ยงยุทธ สาระสมบัติ ชี้แจงถึงความจำเป็นในการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติเพื่อเป็นกรอบพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน โดยเน้นการบูรณาการแผนพัฒนากับงบประมาณ พร้อมเสนอให้ภาคเอกชนและประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทาง รวมทั้งเรียกร้องให้ทบทวนการแก้ไขกฎหมายที่อาจส่งผลต่อความต่อเนื่องของแผนยุทธศาสตร์ชาติ โดยเฉพาะการยกเลิกมาตรา 65 ที่เห็นว่าไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์การพัฒนายาวนาน
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พันตำรวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมจะขออนุญาตกราบเรียนชี้แจงแสดงความเห็นเฉพาะ ในส่วนเรื่องยุทธศาสตร์ชาติเป็นหลัก ในฐานะที่กระผมมีส่วนในการยื่นญัตติให้มี ยุทธศาสตร์ชาติ บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉะนั้นกระผมจะขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานเป็น ๒ ส่วน
ส่วนที่ ๑ ก็คือว่าทำไมต้องมียุทธศาสตร์ชาติ และมีแล้วจะเป็นประโยชน์ หรือมีผลอย่างไร ขออนุญาตแผ่นใสครับ เจ้าหน้าที่ทันไหมครับ ไม่เป็นอะไรครับ ถ้ายังไม่ทัน เดี๋ยวขึ้นตามแล้วกันนะครับ เมื่อครั้งที่สมัย สวท. เรามองถึงว่าประเทศไทยอยู่ในภาวะของ ประเทศกำลังพัฒนามาไม่น้อยกว่า ๕๐ ปี เมื่อครั้งที่กระผมรับราชการครั้งแรกเมื่อปี ๒๕๑๑ ตอนนั้นประเทศไทยก็อยู่ในระหว่างกำลังพัฒนา ฉะนั้นเราก็มาพิจารณาว่าในระหว่างที่ ประเทศกำลังพัฒนานั้นมีประเด็นปัญหาอยู่หลายประการ ประการที่ ๑ คือเรื่องของรายได้ ประการที่ ๒ เรื่องอัตราของการศึกษา ประการที่ ๓. คุณภาพชีวิตของประชาชน ฉะนั้นเรา คิดว่าน่าจะต้องทำอะไรสักอย่างหนึ่ง
ประการที่ ๑ ที่เรามองดูสภาพปัญหาที่เป็นอยู่ในขณะนั้นก็คือว่ารัฐบาล ในแต่ละรัฐบาลในห้วงนั้นจะเน้นนโยบายของแต่ละรัฐบาลยิ่งกว่าเน้นนโยบายระยะยาว นี่ไม่ได้ว่ากันนะครับ เพราะท่านรับปากประชาชนมาอย่างนั้นท่านก็ต้องพยายามทำอย่างนั้น แต่ความจริงแล้วเมื่อวานนี้มีเพื่อนสมาชิกอภิปรายหรือเมื่อเช้านี้อภิปรายว่าเส้นความยากจน ของประเทศไทยของคนไทยต่างจังหวัดเฉลี่ยเดือนละ ๒,๗๐๐ บาท ในกรุงเทพมหานคร ๓,๒๐๐ บาท แต่เป้าหมายของ เวิลด์ เฮลช์ อีโคโนมิก ฟอรัม (World Health Economic Forum) สำหรับประเทศพัฒนาก็คือจะต้องมีรายได้เฉลี่ย ๔๐,๐๐๐ บาทต่อเดือนต่อคน ผู้ที่มีรายได้ต่ำที่สุดจะต้อง ๑๕,๐๐๐ บาทต่อคน การศึกษาจะต้องเป็นระดับที่ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ดีที่สุดในสมาชิกของเวิลด์ อิโคโนมิก ฟอรัม (World Economic Forum) คอร์รัปชันน้อยที่สุดใน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ คุณภาพชีวิตต้องดีใน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ทรัพยากรป่าไม้ ของชาติจะต้องมี ๔๐ เปอร์เซ็นต์ และจะต้องมีการบริหารจัดการน้ำไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๗๐ ของพื้นที่ประเทศนี่คือแรงจูงใจที่เราผลักดันว่าถ้าอย่างนั้นน่าจะต้องมีเป้าหมายระยะยาว
ประการที่ ๒ เรามีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในครั้งนั้น ฉบับที่ ๑๒ ครับ ๕ ปี ต่อ ๑ ฉบับ ๖๐ ปีแล้ว ก็ยังคงเดิม เราไม่ได้ว่าถึงสภาพัฒน์ เพราะว่า กฎหมายกำหนดไว้อย่างนั้น เขามีอำนาจเฉพาะจำกัดในเฉพาะบางส่วนในบางเรื่อง
ประเด็นที่ ๓ ก็คือว่าการพิจารณางบประมาณนั้นแยกส่วน เพราะไม่ได้จัด การบูรณาการเท่าที่ควร
ประเด็นที่ ๔ ภาคเอกชนมีส่วนร่วมด้วยในการกำหนดอนาคตของชาติน้อย มาก แต่ในเรื่องของการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติจะมีภาคเอกชนอยู่ ๑๔ คน ๑๔ ตำแหน่ง ตำแหน่งของภาครัฐก็มีอีก ประทานโทษ ๗ ครับ ๗ บวก ๗ เป็น ๑๔ ตำแหน่งทางราชการ ๗ ของทางภาคเอกชน ภาคเอกชนอย่างเช่น ประธานหอการค้า ประธานอุตสาหกรรม ประธานสภาการท่องเที่ยวธนาคารไทย อย่างนี้เป็นต้น แล้วก็มีผู้ทรงคุณวุฒิอีก ตรงนี้ทำให้มี ส่วนร่วมของภาคเอกชนมากขึ้น ในขณะเดียวกันก็ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนด อนาคตของชาติ กราบเรียนอย่างนี้ครับ ในสมัย สปช. เราถามความเห็น ของประชาชน เราจัดเวทีสอบถามความเห็นของประชาชนทั่วประเทศ ทุกจังหวัด อย่างน้อยระดับจังหวัด ๑ จังหวัด ๑ เวที อีก ๑๐ เวทีระดับอำเภอ อย่างน้อย ๑๐ เวที ในแต่ละจังหวัด คำถามที่เรา ถามก็คือว่าในอนาคตข้างหน้า ๒๐ ปี ข้างหน้าท่านอยากเห็นประเทศไทยเป็นอย่างไร นี่คือข้อมูลที่เราได้มาเป็นข้อมูลพื้นฐานในการกำหนดอนาคตของชาติ กระผมยกตัวอย่างให้ ฟังเฉพาะสั้น ๆ เท่านั้นนะครับ นี่คือสภาพการในประเทศนั้นในขณะนั้นที่เราคิดเรื่องนี้ นอกจากนั้นแล้ว กระทรวงต่างประเทศได้มีการสำรวจ ถามไปทางสถานเอกอัครราชทูตทั่ว โลกที่เรามีสัมพันธภาพอยู่ ปรากฏว่ามี ๖๔ ประเทศที่มียุทธศาสตร์ชาติ ๑๐-๓๐ ปี ประเทศ ทิศใต้ของเรามี ๓๐ ปี ระหว่างที่เราเริ่มทำยุทธศาสตร์ชาติ ประเทศทิศตะวันตกของเราไม่ เอ่ยชื่อนะครับเริ่มทำยุทธศาสตร์ชาติ ฉะนั้นโดยยุทธศาสตร์ชาติเองเป็นประโยชน์กับ ประชาชนครับ กระผมขอผ่านไปแผ่นที่ ๒ ในครั้งนั้นเรามองอย่างนี้ครับ ว่ายุทธศาสตร์ชาติ จะเป็นเสมือนแผนการบิน เราบินไปสู่เป้าหมายที่เราคิดกันไว้ เป้าหมายเหล่านั้นเพื่อใครครับ เพื่อประชาชนครับ ไม่ได้เพื่อคนใดคนหนึ่ง เราคิดเรื่องนี้เพื่ออนุชนรุ่นหลัง นักบินก็คือ นักการเมือง ผู้นำทางการเมือง ผู้ช่วยนักบินก็คือข้าราชการปีกทั้ง ๒ ข้างนี้ก็คือทำอย่างไรให้ สมดุลลดความเหลื่อมล้ำ ผู้โดยสารในนั้นคือประชาชนคนไทยทั้งหมด หางเสือก็คือ มาตรา ๒๗๐ เราจะทำอย่างไรให้มีการติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดให้เป็นไปตามแผนการ บิน แผนการบินไปที่ไหนครับ ถ้ามองดูในขณะนี้ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญในปัจจุบันก็คือ ตามมาตรา ๒๕๗ ท่านคงจำได้อนุมาตรา ๑ ให้ประเทศชาติมีความสงบเรียบร้อยสามัคคี ปรองดอง อนุมาตรา ๒ ก็คือว่าให้ลดความเหลื่อมล้ำ อนุมาตรา ๓ ก็คือให้ประชาชนมี ความสุขมีคุณภาพชีวิตที่ดี นั่นคือเป้าหมาย เป้าหมายอย่างนี้เกิดขึ้นจากไหนครับ ก็เกิดขึ้น จากการเริ่มยุทธศาสตร์ แล้วก็มีการปฏิรูปนั้น นี่คือแผ่นที่ ๒ ขอไปแผ่นที่ ๓ หลายท่านพูดถึง ว่าการไปกำหนดยุทธศาสตร์ชาติไว้ ๒๐ ปี รัฐบาลต่อมาไม่มีโอกาสทำอะไร ไม่ได้เป็นเช่นนั้น ครับ ถ้าท่านดูในภาพนี้ตอนนั้นเรานึกถึงครับ ช่องซ้ายมือของท่านนะครับ เรามอง วัตถุประสงค์และเป้าหมาย ตรงช่องกลางนั้นคือสตราติจิก ล็อก เฟรม (Strategic lock frame) สำหรับรัฐบาลไปดำเนินการ ท่านจะเห็นช่องว่าในเรื่องของยุทธศาสตร์ในการ ดำเนินการไปสู่เป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติไม่ได้กำหนดไว้โดยตรงให้รัฐบาลนั้น ๆ ไปกำหนด นะครับ รัฐบาลกำหนดยุทธศาสตร์แล้วเสร็จแล้วก็ไปต่อด้วยกลยุทธ์ หรือยุทธศาสตร์ สำหรับให้เจ้าหน้าที่ไปปฏิบัติ อันนี้ก็คืออีกภาพหนึ่งที่อยากจะกราบเรียน นั่นคือสิ่งที่เราคิดในครั้งนั้น เราคิดต่อไปด้วยว่า การที่จะวางแผน และเรากำหนดในครั้งนั้นเราเสนอไว้ด้วยในขณะที่เราทำญัตติไปเสนอไว้ รัฐธรรมนูญ บอกให้มีการเปลี่ยนแปลงทบทวนทุก ๕ ปี และเมื่อสถานการณ์อื่นมีสถานการณ์ ที่เปลี่ยนแปลงจนไม่สามารถกระทำได้ตามเป้าหมายของยุทธศาสตร์ชาติก็ให้สามารถ เปลี่ยนแปลงได้ แต่รัฐธรรมนูญไปกำหนดไว้ในกฎหมายมาตรา ๑๑ ถ้าผมจำไม่ผิดใน กฎหมายพระราชบัญญัติจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ปี ๒๕๖๐ แต่ถ้าตามนี้ที่เราคิดเอาไว้ ตั้งแต่ระดับบนสุดซ้ายมือคือเป้าหมายตั้งแต่ระดับประเทศไล่มาถึงระดับรัฐบาล ไล่มาถึงกระทรวงทบวงกรม ไล่มาถึงกรมและจังหวัด และไล่มาถึงผู้ปฏิบัติ แล้วก็ย้อนหลัง ขึ้นไป ในเส้นขวางนั้นก็จะกำหนดเป้าหมายเขาเอาไว้นะครับ นั่นคือสิ่งที่เราคิดในขณะนั้น แล้วก็ส่งไปยังรัฐบาลแล้วรัฐบาลก็ดำเนินการต่อ ส่วนใหญ่รัฐบาลก็รับไปทำ แต่ก็มีปัญหาอยู่ เหมือนกันอย่างที่ทราบอยู่นะครับในเรื่องของการดำเนินการ
ทีนี้ขออนุญาตมาส่วนที่ ๒ คำถามของขอแก้กฎหมาย ต้องขอบคุณที่ให้ ความสนใจในเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ โดยเฉพาะในร่างญัตติที่ ๖๕ ขอประทานโทษ ของพรรค การเมืองหนึ่งที่จะให้กำหนดให้มีการเปลี่ยนแปลงไว้ในมาตรา ๖ ว่าสามารถเปลี่ยนแปลงได้ โดยส่วนตัวแล้วผมไม่ขัดข้อง แต่อีกฉบับหนึ่งร่างญัตติที่ ๕ บอกให้ยกเลิก ขออนุญาต กราบเรียนนะครับ ที่ระบุไว้ว่ายกเลิกเนื่องจากว่ายาวเกินไป ๒๐ ปี มาตรา ๖๕ ไม่ได้ระบุ ระยะเวลาไว้นะครับ ถ้าท่านไปยกเลิกมาตรา ๖๕ ก็ไม่มีประโยชน์ นั่นเรื่องที่ ๑
เรื่องที่ ๒ คือบอกไว้ว่ามีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอยู่แล้ว แผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมไม่ครอบคลุม ท่านกรุณาไปดูมาตรา ๔ ของพระราชบัญญัติ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม ท่านจะยิ่งเห็นเลยครับ ยิ่งเห็นว่าไม่ครอบคลุม ฉะนั้น ขออนุญาตกราบเรียนว่าในการที่ท่านจะยกเลิกยุทธศาสตร์ชาติเลยนั้นกระผมคิดว่าฝากท่าน คิดอีกสักทีนะครับ ขอบพระคุณครับ