ชลน่าน ยันไม่เห็นด้วย ปัดร่างรัฐธรรมนูญใหม่เป็นการยกเลิกฉบับ 60

รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๒๓ มิถุนายน ๒๕๖๔

ชลน่าน ศรีแก้ว แถลงคัดค้านมติประธานรัฐสภาที่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่เสนอโดยตนและคณะ อ้างว่าไม่ขัดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และยืนยันว่าการแก้ไขเพื่อเพิ่มหมวดการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ใช่การยกเลิกรัฐธรรมนูญปัจจุบัน แต่เป็นกระบวนการตามขั้นตอนที่ต้องให้ประชาชนออกเสียงประชามติสองครั้งตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ

นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร น่าน

ผมขออนุญาต ท่านประธานอ่านหนังสือฉบับนี้ทุกตัวอักษรเพื่อจะได้บันทึกไว้ สภาผู้แทนราษฎร ถนนสามเสนใน แขวงนครไชยศรี เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ลงวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๖๔ เรื่อง ขอให้ทบทวนความเห็นและบรรจุร่างพระราชบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่) .. พ.ศ. .... (แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๒๕๖ และเพิ่มเติม หมวด ๑๕/๑ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่) กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา อ้างถึงหนังสือ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ด่วนที่สุด ที่ สผ ๐๐๑๔/๗๔๖๑ ลงวันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๖๔ ตามหนังสือที่อ้างถึงอ้างว่า ประธานรัฐสภาไม่สามารถบรรจุร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่) .. พุทธศักราช .... (แก้ไขมาตรา ๒๕๖ และเพิ่มมาตรา ๑๕/๑ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่) ที่ข้าพเจ้าและคณะเป็นผู้เสนอ เข้าระเบียบวาระการประชุมรัฐสภาได้ โดยอ้างว่าร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม ที่เสนอมี หลักการในการเพิ่มเติมหมวด ๑๕/๑ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ย่อมเป็นการยกเลิก ย่อมเป็นการยกเลิก ผมขีดเส้นใต้นะครับท่านประธาน เน้นตรงนี้เลยครับ ย่อมเป็นการยกเลิก รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ จึงมิใช่ร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไว้ ตรงนี้ก็ต้องขีดเส้นใต้ด้วยครับท่านประธาน เพราะผมจะมี คำอภิปรายประกอบ ไว้ตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๔/๒๕๖๔ ลงวันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๖๔ ประกอบข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๖๓ ข้อ ๑๑๙ นั้น ข้าพเจ้า หมายถึงท่าน สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และคณะผู้ร่วมเสนอร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไข เพิ่มเติมฉบับดังกล่าว ขอกราบเรียนต่อท่านประธานรัฐสภาว่าไม่เห็นด้วย ด้วยความเคารพ ท่านประธานครับ ผมขอเน้นตรงนี้นะครับ ไม่เห็นด้วยต่อความเห็นดังกล่าวด้วยเหตุผล ดังต่อไปนี้ การหยิบยกคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๔/๒๕๖๔ ลงวันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๖๔ เฉพาะประเด็นว่า ร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม ที่ข้าพเจ้า และคณะเป็นผู้เสนอมิใช่ร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม เพราะมีการเพิ่มเติมมาตรา ๑๕/๑ หรือหมวด ๑๕/๑ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ย่อมมีผลเป็นการยกเลิกรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย คำวินิจฉัยที่แท้จริงนี้ คือตัวนี้ครับ ย่อมมีผลเป็นการยกเลิก รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่ใช่เป็นการยกเลิกนะครับที่ท่านประธานให้เหตุผลมา ข้าพเจ้าและ คณะใคร่ขอกราบเรียนว่าในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวมีข้อวินิจฉัยต่อไปว่า หากรัฐสภาต้องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องจัดให้ประชาชนผู้ทรงอำนาจสถาปนา รัฐธรรมนูญออกเสียงประชามติเสียก่อนว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ถ้าผลการ ออกเสียงประชามติเห็นพ้องด้วย จึงดำเนินการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อไป เมื่อเสร็จ แล้วต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติว่าเห็นชอบหรือไม่กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อีกครั้ง หนึ่ง ข้าพเจ้าและคณะจึงเห็นว่า ตามคำวินิจฉัยฉบับนี้ ศาลรัฐธรรมนูญมิได้ห้ามจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่และเมื่อพิจารณาคำว่า คำวินิจฉัยโดยถ่องแท้ ตั้งแต่คำวินิจฉัยของศาล รัฐธรรมนูญที่เคยวินิจฉัยไว้ ตามคำวินิจฉัยที่ ๑๘ ถึง ๒๒/๒๕๕๕ และคำวินิจฉัยที่ ๔/๒๕๖๔ ข้าพเจ้าและคณะเห็นว่ารัฐสภาสามารถใช้บทบัญญัติว่าด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ เพียงแต่ให้ประชาชนผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ ลงประชามติเสียก่อนว่าประสงค์จะให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ โดยการลงประชามตินั้น จะมีการลงประชามติ ๒ ครั้ง ครั้งที่ ๑ คือก่อนจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และครั้งที่ ๒ คือหลังจากการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จแล้ว การเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไข เพิ่มเติมของข้าพเจ้าและคณะ เป็นเพียงกระบวนการเสนอญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๒๕๖ เพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เท่านั้น ตรงนี้เป็นข้อความสำคัญ ครับท่านประธาน หากรัฐสภาเห็นชอบก็ต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติ ถ้าผลประชามติ เห็นชอบก็ต้องผ่านกระบวนการตามมาตรา ๒๕๖ (๗) ก็คือที่บัญญัติไว้นะครับ จึงจะมีผล ใช้บังคับเมื่อนำทูลเกล้าฯ เสร็จแล้ว แม้เมื่อมีผลใช้บังคับแล้วก็เป็นเพียงการแก้ไขเพิ่มเติมบท มาตราในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ เท่านั้น รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ยังใช้บังคับอยู่ มิได้ถูกยกเลิกไปแต่ประการใด และยังไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่อย่างใด ตรงนี้สำคัญมากนะ ท่านประธานครับ การยื่นร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๒๕๖ เป็นการเปิดช่องให้รัฐธรรมนูญที่เราใช้อยู่ปัจจุบันมีหมวดที่ว่าด้วยการจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เกิดขึ้นเท่านั้น เพื่อรองรับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ถ้าพี่น้อง ประชาชนมีมติออกมาแล้วว่าเห็นด้วย ถ้าเราไม่เปิดช่องตรงนี้นะครับ รัฐสภา แม้ศาล รัฐธรรมนูญบอกว่า รัฐสภามีหน้าที่และอำนาจในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้เราก็ไม่ สามารถทำได้ ท่านประธานที่เคารพในข้อความต่อไปในหนังสือฉบับนี้ กระผมขออ่านต่อนะ ครับ ข้าพเจ้าและคณะเห็นว่าหากถือตามผลการพิจารณาของท่านประธานรัฐสภา ตาม หนังสือที่เลขาธิการรัฐสภาแจ้งมายังข้าพเจ้าและคณะ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ศาล รัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าทำได้นั้นจะทำได้อย่างไร เพราะไม่มีช่องทำ ไม่มีคำวินิจฉัยไว้ แม้จะมี ผลการออกเสียงประชามติของประชาชนเห็นชอบด้วยแล้วก็ตาม เพราะการเสนอให้จัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จำกัดให้ต้องเสนอญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ ช่องทางเดียวเท่านั้น การไม่บรรจุญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของข้าพเจ้ากับพวกก็เท่ากับ ห้ามจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยสิ้นเชิงนั่นเอง ความหมายตรงนี้สำคัญท่านประธานครับ ถ้าไปออกเสียงประชามติแล้วประชาชนเห็นชอบด้วยว่าเราจะมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับ ใหม่ แต่กระบวนการขั้นต่อไปเราก็ต้องมาเปิดช่องที่รัฐธรรมนูญว่ามีบทรองรับให้อำนาจ รัฐสภาทำได้ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีครับ มันต้องแก้ไขเพิ่มเติมให้มีก่อน ประกาศบังคับใช้ก่อน รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ แก้ไขเพิ่มเติมปีต่อไป ถ้าเป็นปี ๒๕๖๔ ก็ปี ๒๕๖๔ เราถึงจะแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ ใหม่ได้ ถ้าไม่ทำอย่างนั้นคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเอง ผลประชามติของพี่น้องประชาชน เองก็ไม่สามารถดำเนินการได้ นอกจากนี้หากถือตามผลการพิจารณาของท่านประธานรัฐสภา ที่อ้างคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก็เท่ากับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องมีการออก เสียงประชามติถึง ๓ ครั้ง ครั้งที่ ๑ เป็นการออกเสียงประชามติว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับ ใหม่หรือไม่ โดยผู้ออกเสียงประชามติไม่ทราบเลยว่ากระบวนการในการจัดให้มีรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่เป็นอย่างไร ใครจะเป็นผู้ทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ประชาชนจะมีส่วนร่วมอย่างไร ใช้เวลาเท่าไร ครั้งที่ ๒ เป็นการออกเสียงประชามติหลังจากรัฐสภาเห็นชอบในการแก้ไข เพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ตามบทบัญญัติ มาตรา ๒๕๖ โดยให้มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการ จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งในการออกเสียงประชามติครั้งนี้ ผู้ออกเสียงประชาชนมีข้อมูล ที่สมบูรณ์ว่ากระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นอย่างไร นั่นครั้งที่ ๒ นะครับ ต้องทำมาตรา ๒๕๖ ที่มีวงเล็บว่า (จะต้องไปออกเสียงประชามติหลังจากผ่านวาระ ๓) ครั้งที่ ๓ เป็นการออกเสียงประชามติหลังจากการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จแล้ว) นั่นหมายถึงถ้าเราเสนอให้ ส.ส.ร. ยกร่าง ส.ส.ร. ยกร่างเสร็จ ยกร่างเสร็จก็ต้องไปทำ ประชามติ หนังสือของเลขาธิการรัฐสภา ซึ่งอ้างว่าปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เท่ากับส่งผลให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องทำประชามติถึง ๓ ครั้ง