อรรถกร ศิริลัทธยากร แสดงความเห็นสนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เสนอโดยพรรคพลังประชารัฐ โดยมองว่ามีแนวโน้มผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาได้สูง พร้อมเน้นสนับสนุนระบบเลือกตั้งแบบ ส.ส. เขต 400 ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงและระบบบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ เพื่อเพิ่มความใกล้ชิดระหว่างตัวแทนกับประชาชนและสะท้อนเจตนารมณ์ได้เต็มที่ ขณะเดียวกันยังเห็นด้วยกับหลักการแก้ไขมาตรา 185 ที่ห้ามสมาชิกรัฐสภาแทรกแซงราชการ แต่ขอให้พิจารณาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนอย่างรอบคอบในกรรมาธิการวิสามัญ
ขอบพระคุณท่านประธานครับ ผมก็รอนานพอสมควร กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม อรรถกร ศิริลัทธยากร ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐจากจังหวัด ฉะเชิงเทรา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ผมขออนุญาตท่านประธานและที่ประชุมนะครับ แสดงความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม โดยผม จะขออนุญาตเน้นในเนื้อหาฉบับที่ ท่าน ส.ส. ไพบูลย์ นิติตะวัน และเพื่อนสมาชิก พรรคพลังประชารัฐอีก ๑๐๘ ท่านร่วมกันสนับสนุน รวมทั้งหมด ๑๐๙ ท่าน รวมผู้เสนอด้วย นะครับ ซึ่งมีความคิดมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยเนื้อหาหลัก ๆ หรือว่าประเด็น หลัก ๆ ที่ทางพรรคพลังประชารัฐเสนอ ก็ไม่ว่าจะเป็นหมวดของสิทธิและเสรีภาพก็ดี ระบบ ของการเลือกตั้งก็ดี เรื่องของการพิจารณางบประมาณหรือว่าอุปสรรคต่าง ๆ ในการทำงาน ของสมาชิกรัฐสภา แล้วก็เกี่ยวกับอำนาจของวุฒิสภาก็ดีครับ เราก็เห็นไปในทำนองเดียวกัน อย่างที่ผมได้กราบเรียนไปเมื่อสักครู่นี้ ท่านประธานที่เคารพครับ จริง ๆ แล้วผมต้อง กราบเรียนอย่างนี้ครับว่าสาเหตุหนึ่งที่ผมร่วมลงชื่อสนับสนุนร่างแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ เนื่องจากพอผมลองไปศึกษาพอลองอ่านแล้ว กระผมมองเห็นถึงความเป็นไปได้ครับว่า การร่างแก้ไขฉบับนี้มีโอกาสผ่าน มีโอกาสได้รับฉันทานุมัติจากรัฐสภาแห่งนี้ เนื่องจาก ประสบการณ์ครับ ๒ ปีที่ผ่านมาเราก็เห็นครับว่ามีความพยายามในการเสนอแก้รัฐธรรมนูญ แต่การที่จะทำอะไรสุดโต่ง การที่อยากจะทำในแบบที่พรรคการเมืองแต่ละพรรคได้นำเสนอ อย่างที่ตัวเองต้องการมากที่สุด มันเป็นไปไม่ได้ครับ เราก็มีประสบการณ์กันแล้ว ดังนั้นกระผมจึงมองครับว่าฉบับนี้น่าจะสามารถหาจุดร่วมของสมาชิกรัฐสภาได้มากที่สุด แต่ก็ยังเข้าใจว่าคงจะไม่สามารถเห็นได้ ให้สมาชิกรัฐสภาทุกคนเห็นตรงกันได้นะครับ แต่เชื่อ นะครับว่าเสียงส่วนใหญ่ของรัฐสภาแห่งนี้น่าจะมีความคิดไปในทิศทางเดียวกัน อีกสาเหตุ หนึ่งครับ ที่กระผมร่วมสนับสนุนร่างฉบับนี้ เป็นเรื่องที่มีความสำคัญครับ เพราะว่าการแก้ไข กฎหมายฉบับนี้ อย่างน้อย ๆ ในเรื่องหนึ่ง ในเรื่องของการปรับระบบการเลือกตั้ง จะทำให้ ระบบการเลือกตั้งใหม่ของประเทศไทยมันสามารถตรงตามเจตนารมณ์ของพี่น้องประชาชน ได้มากที่สุด เดี๋ยวผมจะอธิบายในลำดับถัดไปนะครับ ท่านประธานครับ กระผมขอย้ำ ในรัฐสภาแห่งนี้อีกครั้งหนึ่งนะครับ ส่วนตัวผมประชามติในครั้งที่แล้ว ผมไม่ได้เห็นด้วย กับรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๖๐ และผมก็ออกไปกาในช่องไม่เห็นด้วยครับ แต่ผลสุดท้ายผมก็ ต้องยอมรับความจริงครับว่าประชามติของพี่น้องประชาชนเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ ในวันนั้นมอบหมายให้รัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๖๐ นั้น มีผลบังคับใช้จนถึงทุกวันนี้ ซึ่งนั่น ก็โอเค (Okay) ครับ นั่นก็คือหลักของประชาธิปไตยอยู่แล้ว แต่ว่าในวันนี้ท่านประธานครับ รัฐสภาแห่งนี้มีโอกาสอีกครั้งหนึ่ง มีโอกาสที่จะได้เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ ทุกประเด็น แต่ก็เป็นบางประเด็นที่กระผมคิดว่าเป็นประโยชน์ แล้วกระผมก็ยินดีที่จะร่วมครับ ถ้าเจาะลงมาในรายละเอียดครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ในหมวดที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งก่อนแล้วกันนะครับ ไม่ว่าจะเป็นมาตรา ๘๓ มาตรา ๘๕ มาตรา ๘๖ มาตรา ๙๐ มาตรา ๙๑ มาตรา ๙๒ มาตรา ๙๔ กระผมเห็นด้วยนะครับที่จะมี การเพิ่มจำนวนของ ส.ส. ที่มาจากการแบ่งเขตเลือกตั้งเป็น ๔๐๐ เขตเลือกตั้ง พูดง่าย ๆ ก็คือให้มี ส.ส. ที่มาจากประชาชนโดยตรง ๔๐๐ คน เหตุผลเพราะผมเชื่อว่ายิ่งมี ส.ส. ที่มาจากเขตเลือกตั้งมากเท่าไร ส.ส. เหล่านี้ก็จะยิ่งเข้าใจความต้องการ เข้าใจปัญหาของ พี่น้องประชาชนมากขึ้นเท่านั้น ส่วนอีก ๑๐๐ คนจะเป็นบัญชีรายชื่อ จะเป็นนักวิชาการ หรือจะเป็นผู้เชี่ยวชาญพิเศษอะไรก็ได้ครับก็มาช่วยกันทำงานในรัฐสภาแห่งนี้ก็น่าจะมีความ ลงตัว ที่ผมพูดอย่างนี้ผมเรียนท่านประธานนะครับผมไม่ได้พูดเพื่อตัวเอง เพราะถ้าดูจากบัตร ของผมนะครับ ผมเป็น ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๔ ตลอดจนปี ๒๕๕๗ ผมก็ลงในระบบบัญชีรายชื่อ และปี ๒๕๖๒ ผมก็ลงในระบบบัญชีรายชื่อ แต่ผมก็ยินดีครับ เพราะผมมองเห็นว่า ส.ส. เขตมีความใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชนมากกว่าจริง ๆ นะครับ นอกจากนี้ครับการเพิ่มเขตเลือกตั้งจะทำให้พี่น้องประชากรในแต่ละเขตเลือกตั้งมีจำนวน น้อยลง พื้นที่ในแต่ละเขตเลือกตั้งก็จะน้อยลง ทีนี้ ส.ส. เขตก็จะสามารถทำพื้นที่ได้อย่าง มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น มีเวลาไปเยี่ยมพี่น้องมากยิ่งขึ้นทำให้สามารถเข้าใจปัญหาได้มาก ยิ่งขึ้นเช่นกันนะครับ
อีกประเด็นอีกประเด็นหนึ่งที่มีความสำคัญนะครับนั่นก็คือบัตรเลือกตั้ง ๒ ใบ ถ้าสามารถผ่านร่างและนำไปใช้ได้นะครับก็จะเป็น ๑ ใบเลือกคน อีก ๑ ใบเลือก พรรคการเมืองครับ กระผมเห็นว่าการใช้บัตร ๒ ใบนั้นสามารถตอบโจทย์ ผมเน้นนะครับ ผมมองไปถึงความสำคัญของเจตนารมณ์ของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง หรือพี่น้องประชาชนมากที่สุด นะครับ และผมเชื่อว่าบัตร ๒ ใบนั้นสามารถสะท้อนเจตนารมณ์ได้มากที่สุด จากประสบการณ์ของผมที่ผ่านการเลือกตั้งมาก็มีนะครับบางครั้งที่พี่น้องประชาชน ชอบผู้สมัครแต่ไม่ชอบพรรค หรือว่าชอบพรรคมากแต่ผู้สมัครแย่ ผู้สมัครไม่มีคุณภาพ นี่คือทางเลือกของพี่น้องประชาชนครับในวันที่เขาจะสามารถใช้สิทธิเลือกตั้ง ดังนั้นเองครับ ผมจึงขออนุญาตสรุปนะครับว่าบัตร ๒ ใบมีความเป็นได้ที่จะสะท้อนเจตนารมณ์ของพี่น้อง ประชาชนได้ดีที่สุด
ส่วนข้อห่วงใยจากเพื่อนสมาชิกนะครับ เมื่อกี้ก็มีท่านสมาชิกบางท่านท่านก็ อาจจะคิดไปเองหรืออาจจะจินตนาการนะครับว่ารัฐธรรมนูญที่เสนอในวันนี้เสนอเพราะว่า พรรคพลังประชารัฐอยากจะเลือกตั้งใหม่ คือผมอยู่พรรคพลังประชารัฐ ท่านประธานครับ ผมยังไม่รู้เลยครับว่าจะเลือกตั้งเมื่อไหร่ และที่สำคัญพวกเรา ส.ส. พูดกันตรง ๆ เราก็อยาก อยู่ให้ครบ ๔ ปีครับ เพราะฉะนั้นถ้าจะคิดว่าเราแก้เพื่อเลือกตั้งผมว่ามันไม่น่าจะเป็นไปได้ นะครับ แล้วอีกอย่างอำนาจของการยุบสภาก็อยู่ที่ท่านนายกรัฐมนตรีครับ เราไม่สามารถ กำหนดได้หรอกครับว่าเราจะเลือกตั้งเมื่อไร ถ้าแก้วันนี้ใครจะได้เปรียบเสียเปรียบ แต่ผมมอง ว่าที่ผมยอมรับเพราะว่าเจตนารมณ์ของพี่น้องประชาชนจะสามารถถูกพัฒนาได้โดยผ่านการ เลือกตั้งโดยบัตร ๒ ใบ ส่วนใหญ่ที่ผมได้นำเรียนท่านประธานและที่ประชุมไปก็มาจาก ประสบการณ์นะครับ
ส่วนประเด็นแก้ไขอีกเครื่องหนึ่งที่น่าสนใจนะครับ นั่นก็คือการพยายามที่จะ แก้ไขในมาตรา ๑๘๕ ที่เกี่ยวข้องกับอุปสรรคของการทำหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภา จริง ๆ ต้องกราบเรียนท่านประธานและที่ประชุมครับว่าด้วยหลักการผมเห็นด้วยว่าสมาชิกรัฐสภา ไม่ว่าจะเป็น ส.ส. ระบบเขต ระบบบัญชีรายชื่อ หรือว่าทางวุฒิสมาชิกต้องควรห้ามไม่ให้ไป แทรกแซง หรือว่าห้ามไปยุ่งเกี่ยวกับหน่วยงานของทางราชการเพื่อประโยชน์ของตัวเอง อันนี้ เห็นด้วยครับ แต่ท่านประธานครับในความเป็นจริงแล้วหลักการดีครับ แต่การปฏิบัตินั้นคนที่ เสียประโยชน์อาจจะเป็นพี่น้องประชาชนนะครับ ผมยกตัวอย่างครับจริง ๆ แล้วในความเป็น จริงหน้าที่หลักของพวกเราสมาชิกรัฐสภานั่นก็คือพวกเรามาเป็นนิติบัญญัติ มาออกกฎหมาย มากลั่นกรองกฎหมาย แต่ท่านประธานครับ คิดหรือครับว่าพี่ ๆ น้อง ๆ ที่เป็น ส.ส. เขต ถ้าสมมุติว่าเราทำงาน แค่กลั่นกรองกฎหมายในสภาสมัยหน้าพี่น้องประชาชนจะเลือกเราเข้ามา ถ้ามันไม่ได้รู้จัก ถ้ามันไม่ได้มีความช่วยเหลือกันแก้ไขปัญหาของชาวบ้าน ไม่มีหรอกครับ ดังนั้นมันก็จะมา เกี่ยวโยงกับเรื่องที่ผมบอกไป เพราะว่าผมเคยเจอมากับตัวครับท่านประธาน คือผมไม่ได้ว่า นะครับ แต่ว่าบางครั้งหน่วยงานราชการก็จะรับนโยบายมาจากส่วนกลาง แล้วก็มาทำพัฒนา พื้นที่ แต่เผอิญสิ่งที่เขาทำนี่ครับท่านประธานที่เคารพครับ เกิดผลกระทบกับพี่น้องประชาชน เกิดผลกระทบต่อวิถีการใช้ชีวิตของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ และพอมีปัญหาเกิดขึ้นก็ไม่ใช่ ใครที่ไหนครับ พี่น้องประชาชนก็มาที่บ้าน ส.ส. มาที่สำนักงาน ส.ส. เพื่อให้เราไปแก้ไข ปัญหา แล้วถ้าสมมุติว่าผมไปแก้ไขปัญหาด้วยการไปคุยกับทางหน่วยงานราชการอย่างนี้ ถือว่าแทรกแซงหรือเปล่า ก็อยากจะฝากทางเพื่อนสมาชิกที่ถ้ามีการตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญขึ้นก็อยากจะขอให้พิจารณาประเด็นนี้อย่างละเอียดถี่ถ้วนด้วยครับ เพราะว่า ผมเชื่อนะครับว่าเรามีนักเขียนกฎหมายเก่ง ๆ หลายคนอยู่ในรัฐบาลแห่งนี้ เราสามารถหาทาง ออกได้ แล้วก็จริง ๆ ยังมีอีกหลายประเด็นแล้วก็อีกหลายร่าง แต่ว่าเวลาผมมีเท่านี้ก็ต้องขอ อนุญาตขอบพระคุณท่านประธาน ขอบพระคุณที่ประชุมครับ