รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๒๓ มิถุนายน ๒๕๖๔

พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ขอบคุณ ท่านประธานครับ พลอากาศตรี นายแพทย์เฉลิมชัย เครืองาม สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ แม้จะค่ำคืนเริ่มดึกดื่นแล้วแต่คิดว่าประเด็นที่เรา กำลังพิจารณาอยู่ในรัฐสภาแห่งนี้ ในวันนี้อยู่ในความสนใจของพี่น้องประชาชน เป็นจำนวนมาก ผมได้รับสื่อออนไลน์ (Online) มาว่าการอภิปรายถือว่ามีคุณภาพ ยกเว้นเมื่อสักครู่ก่อนหน้าผมประมาณ ๑ ท่าน ผมได้ยินได้ฟังแล้วเดิมทีคิดจะขึ้นประท้วง แต่คิดว่าคงไม่เป็นอะไร ก็คืออโหสิกรรมให้ เพียงแต่พรุ่งนี้ขออนุญาตท่านประธานว่า ผมใช้เวลา ๑ ชั่วโมง ผมอาจจะต้องไปฉีดวัคซีนบางอย่างรอบสะดือ ผมไม่พูดนะครับว่า เป็นวัคซีนอะไร ท่านประธานครับ ประเด็นที่เราอภิปรายอยู่เป็นประเด็นการแก้ไข รัฐธรรมนูญซึ่งมีอยู่หลายประเด็น ผมได้รวบรวมมาพอสังเขปเป็นประเด็นที่พอจะอธิบายและ อภิปรายได้ดังนี้ครับ ขอสไลด์แรกเลยครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)

จะเห็นได้ว่า ผมแบ่งออกเป็น ๒ สไลด์ (Slide) ในส่วนนี้ สไลด์ (Slide) แรกเป็นสไลด์ (Slide) ที่แสดง ให้เห็นถึงว่าช่วงระยะเวลาที่ผ่านมามีประเด็นอะไรบ้างที่อยู่ในความสนใจของสมาชิกรัฐสภา ที่มีการเข้าชื่อยื่นเสนอเพื่อขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นประเด็นที่แก้ไขและมีความเป็นมา ต่อเนื่องกันมานับเป็นปีมีอยู่ทั้งหมดประมาณ ๗ ประเด็น ทั้งเรื่องของการแก้ไขเพื่อให้เกิด การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ คือมาตรา ๒๕๖ เพื่อที่จะให้เกิดการแก้ไขแล้วมีหมวด ๑๕/๑ ขึ้นมา ซึ่งขออนุญาตขอบคุณฝ่ายที่ปรึกษา ท่านกฎหมายของรัฐสภาที่พิจารณาแล้วเรื่องนี้ ไม่บรรจุเข้าไปในระเบียบวาระการประชุมในวันนี้คือหมายเลขที่ ๑ หมายเลขที่ ๒ นั่นเป็น การแก้ไขมาตรา ๒๕๖ ผมไม่พูดในรายละเอียด ผมมีประเด็นอื่นที่จะขยายความซึ่งคิดว่า มีความสำคัญมากกว่า เรื่องที่ ๓ คือเรื่องของการแก้ไขเพื่อให้มีบัตร ๒ ใบ ผมก็จะไม่พูดถึง

เรื่องที่ ๔ คือเรื่องของการเลือกนายกรัฐมนตรีที่พรรคเสนอ เรื่องที่ ๕ เรื่อง ของการแก้มาตรา ๒๗๒ ตัดอำนาจ ส.ว. ที่พูดกันว่าคือการปิดสวิตซ์ (Switch) ส.ว. นี่ละครับ เรื่องถัดมาคือประเด็นของการแก้ไขหรือยกเลิกยุทธศาสตร์ชาติ เรื่องที่ ๗ ของสไลด์ (Slide) แรกอันนี้คือการยกเลิกมาตรา ๒๗๙ ๗ ประเด็นนี้มีการพูดจาต่อเนื่องกันมาตั้งแต่ปี ๒๕๖๒ ปี ๒๕๖๓ ปี ๒๕๖๔ ต้นปีมีความพยายามที่จะแก้ไขในร่างต่าง ๆ สไลด์ (Slide) ที่ ๒ ครับ ๘- ๑๓ นี้เป็นเรื่องใหม่ที่โผล่เข้ามารอบนี้ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ๘ ๙ ๑๐ ๑๑ ๑๒ ๑๓ ผมไม่อยากจะเรียกว่าประเด็นเหล่านี้เป็นประเด็นไม้ประดับ ไม่อยากจะเรียกว่าประเด็น เหล่านี้เป็นประเด็นของแถม แต่เป็นประเด็นที่อยู่ดี ๆ ก็โผล่เข้ามา ทั้งเรื่องของสิทธิเสรีภาพ ทั้งเรื่องของการปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งเรื่องของการแก้ไขในมาตรา ๑๔๔ และ มาตรา ๑๘๕ โผล่เข้ามาใหม่ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญรอบนี้ และเป็นเรื่องเป็นราว เป็นข่าวคราวครึกโครมซึ่งผมจะลงรายละเอียดในเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้

ประเด็นแรก ที่ผมจะพูดและได้มีการขยายความไปพอสมควรแล้ว ก็คือประเด็นเรื่องของการแก้ไขเพื่อปิดสวิตซ์ (Switch) ส.ว. ท่านประธานครับ ก่อนหน้าผม ๑ ท่าน ท่านมีคำถามว่า ส.ว. มีไว้ทำไม ผมก็ต้องตอบว่า ส.ว. มีเอาไว้ เพราะเป็นไป ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ถ้าจะไม่มี ส.ว. ไม่เพียง แต่การปิดสวิตซ์ (Switch) ส.ว. เพื่อให้การยกเลิกอำนาจหน้าที่ในการเลือกนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา ๒๗๒ เท่านั้น ท่านหวังที่จะให้มีการยกเลิก ส.ว. ในอนาคตหรือเปล่า ผมไม่ทราบ แต่พูดจากระแหนะกระแหน เสียดสี ทิ่มแทง พวกกระผมมาตั้งแต่เช้าก็อดทนรับฟัง แต่เวลานี้เป็นเวลาไพร์มไทม์ (Prime Time) ซึ่งขออนุญาตที่จะขยายความเพื่อให้พี่น้อง ที่รับชมรับฟังอยู่ทางบ้านได้อธิบาย แล้วได้เข้าใจว่าเราเข้ามาด้วยบทบาทตามรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ อำนาจหน้าที่นั้นมีอยู่มากมายหลายประการ รัฐธรรมนูญเขียนเอาไว้ ให้เวลาผมครึ่งชั่วโมง ๑ ชั่วโมง ผมคงอภิปรายไม่หมด แต่เป็นสิ่งที่ เป็นสภาคู่ซึ่งมีมาอยู่คู่กับประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ เป็นประมุขมายาวนาน เราได้ทำคุณงามความดีให้แก่บ้านเมืองมากพอสมควร ข่าวคราว ที่เกี่ยวกับเรื่อง ส.ว. นั้นแทบจะไม่มีในระยะเวลา ตั้งแต่ปี ๒๔๗๕ จนถึงปี ๒๕๖๔ นี้ เพราะฉะนั้นผมก็จะไม่ขยายหรือขายผลงานของ ส.ว. แต่จะบอกว่าในมาตรา ๒๗๒ นั้น เกิดขึ้นมา ไม่ได้เกิดขึ้นมาโดยความตั้งใจหรือบังเอิญ แต่เป็นความปรารถนาดีของกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญ ต้องอธิบายว่า ในปี ๒๕๕๗ นั้นบ้านเมืองเกิดวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่หลวง ถ้าเรารับชมรับฟังแล้วก็จำเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้ เกือบจะเดินหน้าหรือปิดสวิตซ์ (Switch) ประเทศก็ว่าได้ บ้านเมืองแทบจะเดินไม่ได้ ถ้าจำได้ เดือนธันวาคม ๒๕๕๖ นั้น นายกรัฐมนตรีสมัยนั้น ผมไม่กล่าวชื่อท่าน ท่านให้มีการยุบสภา นั่นก็คือไม่มีสภา ผู้แทนราษฎร ต่อมาก็เหลือแต่วุฒิสภาที่มีหน้าที่ทำหน้าที่ต่อไป ต่อมาก็ปรากฏว่า ประธาน วุฒิสภาท่านถูกคำสั่งให้หยุดการปฏิบัติหน้าที่ เหลือแต่รองประธานวุฒิสภา เพราะฉะนั้น บ้านเมืองในขณะนั้นเราไม่มีทั้งฝ่ายบริหาร แต่เหลือเพียงแค่ปฏิบัติหน้าที่หรือทำการแทน หรือรักษาการไปเท่านั้นเอง วุฒิสภาทำหน้าที่แทนรัฐสภาโดยไม่มีสภาผู้แทนราษฎร นายกรัฐมนตรีก็ไม่มี มีแต่รักษาการ สภาผู้แทนราษฎรก็ไม่มีเหลือแต่วุฒิสภา ประธาน วุฒิสภาก็ไม่มีเหลือแต่รองประธานวุฒิสภา แล้วก็เกิดการประท้วงต่อต้านรัฐบาลบอกว่า ยุบสภารักษาการไม่พอให้ลาออกจากการรักษาการไปด้วย บ้านเมืองถึงขั้นวิกฤติแทบจะเดิน ต่อไปไม่ได้ เกือบจะเป็นรัฐล้มเหลวหรือเฟลด์สเตต (Failed State) เวลานั้นมีความพยายาม ด้วยว่าช่องทางไหนของรัฐธรรมนูญที่จะสามารถทำให้มีรัฐบาลที่ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างจริงจัง ต่อไปเพื่อให้บ้านเมืองพ้นจากภาวะเกือบจะเฟลด์สเตต (Failed State) มีการเสนอต่าง ๆ นานา ผมไม่ลงรายละเอียด เพราะฉะนั้นนี่คือเป็นที่มาที่ไปของการคิดถึงการร่างรัฐธรรมนูญว่าถ้าเราจะร่างรัฐธรรมนูญ แล้วฉบับใหม่โดยกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ท่านก็พยายามที่จะหาวิธีการว่าถ้าเกิดในกรณี วิกฤติซึ่งไม่เหมือนกับปี ๒๕๕๖ ปี ๒๕๕๗ วิกฤติข้างหน้าเราคาดการณ์ไม่ได้ โดยเฉพาะใน ภาวะเกิดการหัวเลี้ยวหัวต่อ การเปลี่ยนมุมจาก คสช. ไปสู่รัฐบาลที่มีการเลือกตั้ง ตัวเลขว่า ระยะเวลาเท่าไรที่จะเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ หรือเป็นรอยต่อระหว่างรัฐบาล คสช. กับรัฐบาล เลือกตั้ง ไม่มีใครบอกได้หรอกครับว่าวิกฤติมันจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อไร ไม่ว่าวิกฤติการเมือง วิกฤติเศรษฐกิจ หรือวิกฤติสังคม ตัวเลขมันก็บอกว่าลงตัวแล้วก็น่าจะประมาณ ๕ ปี ก็จึงเป็น ที่มาว่าวิธีไหนที่จะมีองค์กร ถ้าหากว่าสามารถมีส่วนในการเลือกตั้ง ขออภัย มีส่วนในการ เลือกนายกรัฐมนตรีหรือเลือกรัฐบาล ตอนนั้นผมเป็นสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ หรือ สปท. รัฐธรรมนูญบอกว่าให้ สปท. ไปคิดคำถามพ่วงขึ้นมา แล้วคำถามพ่วงที่ จะทำประชามตินี้เพื่อที่จะนำมาส่งให้กับ สนช. ให้ สนช. ไปลงมติว่าจะเห็นด้วยกับคำถาม พ่วงอันนี้ไหม จึงเป็นที่มาของการทำประชามติในเดือนสิงหาคม ปี ๒๕๕๙ มติของการทำ ประชามตินั้นออกมาดังนี้ครับ เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญ ๑๖ ล้านเสียง คิดเป็น ๖๑ เปอร์เซ็นต์ เห็นด้วยกับคำถามพ่วง ๑๕ ล้านเสียง คิดเป็น ๕๘ เปอร์เซ็นต์ ไม่เห็นด้วย ๑๐ ล้านเสียง คิดเป็น ๔๑ เปอร์เซ็นต์ นี่จึงเป็นที่มาของความหมายและความสำคัญของการทำประชามติ เมื่อปี ๒๕๕๙ ท่านจะเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยกับคำถามพ่วง หรือเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วย กับมติของการทำประชามติก็สุดแท้แต่ แต่ในที่สุดศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำพิพากษาหรือ มีคำวินิจฉัยเมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๖๔ ต้นปีนี้เองครับ เป็นคำวินิจฉัยที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของ การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ คือมาตรา ๒๕๖ เพื่อให้มีหมวด ๑๕/๑ ในบรรทัดหนึ่งของ หน้า ๑๐ ผมขออนุญาตท่านประธานอ่านสั้น ๆ เร็ว ๆ เพื่อให้เห็นความสำคัญของการทำ ประชามติว่าศาลรัฐธรรมนูญท่านวินิจฉัยเอาไว้อย่างไร รัฐสภาจึงต้องทำหน้าที่ตามที่ได้รับ มอบอย่างเคร่งครัด โดยไม่อาจกระทำนอกขอบของหน้าที่และอำนาจที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ได้ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญจึงต้องอยู่ในเงื่อนไขที่มีความผูกพันกับรัฐธรรมนูญฉบับเดิม ประโยคต่อมาสำคัญมากครับ ยึดโยงกับหลักการพื้นฐานและให้เหมาะสมและสอดคล้องกับ มติมหาชน ขีดเส้นใต้ตรงนี้หลายเส้น ความว่า และสอดคล้องกับมติมหาชน ความหมายนี้ คือมติมหาชนในตอนนั้นทำประชามติ ๒ คำถาม คำถามแรกคือเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับ การทำประชามติเพื่อให้มีการรับรัฐธรรมนูญในปี ๒๕๖๐

คำถามที่ ๒ เห็นด้วยกับคำถามพ่วงหรือไม่ คำถามพ่วงนั้นคือคำถามที่ว่า เห็นด้วยหรือไม่กับการที่จะให้มีการเลือกนายกรัฐมนตรีในที่ประชุมรัฐสภา เพราะฉะนั้น มาตรา ๒๗๒ จึงถูกแก้ไขและเขียนลงไปในรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ และได้เขียนไว้ใน เจตนารมณ์หรือคำปรารภของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมไม่มีเวลาที่จะอ่าน เพราะฉะนั้น พวกกระผมเข้ามาทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญฉบับ ๒๕๖๐ พวกกระผมได้มีส่วนร่วมในการ เลือกนายกรัฐมนตรีตามมติมหาชน ปี ๒๕๕๙ เพราะฉะนั้นหน้าที่นี้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ทุกประการ ถ้าท่านประสงค์อย่างไรที่จะดำเนินการท่านไปจัดการแก้ไขหรือร่างรัฐธรรมนูญ วิธีการ ๑. คำถามในการทำประชามติที่ท่านอยากจะให้มี คำถามที่ ๑ ที่ท่านคิดเอาไว้แล้ว ประสงค์เอาไว้แล้ว ก็คือการเห็นด้วยหรือไม่กับการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ใน ขณะเดียวกันถ้าท่านจะปิดสวิตซ์ ส.ว. ผมเน้นคำว่าว่าปิดสวิตซ์ ส.ว. นั่นคือหมายความว่าให้ ไฟของวุฒิสภาดับ ไฟจะดับ ประเด็นนี้ท่านต้องไปถามการไฟฟ้าฝ่ายผลิตครับ ท่านต้องไป ถามการไฟฟ้านครหลวงผู้ผลิตไฟฟ้า นั่นคือประชาชน ท่านต้องไปถามการไฟฟ้านครหลวงผู้ผลิตไฟฟ้า นั่นคือประชาชน เพราะว่าพวกกระผม เข้ามาแล้วทำหน้าที่นี้โดยการทำประชามติ ถ้าท่านจะยกเลิกหน้าที่นี้ผมเกรงว่าจะเป็น ประเด็นที่นำไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญในอนาคต เพราะการทำหน้าที่ตามมาตรา ๒๗๒ นั้น เป็นไปตามผลของการทำประชามติ ปี ๒๕๕๙ ท่านจึงต้องไปถามประชาชน เพราะฉะนั้น ถ้าเป็นไปได้ท่านทำคำถามไว้ ๒ คำถาม อย่าให้เป็นประเด็นไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญเลย ถามประชาชนเลยว่าจะยกเลิกปิดสวิตซ์ ส.ว. ด้วยบทบาทตรงนี้หรือไม่

ประเด็นถัดมาท่านประธานครับ ผมมีเวลาอีกนิดเดียว มาตรา ๑๔๔ และ มาตรา ๑๘๕ ได้มีการพูดไปพอสมควรแล้ว มาตรา ๑๔๔ ต้องกราบเรียนว่าเนื้อความ ส่วนมากแล้วสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐ เพียงแต่การแก้ไขนั้นดันไป แก้ไขเพื่อให้การยกเลิกโทษที่จะเกิดขึ้น ผมต้องกราบเรียนว่าผมเข้าใจครับที่มีการแถลง มีการชี้แจงว่า ถึงแม้ไม่มีโทษตามมาตรา ๑๔๔ วรรคท้าย ๆ แต่ใช้มาตรา ๑๕๗ ได้อยู่แล้วคือ ใช้กฎหมายอาญาทั่วไป ต้องกราบเรียนว่ากฎหมายอาญาทั่วไปการปฏิบัติหน้าที่ของ เจ้าหน้าที่ของรัฐนั้นท่านต้องไปฟ้องกัน ๓ ศาล ท่านต้องไปหาผู้ที่กล่าวหาผู้ที่เสียหาย ประชาชนคนไหนล่ะเสียหาย ถ้าเกิดมีการไปล้วงลูกเรื่องของงบประมาณแผ่นดิน ตามมาตรา ๑๔๔ ไม่มีชาวบ้านคนไหนที่อยากจะไปทำหรอกครับ เพราะฉะนั้นกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ท่านคิดดูแล้ว ท่านต้องการให้เรื่องนี้มีการลงโทษทั้งทางอาญาเอาถึงติดคุก และมีการลงโทษ ทั้งทางการเมือง ทางการเมืองนี้รวดเร็วกว่าทางอาญา มาตรา ๑๕๗ ทางอาญาคือถ้าหากว่า ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ๑ ใน ๑๐ ของ ส.ส. ส.ว. ส่งชื่อว่ามีการกระทำผิดตามมาตรา ๑๔๔ ศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวินิจฉัยพ้นการปฏิบัติหน้าที่ของ ส.ส. ส.ว. ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ไปเลย ทันที คณะรัฐมนตรีถ้ารู้เห็นแล้วไม่ระงับยับยั้งก็พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ไปทันที นี่คือ เจตนารมณ์ของกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นถ้าท่านจะไปยกเลิกเรื่องนี้สิ่งที่ จะตามมา เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ซึ่งผมก็ได้คุยกันพอสมควรสำนักงบประมาณ เข้าใจครับ ว่าเรื่องนี้มีปัญหา ยังมีความไม่ชัดเจน สิ่งที่ผมขออนุญาตกราบเรียนเสนอก็คือว่า ถ้าจะมีการ รับในเรื่องของมาตรานี้ฉบับนี้ ขออนุญาตท่านประธานอีกนิดเดียวครับ กรุณาไปพิจารณา เรื่องของการแปรญัตติ แปรญัตติอย่างไร ผมเชื่อว่าไม่พ้นสติปัญญาของ ส.ส. ส.ว. ที่จะช่วยกันคิดพบกันค่อนทาง ค่อนทางคือรักษาหลักการของระบบการถ่วงดุล หลักการของ การอย่าให้เกิด อะบิวซ์ ออฟ เพาเวอร์ (Abuse of power) อย่าให้เกิด อะบิวซ์ ออฟ ดิวตี (Abuse of duty) อย่าให้เกิดการล้วงลูกและนำไปสู่การทุจริตคอร์รัปชัน เพราะร่างกฎหมาย มาตราฉบับนี้นั้นเป็นไปตามบัญญัติ ๑๐ ประการของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ปี ๒๕๕๗ เพราะเขียนไว้ว่า ให้กรรมการร่างรัฐธรรมนูญไปคิดหาวิธีในการปราบปราม ป้องกัน ระงับ ยับยั้งการทุจริตคอร์รัปชัน มาตรการนี้จึงออกมาเข้มข้น รุนแรง แล้วก็พูดง่าย ๆ ว่าสาหัส เหมือนกับการประหารชีวิตทางการเมือง เพราะตัดสิทธิเลือกตั้งด้วย และไม่ได้เขียนเอาไว้ว่า กี่ปี ความเข้าใจกระผมคือตลอดชีวิต นี่คือวิธีการสะเด็ดน้ำ สุดทางเพื่อให้เกิดการปราบปราม ทุจริตคอร์รัปชัน และแก้ปัญหาเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อน แต่ในมาตรา ๑๘๕ นั้น ท่านแก้ไขยกเลิก (๑) และ (๒) เหลือเพียง (๓) (๑) และ (๒) นั้นในมาตราที่เกี่ยวข้องของ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ อยู่ในมาตราเดียวกันอยู่ในวรรคเดียวกัน ท่านไปยกเลิกเรื่องการ แทรกแซงก้าวก่ายการปฏิบัติงานของข้าราชการ และยกเลิกในเรื่องอื่น เหลือแต่เพียง มาตรา ๑๘๕ เหลือแต่เพียง ห้ามไปก้าวก่าย แทรกแซง การบรรจุแต่งตั้ง โยกย้ายข้าราชการ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่เรื่องใหญ่คือกลับไปที่ (๑) (๒) ครับ อย่าไปแทรกแซงการปฏิบัติ หน้าที่ อย่าไปกระทำการในลักษณะที่มีส่วนร่วมในการใช้จ่ายเงินงบประมาณหรือให้ความ เห็นชอบในการจัดทำโครงการใด ๆ ของรัฐ เรื่องนี้ป้องกันอะบิวซ์ ออฟ เพาเวอร์ (Abuse of power) ถือว่ามีความสำคัญ เหมือนกันเลยกับมาตรา ๑๔๔ เกี่ยวข้องกับการแปรญัตติ งบประมาณ ผมเจ็บช้ำในอดีตมาตลอดที่แปรญัตติลดงบประมาณ ๒๐,๐๐๐ ล้านจากทุกกระทรวง ทบวง กรม ไปรวมกันแล้วไปแบ่งกันได้ ส.ส. ๕๐๐ คน หารกันแล้วได้คนละ ๖๐ ล้าน ต่อ จังหวัด แล้วก็ไปอีหลุยฉุยแฉก ต้องใช้คำว่าไปผลาญงบประมาณโดยไม่จำเป็น กรรมการร่าง รัฐธรรมนูญจึงหาวิธีทำเรื่องนี้ให้ยุติ นี่จึงเป็นที่มาของรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง และกรุณา อย่าทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าไปด้อยค่ารัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง มีคนใช้คำว่า ปิดสวิตซ์ (Switch) ผมใช้คำว่า ด้อยค่า เพื่อให้เกิดความรู้สึกทางจิตใจว่าผมเองส่วนตัวผมรับไม่ได้ เพราะฉะนั้นการแปรญัตติเรื่องนี้จึงมีความสำคัญ บทบาทต่อไปของ ส.ส. ส.ว. คือช่วยกัน แปรญัตติ มาตรา ๑๔๔ และ มาตรา ๘๕ อย่าให้ประชาชนผิดหวัง ผมได้รับคำเสียดสีทิ่มแทง มาในสื่อออนไลน์ (Online) มากมายว่ารับไม่ได้ ถ้ายกเลิกไปเลย ผมดีใจที่ผู้เสนอร่างบอกว่า จะแปรญัตติให้กลับไป กลับไปอย่างไรผมยังเฝ้ารอและคาดหวังว่าเรื่องนี้รัฐสภาหรือ ส.ว. ๑ ใน ๓ ๘๔ คนจะไม่ถูกหักหลัง คำว่าไม่ถูกหักหลังคืออะไรครับ กรุณาอย่าไปอ้างว่าบันทึก หลักการและเหตุผลของการแก้ไขมาตรา ๑๔๔ และมาตรา ๑๘๕ นั้น เขียนไว้ดังนี้ ในข้อ ๓ แก้ไขการพิจารณาพระราชบัญญัติงบประมาณมาตรา ๑๔๔ ท่านจะไปบอกว่าแปรญัตติแล้ว ถ้ากลับไปร่างเดิมมันก็ขัดกับหลักการในข้อ ๓ ถ้าจะแก้มาตรา ๑๘๕ ให้กลับไปเหมือนเดิม ท่านก็จะบอกว่ามาตรา ๑๘๕ เขียนหลักการไว้ว่าแก้ไขอุปสรรคการทำหน้าที่ของ ส.ส. ส.ว. เพราะฉะนั้นตัดออกแล้วใส่กลับเข้าไปไม่ได้ อย่าให้เกิดเหตุการณ์นั้น ขอร้อง กราบ แล้วก็กรุณา วิงวอนว่าช่วยกันคิด ถ้าจะแก้ไข แก้ไขให้เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ บ้านเมือง นี่ละครับ คือบทบาทของ ส.ว. ที่จะทำต่อไปในอนาคต ขอบคุณท่านประธานครับ