ไพบูลย์ นิติตะวัน หารือการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญในหลายประเด็นสำคัญ โดยเน้นการเสริมสร้างสิทธิและเสรีภาพของประชาชนในกระบวนการยุติธรรม การช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ชุมชน การลดอุปสรรคต่อพรรคการเมือง และการปรับปรุงมาตรา 29, 41 และ 45 พร้อมเสนอให้เปลี่ยนระบบเลือกตั้งเป็นบัตรสองใบ โดยใช้สัดส่วน ส.ส. เขต 400 ที่นั่งและบัญชีรายชื่อ 100 ที่นั่ง พร้อมเกณฑ์คะแนนขั้นต่ำร้อยละ 1 เพื่อลดปัญหา ส.ส. ปัดเศษและเพิ่มความเป็นธรรมในการสะท้อนเจตจำนงของประชาชน นอกจากนี้ยังเสนอแก้ไขมาตรา 144 และ 185 เพื่อความชัดเจนในการพิจารณาร่างงบประมาณและให้ ส.ส. และ ส.ว. สามารถช่วยเหลือประชาชนได้โดยไม่ถือเป็นการแทรกแซงราชการ รวมถึงเสนอให้รัฐสภาร่วมกันทำหน้าที่ติดตามการปฏิรูปประเทศแทนวุฒิสภาเพียงฝ่ายเดียว และให้คณะรัฐมนตรีรายงานผลปีละหนึ่งครั้ง พร้อมเร่งรัดกระบวนการโดยขอให้พิจารณาในวาระแรกโดยไม่ต้องทำประชามติเพื่อประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย.
ขอบคุณครับท่านประธาน เนื่องจากการเสนอในครั้งนี้ผมก็อยากจะสะท้อนถึงความรู้สึก ความตั้งใจจริงที่จะเสนอก่อนที่จะเข้าสู่ประเด็น ซึ่งประเด็นที่ผมเสนอก็ขออนุญาตกราบเรียน เลยครับว่า การเสนอนั้นเราได้เสนอทั้งสิ้น ๕ ประเด็น ๑๓ มาตรา ซึ่งผมอยากจะกราบเรียน ท่านประธานว่าทั้ง ๕ ประเด็นนั้น ประกอบด้วยประเด็นที่ ๑ ครับท่านประธาน เราเสนอแก้ไขเพิ่มเติมการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนในเรื่องกระบวนการ ยุติธรรม ก็มีปัญหาทักท้วงกันเยอะครับ ไม่ว่าในเรื่องเกี่ยวกับสิทธิในการประกันตัว ซึ่งก็จะมีการแก้ไขให้ได้รับสิทธิดังกล่าวเพื่อได้เกิดความยุติธรรมขึ้น และยังมีอีกหลาย ประเด็น แล้วก็ในส่วนนี้ก็จะเสนอให้ชุมชนมีสิทธิได้รับความช่วยเหลือทางกฎหมายอย่าง เหมาะสมจากรัฐในการฟ้องหน่วยงานของรัฐ แล้วก็รวมทั้งเสนอให้ขจัดอุปสรรคการ ดำเนินการของพรรคการเมืองซึ่งเป็นสิทธิในส่วนสิทธิและเสรีภาพของประชาชนตามร่าง รัฐธรรมนูญ ซึ่งเขียนไว้ในมาตรา ๓ ครับ เราจะแก้ไขเพิ่มเติมหมวด ๓ สิทธิและเสรีภาพ ซึ่งบัญญัติไว้ในมาตรา ๒๙ มาตรา ๔๑ และมาตรา ๔๕
ท่านประธานครับ ในประเด็นที่ ๒ เป็นประเด็นสำคัญ ร่างของพรรค พลังประชารัฐได้เสนอแก้ไขระบบการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งตามเดิมที่บัญญัติ ไว้ในรัฐธรรมนูญนั้นให้ใช้บัตรเลือกตั้งเพียง ๑ใบ ซึ่งมีเสียงทักท้วงกันหลายท่าน บอกว่าสมควรที่จะนำระบบการเลือกตั้งตามที่เคยบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญก่อนหน้านั้น ก็คือทั้งในฉบับปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๖๐ ซึ่งอันนี้ก็อยู่ในรายงานที่พิจารณากัน ในคณะกรรมาธิการศึกษาปัญหาของรัฐธรรมนูญของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจะให้ใช้บัตร เลือกตั้ง ๒ ใบ มาสำหรับการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตการเลือกตั้งและแบบบัญชีรายชื่อ เป็นบัตรเลือกตั้ง ๒ ใบ ที่ลงคะแนนเพื่อที่จะให้เป็นไปตามเจตจำนงของประชาชน ซึ่งทางพรรคเสนอตามร่างปรากฏในมาตรา ๔ เป็นการแก้ไขการเลือกตั้ง มาตรา ๘๓ มาตรา ๘๕ มาตรา ๘๖ มาตรา ๙๐ มาตรา ๙๑ มาตรา ๙๒ และมาตรา ๙๔ ท่านประธานครับ เจตจำนงเพื่อให้เป็นไปตามที่เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายพรรคได้เรียกร้อง และเห็นว่าเป็นประโยชน์กับประชาชนออกเสียงเลือกตั้งที่จะได้ใช้สิทธิในการออกเสียง ผ่านบัตรเลือกตั้ง ๒ ใบ ซึ่งย่อมมีสิทธิมากกว่าการออกเสียงบัตรเลือกตั้ง แบบ ๑ ใบ และระบบนี้ก็ได้มีการจัดการเลือกตั้งในประเทศไทยมาหลายครั้ง ตั้งแต่ปี ๒๕๔๔ แล้วประชาชนมีความคุ้นเคยแล้วก็พอใจในการใช้สิทธิเลือกตั้ง ๒ ใบมากกว่า ดังนั้นท่าน ประธานเพื่อคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนที่มีสิทธิออกเสียง จึงเสนอแก้ไขระบบเลือกตั้ง จากที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ จากบัตรใบเดียวเป็นบัตรเลือกตั้ง ๒ ใบตาม รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แล้วก็ในร่างเสนอให้มี ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ๔๐๐ คน ส.ส. บัญชีรายชื่อ ๑๐๐ คน แล้วก็นอกจากนั้นระบบบัญชีรายชื่อยังกำหนดขั้นต่ำต้องได้คะแนน สัดส่วนจำนวนเต็มร้อยละ ๑ เพื่อไม่ให้เกิดกรณี ส.ส. บัญชีรายชื่อ ที่ได้คะแนนเสียงต่ำกว่า ร้อยละ ๑ จะได้เสียง เขาเรียกว่า ส.ส. ปัดเศษนั่นละครับ
สำหรับประเด็นที่ ๓ การแก้ไขของพรรคนั้น ได้นำเสนอการแก้ไข เรื่องการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ซึ่งมีปัญหา กระทบต่อการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำงบประมาณ การแก้ไข นั้นให้นำข้อความตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาใช้แทน ซึ่งปรากฏในร่างแก้ไข มาตรา ๕ โดยแก้ไขการพิจารณาพระราชบัญญัติงบประมาณ ตามมาตรา ๑๑๔ ท่านประธานครับ การที่นำรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาใช้แทนเนื่องจากหลักการที่คณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษา ปัญหาหลักเกณฑ์และแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญของสภาผู้แทนราษฎร ได้รายงาน เห็นควรให้แก้ไขไว้ว่า มาตรา ๑๔๔ ปรากฏอยู่ในหน้า ๔๗ และหน้า ๕๑ ซึ่งให้นำแก้ไขนั้น ชัดเจนว่า ในหน้า ๕๑ ปรากฏเป็นความเห็นและข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ ก็คือควรที่ จะให้แก้ไขโดยนำบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐ มาใช้เพื่อที่จะให้ ปรับปรุงให้ดีขึ้น ซึ่งเรื่องนี้ก็สอดรับกับร่างรายงานดังกล่าวนั้น ได้นำเสนอไปยังสำนักงาน กฤษฎีกา ก็ได้รายงานมีผลรายงานที่เป็นบันทึกของสำนักงานกฤษฎีกาครับท่านประธาน ซึ่งได้ทำหนังสือถึงท่านประธาน ในวันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๖๔ ลงนามโดยเลขาธิการ คณะกรรมการกฤษฎีกา ก็เสนอบันทึกรายงานเกี่ยวกับประกอบการพิจารณารายงาน ของคณะกรรมาธิการที่ศึกษาปัญหาหลักเกณฑ์แก้ไขรัฐธรรมนูญของสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธาน ในบันทึกความเห็นของสำนักงานกฤษฎีกา ในหน้า ๑๓ ย่อหน้า (ข) เขียนไว้ อย่างนี้ครับ สำนักงบประมาณเห็นด้วยกับข้อเสนอของคณะกรรมาธิการวิสามัญ เนื่องจากมาตรา ๑๔๔ ทำให้เกิดปัญหาเรื่องความชัดเจนในการปฏิบัติหน้าที่ต้องมีการ ตีความบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ และเป็นหน้าที่ของสำนักงบประมาณในการให้ความเห็นว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือกรรมาธิการ มีส่วนได้เสียหรือไม่ นอกจากนั้น บทกำหนดโทษกรณีมีการฝ่าฝืนข้อห้าม รวมทั้งการกำหนดโทษการเรียกเงินคืนนั้น ส่งผลให้เจ้าหน้าที่สำนักงบประมาณไม่กล้าที่จะปฏิบัติหน้าที่เป็นฝ่ายเลขานุการของ คณะกรรมาธิการในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปี งบประมาณ นี่คือบันทึกอยู่ในของสำนักงานกฤษฎีกา เป็นความเห็นซึ่งไปตรวจสอบได้ ดังนั้นจากรายงานของคณะกรรมาธิการศึกษาปัญหาของรัฐธรรมนูญและบันทึกของ สำนักงานกฤษฎีกา ท่านประธานครับ ทางกระผมจึงได้นำปัญหาดังกล่าวมาแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๑๔๔ โดยนำรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาใช้ โดยไม่ได้ไปตัดข้อความได้เลย แต่ว่าอยากจะเรียนว่าในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่นำมานั้นก็ยังคงหลักการครับ ก็ยังคงหลักการครับท่านประธาน เขียนไว้ว่าในการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือของคณะกรรมาธิการ การเสนอการแปรญัตติหรือการกระทำการใด ๆ ที่มีผลให้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือกรรมาธิการมีส่วน ไม่ว่าโดยทางตรง หรือทางอ้อม ในการใช้งบประมาณรายจ่ายจะกระทำมิได้ ในกรณีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภามีจำนวนไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๑๐ ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของ แต่ละสภา เห็นว่ามีการกระทำฝ่าฝืนบทบัญญัติตามวรรคที่ปรากฏ ให้เสนอความเห็นต่อ ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณา และศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาวินิจฉัยภายใน ๗ วันนับแต่ วันที่ได้รับความเห็นดังกล่าว ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามีการกระทำฝ่าฝืน บทบัญญัติตามวรรค ๖ ให้การแปรญัตติและกระทำการดังกล่าวเป็นอันสิ้นผล
ท่านประธานครับ ซึ่งหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไปแล้ว แน่นอนครับ ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญเป็นอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็สามารถจะกล่าวโทษ เอาผิดกับ ส.ส. ส.ว. หรือกรรมาธิการที่กระทำการฝ่าฝืนได้ แต่ความเข้มข้นและความชัดเจน ในบทที่ดำเนินการนั้นก็ย่อมไม่ชัดเจนเท่ากับบทบัญญัติที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มาตรา ๑๔๔ ปัจจุบัน ดังนั้นจึงมีท่านสมาชิกวุฒิสภาหลายท่านที่ท่านได้ทักท้วงว่าการแก้ไข ร่างรัฐธรรมนูญแล้วเสนอมาโดยนำรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาแทนนั้น เป็นการทำให้หลักการ ตรวจสอบการพิจารณากฎหมายงบประมาณที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ได้บัญญัติไว้ ในมาตรา ๑๔๔ อย่างเข้มข้น ได้เสียสาระสำคัญของการตรวจสอบไป ซึ่งโดยส่วนตัวครับ ท่านประธาน ผมเห็นด้วยกับสมาชิกวุฒิสภาหลายท่านที่ทักท้วง แล้วก็ได้รับปากกับ ท่านวุฒิสมาชิกเหล่านั้นว่าหากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้รัฐสภาได้รับหลักการในวาระที่ ๑ ไปแล้ว ในชั้นการพิจารณาในวาระที่ ๒ ในชั้นกรรมาธิการ ผมแล้วก็พร้อมกับพรรคพลัง ประชารัฐจะเสนอแก้ไขมาตรา ๑๔๔ ให้คงหลักการที่เข้มข้นไว้ไปตามเดิม โดยขอยืนยัน ให้ท่านสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งก็คุ้นเคยกันครับ ให้ท่านสบายใจได้ ผมอยากจะกราบเรียนท่าน ประธาน ในฐานะที่ผมเป็นอดีตสมาชิกวุฒิสภา ๒ สมัย ผมปฏิบัติหน้าที่มา ๖ ปี ตลอดที่ดำรง ตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา ผมทำงานในด้านการตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชัน มาโดยตลอด ผมย่อมเข้าใจข้อห่วงใยของท่านสมาชิกวุฒิสภาที่ท่านทำหน้าที่แบบเดียวกันกับผม แล้วก็ได้เคยร่วมงานมาด้วยกันนั้นทุกท่าน จึงขอยืนยันอีกครั้งครับ ว่าในชั้นของการพิจารณา วาระที่ ๒ นั้น ผมจะผลักดันให้มีการแก้ไขมาตรา ๑๔๔ ให้กลับไปตามหลักการเดิม ในเรื่องของการตรวจสอบตามที่ท่านห่วงใย แต่ก็ยังอยากจะขอแสดงความห่วงใย อยากจะขอหารือว่าควรจะต้องพิจารณาถึงเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นข้าราชการของสำนักงบประมาณ ที่เขามีปัญหาจากบทบัญญัติในมาตรานี้ จะหาทางผ่อนคลายอย่างไรก็สุดแล้วแต่ที่ประชุม คณะกรรมาธิการ
ในประเด็นที่ ๔ ครับท่านประธาน ในร่างรัฐธรรมนูญเสนอให้แก้ไขอุปสรรค การทำงานของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา โดยให้สามารถติดต่อ ส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อช่วยเหลือประชาชนในขณะที่ได้รับ ความเดือดร้อน ซึ่งอยู่ในพื้นที่แล้วก็ให้ไปติดต่อราชการเพื่อให้ช่วยเหลือได้ ซึ่งในรัฐธรรมนูญ ที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๘๕ นั้นก็มีปัญหาเรื่องการตีความมาก จึงนำรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มาใช้แทนตามร่างรัฐธรรมนูญที่เขียนไว้ในมาตรา ๖ เพื่อแก้ไขอุปสรรคการทำหน้าที่ของ ส.ส. ส.ว. มาตรา ๑๘๕ การเสนอประเด็นมาตรา ๑๘๕ ก็เช่นเดียวกันที่ผมกราบเรียน ท่านประธานไปตอนต้น ก็ไม่ได้อยู่ดี ๆ ก็ยกขึ้นมาครับ ก็เป็นไปตามรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญ ที่ศึกษาปัญหาและหลักเกณฑ์ แล้วก็การแก้ไขรัฐธรรมนูญของสภาผู้แทนราษฎร ที่มีท่านพีระพันธ์เป็นประธาน ซึ่งได้รายงานเห็นควรให้แก้ไขมาตรา ๑๘๕ ไว้ในหน้า ๖๐ และหน้า ๖๑ ก็จึงนำมาแก้ไขปรากฏตามที่ผมได้กราบเรียนไปแล้ว แต่ก็ได้รับการทักท้วง เช่นเดียวกันจากท่านเพื่อนสมาชิกวุฒิสภา คือท่านเป็นห่วงครับ ท่านเป็นห่วงว่าหากนำ มาอย่างนี้ เอามาตรา ๑๑๑ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มาใช้แทนนั้นจะทำให้ทำลาย หลักการ เสียสาระสำคัญในการป้องกันการก้าวก่ายแทรกแซงข้าราชการที่ ส.ส. ส.ว. อาจจะ ไปกระทำเพื่อประโยชน์ส่วนตน ซึ่งผมเห็นด้วยครับ ผมเห็นด้วยว่าท่านสมาชิกวุฒิสภา ที่ทักท้วงนั้นท่านมองเห็นแล้วผมก็เห็นด้วย ซึ่งรับปากไว้แล้วว่าในเมื่อสภารับหลักการ ในวาระที่ ๑ ไปแล้ว ในการพิจารณาวาระที่ ๒ ในชั้นกรรมาธิการผมจะผลักดันพร้อมกับ เพื่อนกรรมิการที่อยู่ในพรรคพลังประชารัฐ จะเสนอให้แก้ไขมาตรา ๑๘๕ ให้คงหลักการ ป้องกันการก้าวก่ายแทรกแซงไว้ตามเดิม แต่ก็กราบเรียนว่าเราอาจจะต้องขอเพิ่มเติม ให้มีขอบเขตที่ชัดเจน ให้ยกเว้นในกรณีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ต้องไปติดต่อหน่วยงานของรัฐ ไปติดต่อข้าราชการเพื่อช่วยเหลือท่านประชาชนที่ได้รับ ความเดือดร้อน อาจจะขอให้ว่าไม่ถือเป็นการก้าวก่ายแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของ ข้าราชการ เพื่อที่จะให้ประชาชนได้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในฐานะผู้แทนปวงชนชาวไทย ได้เข้าไปช่วยเหลือความเดือดร้อนได้ นี่เป็นประเด็นที่ผมอยากจะกราบเรียนว่าผมได้ยืนยัน ไปกับท่านเพื่อนสมาชิกวุฒิสภา แล้วก็ขอแจ้งต่อที่ประชุมว่าการห่วงใยในหลักการของ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๕ นั้นขอให้สบายใจได้ครับ ในวาระที่ ๒ ผมจะดำเนินการแก้ไขไป ตามที่ท่านทักท้วงนะครับ ก็กลับคืนสู่หลักการเดิม แต่ก็อยากจะฝากเพียงแค่ว่าขอปรับปรุง ให้ได้ช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความร้อนด้วยนะครับ
ในประเด็นสุดท้ายครับท่านประธาน ประเด็นที่ ๕ ในร่างได้เสนอแก้ไข บทเฉพาะกาล มาตรา ๒๗๐ เพื่อเปลี่ยนแปลงอำนาจวุฒิสภาที่มีการติดตาม ตรวจสอบ เรื่องของการเร่งรัดการปฏิรูปประเทศเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย โดยมีแต่วุฒิสภาดำเนินการ ฝ่ายเดียว ขอให้เปลี่ยนแปลงเป็นให้อำนาจของรัฐสภา โดยให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภาร่วมกัน เรื่องนี้เพื่อนสมาชิกวุฒิสภาที่อยู่ในกรรมาธิการด้วยกัน เป็นผู้เสนอเองด้วยครับ ว่ายินดีที่อยากจะขอให้ ส.ส. มาร่วม เพราะว่าจะได้ทำงานร่วมกัน ในนามของสมาชิกรัฐสภาร่วมกัน จึงเสนอบทบัญญัติแก้ไขไว้ในร่าง มาตรา ๗ เป็นการแก้ไข บทเฉพาะกาล มาตรา ๒๗๐ ให้อำนาจรัฐสภาแทนวุฒิสภา ท่านประธานครับ มาตรานี้ เพื่อให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะได้มีส่วนร่วมกับเพื่อนสมาชิกวุฒิสภา ในการติดตาม เสนอแนะการปฏิรูปประเทศ ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งอาจจะตั้งเป็นคณะกรรมาธิการ ร่วมของรัฐสภาขึ้นติดตามงานทุกสัปดาห์ไป ส่วนการรายงานของคณะรัฐมนตรีซึ่งรายงานต่อ สภาทุก ๓ เดือนนั้น สร้างภาระครับท่านประธาน ในข้อเท็จจริงแล้ว ทั้งคณะรัฐมนตรีและ สภามีภาระมากทุก ๓ เดือน ต้องมาพิจารณาเรื่องเหล่านี้ จึงเสนอให้แก้ไขให้คณะรัฐมนตรี รายงานต่อสภาทุก ๑ ปี แต่การติดตามการปฏิรูปประเทศของรัฐสภานั้น โดยผ่าน คณะกรรมาธิการรัฐสภา ถ้าเป็นไปตามนี้ก็จะติดตามอย่างต่อเนื่อง เป็นประโยชน์ต่อการ ตรวจสอบติดตามการบริหารราชการแผ่นดิน ท่านประธานครับ ดังนั้นเพื่อให้การแก้ไข รัฐธรรมนูญเกิดขึ้นได้จริง และเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เกิดประโยชน์กับประชาชน แก้ไขเพื่อลดข้อขัดแย้ง แต่ไม่ต้องทำประชามติ ซึ่งจะเสียงบประมาณเป็นจำนวนหลายพันล้านบาท และใช้เวลานาน รวมทั้งจะมีอุปสรรคเกิดขึ้นหลายประการ ดังนั้นในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งมีเพื่อนสมาชิกพรรค ส.ส. พรรคทั้ง ๑๑๐ ท่าน จึงขอเสนอญัตติร่าง แก้ไขรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับนี้ มาให้เพื่อน ๆ สมาชิกรัฐสภาช่วยให้ความเห็นชอบ ในวาระที่ ๑ เพื่อนำไปสู่การพิจารณาในชั้นกรรมาธิการในวาระที่ ๒ ต่อไป ท่านประธาน ผมขออนุญาตยืนยันว่า ๒ มาตรา ไม่ว่าจะมาตรา ๑๑๔ มาตรา ๑๘๕ ที่เพื่อนสมาชิกวุฒิสภา ห่วงใย ผมยืนยันว่าจะดำเนินการตามที่ผมได้แจ้งกับท่าน ก็คือจะแก้ไขกลับมา ในหลักการเดิม
และสุดท้ายครับท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ พรรคพลังประชารัฐหวังให้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่เสนอนี้เป็นจุดเริ่มต้นครับ ที่จะนำไปสู่การคลี่คลายความขัดแย้ง เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐสภา หากผ่อนคลายความขัดแย้งเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ลงได้แล้ว ก็จะทำให้สมาชิกรัฐสภา ทั้ง ส.ส. ส.ว. จะได้ร่วมกันดูแลทุกข์สุขของประชาชน แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ซึ่งเป็นงานหลักของสมาชิกรัฐสภา ทุกท่าน ในฐานะผู้แทนปวงชนชาวไทย ดังนั้นผมขออนุญาตนำเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ของพรรคพลังประชารัฐ เป็นฉบับที่ ๑ ในการพิจารณาวันนี้เพียงเท่านี้ ก็ต้องขอขอบคุณ ท่านประธานรัฐสภา และท่านสมาชิกรัฐสภาทุกท่าน ขอบคุณครับ