ศุภชัย ใจสมุทร เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับ เพื่อส่งเสริมความเป็นธรรมและตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคม ทั้งการเพิ่มรายได้พื้นฐานถ้วนหน้า การปรับปรุงยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีให้ยืดหยุ่นและทันต่อสถานการณ์จริง และการยกเลิกอำนาจวุฒิสภาในการเลือกนายกรัฐมนตรี โดยย้ำว่าการเสนอครั้งนี้มุ่งประโยชน์สู่ประชาชน ไม่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของพรรคการเมืองใดๆ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภาผมได้รับมอบหมายจากท่านหัวหน้าพรรค นายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งเป็นผู้เสนอร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่..) รวม ๓ ฉบับ เพื่อที่จะเสนอต่อที่ประชุมแห่งนี้ผมขออนุญาตกราบเรียนต่อท่านประธานว่าความจริงแล้ว นายอนุทิน ชาญวีรกูล และคณะซึ่งเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทยได้เป็นผู้เสนอร่างทั้งหมด ๘ ฉบับ ร่วมกับสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์และสมาชิกพรรคชาติไทยพัฒนา แต่เฉพาะส่วนที่ผม จะได้กราบเรียนต่อท่านประธานเสนอต่อที่ประชุมแห่งนี้ก็จะเป็นร่างเพียง ๓ ร่าง ดังที่จะได้ กราบเรียนต่อท่านประธานตามลำดับ และหลังจากนั้นผมจะขออนุญาตอภิปรายเพื่ออธิบาย เหตุผลเพิ่มเติม และหลังจากนั้นก็เป็นเรื่องที่สมาชิกพรรคภูมิใจไทยบางท่านก็จะอภิปราย ตามเวลาที่เราได้มีกันตามลำดับนะครับ ท่านประธานครับ ร่างแรกที่พรรคภูมิใจไทยจะขอ อนุญาตนำเสนอต่อที่ประชุมแห่งนี้ก็คือเป็นเรื่องของการขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมหมวด ๕ หน้าที่ของรัฐ คือเพิ่มความใน มาตรา ๕๕/๑ ในเรื่องนี้มีเหตุผลและความจำเป็นในการเสนอร่างด้วยเหตุผลที่ว่าสิทธิและ เสรีภาพของประชาชนตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญที่ผ่าน ๆ มาประชาชนมักจะได้ ในลักษณะที่เป็นนามธรรม แต่เราไม่เคยมีรัฐธรรมนูญที่พูดกัน อ้างกันว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับ กินได้เลย ผู้ใดต้องการให้เกิดผล เพราะว่าจะให้มันเกิดเป็นผลที่จะดำเนินการได้หรือไม่ ประชาชนก็จะต้องมีการเรียกร้องให้เกิดเป็นรูปประธรรม ทั้ง ๆ ที่สิทธิบางประการเป็นเรื่อง ที่รัฐควรจะต้องดำเนินการให้เกิดขึ้นและเป็นประโยชน์กับประชาชนอย่างแท้จริง เนื่องจากสถานการณ์ของโลกเปลี่ยนแปลงไปเนื่องจากโรคระบาด มีการใช้เทคโนโลยีที่ ทันสมัยขึ้น มีการใช้ปัญญาประดิษฐ์เข้ามาแทนที่แรงงาน การจ้างงานจะลดลงจนเป็นวิกฤติ แรงงาน รวมถึงประเทศไทยก็กำลังจะเข้าสู่ช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โดยสมบูรณ์ ซึ่งจะเป็นผลทำให้มีประชาชนกลุ่มหนึ่งต้องได้รับความช่วยเหลือเป็นพิเศษ มีจำนวนมากขึ้น ๆ จึงเป็นหน้าที่ของรัฐในการที่จะต้องจัดให้ประชาชนมีรายได้พื้นฐาน ในการดำรงชีวิตอย่างทั่วถึง โดยที่ประชาชนไม่ต้องเรียกร้อง โดยกำหนดให้เป็นหน้าที่ หน้าที่ครับท่านประธาน ของรัฐตามหมวด ๕ แห่งนี้ เพราะฉะนั้นพรรคภูมิใจไทย เราเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่รัฐจะต้องมีหน้าที่ จึงได้มีการขออนุญาตในการนำเสนอ เพื่อขอแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยโดยมีการกำหนดให้ในมาตรา ๕๕ ในการให้รัฐจะต้องจัดให้ประชาชนได้รับรายได้พื้นฐานถ้วนหน้าตามมาตรา ๓ ซึ่งผมจะได้ ขออนุญาตอธิบายโดยละเอียดในลำดับต่อไป ร่างที่ ๒ ที่พรรคภูมิใจไทยได้นำเสนอเป็นร่าง ที่มีเหตุผลบางเรื่องคล้ายกันกับท่านที่ได้มีการเสนอไปก่อนหน้านั้นแล้วก็คือเรื่องยุทธศาสตร์ ชาติ แต่เราเห็นว่ายุทธศาสตร์ชาติมีความจำเป็นที่จะต้องมี หลาย ๆ ประเทศที่พัฒนาแล้ว ในโลกต่างก็มียุทธศาสตร์ชาติกัน แต่ยุทธศาสตร์ชาติของประเทศไทยที่ได้มีการกำหนดไว้ ในรัฐธรรมนูญและได้มีการออกกฎหมายกำหนดว่าให้มียุทธศาสตร์ชาติเป็นเวลา ๒๐ ปีนั้น พรรคภูมิใจไทยเห็นว่ากรณีดังกล่าวมันไม่เหมาะสม มันจึงเห็นสมควรที่จะแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๖๕ มาตรา ๖๕ ไม่ได้ให้ตัด แต่เป็นเรื่องการที่จะให้การกำหนดให้เรื่องของยุทธศาสตร์ชาติ นี้สามารถที่จะปรับเปลี่ยนแก้ไขเพิ่มเติมได้ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ และร่างสุดท้าย ซึ่ง เป็นร่างที่ได้เสนอเหมือนกันกับพรรคประชาธิปัตย์ ก็คือประเด็นเรื่องของการขอแก้ไข เพิ่มเติม มาตรา ๑๕๙ และยกเลิกมาตรา ๒๗๒ ซึ่งผมเข้าใจว่าอีกสักลำดับต่อมาพรรค ประชาธิปัตย์ท่านก็คงเสนอเรื่องนี้แต่ก็ยืนยันว่าพรรคภูมิใจไทยก็ได้เสนอเรื่องนี้เช่นเดียวกัน และเราได้ร่วมเสนอพร้อมกัน ก็อยากจะเสนอในเรื่องอำนาจของท่านสมาชิกวุฒิสภาในการที่ จะใช้อำนาจหน้าที่ในการเลือกนายกรัฐมนตรีนั้น เรามีความเห็นว่าท่านผู้เข้ามาดำรง ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหรือผู้ที่เลือกท่านนี้ไม่มีความเชื่อมโยงกับอำนาจของปวงชนชาวไทย อย่างแท้จริงเราจึงเสนอให้มีการยกเลิกเรื่องนี้ นี่คือสิ่งที่เราได้มีการเสนอในนามของพรรค ภูมิใจไทยและได้มีการเสนอร่วมกับพรรคการเมืองอีก ๒ ภาคคือพรรคประชาธิปัตย์และ พรรคชาติไทยพัฒนา ท่านประธานครับผมจะขออนุญาตย้อนกลับไปสู่เรื่องของการที่ผม ได้มีการขอแก้ไขเพิ่มเติมเพิ่ม หมวด ๕ หน้าที่ของรัฐ ในมาตรา ๕๕/๑ ซึ่งตรงนั้นผมได้มี การระบุไว้ว่า รัฐต้องจัดให้ประชาชนได้รับรายได้พื้นฐานถ้วนหน้าอันจำเป็นต่อการดำรงชีวิต อย่างทั่วถึง สิ่งที่ผมได้กราบเรียนต่อท่านประธานไปเมื่อสักครู่ ก็คือว่าในหมวด ๕ หน้าที่ของ รัฐนั้นหลักหน้าที่ของรัฐเป็นหมวดใหม่ที่บัญญัติขึ้นในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เป็นการกำหนด เพื่อเป็นหลักประกันกับประชาชนว่ารัฐจะต้องดำเนินการอันเป็นหน้าที่ของรัฐตามที่ รัฐธรรมนูญกำหนด ตามกำลังความสามารถทางการเงินการคลังของรัฐเพื่อให้สิทธิของ ประชาชนในเรื่องสำคัญ ๆ เกิดเป็นรูปธรรมโดยที่จะประชาชนไม่ต้องเรียกร้องสาระใน หมวดนี้ในส่วนของสิทธิและเสรีภาพจะเป็นเรื่องที่รัฐต้องทำให้แก่ทุกคน หรือเป็นเรื่อง ที่มีผลกระทบต่อส่วนรวมเช่นการศึกษาภาคบังคับโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย การบริการ สาธารณสุขหรือที่เรารู้กันในปัจจุบันก็คือ หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ ๓๐บาทรักษา ทุกโรคซึ่งเหล่านั้นในรัฐธรรมนูญใช้คำว่า รัฐต้อง ซึ่งมีนัยสำคัญเป็นการบังคับให้รัฐต้องปฏิบัติ นะครับ เพราะฉะนั้นหมวดหน้าที่ของรัฐจึงกำหนดให้รัฐมีหน้าที่ต่อประชาชนสิ่งที่ผมอยากจะ เรียนต่อท่านประธานลำดับต่อมาก็คือในมาตรา ๕๕/๑ นี้เป็นแนวคิดที่เริ่มเป็นที่ยอมรับกัน ทั้งโลกครับ ในเรื่องหลักประกันรายได้พื้นฐานถ้วนหน้า ซึ่งขออนุญาตใช้ข้อความเป็น ภาษาอังกฤษว่า ยูนิเวอร์ซัลเบสิค อินคัม (Universal basic Income) หรือยูบีไอ (UBI) ท่านประธานที่เคารพครับธนาคารโลกประเมินไว้ว่า ในปี ๒๕๖๑ ที่ผ่านมา คนไทยประมาณ ๖.๗ ล้านคนหรือประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชากรมีรายได้ต่ำกว่าเส้นความ ยากจน หรือที่เราเรียกภาษาอังกฤษว่าโพเวอร์ตีไลน์ (Poverty Line) คือตัวเลขเส้นความ ยากจน คือ ๒,๗๖๓ บาทต่อคนต่อปี ท่านประธานครับ รัฐบาลชุดนี้ท่านก็พยายามที่จะ แก้ปัญหาเฉพาะหน้าโดยการแจกเงินสวัสดิการของรัฐ หรือเรียกว่า บัตรคนจน ให้แก่ผู้มี รายได้น้อย แต่ก็ไม่มีอะไรที่เป็นรูปธรรมชัดเจนว่าการแก้ปัญหาความยากจนจะทำอย่างไร ไม่รวมถึงนโยบายทั้งหลายที่ท่านกำลังทำอยู่ตรงนี้นะครับ มากมายที่กู้มาแล้วก็ไปแจก มันก็ยังไม่มีความยั่งยืนไม่มีความมั่นคงต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปเรื่อย ๆ รวมถึงว่าในอดีตมี การหาเสียงกันว่าจะให้มีค่าแรงขั้นต่ำ ๔๐๐ บาท ๔๒๕ บาทต่อคนต่อวันหรือจบอาชีวะจะให้ ๑๘,๐๐๐ บาท จบปริญญาตรีจะให้ ๒๐,๐๐๐ บาท มันไม่เคยเกิดขึ้นจริง พรรคภูมิใจไทย เห็นว่ามาตรการยูบีไอ (UBI) คือการให้เงินสดให้กับประชาชนเป็นรายได้พื้นฐานถ้วนหน้า สำหรับประชากรผู้มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน น่าจะแก้ปัญหาความยากจนได้อย่าง แท้จริง ประเทศไทยเรามีเกิดขึ้นจริงแล้ว ก็คือเรื่องของประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ ๓๐ บาท ทุกโรค เรื่องนี้ในอดีตก็บอกว่ามันเป็นความเพ้อฝันที่เป็นไปไม่ได้ แต่วันนี้ต้องยอมรับว่าเรื่อง นี้มันเกิดขึ้นจริงและทำได้ ถ้าเราจะบอกว่าความคาดหวังของประชาชน เราอวยพรกันเสมอ ขอให้ไม่เจ็บ ขอให้ไม่จน ถ้าบอกว่า ๓๐ บาท รักษาทุกโรค เจ็บก็หายได้ ไม่เจ็บก็ถือว่าไม่เจ็บ แต่ความจนมันยังมีอยู่ครับ เพราะฉะนั้นถ้าเราอยากให้คนไทยไม่เจ็บและไม่จน ผมก็คิดว่า เป็นเรื่องความจำเป็นที่เราจะต้องทำเรื่องนี้ซึ่งเป็นเรื่องใกล้เคียงกันให้เป็นสิ่งที่ กำหนดให้เป็น หน้าที่ของรัฐในการที่จะต้องเข้ามาช่วยเหลือเหมือน ๓๐ บาท รักษาทุกโรค ที่บรรจุไว้ใน มาตรา ๕๕ ผมเลยเสนอเข้ามาเป็นมาตรา ๕๕/๑ ให้มันใกล้ชิด ให้มันมีความรู้สึกว่าสิ่งนี้มัน จะต้องเกิดขึ้นจริงเกิดขึ้นได้ ตอน ๓๐ บาท รักษาทุกโรค เริ่มต้นใช้งบประมาณ ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท เวลานี้ประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ทุกสิ่งทุกอย่างรัฐบาลทำได้ครับ และจะเป็น ประโยชน์ ทำให้คนไม่จน วันนี้เพื่อนรักของผม ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ท่าน ส.ว. วัลลภ ตังคณานุรักษ์ ครูหยุยไปพบผู้เร่ร่อน เอาอาหารไปแจกตามใต้สะพานลอยต่าง ๆ จำนวนมากมาย วันนี้เราต้องการมีครูหยุยกันเป็นพัน ๆ คนก็ไม่พอที่จะแก้ปัญหาตรงนี้ รัฐบาลคนเดียวหรือรัฐบาลไหนก็ตามในอนาคต ไม่ใช่รัฐบาลนี้ แต่เราเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ กำหนดให้รัฐมีหน้าที่ดูแลคนจน สิ่งที่เราเคยบอกว่าคนจนทั้งประเทศจะหมดไป หมายถึงว่า เราจะไม่มีคนจน ก็ใช้กลไกตรงนี้ล่ะครับรัฐธรรมนูญ ผมจึงขอเรียกร้องต่อท่านสมาชิกรัฐสภา ที่นี่ทุกท่านนะครับ เรามาทำเรื่องนี้ร่วมกัน เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับผลงานของพรรคภูมิใจไทยหรือ พรรคใด เป็นเรื่องของสมาชิกรัฐสภาที่จะทำให้เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้จริง เพียงแต่เรา เปิดหัวใจ รัฐบาลเปิดใจว่านี่คือหน้าที่ที่จะต้องทำ ค่อย ๆ ทำ ค่อย ๆ ไปครับ วันนี้รัฐบาล ใช้เงินไปในการช่วยเหลือคนยากคนจนแบบเป็นระบบบ้าง ไม่เป็นระบบบ้างอยู่มากมาย เรามาทำให้เป็นระบบ เริ่มเข้าไปเป็นกำหนดไว้ในงบประมาณแผ่นดินในปีต่อ ๆ ไป ทำทีละ หน่อย ๆ แล้วทุกอย่างก็จะสามารถเปลี่ยนแปลงประเทศของเราได้ นี่คือสิ่งที่ผมกำลังพูดถึง มาตรา ๕๕/๑
ส่วนเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้มีการขอแก้ไข เรื่องนี้ด้วย แต่ไม่ใช่เป็นเรื่องที่จะมีการขอให้ยกเลิกมาตรา ๖๕ แต่การที่พระราชบัญญัติ ยุทธศาสตร์ชาติ ได้กำหนดไว้ว่ายุทธศาสตร์ชาติจะต้องไม่น้อยกว่า ๒๐ ปี มันก็เป็นประเด็น ว่าจริง ๆ แล้วแก้ได้หรือไม่ได้ หรือว่าต้องยึด ๒๐ ปีนี้ไป ในขณะที่ความจริงที่เรารู้กันก็คือว่า วันนี้เราอยู่ในยุคแห่งความผันผวนของความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา สิ่งที่เขาเรียกกันว่า ดิสรับทีฟ เทคโนโลยี (Disruptive Technology) มันดิสรับ (Disrupt) เราอยู่ตลอดเวลา ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทำให้คนที่ทำงานอยู่ดี ๆ ก็ตกงานฉับพลัน วันนี้การกำหนด ยุทธศาสตร์ ๒๐ ปี มันเนิ่นนานไปจนต้องตั้งคำถามว่าเราจะคาดการณ์เหตุการณ์ในอนาคต ได้อย่างไรว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น เราไม่คิดว่าโควิด (COVID) จะมา วันนี้เราเห็นโควิด (COVID) มาปีกว่า ๆ ๒ ปี เราก็เอากันแทบไม่อยู่แล้ว แล้ว ๒๐ ปีที่ท่านกำหนดยุทธศาสตร์อย่างนั้น มันจะแก้ปัญหาในสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร มันจะงุ่มง่ามไปไหม เพราะฉะนั้นเรื่องนี้พรรค ภูมิใจไทยเห็นว่าเราเข้าใจว่ายุทธศาสตร์ชาติควรจะมี เราจึงได้มีการเสนอเข้าไปเพื่อจะแก้ไข เพิ่มเติมให้สามารถที่จะมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ตามสถานการณ์
สิ่งที่จะต้องขอกราบเรียนต่อท่านประธานอย่างตรงไปตรงมาก็คือเราต้อง ยอมรับว่ายุทธศาสตร์มันเกิดขึ้นในห้วงที่ไม่มีรัฐบาลมาจากการเลือกตั้งของประชาชน สิ่งเหล่านี้มันก็เหมือนเป็นมรดกตกทอดมาจากการยึดอำนาจ แน่นอนท่านมีเหตุผลในการยึด อำนาจด้วยความปรารถนาดีที่จะแก้ปัญหาบ้านเมือง แต่สิ่งเหล่านี้มันก็เป็นสัญญาลักษณ์ว่า ยุทธศาสตร์ชาติ คือมรดกที่จะอยู่กับประเทศไทยไปอีก ๒๐ ปี จากการดำเนินการของผู้ไม่ได้ มาตามระบอบประชาธิปไตย ผู้ที่รักประชาธิปไตยก็ตะขิดตะขวงใจกับมันไปตลอดเวลา ก็ต้องยอมรับว่า ๒๐ ปีแล้วไร้ความยืดหยุ่น มีความล้าสมัยมันเป็นการเหนี่ยวรั้งการพัฒนา เพราะฉะนั้นยุทธศาสตร์ ๒๐ ปีที่มีรายละเอียดแบบผูกขาดอาจไม่เหมาะสม พรรคภูมิใจไทย จึงเห็นควรที่จะแก้รัฐธรรมนูญให้สามารถที่จะแก้เรื่องเงื่อนเวลาจัดเพื่อให้เหมาะกับ สถานการณ์ได้ โดยขอให้ปรับเวลาให้เหมาะสม นี่คือสิ่งที่พรรคภูมิใจไทยและคณะ ทั้งพรรค การเมืองอื่นที่ร่วมลงชื่อเสนอด้วยได้เสนอประเด็นนี้ต่อที่ประชุมแห่งนี้ และผมคาดหวังว่าสิ่ง ที่เราทำตรงนี้เสนอไปไม่ใช่มีเป้าหมายเพื่อประโยชน์ของพรรคการเมืองอย่างที่กล่าวหา สิ่งที่เราเสนอเป็นประโยชน์เพื่อพี่น้องประชาชน เราเสนอรัฐธรรมนูญที่กินได้ ผมจึงฝากท่าน สมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ได้โปรดร่วมแรงร่วมใจกันครับ เราช่วยบ้านเมือง ช่วยรัฐบาลนี้เพื่อที่จะ ก้าวข้ามความยากจน ไม่เจ็บไม่จน แล้วประเทศไทยของเราก็จะก้าวหน้า ก้าวข้ามความ ยากจนไปเสียที ขอบพระคุณท่านประธานครับ