สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หารือสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม โดยสรุปเนื้อหาในมาตราที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดชื่อและวันมีผลใช้บังคับ การขยายความคุ้มครองสิทธิเสรีภาพตามพันธกรณีระหว่างประเทศ และการปรับปรุงเรื่องการปล่อยตัวชั่วคราวผู้ต้องหาหรือจำเลยให้ชัดเจนและเป็นมาตรฐาน รวมถึงการจำกัดระยะเวลาคุมขังระหว่างการพิจารณาของศาล พร้อมเสนอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญโดยเพิ่มสิทธิในกระบวนการยุติธรรมเป็นมาตรา ๒๙/๑ เพื่อคุ้มครองคู่ความให้กว้างขวางขึ้น และปรับเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตาม มาตรา ๖ ให้การติชมด้วยความเป็นธรรมไม่ถูกจำกัดตามกฎหมายปัจจุบัน
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากจังหวัดเชียงใหม่ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมเป็นผู้หนึ่งที่เข้าชื่อเสนอญัตติ ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เป็นรายมาตรา จำนวน ๔ ร่างด้วยกัน และท่านประธานก็ได้กรุณาบรรจุญัตติดังกล่าวเข้าสู่ในการประชุม รัฐสภาในวันนี้ กระผมขออนุญาตเสนอหลักการและเหตุผล ความจำเป็นและสาระสำคัญ ของรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม ทั้ง ๔ ฉบับดังกล่าวต่อที่ประชุมรัฐสภา ก่อนที่สมาชิกรัฐสภา จะได้อภิปรายแสดงความคิดเห็นและพิจารณาลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบหลักการ ร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม ที่กระผมและเพื่อนสมาชิกพรรคร่วมฝ่ายค้าน ได้เสนอมา ท่านประธานครับ กระผมขอเริ่มจากการร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพของปวงชน ชาวไทย ร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับนี้ มีหลักการ คือการแก้ไขเพิ่มเติม หมวด ๓ นั่นก็คือสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย ดังนี้ ๑. เพิ่มความในวรรคห้าของมาตรา ๒๕ ๒. แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๒๙ และเพิ่มความเป็นมาตรา ๒๙/๑ สิทธิในกระบวนการยุติธรรม ๓. แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๓๔ มาตรา ๔๕ และมาตรา ๔๗ และ ๕. เพิ่มอำนาจของ คณะกรรมาธิการที่จะเรียกเอกสารหรือเรียกบุคคลมาแถลงข้อเท็จจริง ให้ความเห็น ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๙ เหตุผลของรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับนี้ โดยที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ได้ใช้บังคับมาระยะเวลาหนึ่ง แล้ว แต่บทบัญญัติหลายมาตราที่เกี่ยวกับสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทยหลายเรื่อง ยังขาดความชัดเจนและมีปัญหา ได้แก่สิทธิในกระบวนการยุติธรรมซึ่งมีด้วยกันหลายประการ ไม่ได้บัญญัติไว้ ทำให้เกิดปัญหา ในการปฏิบัติ ทั้งสิทธิในการปล่อยตัวผู้ต้องหา หรือจำเลยในคดีอาญา รวมทั้งสิทธิ ในกระบวนการยุติธรรมกรณีอื่น ๆ เสรีภาพในการรวมกันจัดตั้งพรรคการเมืองก็ยังขาด สาระสำคัญ ทำให้กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่ตราขึ้นใช้บังคับมีบทบัญญัติที่จำกัด การดำเนินการกิจกรรมของพรรคการเมืองเป็นอุปสรรคและเป็นภาระของพรรคการเมืองเกิน ความจำเป็น สิทธิในการได้รับบริการสาธารณสุขของรัฐควรกำหนดให้ชัดเจนว่าบุคคล มีสิทธิได้รับการบริการสาธารณสุขที่เหมาะสมและได้มาตรฐาน และได้รับหลักประกัน สุขภาพโดยถ้วนหน้าด้วย ดังเช่นโครงการ ๓๐ บาทรักษาทุกโรคที่ได้รับอยู่ในปัจจุบัน ขณะที่สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญในการต่อต้านโดยสันติวิธีต่อการทำรัฐประหาร และการกระทำอื่นเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ และวิธีการซึ่งมิได้ เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญกลับไม่ได้บัญญัติไว้เลย นอกจากนี้หน้าที่ และอำนาจของคณะกรรมาธิการซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการที่ทำหน้าที่ของรัฐสภา ซึ่งเป็นองค์กรฝ่ายนิติบัญญัติที่จะเรียกเอกสารหรือเชิญบุคคลมาแถลงข้อเท็จจริง ให้ความคิดเห็น ก็ไม่สามารถครอบคลุมหน่วยงานขององค์กรฝ่ายตุลาการและองค์กรอิสระ ขณะที่องค์กรตุลาการและองค์กรอิสระ และหน้าที่ในการตรวจสอบของฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายบริหารอย่างเข้มแข็ง ทำให้ระบบการตรวจสอบถ่วงดุลขาดความเหมาะสม เป็นผลให้การดำเนินงานของรัฐสภาเป็นไปอย่างไม่มีประสิทธิภาพ จึงสมควรปรับปรุงหน้าที่ และอำนาจของคณะกรรมาธิการนี้ให้มีความเหมาะสม ดังนั้นเพื่อให้บทบัญญัติเกี่ยวกับการ คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทยมีความชัดเจนและเกิดการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม มีกลไกในการต่อต้านการรัฐประหารไว้ในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มีระบบการตรวจสอบ ถ่วงดุลที่เหมาะสม จึงจำเป็นต้องตรารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนี้
สำหรับสาระสำคัญในร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ กระผมขออนุญาต กล่าวโดยสรุปดังนี้ครับ
มาตรา ๑ กำหนดชื่อเรียกของรัฐธรรมนูญ
มาตรา ๒ กำหนดวันที่รัฐธรรมนูญมีผลใช้บังคับ
มาตรา ๓ เพิ่มความในวรรคห้าของมาตรา ๒๕ โดยกำหนดให้สิทธิ หรือเสรีภาพที่ได้รับการรับรองและคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ ให้หมายความรวมถึงสิทธิ เสรีภาพตามพันธกรณีและกติการะหว่างประเทศที่ประเทศไทยเป็นภาคีอยู่ด้วย กระผม ขอกราบเรียนต่อท่านประธานว่าการขยายความคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนดังกล่าว นอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อบุคคลแล้ว ยังทำให้นานาชาติได้เห็นว่าประเทศไทยมีพัฒนาการ ด้านสิทธิเสรีภาพมากขึ้น และให้ความสำคัญต่อพันธกรณีระหว่างประเทศ
มาตรา ๔ เกี่ยวกับการปล่อยตัวของผู้ต้องหาและจำเลยในคดีอาญาต่าง ๆ จากเดิมมาตรา ๒๙ วรรคห้า กำหนดไว้เพียงว่าคำ ขอประกันผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญา ต้องได้รับการพิจารณาและเรียกหลักประกัน และจะเรียกหลักประกันจนเกินแก่กรณีไม่ได้ และการไม่ให้ประกันตัวต้องเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้กำหนดให้การขอปล่อยตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญา เป็นสิทธิอย่างหนึ่งของบุคคลที่รัฐธรรมนูญได้ให้การรับรองและคุ้มครองไว้ และกำหนดให้ การไม่ปล่อยตัวชั่วคราวต้องเป็นกรณีที่มีพฤติการณ์อันเชื่อได้ว่าหากปล่อยตัวชั่วคราวแล้ว ผู้ต้องหาและ/หรือจำเลยจะหลบหนี หรือมีเหตุอื่นเท่าที่จำเป็นตามที่กฎหมายบัญญัติ เหตุผลที่ได้เสนอให้มีการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญก็เพื่อการแก้ปัญหาการใช้ดุลพินิจของศาล เพื่อให้การพิจารณาปล่อยตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยในขอบเขตที่ชัดเจนและเป็นมาตรฐาน มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ได้เพิ่มความในวรรคหกของมาตรา ๒๙ โดยกำหนดให้จำเลยที่ศาลไม่ อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวจะถูกคุมขังระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นเกินกว่า ๑ ปีมิได้ และจำเลยที่ศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ไม่ได้พิจารณาให้ลงโทษประหารชีวิตหรือลงโทษ จำคุกตั้งแต่ ๑๐ ปีขึ้นไป จะถูกคุมขังระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาแล้วแต่ กรณีเกิน ๑ ปีมิได้
มาตรา ๕ เพิ่มสิทธิในกระบวนการยุติธรรมเป็นมาตรา ๒๙/๑ ซึ่งสิทธิ ในกระบวนการยุติธรรมนี้ได้เคยบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แล้ว โดยมีการปรับปรุง ถ้อยคำจากที่เคยบัญญัติไว้เล็กน้อย เหตุผลที่ต้องบัญญัติเรื่องนี้ไว้ในรัฐธรรมนูญก็เพื่อให้สิทธิ ในกระบวนการยุติธรรมของคู่ความในคดีได้รับการคุ้มครองที่กว้างขวางขึ้น
มาตรา ๖ ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นการยกเลิกความในวรรคหนึ่งของ มาตรา ๓๔ และให้ใช้ความใหม่แทน ซึ่งเกี่ยวกับเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น โดยสาระสำคัญเป็นการเพิ่มความตามท้ายของบทบัญญัติรัฐธรรมนูญปัจจุบันคือกฎหมาย ที่จำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นนั้นจะจำกัดการติชมด้วยความเป็นธรรมมิได้ เหตุผลที่จะต้องบัญญัติไว้เช่นนี้ก็เพื่อให้การติชมด้วยความเป็นธรรมของบุคคลสามารถ กระทำได้ไม่ถูกจำกัด และเป็นการสอดคล้องกับหลักการตามประมวลกฎหมายอาญา ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน
มาตรา ๗ ท่านประธานครับ เป็นเรื่องเกี่ยวกับเสรีภาพในการรวมตัวกันจัดตั้ง พรรคการเมือง โดยให้ยกเลิกความในวรรคสองของมาตรา ๔๕ และให้ใช้ความใหม่แทน สาระสำคัญในการวางกรอบในการตรากฎหมายของพรรคการเมืองที่ต้องมีบทบัญญัติ เกี่ยวกับการเป็นสมาชิกพรรค ซึ่งต้องเป็นไปโดยสมัครใจและไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ การบริหารพรรคการเมืองต้องมีความเป็นอิสระ เปิดเผย และตรวจสอบได้ การเปิดให้สมาชิก มีส่วนร่วมในการดำเนินกิจการทางการเมืองและกำหนดว่ากฎหมายพรรคการเมืองจะต้อง ไม่มีบทบัญญัติใดที่ทำให้เกิดภาระแก่พรรคการเมืองมากจนเกินไป เหตุผลที่ต้องบัญญัติ ไว้เช่นนี้ก็เพื่อแก้ปัญหากฎหมายพรรคการเมืองปัจจุบันที่มีบทบัญญัติหลายอย่างทำให้เกิด ปัญหาและปฏิบัติได้ยาก การให้อำนาจ กกต. ในการควบคุมพรรคการเมืองมากเกินไป แทนที่จะเป็นแค่การกำกับดูแล ซึ่งหลายเรื่องเป็นภาระแก่พรรคการเมืองเกินความจำเป็น นอกจากนี้การที่จัดตั้งพรรคการเมืองต้องไม่มีขั้นตอนและยุ่งยากเกินควร ส่วนการยุบ พรรคการเมืองนั้นจะกระทำได้อย่างจำกัด เพราะกรณีปรากฏพยานหลักฐานที่ชัดเจนว่า พรรคการเมืองนั้นกระทำการเพื่อล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเท่านั้น ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมเสรีภาพของบุคคลในการจัดตั้ง พรรคการเมือง และป้องกันมิให้มีการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในทางการเมือง ทำให้มีการ ยุบพรรคทำได้ง่ายเกินไป
มาตรา ๘ ครับท่านประธาน เกี่ยวกับสิทธิและการรับบริการทางสาธารณสุข ของบุคคล โดยยกเลิกความในวรรคหนึ่ง ของมาตรา ๔๗ และใช้ความใหม่แทน สาระสำคัญ ที่เปลี่ยนไปก็คือ การกำหนดให้บุคคลมีสิทธิเสมอกันในการได้รับการบริการทางสาธารณสุข ที่เหมาะสมและได้มาตรฐาน และได้รับหลักประกันสุขภาพโดยถ้วนหน้ากัน เหตุผลที่เสนอให้ มีการบัญญัติไว้เช่นนี้ ก็เพื่อให้สิทธิในการได้รับบริการสาธารณสุขจะต้องมีความเหมาะสม และได้มาตรฐาน ไม่เกิดการลักลั่นระหว่างคนรวยกับคนจน รวมถึงการบัญญัติให้ชัดเจนว่า บุคคลจะได้รับหลักประกันสุขภาพโดยถ้วนหน้า ตรงนี้ก็หมายถึงหลักประกันสุขภาพที่รับอยู่ ในปัจจุบัน คือโครงการ ๓๐ บาทรักษาทุกโรค นั่นเอง
ท่านประธานที่เคารพครับ มาตราต่อไปที่กระผมถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ และจำเป็น และเป็นเรื่องที่จะส่งผลกระทบต่อประเทศชาติของเราจนถึงทุกวันนี้ ก็คือ มาตรา ๙ ให้เพิ่มความเป็นมาตรา ๔๙/๑ โดยกำหนดห้ามการทำรัฐประหาร และการห้าม นิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำรัฐประหารไว้ในรัฐธรรมนูญ อีกทั้งห้ามศาล หน่วยงานของรัฐ และเจ้าหน้าที่ของรัฐยอมรับต่อการกระทำรัฐประหาร รวมทั้งกำหนดให้ความผิดของการทำ รัฐประหารไม่มีอายุความ นอกจากนี้ท่านประธานครับ กำหนดให้สิทธิของบุคคลที่จะต่อต้าน โดยสันติวิธีต่อการทำรัฐประหารไว้ด้วย และกำหนดให้การปฏิเสธไม่ยอมรับอำนาจที่ได้ มาจากการทำรัฐประหาร เป็นประเพณีการปกครองของประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามมาตรา ๕ วรรคสองด้วย เหตุผลที่บัญญัติเรื่องนี้ไว้ ในรัฐธรรมนูญก็เพื่อแก้ปัญหาการรัฐประหารที่เกิดขึ้นในประเทศไทยนั้นบ่อยครั้ง จนกลายเป็นความเคยชินของผู้นำเหล่าทัพไปแล้ว ซึ่งการทำรัฐประหารได้ก่อให้เกิด ความเสียหายอย่างใหญ่หลวง และยาวนานต่อประเทศและประชาชน ปัจจุบันนานาประเทศ ก็ประกาศชัดเจนอยู่แล้วว่าจะไม่ยอมรับการทำรัฐประหารของประเทศใด ๆ ทั้งสิ้น
มาตราสุดท้าย คือมาตรา ๑๐ ท่านประธานครับ ยกเลิกความในวรรคสี่ ของมาตรา ๑๒๙ และให้ใช้ความใหม่แทน สาระสำคัญก็คือ แก้ปัญหาอำนาจเรียกบุคคล มาแถลงข้อเท็จจริง เพื่อให้ความเห็นต่อคณะกรรมาธิการตามที่รัฐธรรมนูญปัจจุบันไม่ให้ใช้ กับผู้พิพากษา ตุลาการและองค์กรอิสระ ทำให้กระบวนการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ ของรัฐสภาต่อองค์กรตุลาการและองค์กรอิสระเสียสมดุล จึงได้เสนอให้มีการแก้ไขเรื่องนี้ โดยให้อำนาจเรียกของคณะกรรมาธิการสามารถเรียกผู้พิพากษา ตุลาการและองค์กรอิสระ มาแถลงข้อเท็จจริงหรือให้ความเห็นได้
ท่านประธานที่เคารพครับ ร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับต่อไป ซึ่งผมกราบเรียนก็คือเป็นร่างที่ ๒ เป็นร่างแก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หลักการของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้คือ แก้ไขเพิ่มเติมระบบ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๘๓ มาตรา ๘๕ มาตรา ๘๖ มาตรา ๙๐ มาตรา ๙๑ และมาตรา ๙๒ และให้ยกเลิกมาตรา ๙๓ และมาตรา ๙๔ ส่วนเหตุผลของการร่างแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ก็คือ โดยที่ระบบการเลือกตั้งสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎร แบบจัดสรรปันส่วนผสม ซึ่งใช้บัตรการเลือกตั้งใบเดียวที่บังคับใช้ในปัจจุบันเป็นระบบการเลือกตั้งที่ยังไม่เคยใช้ใน ประเทศใดมาก่อน ภายหลังที่นำมาใช้ในการเลือกตั้งครั้งแรกทำให้เกิดปัญหาหลายด้าน ท่านประธานครับ เป็นระบบที่ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมกับพรรคการเมือง ยุ่งยาก ซับซ้อน ตั้งแต่การจัดการเลือกตั้ง จนถึงการคิดคำนวณคะแนน ซึ่งต่างจากระบบการเลือกตั้งแบบผสมระหว่างการเลือกตั้ง แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และแบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งใช้บัตรเลือกตั้ง ๒ ใบที่เคยใช้ในการเลือกตั้ง มาแล้วหลายครั้งเป็นระบบที่เข้าใจง่าย เกิดความเป็นธรรมแก่พรรคการเมือง ประชาชน มีความเข้าใจเป็นอย่างดี ดังนั้นจึงสมควรที่จะยกเลิกระบบการเลือกตั้งที่บังคับใช้อยู่ และระบบการเลือกตั้งที่เคยใช้ตามรัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้า และนำเอารัฐธรรมนูญฉบับ ก่อนหน้ามาปรับใช้บังคับแทน ก็จะเกิดความสะดวกและความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย จึงจำเป็นต้องตรารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนี้
มาตรา ๑ ที่ได้ชื่อเรียกของรัฐธรรมนูญ เป็นชื่อเรียกของรัฐธรรมนูญ
มาตรา ๒ เป็นการกำหนดวันที่รัฐธรรมนูญมีผลใช้บังคับ
มาตรา ๓ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๘๓ และให้ใช้ความใหม่แทน
สาระสำคัญนั่นก็คือกำหนดให้สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิก จำนวน ๕๐๐ คน ซึ่งเป็นสมาชิกมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต ๔๐๐ คน และสมาชิกซึ่งมาจาก การเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ๑๐๐ คน สาระสำคัญก็คือใช้บัตรเลือกตั้ง ๒ ใบ เหตุผลที่ผม เสนอในการใช้ระบบการเลือกตั้งแบบผสมและใช้บัตรเลือกตั้ง ๒ ใบนี้ เพราะเห็นได้ชัดเจน ว่าการเลือกตั้งระบบแบบจัดสรรปันส่วนผสมที่ใช้อยู่ในปัจจุบันมีปัญหามาก ตั้งแต่ระบบการ จัดการเลือกตั้งจนถึงเรื่องการนับคะแนน แต่ระบบที่นำมาใช้ใหม่นี้ก็เป็นระบบเลือกตั้งแบบเดิม ที่เคยใช้มาแล้วในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ซึ่งมีความเป็น ประชาธิปไตยและสะท้อนถึงเจตนารมณ์ของประชาชนได้ดีกว่า อีกทั้งไม่มีความยุ่งยาก ซับซ้อน ประชาชนเข้าใจง่าย
มาตรา ๔ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๘๕ และมาตรา ๘๖ และให้ใช้ความใหม่แทน สาระสำคัญคือการกำหนดให้การเลือกตั้ง ส.ส. แบบแบ่งเขตให้มี ส.ส. เขตละคน เช่นเดียวกับหลักการที่บัญญัติไว้ในปัจจุบัน สาระสำคัญที่จะเปลี่ยนแปลงก็คือ ในกรณีที่กฎหมายเลือกตั้งกำหนดให้มีการระงับสิทธิการรับสมัครเลือกตั้งเป็นการชั่วคราว หรือการเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือให้มีการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งในการสั่งให้ มีการเลือกตั้งใหม่ ให้อำนาจในการสั่งเช่นนี้เป็นของศาลยุติธรรม เว้นแต่การสั่ง ให้มีการเลือกตั้งใหม่ เพราะไม่มีผู้ใดเป็นผู้ได้รับเลือก เหตุผลที่จะต้องกำหนดไว้เช่นนี้ ก็เพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้สมัครรับเลือกตั้งที่จะไม่ถูกกลั่นแกล้งหรือการลงโทษที่ไม่เป็นธรรม จาก กกต. โดยให้อำนาจเช่นนี้ไปเป็นของศาลแทน สาระสำคัญที่เปลี่ยนอีกประการหนึ่ง ก็คือการประกาศผลการเลือกตั้งจากเดิม กกต. ต้องประกาศผลการเลือกตั้งภายใน ๖๐ วัน ก็ให้ลดลงเหลือเพียง ๓๐ วัน ซึ่งจะทำให้สามารถเปิดประชุมสภาได้เร็วขึ้น
ส่วนการกำหนดจำนวน ส.ส. ที่แต่ละจังหวัดจะพึงมีและแบ่งเขตเลือกตั้ง ก็มีอยู่ในมาตรา ๘๖ ซึ่งมีหลักการ หลักเกณฑ์และวิธีคล้ายกับการที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เพียงแต่ จำนวน ส.ส. แบบแบ่งเขตจะแตกต่างกันจากปัจจุบันซึ่งมี ๓๕๐ ท่านก็จะ เปลี่ยนเป็น ๔๐๐ ท่าน ต่อไปเป็นร่างมาตราที่ ๕ ขอยกเลิกความในมาตรา ๙๐ มาตรา ๙๑ มาตรา ๙๒ และให้ใช้ความใหม่แทน สาระสำคัญเป็นเรื่องของการเลือกตั้งแบบ ส.ส. แบบ บัญชีรายชื่อ โดยกำหนดให้พรรคการเมืองจัดทำบัญชีรายชื่อผู้สมัคร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ บัญชีเดียวไม่เกิน ๑๐๐ คน และให้ใช้เขตประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง บัญชีรายชื่อของพรรค การเมืองใดได้คะแนนเสียงน้อยกว่าร้อยละ ๑ ของจำนวนคะแนนเสียงรวมกันทั้งประเทศ ให้ ถือว่าไม่มีผู้ใดในบัญชีรายชื่อนั้นได้รับเลือกตั้ง และมิให้นำคะแนนเสียงดังกล่าวมารวม คำนวณเพื่อหาสัดส่วนจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ สาระสำคัญอีกประการหนึ่งครับท่าน ประธานคือการคำนวณ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อจะกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญเลยเพื่อมิให้มี ปัญหาภายหลัง โดยบัญญัติไว้ในมาตรา ๙๑
มาตราสุดท้ายของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้คือมาตรา ๖ เป็นการยกเลิกมาตรา ๙๓ และมาตรา ๙๔ เพื่อให้สอดคล้องกับระบบการเลือกตั้ง
ท่านประธานที่เคารพครับต่อไปเป็นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไข (ฉบับที่ ..) เป็นร่างตามที่ทางพรรคร่วมฝ่ายค้านได้เสนอมา ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีหลักการเพื่อแก้ไข เพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยดังต่อไปนี้ ๑. แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๕๙ เกี่ยวกับที่มาของนายกรัฐมนตรี ๒. ยกเลิกมาตรา ๒๗๒ ที่ให้อำนาจสมาชิกวุฒิสภาเลือก นายกรัฐมนตรี
ส่วนเหตุผลที่ผมอยากจะกราบเรียนต่อท่านประธานมีดังนี้ครับ โดยที่ มาตรา ๑๕๙ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้กำหนดให้นายกรัฐมนตรีต้องเป็น คนที่มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา ๘๘ เฉพาะจากบัญชีรายชื่อ ของพรรคการเมืองที่มีสมาชิกได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่น้อยกว่า ร้อยละ ๕ ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งการบัญญัติเช่นนี้ ทำให้ผู้ที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีจำกัดเฉพาะบุคคลตามมาตรา ๘๘ เท่านั้น สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรอื่นที่ไม่ได้มีบัญชีรายชื่อในบัญชีดังกล่าวจึงไม่มีโอกาสได้รับเลือกเป็น นายกรัฐมนตรีเลย ซึ่งไม่สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตยตามที่เคยบัญญัติไว้ ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับก่อน ๆ ที่กำหนดให้นายกรัฐมนตรี ต้องมาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นอกจากนี้การกำหนดให้สมาชิกวุฒิสภามีอำนาจในการ เลือกนายกรัฐมนตรีด้วยนั้นไม่สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตยและเจตนารมณ์ของ ประชาชนในการเลือกตั้ง ดังนั้นเพื่อให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ไม่ได้อยู่ในบัญชีรายชื่อ ตามมาตรา ๘๘ ได้มีโอกาสรับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีด้วย และให้การเลือกนายกรัฐมนตรี ให้ทำโดยที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น จึงจำเป็นต้องตรารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร ไทยนี้ สาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญมีดังต่อไปนี้ครับท่านประธาน
มาตรา ๑ เป็นการเรียกชื่อของรัฐธรรมนูญ และ
มาตรา ๒ เป็นการกำหนดวันที่รัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้
มาตรา ๓ ให้ยกเลิกความในวรรคหนึ่งมาตรา ๑๕๙ และให้ใช้ความใหม่แทน ซึ่งสาระสำคัญก็คือ ให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้ความเห็นชอบ ซึ่งสมควรที่จะได้รับ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีให้มีคุณสมบัติไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๖๐ และเป็นผู้ที่มี ชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองได้แจ้งไว้ตามมาตรา ๘๘ หรือเป็นสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรของพรรคการเมือง ที่สมาชิกได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่น้อยกว่าร้อยละ ๕ ของจำนวน สมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานครับ ผมขอเรียนว่าสาระสำคัญ ที่เปลี่ยนไปของมาตรา ๑๕๙ คือ จากเดิมที่กำหนดให้ผู้ที่จะได้รับเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี มาจากบุคคลตามบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองที่แจ้งไว้ ตามมาตรา ๘๘ เท่านั้น แต่บทบัญญัติใหม่ ขอเสนอให้นายกรัฐมนตรีมาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ด้วย เหตุผลที่ได้เสนอแก้ไขก็เนื่องจากรัฐธรรมนูญหลายฉบับที่ผ่านมาได้บัญญัติให้นายกรัฐมนตรี ต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือมาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่สอดคล้องของ หลักการประชาธิปไตย แต่รัฐธรรมนูญปัจจุบันกำหนดให้นายกรัฐมนตรีมาจากบุคคล ตามมาตรา ๘๘ ซึ่งอาจไม่ใช่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ได้ ดังนั้นการแก้ไขเพิ่มเติมส่วนนี้ นอกจากจะมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นแล้ว ยังให้สภาผู้แทนราษฎรมีทางเลือกผู้ดำรง ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้มากขึ้นอีกด้วย สำหรับร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๔ ที่ให้ยกเลิกมาตรา ๒๗๒ ซึ่งเป็นการยกเลิกอำนาจของสมาชิกวุฒิสภาในการเลือกผู้ดำรง ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในระยะ ๕ ปี ตามบทเฉพาะกาลนับแต่ที่มีรัฐสภาชุดแรก เหตุผล ต้องเสนอให้มีการยกเลิกอำนาจของสมาชิกวุฒิสภาในส่วนนี้กระผมและคณะต้องกราบเรียน ต่อท่านประธานด้วยความเคารพว่ามิได้มีจิตใจที่มีความรังเกียจต่อท่านสมาชิกวุฒิสภา แต่อย่างใด แต่เรียนด้วยความเคารพว่ามันเป็นหลักการที่ประชาธิปไตยที่วุฒิสมาชิกนั้นเป็นผู้ ที่จะกลั่นกรองกฎหมายก็เรียนว่าเป็นลักษณะที่สำคัญที่สุดนั้น วุฒิสมาชิกมิได้มาจากการ เลือกตั้งโดยตรงของพี่น้องประชาชน อีกทั้งหลังการทำหน้าที่วุฒิสมาชิก ซึ่งเรียนไปแล้วว่า เป็นสภาที่กลั่นกรองหรือตรวจสอบ จึงไม่ควรมีส่วนร่วมในการเลือกผู้ใดให้ดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี การยกเลิกอำนาจของท่านวุฒิสมาชิกดังกล่าวก็เป็นเพียงยกเลิกอำนาจที่อยู่ ในบทเฉพาะกาลเท่านั้น ซึ่งบทเฉพาะกาลได้กำหนดไว้เพียง ๕ ปี เพราะตามบทบัญญัติ หลักการตามรัฐธรรมนูญ ท่านก็ไม่มีอำนาจส่วนนี้อยู่แล้ว ต้องกราบเรียนด้วยความเคารพ ดังนั้นกระผมจึงเห็นว่าคงจะไม่เป็นการเสียหายอะไรที่ท่านสมาชิกวุฒิสภาจะได้ร่วมกัน พิจารณาและให้ความเห็นชอบในเรื่องดังกล่าว ท่านประธานครับ ร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับสุดท้ายก็คือ ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่เป็นการยกเลิกบทบัญญัติเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ชาติ และยกเลิกอำนาจ ของวุฒิสภาในบางเรื่อง รวมถึงการยกเลิกบทบัญญัติที่รับรองความเห็นชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ของ คสช. โดยร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ดังต่อไปนี้ แก้ไขเพิ่มเติมหมวด ๖ แนวนโยบายแห่งรัฐ โดยยกเลิกมาตรา ๖๕ เกี่ยวกับการ จัดทำยุทธศาสตร์ชาติ แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๔๒ มาตรา ๑๖๒ ให้ตัดคำว่า ยุทธศาสตร์ชาติ ออก เพื่อให้สอดคล้องกับยกเลิกมาตรา ๖๕ ๓. ยกเลิกมาตรา ๒๗๐ มาตรา ๒๗๑ มาตรา ๒๗๕ เพื่อให้สอดคล้องกับการยกเลิกมาตรา ๖๕ และเป็นการยกเลิกอำนาจ ของวุฒิสภาบางเรื่อง ๔. ยกเลิกมาตรา ๒๗๙ ส่วนเหตุผลของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็คือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๖๕ กำหนดให้รัฐจัดให้มียุทธศาสตร์ชาติเป็นเป้าหมายการพัฒนาประเทศชาติอย่างยั่งยืนตาม หลักธรรมาภิบาลและต่อมามีการตราพระราชบัญญัติการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ กำหนดให้มี ยุทธศาสตร์ชาติซึ่งมีระยะเวลาบังคับไม่น้อยกว่า ๒๐ ปีนั้น เมื่อพิจารณาบริบทของสังคมและ สถานการณ์ของประเทศ ซึ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การกำหนดเป้าหมายและ แผนในการบริหารประเทศจึงต้องพิจารณาให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของประเทศและของ โลกในปัจจุบันในระหว่างนั้น การกำหนดให้มียุทธศาสตร์ชาติบังคับใช้เป็นระยะเวลายาวนาน เกินไปก็ทำให้ยุทธศาสตร์ชาติที่กำหนดขึ้นไม่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในสภาวะของโลก ดังกล่าว ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติอยู่แล้ว และในการบริหารราชการแผ่นดิน รัฐบาลจะต้องให้มีแผนการบริหารราชการแผ่นดิน เป็นกรอบระยะเวลาพอสมควร และให้มีความยืดหยุ่นที่สามารถปรับเปลี่ยนให้เกิดความ เหมาะสมกับสถานการณ์ได้ การกำหนดให้ยุทธศาสตร์ชาติที่ใช้บังคับเป็นระยะเวลานาน จะเป็นพันธกรณีผูกพันและเป็นอุปสรรคต่อการบริหารราชการแผ่นดินและการจัดทำ แผนต่าง ๆ ซึ่งไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ของสังคมในช่วงเวลานั้น ๆ จึงเห็นควรยกเลิก บทบัญญัติดังกล่าว และจึงจำเป็นต้องตรารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนี้
เนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้มีสาระสำคัญคือ
มาตรา ๑ เป็นชื่อเรียกของรัฐธรรมนูญ
มาตรา ๒ เป็นการกำหนดวันที่รัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้
มาตรา ๓ ยกเลิกมาตรา ๖๕
มาตรา ๔ ยกเลิกความในมาตรา ๑๔๒ และให้ใช้ความใหม่แทน สาระสำคัญ ก็คือตัดคำว่า ยุทธศาสตร์ชาติ ออกไป
มาตรา ๕ ยกเลิกความในวรรคหนึ่งของมาตรา ๑๖๒ และให้ใช้ข้อความใหม่ แทน สาระสำคัญก็คือตัดคำว่า ยุทธศาสตร์ชาติ ออก
มาตรา ๖ เป็นการยกเลิกมาตรา ๒๗๐ มาตรา ๒๗๑ และมาตรา ๒๗๕ เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของวุฒิสภา และยกเลิกมาตรา ๒๗๙ ที่รับรองความชอบด้วย รัฐธรรมนูญของบรรดาประกาศ คำสั่ง และการกระทำของ คสช. ทั้งนี้เหตุผลที่จะต้องมีการ แก้ไขและยกเลิกบทบัญญัติต่าง ๆ ข้างต้นก็เป็นไปตามเหตุผลที่ได้กราบเรียนไปแล้ว
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมขอกราบเรียนว่าที่กระผมและคณะ ได้นำเสนอร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ..... ทั้ง ๔ ฉบับข้างต้นนั้น เนื่องจากการเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๒๕๖ และ การเพิ่มหมวด ๑๕/๑ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่กระผมได้มีเจตนาตั้งแต่แรก แต่ที่จะให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่สามารถดำเนินการไปได้ เพราะฝ่ายกฎหมาย ของรัฐสภาอ้างว่าติดขัดปัญหาข้อกฎหมาย ดังนั้นเพื่อหาทางให้ประเทศ แม้จะมีเพียง บางส่วนก็จำเป็นต้องทำ กระผมจึงหวังว่าร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมทั้ง ๔ ฉบับ จะได้รับ การเห็นชอบจากที่ประชุมของรัฐสภาแห่งนี้ต่อไป ด้วยความเคารพครับ กราบขอบพระคุณ ครับ