สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกวุฒิสภา หารือประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยเสนอให้

รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๒๓ มิถุนายน ๒๕๖๔

สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกวุฒิสภา หารือประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยเสนอให้ ส.ส. และ ส.ว. ไม่ควรแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการประจำ ยืนยันว่ามาตรา ๒๗๒ มาจากการทำประชามติและหน้าที่ของ ส.ว. คือให้ความเห็นชอบเท่านั้น พร้อมทั้งชี้แจงเรื่องยุทธศาสตร์ชาติว่าสามารถปรับปรุงแก้ไขได้ตาม พ.ร.บ. ยุทธศาสตร์ชาติอยู่แล้ว และเรียกร้องให้แยกประเด็นสิทธิเสรีภาพประชาชนออกจากผลประโยชน์ทางการเมืองเพื่อไม่ให้เกิดข้อขัดแย้งในการพิจารณา

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ในฐานะสมาชิกวุฒิสภา ขออนุญาต แสดงความคิดเห็นต่อร่างญัตติในการเสนอขอแก้ไขรัฐธรรมนูญของท่านสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรทั้ง ๑๓ ร่าง ขออนุญาตเรียนว่าถ้าเราจะสรุปญัตติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เสนอมาทั้งหมดผมจะขออนุญาตจัดกลุ่มออกมาเป็น ๓ กลุ่ม ได้แก่ การขอแก้ไขเกี่ยวกับเรื่องของสิทธิเสรีภาพของพี่น้องประชาชน เรื่องที่ ๒ คือเรื่องของ การแก้ไขระบบเลือกตั้ง และเรื่องที่ ๓ ก็คือเรื่องของการแก้ไขเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้วก็สมาชิกวุฒิสภา ส่วนที่เหลือนั้นเป็นรายละเอียดปลีกย่อย แต่ทั้งหมดที่พิจารณาแล้วความต้องการหลักหรือเรื่องหลักที่นำมาสู่การถกเถียงแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นของเพื่อนสมาชิกซึ่งผมคิดว่าทุกคนคงเห็นตรงกันก็คือปัญหาเกี่ยวกับ การแก้ไขระบบเลือกตั้งและปัญหาเกี่ยวกับการแก้ไขกรอบหน้าที่และอำนาจของ ส.ส. และ ส.ว. ส่วนเรื่องสิทธิเสรีภาพโดยเฉพาะสิทธิเสรีภาพในกระบวนการยุติธรรมนั้นกระผมเอง โดยส่วนตัวเห็นด้วย แม้ว่าจะเป็นการลอกข้อความในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาใส่ก็ตาม และแม้ว่าเรื่องต่าง ๆ ดังกล่าวจะมีอยู่แล้วในกฎหมายประกอบต่าง ๆ ก็ตาม แต่เมื่อท่านมีเจตนาดีต้องการนำมาบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญก็ไม่ขัดข้องครับ เพียงแต่ ผมมีเงื่อนไขว่าถ้าท่านเอาเรื่องของสิทธิในกระบวนการยุติธรรมของพี่น้องประชาชนไปผูก รวมเรื่องอื่น แล้วเป็นเรื่องที่เราคิดว่าเรารับไม่ได้ก็น่าเสียดายที่จะทำให้ไม่อาจที่จะไปรับเรื่อง ที่ผูกรวมทั้งหมดได้ ขอเข้าสู่เรื่องของการแก้ไขระบบเลือกตั้ง เนื้อหาสาระที่ยื่นเข้ามานั้น บางญัตติยื่นเข้ามามีเนื้อหาสาระค่อนข้างไปในทิศทางเดียวกันท่านประธาน คือการแก้ไข รูปแบบการเลือกตั้ง ส.ส. จากกติกาเดิมในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ไปสู่รูปแบบของการใช้ บัตรเลือกตั้ง ๒ ใบ ลำพังบัตรเลือกตั้ง ๒ ใบนั้นน่าจะเป็นหลักการที่ดี เพราะเปิดโอกาสให้ ประชาชนสามารถเลือกคนและเลือกพรรคแยกกันได้ แต่มีรายละเอียดที่จะต้องมาพิจารณา ในเนื้อหาเพิ่มเติมก็คือสัดส่วนระหว่าง ส.ส. เขตและ ส.ส. บัญชีรายชื่อควรจะเป็นเท่าไร ความจริงเรื่องนี้เราคิดกันมามากกว่า ๒๐ ปีแล้วครับท่านประธาน รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เราเขียนให้มี ส.ส. เขต ๔๐๐ ที่นั่ง บัญชีรายชื่อ ๑๐๐ ที่นั่ง รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ปรับแก้เป็น ส.ส. เขต ๓๗๕ ที่นั่ง บัญชีรายชื่อ ๑๒๕ ที่นั่ง รัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ ปรับ ส.ส. เขตลดลงไปอีก เหลือ ๓๕๐ ที่นั่ง ไปเพิ่มบัญชีรายชื่อ ๑๒๕ ที นั่ง คำถามที่ควรต้องพิจารณาว่าในอดีตเขาใช้หลักคิดอะไร ในการมาพิจารณากำหนด สัดส่วน ส.ส. บัญชีรายชื่อกับ ส.ส. เขตว่าควรจะมีจำนวนเท่าใด ผมเรียนท่านครับว่าจาก การศึกษาพอทราบว่าเขาใช้หลักคิดในการที่จะพัฒนาระบบการเมืองของประเทศไทยอยู่ ๒ หลัก หลักหนึ่งก็คือการกระจายอำนาจการปกครองลงสู่ท้องถิ่นให้มีความหลากหลาย เป็นรูปประธรรม แล้วให้นักการเมืองท้องถิ่นเป็นคนไปดูแลทุกข์สุขของพี่น้องประชาชน หลักที่ ๒ ก็คือต้องการยกระดับการทำงานของสมาชิกรัฐสภา ซึ่งประกอบด้วย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ให้ขึ้นมาทำงานนิติบัญญัติระดับชาติ เมื่อเป็นเช่นนี้คนที่ออกแบบ เราจึงเห็นว่าเขาได้สะท้อนแนวความคิดดึงเอาออกมาผ่าน การกำหนดสัดส่วน ส.ส. เขต และ ส.ส. บัญชีรายชื่ออย่างที่ผมเรียนคือพยายามลดระดับ ส.ส. เขตลง เพิ่ม ส.ส. บัญชีรายชื่อ แล้วไปพัฒนาผูกรวมกับวิธีการได้มาของผู้สมัคร ทั้งเขตและบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองจะนำส่งนั้นจะต้องให้สมาชิกของพรรคการเมือง มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและคัดเลือกตัวผู้สมัครหรือที่เรียกว่าไพรมารีโหวต (Primary Vote) สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ไม่ปรากฏอยู่ในญัตติที่พรรคการเมืองต่าง ๆ เสนอมา ผมอดห่วงกังวลไม่ได้ท่านประธาน ว่าเรากำลังจะถอยหลังไปสู่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ โดยไม่มีหลักการใหม่ ๆ ที่มีแนวความคิดในการที่จะช่วยกันพัฒนาระบบการเมืองของ ประเทศ โดยเฉพาะหลักเรื่องการพัฒนาพรรคการเมืองให้เป็นสถาบันการเมือง ของประชาชน ท่านตัดสิทธิการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนที่เป็นสมาชิก พรรคการเมืองออกไปได้อย่างไร ที่ผมเรียนเช่นนี้เพราะปรากฏในร่างที่ท่านขอแก้ไข มาตรา ๔๕ ท่านตัดข้อความการมีส่วนร่วมของสมาชิกพรรคการเมืองในประเด็นที่เป็นเรื่อง สำคัญออกไป เพราะฉะนั้นลำพังบัตร ๒ ใบ หรือบัตรใบเดียว พอขาดเนื้อหาสาระสำคัญ เช่นนี้ กระผมเองไม่แน่ใจแล้วครับว่าจะเป็นการพัฒนาระบบการเมืองของประเทศ โดยเฉพาะพรรคการเมืองที่ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหลายสังกัดอยู่นั้น โอกาสที่จะ หวังให้เป็นสถาบันทางการเมืองของประชาชนจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ ก็ขออนุญาตตั้งเป็นคำถาม และหวังว่าเราจะได้รับคำชี้แจงเพิ่มเติมจากผู้เสนอญัตติในประเด็นนี้นะครับ

เรื่องที่ ๒ เรื่องการแก้ไขกรอบหน้าที่ของ ส.ส. และ ส.ว. เป็นประเด็น ที่ค่อนข้างเป็นข่าวมากหลังจากที่มีข้อมูลเกี่ยวกับการขอแก้ไขรัฐธรรมนูญในเรื่องของ มาตรา ๑๔๔ การพิจารณากฎหมายงบประมาณของแผ่นดิน ซึ่งมีข้อห้ามที่จะห้ามมิให้ ส.ส. และ ส.ว. เข้าไปพิจารณาในลักษณะที่จะเป็นการแปรญัตติเพิ่มรายการหรือเพิ่มจำนวน รายการ และมีบทลงโทษอยู่ในรัฐธรรมนูญ คือมาตรา ๑๔๔ วรรคสาม เขาเขียนอย่างนี้ครับ ท่านประธาน ขออนุญาตอ่านครับ ถ้ามีการฝ่าฝืนบทบัญญัติในเรื่องของการพิจารณา งบประมาณให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภามีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบ สามารถ เสนอชื่อต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณา ถ้าผู้กระทำการดังกล่าวเป็นสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรหรือวุฒิสภาและศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าเป็นการกระทำความผิดให้สิ้นสุด สมาชิกภาพในวันที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ข้อความที่ท่านเสนอให้ตัดออกนะครับ นอกจากนี้ในวรรคสาม ของมาตรา ๑๔๔ ปัจจุบัน ยังเขียนต่อไปด้วยว่า ในกรณีที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้กระทำความผิด เสียเอง คือพิจารณางบประมาณแล้วไปเป็นประโยชน์ของ ครม. เสียเอง ผลเป็นอย่างไรครับ ให้คณะรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย และให้ เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งนั้น เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่า ตนมิได้อยู่ในที่ประชุมขณะที่มีมติ นอกจากนี้ก็ยังมีความในวรรคสี่กำหนดให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ คนใดที่ทำโครงการหรืออนุมัติหรือจัดสรรงบประมาณโดยรู้ว่ามีการกระทำที่ฝ่าฝืน มาตรา ๑๔๔ ถ้าเจ้าหน้าที่คนนั้นได้บันทึกโต้แย้งไว้เป็นหนังสือหรือมีหนังสือแจ้งให้ ป.ป.ช. ทราบ ให้เจ้าหน้าที่คนนั้นพ้นจากความรับผิด และที่สำคัญวรรคห้าเขียนไว้ว่า การเรียกเงินงบประมาณคืนจากการกระทำความผิดของ ส.ส. ส.ว. และ ครม. ให้มีอายุความ ๒๐ ปี ทั้งหมดนี้ถูกตัดออกหมดเลยครับ ในร่างที่ท่านเสนอ ผมถามว่าแล้วเราจะชี้แจงกับ ประชาชนอย่างไรว่ามีเหตุผลอะไรที่จะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้ ส.ส. ส.ว. กระทำการฝ่าฝืน บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการพิจารณางบประมาณโดยไม่ต้องมีโทษเหล่านี้เลย แม้ว่าท่านจะชี้แจงว่ายังมีโทษตามกฎหมายอาญาทั่วไป แต่ผมเรียนท่านครับว่ากติกาต่าง ๆ ที่เขียนอยู่ในรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๔๔ นั้นเป็นมาตรการการลงโทษทางการเมืองกับ นักการเมือง กับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำ งบประมาณ และเป็นการกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ คือมีถึง ๒๐ ปี ใช้กฎหมายทั่วไป มาใช้บังคับ ลำพังกฎหมายทั่วไปมาใช้บังคับไปไม่ถึงโทษต่าง ๆ เหล่านี้นะครับ เพราะฉะนั้น เรื่องนี้ผมถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ สังคมให้ความสนใจ เราจึงเห็นกระแสต่อต้านจากภาคสังคม ที่ขับเคลื่อนออกมาเคลื่อนไหวในประเด็นนี้ค่อนข้างสูง กระทบถึงภาพรวมของรัฐสภา โชคดี ที่ญัตตินี้ไม่มี ส.ว. เข้าไปเซ็นชื่อร่วมเสนอญัตติด้วย เพราะฉะนั้นผมถือว่าเป็นหน้าที่สำคัญ ของ ส.ว. ที่จะต้องพิจารณากลั่นกรองญัตติที่ถูกเสนอ แล้วมีผลกระทบต่อภาพพจน์ของ รัฐสภา มีผลกระทบต่อหลักการสำคัญของประเทศ โดยเฉพาะหลักการสำคัญของ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่ทุกคนตั้งความหวังไว้ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง ส.ว. ต้องทำ หน้าที่กลั่นกรองและให้คำตอบที่สามารถสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชนได้ว่า มีเหตุผลมีความจำเป็นหรือไม่ที่เราจะต้องเห็นชอบกับการขอแก้ไขมาตรา ๑๔๔ เช่นนี้

อีกประเด็นหนึ่งก็คือประเด็นเรื่องของการแก้ไข มาตรา ๑๘๕ เป็นมาตรา ที่ขอแก้ไขเกี่ยวกับเรื่องของการปฏิบัติหน้าที่ของ ส.ส. ส.ว. อีกเช่นกัน คือไปแก้ไขเรื่อง ข้อห้ามในการที่ห้ามมิให้ ส.ส. และ ส.ว. ไปก้าวก่ายยุ่งเกี่ยวกับการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ประจำหรือข้าราชการที่กินเงินเดือนประจำ ผมเองโดยส่วนตัวคิดว่าบทบัญญัติเดิมที่มีอยู่ ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเกี่ยวกับเรื่องของข้อห้ามในการมิให้ ส.ส. ส.ว. ไปใช้ตำแหน่ง หน้าที่ก้าวก่ายการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการประจำน่าจะมีความเหมาะสมแล้ว และไม่น่า ที่จะเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติหน้าที่ และชอบด้วยหลักการแบ่งแยกอำนาจและ การตรวจสอบอำนาจระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารแล้วเช่นกัน และเรื่องนี้ก็มี คำถามเยอะว่าเหตุผลสำคัญ สมาชิกรัฐสภาต้องการอำนาจนี้ไปเพื่อไปแทรกแซงการทำงาน ของฝ่ายข้าราชการประจำอย่างนั้นหรือ ซึ่งผมโดยส่วนตัวตอบคำถามนี้ไม่ได้ ประเด็นต่อไปที่ขออนุญาตกราบเรียนก็คือว่ามีประเด็น อื่น ๆที่ท่านเสนอเข้ามาอีกหลายประเด็น ไม่ว่าเรื่องของการขอแก้ไขให้รัฐสภาเป็นคนติดตาม เสนอแนะเร่งรัดการปฏิรูปประเทศจากเดิมที่เป็นวุฒิสภา ผมคิดว่าไม่ขัดข้องครับ เราจะได้มาช่วยกันเพื่อนำพาประเทศไปสู่เป้าหมายปลายทางที่ได้วางไว้ คือการปฏิรูป ประเทศให้ประสบความสำเร็จ แล้วเรื่องนี้เองผมเรียนท่านว่าเชื่อมโยงไปอีกมาตราหนึ่ง ซึ่งมีความสำคัญ แล้วหลายคนพูดเยอะ พูดบ่อยโดยผ่านวาทกรรมว่าการปิดสวิตซ์ (Switch) ส.ว. นั่นคือมาตรา ๒๗๒ ผมเรียนท่านว่าที่มาที่ไปของ มาตรา ๒๗๒ ก็มาจากการ ทำประชามติของพี่น้องประชาชนที่เห็นชอบว่าในช่วง ๕ ปีแรกของการเปลี่ยนผ่านประเทศ ให้วุฒิสภามีส่วนในการเลือกนายกรัฐมนตรี แต่ผมกราบเรียนว่าวุฒิสภามีหน้าที่ หรือมีอำนาจในการให้ความเห็นชอบเท่านั้นเอง ผู้ที่ทำบัญชีบุคคลผ่านพรรคการเมือง คือพรรคการเมืองเป็นคนทำบัญชีรายชื่อบุคคลที่เห็นสมควรเป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ท่าน ต่อต้านท่านอย่าไปใส่ชื่อเขาและบัญชีของท่านสิครับ คนที่มีอำนาจในการเสนอชื่อ ต่อที่ประชุมคือพรรคการเมืองที่ผ่านการเลือกตั้งและรวมเสียงข้างมากได้มิใช่หรือ ไม่มีส่วนไหนเกี่ยวข้องกับ ส.ว. เลยนะครับ ส.ว. สุดท้ายเป็นเพียงปลายทางในการที่จะให้ ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนว่าท่านทั้งหลายถ้ารังเกียจ มาตรา ๒๗๒ อยู่ที่จุดยื่นของ ส.ส. และพรรคการเมืองนั่นเองในการที่ท่านจะบรรจุรายชื่อ บุคคลในบัญชีและในการเสนอชื่อต่อที่ประชุมรัฐสภา ด้วยเหตุผลนี้ผมโดยส่วนตัว จึงเรียนยืนยันและผมพูดมาโดยตลอดว่าผมไม่ขัดข้องในการที่จะแก้ไขโดยให้ ส.ว. สละอำนาจในส่วนนี้ เพราะมันคืออำนาจปลายทาง ต้นทางอยู่ที่ท่านทั้งหลายอยู่แล้ว ในฝ่ายที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุดท้ายมีอีกเรื่องหนึ่งที่ผมอยากจะกราบเรียน ก็คือเรื่องของยุทธศาสตร์ชาติ ท่านกรุณาตั้งหลักให้ดีนะครับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ นอกเหนือจากมีหลักการสำคัญ คือเรื่องการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน หลักการสำคัญ อีกหลักหนึ่งก็คือการปฏิรูปประเทศแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าให้เสร็จสิ้นภายในระยะเวลา ๕ ปี นับจากรัฐธรรมนูญมีผลใช้บังคับ ซึ่งก็กำลังจะพบในปี ๒๕๖๕ กับการนำพาประเทศ ผ่านจุดยืนที่มั่นคงนั่นคือการสร้างยุทธศาสตร์ชาติ ถ้าท่านบอกว่ายุทธศาสตร์ชาติไม่มี ความจำเป็น เป็นการผูกมัดประเทศไทย ท่านกรุณาให้ความเป็นธรรมกับประเทศ ของเราด้วย เพราะ พ.ร.บ. ยุทธศาสตร์ชาติ ปี ๒๕๖๐ ในมาตรา ๑๑ เขาเขียนไว้แล้ว ทุก ๆ ปี ท่านสามารถปรับปรุงแก้ไขยุทธศาสตร์ชาติผ่านคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติได้ เพราะฉะนั้นการที่ท่านมาเขียนโดยขอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญให้ยุทธศาสตร์ชาติสามารถ ปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะการที่เปลี่ยนแปลงไปนั้น ผมกราบเรียนท่านว่า มีอยู่แล้วใน พ.ร.บ. ยุทธศาสตร์ชาติ มาตรา ๑๑ แต่ท่านอยากจะยกระดับขึ้นมาเพื่อให้เป็น ผลงานเอามาปรากฏในรัฐธรรมนูญอีกชั้นหนึ่ง กระผมโดยส่วนตัวก็ไม่ขัดข้อง แต่ต้องขอ อนุญาตชี้แจงผ่านพี่น้องประชาชนให้มีความเข้าใจว่าแท้ที่จริงคือสิ่งที่ปรากฏอยู่แล้ว ในกฎหมายยุทธศาสตร์ชาตินั่นเอง ไม่ได้แข็งขืน ไม่ได้มัดประเทศไทย อย่างที่หลายฝ่าย พยายามบิดเบือนข้อมูลตรงนี้ แล้วทำให้การที่เราจะขับเคลื่อนประเทศไทยภายใต้ แผนยุทธศาสตร์ชาตินั้นไม่สามารถเดินหน้าไปได้ สุดท้ายผมต้องขอกราบเรียนว่าทั้งหมด ที่เสนอเข้ามาในเรื่องของสิทธิเสรีภาพของพี่น้องประชาชน ผมเชื่อว่า ส.ว. ทุกคนเห็นด้วย เพราะเรายืนเคียงข้างพี่น้องประชาชนอยู่แล้ว แต่ท่านกรุณาอย่าเอาเรื่องสิทธิเสรีภาพ ของประชาชนไปเป็นตัวประกัน แล้วไปผูกรวมอยู่กับเรื่องอื่น ๆ เพราะจะทำให้ ส.ว. หนักใจ ในการที่จะให้ความเห็นชอบ เพราะเท่ากับท่านจะมัดมือชกเราว่าเอาสิทธิเสรีภาพบังหน้า แล้วเอาประโยชน์ของ ส.ส. ประโยชน์ของ ส.ว. มาเป็นหลักผูกรวมกัน ถ้าเช่นนี้สมาชิก วุฒิสภา ในฐานะที่จะต้องทำหน้าที่เป็นผู้กลั่นกรองญัตติต่าง ๆ เพราะทั้งหมดมาจาก พรรคการเมืองเป็นผู้เสนอ เราต้องทำหน้าที่กลั่นกรองเพื่อให้ได้รับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในสิ่งที่เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนมากที่สุด ไม่ใช่เป็นประโยชน์กับพรรคการเมืองใด พรรคการเมืองหนึ่งมากที่สุด และผมจะกราบเรียนเป็นประการสุดท้ายว่า นี่ละครับ คือ ความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องมีระบบสองสภา เพราะมิเช่นนั้นวันหนึ่งที่สภาใดสภาหนึ่ง รวมตัวมุ่งไปสู่ผลประโยชน์เรื่องใดเรื่องหนึ่งจะขาดการถ่วงดุล ประเทศจะขาดเสาหลัก วันนี้ ผู้ที่จะทำหน้าที่ให้คำตอบกับพี่น้องประชาชนได้ว่าควรเห็นชอบให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในประเด็นใดในประเด็นหนึ่ง ถึงจะเป็นประโยชน์กับประเทศชาติ กับประชาชนมากที่สุด คือ ส.ว. ครับ และนี่คือคำตอบว่ามี ส.ว. ไว้ทำไม ขอบพระคุณครับท่านประธาน