี้ยงลิงและพรรคฝ่ายค้านอิสระ ซึ่งเราไม่เคยมีมาก่อน พรรคฝ่ายค้านอิสระก็มี ส.ส. เพียงคนเดียว ความมุ่งหวังที่จะให้เกิด เสถียรภาพและความมั่นคงทางการเมืองก็เป็นไปได้ยาก พรรคการเมืองขนาดใหญ่และขนาด กลางก็ต้องอาศัยพรรคขนาดเล็กซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก อย่างที่ผมเรียนว่ามีถึง ๒๖ พรรค แม้แต่ กกต. เองเมื่อผ่านไป ๖๐ วันก็ยังแทบจะไม่สามารถสอยใครได้เลย หรือจัดการ เลือกตั้งซ่อมใหม่ เพราะมีผู้สมัครกว่า ๑๐,๐๐๐ คน นี่คือปัญหาที่เกิดขึ้นจากระบบ การเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนที่ใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว จึงเป็นเหตุให้พรรคการเมืองหลาย พรรคได้ขอแก้ไขให้เป็นแบบบัตร ๒ ใบ โดยใช้วิธีคำนวณ ส.ส. แบบคู่ขนานไม่นับมาผสม รวมกัน ลองดูในแผ่นถัดไปนะครับ อันนี้เป็นระบบเลือกตั้ง ส.ส. ของ ๓ พรรคร่วมรัฐบาลนั้น ก็ลดจำนวน ส.ส. แบบแบ่งเขตลงเหลือ ๑๐๐ คน แบบปาร์ตีลิสต์ (Party list) หรือบัญชี รายชื่อลงเหลือ ๑๐๐ คน และแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ๔๐๐ คน โดยใช้บัตร ๒ ใบ และบัตรแต่ ละใบนั้นก็แยกออกจากกันเหมือนกับรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ ไม่มีข้อจำกัดที่พรรคการเมือง จะส่ง ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ไม่กำหนดคะแนนต่ำสุดสำหรับการนำไปคำนวณหา จำนวน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ การคำนวณก็ให้นับคะแนนที่แต่ละพรรคได้มารวมกัน ทั้งประเทศเพื่อแบ่งกันตามอัตราส่วนจากจำนวน ๑๐๐ คน ถ้ามีลงคะแนน ๔๐ ล้านคน ใครได้ ๔๐๐,๐๐๐ คน ก็จะได้ ส.ส. ๑ คน

ต่อไปเป็นระบบการเลือกตั้ง ส.ส. ของพรรคพลังประชารัฐซึ่งอยู่ในร่างที่ ๑ มีสมาชิก ๕๐๐ คน เลือกตั้งบัตร ๒ ใบ แบ่งเป็น ๔๐๐ เขต แล้วก็บัญชีรายชื่อ ๑๐๐ คน เหมือนกับที่ได้นำเรียนไปแล้ว แต่มีข้อกำหนดเพิ่มขึ้นว่าพรรคที่ส่ง ส.ส. แบบแบ่งเขตไม่น้อย กว่า ๑๐๐ เขตมีสิทธิส่งได้ ทำให้เขตเล็กลง พรรคที่ได้คะแนนเสียงน้อยกว่าร้อยละ ๑ จากทั้ง ประเทศไม่นำคะแนนมาคำนวณ อันนี้ก็จะมีเงื่อนไขไว้ที่จะไม่ให้พรรคที่มีคะแนนเสียงน้อย กว่าร้อยละ ๑ ในการคำนวณทั้งหมดจากผู้ที่มาใช้สิทธิและบัตรดี ซึ่งในรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ กำหนดไว้ถึงร้อยละ ๕ อันนี้ผมก็เห็นด้วยว่าเป็นการผ่อนปรนแล้ว ถ้าร้อยละ ๕ ก็อาจจะทำ ให้พรรคการเมืองเหลืออยู่เพียงแค่ ๔-๕ พรรคที่จะได้ปาร์ตีลิสต์ (Party list) ส่วนการ คำนวณก็ใช้วิธีเดียวกับที่กล่าวมาแล้ว

และสุดท้ายคือระบบการเลือกตั้ง ส.ส. ของพรรคเพื่อไทย ของพรรคเพื่อไทย นั้นก็ใช้วิธีเดียวกันคือ ๒ ใบ แบ่งเขต ๔๐๐ เขต บัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง ๑๐๐ คน ไม่มีข้อจำกัด อันนี้ไม่จำเป็นจะต้องส่งเขตให้ครบ ๑๐๐ เขตก็สามารถส่งบัญชีรายชื่อได้ เพียงแต่เวลานำมาคิดคะแนนนั้นก็ปัดออกที่ร้อยละ ๑ การคำนวณก็วิธีเดียวกัน คือการที่ให้มี ขั้นต่ำเพื่อนำไปคำนวณ ก็เพื่อป้องกันเหตุที่เกิดขึ้นแบบครั้งที่แล้วที่มีพรรคการเมืองถึง ๒๖ พรรคได้คะแนนเสียง ถ้าเราจะส่งเสริมสถาบันทางการเมือง ส่งเสริมพรรคการเมือง เราก็ต้องคำนึงถึงความมั่นคงในการจัดตั้งรัฐบาล ไม่ใช่ว่าต่างคนต่างไปตั้งพรรค แล้วได้เป็น พรรคคนเดียวเข้ามาตั้ง ๑๐ พรรค อันนี้ก็เป็นระบบการเมืองที่เรียกว่าขาดเสถียรภาพ แล้วถ้าท่านไปดูในโลกนี้จะมีน้อย แทบจะหาประเทศไหนที่มีพรรคการเมืองมากมาย อย่างประเทศเราได้นะครับ เพราะฉะนั้นผมก็เห็นใจผู้ที่เป็นพรรคเล็กพรรคน้อย แต่ท่าน ก็ต้องเข้าใจว่าเรากำลังต้องการสร้างระบบ สร้างเสถียรภาพ สร้างพรรคการเมืองที่เป็น สถาบัน เพราะฉะนั้นถ้าเราปล่อยให้ไปตั้งพรรคการเมือง แล้วไปส่งผู้สมัครเยอะ ๆ เพื่อหา คะแนนมาให้ได้ตามจำนวนที่ให้ได้ ส.ส. ๑ คน ก็จะทำให้สถานการณ์เป็นอย่างทุกวันนี้ ทำให้เกิดความวุ่นวายกันไปหมด การย้ายขั้วย้าย ค่ายต่าง ๆ เพราะฉะนั้นกระผมจึงเห็นว่าการเลือกตั้งในระบบปัจจุบันนี้มีปัญหาแต่ไม่ใช่ หมายความว่าระบบการเลือกตั้งที่ ๓ พรรคเสนอมาดีที่สุด ผมยังเห็นด้วยกับการเลือกตั้ง ในระบบที่เยอรมันใช้ที่เรียกว่าสัดส่วนผสม บัตร ๒ ใบ และมีเกณฑ์ตัดข้างล่าง แต่วันนี้เราไม่ มีทางเลือกเพราะทั้ง ๓ พรรคไม่ได้เสนอแก้ไขระบบจัดสรรปันส่วนให้เป็นบัตร ๒ ใบ แต่ถอย กลับไปใช้ระบบที่เรียกว่าคู่ขนาน เลือกพรรคแล้วก็เลือกเขตแยกจากกัน เนื่องจากระบบ ปัจจุบันนี้มีปัญหาทุกพรรคที่เขียนมาในหลักการก็จะบอกว่าเป็นระบบที่สลับซับซ้อน เป็นระบบที่ไม่ยุติธรรมจึงไม่มีทางเลือกว่าถ้าเราทิ้งรูปแบบการเลือกตั้งที่อยู่ในปี ๒๕๖๐ ไว้อย่างเดิมก็จะเกิดปัญหาต่อไป เกิดการส่งผู้สมัครเป็นหมื่น พรรคการเมืองเป็นร้อยเพื่อหวัง ที่จะเอาคะแนนให้ได้ขั้นต่ำ เนื่องจากว่าถ้าไม่แก้รัฐธรรมนูญก็จะไม่สามารถกำหนดเกณฑ์ต่ำ ได้ก็จะไปแข่งกันที่เศษ ก็ออกมาอย่างที่เห็นนี่ล่ะ เพราะฉะนั้นในเมื่อไม่มีทางเลือกผมจึงคิด ว่าเราก็จำเป็นจะต้องสนับสนุนระบบการเลือกตั้งที่ทั้ง ๓ ร่างที่เสนอมา ที่อยู่ในร่างที่ ๑ ร่างที่ ๓ และอยู่ในร่างที่ ๑๓ เพื่อแก้ปัญหาไปก่อน ส่วนในอนาคตนั้นถ้ามันเกิดเหตุการณ์ ข้อเสียก็จะมีอยู่ข้อเดียวคือจะเกิดเผด็จการทางรัฐสภา ถ้าการเลือกตั้งเกิดมีพรรคที่เข้มแข็ง ขึ้นเหมือนสมัยที่พรรคไทยรักไทยเลือกตั้งแล้วได้คะแนนถึง ๓๗๗ คะแนน อันนี้ก็จะเป็น ปัญหาทำให้สามารถยกร่างกฎหมายต่าง ๆ ได้ตามอำเภอใจ ก็ฝากเรียนว่าในสภาวะปัจจุบัน นี้ในเมื่อพรรคการเมืองไม่เสนอทางออกในการที่จะแก้ไขระบบการเลือกตั้งจัดสรรปันส่วน ก็จำเป็นที่เราจะต้องถอยกลับมาใช้ระบบคู่ขนานเพื่อแก้ปัญหาที่จะเกิดขึ้นในการเลือกตั้งครั้ง ต่อไป กราบขอบพระคุณครับท่านประธาน

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณนะครับ ต่อไปนายแพทย์ เรวัต วิศรุตเวช ครับ

นายเรวัต วิศรุตเวช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายแพทย์เรวัต วิศรุตเวช สมาชิกสภา ผู้แทนราษฎร พรรคเสรีรวมไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ท่านจำเหตุการณ์ วันที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๖๒ ได้ไหมครับ ในวันนั้นได้มีการประชุมรัฐสภาเพื่อเลือก นายกรัฐมนตรี ผมต้องขอขอบพระคุณท่านประธานเป็นอย่างสูงครับที่ในวันนั้นท่านอนุญาต ให้ผมหารือถึงขั้นตอนการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีทั้ง ๆ ที่ผมเป็น ส.ส. ใหม่ แล้วก็เป็นวันแรก ที่เข้าสภา ขอบพระคุณครับท่านครับ ท่านประธานครับ ในวันนั้นผมได้อภิปรายเอาไว้ว่า ขั้นตอนการเสนอชื่อ พลเอก ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ เพราะบทเฉพาะกาลมาตรา ๒๗๒ ได้บัญญัติไว้ว่าในระหว่าง ๕ ปีแรกให้ยกเว้น ข้อความเพียง ๒ วรรคในมาตรา ๑๕๙ ครับ คือวรรคหนึ่งให้สภาผู้แทนราษฎรให้ความ เห็นชอบบุคคลและในวรรคสามครับ ซึ่งเป็นการลงมติแต่งตั้งบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ให้ทำในรัฐสภา ท่านประธานครับ ในมาตรา ๒๗๒ ไม่ได้ยกเว้นการเสนอชื่อบุคคล เป็นนายกรัฐมนตรี ให้ทำในสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้นครับ การเสนอชื่อบุคคล ให้เป็นนายกรัฐมนตรีให้ทำในสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้นครับ ผมจึงเสนอว่าควรต้องเสนอชื่อ บุคคลเฉพาะในสภาผู้แทนราษฎรเสียก่อน เพราะมาตรา ๒๗๒ ไม่ได้ยกเว้นวรรคสอง ใน มาตรา ๑๕๙ ไว้ครับ ในที่สุดท่านประธานครับ วันนั้นก็มีความเห็นต่างกัน แล้วก็ ตีความต่างกัน ในที่สุดรัฐสภาก็ดำเนินการต่อไปจนกระทั่งแต่งตั้ง พลเอก ประยุทธ์ มาเป็นนายกรัฐมนตรี ท่านประธานครับ วันนี้เป็นโอกาสที่ดีที่เราจะมีการแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญด้วยการยกเลิกมาตรา ๒๗๒ ที่ให้อำนาจ ส.ว. เลือกนายกรัฐมนตรี เป็นเรื่องสมควรอย่างยิ่งครับ เพราะนอกจาก จะไม่สอดคล้องกับหลักการของประชาธิปไตยและเจตนารมณ์ของประชาชนแล้ว ก็ยังมีปัญหาในทางปฏิบัติที่ได้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๕ ตามที่ผมได้เล่ามาครับ ผมเลยอยากทบทวน เรื่องนี้ให้ท่านประธาน ผมเชื่อว่าท่านประธานจำได้นะครับ ท่านประธานครับ ผมสั้น ๆ อย่างนี้เลยแล้วกันครับ เพราะว่าเวลาจำกัดมากเลยครับ วันนี้เรามีผู้ติดเชื้อใหม่ ๓,๐๐๐ ราย ตายไปแล้ว ๕๑ ราย มีผู้ป่วยสะสมทั้งหมด ๒๒๐,๐๐๐ ตัวเลขกลม ๆ นะครับ และตายไป แล้วประมาณ ๑,๗๔๔ ราย และยังมีแนวโน้มว่าจะมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอีก ทั้งผู้ป่วยอาการหนัก และเสียชีวิตก็จะเพิ่มขึ้นด้วยครับ ผมกำลังจะพูดอะไร ผมกำลังจะบอกอะไร ผมกำลัง จะบอกว่า ณ ขณะนี้มันมีไวรัสกลายพันธุ์อีกหลายสายพันธุ์กำลังเข้าคิวเรียงมาครับ ทั้งอัลฟา (Alpha) เดลตา (Delta) เบตา (Beta) ในขณะที่รัฐบาลจัดหาวัคซีนมาก็ไม่เพียงพอ และที่สำคัญคือมันช้าเกินไป รวมกับทั้งประเด็นที่วัคซีนที่จัดหามาไม่ว่าจะเป็นซิโนแวก (Sinovac) ก็ดีหรือแอสตราเซเนกา (AstraZeneca) ก็ดี ประสิทธิภาพของวัคซีนทั้ง ๒ ตัวนี้ มันไม่เพียงพอที่จะป้องกันให้ประชาชนนั้นปลอดภัยได้ครับท่านประธานครับ เพราะฉะนั้น ผมกำลังจะบอกว่าประเทศนี่นะจะพบกับวิกฤติอย่างชนิดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลย ในประวัติศาสตร์ครับ เป็นวิกฤติทั้ง ๒ ด้าน ในด้านหนึ่งก็คือโรคระบาดที่ควบคุมไม่ได้ และในด้านเศรษฐกิจที่พังพินาศแล้วก็แก้ไขไม่ได้ด้วยครับท่านประธาน เพราะฉะนั้น หากว่าไม่มีการแก้ไขแล้วก็ยกเลิกมาตรา ๒๗๒ ยังคงให้อำนาจกับ ส.ว. สามารถเลือก นายกรัฐมนตรีได้ ท่านประธานครับ คุณประยุทธ์จะกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีก เพราะอะไร เพราะว่า ๒๕๐ ส.ว. เป็นคนที่คุณประยุทธ์แต่งตั้งขึ้นมาเอง อย่างไร ๆ ก็ต้องเลือกคุณประยุทธ์เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งขณะนี้ทุกคนทราบดีว่า นอกจากจะแก้ปัญหาวิกฤติในขณะนี้ไม่ได้แล้ว ที่สำคัญคืออาจจะเพิ่มวิกฤติให้มากขึ้นไปอีก ครับ ท่านประธานครับ นี่คือเหตุผลสำคัญว่าควรจะยกเลิก มาตรา ๒๗๒ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตกราบเรียนผ่านท่านประธานไปยังท่านสมาชิกวุฒิสภาทั้ง ๒๕๐ ท่าน ได้โปรดพิจารณา ได้โปรดมีใจเมตตาต่อพี่น้องประชาชน ยอมสละอำนาจที่ไม่เป็นคุณต่อ ประเทศชาติเลย ด้วยการยกเลิกมาตรา ๒๗๒ เถอะครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณนะครับ ต่อไป คุณอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ขอไว้ ๕ นาที เชิญเลยครับ

นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ราชบุรี 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดราชบุรี เขต ๔ อำเภอบ้านโป่ง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับกระผมขออนุญาตท่านประธานได้อภิปรายถึงญัตติ ของพรรคประชาธิปัตย์ในการเสนอให้มีร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญถึง ๖ ร่างด้วยกัน ซึ่งทางสมาชิก พรรคประชาธิปัตย์ได้ร่วมลงชื่อร่วมกับพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งเมื่อช่วงเช้านี้ท่านหัวหน้าพรรค ท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ท่านหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้อภิปรายถึงวัตถุประสงค์และ ความจำเป็นในการยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญให้กับเพื่อนสมาชิกแล้วก็พี่น้องประชาชน ได้รับทราบถึงความต้องการของพรรคประชาธิปัตย์ในการที่ต้องการเห็นรัฐธรรมนูญ ที่จะมีจากนี้ให้เป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น กระผมเองในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จึงขออนุญาตท่านประธานได้อภิปรายสนับสนุน ๒ ประเด็นหลัก ที่พรรคประชาธิปัตย์ ได้ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ๑ ประเด็น ก็คือการแก้ไขมาตรา ๘๓ แล้วก็อีกเรื่องหนึ่งครับ ก็คือเรื่องของการที่พรรคร่วมรัฐบาลได้ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๑๔๔ ในประเด็น แรกครับ ในส่วนของมาตรา ๘๓ ซึ่งที่ผ่านมาก็มีเพื่อนสมาชิกทั้งสมาชิกวุฒิสภา ทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายท่านได้อภิปรายถึงระบบการเลือกตั้งที่มีการยื่นญัตติ ให้มีการแก้ไขนะครับ ซึ่งเดิมที่ผ่านมามีการให้มีการเลือกตั้งบัตร ๑ ใบ ซึ่งบัตร ๑ ใบนั้นเป็นการจำกัดเสรีภาพ พี่น้องประชาชนในการเลือกพรรคการเมืองที่ตนชอบ แล้วก็เลือก ส.ส. แบบแบ่งเขตที่ตนเอง รัก ฉะนั้นการที่ได้มีการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญให้มีการเลือกตั้งโดยใช้บัตร ๒ ใบ เพื่อเลือก ส.ส. แบบแบ่งเขต แล้วก็เลือกพรรคการเมืองที่ตนเองนั้นต้องการให้มาบริหารประเทศชาติ นั้น จึงเป็นเรื่องที่ตรงกับเจตนารมณ์ของพี่น้องประชาชนแล้วก็สิทธิเสรีภาพของพี่น้อง ประชาชนนะครับ ตรงตามวัตถุประสงค์ในการที่จะให้มี ส.ส. ๒ ระบบ ก็คือ ส.ส. แบบแบ่ง เขตเลือกตั้ง แล้วก็ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ฉะนั้นการที่พรรคประชาธิปัตย์ได้มีการยื่นร่าง แก้ไขรัฐธรรมนูญให้มีการแก้ไขมาตรา ๘๓ นั้นจึงเป็นเรื่องที่พี่น้องประชาชนนั้นต้องการเห็น แล้วก็อยากที่จะมีเสรีภาพในการเลือกผู้แทนที่ตนเองรักแล้วก็เลือกพรรคการเมืองที่ตนเอง ชอบผ่านระบบการเลือกตั้งบัตร ๒ ใบ จึงขออนุญาตท่านประธานได้อภิปรายสนับสนุนญัตติ นี้ที่ทางพรรคประชาธิปัตย์ได้เสนอเข้ามาสู่รัฐสภาครับ

ส่วนเรื่องที่ ๒ ก็คือมาตรา ๑๔๔ ที่มีการระบุไว้นะครับว่า ห้ามสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับงบประมาณ ซึ่งที่ผ่าน ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ได้มีการบัญญัติให้สมาชิกรัฐสภานั้นห้ามยุ่งเกี่ยวกับงบประมาณ ซึ่งผมก็เห็นด้วยนะครับที่จะไม่ให้สมาชิกรัฐสภานั้นได้ยุ่งเกี่ยวกับงบประมาณเพื่อป้องกันการ ทุจริตคอร์รัปชัน แล้วการเข้าไปเกี่ยวข้องกับการจัดทำงบประมาณ ปัจจุบันนี้สภา ผู้แทนราษฎรสามารถทำได้เพียงแค่ปรับลดงบประมาณในการตั้งกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณในแต่ละปี ท่านประธานครับ แต่ข้อจำกัดที่เกิดขึ้น นั้นเราเองก็จะเห็นว่างบประมาณที่ทางกรรมาธิการได้มีการปรับลดนั้นไม่สามารถเอากลับมา ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนได้ ที่ผ่านมานะครับเวลากรรมาธิการปรับลดงบประมาณนั้น ก็จะปรับลดจากโครงการที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน โครงการที่ไม่เป็นประโยชน์ ต่อประเทศชาติ หรือที่เราเรียกว่าไขมันครับ พอเวลาเรามีการปรับลดงบประมาณเราก็จะไป กองไว้ ที่ผ่านมาก่อนมีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ก็สามารถที่จะแปรญัตตินำงบประมาณนั้น มาใช้ในโครงการต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน แต่พอปี ๒๕๖๐ มีการบัญญัติ ไม่ให้สมาชิกรัฐสภาได้ยุ่งเกี่ยวกับงบประมาณ ผมก็เห็นด้วยครับที่จะไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับ งบประมาณเพื่อป้องกันการทุจริตคอร์รัปชัน แต่ผมอยากจะให้มีการแก้ไข โดยให้คณะรัฐมนตรีนั้นสามารถนำงบประมาณส่วนนี้มาทำโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้อง ประชาชนได้ เหมือนกับปีนี้ครับ ถ้ากรรมาธิการงบประมาณสามารถปรับลดโครงการที่ไม่มี ความจำเป็นไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติได้ เราจะได้เงินประมาณมาก้อนหนึ่ง แต่ปัจจุบันนี้ก็ติดครับ ตรงรัฐธรรมนูญที่ไม่สามารถที่จะนำเงินดังกล่าวมาช่วยเหลือพี่น้อง ประชาชนได้ในภาวะวิกฤติไวรัสโควิด-๑๙ (Virus Covid-19) ซึ่งถ้าเราตัดงบประมาณลงมา จะทำให้รัฐบาลไม่สามารถนำเงินมาได้ เพราะติดมาตรา ๑๔๔ แต่ถ้าเรามีการแก้ไขมาตรา ๑๔๔ เราก็สามารถที่จะนำเงินมาใช้ให้กับพี่น้องประชาชนในการป้องกันไวรัสโควิด-๑๙ (Virus Covid-19) ได้ผ่านคณะรัฐมนตรี ฉะนั้นผมจึงสนับสนุนให้มีการแก้ไขมาตรา ๑๔๔ โดยเสนอไม่ให้ ส.ส. และ ส.ว. เข้ามายุ่งเกี่ยวกับงบประมาณ แต่ก็ขอเสนอให้คณะรัฐมนตรี สามารถนำเงินงบประมาณที่กรรมาธิการได้ปรับลดไปแล้วกลับเข้ามาใช้ในโครงการต่าง ๆ ที่ เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนได้ จึงขออนุญาตอภิปรายสนับสนุนการแก้ไขมาตรา ๑๔๔ ที่พรรคร่วมรัฐบาลได้เสนอเรื่องให้สภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาได้พิจารณาในการลง มติแก้ไขข้อมูลในวันพรุ่งนี้ครับ กราบขอบคุณท่านประธานครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณนะครับ หลังจาก ท่านมณเฑียร บุญตัน แล้ว ต่อไปก็จะเป็นคุณจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ และเป็นคุณสุรทิน พิจารณ์ เป็น พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม ครับ เรียนให้ทราบล่วงหน้าเพื่อเตรียมตัวนะครับ เชิญท่านมณเฑียรครับ

นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา สรรหา 🔗

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ในการเสนอให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร ไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ครั้งก่อนนั้น เมื่อวันที่ ๒๓ กันยายนผมได้อภิปรายที่มาที่ไป ตลอดจน จุดยืนและวิธีคิดเกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญรวมถึงความเห็นต่อการแก้ไข รัฐธรรมนูญค่อนข้างยาวนะครับ แล้วผมก็ได้ให้สัญญาว่าแม้ว่าในเรื่องของเนื้อหาสาระผมอาจจะไม่ได้เห็นด้วย เช่น ผมได้พูดว่า โดยส่วนตัวแล้วผมไม่ค่อยจะเห็นด้วยกับการแก้ไขทั้งฉบับ เพราะมักจะนำไปสู่ การชักเย่อทางการเมืองไปในทางที่สุดโต่ง และในท้ายที่สุดผู้ที่ไม่เห็นด้วยก็จะต้องถือเป็นเหตุ ในการคว่ำอยู่ดี หลายประเทศก็ทำ บ้านเราก็ทำ เพราะฉะนั้นในทางปฏิบัติผมจึงมักจะ เห็นด้วยกับการแก้ไขเป็นประเด็นหรือเป็นรายมาตรา ไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ชอบ รัฐธรรมนูญที่มีอยู่ก็ตาม อย่างไรก็ตามผมก็ได้สัญญาว่าจะไม่ขัดขวางการแก้ไขทั้งฉบับ และผมก็ได้ทำตามที่สัญญาก็คือสนับสนุนร่างของพรรคร่วมรัฐบาลทั้ง ๒ ร่าง นอกจากนี้ เพื่อเป็นการลดข้อครหาในเรื่องของการใช้อำนาจในการเห็นชอบต่อนายกรัฐมนตรี ผมเองก็ได้สนับสนุนร่างที่ ๔ คือให้ตัดอำนาจการเลือกนายกรัฐมนตรีออก เรื่องนี้ผมเอง ก็ไม่ได้คิดว่าจะเป็นปัญหาในเรื่องของฝักฝ่ายหรืออะไร แต่ว่าได้ทำไปโดยสุจริต มาวันนี้ ก็เช่นกันครับท่านประธาน ผมจะขออนุญาตว่าในการอภิปรายนั้นผมจะอภิปรายเป็นประเด็น โดยที่ไม่ได้คิดถึงว่าอาจจะทำให้เกิดความสบายใจหรือไม่สบายใจของท่านใด ต้องขอกราบ ประทานอภัยด้วยนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ในร่างทั้ง ๑๓ ร่าง ผมสามารถที่จะ สนับสนุนได้เป็นส่วนใหญ่ ร่างที่ ๑ ซึ่งเสนอโดยพรรคพลังประชารัฐ ผมก็ยอมรับเลยว่าใน หมวดสิทธิเสรีภาพซึ่งก็ไปสอดคล้องกับอีกหลายร่าง ผมมีความยินดีที่ได้มีการเสนอแก้ไข โดยเฉพาะอย่างยิ่งในร่างฉบับต่อมาถ้าผมจำไม่ผิด ๒ หรือ ๓ จะมีประเด็นเรื่องของการ บัญญัติเรื่องสิทธิในมาตรา ๒๕ ตามพันธกรณีระหว่างประเทศ ซึ่งเคยปรากฏอยู่ใน รัฐธรรมนูญทั้งปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐ แต่ถูกตัดออกไปในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เผอิญผม อยู่ในการทำงานกับองค์การสหประชาชาติในส่วนที่เกี่ยวกับสนธิสัญญาด้านสิทธิมนุษยชน แล้วก็เห็นประโยชน์ของการที่เราเคารพในพันธกรณีที่เราไปให้สัตยาบรรณไว้ เมื่อเกิดความ ไม่ชัดเจน การผลักดันให้ปฏิบัติตามสนธิสัญญาเหล่านั้นก็อาจจะเกิดปัญหาขึ้นได้ เพราะฉะนั้นร่างที่สนับสนุนผมก็เห็นด้วยในหลักการ อย่างไรก็ตามปัญหาก็คือว่าในแต่ละร่าง มันก็จะมีประเด็นที่อาจจะมีปัญหาขึ้นได้ในบางประเด็น เพราะฉะนั้นผมก็หวังว่าการ สนับสนุนโดยการรับหลักการในวันนี้จะเป็นเพียงการเปิดโอกาสให้คณะกรรมาธิการที่จะ พิจารณาในวาระต่อไปสามารถนำเอาประเด็นที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน ขึ้นมาถกแถลง ส่วนประเด็นที่มีปัญหาจริง ๆ แม้ว่าจะอยู่ในร่างที่รับเข้ามาแล้วมันขัดหรือ แย้งกับรัฐธรรมนูญ มันไม่สามารถจะไปได้ก็ควรจะพิจารณาในชั้นกรรมาธิการว่าน่าจะต้องมี การแก้ไข เช่น ในร่างที่ ๑ ซึ่งเพื่อนสมาชิกวุฒิสภาหลายท่านแสดงความเป็นห่วงไว้แล้ว ผมจะไม่ลงรายละเอียด กรณีมาตรา ๑๔๔ และมาตรา ๑๘๕ ซึ่งไปเกี่ยวข้องกับเรื่องของการ เข้าไปแทรกแซงหรือได้รับประโยชน์จากการจัดทำงบประมาณก็ดี หรือไปแทรกแซง การทำงานของข้าราชการประจำก็ดี แม้ว่าโดยส่วนตัวผมคิดว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐ ก็เขียนไว้ค่อนข้างหนักแน่นแล้วก็ตาม แต่เพื่อความสบายใจถ้าสภาแห่งนี้ เห็นชอบร่างที่ ๑ ก็ควรที่จะต้องปรับแก้ให้เกิดความสบายใจ โดยป้องกันการที่ ส.ส. ส.ว. หรือกรรมาธิการจะเข้าไปเกี่ยวข้องควรจะต้องปรับให้เกิดความสมดุลให้ได้ เพราะฉะนั้นการรับจึงไม่ได้แปลว่า ตัดเอาข้อกังวลเหล่านั้นทิ้งไปโดยสิ้นเชิง แต่ควรจะเป็น การรับเพื่อให้มีการเจรจาในประเด็นที่เป็นข้อห่วงใยต่าง ๆ เราคงจะไม่อยากย้อนกลับไปสู่ อดีตที่มีปัญหามากมาย จนกระทั่งก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ไม่พึงประสงค์ที่พวกเรา ก็อภิปรายกันซ้ำแล้วซ้ำอีก

ประการต่อมาที่ผมคิดว่าผมเองเคยสนับสนุนอย่างไร ผมก็คงจะสนับสนุน ในทางนั้น แม้ว่าอาจจะไม่ตรงใจกับเพื่อน ๆ หลายท่านก็ตาม เพราะว่ามันก็ไม่ได้มีเหตุ เปลี่ยนแปลงจนกระทั่งผมจะต้องโหวตไปในทางที่ขัดกับการโหวตในครั้งที่แล้ว ก็คือเรื่องของ มาตรา ๒๗๒ ซึ่งผมคิดว่าเมื่อครั้งที่แล้วเนื้อหาเป็นอย่างไรครั้งนี้ก็สอดคล้องกับครั้งที่แล้ว ผมก็คงจะต้องสนับสนุนนะครับ

ประการต่อมาผมคิดว่า เรื่องที่เป็นประเด็นที่อาจจะต้องทำความเข้าใจ เล็กน้อย ถ้าผมจำไม่ผิดรู้สึกจะเป็นร่างฉบับที่ ๕จริง ๆ มีข้อเสนอหลายข้อที่น่าสนใจ แต่ผมคิดว่าน่าจะเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการยกเลิกมาตรา ๒๗๙ หรือมาตรา ๒๗๐ ไป ทั้งหมด มาตรา ๒๗๙ มีหลายท่านไม่สบายใจ แล้วท่านก็พูดถึงเรื่องผลพวงการรัฐประหาร ซึ่งผมก็ยอมรับว่ามีหลายข้อที่อาจจะทำให้เกิดความไม่สบายใจ แต่ถ้าไปยกเลิกเสียทั้งหมดสิ่ง ที่ได้ทำไปแล้วที่เป็นประโยชน์ก็ดี ก็อาจจะก่อให้เกิดปัญหาในทางกฎหมายขึ้นมาได้ เพราะฉะนั้นแม้ว่าจะมีข้อเสนอที่น่าพิจารณาอยู่บางประการก็ตาม แต่ถ้านำไปใช้เสียทั้งหมด โดยไม่มีการละเว้นไว้ได้ก็จะเกิดปัญหาในทางปฏิบัติขึ้นมาทันที ก็จะเกิดวิกฤติขึ้นได้ ในส่วนที่ผมค่อนข้างที่จะเห็นคล้อยตามก็คือข้อเสนอในเรื่องของการปรับให้เกิดความยืดหยุ่น ในเรื่องการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติผมคิดว่าหลาย ๆ ประเทศก็มียุทธศาสตร์ชาติ แต่ว่าวิธีการ จัดทำยุทธศาสตร์ชาติก็ดีหรือวิธีการปรับรายละเอียดของยุทธศาสตร์ชาติก็ดี มันก็ควรจะต้อง สอดรับกับสภาพการณ์ในปัจจุบันหรือความเป็นไปได้ในอนาคต เพราะฉะนั้นผมคิดว่าการ เสนอให้มีการปรับเปลี่ยนมาตราที่ว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติ โดยไม่ต้องถึงขนาดยกเลิกไปเสีย ทีเดียวนะครับ เพราะว่าจริง ๆ แล้วความในมาตรา ๖๕ ก็พูดถึงเรื่องของการให้มียุทธศาสตร์ ชาติ แล้วก็มีพระราชบัญญัติว่าด้วยการจัดทำร่างเพียงแต่ว่าให้มีความยืดหยุ่นขึ้น อันนี้ผมก็ คิดว่าน่าจะเป็นทางออกที่พอรับได้

ส่วนเรื่องของการปกครองส่วนท้องถิ่น อันนี้ผมขอขอบคุณนะครับ ที่มีสมาชิกในพรรคร่วมรัฐบาลที่เสนอเรื่องการกระจายอำนาจ ซึ่งผมคิดว่าอันนี้เป็นประเด็น ที่อาจจะเป็นจุดอ่อน แล้วก็อาจจะต้องการนำมาเน้นย้ำในการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ เพื่อเป็นการเสริมพลังให้กับพี่น้องประชาชนให้สามารถที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการ ประชาธิปไตย แล้วก็การพัฒนาแบบมีหุ้นส่วน เป็นหุ้นส่วนนะครับ เรื่องหนึ่งที่ผมผิดหวัง ที่ไม่มีใครเสนอเข้ามา ก็คือผมคิดว่าตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ เป็นต้นมา บทบาทของภาคประชาสังคม มีความโดดเด่นมากขึ้น แต่ว่าโครงสร้างอำนาจของรัฐไม่ค่อยจะยอมรับในบทบาทของ ภาคประชาสังคม ผมขอเวลาอีกสักนิดนะครับ จะพูดแต่เฉพาะเรื่องนี้ครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เชิญเลยครับ

นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

คือในปี ๒๕๔๐ ก็ดี ปี ๒๕๕๐ ก็ดี แม้กระทั่งปี ๒๕๖๐ ก็ได้กล่าวได้แตะประเด็นของภาคประชาสังคมเอาไว้ แต่ว่าในทางปฏิบัติก็คือว่ารัฐบาลก็ยังคงมองบทบาทภาคประชาสังคมเหมือนกับเป็นยุง รำคาญ เป็นภัยคุกคาม หรือเป็นสิ่งรบกวน เพราะฉะนั้นก็จึงไม่ค่อยจะส่งเสริมภารกิจหรือ กิจกรรมการพัฒนาแบบเป็นหุ้นส่วนของภาคประชาสังคมเสียเท่าไร นี่ก็ยังมีข่าวว่ารัฐบาลจะออกกฎหมายเพื่อมาควบคุมภาคประชาสังคม อันนี้ผมก็ยิ่งไม่ค่อย สบายใจ ผมก็หวังว่าโอกาสต่อไปในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญจะได้ให้ความสำคัญกับ ภาคประชาสังคม ซึ่งลำพังแต่การแก้ไขโครงสร้างอำนาจส่วนบนทางการเมืองโดยเปลี่ยน ดุลอำนาจไปมานี้ มันไม่สามารถจะแก้ปัญหาได้ เพราะว่าเราก็เปลี่ยนหน้ากันไม่กี่เจ้า พูดกันตรง ๆ ว่าส่วนใหญ่แล้วโครงสร้างอำนาจส่วนบนเองก็ยังไม่สามารถที่จะตรวจสอบ ถ่วงดุลกันเสียทีเดียว หลายครั้งต้องอาศัยภาคประชาสังคมเข้ามาช่วย คราวนี้ถ้าเราไม่ยอม ที่จะเสริมพลังให้ประชาชนมีการรวมตัวกันในรูปแบบของภาคประชาสังคมที่เข้ามาช่วยแบ่ง เบาภาระของภาครัฐ ช่วยเป็นกลไกตรวจสอบและช่วยจัดบริการบางอย่างที่รัฐไม่อาจทำได้ ช่วยปิดรอยรั่วของระบบโครงสร้างของรัฐซึ่งมักจะแข็งตัวและมีลักษณะรวมศูนย์กันเกินไปนี้ ถ้าเรามีภาคประชาสังคมเข้มแข็งการเมืองเราก็จะดีขึ้น ประชาชนก็จะเข้มแข็งขึ้น ประชาธิปไตยของเราก็จะไม่สะดุดง่ายเหมือนกับที่เคยเป็นมาครับ ขอบพระคุณมากครับ ท่านประธานครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปคุณจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ครับ

นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ฉะเชิงเทรา

เรียน ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ผู้แทนราษฎรจังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ วันนี้ทุกประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญกับวิกฤติโรคระบาด แล้วก็ประเทศไทยก็น่าเป็นห่วงมากกว่าเพื่อนเลยครับ เพราะว่าเรากำลังเจอวิกฤติซ้อนวิกฤติ ไวรัสโควิด (Virus COVID) ก็ว่าหนักแล้วนะครับ มันซ้อนทับกับวิกฤติเดิม วิกฤติไวรัส ที่เรียกว่ารัฐธรรมนูญฉบับสืบทอดอำนาจ คสช. ที่ยังไม่รู้ว่าจะจบสิ้นเมื่อไร แต่วันนี้ไวรัส คสช. กำลังพัฒนาตัวเอง แล้วถ้าเราปล่อยให้มันเกิดขึ้นสำเร็จบ้านเมืองเราจะตกต่ำไปขนาด ไหน ผมขอใช้โอกาสนี้อธิบายให้ท่านประธานฟังว่าความเลวร้ายและความน่ากลัวของไวรัส ที่ชื่อรัฐธรรมนูญ คสช. สายพันธุ์ไพบูลย์นี้มันเป็นอย่างไร พรรคพลังประชารัฐเสนอแก้ไข รัฐธรรมนูญ ๕ ประเด็น ๑๓ มาตรา แต่อย่างที่เพื่อนสมาชิก ท่านรังสิมันต์ โรม

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ท่านพยายามอย่าจะใช้ถ้อยคำเสียดสี นะครับ พยายามหลีกเลี่ยง เพื่อไม่ให้มีการประท้วงครับ เชิญเลยครับ

นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ฉะเชิงเทรา 🔗

แต่อย่างที่ เพื่อนสมาชิกท่านรังสิมันต์ โรม ได้อภิปรายไปแล้วว่าข้อเสนอที่เป็นหัวใจจริง ๆ ของ รัฐธรรมนูญ คสช. ฉบับปัดเศษนี้ก็คือระบบการเลือกตั้งที่ไม่ยอมจะยกเลิกอำนาจของ ส.ว. ในการเลือกนายกรัฐมนตรี เพื่อหวังกินรวบอำนาจต่ออายุให้ระบอบประยุทธ์ต่อไป นี่คือความน่ากลัวของไวรัสประการแรกครับ

ประการที่ ๒ เป็นการแก้เพื่อโกงครับ ท่านประธานครับ ท่านทราบไหมครับ พวกผมตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่จนถึงพรรคก้าวไกลเราอยู่มา ๒ ปี เราได้ยินตลอดเลยว่า มีการแบ่งเค้กกัน แบ่งงบประมาณกัน ทั้ง ๆ ที่คุยโม้โอ้อวดว่าเป็นรัฐธรรมนูญปราบโกง แต่ในทางปฏิบัติเราได้ยินจริง ๆ ครับตลอด ๒ ปี และที่พรรคพลังประชารัฐเสนอมาวันนี้ โดยเฉพาะมาตรา ๑๔๔ กับมาตรา ๑๘๕ ผมอยากเริ่มที่มาตรา ๑๔๔ ที่การแทรกแซง งบประมาณเพื่อผลประโยชน์ตัวเอง ถ้าเราอ่านผ่าน ๆ ก็จะเป็นการแก้ให้ระยะเวลาในการ วินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมันสั้นลงจาก ๑๕ วัน เหลือ ๗ วัน มันก็ตอบประเด็นที่ว่า กระบวนการยุติธรรมเร็วขึ้น ฟังดูดีครับ แต่พอไปดูเนื้อในทำไมไปแอบตัดบทลงโทษออกหมด เลย อำนาจ ป.ป.ช. ก็ตัดทิ้งหมด สรุปหลักการที่ว่าต้องการให้กระบวนการยุติธรรมมันเร็วขึ้น ก็แค่ยกเอามาอ้าง และถึงแม้จะมีบทบัญญัติห้ามอยู่ แต่ถ้ามันไม่มีบทลงโทษครับท่าน ประธาน ความหมายของมันก็คือถ้า ส.ส. หรือ ส.ว. จะแปรญัตติเพื่อแทรกแซงงบประมาณ เพื่อผลประโยชน์ของตัวเองก็ทำได้ตราบเท่าที่ไม่มีใครไปร้องศาลรัฐธรรมนูญ แต่ถ้ามีใคร ไปร้องจริง ๆ นะครับ ศาลรัฐธรรมนูญก็มีอำนาจได้แค่ทำให้ญัตตินั้นมันตกไปเฉย ๆ และพอแก้แบบนี้ผมว่ารัฐมนตรียิ้มเลย เพราะว่าตัวเองก็มีส่วนในการจัดทำงบประมาณอยู่ แล้วไม่ต้องมาคอยพะวงแล้วว่าจะมีเพื่อนรัฐมนตรีคนไหนที่มูมมามจนเกินเหตุจนถูกจับได้ เพราะถ้าถูกจับได้เป็นเมื่อก่อนนี้ไปกันทั้ง ครม. นะครับ ก็มาตรา ๑๔๔ นี้ไม่ใช่หรือครับ ที่ท่านชูโรงว่าเป็นพระเอกเป็นแกนหลักของหนังเรื่องรัฐธรรมนูญปราบโกง ท่านพยายาม สื่อสารว่าถ้า ส.ส. หรือ ส.ว. ไปแปรญัตติ เพื่อผลประโยชน์ตัวเองหมายความว่านี่คือการโกง แล้วนี่จะแก้กฎหมายให้กลับไปทำได้ มันก็แปลว่าท่านแก้เพื่อที่ต้องการให้โกงหรือครับ แค่นี้ยังไม่ใช่ที่เราต้องกลัวนะครับ ท่านประธาน เพราะเอาจริง ๆ แล้ว เราก็รู้ว่าเรื่องแบบนี้มันตบมือข้างเดียวไม่ดัง ถ้าจะทุจริตคอร์รัปชัน จากฝ่ายการเมืองนี้ มันต้องมีข้าราชการช่วยด้วย ถ้าข้าราชการไม่ช่วยมันก็โยกงบลำบาก เขาก็เลยตัดเอา ความผิดของข้าราชการที่เกี่ยวข้องออก นี่มันเจตนาแก้เพื่อโกงกันเป็นขบวนการนะครับท่าน ประธาน ยังไม่จบครับ ในมาตรา ๑๔๔ ยังแก้ให้ศาลและองค์กรอิสระทั้งหลายสามารถแปร ญัตติ เพื่อของบประมาณเพิ่มจากกรรมาธิการได้โดยตรง ท่านประธานครับ ปกติเราแจก กล้วยกันในที่ลับ นี่มันเกินไปนะครับที่ท่านจะแจกกล้วยกันผ่านรัฐธรรมนูญเลย ถ้าจะแก้ มาตรา ๑๘๕ ที่ว่าด้วยบทบัญญัติในการไม่ให้ ส.ส. กับ ส.ว. ไปแทรกแซงการทำงานของ พนักงานราชการซึ่งเดิมทีมันมีอยู่ ๓ วรรค ท่านก็มัดรวมเหลือวรรคเดียว แต่พออ่านแล้วบาง คำมันหายไปครับท่านประธาน ท่านแอบตัดเรื่องการแทรกแซงการปฏิบัติงานของข้าราชการ ออกหมดเลย ทีนี้ท่านก็สั่งงานหน่วยงานราชการสบายเลยครับโดยเฉพาะในพื้นที่ แต่ก็ไม่ใช่ แค่นั้นอีกครับท่านประธาน เพราะว่าเขาไม่ได้ตัดแค่การแทรกแซงการปฏิบัติงาน เขาไม่ตัด เรื่องที่เกี่ยวกับงบประมาณของหน่วยงานต่าง ๆ ด้วย เวลางบประมาณมันลงไปนี้มันมาลงไป เป็นโครงการ ทีนี้ท่านก็เดินเข้าไปในหน่วยงาน แล้วก็บอกว่านี่ท่านเป็นคนแปรญัตติมา นี่คือของท่านแค่นั้นเองครับ ไม่ต้องยุ่งยากอะไรเลย สรุป ๒ มาตรานี้ที่ท่านอ้างว่าจะให้ ข้าราชการทำงานง่ายขึ้นกับประเด็นที่บอกว่าจะทำให้พี่น้องประชาชนได้รับการช่วยเหลือเร็ว ขึ้นมันก็เป็นแค่ข้ออ้างที่ยกขึ้นมาเพื่อที่จะโกง แล้วพอถูกจับได้ ถูกจับไต๋ได้เรื่องมาตรา ๑๔๔ กับมาตรา ๑๘๕ ท่านผู้เสนอร่างก็พยายามตีกรรเชียงว่าเอาโทษออกไปมันไม่เป็นอะไร มันอยู่ในกฎหมายลูกของ ป.ป.ช. อยู่แล้ว ซึ่งเราก็ไม่มีใครเชื่อถือ ป.ป.ช. เท่าไร แล้วที่เรื่อง มันแดงขึ้นเรื่อย ๆ จนวุฒิสมาชิกหลายคนบอกว่ารับไม่ได้ ท่านก็หงายไพ่ที่คว่ำไว้ครับ รับไปก่อนเดี๋ยวค่อยมาแก้ทีหลัง มันฟังดูคุ้น ๆ นะครับ แต่ว่าพวกผมไม่ใช่พวกลืมง่ายครับ ตอนทำประชามติฉบับนี้ก็บอกให้รับ ๆ ไปก่อนนี่ล่ะ แล้วคราวนี้ถ้ายังจะเชื่อกันอยู่ผมก็ไม่รู้ จะว่าอย่างไร นอกจากจะแก้เพื่อโกงนะครับท่านประธาน ความน่ากลัว ความเลวร้ายของ ไวรัสที่ชื่อรัฐธรรมนูญ คสช. สายพันธุ์นี้ยังมีอีกครับ ในมาตรา ๔๕ ในเรื่องของเสรีภาพของ ประชาชนในการรวมตัวเพื่อจัดตั้งพรรคการเมือง ดูเผิน ๆ ไม่มีอะไรครับ แต่พอมาดูเนื้อหา จริง ๆ น่ากลัวครับท่านประธาน เพราะท่านมาแอบเพิ่มอำนาจให้ศาลรัฐธรรมนูญในการเข้า มาวุ่นวายวินิจฉัยว่ามติของพรรคการเมืองนี้มันขัดแย้งกับระบอบการปกครองหรือเปล่า ท่านประธานครับที่ผ่านมาศาลรัฐธรรมนูญมีปัญหานะครับ ถูกวิพากษ์วิจารณ์กลายเป็น เครื่องมือทางการเมืองของผู้มีอำนาจ โดยเฉพาะการวินิจฉัยเพื่อกำจัดและขัดขวางพรรค การเมือง องค์กรอิสระแล้วก็ศาลรัฐธรรมนูญนี้นับวันยิ่งอิสระจากประชาชน

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอเตือนอีกครั้งนะครับ วิจารณ์สถาบันภายนอกต้องระมัดระวังครับ

นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ฉะเชิงเทรา

นับวัน นะครับท่านประธาน ผมพูดตามข่าวนะครับท่านประธาน อิสระจากการตรวจสอบด้วย แล้วก็อิสระจากความรับผิดชอบในการมีอำนาจ กระทั่งวันนี้ยังมีเสียงเรียกร้องจากประชาชน ให้รื้อองค์กรอิสระกับศาลมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่วันนี้ดันจะเพิ่มอำนาจให้ศาลรัฐธรรมนูญ เข้ามาล้วงลูกกันถึงในพรรคการเมือง ผมว่ามันทำกันเกินไปครับ ถ้ารัฐสภาไม่ยับยั้งไวรัสตัวนี้ ไว้ได้นะครับ ผมว่าต่อไปพรรคผมก็กลายเป็นค่ายเพลงครับ นักร้องมาสมัครสมาชิกกันเต็ม แล้วถ้าเกิดพรรคผมจะแก้มาตรา ๑๑๒ มีมติ ท่านก็จะขัดขวางด้วยการไปร้องว่าขัดกับ ระบอบการปกครองอย่างนั้นหรือครับ ทำไมครับ เครื่องมือในการทำลายล้างฝ่ายตรงข้าม ของท่านที่มีอยู่มันไม่เพียงพอหรือครับ คือมันไม่เหมือนกระดาษทิชชูนะครับที่ใช้แล้วทิ้ง ต้องหามาเพิ่มทุกปี ๆ คือผมว่ามันน่าเกลียดเกินไปครับท่านประธาน อันนี้ล่ะครับ คือความน่ากลัวของไวรัสที่ชื่อว่ารัฐธรรมนูญ คสช. สายพันธุ์ใหม่ ผมสรุปนะครับ อย่างแรกคือแก้ระบบเลือกตั้งไม่ต้องยกเลิก ส.ว. ต่ออำนาจให้ระบอบประยุทธ์อย่างที่ ๒ คือแก้เพื่อที่จะโกง อย่างที่ ๓ คือแอบเพิ่มอำนาจให้ศาลรัฐธรรมนูญ จริง ๆ แล้วรางอื่น ๆ ที่เสนอมาก็มีดี ๆ เยอะครับ ไม่ว่าจะสวัสดิการถ้วนหน้า สิทธิประกันตัว เสรีภาพ ในการแสดงออก ไม่ให้ศาลยอมรับการทำรัฐประหาร แล้วก็อีกมากมายเป็นเรื่องดี ๆ ทั้งนั้นเลยครับ แต่ผมต้องขออนุญาตพูดตรง ๆ ด้วยความเคารพว่านอกเหนือจากมาตรา ที่เกี่ยวกับระบบเลือกตั้งแล้ว ยอมรับเถอะครับว่านอกนั้นพวกท่านก็แค่เสนอกันมาแก้เขิน เพราะท่านก็รู้ว่าต่อให้เขียนลงไปในรัฐธรรมนูญนั้นก็ใช่ว่าจะเป็นรูปธรรมได้ ถ้าโครงสร้าง อำนาจประเทศมันเป็นแบบนี้ คำถวายสัตย์นายกรัฐมนตรีนี้ก็เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญครับ อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทยเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญครับ ที่รูปธรรมมันไม่เกิด ก็เพราะโครงสร้างอำนาจมันไม่เป็นประชาธิปไตย อำนาจประชาชนมันถูกดึงไปอยู่ที่ ส.ว. ส่วนหนึ่ง นโยบายของพวกท่านถ้าทำได้มันก็ทำได้แค่เป็นตัวหนังสือในกระดาษอยู่ดี มันไม่มีทางทำได้จริงหรอกครับ แบบที่สัญญาเอาไว้กับประชาชนนะครับ หากเรายังออกจาก การควบคุมของกลุ่มอำนาจกลุ่มนี้ไม่ได้ ท่านไม่มีทางเห็นมันเป็นรูปธรรม ผมเลยขอเสนอ ทางออกของวิกฤติโรคไวรัสรัฐธรรมนูญ คสช. สายพันธุ์ใหม่นี้ว่าเราจำเป็นต้องฉีดวัคซีน ๒ เข็ม เข็มแรกครับ แก้ไขมาตรา ๒๗๒ ให้สำเร็จ เอา ส.ว. ออกจากการเมืองไทยครับ เพื่ออิสระใน การดำเนินนโยบายที่พวกพรรคการเมืองสัญญากับประชาชนไว้ ให้มันเป็นรูปธรรมจริง ๆ นี่ ล่ะประชาชนถึงจะได้ประโยชน์ และผมก็ไม่ต้องมาทนฟังเสียงโอดครวญว่าทำอะไรผิด จะมาปิดสวิตซ์ (Switch) ทำไม ผมก็เริ่มฟังแล้วเบื่อนะครับ คือถ้าวันไหนที่อำนาจสถาปนา รัฐธรรมนูญมันกลับไปอยู่ในมือประชาชนจริง ๆ ไม่ใช่แค่ปิดสวิตซ์ (Switch) ครับ ผมจะโละออกให้หมดเลย เพราะอะไรล่ะครับ ก็เพราะว่าผมไม่รู้จริง ๆ ครับว่าเรามี ส.ว. ไว้ ทำไม ท่านทราบไหมครับ ยุทธศาสตร์ชาติกับแผนปฏิรูปผลงานมันย่ำแย่สุด ๆ อยู่แล้ว ต่ำเตี้ยจนน่าเกลียดเลย เสียงก่นด่าทั้งประเทศว่าไร้สาระเป็นอุปสรรค แต่ที่เขาจำเป็นต้อง เก็บเอาไว้ไม่ยอมยกเลิก ไม่ใช่แค่เขาต้องการเอาไว้เพื่อควบคุมฝ่ายบริหารนะครับ แต่เขามียุทธศาสตร์ชาติกับแผนปฏิรูปประเทศเอาไว้เป็นที่ลงของ ส.ว. มันทำให้วุฒิสมาชิก ดูมีพันธกิจ ดูมีเป้าหมาย ทำให้รู้สึกว่าสำคัญ ผมพูดง่าย ๆ เลยให้วุฒิสมาชิกดูมีงานทำ เพราะว่าพันธกิจมันซ้ำซ้อนกับองค์กรอื่นหมดแล้ว ท่านจำได้ไหมครับ เมื่อไม่นานมานี้ ที่ประชุมวุฒิสภา ท่านพลเอก ประยุทธ์ ถามวุฒิสมาชิกทุกคนว่า ใครไม่ไว้ใจผมยกมือขึ้น เงียบกริบ นั่งหัวเรากันแฮะ ๆ นี่อย่างไรครับข้อพิสูจน์ที่ชัดที่สุดว่าทำไมวุฒิสภาถึงไม่มีความ จำเป็นกับประเทศนี้ จะกลั่นกรองกฎหมายอย่างไร จะตรวจสอบถ่วงดุลอย่างไรครับ ถ้าไว้ใจเขา ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แบบนี้

(นายออน กาจกระโทก สมาชิกวุฒิสภา กลุ่มการศึกษาและการสาธารณสุข ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายออน กาจกระโทก สมาชิกวุฒิสภา กลุ่มการศึกษาและการสาธารณสุข

ท่านประธานครับ ผมขอประท้วงครับ

นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ฉะเชิงเทรา

จะตรวจสอบถ่วงดุลอย่างไรครับ ถ้าไว้ใจเขาร้อยเปอร์เซ็นต์แบบนี้

นายออน กาจกระโทก สมาชิกวุฒิสภา กลุ่มการศึกษาและการสาธารณสุข

ท่านประธานครับ ผมประท้วงครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ครับ เชิญเลยครับ

นายออน กาจกระโทก สมาชิกวุฒิสภา กลุ่มการศึกษาและการสาธารณสุข

เรียนท่านประธานครับ ผมประท้วงผู้อภิปรายครับ ในข้อ ๔๕ คือพูดกระทบใส่ร้ายผู้อื่น เขาไม่ได้เห็นภาพจริงว่าวันนั้นท่านนายกรัฐมนตรีพูด แล้วมีคนพูดอะไรอยู่ในสภา แต่เขาไป เชื่อข่าวครับท่านประธาน ดังนั้นผมขอให้เขาถอนเสียครับ

นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ฉะเชิงเทรา

ท่านประธานครับ ผมคิดว่าวันนั้นผมดูถ่ายทอดสดอยู่นะครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

คือที่จริงก็เป็นเรื่องที่วิจารณ์ ส.ว. ในเรื่องของการแก้รัฐธรรมนูญนะครับ แต่ผมเห็นด้วยว่าถ้อยคำนี้เสียดสี ไม่ต้องถอนหรอก ครับ

นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ฉะเชิงเทรา

ผมวิจารณ์ องค์กรครับท่านประธาน ผมไม่ได้วิจารณ์ตัวบุคคล และมันเป็นข้อเท็จจริง

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ผมเตือนนะครับ

นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ฉะเชิงเทรา

ได้ครับ ท่านประธาน ขอบคุณครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

อย่าพูดถ้อยคำที่ไม่เหมาะสมนะครับ เตือนไว้ เพราะว่าจิรัฏฐ์ก็ถือว่าเป็นคนรุ่นใหม่ที่ควรจะเป็นแบบอย่าง อย่าไปใช้ถ้อยคำที่เสียด สีโดยไม่จำเป็นนะครับ แต่อนุญาตว่าไปวิจารณ์ ไปให้ความเห็นว่าควรจะแก้รัฐธรรมนูญโดย ไม่ให้มีวุฒิสมาชิกไม่เป็นอะไร แต่ใช้ถ้อยคำไม่เหมาะสม เชิญครับ

นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ฉะเชิงเทรา

คือผมต้อง พยายามที่จะอธิบายให้เห็นภาพครับว่าความสำคัญคืออะไร ไม่เป็นอะไรครับท่านประธาน ผมเข้าใจท่าน ส.ว. ทุกท่านครับ เพราะว่าจริง ๆ ท่านประยุทธ์คงไม่ได้ถามว่ามีใครไม่ไว้ใจ ผมไหมหรอก แต่จริง ๆ ถ้าจะถามว่ามีใครกล้าไม่ไว้ใจผมไหมต่างหาก แล้วก็ข้ออ้างที่ท่าน ใช้คว่ำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเมื่อครั้งที่แล้วนะครับ ผมยังจำแม่นมาก รวมถึงครั้งนี้ก็ยังอ้าง กันอยู่ คือผมต้องพูดนะครับ ไม่อย่างนั้นเหตุผลในบ้านเมืองเรามันจะไม่เหลือแล้วนะครับ คือท่านอ้างสถาบันหลักของชาติ ท่านบอกว่าห้ามแตะต้องเด็ดขาด โดยเฉพาะชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ จริง ๆ แล้วปกติผมก็จะทำเป็นหูทวนลมนะครับ ถ้าท่านอ้างประชาชน เมื่อไรผมถึงจะรู้สึกว่ามันมีอันนี้ขึ้นมา แต่ต้องอธิบายครับว่าการแก้รัฐธรรมนูญนี้มันเป็น กฎหมายสูงสุดของประเทศชาติ จะแก้ข้อไหนกระทบชาติทั้งนั้นล่ะครับ จะทำอย่างไรไม่ให้ กระทบชาติและศาสนา ศาสนาอะไรครับ พุทธ ซิกข์ อิสลาม ฮินดู พันธมิตรหมวกฟาง หรือครับ ศาสนาอะไรและอันสุดท้ายคือพระมหากษัตริย์ พวกท่านจำไม่ได้หรือครับ สนช. ของพวกท่านนั่นละ ชุดเดียวกับท่านนั่นละ ที่ตอนนี้มาเป็น ส.ว. อยู่นี้ ท่านแก้รัฐธรรมนูญ ชั่วคราว ปี ๒๕๕๘ เพื่อเปิดทางให้พลเอก ประยุทธ์ ไปแก้รัฐธรรมนูญในหมวด ๒ หมวด พระมหากษัตริย์ หลังจากทำประชามติไปแล้วด้วยนะครับ ท่านจำไม่ได้ใช่ไหมครับ ๓ วาระรวด ผมยังจำได้นะครับ ทำไมท่านกระทบได้ ทำไมท่านแตะต้องได้ เหตุผลอยู่ไหน ครับ แล้วผมขอร้องจริง ๆ ท่านอย่าอ้างประชาชน อันนี้ผมขอร้องจริง ๆ เพราะว่าท่านน่าจะ อายผมบ้างครับ เพราะผมเป็นเด็กคนหนึ่งที่ท่านไม่ควรจะอ้างแบบนี้ด้วย ทั้งหมดทั้งมวลนี้ ล่ะครับท่านประธาน นี่เป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะไม่มีประโยชน์อะไรเลยกับประเทศ ถ้าเราไม่ยกเลิกมาตรา ๒๗๒ เพราะว่าการเอาอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรีของ ส.ว. ออก จะทำให้รัฐบาลสะท้อนความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง แล้วมีแต่รัฐบาล ที่ประชาชนเลือกมาล่ะครับ ที่ไม่ว่าจะอย่างไรเขาก็ทำงานให้ประชาชน ไม่ว่าจะอย่างไรเขาก็ ให้เกียรติประชาชน ไม่ว่าจะอย่างไรเขาก็จงรักภักดีกับประชาชนที่เขาเลือกเข้ามา นี่ล่ะครับ คือวัคซีนเข็มแรก และเข็มแรกไม่พอนะครับท่านประธาน เพราะมันแค่กันตายครับ ไม่ได้ กันติด ถ้าจะให้กันติดต้องมีเข็มที่ ๒ คือการจัดทำประชามติ เพราะฉะนั้นผมขอยืนยันตรงนี้ครับว่าการป้องกันไม่ให้ประเทศต้องเผชิญกับวิกฤติไวรัส (Virus) ที่ชื่อว่า รัฐธรรมนูญ คสช. สายพันธุ์ใหม่นี้ คือการทำลายโรคอุบาทว์นี้ให้ได้ในรัฐสภา และเพื่อให้ประเทศชาติกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง เราจำเป็นต้องฉีดวัคซีนเข็มแรก คือการแก้ไขมาตรา ๒๗๒ ตัดไส้ติ่งทิ้งให้หมด และตามด้วยเข็มที่ ๒ จัดทำประชาติเพื่อให้ เกิดการแก้ไขมาตรา ๒๕๖ ที่จะนำไปสู่การเลือกตั้ง สสร. เพื่อเอามาทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับ ประชาชนอย่างแท้จริงสักที ขอบคุณครับท่านประธาน

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ครับ ประเด็นใดที่วุฒิสมาชิกเห็นว่า กระทบนะครับ ท่านมีสิทธิที่จะพูดได้ครับ ต่อไปไปตามลำดับก่อนนะครับ ท่านสุรทิน พิจารณ์ ขอไว้ ๕ นาที หลังจากนั้นจะขอเปลี่ยนจาก พลอากาศตรี เฉลิมชัย เป็นนายแพทย์ เจตน์ ศิรธรานนท์ เชิญเลยครับ

นายสุรทิน พิจารณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ผม สุรทิน พิจารณ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยใหม่ บัญชีรายชื่อ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ สิ่งที่ต้องการแก้ก็คือระบบการเลือกตั้ง มาตรา ๘๓ มาตรา ๘๕ มาตรา ๘๖ มาตรา ๙๐ มาตรา ๙๑ มาตรา ๙๕ มาตรา ๙๒ และ มาตรา ๙๔ ท่านประธานครับ ในระบบการเลือกตั้ง พรรคประชาธิปไตยใหม่สนับสนุน ให้มีการเลือกตั้งใช้บัตร ๒ ใบ มีท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือท่านสมาชิกวุฒิสภาได้ให้ ข้อสังเกตว่าถ้ามีบัตร ๒ ใบ พรรคเล็กจะต้องสูญพันธุ์ ท่านประธานครับ บัตร ๒ ใบ ทำให้พรรคประชาธิปไตยใหม่ในปี ๒๕๕๔ ได้เกิดในทางการเมือง มีผู้แทนราษฎรในสภา ผู้แทนราษฎรในปี ๒๕๕๔ นะครับ การเลือกตั้งปี ๒๕๕๔ ที่พรรคเล็กได้เข้าไปนั่งในสภา คือพรรคประชาธิปไตยใหม่นั้นมันขึ้นอยู่กับการนับคะแนน ขึ้นอยู่กับวิธีนับคะแนน ท่านประธานที่เคารพครับ การนับคะแนนนั้น พรรคประชาธิปไตยใหม่เสนอว่าไม่ต้องมี เปอร์เซ็นต์ขั้นต่ำ ให้นับเปอร์เซ็นต์จนสุดท้ายเลย เพราะฉะนั้นในปี ๒๕๕๔ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่แก้มา พรรคประชาธิปไตยใหม่เป็นเสียงที่ ๕๐๐ ในสภาผู้แทนราษฎร ได้คะแนน ๑๒๘,๖๓๔ คะแนนครับ นี่คือสิ่งที่ยืนยันว่าพรรคประชาธิปไตยใหม่สนับสนุนการเลือกตั้ง ที่จะถึงนี้คือบัตร ๒ ใบ แก้จากใบเดียว พี่น้องประชาชนชอบคนก็เลือกคน ชอบพรรค เลือกพรรค หรือชอบทั้งพรรคทั้งคนก็สามารถทำได้ ไม่เหมือนใบเดียวที่ไปข่มเหงน้ำใจของ พี่น้องประชาชน บางทีอาจจะไม่ชอบพรรค แต่ชอบคน บางทีชอบคน แต่ไม่ชอบพรรค ตามที่ผ่านมาครับ ท่านประธานครับ ๓-๔ ประเด็นที่ผมอยากกราบเรียนต่อท่านประธาน

เรื่องที่ ๒ ก็คือเมื่อแก้รัฐธรรมนูญเสร็จก็ต้องแก้ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญ คือพรรคการเมือง พรรคการเมืองนั้นจะต้องมีการจัดตั้งง่าย ไม่ควรจะเก็บค่าสมาชิก พรรคการเมือง เพราะว่าสิ่งที่ผ่านมาเห็นชัดว่ามันติดขัดนะครับ พี่น้องแค่จะมาเป็น สมาชิกพรรคก็ยากแล้ว อันนี้ไปเก็บสตางค์เขาอีก ท่านประธานครับ ควรจะยกเลิก กองทุนพัฒนาพรรคการเมือง ผมว่าอยากให้ยกเลิก เนื่องจากไม่เป็นประโยชน์เลย โดยเฉพาะต่อพรรคเล็กนะครับ

และต่อไปข้อที่ ๓ ก็คือเรื่อง พ.ร.บ. เลือกตั้ง ในการเลือกตั้งควรจะยกเลิก การทำไพรมารีโหวต (Primary Vote) หรือว่าการเลือกตั้งขั้นต้น ควรจะเลือกตั้งไปเป็น ธรรมดาแบบไทย ๆ ท่านประธานที่เคารพครับ เขตเลือกตั้งควรจะยึดปี ๒๕๕๔ เป็นหลักนะ ครับ นั่นก็คือ ๓๗๕ บวกกับ ๑๒๕ ๓๗๕ เขตบวก ๑๒๕ บัญชี รวมเป็น ๕๐๐ กราบเรียนว่า อันนี้พรรคการเมืองตามที่ท่านแก้ไว้ พรรคประชาธิปไตยใหม่เสนออย่างนี้

ประเด็นที่ ๔ คือมาตรา ๑๔๔ ที่เกี่ยวกับเรื่องการเงิน พรรคประชาธิปไตย ใหม่ยังเห็นว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบวกกับท่านวุฒิสภาผู้ทรงเกียรติ ควรจะเข้าไปดูแล เรื่องงบประมาณนะครับ เพราะว่าพี่น้องเลือกเรามาท่านประธานครับ มาอะไร มาดูแลงบประมาณ ลงไปหาพี่น้อง เข้าวัดหลวงพ่อขอ ไปสถานที่ราชการหน่วยงานราชการขอ ไปหาตำบล ตำบลขอ อันนี้เข้าไป ไม่ได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม ผิดทั้งหมด เราควรจะเข้าไปดูแลตัวนี้ พรรคประชาธิปไตยใหม่ สนับสนุนอย่างยิ่งควรจะแก้ไข

สุดท้ายคือมาตรา ๑๘๕ ที่ว่าไปแทรกแซง จริง ๆ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภาผู้ทรงเกียรติเข้าไปราชการไม่ได้แทรกแซง ไปประสานงานตามที่พี่น้องใช้ ไป เราเป็นคนรับใช้พี่น้องประชาชน เหมือนวันนี้พี่น้องจังหวัดมุกดาหารเขาเหมารถมาเพื่อ อะไร เขาถูกไล่ออกจากนิคม นิดหน่อยครับท่านประธาน ไล่ออกจากนิคมเขามาหา ผู้แทนราษฎรที่สภา ผู้แทนราษฎรก็ต้องบอกไปหาปลัดกระทรวงที่เป็นผู้บังคับบัญชานิคมที่ อำเภอนิคมคำสร้อย นี่คือปัญหาว่าเราจำเป็นต้องประสานงานกับข้าราชการประจำไม่ใช่ไป แทรกแซงข้าราชการ บางทีมันเป็นเรื่องจำเป็นครับท่านประธานที่เคารพ เพราะฉะนั้นพรรค ประชาธิปไตยใหม่เห็นด้วยอย่างยิ่งในการที่จะแก้มาตรา ๑๘๕ ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และ ส.ว. เข้าไปประสานงานกับข้าราชการได้ ต้องมองเป็นบวกครับท่านประธาน อย่ามอง ว่าเราจะไปแทรกแซง เราจะไปโยกย้าย ไม่มี ใจกว้าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเงิน งบประมาณ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราชการไม่ได้เข้าไปแทรกแซง นี่คือเจตนานะครับ ขอบคุณท่าน ประธาน ผมได้เวลาน้อยครับ ขอบพระคุณครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณมากครับ ขอย้อนกลับไป ที่เดิมนะครับ เดิมว่าจะเปลี่ยนเป็น นายแพทย์เจตน์ ขอกลับไปที่เดิมคือ พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม หลังจากนั้นจะเป็นคุณสมคิด เชื้อคง ซึ่งขออภิปราย ๒ ท่านซ้อนกันเลย นะครับ คือคุณนิรมิต สุจารี เนื่องจากต่อเนื่องกัน แล้วก็จะเป็นคุณกษิดิ์เดช ชุติมันต์ แล้วจากนั้นก็จะเป็น นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ นะครับ ขอเชิญพลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม ครับ

พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม สมาชิกวุฒิสภา สรรหา 🔗

ขอบคุณ ท่านประธานครับ พลอากาศตรี นายแพทย์เฉลิมชัย เครืองาม สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ แม้จะค่ำคืนเริ่มดึกดื่นแล้วแต่คิดว่าประเด็นที่เรา กำลังพิจารณาอยู่ในรัฐสภาแห่งนี้ ในวันนี้อยู่ในความสนใจของพี่น้องประชาชน เป็นจำนวนมาก ผมได้รับสื่อออนไลน์ (Online) มาว่าการอภิปรายถือว่ามีคุณภาพ ยกเว้นเมื่อสักครู่ก่อนหน้าผมประมาณ ๑ ท่าน ผมได้ยินได้ฟังแล้วเดิมทีคิดจะขึ้นประท้วง แต่คิดว่าคงไม่เป็นอะไร ก็คืออโหสิกรรมให้ เพียงแต่พรุ่งนี้ขออนุญาตท่านประธานว่า ผมใช้เวลา ๑ ชั่วโมง ผมอาจจะต้องไปฉีดวัคซีนบางอย่างรอบสะดือ ผมไม่พูดนะครับว่า เป็นวัคซีนอะไร ท่านประธานครับ ประเด็นที่เราอภิปรายอยู่เป็นประเด็นการแก้ไข รัฐธรรมนูญซึ่งมีอยู่หลายประเด็น ผมได้รวบรวมมาพอสังเขปเป็นประเด็นที่พอจะอธิบายและ อภิปรายได้ดังนี้ครับ ขอสไลด์แรกเลยครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)

จะเห็นได้ว่า ผมแบ่งออกเป็น ๒ สไลด์ (Slide) ในส่วนนี้ สไลด์ (Slide) แรกเป็นสไลด์ (Slide) ที่แสดง ให้เห็นถึงว่าช่วงระยะเวลาที่ผ่านมามีประเด็นอะไรบ้างที่อยู่ในความสนใจของสมาชิกรัฐสภา ที่มีการเข้าชื่อยื่นเสนอเพื่อขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นประเด็นที่แก้ไขและมีความเป็นมา ต่อเนื่องกันมานับเป็นปีมีอยู่ทั้งหมดประมาณ ๗ ประเด็น ทั้งเรื่องของการแก้ไขเพื่อให้เกิด การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ คือมาตรา ๒๕๖ เพื่อที่จะให้เกิดการแก้ไขแล้วมีหมวด ๑๕/๑ ขึ้นมา ซึ่งขออนุญาตขอบคุณฝ่ายที่ปรึกษา ท่านกฎหมายของรัฐสภาที่พิจารณาแล้วเรื่องนี้ ไม่บรรจุเข้าไปในระเบียบวาระการประชุมในวันนี้คือหมายเลขที่ ๑ หมายเลขที่ ๒ นั่นเป็น การแก้ไขมาตรา ๒๕๖ ผมไม่พูดในรายละเอียด ผมมีประเด็นอื่นที่จะขยายความซึ่งคิดว่า มีความสำคัญมากกว่า เรื่องที่ ๓ คือเรื่องของการแก้ไขเพื่อให้มีบัตร ๒ ใบ ผมก็จะไม่พูดถึง

เรื่องที่ ๔ คือเรื่องของการเลือกนายกรัฐมนตรีที่พรรคเสนอ เรื่องที่ ๕ เรื่อง ของการแก้มาตรา ๒๗๒ ตัดอำนาจ ส.ว. ที่พูดกันว่าคือการปิดสวิตซ์ (Switch) ส.ว. นี่ละครับ เรื่องถัดมาคือประเด็นของการแก้ไขหรือยกเลิกยุทธศาสตร์ชาติ เรื่องที่ ๗ ของสไลด์ (Slide) แรกอันนี้คือการยกเลิกมาตรา ๒๗๙ ๗ ประเด็นนี้มีการพูดจาต่อเนื่องกันมาตั้งแต่ปี ๒๕๖๒ ปี ๒๕๖๓ ปี ๒๕๖๔ ต้นปีมีความพยายามที่จะแก้ไขในร่างต่าง ๆ สไลด์ (Slide) ที่ ๒ ครับ ๘- ๑๓ นี้เป็นเรื่องใหม่ที่โผล่เข้ามารอบนี้ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ๘ ๙ ๑๐ ๑๑ ๑๒ ๑๓ ผมไม่อยากจะเรียกว่าประเด็นเหล่านี้เป็นประเด็นไม้ประดับ ไม่อยากจะเรียกว่าประเด็น เหล่านี้เป็นประเด็นของแถม แต่เป็นประเด็นที่อยู่ดี ๆ ก็โผล่เข้ามา ทั้งเรื่องของสิทธิเสรีภาพ ทั้งเรื่องของการปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งเรื่องของการแก้ไขในมาตรา ๑๔๔ และ มาตรา ๑๘๕ โผล่เข้ามาใหม่ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญรอบนี้ และเป็นเรื่องเป็นราว เป็นข่าวคราวครึกโครมซึ่งผมจะลงรายละเอียดในเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้

ประเด็นแรก ที่ผมจะพูดและได้มีการขยายความไปพอสมควรแล้ว ก็คือประเด็นเรื่องของการแก้ไขเพื่อปิดสวิตซ์ (Switch) ส.ว. ท่านประธานครับ ก่อนหน้าผม ๑ ท่าน ท่านมีคำถามว่า ส.ว. มีไว้ทำไม ผมก็ต้องตอบว่า ส.ว. มีเอาไว้ เพราะเป็นไป ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ถ้าจะไม่มี ส.ว. ไม่เพียง แต่การปิดสวิตซ์ (Switch) ส.ว. เพื่อให้การยกเลิกอำนาจหน้าที่ในการเลือกนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา ๒๗๒ เท่านั้น ท่านหวังที่จะให้มีการยกเลิก ส.ว. ในอนาคตหรือเปล่า ผมไม่ทราบ แต่พูดจากระแหนะกระแหน เสียดสี ทิ่มแทง พวกกระผมมาตั้งแต่เช้าก็อดทนรับฟัง แต่เวลานี้เป็นเวลาไพร์มไทม์ (Prime Time) ซึ่งขออนุญาตที่จะขยายความเพื่อให้พี่น้อง ที่รับชมรับฟังอยู่ทางบ้านได้อธิบาย แล้วได้เข้าใจว่าเราเข้ามาด้วยบทบาทตามรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ อำนาจหน้าที่นั้นมีอยู่มากมายหลายประการ รัฐธรรมนูญเขียนเอาไว้ ให้เวลาผมครึ่งชั่วโมง ๑ ชั่วโมง ผมคงอภิปรายไม่หมด แต่เป็นสิ่งที่ เป็นสภาคู่ซึ่งมีมาอยู่คู่กับประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ เป็นประมุขมายาวนาน เราได้ทำคุณงามความดีให้แก่บ้านเมืองมากพอสมควร ข่าวคราว ที่เกี่ยวกับเรื่อง ส.ว. นั้นแทบจะไม่มีในระยะเวลา ตั้งแต่ปี ๒๔๗๕ จนถึงปี ๒๕๖๔ นี้ เพราะฉะนั้นผมก็จะไม่ขยายหรือขายผลงานของ ส.ว. แต่จะบอกว่าในมาตรา ๒๗๒ นั้น เกิดขึ้นมา ไม่ได้เกิดขึ้นมาโดยความตั้งใจหรือบังเอิญ แต่เป็นความปรารถนาดีของกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญ ต้องอธิบายว่า ในปี ๒๕๕๗ นั้นบ้านเมืองเกิดวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่หลวง ถ้าเรารับชมรับฟังแล้วก็จำเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้ เกือบจะเดินหน้าหรือปิดสวิตซ์ (Switch) ประเทศก็ว่าได้ บ้านเมืองแทบจะเดินไม่ได้ ถ้าจำได้ เดือนธันวาคม ๒๕๕๖ นั้น นายกรัฐมนตรีสมัยนั้น ผมไม่กล่าวชื่อท่าน ท่านให้มีการยุบสภา นั่นก็คือไม่มีสภา ผู้แทนราษฎร ต่อมาก็เหลือแต่วุฒิสภาที่มีหน้าที่ทำหน้าที่ต่อไป ต่อมาก็ปรากฏว่า ประธาน วุฒิสภาท่านถูกคำสั่งให้หยุดการปฏิบัติหน้าที่ เหลือแต่รองประธานวุฒิสภา เพราะฉะนั้น บ้านเมืองในขณะนั้นเราไม่มีทั้งฝ่ายบริหาร แต่เหลือเพียงแค่ปฏิบัติหน้าที่หรือทำการแทน หรือรักษาการไปเท่านั้นเอง วุฒิสภาทำหน้าที่แทนรัฐสภาโดยไม่มีสภาผู้แทนราษฎร นายกรัฐมนตรีก็ไม่มี มีแต่รักษาการ สภาผู้แทนราษฎรก็ไม่มีเหลือแต่วุฒิสภา ประธาน วุฒิสภาก็ไม่มีเหลือแต่รองประธานวุฒิสภา แล้วก็เกิดการประท้วงต่อต้านรัฐบาลบอกว่า ยุบสภารักษาการไม่พอให้ลาออกจากการรักษาการไปด้วย บ้านเมืองถึงขั้นวิกฤติแทบจะเดิน ต่อไปไม่ได้ เกือบจะเป็นรัฐล้มเหลวหรือเฟลด์สเตต (Failed State) เวลานั้นมีความพยายาม ด้วยว่าช่องทางไหนของรัฐธรรมนูญที่จะสามารถทำให้มีรัฐบาลที่ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างจริงจัง ต่อไปเพื่อให้บ้านเมืองพ้นจากภาวะเกือบจะเฟลด์สเตต (Failed State) มีการเสนอต่าง ๆ นานา ผมไม่ลงรายละเอียด เพราะฉะนั้นนี่คือเป็นที่มาที่ไปของการคิดถึงการร่างรัฐธรรมนูญว่าถ้าเราจะร่างรัฐธรรมนูญ แล้วฉบับใหม่โดยกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ท่านก็พยายามที่จะหาวิธีการว่าถ้าเกิดในกรณี วิกฤติซึ่งไม่เหมือนกับปี ๒๕๕๖ ปี ๒๕๕๗ วิกฤติข้างหน้าเราคาดการณ์ไม่ได้ โดยเฉพาะใน ภาวะเกิดการหัวเลี้ยวหัวต่อ การเปลี่ยนมุมจาก คสช. ไปสู่รัฐบาลที่มีการเลือกตั้ง ตัวเลขว่า ระยะเวลาเท่าไรที่จะเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ หรือเป็นรอยต่อระหว่างรัฐบาล คสช. กับรัฐบาล เลือกตั้ง ไม่มีใครบอกได้หรอกครับว่าวิกฤติมันจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อไร ไม่ว่าวิกฤติการเมือง วิกฤติเศรษฐกิจ หรือวิกฤติสังคม ตัวเลขมันก็บอกว่าลงตัวแล้วก็น่าจะประมาณ ๕ ปี ก็จึงเป็น ที่มาว่าวิธีไหนที่จะมีองค์กร ถ้าหากว่าสามารถมีส่วนในการเลือกตั้ง ขออภัย มีส่วนในการ เลือกนายกรัฐมนตรีหรือเลือกรัฐบาล ตอนนั้นผมเป็นสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ หรือ สปท. รัฐธรรมนูญบอกว่าให้ สปท. ไปคิดคำถามพ่วงขึ้นมา แล้วคำถามพ่วงที่ จะทำประชามตินี้เพื่อที่จะนำมาส่งให้กับ สนช. ให้ สนช. ไปลงมติว่าจะเห็นด้วยกับคำถาม พ่วงอันนี้ไหม จึงเป็นที่มาของการทำประชามติในเดือนสิงหาคม ปี ๒๕๕๙ มติของการทำ ประชามตินั้นออกมาดังนี้ครับ เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญ ๑๖ ล้านเสียง คิดเป็น ๖๑ เปอร์เซ็นต์ เห็นด้วยกับคำถามพ่วง ๑๕ ล้านเสียง คิดเป็น ๕๘ เปอร์เซ็นต์ ไม่เห็นด้วย ๑๐ ล้านเสียง คิดเป็น ๔๑ เปอร์เซ็นต์ นี่จึงเป็นที่มาของความหมายและความสำคัญของการทำประชามติ เมื่อปี ๒๕๕๙ ท่านจะเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยกับคำถามพ่วง หรือเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วย กับมติของการทำประชามติก็สุดแท้แต่ แต่ในที่สุดศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำพิพากษาหรือ มีคำวินิจฉัยเมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๖๔ ต้นปีนี้เองครับ เป็นคำวินิจฉัยที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของ การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ คือมาตรา ๒๕๖ เพื่อให้มีหมวด ๑๕/๑ ในบรรทัดหนึ่งของ หน้า ๑๐ ผมขออนุญาตท่านประธานอ่านสั้น ๆ เร็ว ๆ เพื่อให้เห็นความสำคัญของการทำ ประชามติว่าศาลรัฐธรรมนูญท่านวินิจฉัยเอาไว้อย่างไร รัฐสภาจึงต้องทำหน้าที่ตามที่ได้รับ มอบอย่างเคร่งครัด โดยไม่อาจกระทำนอกขอบของหน้าที่และอำนาจที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ได้ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญจึงต้องอยู่ในเงื่อนไขที่มีความผูกพันกับรัฐธรรมนูญฉบับเดิม ประโยคต่อมาสำคัญมากครับ ยึดโยงกับหลักการพื้นฐานและให้เหมาะสมและสอดคล้องกับ มติมหาชน ขีดเส้นใต้ตรงนี้หลายเส้น ความว่า และสอดคล้องกับมติมหาชน ความหมายนี้ คือมติมหาชนในตอนนั้นทำประชามติ ๒ คำถาม คำถามแรกคือเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับ การทำประชามติเพื่อให้มีการรับรัฐธรรมนูญในปี ๒๕๖๐

คำถามที่ ๒ เห็นด้วยกับคำถามพ่วงหรือไม่ คำถามพ่วงนั้นคือคำถามที่ว่า เห็นด้วยหรือไม่กับการที่จะให้มีการเลือกนายกรัฐมนตรีในที่ประชุมรัฐสภา เพราะฉะนั้น มาตรา ๒๗๒ จึงถูกแก้ไขและเขียนลงไปในรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ และได้เขียนไว้ใน เจตนารมณ์หรือคำปรารภของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมไม่มีเวลาที่จะอ่าน เพราะฉะนั้น พวกกระผมเข้ามาทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญฉบับ ๒๕๖๐ พวกกระผมได้มีส่วนร่วมในการ เลือกนายกรัฐมนตรีตามมติมหาชน ปี ๒๕๕๙ เพราะฉะนั้นหน้าที่นี้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ทุกประการ ถ้าท่านประสงค์อย่างไรที่จะดำเนินการท่านไปจัดการแก้ไขหรือร่างรัฐธรรมนูญ วิธีการ ๑. คำถามในการทำประชามติที่ท่านอยากจะให้มี คำถามที่ ๑ ที่ท่านคิดเอาไว้แล้ว ประสงค์เอาไว้แล้ว ก็คือการเห็นด้วยหรือไม่กับการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ใน ขณะเดียวกันถ้าท่านจะปิดสวิตซ์ ส.ว. ผมเน้นคำว่าว่าปิดสวิตซ์ ส.ว. นั่นคือหมายความว่าให้ ไฟของวุฒิสภาดับ ไฟจะดับ ประเด็นนี้ท่านต้องไปถามการไฟฟ้าฝ่ายผลิตครับ ท่านต้องไป ถามการไฟฟ้านครหลวงผู้ผลิตไฟฟ้า นั่นคือประชาชน ท่านต้องไปถามการไฟฟ้านครหลวงผู้ผลิตไฟฟ้า นั่นคือประชาชน เพราะว่าพวกกระผม เข้ามาแล้วทำหน้าที่นี้โดยการทำประชามติ ถ้าท่านจะยกเลิกหน้าที่นี้ผมเกรงว่าจะเป็น ประเด็นที่นำไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญในอนาคต เพราะการทำหน้าที่ตามมาตรา ๒๗๒ นั้น เป็นไปตามผลของการทำประชามติ ปี ๒๕๕๙ ท่านจึงต้องไปถามประชาชน เพราะฉะนั้น ถ้าเป็นไปได้ท่านทำคำถามไว้ ๒ คำถาม อย่าให้เป็นประเด็นไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญเลย ถามประชาชนเลยว่าจะยกเลิกปิดสวิตซ์ ส.ว. ด้วยบทบาทตรงนี้หรือไม่

ประเด็นถัดมาท่านประธานครับ ผมมีเวลาอีกนิดเดียว มาตรา ๑๔๔ และ มาตรา ๑๘๕ ได้มีการพูดไปพอสมควรแล้ว มาตรา ๑๔๔ ต้องกราบเรียนว่าเนื้อความ ส่วนมากแล้วสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐ เพียงแต่การแก้ไขนั้นดันไป แก้ไขเพื่อให้การยกเลิกโทษที่จะเกิดขึ้น ผมต้องกราบเรียนว่าผมเข้าใจครับที่มีการแถลง มีการชี้แจงว่า ถึงแม้ไม่มีโทษตามมาตรา ๑๔๔ วรรคท้าย ๆ แต่ใช้มาตรา ๑๕๗ ได้อยู่แล้วคือ ใช้กฎหมายอาญาทั่วไป ต้องกราบเรียนว่ากฎหมายอาญาทั่วไปการปฏิบัติหน้าที่ของ เจ้าหน้าที่ของรัฐนั้นท่านต้องไปฟ้องกัน ๓ ศาล ท่านต้องไปหาผู้ที่กล่าวหาผู้ที่เสียหาย ประชาชนคนไหนล่ะเสียหาย ถ้าเกิดมีการไปล้วงลูกเรื่องของงบประมาณแผ่นดิน ตามมาตรา ๑๔๔ ไม่มีชาวบ้านคนไหนที่อยากจะไปทำหรอกครับ เพราะฉะนั้นกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ท่านคิดดูแล้ว ท่านต้องการให้เรื่องนี้มีการลงโทษทั้งทางอาญาเอาถึงติดคุก และมีการลงโทษ ทั้งทางการเมือง ทางการเมืองนี้รวดเร็วกว่าทางอาญา มาตรา ๑๕๗ ทางอาญาคือถ้าหากว่า ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ๑ ใน ๑๐ ของ ส.ส. ส.ว. ส่งชื่อว่ามีการกระทำผิดตามมาตรา ๑๔๔ ศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวินิจฉัยพ้นการปฏิบัติหน้าที่ของ ส.ส. ส.ว. ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ไปเลย ทันที คณะรัฐมนตรีถ้ารู้เห็นแล้วไม่ระงับยับยั้งก็พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ไปทันที นี่คือ เจตนารมณ์ของกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นถ้าท่านจะไปยกเลิกเรื่องนี้สิ่งที่ จะตามมา เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ซึ่งผมก็ได้คุยกันพอสมควรสำนักงบประมาณ เข้าใจครับ ว่าเรื่องนี้มีปัญหา ยังมีความไม่ชัดเจน สิ่งที่ผมขออนุญาตกราบเรียนเสนอก็คือว่า ถ้าจะมีการ รับในเรื่องของมาตรานี้ฉบับนี้ ขออนุญาตท่านประธานอีกนิดเดียวครับ กรุณาไปพิจารณา เรื่องของการแปรญัตติ แปรญัตติอย่างไร ผมเชื่อว่าไม่พ้นสติปัญญาของ ส.ส. ส.ว. ที่จะช่วยกันคิดพบกันค่อนทาง ค่อนทางคือรักษาหลักการของระบบการถ่วงดุล หลักการของ การอย่าให้เกิด อะบิวซ์ ออฟ เพาเวอร์ (Abuse of power) อย่าให้เกิด อะบิวซ์ ออฟ ดิวตี (Abuse of duty) อย่าให้เกิดการล้วงลูกและนำไปสู่การทุจริตคอร์รัปชัน เพราะร่างกฎหมาย มาตราฉบับนี้นั้นเป็นไปตามบัญญัติ ๑๐ ประการของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ปี ๒๕๕๗ เพราะเขียนไว้ว่า ให้กรรมการร่างรัฐธรรมนูญไปคิดหาวิธีในการปราบปราม ป้องกัน ระงับ ยับยั้งการทุจริตคอร์รัปชัน มาตรการนี้จึงออกมาเข้มข้น รุนแรง แล้วก็พูดง่าย ๆ ว่าสาหัส เหมือนกับการประหารชีวิตทางการเมือง เพราะตัดสิทธิเลือกตั้งด้วย และไม่ได้เขียนเอาไว้ว่า กี่ปี ความเข้าใจกระผมคือตลอดชีวิต นี่คือวิธีการสะเด็ดน้ำ สุดทางเพื่อให้เกิดการปราบปราม ทุจริตคอร์รัปชัน และแก้ปัญหาเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อน แต่ในมาตรา ๑๘๕ นั้น ท่านแก้ไขยกเลิก (๑) และ (๒) เหลือเพียง (๓) (๑) และ (๒) นั้นในมาตราที่เกี่ยวข้องของ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ อยู่ในมาตราเดียวกันอยู่ในวรรคเดียวกัน ท่านไปยกเลิกเรื่องการ แทรกแซงก้าวก่ายการปฏิบัติงานของข้าราชการ และยกเลิกในเรื่องอื่น เหลือแต่เพียง มาตรา ๑๘๕ เหลือแต่เพียง ห้ามไปก้าวก่าย แทรกแซง การบรรจุแต่งตั้ง โยกย้ายข้าราชการ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่เรื่องใหญ่คือกลับไปที่ (๑) (๒) ครับ อย่าไปแทรกแซงการปฏิบัติ หน้าที่ อย่าไปกระทำการในลักษณะที่มีส่วนร่วมในการใช้จ่ายเงินงบประมาณหรือให้ความ เห็นชอบในการจัดทำโครงการใด ๆ ของรัฐ เรื่องนี้ป้องกันอะบิวซ์ ออฟ เพาเวอร์ (Abuse of power) ถือว่ามีความสำคัญ เหมือนกันเลยกับมาตรา ๑๔๔ เกี่ยวข้องกับการแปรญัตติ งบประมาณ ผมเจ็บช้ำในอดีตมาตลอดที่แปรญัตติลดงบประมาณ ๒๐,๐๐๐ ล้านจากทุกกระทรวง ทบวง กรม ไปรวมกันแล้วไปแบ่งกันได้ ส.ส. ๕๐๐ คน หารกันแล้วได้คนละ ๖๐ ล้าน ต่อ จังหวัด แล้วก็ไปอีหลุยฉุยแฉก ต้องใช้คำว่าไปผลาญงบประมาณโดยไม่จำเป็น กรรมการร่าง รัฐธรรมนูญจึงหาวิธีทำเรื่องนี้ให้ยุติ นี่จึงเป็นที่มาของรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง และกรุณา อย่าทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าไปด้อยค่ารัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง มีคนใช้คำว่า ปิดสวิตซ์ (Switch) ผมใช้คำว่า ด้อยค่า เพื่อให้เกิดความรู้สึกทางจิตใจว่าผมเองส่วนตัวผมรับไม่ได้ เพราะฉะนั้นการแปรญัตติเรื่องนี้จึงมีความสำคัญ บทบาทต่อไปของ ส.ส. ส.ว. คือช่วยกัน แปรญัตติ มาตรา ๑๔๔ และ มาตรา ๘๕ อย่าให้ประชาชนผิดหวัง ผมได้รับคำเสียดสีทิ่มแทง มาในสื่อออนไลน์ (Online) มากมายว่ารับไม่ได้ ถ้ายกเลิกไปเลย ผมดีใจที่ผู้เสนอร่างบอกว่า จะแปรญัตติให้กลับไป กลับไปอย่างไรผมยังเฝ้ารอและคาดหวังว่าเรื่องนี้รัฐสภาหรือ ส.ว. ๑ ใน ๓ ๘๔ คนจะไม่ถูกหักหลัง คำว่าไม่ถูกหักหลังคืออะไรครับ กรุณาอย่าไปอ้างว่าบันทึก หลักการและเหตุผลของการแก้ไขมาตรา ๑๔๔ และมาตรา ๑๘๕ นั้น เขียนไว้ดังนี้ ในข้อ ๓ แก้ไขการพิจารณาพระราชบัญญัติงบประมาณมาตรา ๑๔๔ ท่านจะไปบอกว่าแปรญัตติแล้ว ถ้ากลับไปร่างเดิมมันก็ขัดกับหลักการในข้อ ๓ ถ้าจะแก้มาตรา ๑๘๕ ให้กลับไปเหมือนเดิม ท่านก็จะบอกว่ามาตรา ๑๘๕ เขียนหลักการไว้ว่าแก้ไขอุปสรรคการทำหน้าที่ของ ส.ส. ส.ว. เพราะฉะนั้นตัดออกแล้วใส่กลับเข้าไปไม่ได้ อย่าให้เกิดเหตุการณ์นั้น ขอร้อง กราบ แล้วก็กรุณา วิงวอนว่าช่วยกันคิด ถ้าจะแก้ไข แก้ไขให้เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ บ้านเมือง นี่ละครับ คือบทบาทของ ส.ว. ที่จะทำต่อไปในอนาคต ขอบคุณท่านประธานครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ได้ลงจาก บัลลังก์ โดยมอบให้ ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา ปฏิบัติ หน้าที่แทน)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณ ครับท่านพลอากาศตรี เฉลิมชัย ต่อไปกลับมาทางฝ่ายค้านนะครับได้ขอไว้ ๒ ท่านติดกันนะ ครับคือ ท่านสมคิด เชื้อคง และ ท่านนิรมิต สุจารี เชิญท่านสมคิดก่อนเลยครับ เชิญครับ

นายสมคิด เชื้อคง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุบลราชธานี 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผม นายสมคิด เชื้อคง ส.ส. จังหวัดอุบลราชธานี พรรคเพื่อไทยก่อนที่จะอธิบายเรื่องร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ของที่ผมจะอธิบาย เพื่อให้เพื่อนสมาชิกรัฐสภาได้สนับสนุน ก็ขอเกริ่นชี้แจงสักเล็กน้อยนะครับ เนื่องจาก เมื่อสักครู่ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติก็พูดถึงที่มา ส.ว. ความจริงไม่ใช่หน้าที่ผม แต่ว่าได้ฟังแล้ว ก็ต้องอธิบายความกันหน่อยว่าเมื่อปี ๒๕๕๖ ปี ๒๕๕๗ นั้นรัฐบาลเป็นรัฐที่ล้มเหลวเจอวิกฤติ อย่างร้ายแรง ความจริงเรื่องนี้ผมอยู่ในเหตุการณ์นะครับ วิกฤติล้มเหลวหรือจะร้ายแรง หรือรัฐบาลยุคนั้นคือยุคพรรคเพื่อไทยนี่ละครับ ถามว่าวิกฤติจริง ๆ ของรัฐบาลชุดนั้นมันเป็น วิกฤติที่สมคบคิดกันสร้าง ใครก็รู้ครับ ท่านจะพูดอะไรก็เรื่องของท่าน แต่ว่าขออธิบายหน่อย เพราะมันมาเกี่ยวเนื่องกับผมที่จะพูดต่อก็เรียนเพื่อความเข้าใจ ความจริงเรื่องนี้เดี๋ยวมีคนมา พูดอีก แต่เรียนอย่างนี้นะครับ ท่านประธานครับ ก็เกริ่นต่อพวกเพื่อนสมาชิกผู้มีเกียรติ แล้วก็ขอต่อเสียเลยว่ามีท่าน ส.ว. บางท่าน ท่านก็บอกว่าผู้แทนราษฎรทำอะไรกันคิดแต่จะ แก้รัฐธรรมนูญ เรื่องปากท้องไม่เคยคิดหรืออย่างไร เป็นผู้แทนราษฎรไปคิดเรื่องปากท้อง ไม่มีหรอกครับในประเทศนี้ มันคิดทุกคน แต่การแก้รัฐธรรมนูญกับเรื่องปากท้องมันเรื่อง เดียวกันครับ มันเรื่องเดียวกันอย่าไปแยกเรื่อง รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่ทำให้พี่น้อง ประชาชนอยู่ดีกินดีเป็นรัฐธรรมนูญไหมล่ะครับ มันเห็นได้ชัด เพราะฉะนั้นเรื่องแก้ไข รัฐธรรมนูญเป็นเรื่องเดียวกันกับเรื่องปัญหาปากท้องพี่น้องประชาชน ผมก็เกริ่นแค่นี้ล่ะครับ แต่ว่าเรื่องอื่น ๆ เดี๋ยวเพื่อนสมาชิกผมจะได้มาสรุปสุดท้าย แต่เรียนอย่างนี้ครับว่า วันนี้ผมขอ สนับสนุนจากสมาชิกผู้ทรงเกียรติ เพื่อที่จะให้สนับสนุนญัตติร่างของพรรคเพื่อไทย ในกรณีที่เราเสนอญัตติที่ ๕ ร่างที่ ๕ เกี่ยวกับเรื่องเราจะยกเลิกยุทธศาสตร์ชาติ ความจริงมีหลายท่านก็พยายามอธิบายว่าเราไม่ ยกเลิกก็ได้ จะแก้ไข เดี๋ยวจะอธิบายว่าทำไมเราถึงส่งร่างของพรรคเพื่อไทยและคณะ เพื่อยกเลิกยุทธศาสตร์ชาติ ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้นะครับว่ายุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ความจริงหลายคนก็พูด แต่วันนี้ทำไมเราต้องยกเลิก เราต้องรู้ที่มาที่ไปก่อนว่ายุทธศาสตร์ ชาติ ๒๐ ปีเกิดจากคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติเขียนกันขึ้นมา มีคณะกรรมการ ๓๔ ท่าน ตั้งมาจากไหนท่านประธานครับ ท่านประธานอยู่ก็รู้ ตั้งมาจากคณะ คสช. นั่นล่ะ ก็ไม่ใช่ความผิดหรอกครับตั้งไป แต่ว่าผมจะเล่าให้ฟังว่าคนที่มาเกริ่นนำในเรื่องยุทธศาสตร์ ชาติในที่ประชุมนั้นชื่อ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านอธิบายเล็ก ๆ ว่าเราต้องกำหนด วิสัยทัศน์ของประเทศกว่า ๒๐ ปี เพื่อที่จะให้มีรายได้เป็นประเทศขนาดปานกลาง นี่พลเอก ประยุทธ์ พูดในที่ประชุม แล้วถัดมาผมเอ่ยชื่อนะครับไม่เสียหาย พลเอก สุชาติ หนองบัว ท่านก็อธิบายว่ากรอบที่วางไว้ ๒๐ ปีนั้นถือว่าไม่นานเกินไป ผมก็เลยมาไล่อีกทีหนึ่ง ว่าท่านประธานที่จัดทำยุทธศาสตร์ชาติก็เอ่ยชื่อท่านได้ ท่านพลเอก วิลาศ อรุณศรี ท่านก็บอกว่าเมื่อมียุทธศาสตร์ชาติแล้วก็ยังคงมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติด้วย สรุปแล้วยุทธศาสตร์ชาติ ๓ พลเอก พูดตรงกันหมดว่าจะต้องอยู่ ๒๐ ปี แต่ในร่าง พ.ร.บ. นั้น บอกว่าอยู่ ๕ ปี ก็แก้ได้ พูดง่ายครับท่านประธาน เรื่องจริงคือแก้ไม่ได้ เหมือนเราจะแก้ รัฐธรรมนูญนี่ล่ะ รับไปเถอะ เดี๋ยวแก้ รับไปเถอะ เดี๋ยวแก้ แล้วสมาชิกบางท่านยังมาอวดอีก โอ้โฮ มีประชามติเยอะแยะ จริงหรือเปล่าครับ ประชามติจริงหรือเปล่า รู้อยู่แก่ใจ อย่ามาไล่ อธิบายกันอีกเลย ประชามติจากการคาดคั้น ประชามติจากการทำฝ่ายเดียว อย่างนี้เขาไม่ เรียกประชามติแล้วครับ ไม่รู้จะเรียกอะไร แต่เรื่องนี้เรื่องยุทธศาสตร์ชาติ ที่ผมบอกว่ายกเลิก เนื่องจากว่ามันเป็นเรื่องของสภาพัฒน์แล้ว ปกติสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ก็มีแผนอยู่แล้วทุกปี ๕ ปีแผน ๕ ปีแผน ก็ไม่จำเป็นต้องเอามาใส่ในรัฐธรรมนูญ เหล่านี้คือ เหมือนการว่าเป็นระบบดึงเข้าสู่ระบบรัฐราชการ ให้ราชการมากำหนดทั้งหมดล่ะครับ ที่ผมพูดไม่ได้แปลว่าราชการไม่ดี แต่แปลว่าถ้าทำยุทธศาสตร์ชาติแล้วพรรคการเมือง ที่หาเสียงทั้งหมดทำโน่นทำนี่แต่ละพรรค นั่งอยู่ในนี้ทุกพรรค พอหาเสียงก็บอกจะทำโน่น ทำนี่ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ พอเจอยุทธศาสตร์ชาติเข้าไปจ๋อยครับ ทำอะไรไม่ได้ เพราะต้องเข้ากับ ๖ หลักยุทธศาสตร์ ถ้าผมอ่านเวลาไม่พอครับ ๖ หลัก ๆ ใหญ่ เน้นความมั่นคง ความสามารถ ในการแข่งขันอะไรเยอะแยะ สุดท้ายปลายทางก็คือว่าทำไมต้องยกเลิก เพราะนโยบาย ที่จะทำจากพรรคการเมืองไม่สามารถเดินหน้าได้ เราถึงบอกว่าเรื่องนี้ภาคประชาชนก็คือ พรรคการเมืองที่สนับสนุน ส.ส. เข้ามา สนับสนุนพรรคการเมืองเข้ามา ไม่สามารถทำ นโยบายอะไรได้เลย แล้วจะแก้ปัญหาประชาชนอย่างไร เหล่านี้เราว่าต้องแก้ มันเทอะทะ ผมถามหน่อยยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ผมว่าเอาไว้ให้ลูกให้หลานเขาไม่ดีหรือครับ อย่างน้อย ๆ คนรุ่นใหม่เขาก็จะได้คิดถึงอนาคตตัวเอง อย่างที่ผมมีสไลด์ (Slide)

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)

อนาคตของ เด็กคืออนาคตของประเทศชาติ เราอยู่ในวัยขนาดนี้แล้ว แล้วถ้าจะทำอะไรผมว่า ๕ ปี ก็เหลือเฟือ ท่านทำ ๒๐ ปี อย่าว่าแต่ ๒๐ ปีเลยท่านประธาน จะฉีดวัคซีน ๑๒๐ วัน ยังมีปัญหาเลย มันจะ ๒๐ ปีจะมองเห็นอะไร ท่านประธานครับ ยุทธศาสตร์ ๒๐ ปี คือปัญหาเหมือนกัน เพราะฉะนั้นเรื่องนี้พรรคเพื่อไทยและคณะเห็นว่าเราจะต้องไม่ให้ มีเอาไปสู่ในระบบไหนก็ได้ เอาไปสู่ในสภาพัฒน์ซึ่งก็มีอยู่แล้ว ซึ่งมันมีอยู่แล้ว มันไม่ใช่ว่า อยู่ ๆ ปล่อยไปแล้วมันก็ทิ้งเลย เพราะฉะนั้นผมเรียนว่ายุทธศาสตร์ชาติในมาตรา ๖๕ นั้นเราก็แก้ไขเพิ่มเติม ความจริงแก้ไข ก็เกี่ยวเนื่องกันนะครับ มาตรา ๑๔๒ มาตราอะไรอย่างนี้ แก้ไขเพื่อให้มันเกี่ยวเนื่อง กับให้ยกเลิก คำว่า ยุทธศาสตร์ชาติ นี่คือเหตุผลที่ผมจะบอกว่าถ้าประเทศเราจะเดินหน้า เราจะต้องแก้ไขกฎหมายและแก้ไขกฎหมายที่ใหญ่ที่สุดคือกฎหมายรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้น เรื่องนี้ก็เรียนเพื่อนสมาชิกว่าเราต้องการให้ประเทศไทยเดินหน้าเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้น ก็อยากเรียนให้ทราบว่าเรื่องยุทธศาสตร์ชาตินั้นเป็นเรื่องที่เราพูดกันตลอด บางท่านก็อาจจะ บอกว่า ๕ ปีก็แก้ ๕ ปีก็แก้ จริง ๆ แล้วแก้ไม่ได้หรอกครับ แล้วเรียนอย่างนี้ว่าเรื่อง ยุทธศาสตร์ชาติเหล่านี้ ผมก็บอกว่าถ้าคนเราจะทำอะไรก็แล้วแต่ แผนจริง ๆ ถ้าแผนราชการ ยาวจริง ๆ ก็ ๕ ปี แผนขนาดกลางก็ ๓ ปี แผนปัจจุบันทันด่วนก็ ๑ ปี มันไม่มีใครวางกรอบ ยาวได้ครับ เพราะฉะนั้นอย่างวันนี้ที่เกิดกรณีโควิด (COVID) ท่านประธาน ยุทธศาสตร์ชาติ ได้เขียนเรื่องโควิด (COVID) ไว้หรือเปล่า ก็ไม่ได้เขียน เพราะไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เพราะไม่รู้ว่ามันจะมีโควิด (COVID) ไหม แม้กระทั่งเงินงบประมาณก็เขียนยุทธศาสตร์นั่น ยุทธศาสตร์นี่เพื่อให้ตรงกับกฎหมายยุทธศาสตร์ชาติเวลาทำเสนองบประมาณเพเพอร์ (Paper) เต็มไปหมดกระดาษเต็มไปหมด ไฟมันจะไหม้ห้องประธานคณะกรรมาธิการ งบประมาณแล้ว มันเยอะ ซึ่งมันไม่จำเป็นเลย เรื่องนี้ระบบราชการถ้าเข้มแข็งจริง มันไม่จำเป็นหรอกครับ เดินเข้ามาสู่ระบบนโยบายพรรคการเมือง แล้วเรื่องนี้ประชาชนจะได้ ประโยชน์นะครับ เพราะฉะนั้นก็ฝากเรียนเพื่อนสมาชิกว่าเรื่องยุทธศาสตร์ชาติพรรคเพื่อไทย จะแก้ไข อีกเรื่องหนึ่งที่ผมจะอธิบายให้สมาชิกผู้ทรงเกียรติได้รับทราบว่า พรรคเพื่อไทย ยกเลิก มาตรา ๒๗๙ ที่นิรโทษกรรมตัวเอง ความจริงเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ครั้งที่แล้ว เราก็นำเสนอเรื่องนี้ เพราะอะไรครับท่านประธาน มาตรา ๒๗๙ มันเป็นเจตนาของคน ยึดอำนาจ ใครจะยึดอำนาจก็ไม่มีความผิด ใครจะทำอะไรก็ไม่มีความผิด ตั้งแต่ข้างหลัง ยันข้างหน้า ยันอนาคต เหล่านี้ให้เกิดปัญหายึดอำนาจซ้ำซาก ไม่พอใจอะไร อย่างไรเอะอะ รวมพลกัน อะไรกัน มีกำลังเยอะแยะก็ยึดอำนาจสั่งทุกเรื่อง ผมเรียนว่ายึดอำนาจมา คสช. ออกคำสั่งเท่าไรครับ ๓๐๐ กว่าฉบับ แล้วไม่รู้จะแก้อีกกี่ชาติ ไม่รู้จะทำอีกเท่าไรดีไม่ดีไม่รู้ แต่เรื่องนี้การออกคำสั่ง คสช. หรือ ม. ๔๔ ผมเคยอธิบายเคยพูดว่าทุกคนก็บอกว่ามันเร็วดี มันด่วนดี มันไม่ด่วน ไม่ดีหรอกครับ อะไรที่มันอยู่กลุ่มคนคนเดียว อะไรที่ออกแล้ว กลุ่มคนคนเดียวออก กลุ่มคนมีไม่กี่คนออก มันโอกาสผิดพลาดสูง เพราะฉะนั้นเราก็เลยบอก ว่าต้องยกเลิกตัวนี้ ยกเลิกมาตรา ๒๗๙ เพื่อต่อไปนี้ใครจะยึดอำนาจให้ออกกฎหมายแบบนี้ ไม่ได้ เรื่อง คสช. พอยึดอำนาจก็ประกาศใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราวอยู่แล้ว ประกาศใช้ก็จัดการ ทั้งหมด เรียกความคิดคนที่เห็นต่างไปรายงานตัวหมด ท่านประธานครับ ผมก็โดน ๓ ครั้ง เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ไม่สมควรเกิดขึ้นในเมืองไทยอีกแล้ว ขอให้ปี ๒๕๕๗ ปีเดียวพอ เลิกเถอะ แล้วท่านทำอะไรผิดอะไรถูกเราเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการที่ถูกต้อง ไหนล่ะครับว่าเชื่อมั่น ทางกฎหมาย ก็เดินหน้าเข้าสู่กระบวนการกฎหมายสิครับ ถ้าไม่มีกฎหมายฉบับนี้กลัวอะไร ที่อวดกันนักกันหนากลัวนักการเมืองเอาเงินไปโกง แล้ว ๗ ปีที่ผ่านมาทำไมดัชนีการโกงมัน เพิ่มขึ้น นี่ผมไม่ได้พูดเองนะครับ องค์กรระดับโลกนะครับ ๗ ปี ไม่มีนักการเมือง ถ้าเอาจริง เข้าถนนมันเทด้วยทองได้ด้วยซ้ำไป แล้วทำไมมันแย่กว่าเดิม แล้วจะมาพูดบอกว่าโอ๊ย ไปแล้วนักการเมืองเอาไปโกง ไม่รู้ปัญหาประชาชนแล้วพูดข้าง ๆ คู ๆ เถียงเอาเข้าตัวเองดี คนที่เป็นผู้แทนไม่ว่าพรรคไหนนั่งอยู่นี้ อยู่ในเขตพื้นที่เขารู้หมด ถนนหลุมอยู่ตรงไหนยังรู้เลย ครับท่านประธาน เขารู้หมด การแก้ปัญหาต่าง ๆ แน่นอน มันก็ต้องอาศัยงบประมาณ มันไม่มีควักเอาเงินตัวเองออกไปทำ วันนี้เขาทำไม่ได้ซึ่งก็คือโอเค (OK) ล่ะเขาจะแก้อะไรก็ว่า กันไปในแต่ละพรรค แต่พรรคเพื่อไทยขอเสนอเรื่องขอยกเลิกมาตรา ๒๗๙ เพื่อให้แก้ปัญหา ของคนยึดอำนาจ ผมเรียนท่านประธานว่าวันนี้เมืองไทยทำไมการค้าขายมันไม่ดี ทำไมทุกอย่างมันแย่ไปหมด ก็มีบางกลุ่มบอกว่าไม่แย่ ๆ ผมถามหน่อยท่านกินข้าว ในตลาดหรือเปล่า ผมเชื่อว่าท่านประธานก็เดินตลาด ผมเชื่อว่าท่านประธานก็เดินตลาดเหมือนผม ผมเชื่อว่าท่านประธานก็ไปร้านค้าเหมือนผม มันแย่ไปหมด วันนี้แต่ละพรรคเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็เพื่ออะไรครับ เพื่อให้ทุกอย่าง มันดีขึ้น เมืองไทยวันนี้เราต้องยอมรับว่าเราจะเดินหานักลงทุนตรงไหน ละครับ แค่นักท่องเที่ยวเราก็แย่ ยิ่งรัฐธรรมนูญที่ไม่สร้างความชอบธรรมที่ไม่มีความเป็นธรรม ใครจะมาลงทุนกับท่าน ใครจะมาพูดคุยกับเรา เราต้องร่วมกันแก้ไขในสิ่งที่มันดีขึ้น ผมเรียนสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติว่ารัฐธรรมนูญแก้ได้ครับ อย่าทำเป็นแสร้งกันไม่รู้เรื่องกัน ผมไม่อยากให้ไม่ว่าวุฒิสมาชิกหรือที่มีอำนาจ ๘๔ ท่าน บอกว่าไม่พอใจก็ไม่เอา ผมไม่เชื่อว่า ท่านคิดอย่างนั้น ผมไม่เคยโทษวุฒิสมาชิกว่ามาอย่างไร ว่าเป็นคนอย่างไร เพราะแต่ละท่าน บางท่านผมรู้จัก คนดีมีความสามารถเยอะแยะครับ ผมไม่ได้โทษท่าน ผมโทษรัฐธรรมนูญ ที่มาถึงต้องแก้อย่างไร ไม่ต้องมาอวดว่าตรงโน้นมาอย่างนี้ดีอย่างนั้นไม่ต้องหรอกครับ อวดประชาชนรู้ เขารู้หมด ๕ ปีพอเถอะครับ แล้วท่านก็จะเดินของท่านไป ท่านก็อยู่ในสภาที่ ทรงเกียรติอยู่แล้ว ผมเรียนครั้งสุดท้ายนะครับ ท่านประธานก่อนเวลาจะหมด รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ คือจุดอ่อนของประเทศไทย คือจุดอ่อนหลาย ๆ เรื่อง เพราะฉะนั้นเราร่วมกันทำ จุดอ่อนให้มันเข้มแข็งขึ้น จะได้มากได้น้อยอีกเรื่องหนึ่งแล้วแต่ท่านประธานนะครับ แล้วแต่เพื่อนสมาชิกที่จะได้ลงมติวันพรุ่งนี้หรืออนาคตต่อไป ขอขอบพระคุณครับ

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณ ครับ ต่อไปเชิญ ท่านนิรมิต สุจารี แล้วหลังจากนั้นก็จะกลับมาที่ ท่านกษิดิ์เดช ชุติมันต์ นะครับ

นายนิรมิต สุจารี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ร้อยเอ็ด 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายนิรมิต สุจารี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย ต่อร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับแก้ไขเพิ่มเติมร่าง (ฉบับที่ ๕) กระผมขอกราบเรียนต่อท่านประธานว่าที่มาของรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาจาก การยึดอำนาจและรัฐประหาร เมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ โดยคณะ คสช. ซึ่งเมื่อได้ เป็นรัฏฐาธิปัตย์ก็ได้ออกคำสั่ง ออกประกาศ แล้วก็มีการกระทำต่อเนื่องมาตลอด เพื่อที่จะรักษาวัตถุประสงค์ของคณะ คสช. ให้เดินหน้าต่อไปได้ สิ่งแรกที่คณะ คสช. ได้ดำเนินการก็คือการออกประกาศหรือคำสั่งเพื่อที่จะนิรโทษกรรมให้แก่กลุ่มตัวเอง แก่คณะบุคคล ท่านประธานที่เคารพสิ่งที่บัญญัติไว้ในคำสั่งหรือประกาศของ คสช. ก็ได้พัฒนาการขึ้นมาเป็นรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ปี ๒๕๕๗ ซึ่งต่อมาก็ได้มีบัญญัติ เกี่ยวกับอนาคตของรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ ว่าจะบัญญัติสิ่งใดไว้ แต่สิ่งหนึ่งที่ปรากฏ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ก็คือการนิรโทษกรรมทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของ คสช. ในการประกาศคำสั่งและการกระทำของ คสช. เป็นเรื่องที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ท่านประธานที่เคารพครับ รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ ถึงแม้ว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ผ่านการ ประชามติ แต่การผ่านประชามติภายใต้มาตรา ๔๔ ทำให้ประชาชนผู้ที่จะแสดงความคิดเห็น จะแสดงการวิพากษ์วิจารณ์รัฐธรรมนูญในทางที่ไม่เห็นด้วยไม่สามารถที่จะดำเนินการได้ เพราะอะไรครับ เพราะถ้าไปแสดงความคิดเห็นคัดค้านไม่เห็นด้วยก็จะถูกจับกุม บงคนถูกดำเนินคดีติดคุกติดตะราง บางคนต้องหนีไปต่างประเทศนี่ละครับ ก็ทำให้การ ประชามติไม่เป็นไปตามหลักสากล ถึงแม้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะประกาศใช้แล้ว แต่ก็ต้องยอมรับว่าเป็นรัฐธรรมนูญเป็นผลต่อเนื่องมาจาก คสช. ยึดอำนาจ แล้วก็เป็นเรื่องที่ผูกพันกับองค์กรทุกองค์กร เป็นเรื่องที่คำสั่ง คสช. ใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญ เพราะไม่มีการขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญได้ เพราะรัฐธรรมนูญได้บัญญัติรับรองความชอบ ด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ท่านประธานที่เคารพครับ อะไรก็ตามสรุปก็คือสิ่งที่ คสช. ได้ประกาศ ได้มีคำสั่ง ได้กระทำต่อเนื่องมา เป็นเรื่องที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญตลอดไป ไม่มีโอกาสที่จะมีการโต้แย้งแต่รัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๗๙ หลายคนบอกว่าเป็นเรื่อง ที่ไม่ชอบด้วยหลักประชาธิปไตย เป็นเรื่องที่ไม่ชอบด้วยหลักนิติรัฐ เพราะอะไรครับ เพราะไม่สามารถที่จะตรวจสอบโดยศาลได้ บางคนถูกคำสั่ง ถูกประกาศ แล้วเกิดถูกละเมิด สิทธิของเขา โดยหลักทั่วไปเขาสามารถที่จะยื่นศาล เพื่อที่จะฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายเขาได้ เยียวยาเขาได้ แต่วันนี้ คำสั่งทุกวันนี้ประชาชนจะไปใช้สิทธิทางศาลเพื่อที่จะเรียกร้อง ค่าเสียหายดำเนินการไม่ได้ เพราะมาตรา ๒๗๙ บัญญัติคุ้มครองไว้ ท่านประธานที่เคารพ ครับ การออกประกาศของ คสช. หรือคำสั่งของ คสช. ไม่ใช่ว่าจะเป็นเรื่องที่ถูกต้องไป ทั้งหมด สิ่งที่ผิดก็มี แต่ประชาชนไม่สามารถที่จะฟ้องร้องหรือเรียกค่าเสียหายได้ สิ่งที่ประกาศไปละเมิดของประชาชน เช่น การออกคำสั่ง คสช. ยกเว้นความรับผิด ทั้งทางแพ่ง ทางอาญา ทางวินัย ให้แก่เจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติหน้าที่เข้าไปยึดอายัดทรัพย์สิน โครงการทวงคืนผืนป่า โครงการทวงคืนผืนดิน ทำให้ประชาชนชาวบ้านได้รับความเสียหาย บ้านที่เขาก่อสร้างมา ต้นไม้ที่เขาปลูก หลายคนลงทุนยืมเงิน ธ.ก.ส. มาทำ แต่ก็ถูกเข้าไปยึด อายัดทำลาย เขาไม่มีสิทธิที่จะโต้แย้งหรือเรียกค่าเสียหายจากคณะหรือคำสั่ง คสช. ได้เลย

ท่านประธานที่เคารพครับ นอกจากนั้นการออกคำสั่ง คสช. ให้เจ้าหน้าที่ ยกเว้นความรับผิดทางแพ่ง ทางอาญา ยึดทรัพย์สินของอดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ท่านหนึ่ง นายกรัฐมนตรีโดยอาศัยคำสั่งตามมาตรา ๔๔ วันนี้ยังโต้แย้งกันอยู่ที่ศาล นี่ก็แสดง ให้เห็นว่าคำสั่ง คสช. ไม่ใช่ถูกเสมอไป อีกตัวอย่างหนึ่งครับ คำสั่ง คสช. ให้เอาผิดอาจารย์ ท่านหนึ่งว่าฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. ซึ่งสั่งให้ไปรายงานตัวต่อ คสช. และลงโทษย้อนหลัง ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการเอาผิดย้อนหลังเพียงแต่ไม่มารายงานตัวต่อ คสช. ตามประกาศคำสั่ง คสช. ดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญ นี่ก็แสดงให้เห็นว่าประกาศคำสั่ง ที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ว่าเป็นชอบด้วยรัฐธรรมนูญจึงไม่ชอบด้วยหลักนิติรัฐ ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผมขออภิปรายยกเลิกมาตรา ๖๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ท่านประธานที่เคารพครับ มาตรา ๖๕ พูดถึงยุทธศาสตร์ชาติดังกล่าวนั้นเมื่อมียุทธศาสตร์ชาติ สิ่งที่ผมอยากกราบเรียนก็คือว่า เมื่อมีพระราชบัญญัติยุทธศาสตร์ชาติกำหนดให้คนที่เป็น รัฐบาลหรือคณะรัฐมนตรีก่อนที่จะเข้าบริหารประเทศต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา การแถลงนโยบายนั้นต้องให้สอดคล้องต่อยุทธศาสตร์ชาติ ท่านประธานที่เคารพ พรรคการเมืองทุกพรรคที่ตั้งขึ้นมามีนโยบายที่จะดำเนินการบริหารประเทศ โดยนำเอาปัญหาจากชาวบ้านหรือความต้องการจากประชาชนทั่วประเทศมาเขียนเป็น นโยบาย เมื่อเขียนเป็นนโยบายแล้วจะมาแถลงนโยบายเพื่อที่จะเข้าบริหารประเทศ ท่านครับ จะต้องทำให้สอดคล้องต่อยุทธศาสตร์ชาติ หลายท่านได้อภิปรายว่ายุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี เป็นยุทธศาสตร์ที่ไม่ทันต่อสมัยหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในบ้านเมือง บ้านเมืองเปลี่ยนแปลง ไปทุกวัน ทุกนาที เพราะฉะนั้นยุทธศาสตร์ชาติจึงไม่มีความจำเป็นที่จะกำหนดไว้ต่อไป และนอกจากนั้นนะครับ การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีจะต้องทำให้สอดคล้องต่อ ยุทธศาสตร์ชาติที่กำหนดไว้ ถ้าหากไม่สอดคล้องเมื่อใด แน่นอนล่ะครับ ก็ไม่สามารถที่จะ ดำเนินเป็นงบประมาณรายจ่ายประจำปีได้ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่อยากจะกราบเรียนต่อ ท่านประธาน นอกจากนั้นยกเลิกอำนาจของ ส.ว. ที่แก้ไขกฎหมายเกี่ยวข้องกับการปฏิรูป โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญกำหนดให้อำนาจของ ส.ว. มีอำนาจในการกำกับดูแล วินิจฉัยว่า กฎหมายใดเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูป ตรงนี้ล่ะครับ ผมถือว่าจะต้องมีการยกเลิก ออกไปครับ กราบขอบคุณท่านประธาน

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณ ครับ ต่อไปเชิญท่านกษิดิ์เดช ชุติมันต์ และตามด้วยท่านกิตติ วะสีนนท์ เชิญครับ

นายกษิดิ์เดช ชุติมันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายกษิดิ์เดช ชุติมันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๘ ลาดพร้าว วังทองหลาง กรุงเทพมหานคร พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ผมขออนุญาตสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติมในร่างของ พรรคพลังประชารัฐนะครับ ซึ่งจะพูดในภาพรวม ๆ เกี่ยวกับมาตรา ๑๔๔ กระบวนการ พิจารณางบประมาณ แล้วก็มาตรา ๑๘๕ การแก้ไขปัญหาอุปสรรคในการทำหน้าที่ของ ส.ส. และ ส.ว. อย่างไรก็ต้องพูดเรื่องใครได้ประโยชน์นะครับ จริง ๆ แล้วประชาชนได้ประโยชน์ ผมเชื่อว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญทุกครั้ง รัฐธรรมนูญทุกฉบับถือว่ามีข้อดี ข้อด้อยนะครับ ไม่ว่าจะปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ หรือปี ๒๕๖๐ แต่ข้อดีก็คือ ณ เวลานั้นดี อาจจะมีภาพจำของ การเมืองซึ่งเป็นอุปสรรค เรื่องธรรมาภิบาลในการบริหารราชการทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง แก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ไล่ลำดับมานะครับ จนถึงปี ๒๕๖๐ ซึ่งผมคิดว่าดีนะครับ เมื่อ ๒ ปีที่แล้ว ซึ่งเราก็เห็นว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะมีการแก้ไขปรับปรุง ซึ่งต้องเรียนนิดหนึ่งว่าผมจะพูด เฉพาะตรงที่เป็นกรอบว่าทำไมถึงต้องมีการแก้ไข อย่างไรก็ต้องพูดถึงในอำนาจในการ แก้ไขตามระบอบประชาธิปไตย ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ก็ถือว่าเป็นอำนาจที่ปวงชนชาว ไทยมอบให้กับผู้แทนนะครับ ซึ่งถ้ามันมีประโยชน์เราก็จะใช้อำนาจตรงนี้ในการแก้ไข แล้วก็ เป็นไปตามหลักรัฐศาสตร์นะครับ หลายท่านอาจจะรู้สึกตรงกับผมว่าในอำนาจของทาง รัฐศาสตร์นี้นะครับ อำนาจบริหารและอำนาจในฝ่ายการตรวจสอบ เช็ก แอนด์ บาลานซ์ (Check and Balance) มันไม่สมดุลกัน วันนี้หลายท่านที่อยู่ในพื้นที่รู้เลยว่าการจะเข้าถึง งบประมาณหรือเข้าถึงการพัฒนานี่แทบจะกราบกรานเข้าไปหาหน่วยงานที่มีงบประมาณ แล้วก็มีอำนาจในการพิจารณาโครงการ ซึ่งมันไม่ใช่หลักของการพัฒนาประเทศ เราต้องยึด หลักก่อนนะครับ ฉะนั้นหลักรัฐศาสตร์ตัวนี้ทิ้งไม่ได้เลย ซึ่งวันนี้อำนาจของฝ่ายการเมืองมันด้อยกว่าฝ่ายประจำมากนะครับ ซึ่งพวกเราคิดว่า นี่คือเหตุผลหลักในการที่แก้ไขรัฐธรรมนูญ อำนาจที่เสมอเหมือนกัน ผมอยากจะยกตัวอย่าง อย่างท้องถิ่นสมัยที่ผมได้เคยเป็นสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร เมื่อ ๑๐ กว่าปีที่แล้ว การทำงานการสะท้อนปัญหา การแก้ไขปัญหาร่วมกันของสภากับฝ่ายบริหารค่อนข้าง เป็นหนึ่งเดียวกันนะครับ ซึ่งแน่นอนที่สุดอาจจะไม่อยู่ในภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ ฉะนั้นเราก็จะทำงานกันเป็นเอกภาพและเกิดการพัฒนามากมาย ซึ่งจะไปเทียบ ย้อนหลังได้ครับว่าที่ผ่านเป็นอย่างไร และปัจจุบันเป็นอย่างไร ช่วง คสช. เป็นอย่างไร ไม่ใช่ไม่ดีนะครับ มีส่วนดี แต่ ณ วันนี้มันต้องเปลี่ยนแปลงอีกระดับหนึ่งนะครับ

ในส่วนของรัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจกับทางฝ่ายประจำมาก มันก็จะทำให้ ความคุ้นเคยกับผู้แทน ผู้แทนอย่าง ส.ส. นี้นะครับ ภาพจำที่ว่าเคยประสานงบประมาณ มาลงพื้นที่ เคยประสานแก้ไขปัญหาตลอดจนแนวทางการทำงานที่เป็นความหวัง ของประชาชน เราพูดเต็มปากวันนี้ อยากจะพูดให้ประชาชนทั้งประเทศได้ยินนะครับว่า เราไม่มีงบประมาณ ท่านอาจจะคิดว่าเรามีแฝงไว้ที่ไหน หรืออะไรอย่างไร เป็นความหวัง ไม่มีนะครับ นี่เป็นเหตุปัจจัยหลักเลย ที่เราต้องทำการแก้ไข เพราะเราอยากจะมีส่วนในการ ร่วมพิจารณาโครงการ หลายท่านรู้ระบบงบประมาณดีว่าวันนี้เราติดขัดตรงที่ว่าภาพจำเก่า ๆ มองในรุ่นของความทุจริตและประพฤติมิชอบ ซึ่งผมมองว่าตรงนั้นมันมีหน่วยงานที่จะ ตรวจสอบอยู่แล้ว แต่การทำงาน ในทางด้านรัฐศาสตร์ต้องมีการเปลี่ยนแปลงนะครับ อันนี้ข้อห้ามอย่างที่หลายท่านพูดกันนะครับ ส.ส. ก็คือมีข้อห้ามในกฎหมาย คือห้าม ส.ส. ส.ว. ก้าวก่ายหรือแทรกแซงการปฏิบัติตามหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม นี่ผมได้ยินจนคุ้นหูแล้วนะครับ เป็นเกือบ ๑๐ ปีแล้ว โยกย้ายข้าราชการเจ้าหน้าที่ผมคิดว่ามี ส่วนน้อย เลื่อนตำแหน่ง แล้วก็เรื่องของผลประโยชน์ เรื่องของเงินเดือนราชการหรือ เจ้าหน้าที่รัฐ อันนี้เป็นเวิร์ดดิง (Wording) ของผู้ที่มองนักการเมืองในแง่ลบ จริง ๆ แล้ว ถ้าเราลองใช้ได้ ลองแก้ไขได้ เรากลับไปทบทวนดู อันนี้ผมก็ขออภิปรายในเรื่องของ ยุทธศาสตร์ชาติ ในเรื่องของมาตรา ๒๗๐ หมวด ๑๖ จริง ๆ ยุทธศาสตร์ชาติไม่ได้เสียหาย เลยนะครับ สร้างความเจริญ แต่ ณ วันนั้น ผมเชื่อว่าความทรงจำแย่ ๆ กับทางประชาชน หรือรัฐบาลบางรัฐบาลมองว่ารัฐบาลที่ไม่มีธรรมาภิบาลเข้าไป อย่าว่าแต่ ๒๐ ปีเลยครับ ๑๒ ปีท่านก็เปลี่ยนแล้วมันเป็นเหมือนวัฒนธรรมทางการเมืองว่าใครมีอำนาจเข้ามา ของเก่าโละทิ้งหมด ทีนี้ความเจริญของชาติมันต้องวางแผนล่วงหน้านะครับ ผมเข้าใจ คสช. ดีนะครับ แต่วันนี้เราเข้าใจเลยว่าภาพของการเปลี่ยนแปลงในยุคโลกาภิวัตน์มันเร็วมาก เทคโนโลยีมาเร็วมากและเราไม่รู้อนาคตว่ายุทธศาสตร์ชาติยังคงมีประโยชน์กับประชาชน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ไหม ผมก็เชื่อว่าการเข้าไปแก้ไขตรงนี้ ไม่ใช่ข้อเสียอะไร เราก็ทราบดี คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ท่านก็มีความตั้งใจนะครับ จริง ๆ ไม่ได้มีล็อกเป้าว่าจะเป็นใน เรื่องของการยึดอำนาจอะไรตรงนั้น ผมว่ามองถึงประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก แต่ว่าด้วยเศรษฐกิจวันนี้ สภาพเศรษฐกิจที่เรามีปัญหาเศรษฐกิจอยู่ เราเชื่อได้เลยว่าอนาคต มันต้องแก้ไขแล้วยุทธศาสตร์ชาตินะครับ ตัวนี้ก็เป็นจุดหนึ่งที่ผมคิดว่าพรรคพลังประชารัฐเรา มีเจตนาดีที่จะเข้าไปดำเนินการแก้ไขในส่วนนี้ ในส่วนที่ว่าการเลือกตั้งตามมาตรา ๘๓ มาตรา ๘๕ มาตรา ๘๖ มาตรา ๙๐ มาตรา ๙๑ มาตรา ๙๒ และมาตรา ๙๔ ผมปฏิเสธ ไม่ได้ เดี๋ยวจะหาว่าอภิปรายยักแย้งกับความเป็นจริงว่าผมมาเป็น ส.ส. ได้ก็เพราะวิธีการ เลือกตั้งแบบใหม่ แล้วก็มองเห็นว่าจริง ๆ แล้ว ก็ต้องย้อนกลับไปดูอำนาจของผู้แทน ในระบอบประชาธิปไตย ผู้เล่นกับคณะกรรมการที่จะออกกฎเกณฑ์มันก็พูดคุยกันได้นะครับ ถ้าเสียงข้างมาก ในสภาเห็นชอบว่ากติกาเดิมมันมีปัญหาอยู่ ผมเชื่อว่าหลายคนมีทั้งปัญหา มีทั้งข้อดีข้อเสีย เราก็มาปรับแก้กันได้ ค่อย ๆ พูดคุยกันนะครับ

สุดท้ายก็อยากจะบอกว่าอย่าไปกลัวเรื่องของการดำเนินการการแก้ไข รัฐธรรมนูญ เรื่องของความเปลี่ยนแปลง ผมเชื่อว่าหลาย ๆ ท่านมั่นใจในพรรคพลังประชารัฐ แล้วก็ในรัฐบาลชุดนี้ แล้วก็สมาชิกรัฐสภาด้วยนะครับ ผมเชื่อว่าการแก้ไขครั้งนี้จะสร้างผลดี กับประเทศชาติและประชาชนครับ ขอบคุณครับ

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณ ครับท่านกษิดิ์เดช ต่อไปเรียนเชิญท่านกิตติ วะสีนนท์ หลังจากนั้นจะเป็นท่านกรวีร์ ปริศนา นันทกุล ครับ

นายกิตติ วะสีนนท์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา 🔗

ขอบพระคุณท่านประธาน ครับ กระผม นายกิตติ วะสีนนท์ สมาชิกรัฐสภา ผมมีอยู่ ๓-๔ ประเด็นที่อยากจะขออนุญาต อภิปราย

เรื่องแรก ในส่วนที่เกี่ยวกับมาตรา ๑๔๔ กับ มาตรา ๑๘๕ มีผู้อภิปรายกัน ไปมากแล้ว เพียงแต่ว่าผมก็อยากจะย้ำถึงหลักการของมาตราทั้ง ๒ นี้ มันเป็นหลักการสำคัญ ในการที่จะไม่ให้ ส.ส. และ ส.ว. ใช้สถานะเข้าไปก้าวก่ายหรือว่าเปลี่ยนแปลงงบประมาณ อันไม่สมควร ซึ่งเมื่อเช้านี้ท่าน ส.ส. ไพบูลย์ ท่านก็ได้กรุณาแถลงยอมถอยในเรื่องนี้ แล้วก็จะกลับไปหลักการเดิมนะครับ แต่ว่าอย่างไรก็ตามก็เบาใจขึ้น แน่นอนหลายท่าน ก็เบาใจขึ้น แต่ก็คงยังมีความไม่วางใจเสียทีเดียวนะครับ

ประเด็นต่อไปมันมีข้อเสนออยู่ในร่างฉบับที่ ๒ ที่จะให้เพิ่มเติมวรรคห้า ในมาตรา ๒๕ หมวด ๓ ของรัฐธรรมนูญที่ว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย ในเรื่องนี้มีการเพิ่มเติมถ้อยคำว่า สิทธิและเสรีภาพตามมาตรานี้ให้หมายความรวมถึง สิทธิและเสรีภาพตามพันธกรณีและกติการะหว่างประเทศที่ประเทศไทยเป็นภาคีอยู่ด้วย ฟังดูดี แต่ว่าจริง ๆ ในหมวดนี้ก็มีเรื่องเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพที่รวมพันธกรณีที่เรามีในกฎหมาย ระหว่างประเทศอยู่ค่อนข้างดีทีเดียวนะครับ แต่หลักการสำคัญก็คือว่าประเทศไทย และประเทศส่วนใหญ่ใช้ระบบกฎหมายแบบทวินิยมหรือดูอะลิสซึม (Dualism) ขออนุญาต ใช้ภาษาอังกฤษไม่ใช่มอนิซึม (Monism) หรือว่าเอกนิยม คือว่าถ้าเรามีพันธกรณีระหว่าง ประเทศเราจะมาออกกฎหมายของเราเอง นั่นเป็นวิธีการที่เราทำแล้วก็เป็นเหตุผลที่มี มาตรา ๑๗๘ ที่จะให้ในกรณีที่รัฐบาลไปทำหนังสือสัญญา ถ้าเป็นเรื่องที่สำคัญหรือจะต้องมี การออกกฎหมายรองรับก็จะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา ซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ฉะนั้นการมีข้อความที่เพิ่มเติมในลักษณะที่จะไปผูกพันเอาพันธกรณีระหว่างประเทศมาเป็น กฎหมาย แม้ว่าจะเป็นเฉพาะเรื่องสิทธิและเสรีภาพผมว่ามันขัดหลักการ มันมีสัญลักษณ์ของ การกระทบกับความเป็นอธิปไตยในด้านกฎหมาย และนิติบัญญัติของประเทศ ผมก็นึกถึง วาทะของท่านอดีตนายกรัฐมนตรีในช่วงปี ๒๕๔๖ ว่ายูเอ็น (UN) ไม่ใช่พ่อ ผมคิดว่าตรงนั้น ถูกต้องคือว่าประเทศไทยปกครองประเทศเอง ไม่ใช่ว่าต่างประเทศหรือว่าองค์กรระหว่าง ประเทศหรือยูเอ็น (UN) จะมาปกครองเรา ฉะนั้นก็ขออนุญาตมีข้อสงวนในเรื่องนี้อย่าง จริงจังว่ามันมีผลกระทบในเรื่องอธิปไตย

ประเด็นต่อไป ข้อเสนอแก้ไขมาตรา ๔๕ ในร่างฉบับที่ ๑ และร่างฉบับที่ ๒ เกี่ยวกับเสรีภาพในการจัดตั้งพรรคการเมืองซึ่งเป็นเรื่องที่ดีนะครับ โดยมีการแก้ไขและหารือ ตัดบทบัญญัติที่สำคัญ ๒ ส่วน ส่วนแรก ที่มีการกำหนดให้กฎหมายในเรื่องนี้ หรือ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองอย่างน้อยต้องมีบทบัญญัติ เกี่ยวกับการบริหารพรรคการเมือง ซึ่งต้องกำหนดให้เป็นไปโดยเปิดเผยและตรวจสอบได้ ซึ่งอันนี้ก็ดีมาก สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตยและความโปร่งใสนะครับ และอีก ท่อนหนึ่งก็คือเปิดโอกาสให้สมาชิกมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางในการกำหนดนโยบาย และการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งโดยหลักการแล้วเป็นเรื่องที่ดี แต่ผมเข้าใจว่าพรรคการเมือง อาจจะไปกังวลเรื่องไพรมารีโหวต (Primary Vote) ซึ่งเป็นการเลือกตั้งขั้นตอนที่อยู่ใน พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่งเรื่องนี้มีการศึกษามา ตั้งแต่สมัยสภาปฏิรูป สปท. สปช. สนช. ซึ่งผมขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ส.ว. เสรี ท่าน ส.ว. สมเจตน์ ท่านก็มีความรู้เรื่องนี้เป็นอย่างดี ที่จริงหลักการในรัฐธรรมนูญดี ๆ อย่างนี้น่าจะคงไว้เพราะเป็นเรื่องของการที่จะช่วยรักษาสิทธิ รักษาสถานะของประชาชน และสมาชิกพรรคการเมือง ฉะนั้นถ้าท่านคิดว่าในทางปฏิบัติมันมีปัญหาก็น่าจะไปดูที่ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญมากกว่า ในเรื่องนี้ทางคณะกรรมาธิการกิจการ องค์กรอิสระของวุฒิสภา ที่ท่าน ส.ว. กล้าณรงค์ ท่านเป็นประธานได้ทำการศึกษา แล้วก็นอกจากเรื่องการศึกษาด้วยการใช้เอกสารหรือว่าข้อมูลจากหน่วยราชการ กกต. ต่าง ๆ ก็ได้เชิญผู้แทนระดับผู้บริหารของพรรคการเมือง ๕ พรรค ซึ่งมีทั้งพรรคร่วมรัฐบาลแล้วก็ พรรคฝ่ายค้าน ถ้าโดยหลักการแล้วทุกท่านดูจะเห็นด้วยกับหลักการที่จะให้สมาชิกพรรค การเมืองมีบทบาท รวมทั้งการที่จะมีสิ่งที่เรียกว่าไพรมารีโหวต (Primary vote) แต่ว่าแน่นอนก็มีปัญหา ข้อจำกัดของพรรคการเมืองในเรื่องภาระด้านงบประมาณ หรือว่าโอกาสความขัดแย้งในพรรคการเมือง สัปดาห์ก่อนนี้ ทางกรรมาธิการก็ได้รายงานกับ วุฒิสภาในเรื่องนี้นะครับ แล้วก็ขอเรียนว่าทาง กกต. ก็ได้รับข้อสังเกตที่จะไปช่วย พรรคการเมืองในเรื่องที่จะเตรียมตัวในเรื่องนี้รวมทั้งการใช้กองทุนพัฒนาพรรคการเมือง ให้เป็นประโยชน์ในการที่จะเตรียมตัวด้วยฉะนั้นในแง่นี้ ผมคิดว่าตัวรัฐธรรมนูญน่าจะรักษาไว้ การตัดเรื่องนี้ออกเท่ากับเป็นการรอนสิทธิของสมาชิกพรรคการเมือง

อีกประเด็นหนึ่งที่อยู่ในท่อนเดียวกัน มีการตัดการให้พรรคการเมือง กำหนดมาตรการให้สามารถดำเนินการโดยอิสระ ไม่ถูกครอบงำหรือชี้นำโดยบุคคล ซึ่งมิได้เป็นสมาชิกพรรคการเมืองนั้น รวมทั้งมาตรการกำกับดูแลมิให้สมาชิกของ พรรคการเมืองกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง อันนี้ก็เป็นเรื่องสำคัญ มันเป็นวิวัฒนาการที่สำคัญที่พรรคการเมืองจะมีอิสระและเป็นตัวของ ตัวเอง ฉะนั้นผมก็ไม่สามารถที่จะเห็นด้วยกับการแก้ไขในลักษณะที่ตัดบทบัญญัติ ลักษณะดังกล่าวออกไปครับ

เรื่องสุดท้าย ในเรื่องระบบการเลือกตั้งที่ใช้บัตร ๒ ใบ ผมคิดว่าประชาชน ก็น่าจะชอบในเรื่องการใช้บัตร ๒ ใบ แต่ว่าประเด็นของผมกล่าวสั้น ๆ ก็คือว่าการที่จะ ย้อนหลังไปใช้ระบบบัตร ๒ ใบ เลือกเขต ๔๐๐ บัญชีรายชื่อ ๑๐๐ แบบรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เราเกิดปัญหามาแล้ว ก็มีการพูดถึง บางท่านก็ใช้คำว่า เผด็จการรัฐสภาบ้าง เอื้อพรรคใหญ่บ้าง ซึ่งก็แน่นอน ทางพรรคใหญ่ก็มีโอกาส ในหลักการนะครับที่จะได้เปรียบ ในการเลือกตั้งเขตและการลงบัตรบัญชีรายชื่อ ดังนั้นได้มีท่านก่อน ๆ ได้พูดถึงระบบ เอ็มเอ็มพี (MMP) หรือ มิกซ์ เมมเบอร์ โพรพอร์ชันนัล ซิสเทม (Mixed Member Proportional System) ระบบสัดส่วน ส.ส. พึงมี ซึ่งมันมีข้อดีอยู่ เพราะมันนพอปพูลาร์ โหวต (Popular Vote) คือความนิยมต่อพรรคมาใช้ในการคำนวณสัดส่วน ผมคิดว่ามันมีสิ่งที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญรุ่นท่านอาจารย์บวรศักดิ์ท่านได้เสนอไว้ อันนั้นก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจนะครับ ผมคงไม่ลงรายละเอียด แต่ว่าแทนที่จะกลับไปใช้รูป แบบเดิมใช้บัตร ๒ ใบนี้ล่ะ แต่ว่าใช้เรื่องวิธีคิดเกี่ยวกับเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสมเข้ามา น่าจะเป็นประโยชน์ ก็โดยสรุปผมขออนุญาตอภิปรายโดยสรุปแค่นี้ครับ ขอบพระคุณครับ

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณ ครับท่านกิตติ วะสีนนท์ เนื่องจากท่านกรวีติดธุระนะครับ ขอเชิญท่านระวี มาศฉมาดล นะครับ เชิญครับ

นายระวี มาศฉมาดล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผมนายแพทย์ระวี มาศฉมาดล ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคพลังธรรมใหม่ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอภาพแรกขึ้นเลยครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)

การอธิบายของผมในวันนี้จะเป็นการอภิปรายในนามของกลุ่มพรรคเล็ก ๗ พรรค ปกติและ อภิปรายจัดอภิปรายในฐานะส่วนตัวของผมเอง แต่วันนี้จะเป็นการอธิบายตามความเห็นของ กลุ่มพรรคเล็กนะครับ ขอภาพต่อไปนะครับ

การเสนอแก้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ รายมาตรา จำนวน ๑๓ ร่างของพรรค ใหญ่ ๆ ในครั้งนี้ กลุ่มพรรคเล็กเรามีข้อเสนอให้รัฐสภาพิจารณาดังต่อไปนี้ครับ ประการแรก เมื่อร่างรัฐธรรมนูญเสร็จ ๗ สิงหาคม มีการกำหนดให้ประชาชนมาทำการลงประชามติจะรับ ร่างรัฐธรรมนูญนี้หรือไม่ ขอภาพต่อไปนะครับ ปรากฏว่ารัฐธรรมนูญปี ๒๕๖๐ ได้รับการทำ ประชามติจากประชาชนมีผู้รับรองถึง ๑๖.๘ ล้านเสียงไม่เห็นด้วย ๑๐.๕ คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ที่ เห็นด้วย ๖๑ เปอร์เซ็นต์จาก ๒๙.๗ ล้านเสียง ดังนั้นถ้าพรรคการเมืองคิดจะแก้ไข รัฐธรรมนูญผมก็มีคำถามว่าควรจะถามประชาชน ๑๖.๘ ล้านเสียงก่อนหรือไม่ขอภาพ ต่อไปเลยครับ

ประการที่ ๒ ผมถามตรง ๆ ถึงพรรคการเมืองพรรคใหญ่ ๆ ว่าการเสนอแก้ รัฐธรรมนูญในครั้งนี้ไม่ว่าจะประเด็นแก้ไขจาก ๑ ใบ เป็น ๒ ใบ ไม่ว่าจะการแก้ไขจำนวน ส.ส. เขตจาก ๓๕๐ เป็น ๔๐๐ หรือ ส.ส. สัดส่วนจาก ๑๕๐ เหลือ ๑๐๐ หรือมาตรา ๑๔๔ ท่านได้คิดหรือยังว่าท่านเสนอการแก้ไขครั้งนี้เพื่อใครครับ ขอภาพต่อไปเลยครับ

ท่านเสนอเพื่อใคร ท่านเสนอเพื่อชาติ ท่านเสนอเพื่อประชาชนหรือท่านเสนอ เพื่อพรรคของท่านเองแก้ไขแล้วเราจะได้รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยเต็มใบหรือไม่ แก้ไขแล้วเราจะได้รัฐธรรมนูญที่ทำให้ระบบบริหารของประเทศโปร่งใสตรวจสอบได้ใช่ไหม เราจะได้รัฐธรรมนูญที่ปราบการโกงปราบการซื้อเสียงใช่หรือไม่หรือเราจะได้รัฐธรรมนูญ ที่ส่งเสริมให้เหลือแต่พรรคใหญ่ ๆ พรรคของนายทุนได้รัฐธรรมนูญที่นักการเมืองหาเงินทอน ได้ง่ายขึ้นขอภาพต่อไปเลยครับ

เมื่อวานนี้รัฐสภาได้ผ่านมติ พ.ร.บ. ประชามติไปเรียบร้อยแล้ว พรรคการเมืองทุกพรรคควรจะหันมาร่วมกันเสนอญัตติให้มีการทำประชามติว่าด้วยการแก้ไข รัฐธรรมนูญถามประชาชนก่อนดีหรือไม่ คำถามแรกที่ควรจะทำได้คือประชาชนเห็นด้วย ที่จะให้แก้รัฐธรรมนูญปี ๒๕๖๐ หรือไม่ ถ้าประชาชนเห็นด้วยประชาชนต้องการให้แก้ ประเด็นใดเช่น ขอภาพต่อไปครับ ประเด็นการตั้ง สสร. จะดีไหมถ้าให้ประชาชนทั่วประเทศ มาเลือก สสร. แล้วมาทำการแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่แทนนักการเมืองที่จะมาแก้กันเอง

ประการต่อไปคือว่าด้วยอำนาจ ส.ว. ให้ประชาชนตัดสินไหมว่าน่าจะมี ส.ว. แบบไหน ประเด็นระบบเลือกตั้งบัตรใบเดียว หรือ ๒ ใบก็เช่นกันครับ ให้ประชาชนเป็นผู้มา ตัดสินใจว่าเขาคิดว่าอย่างไรจะดีที่สุดสำหรับคนไทย

ประเด็นที่ ๔ จุดอ่อนที่สุดของการเมืองไทยปัจจุบันนี้คืออะไรครับ ท่านประธานครับ จุดอ่อนสำคัญที่สุดที่ผมอยากจะถามนักการเมืองและประชาชนทุกคนก็คือ รัฐธรรมนูญปัจจุบันนี้เป็นของประชาชนหรือเป็นรัฐธรรมนูญของนายทุนพรรคการเมือง ประเด็นการซื้อเสียง ผมขอถามนักการเมืองทุกคนว่าท่านยอมรับไหมครับว่าการเลือกตั้ง ทุกเขตที่ผ่านมามีการใช้เงินมหาศาลเกินกฎหมายที่กำหนดอย่างมากมาย พรรคใหญ่ ๆ ทุ่มเงินหลักหลายสิบล้านต่อเขตเพื่อซื้อเสียงเข้ามาให้ได้ ส.ส. ผู้ทรงเกียรติเข้ามาในสภา แถมเมื่อเข้ามาในสภาแล้วกลับมาดูถูกพรรคเล็ก ๆ ว่าเป็นพรรคปัดเศษ พรรคกินกล้วย ทั้ง ๆ ที่พรรคเล็กของเราเข้ามาได้เพราะเราไม่มีเงินซื้อเสียงเท่ากับพรรคใหญ่ ๆ ครับ ถ้าเรามีเงิน เท่าพรรคใหญ่ ๆ พวกเราคงไม่ได้มาเสียงเดียวครับ ประชาชนต้องการรัฐธรรมนูญที่จะยุติ การซื้อเสียงอย่างเด็ดขาด เพื่อให้พรรคที่จน ๆ เพื่อให้คนดี ๆ ที่จน ๆ ไม่มีเงินซื้อเสียง เข้าสภาได้ แต่ทุกวันนี้ครับมันมีแต่พรรคที่มีทุนมหาศาลที่ลงทุนไปมหาศาลในการเลือกตั้ง แล้วได้ ส.ส. จำนวนมากเข้ามา เข้ามาถึงก็ต้องมาทำมาหากินครับ ต้องมาหาเงินทอนจาก ภาษีของประชาชนใช่หรือไม่ ต้องมาถอนทุนคืนใช่หรือไม่ แถมไม่พอครับ ถอนทุนคืนแล้ว ยังไม่พอครับ จะต้องเก็บกำไรอีกมหาศาลเพื่อใช้ในการเลือกตั้งครั้งหน้าครั้งต่อไป ประชาชน ต้องการรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้ชัดเจนว่าพรรคการเมืองที่ซื้อเสียงควรจะต้องมีการลงโทษ อย่างรุนแรงไม่เหมือนกับทุกวันนี้ ถ้าไม่อย่างนั้นเราไม่สามารถที่จะมีนักการเมืองที่ไม่ซื้อเสียง เข้ามาได้ เช่น ควรจะกำหนดให้ชัดเจนเลยครับว่าถ้าจับได้ว่าผู้สมัคร ส.ส. พรรคใด เขตใด มีการซื้อเสียง นอกจากความผิดทางอาญาและตัดสิทธิทางการเมือง ๒๐ ปี จะต้องกำหนด ให้พรรคนั้นถูกลงโทษ ต้องตัดสิทธิ ส.ส. อย่างน้อย ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของพรรคนั้นที่ได้รับ เลือกตั้งมา หรือถ้าพรรคใดจับได้ว่ามีการซื้อเสียงตั้งแต่ ๓ เขตขึ้นไป แสดงว่าพรรคนั้น มีแนวโน้มที่ใช้เงินในการซื้อเสียงจริง ต้องยุบพรรคครับ ต้องตัดสิทธิ ส.ส. ทุกคนของ พรรคนั้นออกจากสารบบพรรคการเมืองทั้งหมด ผมขอท้าพรรคใหญ่ ๆ ทุกพรรคเลยครับว่า ท่านกล้าแก้กฎหมายไหม แก้กฎหมายให้ควบคุมการเลือกตั้งให้ใช้เงินให้น้อยที่สุด ให้ทุกพรรคใช้เงินได้เท่า ๆ กัน เช่น การจัดปราศรัยใหญ่ต้องยุติต้องห้ามครับ การปราศรัย ใหญ่ของพรรคใหญ่ ๆ ที่ชวนคนมาเป็นหมื่นใช้เงินมากกว่า ๑ ล้านบาททุกคนรู้กันดีอยู่ ห้ามปิดคัตเอาท์ (Cutout) ทุกเขต ให้ติดโปสเตอร์เล็ก ๆ ตามสถานที่ที่ กกต. กำหนดเท่ากัน รถแห่ รถที่ใช้ในการเลือกตั้งต้องกำหนดให้เหลือเขตละคันเดียวเท่ากัน ต้องทำแบบนี้ครับ มันถึงจะเกิดการเท่าเทียมในการหาเสียง และจะไม่เกิดการซื้อสิทธิขายเสียง ไม่ต้องลงทุน ไม่ต้องกลับมาถอนทุนในรัฐสภา ในรัฐบาล เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ที่สำคัญ คือการยกเลิกการเลือกตั้งแบบ ๒ ใบมาเป็นใบเดียวด้วยเหตุผลต่าง ๆ มากมายที่พวกเรารู้กัน กำหนดให้เป็นระบบจัดสรรปันส่วนผสม เพื่อให้ทุกคะแนนเสียงไม่ตกน้ำ เพื่ออะไรครับ เพื่อให้โอกาสพรรคเล็ก ๆ ที่มาจากตัวแทนประชาชนที่หลากหลายให้ได้มีตัวแทนของเขา เหล่านี้เข้ามาอยู่ในสภา เช่น พรรคแรงงานของผู้ใช้แรงงาน พรรคชาวนาของเกษตรกร พรรคกรีน (Green) ที่จะมาต่อสู้เรื่องสิ่งแวดล้อม พรรคครูไทยที่จะมาแก้หนี้สินไทยหนี้สินของครู หรือพรรคพลังธรรมใหม่เพื่อมาปฏิรูป พลังงาน มาแก้เรื่องค่าโง่มาต่อสู้เรื่องเงินทอน เรื่องการทุจริตและความไม่เป็นธรรม ผมขอเสนอให้รัฐสภาร่วมกันการคว่ำการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราในครั้งนี้แล้วเรามา เริ่มต้นกันใหม่ครับ จัดให้มีการทำประชามติก่อน ได้ผลมาอย่างไรประชาชนต้องการให้แก้ไข อย่างไรรัฐสภาค่อยเสนอญัตติตามผลประชามติ ผมเชื่อว่าถ้าได้ผลมาจะไม่มี ส.ส. หรือ ส.ว. ท่านใดจะค้านมติของประชาชน ไม่ว่าจะประเด็นอำนาจ ส.ว. สสร. การเลือกตั้ง ๑ หรือ ๒ ใบ ข้อที่ ๗ ถ้ามีการตั้ง สสร. ขึ้นมาจะต้องทำให้เกิดหลักประกันในการแก้รัฐธรรมนูญ รัฐสภาต้องกำหนดด้วยว่าระหว่างการที่ สสร. ร่างรัฐธรรมนูญใหม่หรือระหว่างการร่าง กฎหมายลูก ถ้าเกิดการยุบสภาขึ้นมาต้องให้ขบวนการต่าง ๆ ยังคงดำเนินการได้ปกติ เมื่อร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว เมื่อออกกฎหมายลูกใหม่เสร็จแล้วค่อยนำเข้าสู่การพิจารณา ของสภาชุดหน้าได้ จะได้ไม่ต้องเสียเวลาเริ่มใหม่ สุดท้ายครับ ผมขออนุญาตที่จะเรียนแบบ คำพูดของคุณชาดา พรรคภูมิใจไทยที่พูดถึงท่านนายกรัฐมนตรีและท่านอนุทิน พี่น้องพรรค เล็ก ๆ ในสภาทุกพรรค พี่น้องพรรคเล็ก ๆ หลายสิบพรรคที่ยังไม่มี ส.ส. ในสภานี้ ถ้า ส.ส. พรรคใหญ่เขาไม่รักรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ แล้วเขาไม่รักประชาชน ๑๖.๘ ล้านเสียงแล้ว เขาไม่รักพรรคเล็ก ๆ ที่เป็นผู้เปิดสวิตซ์ในการจัดตั้งรัฐบาลแล้ว พรรคเล็ก ๆ เรากลับบ้าน ดีกว่าครับ กลับบ้านไปหาประชาชน ๑๖.๘ ล้านเสียงดีกว่าครับ สุดท้ายนะครับ การเลือกตั้ง คราวหน้าไม่ว่ารัฐธรรมนูญหรือระบบการเลือกตั้งจะเป็นอย่างไรก็ตามกลุ่มพรรคเล็กพร้อม จะลงสนามสู้ทุกรูปแบบครับ ขอขอบพระคุณครับ

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับต่อไปท่านนายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ นะครับ แล้วก็จะกลับมาท่านกรวีร์ ถ้าเข้ามานะครับ ถ้ายังไม่เข้าก็จะเป็นศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม ครับ เชิญ นายแพทย์เจตน์ก่อนครับ

นายเจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับในฐานะที่อยู่กรรมาธิการการสาธารณสุข ผมไม่ค่อยสบายใจที่วันนี้รัฐสภา เราต้องมาพูดคุยกันในเรื่องของการแก้รัฐธรรมนูญในสถานการณ์ที่โควิด-๑๙ (Covid-19) มียอดคนตายสูงสุดถึง ๕๑ คน แล้วก็มีการติดเชื้อทั้งประเทศ ๓,๐๐๐ กว่าคน ในขณะที่ เมื่อวานนี้ก็ ๔,๐๐๐ กว่าคน ท่านประธานครับในสถานการณ์ที่เราควรจะไปดูแลประชาชน หรือป้องกันอาการระบาดของโควิด-๑๙ (Covid-19) ป้องกันประชาชนจากการติดเชื้อ เรากลับต้องมานั่งถกเถียงกันในเรื่องของการแก้รัฐธรรมนูญในวาระรับหลักการ ท่านประธาน ครับ ในญัตติ ๑๓ ญัตติที่ส่งเข้ามาผมเห็นว่าญัตติที่มันมีความสำคัญที่ทาง ส.ว. เราเองได้ พูดคุยกันอย่างมากก็คือญัตติของคุณไพบูลย์และพรรคพลังประชารัฐ ในเรื่องของการแก้ไข มาตรา ๑๔๔ แล้วก็มาตรา ๑๘๕ ซึ่งมีเพื่อนสมาชิกได้อธิบายไปหลายท่านแล้ว ท่านประธาน ครับ ทำไมรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านการทำประชามติของพี่น้องประชาชน ๑๖.๗ ล้านคนก็ถือ ว่าเยอะมาก แล้วก็จุดเด่นของรัฐธรรมนูญฉบับนี้เราบอกว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง แล้ววันนี้มันมีญัตติที่เราจะต้องทำให้การปราบโกงมันมีปัญหาและอุปสรรคในมาตรา ๑๔๔ และมาตรา ๑๘๕ มันยังจะคงเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงสมบูรณ์แบบอยู่หรือ ผมเอง ก็ไม่สบายใจที่จะต้องพิจารณาในญัตตินี้ การพิจารณาของผมจะลงมติเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ แต่ว่าในความลึก ๆ ในใจผมเห็นว่ามันไม่ถูกต้องที่เราจะไปยกเลิกแก้ไขมาตรา ๑๔๔ และ มาตรา ๑๘๕ ถามว่าทำไมครับ ในมาตรา ๑๔๔ นี้ หัวข้อก็คือการเสนอการแปรญัตติที่ เกี่ยวกับงบประมาณ ถ้าหากว่า ส.ส. หรือ ส.ว. เข้าไปเกี่ยวข้องในเรื่องของงบประมาณ ก็จะมีการยื่นรายชื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยด้วย ส.ส. หรือ ส.ว. จำนวน ๑๐ ท่าน ขึ้นไป แล้วก็ถ้าหากว่าทำผิดจะมีผลให้สิ้นสุดสมาชิกภาพ สิ้นสุดสมาชิกภาพ สิ้นสุดตลอดชีวิต นะครับ เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอด แล้วก็มีการเรียกเงินคืนได้ภายใน ๒๐ ปี ถ้าหากว่าศาลวินิจฉัยว่าทำผิด ในประเด็นของร่างของญัตตินี้ที่เสนอเข้ามา มันก็ยังมีคำว่า ให้ทำไม่ได้ แต่ประเด็นก็คือว่าไม่มีบทกำหนดโทษเพื่อป้องกันไม่ให้ทำผิด คือเหมือนกับเขียน ลอย ๆ ถ้าศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่าทำผิดก็ไม่มีบทกำหนดโทษว่าทำผิด เพราะฉะนั้นก็คือทำให้ การแปรญัตตินั้นยกเลิกไป แล้วอย่างนี้จะถือว่ามันสามารถที่จะเป็นกฎหมายปราบโกงได้หรือ เป็นรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงได้อย่างไร ท่านประธานครับ ในมาตรานี้เองมันทำให้ ส.ส. หรือ ส.ว. (ที่ไม่ดี) ผมวงเล็บคำว่า ที่ไม่ดี ก็ไม่กล้าที่จะไปแปรญัตติเกี่ยวกับงบประมาณ แต่ถ้าหากว่ามันมีการแก้ไขกลับคืนมา เท่ากับเราไปยกย่องรัฐธรรมนูญฉบับที่ปราบโกงนี้ให้ กลับคืนมาเป็นฉบับที่ไม่ได้ปราบโกง หรือปราบโกงเพียงไม่เต็มที่ ในมาตรา ๑๘๕ เอง ส.ส. หรือ ส.ว. ไม่ใช้สถานะหรือตำแหน่งก้าวก่าย หรือแทรกแซงเพื่อประโยชน์ตนเองหรือผู้อื่น หรือของพรรคการเมืองไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม ซึ่งมาตราที่เขียนขึ้นมาใหม่เขาตัด สาระสำคัญออกไปก็คือตัดว่า การปฏิบัติราชการหรือการดำเนินงานในหน้าที่ประจำของ ข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยงานราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ กิจการที่รัฐถือหุ้นใหญ่ หรือราชการส่วนท้องถิ่น แล้วก็ข้อ ๒ กระทำการในลักษณะที่ทำให้ ตนมีส่วนร่วมในการใช้จ่ายเงินงบประมาณ หรือให้ความเห็นชอบในการจัดทำโครงการใด ๆ ของหน่วยงานของรัฐ ไม่มีครับ ไม่มีในร่างใหม่ เพราะฉะนั้นผมจะลงมติเห็นชอบได้อย่างไร แต่ถ้าหากว่ามันมีความจำเป็นถ้าเกิดมติของที่ประชุมของรัฐสภาเห็นว่าควรจะรับ จะด้วยเหตุผลใด ๆ ก็ตาม รับเพื่อไปแก้หรือรับให้มันคงร่างเดิมอะไรก็แล้วแต่ ก็อาจจะต้อง เข้าไปแปรญัตติช่วย แต่ถ้าหากว่าไม่สามารถทำหรือทำไม่สำเร็จ ผมก็คิดว่าผมมีความจำเป็น ที่จะต้องลงมติไม่รับในวาระ ๓ แน่นอน ผมขอบอกไว้ก่อนว่าในเรื่องนี้ผมเองในความคิด ส่วนตัวจากที่พูดคุยกับเพื่อนสมาชิกด้วยกันที่เป็นสมาชิกวุฒิสภา หลายท่านไม่เห็นด้วย แล้วหลายท่านก็อึดอัด เพราะว่าญัตตินี้ถูกมัดรวมมา ๕ ญัตติ รวมเป็นญัตติเดียว เราจะต้องรับหรือไม่รับเท่านั้น เพราะฉะนั้นต่อไปในการลงมติในวาระรับหลักการจึงเป็นเรื่องของเสียงข้างมากในสภา แต่ว่า ส.ว. เราเองก็ต้องอาศัยเสียง ๑ ใน ๓ ที่จะรับหรือไม่รับในญัตตินี้เช่นเดียวกัน แต่ว่าผลสุดท้ายถ้าหากว่าเจตนาของพวกเราก็คือว่าถ้าสามารถทำได้ เพราะคุณไพบูลย์ก็ ยืนยันในการอภิปรายเมื่อเช้านี้ว่าจะเปลี่ยนแปลงให้กลับไปเป็นกฎหมายปราบโกง เหมือนเดิม ซึ่งตรงนี้ผมถือว่าเป็นสิ่งที่โชว์ แสดงทิศทางว่ามีทางที่จะเป็นไปได้ในกรณีที่มีการ แก้ไข ปัญหาก็คือถ้าหากว่ารับหลักการมา หลักการนี้เขียนชัดเจนในเรื่องของการแก้ไข มาตรา ๑๔๔ แล้วก็มาตรา ๑๘๕ ถ้าหากว่าไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ หรือว่าเนื่องจาก การเปลี่ยนแปลงแก้ไขไปขัดกับหลักการก็มันมีความจำเป็นที่ ผมเองก็จะต้องไปลงมติในวาระ ๓ ผมต้องบอกไว้ก่อนในกรณีนี้ การลงมติรับหรือไม่รับมันจะต้องทำรวมกันไปทั้งหมด ทุกญัตตินะครับ

ท่านประธานครับ ในส่วนของญัตติอื่น ๆ ที่ผมประสงค์จะอภิปรายก็คือ มาตรา ๑๒๙ มีการแก้ไขวรรคสี่ในเรื่องของการออกคำสั่งเรียก อันนี้เป็นญัตติของพรรค เพื่อไทย ในวรรคแรกก็บอกว่ากรรมาธิการตามวรรคหนึ่งคือกรรมาธิการสามัญ กรรมาธิการ วิสามัญ หรือกรรมาธิการร่วม มีอำนาจออกคำสั่งเรียกเอกสารจากบุคคลใด หรือเรียก บุคคลใดมาแถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงความเห็นตามที่กฎหมายบัญญัติ แก้ไขวรรคสี่ ในมาตรา ๑๒๙ ก็คือการกระทำกิจการ การสอบหาข้อเท็จจริง หรือการศึกษา ตัดข้อความ เดิมนะครับ ข้อความเดิมเขียนว่า มิให้ใช้บังคับแก่ผู้พิพากษาหรือตุลาการที่ปฏิบัติตามหน้าที่ หรือใช้อำนาจในกระบวนวิธีพิจารณาพิพากษาอรรถคดี หรือการบริหารงานบุคคลของแต่ละ ศาล และมิให้ใช้บังคับแก่ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ในส่วนที่เกี่ยวกับการปฏิบัติตาม หน้าที่และอำนาจ ท่านประธานครับ ตัดออกไปหมดเลย ก็แสดงว่าคณะกรรมาธิการ ทั้งสามัญ วิสามัญและกรรมาธิการร่วมก็สามารถที่จะออกคำสั่งเรียกให้ส่งเอกสาร หรือให้บุคคลที่ระบุชื่อมาชี้แจงได้ แล้วจะเกิดอะไรครับสิ่งที่ผมกลัวว่าจะเกิดก็คือการถ่วงดุล ระหว่างอำนาจทั้ง ๓ อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร อำนาจตุลาการ มันจะเสียไป เพราะว่าอำนาจตุลาการ เพราะต้องเป็นอำนาจที่เป็นอิสระ ไม่ขึ้นกับฝ่ายบริหาร แล้วก็กรณีนี้ผมคิดว่าถ้าหากว่าคณะกรรมาธิการออกคำสั่งเรียกในลักษณะเช่นนี้ต่อไป ในอนาคต ถ้าหากว่าเราสามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปตามเจตนารมณ์ได้แล้ว จะเกิดผลกระทบต่อการถ่วงดุลอย่างร้ายแรง ซึ่งรวมถึงตุลาการศาลปกครอง แล้วก็ผู้พิพากษาต่าง ๆ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นประธานหรือเป็นกรรมการ ผมเห็นว่าในหลักการของกฎหมายข้อนี้ ผมก็รับไม่ได้

ส่วนมาตราที่ผมคิดว่าจะอภิปราย เนื่องจากเวลาก็มีน้อยก็คือในเรื่องของ หมวด ๓ ที่ว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพเป็นร่างของพรรคพลังประชารัฐ ในมาตรา ๒๘ มาตรา ๔๑ มาตรา ๔๕ ๓ มาตรานะครับ ส่วนมาตรา ๔๕ มี ๔ วรรค วรรคแรกบุคคลย่อมมี เสรีภาพในการรวมกันจัดตั้งพรรคการเมืองคงเดิม แต่ว่าเขียนใหม่ว่ากฎหมายพรรคการเมือง ต้องมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการบริหารพรรคการเมือง ในรัฐธรรมนูญเดิมเขียนว่าเปิดโอกาสให้ สมาชิกมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางในการกำหนดนโยบายและการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง และกำหนดมาตรการให้สามารถดำเนินการโดยอิสระ ไม่ถูกครอบงำหรือชี้นำ โดยบุคคล ซึ่งมิได้เป็นสมาชิกของพรรคการเมืองนั้น ท่านประธานครับ อันนี้นำมาสู่การตรา พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่งพวกเราเองในฐานะตอนนั้น ก็คือเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติก็ต้องออกพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญที่เขียนในลักษณะนี้นะครับ ที่ประชาชนทั่ว ๆ ไปรู้จักในนามของ ไพรมารีโหวต (Primary Vote) ท่านประธานครับ ไพรมารีโหวต (Primary Vote) นี้มันคือ อะไร ผมอยากจะคิดว่าใช้การอภิปรายครั้งนี้ให้พี่น้องประชาชนฟังคร่าว ๆ ก็คือการให้ สมาชิกพรรคการเมืองมีส่วนร่วมในการเลือกว่าใครจะเป็นตัวแทนพรรคในการลงสมัคร ส.ส. ก่อน ส.ส. จะลงสู่สนามเลือกตั้ง ซึ่งพระราชบัญญัติประกอบพรรคการเมืองได้บังคับ ให้ทุกพรรคการเมืองต้องทำตาม แต่คำสั่งฉบับนี้ได้ยกเลิกระบบไพรมารีโหวต (Primary Vote) และกำหนดให้ใช้ลักษณะของกรรมการ ๗ คนเป็นผู้คัดเลือก คือระบบไพรมารีโหวต (Primary Vote) นี้มันไม่ทันใช้ แล้วก็แท้งไปก็เนื่องจากมีคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ไม่ให้มีผล บังคับใช้ในการเลือกตั้งครั้งใหญ่ทั่วประเทศ เพราะฉะนั้นเราก็ยังไม่เห็นว่าข้อดีของไพรมารี โหวต (Primary Vote) จะเป็นอย่างไร แต่หลักการของไพรมารีโหวต (Primary Vote) ก็คือให้สมาชิกพรรคการเมืองให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเลือก ส.ส. ไม่ว่าจะเป็น ส.ส. อยู่ในระบบเขตเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็น ส.ส. ในระบบปาร์ตีลิสต์ (Party list) ซึ่งจะต้องมี คณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งของแต่ละพรรค แล้วก็จะต้องมีการประชุม จะต้องมีที่ประชุมสาขาพรรคการเมืองแล้วก็ตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด ซึ่งสมาชิกเหล่านี้ ตัวแทนเหล่านี้จะต้องมาประชุม แล้วก็กำหนดรายละเอียดว่าต้องมีสมาชิก มาประชุมในสาขาพรรคการเมืองไม่น้อยกว่า ๑๐๐ คน แล้วก็ประจำจังหวัดไม่น้อยกว่า ๕๐ คน สมาชิกจะลงคะแนนเลือกแล้วก็ส่งให้กับคณะกรรมการสรรหาส่งต่อให้ คณะกรรมการบริหาร แล้วก็สำหรับกรณี ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อก็เช่นเดียวกัน ก็จะต้องมีการ รับสมัครก่อนและส่งบัญชีรายชื่อให้กับสาขาพรรคการเมืองหรือตัวแทนพรรคประจำจังหวัด จัดประชุม สมาชิกลงคะแนนเลือกได้คนละไม่เกิน ๑๕ คนจากบัญชีรายชื่อนั้น จากนั้นคณะกรรมการสรรหาก็จะจัดทำบัญชีเรียงลำดับตามผลรวมของคะแนน ท่านประธาน ครับสิ่งที่เราอยากเห็นเราอยากเห็นระบอบประชาธิปไตยในพรรคการเมือง เราไม่อยากให้ ผู้มีอำนาจ ไม่อยากให้นายทุนพรรคมาชี้นำเหมือนกับสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต เราไม่อยากให้ นายทุนพรรคไม่ว่าจะอยู่ในประเทศหรือต่างประเทศมากำหนดตัวผู้สมัครไว้ล่วงหน้า ตัวแทนพรรคสมาชิกพรรคไม่มีอำนาจในการเลือกคนที่เขาต้องการให้ไปเป็นตัวแทนของเขา ในการที่ไปแข่งขัน ตรงนี้เราอยากเห็น มันคือการพัฒนาการเมือง แต่ว่าร่างหรือญัตตินี้ตัดใน ส่วนที่เป็นไพรมารีโหวต (Primary Vote) ออกไป ผมเองเสียดาย แล้วก็เพื่อนสมาชิกหลาย คนก็เสียดาย เพราะว่าในส่วนนี้มันมีส่วนที่ดีอยู่มาก คือประชาธิปไตยที่เราเรียกร้องกันของ ประเทศนี้เราต้องมีประชาธิปไตยในพรรคการเมืองก่อน ก็คงจะต้องพิจารณาดูว่าผมจะลงมติ ให้หรือไม่ก็ตามอาจจะต้องอาศัยฟังจากเพื่อนสมาชิกอื่น ๆ ด้วย แต่สำหรับ ๒ ประเด็นที่ได้ พูดมาแล้วนี้ผมก็คงจะต้องยืนยันในลักษณะที่ ถ้าหากว่าไปกระทบกับมาตรา ๑๔๔ มาตรา ๑๘๕ แล้วก็เป็นเรื่องยากที่จะรับเนื่องจากเราเห็นว่ามันเป็นส่วนที่เป็นจุดเด่นของรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๖๐ นี้ แล้วก็ถ้าหากว่าเราแก้กลับไปเรื่องของบทกำหนดโทษไม่มีเขียนไว้แต่ว่าการ ทำผิดห้ามกระทำมันก็เหมือนรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ ไม่มีผลเกิดขึ้นแต่อย่างใด ไม่ทำให้ ส.ส. หรือ ส.ว. ที่ไปยุ่งเกี่ยวกับงบประมาณแผ่นดินมีความผิด ก็จะทำให้การป้อง ปรามการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันของเราสะดุด แล้วก็ไม่สามารถเดินไปด้วยดี ขอบคุณครับ

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณ ครับนายแพทย์เจตน์ ต่อไปจะเชิญท่านกรวีร์ ปริศนานันทกุล ท่านเข้ามาแล้ว แล้วจากนั้น ก็จะเป็น ท่านวิโรจน์ ลักขณาอดิศร พรรคก้าวไกล แล้วก็กลับมาฝ่ายรัฐบาล ศาสตราจารย์ โกวิทย์ พวงงาม จากนั้นก็จะเป็น พันตำรวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ สมาชิกวุฒิสภา แล้วก็จะกลับมาพรรคเพื่อไทย ๒ ท่าน ที่ขอติดกันนะครับ คือท่านขจิตร ชัยนิคม และนายครู มานิตย์ สังข์พุ่ม ตามนี้นะครับ เชิญท่านกรวีร์ก่อนครับ

นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ 🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม กรวีร์ ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจ ไทยแบบบัญชีรายชื่อจากจังหวัดอ่างทอง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพื่อนสมาชิก ส.ส. จากหลายพรรคการเมืองที่ได้ร่วมกันลงชื่อ และเห็นความสำคัญร่วมกันว่า เรามีความจำเป็นที่จะต้องแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญที่เราใช้อยู่ในหลากหลายประเด็น หลังจากที่ความพยายามครั้งแรกของพวกเรานั้นไม่ประสบความสำเร็จ ครั้งนี้สิ่งที่ผมอยากจะ อภิปรายและให้ข้อเสนอในเรื่องของการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญมีด้วยกันอยู่ ๒-๓ ประเด็น

ประเด็นแรก ถ้าหากว่าเราจะแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ผมฟังเพื่อนสมาชิก อภิปรายมาทั้งวันครับ เรื่องของระบบการเลือกตั้งที่บอกว่าอยากจะเปลี่ยนระบบการเลือกตั้ง เป็นระบบใหม่ ไม่ว่าจะเป็นสูตรไหนก็แล้วแต่ ผมเข้าใจครับ ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรที่ผ่านมาทั้งระบบเขตและระบบบัญชีรายชื่อ ผมรู้และเห็นถึงความสำคัญของการมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากทั้ง ๒ ระบบเป็นอย่างดี แต่ก็อดไม่ได้ครับ ถึงแม้จะเข้าใจ ในหลักการ แต่ก็อดไม่ได้ว่าเราจะหนีไม่พ้นคำครหาของพี่น้องประชาชนที่บอกว่าการแก้ไข กฎหมายก็จะแก้เพื่อตัวพวกเราเอง ผมไม่อยากจะให้รัฐสภาแห่งนี้เป็นรัฐสภาที่ต้องแบก ความรับผิดชอบ ว่าสุดท้ายแล้วการแก้ไขไม่ได้แก้ไขปัญหาเพื่อประชาชน เมื่อคำนวณสูตร การคิดคำนวณ ส.ส. แล้วไม่เห็นประชาชนอยู่ในสมการของการคิดคำนวณเลย นี่จึงเป็นที่มา ครับ ที่มาของพรรคภูมิใจไทยที่เสนอในการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ว่าเราอยากจะ เห็นการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญเพื่อปากท้อง แก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญให้มันเป็น ประชาธิปไตยที่มันกินได้ เพื่อให้กับพี่น้องประชาชนผ่านการเขียนบรรจุลงไปในกฎหมาย หลัก ก็คือกฎหมายรัฐธรรมนูญ ในสภาแห่งนี้ผมเชื่อว่าเรามีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ได้หลากหลายเรื่องครับ แต่ผมเชื่อว่าเรื่องหนึ่งที่พวกเราในฐานะสมาชิกรัฐสภาไม่ว่าจะเป็น ส.ส. ฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล หรือแม้กระทั่ง ส.ว.ก็ตาม เราเห็นตรงกันก็คือเรื่องของปากท้อง เรื่องของการแก้ไขปัญหาความยากจน เรื่องของการที่จะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้อง ประชาชนหมดไป ทำให้มันเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ถ้าเราเห็นตรงกันว่าเรื่องปากท้องของ ประชาชนเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ทำไมเราไม่เอาบรรจุใส่ไว้ในกฎหมายที่สูงที่สุดของประเทศ ก็คือกฎหมายรัฐธรรมนูญล่ะครับ ทำไมเราจะปล่อยให้มันเป็นเรื่องของรัฐบาลที่จะไป พิจารณาว่าจะช่วยหรือไม่ช่วย ที่จะให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนให้เขาลืมตาอ้าปากได้ หรือไม่ ทำไมเราไม่บรรจุไว้ให้อยู่ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือว่าเป็นกฎหมายที่สูงที่สุด ละครับ ครั้งนี้เป็นโอกาสที่ดีนะครับ แล้วในร่างกฎหมายแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง ๑๓ ฉบับนั้น มีของพรรคภูมิใจไทยฉบับเดียวที่บรรจุเรื่องนี้เอาไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ ท่าน ส.ส. สิริพงศ์ จากพรรคภูมิใจไทยได้อธิบายในรายละเอียดเป็นที่เรียบร้อย ผมก็หวังครับว่าเพื่อน สมาชิกรัฐสภาทั้ง ๒ ฝั่ง ฝ่ายค้าน รัฐบาลและ ส.ว. จะเห็นตรงกัน แล้วก็จะหยิบยกเรื่องนี้ ให้ผ่านในวาระแรกและเข้าไปสู่ในกระบวนการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญในท้ายที่สุด

ประเด็นที่ ๓ เป็นประเด็นในเรื่องของการยกเลิก มาตรา ๒๗๒ ในกฎหมาย รัฐธรรมนูญก็คือการยกเลิกอำนาจในการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีจาก ส.ว. ประเด็นนี้ผมต้อง บอกแบบนี้นะครับว่าทางพรรคภูมิใจไทยของพวกเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวของกระผมเอง นั้น พวกเราไม่ได้รังเกียจ ส.ว. นะครับ พวกเรารู้ถึงความจำเป็นครับ และพวกเรารู้ว่าการทำ หน้าที่ระหว่างสภา ส.ส. และสภาสูงก็คือสภาของสมาชิกวุฒิสภานั้น การทำงานร่วมกันใน การถ่วงดุลอำนาจร่วมกันนั้นมีความจำเป็น ในทางตรงกันข้ามครับ นอกจากเราไม่ได้รังเกียจ แล้ว และเรายังปรารถนาดีที่อยากจะเห็นวุฒิสภา ส.ว. เป็นสภาอันทรงเกียรติ เป็นสภาที่ กลั่นกรองกฎหมายที่ผ่านจาก ส.ส. ของพวกเราขึ้นไปเพื่อความรอบคอบและทำหน้าที่รับใช้ ประชาชนเคียงคู่กันกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคู่กันไป นอกจากนั้นแล้วผมต้องชื่นชมครับ ท่านสมาชิกวุฒิสภาหลายท่านในชุดนี้ท่านเป็นคนเก่งครับ ท่านเป็นคนมีความสามารถครับ ผมฟังหลายครั้ง ติดตามการทำหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภาหลายท่านในที่นี้ต้องบอกนะครับ สมาชิกวุฒิสภาชุดนี้ไม่ได้ขี้เหร่เลย แต่สิ่งที่มันเป็นปัญหามีอยู่เพียงแค่ ๒ เรื่องครับ เรื่องแรกคือท่านไม่ได้มาจากพี่น้องประชาชน และเรื่องที่ ๒ คือท่านมีอำนาจบางอย่างอยู่ใน มือของท่านโดยที่เป็นอำนาจที่ท่านไม่พึงจะมี ด้วย ๒ อย่างนี้ จึงทำให้สถานะการดำรงอยู่ ของ ส.ว. ไม่ค่อยจะสง่างามสักเท่าไรนัก ท่านมีพร้อมสรรพหมดทุกอย่างของสมาชิกวุฒิสภา ที่พึงจะมีชุดหนึ่ง แต่พอติดด้วยเงื่อนไข ๒ ข้อนี้แล้วมันทำให้ความสง่างามของท่านนั้น มันลดลงอย่างน่าเสียดายครับ แล้วผมก็ต้องบอกนะครับว่าด้วยอำนาจของท่านที่ไม่พึงจะมี และมันทำให้ท่านไปใช้อำนาจแทนพี่น้องประชาชนในการเลือกตั้ง ในการเลือกตัว นายกรัฐมนตรีนั้นมันขัดกับหลักการประชาธิปไตยอย่างเสียหายเป็นอย่างยิ่งครับ

ผมต้องย้อนกลับไปนิดหนึ่งเมื่อปี ๒๕๕๙ ต่อเนื่องถึงปี ๒๕๖๐ ถามบอกว่า มาตรา ๒๗๒ ที่มานี้มันมาจากไหนครับ มันไม่ได้ถูกบรรจุไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ ในเบื้องแรกนะครับ มันมาจากการตั้งคำถามพ่วงในวันที่พวกเราทำประชามติถามกับพี่น้อง ประชาชน แล้วคำถามพ่วงนั้นมันมาจากไหนครับ มันก็มาจากสมาชิก สนช. อนุมัติผ่านสภา สนช. โดยคำแนะนำของ สปท. หรือว่าสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และมันบังเอิญครับ ที่บางส่วนของสมาชิก สนช. และบางส่วนของสมาชิก สปช. นั้นมันมาอยู่ในสภาแห่งนี้ มากลายร่างเป็น ส.ว. ในชุดปัจจุบันนี้ และ ส.ว. ชุดนี้ก็บังเอิญว่าเป็นการแต่งตั้ง เป็นการคัดเลือกโดย คสช. และ ส.ว. ชุดนี้ก็ไปเลือกนายกรัฐมนตรีเป็นนายกรัฐมนตรี ท่านปัจจุบันนี้ที่พวกเราทราบกันดีอยู่ครับ ด้วยกติกาแบบนี้ ด้วยวิธีการแบบนี้นั่นล่ะครับ มันจึงทำให้ ส.ว. ชุดนี้หนีไม่พ้นคำครหาที่เขาต้องครหากับท่าน ที่เขาวิพากษ์วิจารณ์กับ ท่านว่าเป็นการเขียนแบบผลัดกันเกาหลัง และนี่เองครับที่มันสร้างความอัปยศ แล้วนี่เองครับ ที่มันสร้างความด่างพร้อยให้กับสมาชิกวุฒิสภาชุดนี้อย่างเสียหาย จนทำให้คนอื่นเขาดูแคลน สมาชิกวุฒิสภาชุดนี้ไปต่าง ๆ นานา ผมเห็นใจนะครับ และผมรู้ครับว่าหัวอกของคนที่เป็น วุฒิสมาชิกหลายคนเจ็บปวด เสียใจกับคำที่ต้องถูกคนภายนอก สังคมภายนอกตัดสินด้วย คำครหา คำกล่าวหาต่าง ๆ มากมาย ด้วยเหตุนี้เองครับผมจึงบอกว่าผมเห็นใจ เพราะท่าน เอง ส.ว. ชุดปัจจุบันไม่ได้เป็นคนเขียนกติกานะครับ แต่ท่านต้องมารับเผือกร้อนด้วยการ ถือเอาอำนาจที่ท่านไม่ควรที่จะได้รับตั้งแต่แรกมาไว้ในมือท่าน มันจึงเกิดเหตุเรื่องแบบนี้ ขึ้นมา อย่างไรก็ตามครับผมดีใจครับ ตลอดช่วงวันนี้ที่ผ่านมาท่านสมาชิกวุฒิสภาหลายท่าน แสดงเจตจำนงที่ชัดเจนว่าเห็นด้วยในหลักการที่จะรับในการยกเลิกมาตรา ๒๗๒ แล้วก็คืน อำนาจในการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีให้เป็นอำนาจของประชาชนผ่านตัวแทนของพี่น้อง ประชาชนก็คือ ส.ส. ที่เขาเลือกตั้งกันเข้ามา ประเด็นนี้ผมอยากจะบอกกับท่านวุฒิสมาชิกครับ ว่าถึงเวลาที่จะคืนประเด็นนี้ผมอยากจะ บอกกับท่านวุฒิสมาชิกครับว่าถึงเวลาที่จะคืนอำนาจเหล่านี้ให้กับพี่น้องประชาชน พี่น้องประชาชนเขาเลือกตั้ง ส.ส. เขาเลือกพรรคการเมืองเข้ามาด้วยหวังว่าพรรคการเมือง เหล่านั้นจะมาเป็นรัฐบาล และผลักดันนโยบายต่าง ๆ ครับ แต่สุดท้ายการเลือกตั้ง นายกรัฐมนตรี การแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีผ่านรัฐสภาแห่งนี้กลับมีเสียงที่ไม่ได้มาจากพี่น้อง ประชาชน ๒๕๐ เสียงในการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีด้วย ผมอยากจะบอกกับท่านประธานครับ ว่านี่คือโอกาสที่ดีครับ นี่คือโอกาสที่ดีที่จะทำให้คำครหาต่าง ๆ ที่มีกับท่านวุฒิสมาชิกหมดไป นี่คือโอกาสที่ดีครับที่จะแก้ไขกติกาที่มันผิดเพี้ยนจากหลักระบอบประชาธิปไตยให้มันถูกต้อง ให้มันกลับมาอยู่เส้นทางของระบอบประชาธิปไตยเสียที และนี่คือโอกาสครับที่จะสร้าง ความชอบธรรม สร้างอำนาจอธิปไตย ในการเลือกตัวนายกรัฐมนตรีให้กลับไปอยู่ที่ตัวแทน ของพี่น้องประชาชนผ่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ถ้าเราจะเห็นการแก้ไขกฎหมาย รัฐธรรมนูญสักฉบับหนึ่ง ผมคาดหวังครับ คาดหวังว่ามันจะไม่เป็นคำติฉินนินทาและ ไม่เป็นคำครหากลับมาที่รัฐสภาแห่งนี้ว่าพวกเราแก้เพื่อตัวเอง ถ้าเราจะแก้รัฐธรรมนูญกัน ใหม่สักครั้งหนึ่ง ผมก็อยากจะเห็นครับว่ามันเป็นการแก้ไขเพื่อแก้ปัญหาปากท้อง การกินดี อยู่ดีและสร้างรัฐธรรมนูญที่มันกินได้ให้กับพี่น้องประชาชนเสียที และถ้าเราจะแก้รัฐธรรมนูญ ผมหวังครับว่าเราจะสร้างกติกาที่เป็นสากลในระบอบประชาธิปไตยและหวังว่าการเลือกตั้ง นายกรัฐมนตรี การแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีผ่านสภาในครั้งหน้านั้นเราจะได้ทำหน้าที่ในการ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรีอย่างสมเกียรติ สมศักดิ์ศรี และเราจะได้นายกรัฐมนตรีที่สง่างามให้กับ คนไทยทั้งประเทศ ขอบพระคุณท่านประธานครับ

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณ ครับท่านกรวีร์ ต่อไปเชิญท่านวิโรจน์ ลักขณาอดิศร นะครับ และตามด้วยศาสตราจารย์โกวิท พวงงาม เชิญท่านวิโรจน์ครับ

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ 🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้การยื่นแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ มีหลายฉบับมากนะครับ มีรายละเอียดเยอะมาก แต่แก่นของมันจริง ๆ ในการแก้ครั้งนี้มีไม่ มากครับ ผมขออนุญาตต่อจิกซอว์ (Jigsaw) ภาพใหญ่ให้ท่านประธานได้เห็นจุดมุ่งหมายที่ สำคัญในการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ แล้วท่านประธานจะร้องอ๋อเลย ๑. มีความพยายามที่ จะแก้ระบบเลือกตั้ง ให้มี ส.ส. แบบแบ่งเขตเป็น ๔๐๐ แบบบัญชีรายชื่อเป็น ๑๐๐ เขตที่มากขึ้นทำให้เขตเล็กลง ก็เอื้อให้กลุ่มอิทธิพลทางการเมืองคุมคะแนนเสียงของ ประชาชน ท่านประธานครับ ถ้าเป็นอย่างนี้วิชามารที่เคยใช้กันมา ไม่ว่าจะเป็นพลร่ม ไพร่ไฟ เวียนเทียน บัตรเขย่ง คืนหมาหอนจะกลับมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แล้วมันประจวบ เหมาะกับอะไรครับท่านประธาน มันประจวบเหมาะกับการแก้ไขมาตรา ๑๔๔ ที่แต่เดิมมี บทลงโทษ บทกำหนดโทษของการเข้าไปแทรกแซงการใช้งบประมาณทั้งทางตรงและ ทางอ้อมยังครับท่านประธาน ประจวบเหมาะกับแก้มาตรา ๑๘๕ ให้แทรกแซงการแต่งตั้ง โยกย้ายข้าราชการ ให้นักการเมืองไปวางคนในพื้นที่ตัวเองได้ และที่สำคัญคือใช้งบประมาณ มาทำโครงการได้ ประจวบเหมาะกับร่างงบประมาณ ปี ๒๕๖๕ ที่กำลังจะผ่าน ประจวบเหมาะกับเงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่ประชาชนกำลังจะแบกรับภาระทั้งประชาชน ที่เกิดแล้วในวันนี้และกำลังจะเกิดในวันข้างหน้า อะไรมันจะประจวบเหมาะขนาดนั้นครับ ผมจึงยืนยันว่ารัฐธรรมนูญที่ถูกแก้ในครั้งนี้ถ้าพูดสั้น ๆ ครับ เจตนาแอบแฝงก็คือแก้ เพื่อมาโกง แต่เดิมผมก็สงสัยว่าจะไปจูงใจวุฒิสมาชิกมาโหวตให้ได้อย่างไร ก็ปรากฏว่า ในการแก้มาตรา ๑๔๔ กับมาตรา ๑๘๕ มี ส.ว. มาเอี่ยวด้วย ก็ต้องขอบคุณครับที่ ส.ว. บางท่านได้อภิปรายเตือนสติ ส.ว. ท่านอื่น ๆ ที่กำลังจะโหวตให้กับ ร่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่ผมเรียกว่าฉบับ คสช. กลายพันธุ์ คราวนี้อย่าอ้างว่าเดี๋ยว รับไปก่อนแล้วเดี๋ยวไปแก้ทีหลัง ท่านประธานครับ สังคมไทยเราช้ำกับคำนี้มากี่รอบแล้ว ดิว (Due) แบบนี้เราถูกหลอกมากี่หนแล้วรับไปก่อนแล้วแก้ทีหลัง ผมตั้งคำถามครับ ในเมื่อ หลักการในวาระที่ ๑ คือจะแก้มาตรา ๑๔๔ กับมาตรา ๑๘๕ แล้วกรรมาธิการในวาระที่ ๒ จะแก้ให้กลับไปไม่แก้ได้อย่างไรครับ แล้วที่สำคัญมีอะไรการันตี (Guarantee) ว่า กรรมาธิการในวาระที่ ๒ จะแก้กลับไปเป็นแบบเดิม ประชาชนถูกหลอกซ้ำหลอกซ้อนมากี่ ครั้งแล้ว ผมว่าเรื่องนี้ต้องรับมาเป็นบทเรียน นี่ล่ะครับเปิดโอกาสให้ ส.ว. มาร่วมสังฆกรรม ด้วย เมื่อสักครู่ท่าน ส.ว. วันชัย ผมขออนุญาตเอ่ยนามไม่ได้เสียหาย ท่านพูดคำหนึ่งนะครับ ท่านบอกว่ามีหลายคนเอาดีใส่ตัวเอาชั่วมาใส่ ส.ว. ผมจึงเรียนให้ท่านวันชัยลองดูการโหวต ของ ส.ว. ว่าท่านใดจะโหวตอย่างไร เดี๋ยวก็จะรู้ว่ามีคนเอาชั่วมาใส่ ส.ว. หรือมี ส.ว. บางคนมี ความชั่วเป็นเหมือนสนิมที่เกิดจากเนื้อในตน นอกจากนี้ครับท่านประธาน พูดกันอยู่นั่นครับ ท่านประธานว่าระบบการเลือกตั้งเอาของรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ มาใช้ เรากำลังจะเอาของ ๒๐ ปีก่อนมาใช้ใน ๒๐ ปีถัดมา ผมตั้งคำถามครับ สังคมวันนี้เราเปลี่ยนไปขนาดไหนแล้ว สังคมที่ตอบรับความแตกต่างหลากหลาย สังคมที่ประชาชนเรียกร้องให้เอาฝุ่นใต้พรม ในสังคมขึ้นมาพูดขึ้นมาแก้ ปรับปรุงสวัสดิภาพทางสังคมให้ดีขึ้น ปรับปรุงขีดความสามารถ ของประเทศของพลเมืองให้สามารถแข่งขันกับโลกยุคใหม่ได้ บริบทของการเลือกตั้งระบบ เลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่มุ่งสร้าง ๒ พรรคใหญ่ในระบบนิเวศ เดิมจะสามารถ ตอบโจทย์พี่น้องประชาชนในยุคนี้ได้อย่างไร จะมั่นใจได้อย่างไรว่าฝุ่นใต้พรมต่าง ๆ การปฏิรูปต่าง ๆ ที่สังคมต้องการ ประเทศนี้ต้องการ ประชาชนต้องการ จะถูกพูดถึงในพื้นที่ สภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ จะถูกขับเคลื่อนในการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ระบบการ เลือกตั้งปี ๒๕๔๐ ไม่ได้อยู่ในระบบนิเวศ ในปี ๒๕๔๐ เราเจอกับอะไรครับท่านประธาน เจอกับรัฐธรรมนูญที่เป็นเงื่อนไขของ คสช. มัดตราสังสร้างพันธนาการเต็มไปหมด ส.ว. ยุคนั้นเลือกตั้ง ยุคนี้มาจากการแต่งตั้งหรือมาจากกลไกของการแต่งตั้งของ คสช. ที่พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นผู้เลือก องค์กรอิสระที่อิสระจากประชาชนยกตัวอย่าง กกต. การเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เราได้พบกับ กกต.ชั้นดี ขออนุญาต ที่เอ่ยนามท่านอาจารย์ยุวรัตน์ กมลเวชช ท่านอาจารย์โคทม อารียา ผมคงไม่ต้องบอกว่า ในยุคนั้น กกต. ชั้นดี ยุคนี้ กกต. ชั้นไหน ท่านประธานครับ แล้วยังเจอกับเงื่อนไขปิดตาอีก เยอะแยะ การปฏิรูปประเทศที่ ส.ส. เสนอกฎหมายนี้ไม่ได้ พอรัฐบาลจะเสนอกฎหมาย ก็จะอ้างว่าเป็นกฎหมายปฏิรูปแล้วเอา ส.ว. มาร่วมโหวตด้วย ที่สำคัญที่สุด พ.ร.บ. อะไรก็ ตามที่ยื่นให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาก็อ้างว่าเป็นกฎหมายการเงินแล้วตีตกไป ล่าสุด พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติของพรรคก้าวไกลที่ให้ความสำคัญกับสิทธิเสรีภาพของ ผู้เรียน คืนเวลาให้กับครู คืนอำนาจให้กับครูและผู้บริหารสถานศึกษาในการกำหนดหลักสูตร ที่ตอบโจทย์ท้องถิ่นของตัวเอง คืนเวลาให้กับนักเรียนเพื่อเอาไปคิดสร้างสรรค์เพื่อพัฒนา ตัวเองถูก พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตีตกอย่างไม่ใยดี ที่สำคัญยังกล้าตีตกร่าง พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับของประชาชนอีกด้วย นอกจากนี้ยังเจอกับยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ไม่ต้องมาอ้างครับ ผมเห็น ส.ว. ท่านหนึ่งอ้างถึง มาตรา ๑๑ ว่ายุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีปรับเปลี่ยนได้ ยกตัวอย่างไม่ต้องไกล เอาสถานการณ์ การระบาดของโควิด (COVID) วันนี้ ยืดหยุ่นไหม ตอบโจทย์ไหม รับกับสถานการณ์การกลาย พันธุ์ของไวรัสได้ไหม สามารถชี้ให้ประชาชนเห็นแสงสว่างในการแก้ไขได้ไหม นี่หรือครับ ในทางปฏิบัติมันไม่มีความยืดหยุ่นเลย อย่าอ้างมาตรา ๑๑ ให้อายเขา วันนี้มีใครถามไหม ครับว่าสถานการณ์โควิด (COVID) ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติซึ่งหลายคนไม่รู้ว่า ชื่ออะไร ผมจะบอกให้ว่าชื่อ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีใครไปถามไหมครับว่าประธาน คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติจะปรับปรุงยุทธศาสตร์อย่างไรให้รับกับสถานการณ์โควิด (COVID) ไม่มี ผลผลิตของยุทธศาสตร์ชาติคือเอกสารและกองเอกสารเท่านั้นที่ไม่สามารถ นำพาให้ประชาชนรอดพ้นจากวิกฤติครั้งนี้ไปได้เลย

ท่านประธานที่เคารพครับ ความสำคัญที่ต้องแก้มาตรา ๒๗๒ หรือที่เรา เรียกว่าปิดสวิตซ์ ส.ว. ไม่ต้องมาอ้างว่ามีการทำประชามติผ่าน ได้รับคะแนนมาแล้ว ๑๖.๘ ล้านเสียง วันนั้นทำประชามติมีประชาชนถูกจับจาก คสช. เท่าไร และผมยืนยันว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่ใช้กันอยู่นี้ก็ไม่ใช่ฉบับที่ทำประชามติผ่านมา เพราะหลังจากที่ผ่าน พลเอก ประยุทธ์ ก็มีการแก้มาตรา ๕ มาตรา ๑๒ มาตรา ๑๕ มาตรา ๑๖ มาตรา ๑๗ มาตรา ๑๙ และมาตรา ๑๘๒ โดยที่ไม่ได้มีการทำประชามติซ้ำ ดังนั้นเลิกวาทกรรมว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นฉบับที่ผ่านประชามติสักที ฉบับนี้เป็นฉบับที่แก้โดย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา

อีกเรื่องหนึ่งในคำถามระหว่างการทำประชามติ ก็อุตส่าห์มีคำถามพ่วง แล้วคำถามพ่วงก็มีคำถามนำเสียด้วยว่าเพื่อการปฏิรูปประเทศให้ต่อเนื่อง มีคำถามนำครับ ยังไม่หนำใจ มีถามอีกด้วยครับ สร้างคำกำกวมว่าให้ที่ประชุมของรัฐสภาเลือกนายกรัฐมนตรี ทำไมไม่ถามตรง ๆ ไปเลยว่าจะให้ ส.ว. เลือกนายกรัฐมนตรีได้หรือไม่ ประชาชนหลายคน ไม่เข้าใจว่าที่ประชุมร่วมของรัฐสภาคืออะไร แล้วที่สำคัญคือมีคลิปวิดีโอ (Clip Video) ของคน ๆ หนึ่งท่าน ๆ หนึ่งที่วันนี้เป็น ส.ว. ท่านบอกไว้เลยว่าท่านเป็นคนใส่มาตรานี้ไว้เอง แล้วก็จะมี ๒๕๐ เสียงในกระเป๋า หาแค่อีก ๑๐๐ กว่าเสียง คนของ คสช. ก็จะได้กลับมาเป็น นายกรัฐมนตรี เมื่อสักครู่มีสมาชิกวุฒิสภาท่านหนึ่งท่านพูดว่าไม่เกี่ยวกับ ส.ว. เลย ส.ว. เพียงแค่เห็นชอบ ก็ในเมื่อมี ส.ว. ท่านหนึ่งสารภาพแล้วว่ามี ๒๕๐ เสียงเก็บไว้ก่อนในกระเป๋า ก่อนเลือกตั้ง ส.ว. ๒๕๐ คน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เลือกก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง มี ๒๕๐ เสียงอยู่ในกระเป๋าแล้ว คำพูดนี้ผมไม่ได้พูด ส.ว. ท่านหนึ่งพูด และวันนั้นผมจำไม่ลืม ผมจำได้ว่ายกเว้นท่านประธานที่งดออกเสียง นอกนั้น ส.ว. ที่เหลือไม่แตกแถวเลย เลือกพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา กันพร้อมเพรียงพร้อมพรรค

ท่านประธานที่เคารพครับ หลายความเห็นของสมาชิกวุฒิสภาพูดใน สภาแห่งนี้ว่าทำไมเราไม่พูดถึงการแก้สถานการณ์โควิด (COVID) ก่อน มาพูดถึงเรื่องแก้ไข รัฐธรรมนูญทำไม ผมดีใจที่ท่านพูดเรื่องนี้ว่าอยากให้เห็นการแก้ปัญหาสถานการณ์ ที่ประชาชนกำลังลำบากอยู่ แต่ผมต้องถามท่านกลับ ท่านที่พูดกลับว่าถ้าท่านห่วงใย ในสถานการณ์โควิด (COVID) อย่างนี้จริง ท่านต้องลงรายละเอียด วันนี้การเลื่อนฉีดวัคซีน ประชาชนหลายคนถูกลอยแพอยู่ภายใต้การบริหารของใคร พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไฟเซอร์ (Pfizer) ที่บอกว่าจะมาไตรมาส ๓ ถูกเลื่อนไปที่ไตรมาส ๔ ขณะที่ประเทศฟิลิปปินส์ เพิ่งจะมีข่าวสั่งซื้อ ๔๐ ล้านโดส (Dose) บอกว่าจะทยอยส่งตั้งแต่เดือนสิงหาคม อยู่ภายใต้ การบริหารงานของนายกรัฐมนตรีที่ชื่อว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีบุคลากรทางการแพทย์ ทั้ง ๆ ที่เขาได้รับวัคซีนซิโนแวก (Sinovac) ๒ เข็มไปแล้วแต่กลับ ติดเชื้อโควิด (COVID) ที่จังหวัดเชียงรายและอีกหลาย ๆ ที่ ก็อยู่ภายใต้การบริหารงานของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา แล้วผมตั้งคำถามว่าใครเป็นคนเลือก พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่ ส.ว. ๒๕๐ ท่านหรือไม่ หักท่านประธานไป ๑ คน เพราะท่านงดออกเสียงในวันนั้นผมจำได้ไม่ลืม ผมถามอย่างนี้ครับว่าหลายคนห่วงใย แล้วก็อ้างครับ ไปเปรียบเทียบประเทศเรากับต่างประเทศ บอกว่าประเทศอินเดีย ประเทศสหรัฐอเมริกาติดเชื้อมากกว่าเรา ผมอยากเรียนท่านประธานผ่านไปยัง ผู้พูดว่าประเทศสหรัฐอเมริกามีประชากร ๓๒๘ ล้านคน ประเทศอินเดียมี ๑,๓๖๖ ล้านคน ถ้าเข้าไปดูข้อมูลในวันนี้โดยเฉพาะข้อมูลผู้ติดเชื้อรายใหม่ต่อประชากร ประเทศเรานำหน้า ประเทศอินเดียและประเทศสหรัฐอเมริกาไปแล้ว และหลายท่านไปเปรียบเทียบกับ สหราชอาณาจักรหรือประเทศอังกฤษ บอกว่าที่ประเทศอังกฤษติดตั้ง ๑๑,๐๐๐ กว่าคน ประเทศไทยติดแค่ ๓,๐๐๐ คน ๔,๐๐๐ คน เราดีกว่า ประเทศอังกฤษตรวจวันละ เป็นล้านคนครับ ตรวจวันละ ๑ ล้านคน เจอ ๑๐,๐๐๐ คน ประเทศไทยตรวจ ๕๐,๐๐๐ คน เจอ ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ คน มันเปรียบเทียบกันไม่ได้ครับ ไม่ตรวจคือไม่ติด ตรวจน้อยก็ติดน้อย สถานการณ์แบบนี้ถ้า ส.ว. ห่วงใยในสถานการณ์จริงก็ต้องถามกลับว่าใครเลือก นายกรัฐมนตรีคนนี้มา และที่ต้องปิดสวิตซ์ ส.ว. ก็คือในเมื่อ ๒๕๐ ท่าน หักท่านประธานไป ๑ ท่านเหลือ ๒๔๙ ท่าน เลือกคน ๆ นี้มา มาก่อกรรมทำเข็ญกับประชาชนขนาดนี้มี ประชาชนถูกลอยแพไม่ได้รับการฉีดวัคซีน ถูกเลื่อน ต้องคอยเช็ก (Check) คิวอาร์ โค้ด (QR code) ผ่านเว็บไซต์ (Website) ผ่านเพจ (Page) ของโรงพยาบาลทุกเมื่อเชื่อวัน กระวน กระวายใจว่าเมื่อไรตนจะได้รับการฉีดวัคซีน บุคลากรทางการแพทย์เครียดรับวัคซีนซิโนแวก (Sinovac) ๒ เข็มเหมือนฉีดน้ำเกลือเหมือนอาบน้ำมนต์ ผมตั้งคำถามว่าทำไมเราจะไม่ปิด สวิตซ์ (Switch) ส.ว. ไม่ให้คนเหล่านี้ได้กลับมาเลือกนายกรัฐมนตรีอีกในเมื่อเลือกมาแล้ว ก่อกรรมทำเข็ญกับประชาชนถึงขนาดนี้ เลือกคนผิดให้ประชาชนยังคิดจะเลือกกันอีกหรือ ครับ นี่คือเหตุผลที่ผมบอกทำไมต้องแก้มาตรา ๒๗๒ ปิดสวิตซ์ (Switch) ส.ว. ท่านประธานที่ เคารพ วันนี้ผมพูดด้วยความเคารพจริง ๆ ในท้ายที่สุดผมอ่านข่าวแล้วไม่สบายใจที่มี ส.ว. บางท่านพูดว่า ส.ส. ลุแก่อำนาจที่บังอาจมาปิดสวิตซ์ (Switch) ส.ว. ผมต้องตั้งคำถามกับ ท่านประธานครับว่าใครกันแน่ที่ลุแก่อำนาจ ในเมื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรยึดโยงกับ ประชาชน แล้วเราก็รู้กันดีอยู่ในหัวจิตหัวใจว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย ในขณะที่สมาชิกวุฒิสภาท่านเองก็ทราบข้อเท็จจริงดีว่าท่านมาจากกลไกของ คสช. และ พลเอก ประยุทธ์ก็มีส่วนเลือกท่านมา ดังนั้นอย่าใช้คำนี้เลยครับ ผมจึงยืนยันว่าต้องทำ ประชามติเพื่อให้อำนาจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญคืนไปสู่ประชาชน เพื่อให้อำนาจอธิปไตย อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญอยู่ที่ประชาชน และในวันนั้นไม่ใช่แค่ปิดสวิตซ์ ส.ว. ถ้า ส.ว. ยังไม่คุมกันเองและยังมีท่าทีเป็นปรปักษ์กับประชาชนอย่างนี้ไม่ใช่แค่ปิดสวิตซ์ วันนั้นต้องรื้อ สวิตซ์และเหลือแต่สภาผู้แทนราษฎรที่ยึดโยงกับประชาชน ขอบพระคุณครับท่านประธาน

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ต่อไปขอ เชิญศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม จากนั้นก็จะเป็น พันตำรวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ แล้วก็กลับมาท่านขจิตร ชัยนิคม กับนายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ครับ เชิญศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม ครับ

ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังท้องถิ่นไทยครับ ท่านประธาน วันนี้ผมขออภิปรายการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมทั้ง ๑๓ ฉบับ ซึ่งผมจะพูด โดยรวมแล้วก็พิจารณาให้ความเห็นชอบในการรับหลักการต่อไปนะครับ ท่านประธานครับ เวลาเราพูดถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญส่วนหนึ่งประชาชนหรือว่าคนทั่วไปจะตั้งคำถามว่าเราจะ แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อใคร คำว่า เพื่อใคร นี่ล่ะครับ มันเป็นบทสะท้อนว่าสภานี้จะทำการ แก้ไขเพื่อประชาชน ประเทศชาติ หรือประโยชน์ของพวกเราที่เป็นนักการเมืองกันแน่ อันนี้เป็นคำถาม แต่ผมเรียนท่านประธานว่าผมได้ดูร่างทั้ง ๑๓ ร่างแล้ว ส่วนหนึ่งก็เห็นด้วย และส่วนหนึ่งก็ไม่เห็นด้วย เพราะการแก้ไขบางเรื่องไม่ได้ตอบโจทย์พี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้นอยากจะเรียนท่านประธานว่าสิ่งที่ผมคิดว่าเห็นด้วยในหลักการก็คือว่าการที่จะ ทำให้ประชาชนนั้นได้ประโยชน์จากรัฐธรรมนูญนั่นคือเป็นประเด็นสำคัญ ผมยกตัวอย่าง ในร่างที่ ๗ ของท่านอนุทิน ชาญวีรกูล ที่เขียนเรื่องการพิทักษ์ให้ประชาชนได้รับรายได้ขั้น พื้นฐาน อันนี้ก็ถือว่าเป็นประโยชน์ต่อประชาชน ซึ่งในขั้นต่อไปก็ว่ากันว่าจะทำกันอย่างไร แล้วหลายร่างที่เขียนเรื่องการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน การให้ประชาชนได้แสดง ความคิดเห็น และสิทธิของประชาชนในกระบวนการยุติธรรม การได้รับความช่วยเหลือ ทางกฎหมาย รวมทั้งการแก้ไขเรื่องการกระจายถือครองที่ดิน อันนี้เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ แต่วันนี้ผมอยากจะเน้นไปที่การทำให้ชุมชนท้องถิ่น การสร้างกลไกให้ชุมชนท้องถิ่นมีความ เข้มแข็ง ซึ่งปรากฏในร่างที่ ๑๒ ของท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ อยู่หลายมาตรา ผมเรียน ท่านประธานว่านี่คือความถูกต้องที่เราอาจจะต้องเปลี่ยนการบริหารจัดการประเทศไปสู่ การสร้างให้ชุมชนเป็นผู้บริหารประเทศแทนรัฐบาลส่วนกลาง นั่นก็คือในการแก้ไขในการ เพิ่มเติมมาตรา ๗๖/๑ และมาตรา ๗๖/๒ ส่วนนี้ผมอยากจะเรียนท่านประธานว่ารัฐต้อง กระจายอำนาจให้ท้องถิ่นพึ่งตนเองและตัดสินใจในกิจการของท้องถิ่นได้เอง อันนี้ผมเห็นด้วย ในหลักการ เพราะว่าการพัฒนาท้องถิ่นโดยเฉพาะการเขียนในวรรคท้าย ว่าพัฒนาจังหวัดที่มี ความพร้อมให้เป็นองค์กรท้องถิ่นขนาดใหญ่นะครับ อันนี้ก็เป็นการเพิ่มเติมในมาตรา ๗๖/๑ ในมาตรา ๗๖/๒ ผมคิดว่ามีความสำคัญของการเพิ่มเติมเข้าไป นั่นก็คือการบัญญัติเรื่อง หน้าที่และอำนาจของท้องถิ่นที่ระบุว่าอะไรท้องถิ่นทำได้ เพราะที่ผ่านมานั้นท้องถิ่นมีปัญหา มากในการจัดบริการสาธารณะให้กับประชาชน แล้วก็นำมาสู่ความถูกตรวจสอบ แล้วก็ไประบุให้เขียนว่าอะไรที่ท้องถิ่นทำไม่ได้บ้าง อันนี้ก็เป็นความชัดเจนที่สุด ที่จะทำให้ เกิดความกระจ่างขึ้น อย่างไรก็ตามยังมีการแก้ไขในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๔๙ ไปจนถึง มาตรา ๒๕๔ ซึ่งหลายมาตราก็เห็นด้วยนะครับว่าแก้ไขให้มีความชัดเจนมากขึ้น แต่ผมเรียน ว่าในร่างที่ ๑๒ บางประเด็นผมยังเห็นต่างแล้วก็ไปยังไม่สุด ผมยกตัวอย่างเช่นเราจะประกาศ ให้จังหวัดที่มีความพร้อมเป็นท้องถิ่นขนาดใหญ่ ระบุไปได้ไหมครับว่าในท้องถิ่นแบบนี้ เราต้องเลือกผู้บริหารท้องถิ่นโดยตรงให้มันเกิดขึ้นในประเทศนี้ นั่นคือสิ่งที่ผมอยากจะฝาก กรรมาธิการไปพิจารณา ในส่วนต่อมาผมคิดว่าในเรื่องของการไปให้สุดก็คือเรื่องของหลักประกันรายได้ของท้องถิ่น เป็นต้น ที่ควรจะเพิ่มเติมและควรที่พิจารณา แล้วก็การพัฒนารายได้ท้องถิ่น เพราะว่าต้อง ระบุให้ชัด เพราะว่าในร่างยังไม่ชัดเจนว่าท้องถิ่นจะได้รับงบประมาณเท่าไร รวมทั้งสิ่งที่ผม พูดตอนต้นเรื่องประกันรายได้กับการระบุสัดส่วนรายได้ระหว่างรัฐกับรายได้ของรัฐบาล อาจจะระบุไปเรื่อยว่าเป็น ๓๕ เปอร์เซ็นต์เป็นต้นนะครับ เพราะฉะนั้นการทำให้ท้องถิ่น พัฒนารายได้มันมีหลายวิธี เช่น การทำให้มีกฎหมายกิจการพาณิชย์ของท้องถิ่น กฎหมาย ความร่วมมือเพื่อพัฒนารายได้ระหว่างท้องถิ่น เป็นต้นนะครับ นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะฝาก กรรมาธิการไป แล้วส่วนหนึ่งที่ผมคิดว่ามันมีการถ่วงดุลก็คือการใช้ภาคพลเมืองส่งเสริมให้ พลเมืองและประชาสังคมในท้องถิ่นนั้นได้เข้าไปมีส่วนร่วมในองค์กรปกครองท้องถิ่น ผมว่า อันนี้มันหายไปในในร่างที่ผมกล่าวถึงนะครับ

สุดท้ายผมอยากจะพูดไว้ก็คือการเปลี่ยนหลักการเข้าสู่อำนาจของ นักการเมือง นั่นก็คือไปแก้ในมาตรา ๘๓ มาตรา ๙๐ และมาตรา ๙๑ เป็นต้น คือหลักการ เดิมผมเข้าใจว่าเราใช้อีกแบบหนึ่ง ซึ่งมีคนทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่การแก้ไขหลักการนี้ ก็คือการทำให้ ส.ส. มีจำนวนเพิ่มขึ้น ๔๐๐ คน จำนวนบัญชีรายชื่อ ๑๐๐ คน เป็นต้น แต่ระบบการคิดต้องคิดต้องคิดให้ดีนะครับ ผมเห็นเพื่อนสมาชิกรัฐสภาหลายท่านพูดถึง ระบบบัญชีรายชื่อ ผมก็อยากจะพูดไว้ว่าระบบบัญชีรายชื่อมันมีหลักการของมันว่า เป็นอย่างไร แต่ของประเทศเราเวลามาใช้มันกลายเป็นว่าในบัญชีรายชื่อก็จะเป็นคนที่ สนับสนุนพรรคบ้าง ซึ่งมันผิดหลักเกณฑ์ แต่บัญชีรายชื่อก็คือการเอาคนที่เป็นที่เขาเรียกว่า ทิงก์แทงก์ (Think Tanks) ของพรรค แล้วก็สามารถที่จะพัฒนาประเทศได้ เป็นคนที่มี วิชาชีพ มีความรู้ความเชี่ยวชาญที่ส่งในบัญชีรายชื่อเพื่อนำไปสู่การพัฒนาหรือบริหาร ประเทศ นั่นก็คือการระบุอย่างนี้ไว้ ส.ส. เขต ก็คือการถึงชาวบ้าน ชาวบ้านรู้จัก อันนั้นก็คือ แยกกันชัดเจน แต่ผมคิดว่าการแก้ให้มี ส.ส. บัญชีรายชื่อลดลง ผมจะไม่ค่อยเห็นด้วย และไม่เห็นด้วย ผมคิดว่าอาจจะยืนโดยหลักเดิมคือ ๑๕๐ ส.ส. เขต ก็ ๓๕๐ เหมือนเดิม อันนี้ก็คือสิ่งที่อยากจะฝากกรรมาธิการไปพิจารณา แล้วการคิดสัดส่วนการได้ ส.ส. บัญชี รายชื่อ ผมคิดว่าผมไม่เห็นด้วยกับการกำหนด ๑ เปอร์เซ็นต์ของจำนวนผู้ใช้สิทธิทั้งหมด อันนี้ก็คือสิ่งที่ผมเห็นด้วยกับร่างของท่านจุรินทร์ในร่างที่ ๑๓ ที่บอกให้ไม่จำเป็นต้องขั้นต่ำ ของจำนวนผู้มาลงคะแนนนะครับ อันนี้ก็คือสิ่งที่อยากจะฝากไว้ในประเด็นการคำนวณบัญชี รายชื่อนะครับ เพราะฉะนั้นประเด็นสุดท้าย สิ่งที่พูดกันมากก็คือว่าการไปดำเนินการแก้ไข ในมาตรา ๑๘๕ ซึ่งเพื่อนสมาชิกรัฐสภาพูดไว้มาก ซึ่งไปโยงใยกับมาตรา ๑๔๔ นั่นก็คือการ เข้าไปใช้สถานะตำแหน่ง ส.ส. ส.ว. เข้าไป การกระทำใด ๆ ที่ไปล้วงลูกระบบของข้าราชการ ประจำ การกระทำของตนเข้าไปมีส่วนร่วมในการใช้งบประมาณเพื่อจัดทำโครงการใด ๆ ของหน่วยงานรัฐ นั่นก็คือการแทรกแซงบทบาทของ ส.ส. ผมอยากจะเรียนท่านประธานว่า เราเลือกผู้แทนมาทำไม หลักใหญ่ของผู้แทนจะต้องมาทำหน้าที่เพื่อดูแลกฎหมาย ฝ่ายนิติบัญญัติ นั่นคือเป็นประเด็นสำคัญ แต่ถ้า ส.ส. ไปก้าวก่ายเรื่องงบประมาณ นเป็นหน้าที่ของฝ่ายบริหารที่จะทำงบประมาณ นอกจากนั้นผมคิดว่าบ้านเมืองเรา เรามีระบบแผนที่สะท้อนปัญหาของพี่น้องประชาชน ผมคิดว่ามันจะเป็นการทำลายระบบ แผนที่สะท้อนปัญหา มันทำให้ ส.ส. ไปล้วงลูกอย่างที่ผมกล่าว เพราะฉะนั้นผมอยากจะเสนอว่าถ้าอย่างนั้นเราต้องทำให้ระบบแผนของพี่น้องประชาชน มีความหมาย เราจะเห็นว่าในหลายจังหวัดของประเทศไทยนี้ ถ้า ส.ส. คนใดวิ่งเต้นเรื่อง งบประมาณได้ดีก็จะทำให้จังหวัดนั้นพัฒนา มันยิ่งให้เกิดความเหลื่อมล้ำในประเทศนี้ การใช้ระบบแผนเพื่อพัฒนาประเทศมันจะเป็นจุดยืนที่สำคัญที่ไปตอบโจทย์ความเสมอภาค และการพัฒนาที่ตรงจุด พี่น้องประชาชนมาก มันเป็นการทำให้สิ่งที่ผมได้เสนอมานี้ ผมจะพิจารณาเพื่อรับหลักการในร่างทั้ง ๑๓ ร่าง อย่างไรหรือไม่ เพื่อเรียนท่านประธานด้วย ความเคารพทั้งหมดที่ผมได้นำเรียนไว้ ณ ทีนี้ ขอบคุณท่านประธานครับ

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณ ครับ ศาตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม ต่อไปเชิญ พันตำรวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ สมาชิกวุฒิสภา จากนั้นก็จะเป็นท่านขจิตร ชัยนิคม เชิญท่านยงยุทธครับ

พันตำรวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พันตำรวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมจะขออนุญาตกราบเรียนชี้แจงแสดงความเห็นเฉพาะ ในส่วนเรื่องยุทธศาสตร์ชาติเป็นหลัก ในฐานะที่กระผมมีส่วนในการยื่นญัตติให้มี ยุทธศาสตร์ชาติ บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉะนั้นกระผมจะขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานเป็น ๒ ส่วน

ส่วนที่ ๑ ก็คือว่าทำไมต้องมียุทธศาสตร์ชาติ และมีแล้วจะเป็นประโยชน์ หรือมีผลอย่างไร ขออนุญาตแผ่นใสครับ เจ้าหน้าที่ทันไหมครับ ไม่เป็นอะไรครับ ถ้ายังไม่ทัน เดี๋ยวขึ้นตามแล้วกันนะครับ เมื่อครั้งที่สมัย สวท. เรามองถึงว่าประเทศไทยอยู่ในภาวะของ ประเทศกำลังพัฒนามาไม่น้อยกว่า ๕๐ ปี เมื่อครั้งที่กระผมรับราชการครั้งแรกเมื่อปี ๒๕๑๑ ตอนนั้นประเทศไทยก็อยู่ในระหว่างกำลังพัฒนา ฉะนั้นเราก็มาพิจารณาว่าในระหว่างที่ ประเทศกำลังพัฒนานั้นมีประเด็นปัญหาอยู่หลายประการ ประการที่ ๑ คือเรื่องของรายได้ ประการที่ ๒ เรื่องอัตราของการศึกษา ประการที่ ๓. คุณภาพชีวิตของประชาชน ฉะนั้นเรา คิดว่าน่าจะต้องทำอะไรสักอย่างหนึ่ง

ประการที่ ๑ ที่เรามองดูสภาพปัญหาที่เป็นอยู่ในขณะนั้นก็คือว่ารัฐบาล ในแต่ละรัฐบาลในห้วงนั้นจะเน้นนโยบายของแต่ละรัฐบาลยิ่งกว่าเน้นนโยบายระยะยาว นี่ไม่ได้ว่ากันนะครับ เพราะท่านรับปากประชาชนมาอย่างนั้นท่านก็ต้องพยายามทำอย่างนั้น แต่ความจริงแล้วเมื่อวานนี้มีเพื่อนสมาชิกอภิปรายหรือเมื่อเช้านี้อภิปรายว่าเส้นความยากจน ของประเทศไทยของคนไทยต่างจังหวัดเฉลี่ยเดือนละ ๒,๗๐๐ บาท ในกรุงเทพมหานคร ๓,๒๐๐ บาท แต่เป้าหมายของ เวิลด์ เฮลช์ อีโคโนมิก ฟอรัม (World Health Economic Forum) สำหรับประเทศพัฒนาก็คือจะต้องมีรายได้เฉลี่ย ๔๐,๐๐๐ บาทต่อเดือนต่อคน ผู้ที่มีรายได้ต่ำที่สุดจะต้อง ๑๕,๐๐๐ บาทต่อคน การศึกษาจะต้องเป็นระดับที่ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ดีที่สุดในสมาชิกของเวิลด์ อิโคโนมิก ฟอรัม (World Economic Forum) คอร์รัปชันน้อยที่สุดใน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ คุณภาพชีวิตต้องดีใน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ทรัพยากรป่าไม้ ของชาติจะต้องมี ๔๐ เปอร์เซ็นต์ และจะต้องมีการบริหารจัดการน้ำไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๗๐ ของพื้นที่ประเทศนี่คือแรงจูงใจที่เราผลักดันว่าถ้าอย่างนั้นน่าจะต้องมีเป้าหมายระยะยาว

ประการที่ ๒ เรามีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในครั้งนั้น ฉบับที่ ๑๒ ครับ ๕ ปี ต่อ ๑ ฉบับ ๖๐ ปีแล้ว ก็ยังคงเดิม เราไม่ได้ว่าถึงสภาพัฒน์ เพราะว่า กฎหมายกำหนดไว้อย่างนั้น เขามีอำนาจเฉพาะจำกัดในเฉพาะบางส่วนในบางเรื่อง

ประเด็นที่ ๓ ก็คือว่าการพิจารณางบประมาณนั้นแยกส่วน เพราะไม่ได้จัด การบูรณาการเท่าที่ควร

ประเด็นที่ ๔ ภาคเอกชนมีส่วนร่วมด้วยในการกำหนดอนาคตของชาติน้อย มาก แต่ในเรื่องของการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติจะมีภาคเอกชนอยู่ ๑๔ คน ๑๔ ตำแหน่ง ตำแหน่งของภาครัฐก็มีอีก ประทานโทษ ๗ ครับ ๗ บวก ๗ เป็น ๑๔ ตำแหน่งทางราชการ ๗ ของทางภาคเอกชน ภาคเอกชนอย่างเช่น ประธานหอการค้า ประธานอุตสาหกรรม ประธานสภาการท่องเที่ยวธนาคารไทย อย่างนี้เป็นต้น แล้วก็มีผู้ทรงคุณวุฒิอีก ตรงนี้ทำให้มี ส่วนร่วมของภาคเอกชนมากขึ้น ในขณะเดียวกันก็ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนด อนาคตของชาติ กราบเรียนอย่างนี้ครับ ในสมัย สปช. เราถามความเห็น ของประชาชน เราจัดเวทีสอบถามความเห็นของประชาชนทั่วประเทศ ทุกจังหวัด อย่างน้อยระดับจังหวัด ๑ จังหวัด ๑ เวที อีก ๑๐ เวทีระดับอำเภอ อย่างน้อย ๑๐ เวที ในแต่ละจังหวัด คำถามที่เรา ถามก็คือว่าในอนาคตข้างหน้า ๒๐ ปี ข้างหน้าท่านอยากเห็นประเทศไทยเป็นอย่างไร นี่คือข้อมูลที่เราได้มาเป็นข้อมูลพื้นฐานในการกำหนดอนาคตของชาติ กระผมยกตัวอย่างให้ ฟังเฉพาะสั้น ๆ เท่านั้นนะครับ นี่คือสภาพการในประเทศนั้นในขณะนั้นที่เราคิดเรื่องนี้ นอกจากนั้นแล้ว กระทรวงต่างประเทศได้มีการสำรวจ ถามไปทางสถานเอกอัครราชทูตทั่ว โลกที่เรามีสัมพันธภาพอยู่ ปรากฏว่ามี ๖๔ ประเทศที่มียุทธศาสตร์ชาติ ๑๐-๓๐ ปี ประเทศ ทิศใต้ของเรามี ๓๐ ปี ระหว่างที่เราเริ่มทำยุทธศาสตร์ชาติ ประเทศทิศตะวันตกของเราไม่ เอ่ยชื่อนะครับเริ่มทำยุทธศาสตร์ชาติ ฉะนั้นโดยยุทธศาสตร์ชาติเองเป็นประโยชน์กับ ประชาชนครับ กระผมขอผ่านไปแผ่นที่ ๒ ในครั้งนั้นเรามองอย่างนี้ครับ ว่ายุทธศาสตร์ชาติ จะเป็นเสมือนแผนการบิน เราบินไปสู่เป้าหมายที่เราคิดกันไว้ เป้าหมายเหล่านั้นเพื่อใครครับ เพื่อประชาชนครับ ไม่ได้เพื่อคนใดคนหนึ่ง เราคิดเรื่องนี้เพื่ออนุชนรุ่นหลัง นักบินก็คือ นักการเมือง ผู้นำทางการเมือง ผู้ช่วยนักบินก็คือข้าราชการปีกทั้ง ๒ ข้างนี้ก็คือทำอย่างไรให้ สมดุลลดความเหลื่อมล้ำ ผู้โดยสารในนั้นคือประชาชนคนไทยทั้งหมด หางเสือก็คือ มาตรา ๒๗๐ เราจะทำอย่างไรให้มีการติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดให้เป็นไปตามแผนการ บิน แผนการบินไปที่ไหนครับ ถ้ามองดูในขณะนี้ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญในปัจจุบันก็คือ ตามมาตรา ๒๕๗ ท่านคงจำได้อนุมาตรา ๑ ให้ประเทศชาติมีความสงบเรียบร้อยสามัคคี ปรองดอง อนุมาตรา ๒ ก็คือว่าให้ลดความเหลื่อมล้ำ อนุมาตรา ๓ ก็คือให้ประชาชนมี ความสุขมีคุณภาพชีวิตที่ดี นั่นคือเป้าหมาย เป้าหมายอย่างนี้เกิดขึ้นจากไหนครับ ก็เกิดขึ้น จากการเริ่มยุทธศาสตร์ แล้วก็มีการปฏิรูปนั้น นี่คือแผ่นที่ ๒ ขอไปแผ่นที่ ๓ หลายท่านพูดถึง ว่าการไปกำหนดยุทธศาสตร์ชาติไว้ ๒๐ ปี รัฐบาลต่อมาไม่มีโอกาสทำอะไร ไม่ได้เป็นเช่นนั้น ครับ ถ้าท่านดูในภาพนี้ตอนนั้นเรานึกถึงครับ ช่องซ้ายมือของท่านนะครับ เรามอง วัตถุประสงค์และเป้าหมาย ตรงช่องกลางนั้นคือสตราติจิก ล็อก เฟรม (Strategic lock frame) สำหรับรัฐบาลไปดำเนินการ ท่านจะเห็นช่องว่าในเรื่องของยุทธศาสตร์ในการ ดำเนินการไปสู่เป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติไม่ได้กำหนดไว้โดยตรงให้รัฐบาลนั้น ๆ ไปกำหนด นะครับ รัฐบาลกำหนดยุทธศาสตร์แล้วเสร็จแล้วก็ไปต่อด้วยกลยุทธ์ หรือยุทธศาสตร์ สำหรับให้เจ้าหน้าที่ไปปฏิบัติ อันนี้ก็คืออีกภาพหนึ่งที่อยากจะกราบเรียน นั่นคือสิ่งที่เราคิดในครั้งนั้น เราคิดต่อไปด้วยว่า การที่จะวางแผน และเรากำหนดในครั้งนั้นเราเสนอไว้ด้วยในขณะที่เราทำญัตติไปเสนอไว้ รัฐธรรมนูญ บอกให้มีการเปลี่ยนแปลงทบทวนทุก ๕ ปี และเมื่อสถานการณ์อื่นมีสถานการณ์ ที่เปลี่ยนแปลงจนไม่สามารถกระทำได้ตามเป้าหมายของยุทธศาสตร์ชาติก็ให้สามารถ เปลี่ยนแปลงได้ แต่รัฐธรรมนูญไปกำหนดไว้ในกฎหมายมาตรา ๑๑ ถ้าผมจำไม่ผิดใน กฎหมายพระราชบัญญัติจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ปี ๒๕๖๐ แต่ถ้าตามนี้ที่เราคิดเอาไว้ ตั้งแต่ระดับบนสุดซ้ายมือคือเป้าหมายตั้งแต่ระดับประเทศไล่มาถึงระดับรัฐบาล ไล่มาถึงกระทรวงทบวงกรม ไล่มาถึงกรมและจังหวัด และไล่มาถึงผู้ปฏิบัติ แล้วก็ย้อนหลัง ขึ้นไป ในเส้นขวางนั้นก็จะกำหนดเป้าหมายเขาเอาไว้นะครับ นั่นคือสิ่งที่เราคิดในขณะนั้น แล้วก็ส่งไปยังรัฐบาลแล้วรัฐบาลก็ดำเนินการต่อ ส่วนใหญ่รัฐบาลก็รับไปทำ แต่ก็มีปัญหาอยู่ เหมือนกันอย่างที่ทราบอยู่นะครับในเรื่องของการดำเนินการ

ทีนี้ขออนุญาตมาส่วนที่ ๒ คำถามของขอแก้กฎหมาย ต้องขอบคุณที่ให้ ความสนใจในเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ โดยเฉพาะในร่างญัตติที่ ๖๕ ขอประทานโทษ ของพรรค การเมืองหนึ่งที่จะให้กำหนดให้มีการเปลี่ยนแปลงไว้ในมาตรา ๖ ว่าสามารถเปลี่ยนแปลงได้ โดยส่วนตัวแล้วผมไม่ขัดข้อง แต่อีกฉบับหนึ่งร่างญัตติที่ ๕ บอกให้ยกเลิก ขออนุญาต กราบเรียนนะครับ ที่ระบุไว้ว่ายกเลิกเนื่องจากว่ายาวเกินไป ๒๐ ปี มาตรา ๖๕ ไม่ได้ระบุ ระยะเวลาไว้นะครับ ถ้าท่านไปยกเลิกมาตรา ๖๕ ก็ไม่มีประโยชน์ นั่นเรื่องที่ ๑

เรื่องที่ ๒ คือบอกไว้ว่ามีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอยู่แล้ว แผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมไม่ครอบคลุม ท่านกรุณาไปดูมาตรา ๔ ของพระราชบัญญัติ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม ท่านจะยิ่งเห็นเลยครับ ยิ่งเห็นว่าไม่ครอบคลุม ฉะนั้น ขออนุญาตกราบเรียนว่าในการที่ท่านจะยกเลิกยุทธศาสตร์ชาติเลยนั้นกระผมคิดว่าฝากท่าน คิดอีกสักทีนะครับ ขอบพระคุณครับ

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณ ครับ พันตำรวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ ต่อไปเชิญท่านขจิตร ชัยนิคม และตามด้วยท่านนาย ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม เชิญท่านขจิตรครับ

นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี 🔗

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจะอภิปรายการแก้ไขรัฐธรรมนูญของ พรรคเพื่อไทยฉบับที่แก้ไขมาตรา ๑๕๙ แล้วก็มาตรา ๒๗๒ ท่านประธานครับ สาระสำคัญ ของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๙ เขากำหนดให้สภาผู้แทนราษฎรเลือกนายกรัฐมนตรีที่มีอยู่ใน บัญชีรายชื่อตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๘ ซึ่งเสนอโดยพรรคการเมือง แล้วก็นายกรัฐมนตรี ต้องมีคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๐ โดยเฉพาะ (๖) ซึ่งของมาตรา ๑๖๐ (๖) ได้อ้างอิงไว้ว่านายกรัฐมนตรีต้องมีคุณสมบัติตามมาตรา ๙๘ มาตรา ๙๘ เป็นคุณสมบัติ เป็นข้อห้ามที่บุคคลที่มีคุณสมบัติต่อไปนี้ไม่ให้สมัครผู้แทนราษฎร เพราะฉะนั้นเขาอาศัย มาตรานั้น เสร็จแล้วนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันเขาก็มีปัญหามาตรา ๙๘ (๑๕) เพราะว่า เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ จนกระทั่งศาลรัฐธรรมนูญต้องหาวิธีพิจารณาว่าไม่ใช่ อันนั้นคือที่มา รัฐธรรมนูญที่เขียนไว้วรรคแรก มาตรา ๑๕๙ วรรคสอง เขาเขียนว่าการเสนอชื่อ นายกรัฐมนตรีต้องเสนอโดยสภาผู้แทนราษฎร ร้อยละ ๕ ร้อยละ ๑๐ รับรอง เขียนไว้อย่างนี้ ส่วนวรรคสามเขาเขียนไว้ว่ามติของสภาผู้แทนราษฎรจะต้องเกินกึ่งหนึ่ง อันนี้คือ มาตรา ๑๕๙ ที่เขียนไว้ในปัจจุบัน แต่ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เมื่อเดือนสิงหาคม ปีที่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเขามีประชามติบอกว่าเห็นด้วยไหม ในระหว่างเปลี่ยนผ่านจะต้อง ให้มีท่านสมาชิกวุฒิสภาหรือสมาชิกรัฐสภาทั้ง ๒ สภาให้ความเห็นชอบ มาตรา ๒๗๒ เขียน ยกเว้นมาตรา ๑๕๙ เฉพาะวรรคแรกกับวรรคสาม ส่วนวรรคสองไม่ได้เขียนยกเว้นไว้ ท่านประธานครับ วันที่เลือกตั้งนายกรัฐมนตรีที่สภานี้ยังไม่เปิด ผมเป็นคนท้วงว่าวิธีการเสนอ นายกรัฐมนตรีนั้นไม่ถูกต้องตามมาตรา ๑๕๙ วรรคสอง ก็ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาของที่เราได้ นายกรัฐมนตรี ซึ่งท่านก็มาแบบใช้คำว่า อภิสิทธิ์ เพราะท่านเคยยึดอำนาจมา ท่านก็เคยเหลิง อำนาจเพราะว่ายึดอำนาจจากประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ก็ไม่มีใครหืออืออะไร ท่านก็อยู่ มา ๖-๗ ปีก็มาดำเนินการตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่พรรคเพื่อไทยแก้นี้เพื่อจะแก้ว่าเรื่องที่ ยกเว้นตามมาตรา ๗๒ นี้ไม่ต้องหรอก ให้ยกเลิกไป ผมจะไม่พูดถึงตัวบุคคล ถึงกลุ่มบุคคล ให้เจ็บปวดหัวใจ แต่ว่าโดยหลักการในอารยประเทศเขาไม่มีการที่จะให้บุคคลที่เป็นสมาชิก วุฒิสภามาเลือกตามมาตรา ๒๗๒ พรรคเพื่อไทยจึงเสนอให้ตัดออกทั้งมาตรา ก็มีเท่านั้น ถ้าจะถามว่าแก้ไขครั้งนี้เพื่อใคร ท่านประธานครับ ถามกันทำไม ไม่รู้หรืออย่างไรว่าลักษณะ ของเผด็จการปกครองประเทศทำให้ประชาชนทุกยากเดือดร้อน กึ่งเผด็จการก็ยังทุกข์ยาก เดือดร้อน ยิ่งเผด็จการใหม่เท่าไรก็ทุกข์ยากเดือดร้อนเท่านั้น บางประเทศเอาชีวิต แทบไม่รอด ประเทศเพื่อนบ้านเราเห็นอยู่ไม่ต้องพูดอะไรมาก ส่วนประเทศเรามันเป็น ระยะที่ ๒ ระยะที่เปลี่ยนผ่านจากการยึดอำนาจหรือใช้คำว่า เผด็จการ ที่เขาว่าทั่วไป ท่านประธานครับ ใครในสภานี้ถามว่าจะแก้ทำไม ทำเป็นไม่รู้ ไม่รู้หรืออย่างไรว่า อารยประเทศทั่วโลกเขาปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย ประชาชนอยู่ดีเป็นสุข มีชีวิตได้รับความเคารพเกรงใจจากนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี แล้วนายกรัฐมนตรี ที่มาจากเผด็จการหรือกึ่งเผด็จการเคารพประชาชนไหม เคารพหรือเปล่า ถ้าประเทศนี้ แก้ปัญหาโควิด (COVID) ด้วยวัคซีนประเทศที่ทุกข์ยากเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้าก็ต้อง แก้ปัญหาโดยทำรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย ถามกันทำไมหนักหนาแก้เพื่อใคร ก็แก้เพื่อ ประชาชนทั้งนั้น ท่านประธานครับ ในประเทศทั่วโลกที่ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุข นายกรัฐมนตรีอ่อนน้อมถ่อมตน สุภาพเรียบร้อยต่อสภาผู้แทนราษฎร ไม่มีลักษณะเหมือน เห็นสภาผู้แทนราษฎรเหมือนทหารเกณฑ์เขาเป็นประชาธิปไตยนะครับ ส่วนประเทศ เผด็จการ กึ่งเผด็จการ ก็จะมีลักษณะผู้นำเหมือนนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน พูดชัด ๆ เลย วันนี้ไม่มา ถ้ามาจะพูดให้ชัดกว่านี้ เพราะฉะนั้นเราแก้มาตรานี้ เพื่อที่จะให้เจตนารมณ์ของ ประชาชน ท่านประธานครับ ผมไม่ได้พูดเอง นี่คือคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไว้เมื่อ วันที่ ๒๘ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๕๙ ในขณะที่ทำ ประชามติเสร็จแล้ว ทำประชามติเมื่อวันที่ ๓๑ นี้ ว่าที่คณะร่างรัฐธรรมนูญนำมติของประชาชนมาเขียนในมาตรา ๒๗๒ ถูกหรือยัง ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยครับ มี ๑๙ หน้า แล้วก็เขียนบอกด้วยว่าที่คณะกรรมการร่าง รัฐธรรมนูญเขียนไว้ในบางส่วนไม่ถูกต้อง ให้แก้ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เช่น บอกว่าระยะ ๕ ปีแรกต้องเริ่มนับจากการมีรัฐสภา ไม่ใช่เริ่มนับจากการเลือกตั้งผู้แทนราษฎร ซึ่งคณะกรรมการร่างเขียนว่าเริ่มจากผู้แทนราษฎรชุดแรก นี่เขาให้แก้ เสร็จแล้วท่านประธาน ครับ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญบอกชัดเจนว่าในวรรคสองเขาไม่ยกเว้น ในวรรคสองไม่ ยกเว้นก็คือ ต้องเลือกนายกรัฐมนตรีโดยการเสนอในสภาผู้แทนราษฎร เลือกจากบัญชี มาตรา ๘๘ ของพรรคการเมืองที่มี ส.ส. ๕ เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป แต่พรรคเพื่อไทยก็ยังเคารพ ก็ทรงไว้ เพราะว่า กกต. ได้ประกาศกับประชาชนแล้วว่าพรรคไหนจะเลือกใครเป็น นายกรัฐมนตรี ๑ ๒ ๓ พรรคเพื่อไทยก็เสนอ ๓ ท่าน นี่เขาเอาไปโชว์กับประชาชนแล้ว เราก็ไม่แก้ครับ แต่เราแก้เพิ่มขึ้นว่า เราไม่เห็นด้วยกับเอาบุคคลนอกมา แต่ว่าระยะที่เปลี่ยน ผ่านนี่เราให้อยู่ยังไม่แก้วันนี้ จนกว่าจะครบเลือกได้ แต่ว่าเรายกเว้น เราไม่เอามาตรา ๒๗๒ คือเอามาใช้ไม่ได้แล้ว ท่านประธานครับ ศาลรัฐธรรมนูญบอกว่าการเสนอชื่อคนที่เป็น นายกรัฐมนตรีตามมาตรา ๑๕๙ วรรคสอง ต้องทำโดยสภาผู้แทนราษฎร หลังจากนั้นจึงมา เสนอรัฐสภาเพื่อที่จะให้ความเห็นชอบตามมาตรา ๒๗๒ ซึ่งยกเว้นมาตรา ๑๕๙ วรรคสาม มาตรา ๑๕๙ วรรคสาม เขาเขียนเป็นตัวหนังสือว่า ให้คนที่เป็นนายกรัฐมนตรีมาจากความ เห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรเสียงเกินกึ่งหนึ่ง แต่ในระยะเปลี่ยนผ่าน ๕ ปีนี้ เขาให้ใช้ มาตรา ๒๗๒ แล้วศาลรัฐธรรมนูญก็ยังเขียนอีกว่าคณะกรรมาธิการร่างไปเขียนบอกว่า การที่จะได้รับการยกเว้นไม่เอาคนในบัญชีตามมาตรา ๘๘ ให้สภาผู้แทนราษฎรเกินกึ่งหนึ่ง เป็นคนเสนอ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้วบอกว่าไม่ใช่ ให้ไปเขียนใหม่ ให้สมาชิกสภาทั้งสอง เป็นคนเสนอถึงจะมาตามเจตนารมณ์ที่ประชาชนบอกว่าให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบ นี่คือที่มา นี่คือความเป็นไป รัฐธรรมนูญมาตรา ๒๗๒ ไม่ได้เขียนง่าย ๆ เขียนโดย คณะกรรมการร่าง เสร็จแล้วส่งไปศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญถามความเห็น คณะปฏิรูปประเทศ ถาม สนช. ถามคณะรัฐมนตรี จึงออกมาเป็นแบบนี้ ถามว่าเดือดร้อน อะไรนักหนา อยู่จะครบ ๕ ปีแล้ว ไม่ต้องแก้ได้ไหม ไม่ต้องแก้ก็ได้เราอยู่มาก็ไม่แก้อย่างไร แต่ว่าจะรออยู่ทำไมถ้ามีโอกาสแก้ มันคือความผาสุกของประชาชนที่เขาจะได้เลือก นายกรัฐมนตรีที่มาจากประชาชน ที่มาจากอาณัติของประชาชน ศาลรัฐธรรมนูญก็ยังเขียนไว้ อยู่เลย บอกว่าเพื่อสนองเจตนารมณ์ประชาชนที่เขาเลือกผู้แทนมา เพื่อโยงใยและเป็น พื้นฐานให้ความเคารพประชาชน ท่านประธานครับ เขาบอกว่าอย่างน้อยตัวแทนของ ประชาชนทำให้นายกรัฐมนตรี เนื่องจากต้องการให้มีการเสนอชื่อบุคคลแต่งตั้งเป็น นายกรัฐมนตรีจากผู้ที่ทำหน้าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อันนี้คือคำวินิจฉัยของศาล รัฐธรรมนูญหน้า ๑๐ จากคำวินิจฉัยที่ผมกล่าวมาแล้ว เขาเขียนบอกว่า ซึ่งเป็นตัวแทน ประชาชน ทำหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นตัวแทนประชาชนที่สะท้อนให้เห็น ถึงความไว้วางใจของประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศ เพราะก่อนการเลือกตั้ง ประชาชนได้ทราบรายชื่อบุคคลที่สมควรได้รับการเสนอชื่อแต่งตั้ง นายกรัฐมนตรีจากบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองที่แจ้งต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง เห็น ไหมครับ เพราะการยึดโยงกับประชาชน ประเทศที่เขาเป็นประชาธิปไตยเขาให้เกียรติ ผู้แทนราษฎร คนที่เป็นนายกรัฐมนตรีก็ต้องให้เกียรติผู้แทนราษฎรถึงจะสะท้อนปัญหานั้น ถามว่าถ้าเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีจากการแก้ไขของพรรคเพื่อไทยแล้วจะเกิดอะไรขึ้น ก็ได้นายกรัฐมนตรีที่เคารพประชาชน ทำไมจะไม่เคารพ เพราะไปจากผู้แทนราษฎร คุณแสดงการยโสโอหัง ดูถูกคนอื่น เที่ยวหน้าคุณก็ไม่ได้เป็นผู้แทนราษฎร ผู้แทนราษฎร คือเจ้าของประเทศ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากจะออกจากมาตรา ๑๕๙ ไปกับ มาตรา ๒๗๒ ไปร่วมแลกเปลี่ยนสนทนากับการอภิปรายในสภานี้ในบางเรื่อง ซึ่งไม่มีใครกล้า แสดงความเห็นที่แตกต่าง แต่ผมจะแสดงความเห็นนั้น ท่านประธานครับ ผมอยากถามไปยัง ท่านประธาน ผ่านไปยังสมาชิกรัฐสภา ทั้งฟากที่เป็นผู้แทนราษฎร ทั้งฟากที่เป็นวุฒิสมาชิก ถามจริง ๆ เถอะเวลาเราตั้งพรรคการเมือง เวลาเราต้องการเป็นรัฐบาล เวลาต้องการ หัวหน้าพรรคเราไปเป็นนายกรัฐมนตรี การตั้งพรรคการเมืองเราต้องการอำนาจทางการเมือง ใช่หรือไม่ พรรคการเมืองที่ได้ ส.ส. มากที่สุดต้องมี ส.ส. ยกมือให้คนที่เป็นนายกรัฐมนตรี ใช่หรือไม่ แล้วพรรคการเมืองที่ตั้งขึ้น ไม่ว่าพรรคใดก็ตามเมื่อเป็นรัฐบาลแล้ว มีหัวหน้าพรรค มีคนของตัวเองไปเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ต้องบริหารบุคคลหรือ ต้องดูแลบังคับบัญชาคน ทั้งประเทศใช่ไหม ตั้งรัฐมนตรีไปดูแลกระทรวงต่าง ๆ ต้องดูแลคน บริหารบุคคลได้ใช่หรือไม่ ถ้าตอบว่า ใช่ เอาไว้ก่อน เมื่อได้บริหารคนแล้ว มีการตั้งงบประมาณก็ต้องบริหารงบประมาณ ใช่หรือไม่ ถ้าตอบว่า ใช่ แล้วทำไมล่ะ แล้วทำไมรังเกียจอำนาจนักการเมือง มากันผิดทาง หรือเปล่า ไม่ว่าใครอภิปรายในสภา ไม่ว่าพรรคฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาลที่บอกว่าให้ ส.ส. มาตรา ๑๔๔ อะไรนี่ไปเกี่ยวข้องกับงบประมาณ ไปเกี่ยวข้องกับบุคลากร พอโดนสื่อ โดนใคร แสดงความไม่เห็นด้วยก็ถอย แล้วมาตามกระแส มาเที่ยวด่าผู้แทน ด่าไปทำไม วันนี้ บทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่เขียนแบบนั้น ไม่แก้ไขมาตรา ๑๔๔ คิดหรือว่าผู้แทนฝ่ายรัฐบาล เขาจะไม่ได้งบประมาณจากรัฐมนตรี จริงหรือ ไหนใครสักคนออกมายืนยันสิว่าไม่มีใคร ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลได้รับงบประมาณจากการเอื้อเฟื้อของรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีเลย จริงหรือ จริงหรือที่การแต่งตั้งตำรวจยศต่าง ๆ ไม่ได้รับการชี้จากนายกรัฐมนตรี จริงหรือ ถ้า ไม่จริง แล้วเลิกพูดกันได้ไหม สมัครผู้แทน คนที่เป็นนายกรัฐมนตรีไม่สามารถรับความ ต้องการที่ ส.ส. พรรคตัวเองส่งมาจากพื้นที่เพื่อบริหารจัดการเกี่ยวกับบุคคล เพื่อบริหาร เกี่ยวกับงบประมาณ จริงหรือ ที่บอกว่าไม่ต้องการสิ่งเหล่านี้ อุดมคติที่ไม่อยู่บนความจริง อย่ามาพูดกล่าวหากันในสภานี้ ท่านประธานครับ ผมเป็นผู้แทนราษฎรทำอะไรได้ เพราะมาตรานี้ห้ามทุกอย่าง ผมก็ทำได้ แต่ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรอนุโลม ให้ผมปรึกษา ๒ นาที ๒ นาที ผมบอกถนนเส้นโน้น เส้นโน้น อำเภอสร้างคอมเละมาก ท่านประธานก็เขียนหนังสือไปหารัฐมนตรี รัฐมนตรีก็มารับปากผมบอกว่าจะจัดให้ ทุกวันนี้ยังไม่จัดเลย ชาวบ้านมาร้องอีก บอกให้ผมไปพูดอีกผมก็พูดมากไม่ได้ มันจะผิด กฎหมายมาตรานี้ นี่หรือการเมืองที่จะต้องสนองตอบต่อประชาชนได้ มันสนองตอบต่อ ประชาชนไม่ได้ ผู้แทนราษฎรไร้อำนาจแม้แต่เรื่องจะเสนอบุคคลหรือทำอะไรที่ดีเด่นทำไม่ได้ ผมไม่เห็นด้วย ผมเห็นด้วยกับความเป็นจริงวันนี้ คนที่เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่เป็นรัฐมนตรี บริหารบ้านเมืองต้องบริหารบุคคลได้ ไม่เคยได้ยินหรือว่าประเทศประชาธิปไตยที่เรานับถือ อันดับ ๑ อันดับ ๒ ของโลก เวลาเขาเลือกตั้งประธานาธิบดีแล้วเขาเปลี่ยนตำแหน่งบริหาร ใหญ่ ๆ ทั้งประเทศเป็น ๘,๐๐๐ ตำแหน่ง แล้วกำลังทำประชาธิปไตยตามอารยประเทศหรือ ว่าประชาธิปไตยของข้าพเจ้า ซึ่งห่างจากความเป็นอารยะเหลือเกิน สุดท้ายตอบอีกครั้งหนึ่ง ว่าแก้ไปทำไมรัฐธรรมนูญ แก้ไปเพื่อให้ประชาชนเป็นใหญ่ แก้ไปเพื่อให้นักการเมืองคนที่เป็น นายกรัฐมนตรี คนที่เป็นรัฐมนตรี คนที่เป็น ส.ส. ไม่ได้ดูถูกประชาชน เพราะรัฐธรรมนูญ อย่างนี้ถึงได้นายกรัฐมนตรีที่กู้เงินไปแล้ว ๑ ปี เมื่อเดือนมิถุนายน ๒๕๖๓ มีงบประมาณ ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท กระทรวงสาธารณสุขให้กู้มา ทำอะไรอยู่ล่ะ เดี๋ยวนี้ยังไม่ฉีดวัคซีนเลย เพราะฉะนั้นการแก้ปัญหาโควิด (COVID) ต้องฉีดวัคซีนเร็วที่สุด เปิดประเทศเร็วที่สุด แต่การแก้ปัญหาความเป็นอยู่ของประชาชน ประชาธิปไตยต้องแก้ให้นายกรัฐมนตรีมาจาก การเลือกตั้งของผู้แทนราษฎร เอาอำนาจของประชาชนคืนมา บรรพบุรุษผมในภาคอีสาน เขาตะโกนก้องในยุคเผด็จการว่าเผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ ขออนุญาต ท่านประธานเปล่งเพื่อสืบทอดเจตนารมณ์ของบรรพบุรุษของคนอีสาน เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ ขอบคุณครับ

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณ ครับ ต่อไปท่านนายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม แล้วหลังจากนั้นจะเป็นท่านมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช ครับ

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ ท่านประธาน ไม่ทราบว่าท่านประธานทราบหรือเปล่า พรรคเพื่อไทยเมื่อคราวเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๒๖ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๒ ชนะเป็นอันดับ ๑ ท่านประธาน ได้ผู้แทนมา ๑๓๖ คน นี่เขตทั้งหมดนะผมทบทวนกับท่านประธาน นี่เขตล้วน ๆ เลย ถ้ามีบัญชีรายชื่ออะไรอีกนับไม่ถ้วน แต่เราโดนจำกัดโดยรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นี่ล่ะครับ วันนี้ผมดีใจที่ผมจะโดนต้มอีกรอบหนึ่งกับการว่าจะให้แก้ แต่จำเป็นจะต้องลุก ขึ้นมาบันทึกไว้ ณ ห้องประชุมแห่งนี้ เพราะผมไม่มั่นใจเลยว่าจะให้แก้ สับขาหลอกกันไปสับ ขาหลอกกันมาเอา ๘๔ คน ไม่ถึงอีก นี่คือความเจ็บปวดของพวกเราในฐานะผู้แทน พรรคฝ่ายค้าน โดยเฉพาะเพื่อนผมนี่หมอชลน่าน ตอนเช้าก็พูดถึงมาตรา ๒๕๖ อย่าไปหวัง ผมไม่เคยหวัง เพราะเราโดนต้ม ต้มแม้กระทั่งว่าท่านประธานชวนมา แต่ท่านประธานไม่โดน ต้มหรอก เพราะท่านประธานรู้มาก่อน แต่ท่านไม่ยอมบอก

ท่านประธานครับ ผมได้รับมอบหมายมาให้พูดอยู่ ๒ มาตรา ก็มาตรา เดียวกับอาจารย์ใหญ่ผมล่ะครับ อาจารย์ขจิตร มาตรา ๑๕๙ เรื่องที่มาของนายกรัฐมนตรี ขนาดเรื่องที่มาของนายกรัฐมนตรีเที่ยวที่แล้วถึงแม้รัฐธรรมนูญจะเขียนไว้ยังมีการบิดเบี้ยว เลยเห็นไหม คนที่โดนเสนอเป็นนายกรัฐมนตรีทุกพรรคการเมืองเป็นสมาชิกพรรคหมด แต่มีคนเดียวไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคเลย ด้วยกลไก ด้วยการวางแผนไว้ กลยุทธ์อย่าง ยอดเยี่ยม แล้วเขาก็ได้มาเป็นนายกรัฐมนตรีอย่างที่วางแผนไว้ หมดงบประมาณไปเท่าไรกับ การเขียนรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ต้องทำลายศาสตราจารย์ดอกเตอร์คนหนึ่งที่เป็นประธานร่าง เพราะไม่ไปเขียนเรื่องเหล้า แผงเบียร์ นั่นก็คือการให้ ส.ว. มาลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี มาตรา ๒๗๒ เดี๋ยวผมจะพูดถึง วันนี้พรรคเพื่อไทยเราก็บอกว่านอกจากผู้ที่เสนอรายชื่อแล้วเรารับได้ ต้องเอาผู้แทนด้วย เพราะมาตรฐานของนายกรัฐมนตรีวันนี้คนที่นั่งในสภานี้เป็นได้หมดครับ เป็นกันได้ทุกคนเลย ผมดูแล้วความรู้ความสามารถไม่เป็นรองกับคนที่เป็นนายกรัฐมนตรียุคปัจจุบัน ยิ่งเพื่อนผม หมอชลน่านมาตรฐานสูงกว่าไม่รู้เท่าไร เราก็เลยต้องมาขอเพิ่ม ในมาตรา ๑๕๙ ว่านอกจาก คนที่เสนอชื่อมาแล้ว ผู้แทนในสภาเราก็มีสิทธิที่จะเป็นได้ เพราะนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ทำให้เห็นมาตรฐานต่ำเองล่ะครับ เราก็เลยขอแก้จะได้หรือไม่ได้ อันนี้ผมไม่การันตี (Guarantee) แต่ต้องบันทึกไว้ เอาล่ะครับเวลาผมน้อยมาพูดถึงมาตรา ๒๗๒ หลายคนบอก ว่าปิดสวิตซ์ ผมไม่ได้ปิดสวิตซ์ครับ ผมยอมรับคุณสมบัติของวุฒิสมาชิก ๒๕๐ ท่าน ตั้งแต่ ท่านประธานลงมาโปรไฟล์ (Profile) คุณสมบัติ ลักษณะเป็นผู้มีความรู้เป็นผู้มีความสามารถ เป็นนายพล ขุนศึก ผ่านการรบพลเอก พลโท พลตรีมากมาย ศาสตราจารย์ นายแพทย์ มีเยอะครับ แต่ท่านมาทำงานในหน้าที่ที่มันผิด ถ้าท่านเป็นที่ปรึกษาพวกผมจะไม่ว่าอะไร หรอกครับ วันนี้ท่านพูดมาดีหมด ยุทธศาสตร์โน้นยุทธศาสตร์นี่ โน้นนั่นนี่ดีหมดครับ แต่เรื่องหนึ่งท่านมาตัดอนาคตกับความก้าวหน้าของประเทศ แล้วถามว่าทำไมวันนี้ที่พวกผม จะต้องรีบแก้ มาตรา ๒๗๒ นี้ให้เสร็จก่อน ผมเป็นห่วงครับ ผมเป็นห่วงที่นายกรัฐมนตรีที่ชื่อ ประยุทธ์ จันทร์โอชา นอกจากท่านกู้เงินเก่งแล้วอันนี้ไม่ว่ากัน ท่านประกาศว่าใน ๑๒๐ วัน ท่านจะให้คนไทยฉีดวัคซีนไม่น้อยกว่า ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ผมนั่งดูครับ พอถึงวันนั้นผมคิดว่ามี ทางเดียวแค่นั้นเองท่านประธานที่จะให้คนไทยครบ ๗๐ เปอร์เซ็นต์คือย้ายคนที่ไม่ได้ฉีด ออกไปไว้ประเทศอื่นให้หมด ก็เหลือคนไทยไม่กี่คนจะได้ฉีดครบ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ทางอื่น ผมดูแล้วยาก ฉะนั้นท่าน ส.ว. ที่เคารพทั้งหลายผมอึดอัดครับ ผมไม่ได้มาปิดสวิตซ์ท่าน ท่านเชื่อไหมว่าผมแก้ตัวให้ท่านบางคนก็ตำหนิท่านว่าเป็นพวกสนิมติดทอง ไม่ใช่สนิมติดทอง ส.ว.ยุคนี้ทองคำแท้ แต่บังเอิญไปคลุกคลีกับสังกะสีที่ขึ้นสนิม

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ท่านครูมานิตย์ครับ ผมไม่หยุดเวลานี้ไว้ ท่านใส่แมสก์ (Mask) ให้ดี ๆ นะครับ

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์ 🔗

ท่านประธาน ครับมันหลุดครับ ยี่ห้อไม่ดีพอ ๆ กับวัคซีนหรือเปล่าไม่รู้ ครับ ๆ ท่านประธาน อะไรเมื่อ สักครู่ทองคำดีที่ไปปะปนกับสังกะสีที่มันเป็นสนิม ท่านประธานมองเห็นออกไหม สังกะสีที่มันเป็นสนิม ก็พวกท่านไปอยู่กับสังกะสีที่มันเป็นสนิม ทำให้พวกท่านมันหมอง น่าเสียดายครับท่านเองก็มาจากศาล ผมเห็นท่านแต่ละทีสงสารท่าน ผมแก้ตัวตลอดครับว่า ไม่ใช่พวกสนิมไปติดทอง นี่ทองคำแท้แต่ไปคลุกมั่วกับสังกะสีที่มันผุ ๆ ท่านประธานที่เคารพ ครับ ฉะนั้นวันนี้ท่านที่เคารพทั้งหลายครับ ท่านจะโกหกตัวเองเถอะครับว่าท่านใช้วาทกรรม เยอะแยะที่จะครองอยู่ ผมเห็นใจพวกท่าน แต่ถ้าผมเป็น ส.ว. ยุคท่าน ผมลาออกตั้งแต่ วันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๔ เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ถามว่าทำไม ผมหมดเกียรติภูมิเหมือนกับที่ ท่านขจิตรว่าเมื่อสักครู่ นายกรัฐมนตรียืนอยู่บนโพเดียม (Podium) ข้างบนวันประชุม งบเงินกู้ พ.ร.บ. ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก่อนจบใครมีอะไรกับผม ใครสงสัยอะไรผม นั่งเงียบหมดครับ นี่หรือครับนายกรัฐมนตรีพูดกับวุฒิสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ไม่ได้นะครับ ขนาดไปพูดกับอีเต๊าะอีแต๊ะบ้านผมยังไม่ได้ แล้วท่านมาบอกว่าท่านทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ ผมเข้าใจที่มาของพวกท่าน แต่ผมก็ไม่เชื่อหรอกครับว่าถ้าเขาสั่งอะไรท่านไม่ปฏิบัติ ไปสาบานกันวัดพระแก้วไหมครับว่า ท่านไม่เคยรับใบสั่ง หนอยแน่ พวกผมนั่งดูนั่งติดตามผมบอกแล้วผมชมเชยในความรู้ ความสามารถของพวกท่านหมด แต่พวกท่านไปสนับสนุนคนที่ขาดความรู้ความสามารถ จริง ๆ ผมให้โอกาสมานานแล้ว เราก็เลยกลัวในต่อไป เราจึงอยากได้ตัวแทนของประชาชน ใครก็ได้ เอาท่านชลน่านได้ ท่านอนุทินได้ เอาท่านจุรินทร์ ถึงแม้ว่าจะเป็นอย่างไรแกหล่อ อย่างเดียวผมก็รับได้ หรือเอาท่านวิรัช รัตนเศรษฐ มาเป็นนายกรัฐมนตรีผมก็รับได้ครับ ขอให้เป็นตัวแทนจากประชาชนเพราะคนเหล่านี้เขาเข้าใจประชาชน ท่านประธานรู้ไหมครับ กว่าเราจะได้มา พอเขาประกาศเลือกตั้งผมยกมือไหว้เมียวันหนึ่ง ๓-๔ ครั้งครับ เพราะนึกว่า หัวคะแนนเข้ามาบ้าน นึกว่าคนเข้ามายกมือไว้ก่อนครับ เราทรมานมากเข้ามา กว่าจะได้มา มาถึงก็มาทำงานให้กับพวกเขา เงินเดือนก็เท่ากับ ส.ว. สวัสดิการก็เท่ากับ ส.ว. ทางนี้ไม่ต้อง ทำอะไรเลยครับ วันเสาร์ วันอาทิตย์เราก็ต้องไป งานบุญ งานบวช งานแต่งงาน งานขึ้นบ้าน ใหม่ เราไปทุกงานครับ นี่คือความต่าง แล้วมาใช้คำว่า ๒ สภาอยู่มันไม่ได้ มันต้อง ๑ สภากับ คนที่เขาฝากมาอีกกลุ่มหนึ่ง ตรงนี้สิครับมันถึงจะรับได้ แต่ถ้าท่านมาสง่างามแบบพวกผม มาจากการเลือกตั้ง เลือกตั้ง วันนี้ท่านเหนือกว่าผมไม่รู้กี่เท่า เพราะผมไม่มีอะไรที่ติพวกท่าน แม้แต่นิดเดียว ด้วยความเคารพจริง ๆ ฉะนั้นท่านเชื่อผมเถอะครับอย่าให้มันหมองไปกว่านี้ เป็นผมผมอายเขานะครับ วันที่ผมตายเวลาเขาไปอ่านหน้าศพ ประธานเคยไปงานศพใช่ไหม ครับเวลาเขาอ่าน ประวัตินาย ก ดีอย่างโน้นอย่างนี้อย่างนั้น ท่านมาจากการแต่งตั้งยุค ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นวุฒิสมาชิก เด็กรุ่นใหม่มันฟังแล้วมันเห็นแล้วโอ้โฮ ฉะนั้น ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจึงกราบขอนะครับ ท่านเสียสละท่านเลือกมาแล้ว ๑ รอบ ท่านอย่าเพิ่งเลือกรอบอีกต่อไปนะครับ ประวัติศาสตร์เล่มนี้จะบันทึกไปอีกนานแสนนาน ผมขอฝากท่านประธานในฐานะพอดีเลยท่านนั่ง ถ้าเป็น ท่านชวนนั่งผมไม่กล้านะครับ เพราะว่าท่านนายชวนสง่างามครับ ท่านมาจากาการเลือกตั้งมาตลอดทั้งชีวิต วันนี้ถึงอย่างไร ก็แล้วแต่ความผิดพลาดของคนเป็นเรื่องธรรมดา แต่ท่านมาจากการเลือกตั้งท่านเข้าใจ เจตนารมณ์ของประชาชน ท่านเข้าใจปัญหาของประชาชน ท่านไม่ได้นั่งอยู่บนภูแล้วดูลงไป ข้างล่าง ท่านไม่นั่งอยู่บนหอคอยงาช้าง แต่นี่ท่านรวมกันไปหมดแล้วท่านก็มาชื่นชม แล้วท่านก็ไม่เคยยอมรับว่าผลัดกันเกาหลัง ไม่ใช่ ท่านไม่เคยรับใบสั่ง อันนี้อย่างไรก็ไม่เชื่อ ฉะนั้นท้ายที่สุดครับท่านประธานที่เคารพครับ เพราะผมพูดมากไปกว่านี้ผมก็เกรงใจ ส.ว. หลายคนก็นับถือรักใคร่กันเป็นส่วนใหญ่นะครับ ๙๙ กว่าเปอร์เซ็นต์เลยนะครับผมนับถือ ถ้าไม่มาทำหน้าที่ มาตรา ๒๗๒ ที่จะมาเลือกนายกรัฐมนตรี วันนี้ผมยังสนิทใจครับ แต่ว่าวันนี้ก็ต้องยอมรับกันจริง ๆ บางครั้งก็มีความรู้สึกที่ว่าเห็นใจท่าน อย่าให้เขาว่าท่าน พวกสนิมติดสร้อยสิครับ แล้วก็ไปรวมกันตอนหลังเป็นทองไปร่วมกับสังกะสีผุ ๆ มันเสียครับ มันหมอง ก็กราบขอบพระคุณท่านประธานครับให้แก้ทิ้งเถอะครับ อะไรที่มันทำให้ประเทศ เดินหน้าไปได้ดีไปได้ผมเชื่อแน่ว่าพวกเราเข้าใจ พวกเราอ่านออกเขียนได้ ท้ายที่สุดก็ขอกราบ ขอบพระคุณท่านประธานครับที่นั่งฟังผม และเผื่อท่านประธานว่าง ๆ กินกาแฟก็จะได้ไป บอกพรรคพวกว่ามานิตย์มันพูดดีนะ มันไม่ได้ด่าเราเลย มันเพียงแต่ว่าสะกิด ๆ พวกเราครับ ขอบพระคุณมากครับ

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณ คุณครูมานิตย์ครับ ท่านใช้แมสก์ (Mask) อันใหม่นะ ผมให้เจ้าหน้าที่ไปแล้วนะครับ เดี๋ยวออกไปข้างนอกมันจะไม่ดีนะครับ ข้างนอกอาจจะมีเชื้อมาได้ ในนี้คงไม่เป็นอะไร นะครับ ท่านมีอะไรครับ

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงใหม่

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ พรรคเพื่อไทย จังหวัดเชียงใหม่ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เป็นวิป (Whip) ฝ่ายค้านครับท่านประธาน จะเรียนแจ้งท่านประธาน ว่าวันนี้พรรคร่วมฝ่ายค้านก็อภิปรายมาตั้งแต่เช้าจนถึงเวลานี้ก็เลย ๔ ชั่วโมงแล้วก็จะหมด ผู้อภิปรายในคืนนี้แต่เพียงเท่านี้ครับ ส่วนพรุ่งนี้จะเหลือเวลาอีก ๒ ชั่วโมง ก็ยืนยัน ท่านประธานว่าจะใช้สิทธิเต็มโดยไม่เกินเวลาครับ อีก ๒ ชั่วโมงในวันพรุ่งนี้ครับ

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขออีกสัก ๒ ท่านได้ไหมครับ

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงใหม่

ไม่ได้ แล้วครับ หมดสัดส่วนของพรรคฝ่ายค้านในวันนี้แล้วครับ

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ไม่ใช่ครับ ของฝ่ายรัฐบาลท่านจะพูดไหมครับ ๕ นาทีเอง แล้วก็ของ ส.ว. ๑๐ นาที ท่านว่าที่ร้อยตรี วงศ์สยาม ขอสัก ๒ ท่านนะครับ

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงใหม่

หมดแล้ว จริง ๆ ครับท่านของฝ่ายค้าน ก็เรียนท่านประธานครับ

ศาสตราจารย์พรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ผมถามที่แจ้งชื่อ ไว้ดีกว่านะครับ ท่านมัลลิกายินดีไปพูดพรุ่งนี้ไหมครับ

นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ลพบุรี

ค่ะ ท่านประธาน

ศาสตราจารย์พรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ฝ่ายค้านหมดแล้ว ไม่มีปัญหาครับ ทางฝ่ายรัฐบาลพูดสักคนหนึ่งนะครับ ให้ฝ่ายรัฐบาล ๒ คน

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงใหม่

ท่านประธานครับ เดี๋ยวจะเข้าใจผิดครับท่านประธาน ที่ผมเรียนแจ้งท่านประธานคือสัดส่วน ของฝ่ายค้านที่จะต้องพูดในวันนี้ครบถ้วนครับ แต่ในฝ่ายรัฐบาลและสมาชิกวุฒิสภาตามความ สะดวกของท่านเลยครับ ถ้าท่านจะใช้สิทธิเท่าไรก็ตามนั้น แต่ถ้าเกิดว่าสามารถเดินไปได้ถึง เวลาเที่ยงคืนก็พักการประชุมครับ แต่ถ้าไม่สามารถถึงก็เสนอท่านประธานก็ปิดการประชุม ก็ได้ครับ แล้วพรุ่งนี้เรามาเซ็นชื่อกันใหม่แล้วก็เริ่มการประชุมกันต่อครับ

ศาสตราจารย์พรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ครับ ผมตั้งใจ อย่างนั้นอยู่แล้ว เมื่อสักครู่ทาง ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลขอ ๒ ชื่อนะครับ ๑๕ นาที แล้วก็ ว่าที่ร้อย ตรีวงศ์สยาม ๑๐ นาที ไม่มีใครขอมาอีกแล้วนะครับ เชิญท่านมัลลิกาครับ แล้วตามด้วย ท่านวัชรพลนะครับ แล้วจากนั้น ว่าที่ร้อยตรี วงศ์สยาม ครับ

นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ลพบุรี

เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎร จังหวัดลพบุรี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันขอแสดงความคิดเห็น ในร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... วันนี้ร่างทั้ง ๑๓ ฉบับที่ได้เข้ามาขอแก้ไขเป็นรายมาตรา ดิฉันเองขออภิปรายใน ๒ มาตรา คือมาตราที่ ๑๔๔ และมาตรา ๑๘๕ ท่านประธานคะ ดิฉันค่อนข้างกังวลนะคะว่าพี่น้องประชาชนนั้นจะเข้าใจ ผิด แล้วคิดตามบางท่านที่อภิปรายในสภา แล้วก็มีบางท่านเป็นนักวิชาการที่ให้สัมภาษณ์ อยู่นอกสภาว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ที่มีมาตรา ๑๔๔ มาตรา ๑๘๕ นั้นเป็นการป้องกัน ทุจริตไม่ให้ ส.ส. โกง คือมาตราที่ ๑๔๔ ดิฉันจะไม่เอ่ยถึงนะคะว่าในรัฐธรรมนูญกล่าวว่า อย่างไร คือประเด็นหลัก ๆ มันก็เกี่ยวกับเรื่องของงบประมาณ การแปรญัตติงบประมาณ เอาไปลงในพื้นที่ไม่ได้ก็มีความผิดนะคะ เวลาแปรตัดลดได้ เพิ่มไม่ได้ เปลี่ยนไม่ได้ อันนี้ก็เป็น หัวใจหลัก ๆ ของมาตรา ๑๔๔ อีกอย่างหนึ่งก็คือว่ามันเกี่ยวโยงกันไปที่มาตรา ๑๘๕ ด้วย คำว่า ก้าวก่าย แทรกแซง เราเป็น ส.ส. เขต ท่านประธานคะ ถามว่าเวลาชาวบ้านเดือดร้อน มีปัญหา ถ้าเขาไม่มาหา ส.ส. แล้วให้เขาไปหาข้าราชการ แล้วถ้าเกิดข้าราชการไม่ทำให้ ส.ส. ไปพูดอย่างนี้เรียกก้าวก่าย เรียกแทรกแซงหรือเปล่า จริง ๆ แล้วถ้าบอกว่า ส.ส. โกง ถ้า ส.ส. มีงบแปรญัตติไปพัฒนาในจังหวัดตัวเอง แล้วคือมันเป็นการทุจริต ดิฉันก็อยากทราบว่าหน่วย ราชการที่มีงบเอาไปทำมีการทุจริตหรือเปล่า มันย้อนแย้งกับความเป็นจริงนะท่านประธาน ปัจจุบันนี้ถามว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ตอบโจทย์ความเป็นจริงได้แค่ไหน อย่างที่บอกถ้า ประชาชนเดือดร้อน ดิฉันยกตัวอย่างง่าย ๆ อย่างวันนี้ภาคกลางมีปัญหาเรื่องภัยแล้ง ไม่มีน้ำในการทำนา มาหา ส.ส. แล้วให้ทำอย่างไรคะ นอนอยู่บ้านเฉย ๆ ไม่ต้องออกไปดู หรือมาแค่สภา มาออกกฎหมายแค่นั้น ไม่ต้องไปดูแลประชาชน แล้วเขาจะเลือกเรามาทำไม เพราะเราเป็น ส.ส. ปัญหาของพี่น้องประชาชนนั้นคือความเดือดร้อนของพวกเรา ง่าย ๆ ท่านประธาน ดิฉันเองมีความต้องการเลยบอกว่าอยากให้แก้มาตรา ๑๔๔ มาตรา ๑๘๕ ก็ขอ ความอนุเคราะห์จากท่าน ส.ว. ด้วยให้ช่วยสนับสนุน การแก้ไม่ได้หมายความว่าให้ตัดทิ้ง ไม่ได้บอกว่าห้าม แบบถ้าไม่มีแล้ว ส.ส. จะโกง ส.ส. ไม่ได้เลวร้ายแล้วก็ไม่ได้ชั่วร้ายทุก ๆ คน ส.ส. ที่เขาตั้งใจทำงาน ที่เขาดูแลประชาชนของเขา เพราะว่าเขาถือว่าประชาชนในพื้นที่ ของเขานั้นคือครอบครัวเดียวกัน เราทำแบบนี้กันมานานค่ะท่าน แล้วก็เชื่อนะคะว่า ส.ส. ในที่นี้หลาย ๆ ท่านก็คิดแบบนี้ เราอยากดูแลคนของเรา เราอยากดูแลพื้นที่ของเรา ประชาชนทุก ๆ คนที่บอกว่ายากจน รวยไม่เท่ากัน เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะสามารถทำให้ประชาชนนั้นดีขึ้นได้ก็คือ ส.ส. ต้องมีสิทธิ มีส่วนที่จะต้องทำในการพัฒนาพื้นที่ พัฒนาประเทศ ดังนั้นก็ขอความอนุเคราะห์นะคะ ว่ายังไงในวาระแรกเอาเข้าไปคุยกันนะคะในกรรมาธิการ แก้ไขอย่างคำว่า ทางตรง หรือทางอ้อม คำว่า ทางอ้อม มันอ้อมอย่างไรเอาให้ชัดเจน คำว่าแทรกแซง คำว่าก้าวก่าย ในมาตรา ๑๘๕ แทรกแซงอย่างไร ก้าวก่ายแค่ไหน มันหมิ่นเหม่มากถ้าเราเกิดสมมุติ เราจะต้องไปแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน แล้วมันก็เสี่ยงกับการที่เราผิดรัฐธรรมนูญ และข้อบทลงโทษก็เยอะมาก ๆ นะคะ ชงต้องนี้ก็คือต้องขอฝากท่านประธานนะคะในนาม ของพรรคภูมิใจไทยดิฉันเป็นสมาชิกคนหนึ่งก็ขออนุญาตที่จะเชิญชวนให้ทุก ๆ ท่านได้เห็น ด้วยกับการแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ขอขอบคุณค่ะ

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณ ครับท่านมัลลิกา ต่อไปท่านวัชรพล แล้วตามด้วยท่านว่าที่ร้อยตรี วงศ์สยามนะครับ เชิญท่านวัชรพล โตมรศักดิ์

นายวัชรพล โตมรศักดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครราชสีมา 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพอย่างสูง กระผม วัชพล โตมรศักดิ์ สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรโคราช พรรคชาติพัฒนา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตได้กราบเรียน ท่านประธานสภาครับว่าวันนี้ที่ผมได้รับโอกาสในการขึ้นมาอภิปรายเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม จำนวน ๑๓ ฉบับ ซึ่งได้มีการนำเสนอจากหลาย พรรคการเมืองเพื่อที่จะเป็นการแก้ไขกฎหมายสูงสุดที่ใช้ปกครองประเทศ ท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผมขออนุญาตได้กราบเรียนท่านตามตรงว่าในนามพรรคชาติพัฒนาและตัว กระผมเองไม่ได้ลงชื่อในร่างทั้ง ๑๓ฉบับ ด้วยเหตุผลเพียงเราคิดว่าถ้าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นั้นถ้าเราเป็นพรรคการเมืองใหญ่และโดยเฉพาะอย่างยิ่งได้มีการระดมสมองในความคิดและ เมื่อไรที่มีโอกาส เราคงจะมีโอกาสได้แก้ไขต่อเมื่อมีการยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้ง ๑๓ ฉบับ แน่นอนครับ ถึงผมจะไม่ได้มีโอกาสในการลงชื่อ แต่อย่างน้อยอยากจะแสดงความคิดเห็น ในฐานะที่ผมคิดว่ารัฐธรรมนูญนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง เราจะเห็นได้จากรัฐธรรมนูญ ในหลาย ๆ ฉบับที่ผ่านมา ซึ่งต้องยอมรับว่าประเทศไทยเรานั้นถือว่าเป็นประเทศที่ใช้ รัฐธรรมนูญที่เปลืองมาก รัฐธรรมนูญถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญในการที่จะกำหนดในตัวรัฐบาล หรือแม้กระทั่งในส่วนของการที่จะเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้ ยกตัวอย่างเช่น ในรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ คนร่างที่เขาคิดกันก็คือต้องการที่จะเห็นความเข้มแข็งของ พรรคการเมือง สุดท้ายการเลือกตั้งที่ผ่านมาเราจะเห็นได้ว่ามีพรรคการเมืองขนาดใหญ่ได้ เข้ามาบริหารประเทศและนำพาประเทศไปสู่การพัฒนา แต่สุดท้ายก็ไปไม่รอดครับ เฉกเช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ที่เรากำลังพูดถึงการแก้ไขเราจะเห็นได้ว่าเป็น รัฐธรรมนูญที่มีพรรคการเมืองเกิดขึ้นมากมายที่สุด ฉะนั้นถามว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้ง นี้นั้นมีผลโดยตรงต่อพี่น้องประชาชนไหม มีผลโดยตรงต่อการพัฒนาประเทศไหมผมถือว่าใช่ ครับ ท่านประธานครับผมจึงจะขออนุญาตได้อภิปรายบางมาตราในบางฉบับที่ผมอยากจะ สะท้อนไปถึงกรรมาธิการและโดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อนสมาชิกรัฐสภาเพื่อจะให้ท่าน ได้มองเห็นบางสิ่งในมุมมองอีกมุมมองหนึ่ง ตั้งแต่เช้าครับผมได้ฟังผู้อภิปรายหลายท่าน มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย มีทั้งบุคคลบางท่านก็บอกว่าถ้ามีรัฐธรรมนูญในการแก้ไขมาตรา นี้จะคว่ำทั้งร่าง ผมจึงขออนุญาตได้อภิปรายเพื่อนำเสนอต่อกรรมาธิการในการพิจารณา ในลำดับต่อไป ผมยกตัวอย่างครับในมาตรา ๘๓ เกี่ยวกับเรื่องการกำหนดจำนวนสมาชิก ซึ่งในการแก้ไขนั้น จะให้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากแบ่งเขตจำนวน ๔๐๐ คน และในระบบบัญชีรายชื่อ ๑๐๐ คน เปลี่ยนแปลงจากเดิมแบ่งเขต ๓๕๐ คน บัญชีรายชื่อ ๑๕๐คน ตรงนี้ถามว่าเห็น ด้วยไหมผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานครับว่าถ้าเราสามารถที่จะดำเนินการในการที่จะ เพิ่มเติมในส่วนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งเป็นจำนวนมากขึ้น ผมว่าเป็นผลดีครับ ที่บอกว่าเป็นผลดีก็เพราะว่าเป็นหลักประชาธิปไตยที่จะทำให้คนในพื้นที่ ได้มีโอกาสที่จะลุกขึ้นมาเป็นตัวแทนของประชาชน และสำคัญไปกว่านั้นก็คือในการที่จะทำ ให้เขาได้เลือกคนที่จะมาดูแลในพื้นที่ที่เล็กลง ต่างกับปัจจุบันนี้ครับมีจำนวนสมาชิก ๓๕๐ เขต ผู้แทนราษฎรบางคนต้องดูแลพื้นที่ในขนาดใหญ่ในการที่จะไปรับเรื่องราวร้องทุกข์จากพี่ น้องประชาชนนั้นแสนจะลำบาก และสำคัญไปกว่านั้นที่ผมอยากนำเสนอเพื่อที่จะเป็นการ กำหนดในคุณสมบัติของบุคคลที่จะเป็น ส.ส. ในระบบบัญชีรายชื่อ เราจะฟังกันมาโดยตลอด ครับว่าคนที่อยู่ในระบบบัญชีรายชื่อส่วนใหญ่นั้นจะเป็นนายทุนพรรค จะเป็นบุคคลใกล้ชิด หรือโดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื่องจากเหตุซ้ำซ้อนไม่มีที่ลง ผมอยากจะวิงวอนไปถึง คณะกรรมาธิการที่จะยกร่าง เป็นไปได้ไหมครับที่เราอยากจะเห็นคุณสมบัติของคนที่จะเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในระบบแบ่งเขตให้มีคุณสมบัติในเรื่องของอายุ ในเรื่องของคุณวุฒิ การศึกษาเพื่อที่จะเป็นคนที่จะเข้ามาทำหน้าที่ในการที่จะดูแล และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ช่วยเหลือสนับสนุนในความรู้และความสามารถ

อีกเรื่องหนึ่งครับที่ผมเองอยากจะขออนุญาตได้นำเสนอกราบเรียนไปถึง ท่านสมาชิกวุฒิสภา เมื่อสักครู่นี้ก็ได้มีเพื่อนสมาชิกได้ลุกขึ้นมาอภิปรายในมาตรา ๑๔๔ ผมกราบเรียนด้วยความบริสุทธิ์ใจครับว่าสิ่งที่ผมพูดผมไม่เคยมีผลประโยชน์กับการที่เอา งบประมาณไปลงในพื้นที่ เป็นผู้แทนราษฎรมาหลายสมัย ที่ผ่านมาก็ไม่ได้ซื้อเสียงและเป็น ส.ส. เขตเพียงคนเดียวของพรรค สิ่งหนึ่งที่พี่น้องประชาชนเลือกผู้แทนราษฎรเขาต้องการ ได้เห็นผู้แทนนั้นเป็นปากเป็นเสียงเข้าไปทำหน้าที่ในการดูแลทุกข์สุขของพี่น้องประชาชน และนำเสนอปัญหาต่าง ๆ เพื่อนำมาแก้ไข ท่านประธานทราบไหมครับ ผมเป็นกรรมาธิการ งบประมาณ ๒ ปี ในปี ๒๕๖๓ และปี ๒๕๖๔ ได้มีการแปรญัตติตัดงบประมาณปีหนึ่ง ๒๐,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ ล้านบาท และขณะเดียวกันในกรรมาธิการที่มีการประชุม ท่านผู้อำนวยการสำนักงบประมาณไม่กล้าที่จะเป็นเลขานุการของคณะกรรมาธิการ นอกจากนั้นแล้วในการโหวตหรือการแสดงความคิดเห็นในห้องงบประมาณ ท่านผู้อำนวยการไม่กล้าอยู่ในห้องครับ เพราะกฎหมายที่รุนแรงอย่างมากซึ่ง สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ผมเห็นด้วยกับการวางมาตรการในการที่จะทำให้ ส.ส. หวังผลประโยชน์และหา ผลประโยชน์ แต่ท่านทราบไหมครับว่างบประมาณที่เราแปรตัดไปกลับนำไปใช้ในส่วนที่ไม่มี ความจำเป็น หลายต่อหลายโครงการที่ต้องการงบประมาณไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ประเทศไทยเราวันนี้เกิดวิกฤติภัยแล้งซ้ำแล้วซ้ำเล่า รัฐบาลต้องเสียเงินในการที่จะเยียวยา ช่วยเหลือพี่น้องประชาชน แต่สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ถ้าเราวางกฎเกณฑ์ วางกติกา และโดยเฉพาะ อย่างยิ่งให้เกิดประโยชน์ นอกเหนือจากนั้นครับสิ่งที่ผ่านมาเราจะเห็นได้ว่างบประมาณที่ลง ไปมีการกระจุกตัวและมีการหั่นงบประมาณให้เป็นโครงการเล็ก ๆ และผมอยากจะให้มอง สะท้อนไปถึงปัญหาในพื้นที่ ซึ่งเพื่อนสมาชิกวุฒิสภาหลาย ๆ ท่านคงเห็นครับ ถ้าท่านเดินทางไปในทุกจังหวัดวันนี้มีการก่อสร้างโครงการถนนขนาดใหญ่ แต่ท่านลองเลี้ยว ลงไปในหมู่บ้านในตำบลสิครับ เรายังจะเห็นถนนลูกรัง ถนนหินคลุก ถนนที่ผุพัง พี่น้องประชาชนเดือดร้อนเรื่องประปา เรื่องน้ำ เรื่องการเกษตร สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ คือปัญหาครับ ผมไม่ได้บอกให้ท่านว่ายกเลิกมาตรา ๑๔๔ หรือมาตรา ๑๘๕ แต่ผมอยากจะให้หาทางออกให้งบประมาณที่มันเกิดประโยชน์สูงสุดกับพี่น้องประชาชน ถ้า ส.ส. คนไหนสามารถที่จะแก้ไขปัญหาพี่น้องประชาชนได้ ไม่ต้องใช้เงินซื้อเสียงครับ ตรงกันข้ามเลย ถ้า ส.ส. คนไหนไม่ลงพื้นที่ ไม่นำปัญหามาเสนอต่อที่ประชุมหรือการแก้ไข ปัญหาต่าง ๆ เราจะเห็นได้ว่าในพื้นที่นั้น เงินคือพระเจ้าที่สามารถจะซื้อเสียงได้ เพราะฉะนั้น ตรงนี้ผมอยากจะกราบเรียนไปยังท่านประธานว่าเราจะทำอย่างไรที่จะหาทางออกในการที่ จะให้เงินงบประมาณแผ่นดินนั้นได้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อพี่น้องประชาชน กฎกติกาต่าง ๆ ที่มีวิธีการในการที่จะแก้ไขได้ ผมอยากจะเห็นแก้ไขครับ ไม่อย่างนั้นแล้วผู้แทนราษฎร ถ้ามาทำหน้าที่เพียงออกกฎหมายอย่างเดียว แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งลงไปเห็นพี่น้อง ประชาชนเดือดร้อนแล้วเขาไม่สามารถจะสะท้อนปัญหาได้ ไม่ทราบว่าจะเป็นเพื่ออะไร สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ผมอยากจะกราบวิงวอนไปทางท่านสมาชิกวุฒิสภาครับ เหรียญมี ๒ ด้าน คนมีทั้งด้านดีและด้านไม่ดี สิ่งต่าง ๆ บนโลกใบนี้ สุดท้ายคนที่ทำไม่ดีก็ต้องได้รับโทษ ในสิ่งที่กระทำ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือในปีต่อ ๆ ไปซึ่งงบประมาณแผ่นดินของเรา ที่เหลือน้อยนิดทำอย่างไรจะเกิดประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชน สุดท้ายครับ ในร่างทั้งหมด ๑๓ ร่างที่ได้มีการนำเสนอ ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานครับในนาม พรรคชาติพัฒนา เห็นด้วยจำนวน ๙ ร่าง ในส่วน ๒ ร่าง นั้นจะขอรับไว้พิจารณา และกราบวิงวอนไปถึงบุคคลที่จะเป็นกรรมาธิการครับ รัฐธรรมนูญคือตัวกำหนดทิศทาง ของประเทศที่เราจะเดินต่อไป การกำหนดทิศทางของประเทศขึ้นอยู่กับกฎหมายที่อยากจะ เห็นทุกท่านได้รวมพลังกันแก้ไขกฎหมายที่สำคัญที่สุดให้เกิดประโยชน์ต่อแผ่นดินและ พี่น้องประชาชน ขอขอบคุณครับ

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณ ครับ ท่านวัชรพล ต่อไป ว่าที่ร้อยตรี วงศ์สยาม เพ็งพานิชภักดี เชิญครับ

ว่าที่ร้อยตรี วงศ์สยาม เพ็งพานิชภักดี สมาชิกวุฒิสภา สรรหา 🔗

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผม ว่าที่ร้อยตรี วงศ์สยาม เพ็งพานิชภักดี สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้ผมอยากจะกราบเรียน ท่านประธานไปยังพี่น้องประชาชนว่าวันนี้เรากำลังพิจารณาเรื่องเร่งด่วน พิจารณาเรื่อง ร่างที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง ๑๓ ร่าง ผมได้พิจารณาดูแล้วทั้ง ๑๓ ร่าง พี่น้องประชาชน ได้ประโยชน์อะไร ทั้ง ๑๓ ร่างมันเร่งด่วนอย่างไร มันเร่งด่วนกว่าโควิด-๑๙ (COVID-19) ไม่ว่าจะเป็นเขต ๓๕๐ เขต เพิ่มเป็น ๔๐๐ เขต ไม่ว่าจะเป็นเขต ไม่ว่าจะเป็นบัญชีรายชื่อ จาก ๑๕๐ เหลือ ๑๐๐ ก็เป็นการแย่งชิงอำนาจกันเพื่อที่จะเข้ามาบริหารประเทศ เพียงเท่านี้ เองครับท่านประประธาน รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เป็นรัฐธรรมนูญที่ได้ชื่อว่าเป็นรัฐธรรมนูญ ฉบับปราบโกงที่ประชาชนรอดูว่ามันออกฤทธิ์ออกเดชอย่างไร แล้ววันนี้มันออกฤทธิ์ ออกเดชแล้ว ทำให้นักการเมืองได้มาเร่งแก้ไขเพื่อที่จะไปสู่การเลือกตั้งครั้งหน้า ผม ว่าที่ร้อยตรีวงศ์สยาม เพ็งพานิชย์ภักดี มาจากการสมัครด้วยตนเองเป็นสมาชิกวุฒิสภาจาก อำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร ก่อนที่จะมาสมัครได้อ่านแล้วรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นี้ เป็น ส.ว. ได้เพียงครั้งเดียว แล้วต้องเว้นวรรค จะไปเป็น ส.ส. ต้องเว้นวรรค ๒ ปี จะไปเป็น รัฐมนตรีก็ไม่ได้ เพราะเขาเขียนไว้ป้องกันประโยชน์ทับซ้อน วันนี้เราจะมาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผมอ่านแล้วก่อนจะไปสมัคร ส.ว. ต้องเป็นกลางทางการเมือง ต้องไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง จะเป็นสมาชิกพรรคการเมืองไม่ได้ เพราะฉะนั้น ส.ว. ที่มาอยู่ในที่ประชุมแห่งนี้ในรัฐสภานี้ มันจึงมีความหลากหลายเป็นผู้ทรงคุณวุฒิหลากหลายสาขาอาชีพเพื่อที่จะมาทำหน้าที่ตาม ที่มีอำนาจและหน้าที่ก็คือวันนี้ มากลั่นกรองกฎหมาย วันนี้ผมนั่งฟังด้วยความอดทนอยากจะ ลุกประท้วง นั่งฟังด้วยความที่ว่าเรามีวุฒิภาวะก็อยากจะฟ้องพี่น้องประชาชนเลือกตั้งครั้ง หน้าก็เลือกกันเอา ว่าอยากจะได้ตัวแทนของพี่น้องประชาชนแบบไหน วันนี้ร่างทั้งหมดที่ เสนอมา ไม่ว่าจะยื่นเป็นรายญัตติ เป็นญัตติเดียวแต่มาเป็นพวง เพื่อที่จะมัดมือชก นึกว่า ส.ว. นั้นอะไร ๆ ก็จะกากันง่าย ๆ กระมัง ส.ว. มีวุฒิภาวะครับ มีความคิดวิเคราะห์แยกแยะ ได้ว่าอันไหนควร อันไหนไม่ควร เพราะกฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ จะต้องดูแลผลประโยชน์ของประเทศชาติและดูแลผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน วันนี้ไม่มีร่างไหนพูดถึงเลยครับ เรื่องการจะปราบคอร์รัปชันกันอย่างไร มีแต่มายกเลิก วันนี้ไม่มีเลยสักร่างหนึ่ง จะทำอย่างไรให้มีการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม จะทำอย่างไร ไม่ให้มีการซื้อเสียง การเลือกตั้งแต่ละครั้งที่ผ่านมาทั้งประเทศเลย ท่านประธานรับ ผมเป็นเลขานุการกรรมาธิการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน ได้ศึกษาและยังเป็นประธานอนุกรรมาธิการติดตามการเลือกตั้งซ่อมในตำแหน่งที่ว่าง ที่ผ่านมานี้ถึงรู้ว่าการเลือกตั้งทั้งหมดนี้มันไม่บริสุทธิ์และเที่ยงธรรม ไม่มีในร่างนี้เลย มีแต่แสวงหาอำนาจเพื่อที่จะเข้ามาบริหารประเทศ เพราะฉะนั้นผมเป็นสมาชิกวุฒิสภาด้วย ความเป็นกลางทางการเมือง ผมเห็นว่าทั้งการเลือกตั้งบัตร ๒ ใบ ทั้งการเลือกตั้งบัตรใบเดียว การเลือกตั้งปี ๒๕๖๐ รัฐธรรมนูญปี ๒๕๖๐ นี้มันพัฒนามาจาก ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ ๒๐ กว่าปีที่แล้วก็เลือกตั้ง ๒ ใบ ก็รู้ว่ามันเป็นอย่างไร พรรคใหญ่เกิดสภาเปรซิเดียม (Presidium) วันนี้เราเห็นควรว่าควรจะพัฒนาพรรค พัฒนาการเมือง โดยปรับปรุงแก้ไข บัตรใบเดียวให้มันดีขึ้น ทำอย่างไรจะตอบสนองพี่น้องประชาชนให้ตัวแทนพี่น้องประชาชน มาจากการเลือกตั้ง ในเมื่อมันมีรายชื่อ มันมีปัญหาเยอะ ก็ให้มันเป็น ๕๐๐ เขตเลยครับ ท่านประธานครับ เลือกตั้งกันทั้ง ๕๐๐ เขต ไม่ต้องมีบัญชีรายชื่อ การลงสมัคร ส.ส. ก็ไม่ จำเป็นต้องสังกัดพรรคการเมือง มันต้องพัฒนาให้ไปถึงจุดนั้น เพราะว่ามาตรา ๔ เขียนไว้ ชัดเจน สิทธิเสรีภาพของประชาชนคนไทยทุกคนเท่าเทียมกัน มันต้องพัฒนาไปให้ได้อย่างนั้น ครับ ไม่ใช่มาวนกลับไปอีก ๒๐ ปี นี่มันย้อนหลังไปขนาดไหน ต้องพัฒนาจากบัตรใบเดียว ให้มันดีขึ้น เช่น วันนี้นะครับ ท่านประธานครับ อยากจะฝากกับท่านประธานว่าคนที่ชนะ ที่ ๑ แพ้คนที่ ๒ คนที่ ๓ คนที่ ๔ คนที่ ๕ คนที่ ๖ รวมกันนะครับ มันถึงเป็นประชาธิปไตย เสียงข้างน้อย ทำไมไม่พัฒนาจากบัตรใบเดียว คนที่แพ้การเลือกตั้งลำดับที่ ๒ แต่ที่ได้คะแนน เป็นลำดับ ๑ ของทั้งประเทศ มาเป็นบัญชีรายชื่อลำดับที่ ๑ เช่น ๕๐,๐๐๐ แพ้ ๕๑,๐๐๐ มา เอามาเป็นบัญชีรายชื่อลำดับที่ ๑ ๔๐,๐๐๐ แพ้มา เอามาเป็นบัญชีรายชื่อลำดับที่ ๒ ผมไม่ปฏิเสธครับ จะ ๑๐๐ หรือว่าจะ ๔๐๐ บัญชีรายชื่อจะร้อยเดียว แต่ให้คนที่มานี่ มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ลองมาปรับวิธีอย่างนี้ดูสิครับ บัญชี ๑๐๐ คน ไม่ต้องเสนอ มาจากพรรคการเมือง เอามาจากบัญชีรายชื่อ จากเขตเลือกตั้งที่แพ้การเลือกตั้งคะแนน ลำดับที่ ๑ ของประเทศ แล้วเห็นควรให้พรรคการเมืองเสนอชื่อรัฐมนตรีมันไม่จำเป็นจะต้อง สังกัดพรรคการเมืองอยู่แล้ว อย่างนี้มันเป็นการพัฒนา ก็อยากจะบอกกับท่านประธานครับ ว่าทั้ง ๑๓ ร่างนี้อยากจะให้ท่านผู้ที่เสนอทุกท่าน มันไม่ได้มีประโยชน์อะไรเลยครับ ให้มาถอนเสีย วันพรุ่งนี้ให้มาถอน ด้วยความปรองดอง อย่ามามัดมือชกเลยครับ สมาชิกวุฒิสภานะครับคิดวิเคราะห์แยกแยะได้ แล้วจะเห็นครับว่าลงมติเป็นอย่างไร ถ้ายังไม่มีการถอน ขอบคุณครับ

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านสมาชิกครับ วันนี้เราได้พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญมาพอสมควรนะครับ ผม ขอเลื่อนการประชุมไปวันพรุ่งนี้ เวลา ๐๙.๓๐ นาฬิกา วันนี้ขอขอบคุณทุกท่านที่มาร่วม ประชุมขอปิดการประชุมครับ

เลิกประชุมเวลา ๒๒.๓๒ นาฬิกา