จุรินทร์ ชูแก้รัฐธรรมนูญเพิ่มประชาธิปไตย ไม่แตะสถาบัน

รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๒๓ มิถุนายน ๒๕๖๔

จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ชี้แจงจุดยืนในการผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเสริมสร้างประชาธิปไตยอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมเสนอร่างแก้ไขหลายฉบับที่เน้นการเพิ่มสิทธิประชาชน การกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น และการลดบทบาทของวุฒิสภาในการเลือกนายกรัฐมนตรี โดยย้ำว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อความเสถียรภาพทางการเมืองและการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเรียกร้องให้มีการสนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างกว้างขวางเพื่อให้กระบวนการก้าวหน้าไปได้ตามกรอบของรัฐธรรมนูญและเจตนารมณ์ของประชาชน

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกรัฐสภา สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตเริ่มต้นด้วยการกราบเรียนกับ ท่านประธานที่เคารพว่าพรรคประชาธิปัตย์ที่ผมสังกัดนั้นมีความเห็นต่อรัฐธรรมนูญ ๒ ประการ

ประการที่ ๑ ก็คือเห็นว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ หรือฉบับปัจจุบันนั้น ยังไม่เป็นประชาธิปไตยเท่าที่ควร การแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงเป็นจุดยืนสำคัญของพรรค ประชาธิปัตย์ เพื่อทำให้รัฐธรรมนูญเป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้น

และในประการที่ ๒ พรรคประชาธิปัตย์เห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น สามารถที่จะทำควบคู่ไปกับการแก้ปัญหาโควิด (COVID) ปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาอื่น ๆ ของประเทศได้ เพราะไม่ว่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจ โควิด (COVID) การเมือง ก็ล้วนแล้วแต่ มีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กัน เช่น หากติดปัญหาการเมืองก็ยากที่จะทำให้การแก้ปัญหา สุขภาพอนามัยของประชาชนปัจจุบัน รวมทั้งปัญหาเศรษฐกิจสามารถสำเร็จราบรื่นได้ ขอกราบเรียนกับท่านประธานเพิ่มเติมว่าพรรคประชาธิปัตย์ยึดมั่นในระบอบการปกครอง แบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเห็นว่ารัฐธรรมนูญ คือตัวสะท้อนสำคัญของความเป็นประชาธิปไตยมากน้อยแค่ไหน แต่เมื่อประชาชนเห็นว่า รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ และเมื่อพรรคประชาธิปัตย์เห็นว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ยังไม่เป็น ประชาธิปไตยเท่าที่ควร จึงได้ดำเนินการมาโดยลำดับดังต่อไปนี้ครับ

๑. ท่านประธานคงจำได้ ว่าเมื่อตอนที่มีการรณรงค์ทำประชามติ เพื่อให้ ประชาชนรับหรือไม่รับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคการเมืองหนึ่ง ที่ประกาศชัดเจนว่าไม่รับรัฐธรรมนูญ และไม่เห็นด้วยกับคำถามพ่วง แต่เมื่อผลประชามติ ประชาชนส่วนใหญ่ให้ความเห็นชอบ พรรคประชาธิปัตย์ก็ยอมรับและปฏิบัติตามเงื่อนไข ในรัฐธรรมนูญทุกประการมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน

๒. ท่านประธานคงจำได้ว่าก่อนการตัดสินใจเข้าร่วมรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถือเป็น ๑ ใน ๓ เงื่อนไขสำคัญที่ได้มีการเจรจาก่อนตัดสินใจ ร่วมรัฐบาล

๓. เมื่อเราเข้ามาทำหน้าที่ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ก็เป็นพรรคการเมืองหนึ่งที่ร่วมกับพรรคร่วมรัฐบาล เสนอญัตติตั้งกรรมาธิการขึ้นมาศึกษา ประเด็นที่จำเป็นต้องแก้ไขในเรื่องรัฐธรรมนูญ

๔. พรรคประชาธิปัตย์ เมื่อถึงเวลาได้มีการศึกษาเสร็จสิ้นแล้วก็ได้ร่วมกับ พรรคร่วมรัฐบาลเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะการแก้ไขมาตรา ๒๕๖ ให้มีการจัดตั้ง สสร. ขึ้นมา โดยไม่แตะหมวด ๑ และหมวด ๒ และท่านประธานคงเห็นว่าในการพิจารณา ขั้นสุดท้ายนั้นพรรคประชาธิปัตย์ได้ทำหน้าที่ยืนหยัดจนกระทั่งกระบวนการพิจารณาจบสิ้น โดยได้ลงมติเห็นชอบการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนั้นในวาระที่ ๓ แม้เสียงจะไม่พอ และทำให้ ร่างดังกล่าวที่มีการแก้ไขทั้งฉบับต้องตกไปในที่สุดก็ตาม

และโดยเหตุที่เมื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับมีอุปสรรค วันนี้ พรรคประชาธิปัตย์จึงร่วมกับพรรคร่วมรัฐบาลอีก ๒ พรรค คือพรรคภูมิใจไทยและ พรรคชาติไทยพัฒนา เสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา โดยร่างที่ พรรคประชาธิปัตย์ได้ทำหน้าที่ยกร่างขึ้น มี ๖ ร่างด้วยกัน ซึ่งจะขออนุญาตที่จะกราบเรียน กับท่านประธานว่า ๖ ร่างที่พรรคประชาธิปัตย์ได้ยกร่างขึ้นมานี้เป็นไปตามหลักการ ๓ ข้อ

ประเด็นที่ ๑ ก็คือ เพื่อทำให้รัฐธรรมนูญในประเด็นที่แก้ไขนั้นเป็น ประชาธิปไตยยิ่งขึ้น

ประเด็นที่ ๒ ก็คือจะไม่มีการแตะหมวดหนึ่ง หมวดสองที่ว่าด้วยการปกครอง ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และไม่แตะหมวดที่ว่าด้วยสถาบัน พระมหากษัตริย์ และ

ประเด็นที่ ๓ ก็คือร่างทั้ง ๖ ร่างนี้เป็นประโยชน์กับประเทศและประชาชน เป็นหลัก โดย ๖ ร่างนั้นเพื่อนสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ทั้งท่านองอาจ คล้ามไพบูลย์ และท่านชินวรณ์ บุณยเกียรติ ก็ได้ทำหน้าที่เสนอต่อท่านประธานไปแล้ว กระผมขออนุญาต แต่เพียงที่จะกล่าวสนับสนุนว่าแต่ละร่างมีเหตุผลอย่างไรที่สมควรที่เพื่อนสมาชิกรัฐสภาจะได้ ช่วยให้การสนับสนุนต่อไปได้

ร่างที่ ๑ นั้นเป็นการแก้ไขมาตรา ๒๙ มาตรา ๔๓ มาตรา ๔๖ และมาตรา ๗๒ เป้าหมายสำคัญก็เพื่อประโยชน์ในการเพิ่มสิทธิของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิทธิ การเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมโดยง่าย สะดวก รวดเร็ว ทั่วถึงของประชาชน และสิทธิที่จะ ได้รับความช่วยเหลือทางคดีจากทนายความและการได้รับการประกันตัว รวมทั้งการขยาย สิทธิชุมชน สิทธิผู้บริโภคที่ประชาชนต้องได้รับความคุ้มครองและประชาชนต้องเข้ามา มีส่วนร่วม ที่สำคัญก็คือสิทธิของประชาชนและเกษตรกรที่จะต้องได้รับการกระจายการถือ ครองที่ดินทำกินและน้ำให้เป็นระบบทั่วถึง เป็นธรรม เหมาะสมและพอเพียงแก่การทำ การเกษตร นี่คือฉบับที่ ๑

ฉบับที่ ๒ เป็นเรื่องของการกระจายอำนาจสู่การปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งถือ ว่าเป็นหน่วยงานที่ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด ดังท่านองอาจได้กราบเรียนเมื่อสักครู่ สาระสำคัญก็คือเป็นการแก้ไขจากปัจจุบันที่ระบุว่าหน่วยการปกครองส่วนท้องถิ่นทำอะไร ได้บ้าง ซึ่งทำให้เกิดข้อจำกัดในการที่จะทำประโยชน์ให้กับประชาชน ก็แก้เป็น ต่อไปนี้ให้ถือ ว่าหน่วยการปกครองส่วนท้องถิ่นทำได้ทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่องที่ห้าม เช่น เรื่องการทหาร เรื่องศาล เรื่องธนาคาร เรื่องการต่างประเทศ เป็นต้น และที่สำคัญก็คือแก้ไขให้เกิดความ ชัดเจนว่าต่อไปนี้ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้แก้ไขได้ตามที่พรรคประชาธิปัตย์และอีก ๒ พรรคร่วม เสนอนั้น ผู้บริหารหน่วยการปกครองท้องถิ่นไม่ว่าจะเป็น อบจ. เทศบาล อบต. ต้องมาจาก การเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนเท่านั้น จะมาจากการเลือกตั้งโดยอ้อม เช่น ให้สมาชิก สภาจังหวัดไปเลือกนายก อบจ. แทนประชาชนไม่ได้ เป็นต้น

ฉบับที่ ๓ ก็คือเป็นเรื่องของการแก้ไขในเรื่องการตรวจสอบการทุจริตของ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้มีความเข้มข้นยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและทุกฝ่าย ที่เป็นเช่นนั้นก็ดังที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปก่อนหน้านี้ว่าหากพบว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช. ผู้ใดประพฤติมิชอบ ส.ส. หรือ ส.ว. หรือ ส.ส. บวก ส.ว. หรือประชาชนไม่น้อยกว่า ๒๐,๐๐๐ ชื่อสามารถยื่นคำร้องพร้อมหลักฐานต่อประธานรัฐสภาเพื่อส่งไปให้ประธาน ศาลฎีกาตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระได้ ปัญหาที่เป็นประเด็นก็คือว่าก่อนส่งประธานศาลฎีกา รัฐธรรมนูญปัจจุบันระบุว่าประธานรัฐสภาต้องพิจารณาเสียก่อนว่ามีเหตุอันควรสงสัยหรือไม่ ตรงนี้ครับที่อาจจะเป็นประเด็นทำให้เกิดการต่อรองคดีได้ เพราะประธานรัฐสภามาจาก พรรคการเมืองรัฐบาล ซึ่งอันนี้ผมไม่ได้มีข้อสงสัยต่อท่านประธานรัฐสภาชวน หลีกภัย แต่อย่างไร เพราะท่านมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์อยู่แล้ว เพียงแต่ว่าอันนี้คือ หลักการ ถ้าหากว่าประธานรัฐสภาสามารถใช้ดุลพินิจได้อาจจะนำไปสู่การต่อรองคดีสำหรับ บุคคลอื่นที่มาเป็นประธานรัฐสภาได้ เพราะฉะนั้นตรงนี้จึงเป็นที่มาที่ขอแก้รัฐธรรมนูญ ในมาตรานี้หรือฉบับนี้เป็นว่า เมื่อมีผู้ยื่นให้ไต่สวน ป.ป.ช. ต่อประธานรัฐสภาให้ประธาน รัฐสภามีหน้าที่ส่งประธานศาลฎีกาเลย โดยไม่ต้องพิจารณาก่อนหรือพิจารณาเป็นอย่างอื่น

ฉบับที่ ๔ ก็คือในเรื่องของการแก้ไขมาตรา ๒๕๖ ว่าด้วยวิธีการแก้ไข รัฐธรรมนูญ ซึ่งการแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรา ๒๕๖ ของรัฐธรรมนูญปัจจุบันนั้นได้กำหนด ขั้นตอน เงื่อนไขไว้ซับซ้อนมากมาย จนเกือบจะเรียกว่าทำให้แก้ ของรัฐธรรมนูญปัจจุบันนั้นได้กำหนดขั้นตอนเงื่อนไขไว้ซับซ้อนมากมายจนเกือบจะเรียกว่า ทำให้แก้ไม่ได้เลย และสุดท้ายอาจจะนำไปเป็นเงื่อนไขในการฉีกรัฐธรรมนูญต่อไปได้ ในอนาคตซึ่งเป็นสิ่งที่ผมเชื่อว่าไม่มีใครประสงค์จะให้เกิดเหตุนี้ขึ้นมา นั่นคือว่าข้อเท็จจริง รัฐธรรมนูญทุกฉบับในอดีตการแก้ไขนั้นกำหนดไว้แต่เพียงว่าใช้เสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งหรือเกิน กว่าสองในสามของที่ประชุมร่วมรัฐสภาแค่นั้นก็เพียงพอแล้ว แต่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ยังกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมอีกหลายประการว่า ๑. นอกจากต้องใช้เสียงข้างมากเกินกว่า กึ่งหนึ่งของ ๒ สภารวมกันแล้วยังจะต้องในจำนวนเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งนั้นต้องมีเสียง วุฒิสมาชิกไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๓ ด้วย และต้องมีเสียงฝ่ายค้านอีกไม่น้อยกว่าร้อยละ ๒๐ บางกรณีถึงขั้นต้องไปทำประชามติก่อน และยังมีกรณีที่เพื่อนสมาชิกอาจหลงลืมไปก็ได้ ก็คือว่าก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ ส.ส. ส.ว. หรือ ส.ส. ส.ว. รวมกันไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๑๐ ยังสามารถส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความชอบด้วยมาตรา ๒๕๕ ได้อีก นี่ก็คือความยุ่งยาก ซับซ้อนของการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๕๖ ที่บัญญัติไว้ เมื่อเป็นหัวหน้าพรรค ประชาธิปัตย์ท่านประธานคงจำได้ผมเป็นคนหนึ่งที่เคยพูดว่าอย่างน้อยถ้าต้องเลือกสัก มาตราหนึ่งก่อนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญผมจะเลือกมาตรา ๒๕๖ เพราะมาตรา ๒๕๖ คือ กุญแจดอกใหญ่ที่คล้องประตูประชาธิปไตยไว้ไม่ให้เปิดออก การแก้มาตรา ๒๕๖ จะเป็นการ สะเดาะกุญแจเพื่อให้เปิดประตูไปสู่ประชาธิปไตยในอนาคตได้ การแก้ไขมาตรา ๒๕๖ จึงเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นและเป็น ๑ ใน ๖ ฉบับที่ประชาธิปัตย์ร่วมกับพรรคภูมิใจไทยและ พรรคชาติไทยพัฒนาได้เสนอต่อท่านประธานและที่ประชุม

ฉบับที่ ๕ เป็นเรื่องของการแก้ไขระบบการเลือกตั้งจากบัตรใบเดียวเป็น บัตร ๒ ใบ เหตุผลมิใช่เพื่อประโยชน์ของพรรคการเมืองใด แต่เพื่อให้ประชาชนได้มีเสรีภาพ ในการเลือก ส.ส. มากขึ้น นั่นคือบัตร ๒ ใบจะเป็นการแยกเลือกคน แยกเลือกพรรคได้ ไม่ต้องถูกบังคับเหมือนระบบบัตรใบเดียวที่เอาคนกับพรรคมามัดรวมกันเหมือนข้าวต้มมัด นี่ก็คือประเด็นที่ทำให้ประชาชนมีเสรีภาพในการเลือกผู้แทนและเลือกพรรคการเมือง ที่ตนเองชอบได้ ที่สำคัญก็คือระบบบัตร ๒ ใบจะทำให้ประชาธิปไตยรัฐสภาอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้นเข้มแข็งขึ้น เพราะพรรคการเมืองจะเข้มแข็งขึ้น การเมืองจะมีเสถียรภาพมากขึ้นเพราะบัตร ๒ ใบ ผลการเลือกตั้งจะไม่เป็นเบี้ยหัวแตก เหมือนระบบบัตรใบเดียวที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน นี่คือเหตุผลสำคัญที่ขออนุญาตกราบเรียนว่า ทำไมต้องแก้ไข ระบบบัตรใบเดียวเป็นบัตร ๒ ใบ

ฉบับที่ ๖ ประเด็นที่ขออนุญาตที่จะกราบเรียนต่อท่านประธานก็คือว่า เป็นประเด็นของการแก้ไขมาตรา ๒๗๒ ซึ่งเป็นประเด็นที่มีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวางใน ประเด็นว่าควรจะปิดสวิตซ์ (Switch) ส.ว. หรือไม่ ผมขออนุญาตกราบเรียนกับท่านประธาน ที่เคารพไว้ตรงนี้ครับว่าจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ต่อเรื่องนี้ก็คือ พรรคประชาธิปัตย์ ยังเห็นว่าสมาชิกวุฒิสภายังมีความจำเป็น และประเทศไทยควรเป็นระบบรัฐสภาแบบ ๒ สภา ไม่ใช่สภาเดียว แต่เนื่องจากสมาชิกวุฒิสภาไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง เพราะฉะนั้น จึงควรมีอำนาจจำกัดเฉพาะการทำหน้าที่ในการกลั่นกรองกฎหมายและการควบคุม การบริหารราชการแผ่นดินเท่านั้น ไม่ควรมีอำนาจเลยไปถึงการลงคะแนนเลือก นายกรัฐมนตรีแทนประชาชนที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง เช่น ส.ส. ได้ และที่สำคัญขออนุญาตเรียนกับท่านประธานครับว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ จำกัดอำนาจ ส.ว. ไม่ให้โหวตเลือกนายกรัฐมนตรีนั้นเป็นการสอดคล้องกับหลักการสำคัญ ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้ เพราะหลักการสำคัญที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ ก็กำหนดว่าผู้ที่มีอำนาจควรจะโหวต (Vote) เลือกนายกรัฐมนตรีนั้นควรมาจากการเลือกตั้ง โดยตรงประชาชนเท่านั้น การให้อำนาจสมาชิกวุฒิสภาลงคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรีนั้น เป็นการให้อำนาจเป็นการชั่วคราวที่ระบุไว้ในบทเฉพาะกาลเป็นเวลา ๕ ปีเท่านั้น หลังจากนั้นก็จะต้องกลับเข้าสู่วิถีประชาธิปไตยปกติที่เป็นหลักการสำคัญของรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ การแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ จึงเป็นเพียงแค่การย่นระยะเวลาของบทเฉพาะกาล ๕ ปีให้สั้นลงในเรื่องนี้ เพื่อกลับเข้าสู่หลักการประชาธิปไตยที่ถูกต้องและควรจะเป็น เร็วขึ้นแต่เพียงเท่านั้นเอง อีกประเด็นหนึ่งที่ขออนุญาตกราบเรียนกับท่านประธานในเรื่องนี้ ก็คือว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ นั้นไม่ได้มีผลเป็นการกีดกันบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เพื่อไม่ให้สามารถดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ต่อไปอีกในอนาคต เพราะหากบุคคลนั้น ประสงค์จะเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป ก็สามารถนำชื่อไปใส่ในบัญชีรายชื่อพรรคการเมืองได้ หรือลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ได้ และหลังการเลือกตั้งถ้าบุคคลนั้น สามารถรวมเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรได้ ท่านก็ย่อมมีสิทธิดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีได้เช่นเดียวกับบุคคลอื่น ๆ ที่มีคุณสมบัติและกระบวนการดำเนินการ เช่นเดียวกันกับท่าน นอกจากนั้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ นี้ยังถือเป็นการ ปลดล็อกเงื่อนไขข้อจำกัดหรือข้อขัดแย้งทางการเมืองได้อีกระดับหนึ่ง ช่วยส่งผลต่อ เสถียรภาพทางการเมืองในการที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาของรัฐบาลปัจจุบันในการแก้วิกฤติ โควิด (COVID) เศรษฐกิจและปัญหาอื่น ๆ ได้อย่างมีเสถียรภาพและเรียบร้อยราบรื่นขึ้น ต่อไปด้วย ด้วยเหตุผลที่กระผมกราบเรียนกับท่านประธานมาข้างต้น พรรคประชาธิปัตย์ จึงมีมติสนับสนุนทั้ง ๖ ร่างของพรรค รวมทั้งอีก ๒ ร่างของพรรคภูมิใจไทย และ ๑ ร่างของ พรรคพลังประชารัฐ แม้จะมีข้อท้วงติงในประเด็นมาตรา ๑๔๔ และมาตรา ๑๔๘ อยู่ แต่ก็เห็นว่าสามารถไปแปรญัตติแก้ไขให้เหมาะสมยิ่งขึ้นในวาระที่ ๒ ได้ รวมทั้งมีมติ สนับสนุน ๔ ร่างของพรรคเพื่อไทยด้วย ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าประชาธิปัตย์เห็นว่า

ประการที่ ๑ ทั้ง ๑๓ ร่างนั้นมีหลักการใกล้เคียงกันกับร่างของ พรรคประชาธิปัตย์

ประการที่ ๒ ประเด็นรายละเอียดที่ยังเห็นแย้งก็สามารถปรับปรุงแก้ไขได้ ในชั้นแปรญัตติ

ประการที่ ๓ การลงคะแนนเห็นชอบกับทั้ง ๑๓ ร่างไม่ใช่เรื่องการแลกเปลี่ยน ผลประโยชน์แต่ขออนุญาตกราบเรียนกับท่านประธานว่าเพื่อเป็นการแสดง แสวงหาความ ร่วมมือและความเห็นพ้องโดยไม่ขัดจุดยืน เพื่อให้การแก้รัฐธรรมนูญบรรลุผลสัมฤทธิ์ได้จริง ตามจุดยืนที่พรรคประชาธิปัตย์ได้กำหนดไว้ เพราะการแก้รัฐธรรมนูญนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่ จะต้องใช้เสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งของ ๒ สภารวมกัน และในจำนวนนั้นต้องมีฝ่ายค้านไม่น้อย กว่าร้อยละ ๒๐ สนับสนุน รวมทั้งต้องมีวุฒิสมาชิกไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๓ สนับสนุนด้วย ด้วย เหตุผลดังที่กระผมกราบเรียนมาข้างต้น จึงหวังว่าทั้ง ๖ ร่างที่พรรคประชาธิปัตย์ได้เสนอ และอีก ๗ ร่างที่เหลือนั้น จะได้รับการสนับสนุนจากสมาชิกรัฐสภา เพื่อทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้เกิดผลสัมฤทธิ์ได้จริงและไม่กลายเป็นเงื่อนไขวิกฤติทาง การเมืองจนเป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขปัญหาประเทศที่รุมเร้าเราอยู่ขณะนี้ และที่สำคัญทำให้ ประเทศไทยสามารถเดินหน้าไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้นตามเจตนารมณ์ของ รัฐธรรมนูญปัจจุบันได้อย่างสง่างามยิ่งขึ้น ขอบคุณครับท่านประธานครับ