ตวง ตั้งคำถามวาระรัฐธรรมนูญท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจและโควิด-19

รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๒๓ มิถุนายน ๒๕๖๔

ตวง อันทะไชย ตั้งคำถามถึงความเหมาะสมในการให้ร่างรัฐธรรมนูญเป็นวาระเร่งด่วนท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจและโควิด-19 พร้อมเรียกร้องให้รัฐสภามุ่งแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนก่อน ขณะเดียวกันเสนอให้ทบทวนบทบาทของรัฐสภาและระบบเลือกตั้ง รวมถึงย้ำถึงเจตนารมณ์ของมาตรา 272 ที่เป็นกลไกชั่วคราวในภาวะวิกฤติ ไม่ควรตีความเกินขอบเขต และยืนยันว่าการเลือกนายกรัฐมนตรีต้องสอดคล้องกับเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรโดยคำนึงถึงเจตนารมณ์ของประชาธิปไตยและกระบวนการที่โปร่งใส

นายตวง อันทะไชย สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม ตวง อันทะไชย สมาชิกวุฒิสภาในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประทานอนุญาต ท่านประธานได้เริ่มต้นคำอภิปรายของผมในชั้นรับหลักการของร่าง ๑๓ ฉบับนี้ด้วยถ้อยคำ ของประชาชน ผมเล่าให้ท่านประธานฟังก่อนว่าผมไปโครงการ ส.ว. ห่วงใยโควิด (COVID) โดยท่านรองสิงห์ศึกเป็นหัวหน้าคณะไปแจกหน้ากากอนามัยไปให้กำลังใจชาวบ้าน ชาวบ้าน เขามีคำถามว่าถ้าการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป้าหมายสุดท้ายของการแก้ไขรัฐธรรมนูญคือ ประชาชนได้ประโยชน์ หากเป็นเป้าหมายที่ประชาชนจะได้ประโยชน์ หากเป็นสิ่งที่ ประชาชนคิดว่ามันเป็นปัญหาและเป็นความต้องการของประชาชนไซร้ คำถามชาวบ้าน เป็นคำถามที่ผมจะกราบเรียนต่อท่านประธานเป็นหัวใจหลักที่ผมจะอภิปรายต่อไปนี้ ประชาชนเอ่ยชื่อก็ได้ แต่เป็นจังหวัดไม่ต้องระบุพื้นที่ ลุงมีถามผมว่า ท่าน ส.ว. ทำไมรัฐสภา หรือ ส.ส. ส.ว. ไม่เรียงลำดับปัญหาความสำคัญของบ้านเมือง โดยพิจารณาจากปัญหาที่เรา เผชิญวิกฤติตอนนี้ คือวิกฤติเศรษฐกิจ สังคมที่เผชิญกับโควิด (COVID) ทำไมเราเอา รัฐธรรมนูญเป็นตัวตั้งลำดับต้น ผมเจอคำถามชาวบ้านแบบนี้ผมก็ไปไม่เป็นนะท่านประธาน ผมพยายามเรียบเรียงที่จะมากราบเรียนต่อท่านประธาน เขาบอกว่าถ้ารัฐสภาเป็น ความต้องการของประชาชนเวลานี้ คนตกงาน คนไม่มีอาชีพ คนไม่มีงานทำ กลไกของรัฐสภา จะต้องเป็นคนที่จะช่วยแก้ปัญหา ผมยกตัวอย่างเมื่อคืนเป็นที่น่าอนาถที่แฟลตดินแดง ๗ คน ติดโควิด (COVID) ไม่มีคนไปรับต้องมีคนเอาเต็นต์ (Tent) ไปให้นอนข้างล่าง ประเด็นอย่างนี้ เป็นประเด็นที่ชาวบ้านถามมาแบบซื่อ ๆ แต่มันมีนัยสำคัญที่จะสะท้อนต่อสภาว่าทำไม ไม่แก้ปัญหาวิกฤติของประเทศที่ไม่มีคำตอบได้ก่อนที่จะแก้รัฐธรรมนูญ แปลว่าชาวบ้านไม่ได้ บอกว่าจะต้องมาแก้รัฐธรรมนูญ

ประการที่ ๒ ที่จะกราบเรียนต่อท่านประธานก็คือข้อคิดเห็นของผมนี่ ถ้าเราอ้างว่ารัฐธรรมนูญฉบับที่เป็นประชาธิปไตย แก้แล้วมันจะทำให้การแก้ไขปัญหาโควิด (COVID) นั้นได้ดีมีประสิทธิภาพ เป็นประชาธิปไตยนี่ล่ะ มันจะทำให้การแก้ไขโควิด (COVID) ได้ดีมีประสิทธิภาพ ผมมีคำถามว่าทำไมสหรัฐอเมริกาที่เป็นประชาธิปไตยของโลกตายมาก ที่สุด ยุโรป อังกฤษ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ปิดแล้วปิดอีกคือประชาธิปไตย เขยิบมาที่ เอเชีย (Asia) ท่านประธาน ประเทศที่อยู่ในเอเชีย (Asia) ของเรา ประเทศญี่ปุ่นเอ่ยชื่อเลย รัฐธรรมนูญของประเทศญี่ปุ่นเขียนโดยสหรัฐอเมริกา นายพลแมกอาเธอร์ (MacArthur) หลังสงครามโลก ตั้งแต่วันนั้นถึงวันนี้ญี่ปุ่นไม่เคยแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่เป็นมหาอำนาจและ แก้ไขปัญหาโควิด (COVID) ได้ แก้วิกฤติของประเทศของเขาได้ ต่อความเห็นของผมต่อร่าง ๑๓ ฉบับ ผมมีความเห็นจากที่ฟังจากประชาชนและข้อเสนอของผมต่อสภาดังต่อไปนี้ ท่านประธาน ประการแรกผมอาจจะไม่ได้เห็นด้วยกับกรอบแนวคิดในการว่าด้วยการแก้ไข รัฐธรรมนูญ ในขณะที่ประเทศกำลังเผชิญภาวะวิกฤติที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน แต่ผมเคารพ ในบางประเด็นที่ท่านสมาชิกรัฐสภาได้เสนอต่อสภาในการแก้ไข แต่เป็นประเด็นที่มีคำถามที่ อยากจะให้ผู้เสนอญัตตินั้นได้ตอบต่อสภามีดังต่อไปนี้

ประการแรก ผมเห็นด้วยกับระบบเลือกตั้งใหม่ที่เราจะต้องแก้ไข เราต้องยอมรับว่าเราใช้ระบบเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญปี ๒๕๖๐ ที่ผ่านมานั้นมันมีปัญหา ท่านประธาน มันมีปัญหาตั้งแต่ชาวบ้านไม่เข้าใจ ชาวบ้านเลือกยากลำบาก แต่ระบบที่เป็น วิถีชีวิตที่ผมใช้ว่ามันเหมาะกับจริตสังคมไทย เป็นประชาธิปไตยแบบไทย ๆ คือระบบบัตร ๒ ใบนี้ครับ ผมกลับเห็นว่านี่คือการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยของไทยขึ้นมาถึงจุดที่เป็น ตัวของเขา เป็นสไตล์ (Style) ของระบอบประชาธิปไตยแบบไทย ยอมรับครับว่ามันมีปัญหา ก็ต้องแก้ อันนี้คือเรื่องที่ ๑ ที่ผมเห็นว่าเมื่อระบบแบ่งสันปันส่วนที่เราใช้แล้วมันมีปัญหา ก็ต้องแก้ไข

ประการต่อมาที่ผมเห็นว่าจำเป็นที่จะต้องมีการปรับปรุงแก้ไขก็คือ มาตรา ๒๗๐ ที่มีคนกล่าวถึงไปเมื่อเช้า บอกว่าอำนาจหน้าที่ อำนาจของสมาชิกวุฒิสภา ในการติดตามการปฏิรูปประเทศควรที่จะต้องให้เป็นอำนาจหน้าที่ของรัฐสภา ผมกลับ เห็นด้วย พวกผมทำงานมา ๓ ปี พวกผมพบว่ากลไกในการติดตาม เสนอแนะ เร่งรัด การปฏิรูปประเทศด้านต่าง ๆ กลไกในการรับฟังปัญหาของประชาชน รับทราบความ เดือดร้อนของประชาชนที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญคือมาตรา ๒๗๐ นั้นควรจะให้สภา ผู้แทนราษฎรได้มีอำนาจหน้าที่ในการติดตามกำกับที่ท่านสมาชิกหลายท่านพูดถึงเมื่อกี้นี้ ผมเห็นด้วย ไม่ต้องไปแก้ไขมาตรา ๑๘๕ แต่ในร่างนี้ข้อเสนอของผมท่านไม่ไปแก้ไข มาตรา ๑๕๖ ท่านต้องแก้มาตรา ๑๕๖ ด้วยมันถึงจะทำให้อำนาจหน้าที่ของสภา ผู้แทนราษฎรนั้นสามารถทำได้ แต่พวกผมวุฒิสภานั้นทำเป็นเพียงเฉพาะชั่วคราวครับ ท่านประธาน

ประการต่อมา ผมกลับเห็นว่าเรื่องการแก้ไขหน้าที่และอำนาจของสมาชิก รัฐสภาในการแปรญัตติตามมาตรา ๑๔๔ นั้นมันคือกระบวนการพัฒนาการของการต่อสู้ คอร์รัปชันของประเทศไทย มันคือการต่อสู้ที่พัฒนาขึ้นมาเขียนเป็นบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ที่ไม่สามารถจะแปรญัตติเอาไปกองไว้แล้วทำโครงการ จนกระทั่งว่าทุกคนไม่ทำ แต่ท่านเชื่อ ผมเถอะมีช่องทางทำจนได้ท่านประธาน แต่ผมเห็นว่าวิธีแบบนี้ในร่างปัจจุบันของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นั้นดีอยู่แล้ว ชอบแล้ว มีกลไกที่สามารถควบคุมกำกับได้อยู่แล้ว ไม่ควรจะไป แตะต้องเขา หนำซ้ำยังเป็นผนังทองแดง กำแพงแก้วกั้นให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภาในการทำหน้าที่ของตนได้เต็มที่ เราไม่ได้มีปัญหา จากการศึกษาของเราก็ไม่มี ปัญหามาตรานี้ว่าเราจะแปรญัตติอย่างไร นั่นประการที่ผมคิดว่าจำเป็นที่จะต้องกราบเรียน ต่อท่านประธานเพื่อให้สภาได้ลองพิจารณา

เรื่องที่ ๒ คือเรื่องหน้าที่และอำนาจในการที่จะไปแทรกแซงกับกลไกราชการ การปฏิบัติหน้าที่การรับฟังความเห็นของประชาชนมาทำงานต่อ ผมเห็นว่าประเด็นตรงนี้ เป็นประเด็นที่รัฐธรรมนูญได้เขียนครอบเอาไว้ดีแล้ว แทบจะเรียกได้เลยว่าถ้าใครทำงาน แบบนี้มาก่อนไม่มีปัญหาครับ ถ้าอยากได้มากกว่านี้ก็ไปแก้มาตรา ๒๗๐ ที่ท่านพูดเมื่อกี้ ไปแก้มาตรา ๑๕๘ ประกอบกัน มาตรา ๑๕๖ ประกอบกัน ให้มีหน้าที่และอำนาจในการ ติดตามรับข้อเสนอของประชาชน รับปัญหาประชาชนมาให้ส่วนราชการทำได้ชอบด้วย รัฐธรรมนูญ ประเด็นอย่างนี้คือประเด็นที่ผมจะกราบเรียนต่อท่านประธานว่ามาจาก ประสบการณ์ที่เราทำงาน มาจากข้อเท็จจริง มาจากการพัฒนาการของประเทศเราขึ้นมา จนถึงวันนี้จึงกลายเป็นมาตรา ๑๔๔ เรื่องหนึ่งที่ผมจำเป็นที่จะต้องอธิบายความ เนื่องจากว่ามีท่านสมาชิกหลายท่านพูดเรื่องนี้ พูดเพื่อให้พี่น้องประชาชนทางบ้านได้เข้าใจตรงกัน คือเรื่องหน้าที่และอำนาจของ ส.ว. ตาม มาตรา ๒๗๒ ความที่มาของมันนั้นไม่ได้เกิดขึ้นมาจากคนยกร่างรัฐธรรมนูญ แต่มันเกิดขึ้น จากคำถามพ่วงที่ประชาชนมีประชามติให้ทำ มีประชามติให้ทำจึงเกิดมาตรา ๒๗๒ และ มาตรา ๒๗๒ เขียนระบุเอาไว้ว่าอย่าใช้นาน ให้ใช้ตอนเริ่มต้นในการกอบกู้ฟื้นฟูประเทศ ท่านทั้งหลายท่านจะเข้าใจปรัชญาของมาตรา ๒๗๒ ท่านอย่าลืมเหตุการณ์ก่อนที่จะเกิด รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เราเผชิญวิกฤติหนักแค่ไหน คนร่างเขาก็มองว่าถ้าตั้งไม่ได้จะทำ อย่างไร ถ้าเราเข้าใจประวัติศาสตร์ลำดับที่มาเราจะรู้ว่าเขียนเอาไว้เฉพาะชั่วคราว มีคนพูดเอาไว้เยอะแล้วผมจำเป็นจะต้องพูดย้ำ ซ้ำ เติม ทบทวนให้เห็นว่าสมาชิกวุฒิสภาที่ ออกแบบไว้ในมาตรา ๒๗๒ เลือกนายกรัฐมนตรีนั้น ไม่ได้ออกแบบมาให้มีอำนาจ เพราะคน จะมาเป็นผู้บริหารประเทศที่จะจัดตั้งรัฐบาลได้นั้นจะต้องมีเสียงข้างมากจากสภา ผู้แทนราษฎรมาแล้ว ท่านประธานอยู่สภามานานทราบดี ถ้าท่านไม่มีเสียงข้างมากจากสภา ผู้แทนราษฎรขึ้นมา ต่อให้สมาชิกวุฒิสภาเลือกทั้งหมดท่านก็ไม่สามารถบริหารราชการ แผ่นดินได้ นั่นแปลว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต่างหากคือคนเลือกนายกรัฐมนตรี นั่นประการที่ ๑ ในมาตรา ๒๗๒ ต่อให้สมาชิกวุฒิสภาในกรณีที่ ๒ เลือกนายกรัฐมนตรี โดยที่ไม่ได้เสียงข้างมากเข้ามา อยู่ไม่ได้ถึงสัปดาห์ท่านประธานครับ เสนอกฎหมายก็แพ้ครับ บริหารราชการแผ่นดินไปไม่ได้ครับ นั่นก็คือเขาให้สามารถจัดตั้งรัฐบาลในช่วงวิกฤติวันนั้น ปี ๒๕๕๗ ได้ และให้อยู่ชั่วคราว ผมเรียนท่านประธานว่าท่านไม่แก้ อีก ๒ ปีก็ไปแล้วครับ อีก ๒ ปีก็ไม่ได้มีอำนาจเข้าไปสู่ภาวะปกติ เพราะฉะนั้นถ้าจะทำ จะต้องย้อนกลับไปดูปรัชญา ของมัน ถ้าจะทำต้องย้อนกลับไปดูว่ามาตรา ๒๗๒ นั้นมาจากประชามติครับ ผมก็ไม่อยาก ไปอ้างคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ท่านทั้งหลายผมก็พูดมาครั้งหนึ่งแล้ว ว่าสิ่งใดก็ตาม ประชามติคือเสียงของประชาชน ประชามติคือองค์รัฏฐาธิปัตย์ในการสถาปนารัฏฐาธิปัตย์ ขึ้นมา เวลาจะแก้ไขเพิ่มเติม เวลาจะทำใหม่ที่ไม่ได้สอดคล้องกับองค์รัฏฐาธิปัตย์นั้น จำเป็นจะต้องทำประชามติเพื่อสอบถามประชาชน ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่ผมฝากเอาไว้ว่า อย่างน้อยรัฐสภาได้บอกเตือนเอาไว้ว่ามาตรา ๒๗๒ นั้นไม่ใช่ว่าคิดแล้วจะทำเลย

สุดท้ายผมกราบเรียนต่อท่านประธานถึงความเป็นนายกรัฐมนตรีในอดีตนั้น เรื่องที่เรากำลังบอกว่านายกรัฐมนตรีแบบนี้เป็นเรื่องพิเศษเพราะมี ส.ว. ๒๕๐ คน ไม่จริงครับ นายกรัฐมนตรีในอดีตนั้น ที่ใช้กลไกลักษณะพิเศษ มีรัฐธรรมนูญทั้งหมด ๗ ฉบับ มี ๑๑ คนท่านประธาน ที่จะใช้กลไกแบบนี้ ท่านย้อนกลับไปดู เวลาผมจะหมดไม่มีเวลา อธิบาย นั่นหมายความว่าประเทศของเราผ่านภาวะวิกฤติแบบนี้มาหลายครั้ง ประเทศ ของเราก็หาทางออกเอาไว้ว่าวันหนึ่งเราเผชิญภาวะวิกฤติที่ไม่สามารถตั้งได้ แต่งตั้ง นายกรัฐมนตรีได้ในภาวะวิกฤติ แต่งตั้งรัฐบาลได้ในภาวะวิกฤติ จำเป็นที่จะต้องมีกลไก ที่ออกแบบไว้อย่างนี้ แต่ออกแบบไว้ชั่วคราว ห้ามนาน เพราะฉะนั้นกระบวนการในการเลือก นายกรัฐมนตรีตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ จึงเป็นกระบวนการในภาวะวิกฤติ ที่ชั่วคราว ท่านประธานที่เคารพ พวกผมสมาชิกวุฒิสภา กราบเรียนต่อท่านประธานผ่านไป ยังท่านสมาชิกว่าความรักกับประเทศนี้ไม่ต่างจากท่านหรอกครับ แต่เรารักในประเทศนี้บนปรัชญาของความเป็นประเทศ บนปัญญาที่ทุกคนมีเท่ากัน บนเหตุ และผลของสมาชิกแต่ละท่านที่จะเป็นคนวินิจฉัยที่เป็นคนตัดสินใจว่าอะไรคือประโยชน์ที่ ประเทศจะได้รับ อะไรคือบทเรียนที่ประเทศนี้ได้ผ่านมาแล้ว แล้วเขียนไปเป็นรัฐธรรมนูญ แล้วเราจะกลับไปสู่วงจรเดิม จะกลับไปสู่แบบเดิมอีกหรือ เป็นประเด็นที่ผมจะกราบเรียน ผ่านท่านประธานไปยังรัฐสภา ผมไม่อาจที่จะไปเรียกร้องท่านทั้งหลายหรอกครับ เพียงแต่ว่า ประเด็นอย่างนี้คือประเด็นที่พวกผมได้พูดคุยและหารือกันแล้วว่าควรอย่างยิ่งที่จะต้อง ไตร่ตรองพิจารณา หรือท่านตอบคำถามพวกผมได้ก็ตอบมาว่าสิ่งที่ท่านคิด สิ่งที่ท่านเสนอมา ต่อสภานั้นมันมีทางออก มันมีแนวทางในการแก้ไขดีแล้ว ขอบพระคุณท่านประธานครับ