โกวิทย์ เปิดแนวคิดแก้รัฐธรรมนูญ กระจายอำนาจ-เพิ่มกลไกท้องถิ่นเข้มแข็ง

รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๒๓ มิถุนายน ๒๕๖๔

โกวิทย์ พวงงาม หารือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเห็นควรกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นเข้มแข็งและมีอิสระ พร้อมเสนอให้เพิ่มความชัดเจนในกลไกการเลือกผู้บริหารท้องถิ่นโดยตรง หลักประกันรายได้ และการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อให้การแก้ไขตอบโจทย์ประโยชน์ของชุมชนอย่างแท้จริง อีกทั้งยังเสนอให้คงจำนวน ส.ส. บัญชีรายชื่อ ตั้งคำถามต่อการแทรกแซงงบประมาณของ ส.ส. และย้ำความสำคัญของระบบแผนพัฒนาประเทศเพื่อส่งเสริมความเสมอภาค

ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังท้องถิ่นไทยครับ ท่านประธาน วันนี้ผมขออภิปรายการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมทั้ง ๑๓ ฉบับ ซึ่งผมจะพูด โดยรวมแล้วก็พิจารณาให้ความเห็นชอบในการรับหลักการต่อไปนะครับ ท่านประธานครับ เวลาเราพูดถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญส่วนหนึ่งประชาชนหรือว่าคนทั่วไปจะตั้งคำถามว่าเราจะ แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อใคร คำว่า เพื่อใคร นี่ล่ะครับ มันเป็นบทสะท้อนว่าสภานี้จะทำการ แก้ไขเพื่อประชาชน ประเทศชาติ หรือประโยชน์ของพวกเราที่เป็นนักการเมืองกันแน่ อันนี้เป็นคำถาม แต่ผมเรียนท่านประธานว่าผมได้ดูร่างทั้ง ๑๓ ร่างแล้ว ส่วนหนึ่งก็เห็นด้วย และส่วนหนึ่งก็ไม่เห็นด้วย เพราะการแก้ไขบางเรื่องไม่ได้ตอบโจทย์พี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้นอยากจะเรียนท่านประธานว่าสิ่งที่ผมคิดว่าเห็นด้วยในหลักการก็คือว่าการที่จะ ทำให้ประชาชนนั้นได้ประโยชน์จากรัฐธรรมนูญนั่นคือเป็นประเด็นสำคัญ ผมยกตัวอย่าง ในร่างที่ ๗ ของท่านอนุทิน ชาญวีรกูล ที่เขียนเรื่องการพิทักษ์ให้ประชาชนได้รับรายได้ขั้น พื้นฐาน อันนี้ก็ถือว่าเป็นประโยชน์ต่อประชาชน ซึ่งในขั้นต่อไปก็ว่ากันว่าจะทำกันอย่างไร แล้วหลายร่างที่เขียนเรื่องการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน การให้ประชาชนได้แสดง ความคิดเห็น และสิทธิของประชาชนในกระบวนการยุติธรรม การได้รับความช่วยเหลือ ทางกฎหมาย รวมทั้งการแก้ไขเรื่องการกระจายถือครองที่ดิน อันนี้เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ แต่วันนี้ผมอยากจะเน้นไปที่การทำให้ชุมชนท้องถิ่น การสร้างกลไกให้ชุมชนท้องถิ่นมีความ เข้มแข็ง ซึ่งปรากฏในร่างที่ ๑๒ ของท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ อยู่หลายมาตรา ผมเรียน ท่านประธานว่านี่คือความถูกต้องที่เราอาจจะต้องเปลี่ยนการบริหารจัดการประเทศไปสู่ การสร้างให้ชุมชนเป็นผู้บริหารประเทศแทนรัฐบาลส่วนกลาง นั่นก็คือในการแก้ไขในการ เพิ่มเติมมาตรา ๗๖/๑ และมาตรา ๗๖/๒ ส่วนนี้ผมอยากจะเรียนท่านประธานว่ารัฐต้อง กระจายอำนาจให้ท้องถิ่นพึ่งตนเองและตัดสินใจในกิจการของท้องถิ่นได้เอง อันนี้ผมเห็นด้วย ในหลักการ เพราะว่าการพัฒนาท้องถิ่นโดยเฉพาะการเขียนในวรรคท้าย ว่าพัฒนาจังหวัดที่มี ความพร้อมให้เป็นองค์กรท้องถิ่นขนาดใหญ่นะครับ อันนี้ก็เป็นการเพิ่มเติมในมาตรา ๗๖/๑ ในมาตรา ๗๖/๒ ผมคิดว่ามีความสำคัญของการเพิ่มเติมเข้าไป นั่นก็คือการบัญญัติเรื่อง หน้าที่และอำนาจของท้องถิ่นที่ระบุว่าอะไรท้องถิ่นทำได้ เพราะที่ผ่านมานั้นท้องถิ่นมีปัญหา มากในการจัดบริการสาธารณะให้กับประชาชน แล้วก็นำมาสู่ความถูกตรวจสอบ แล้วก็ไประบุให้เขียนว่าอะไรที่ท้องถิ่นทำไม่ได้บ้าง อันนี้ก็เป็นความชัดเจนที่สุด ที่จะทำให้ เกิดความกระจ่างขึ้น อย่างไรก็ตามยังมีการแก้ไขในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๔๙ ไปจนถึง มาตรา ๒๕๔ ซึ่งหลายมาตราก็เห็นด้วยนะครับว่าแก้ไขให้มีความชัดเจนมากขึ้น แต่ผมเรียน ว่าในร่างที่ ๑๒ บางประเด็นผมยังเห็นต่างแล้วก็ไปยังไม่สุด ผมยกตัวอย่างเช่นเราจะประกาศ ให้จังหวัดที่มีความพร้อมเป็นท้องถิ่นขนาดใหญ่ ระบุไปได้ไหมครับว่าในท้องถิ่นแบบนี้ เราต้องเลือกผู้บริหารท้องถิ่นโดยตรงให้มันเกิดขึ้นในประเทศนี้ นั่นคือสิ่งที่ผมอยากจะฝาก กรรมาธิการไปพิจารณา ในส่วนต่อมาผมคิดว่าในเรื่องของการไปให้สุดก็คือเรื่องของหลักประกันรายได้ของท้องถิ่น เป็นต้น ที่ควรจะเพิ่มเติมและควรที่พิจารณา แล้วก็การพัฒนารายได้ท้องถิ่น เพราะว่าต้อง ระบุให้ชัด เพราะว่าในร่างยังไม่ชัดเจนว่าท้องถิ่นจะได้รับงบประมาณเท่าไร รวมทั้งสิ่งที่ผม พูดตอนต้นเรื่องประกันรายได้กับการระบุสัดส่วนรายได้ระหว่างรัฐกับรายได้ของรัฐบาล อาจจะระบุไปเรื่อยว่าเป็น ๓๕ เปอร์เซ็นต์เป็นต้นนะครับ เพราะฉะนั้นการทำให้ท้องถิ่น พัฒนารายได้มันมีหลายวิธี เช่น การทำให้มีกฎหมายกิจการพาณิชย์ของท้องถิ่น กฎหมาย ความร่วมมือเพื่อพัฒนารายได้ระหว่างท้องถิ่น เป็นต้นนะครับ นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะฝาก กรรมาธิการไป แล้วส่วนหนึ่งที่ผมคิดว่ามันมีการถ่วงดุลก็คือการใช้ภาคพลเมืองส่งเสริมให้ พลเมืองและประชาสังคมในท้องถิ่นนั้นได้เข้าไปมีส่วนร่วมในองค์กรปกครองท้องถิ่น ผมว่า อันนี้มันหายไปในในร่างที่ผมกล่าวถึงนะครับ

สุดท้ายผมอยากจะพูดไว้ก็คือการเปลี่ยนหลักการเข้าสู่อำนาจของ นักการเมือง นั่นก็คือไปแก้ในมาตรา ๘๓ มาตรา ๙๐ และมาตรา ๙๑ เป็นต้น คือหลักการ เดิมผมเข้าใจว่าเราใช้อีกแบบหนึ่ง ซึ่งมีคนทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่การแก้ไขหลักการนี้ ก็คือการทำให้ ส.ส. มีจำนวนเพิ่มขึ้น ๔๐๐ คน จำนวนบัญชีรายชื่อ ๑๐๐ คน เป็นต้น แต่ระบบการคิดต้องคิดต้องคิดให้ดีนะครับ ผมเห็นเพื่อนสมาชิกรัฐสภาหลายท่านพูดถึง ระบบบัญชีรายชื่อ ผมก็อยากจะพูดไว้ว่าระบบบัญชีรายชื่อมันมีหลักการของมันว่า เป็นอย่างไร แต่ของประเทศเราเวลามาใช้มันกลายเป็นว่าในบัญชีรายชื่อก็จะเป็นคนที่ สนับสนุนพรรคบ้าง ซึ่งมันผิดหลักเกณฑ์ แต่บัญชีรายชื่อก็คือการเอาคนที่เป็นที่เขาเรียกว่า ทิงก์แทงก์ (Think Tanks) ของพรรค แล้วก็สามารถที่จะพัฒนาประเทศได้ เป็นคนที่มี วิชาชีพ มีความรู้ความเชี่ยวชาญที่ส่งในบัญชีรายชื่อเพื่อนำไปสู่การพัฒนาหรือบริหาร ประเทศ นั่นก็คือการระบุอย่างนี้ไว้ ส.ส. เขต ก็คือการถึงชาวบ้าน ชาวบ้านรู้จัก อันนั้นก็คือ แยกกันชัดเจน แต่ผมคิดว่าการแก้ให้มี ส.ส. บัญชีรายชื่อลดลง ผมจะไม่ค่อยเห็นด้วย และไม่เห็นด้วย ผมคิดว่าอาจจะยืนโดยหลักเดิมคือ ๑๕๐ ส.ส. เขต ก็ ๓๕๐ เหมือนเดิม อันนี้ก็คือสิ่งที่อยากจะฝากกรรมาธิการไปพิจารณา แล้วการคิดสัดส่วนการได้ ส.ส. บัญชี รายชื่อ ผมคิดว่าผมไม่เห็นด้วยกับการกำหนด ๑ เปอร์เซ็นต์ของจำนวนผู้ใช้สิทธิทั้งหมด อันนี้ก็คือสิ่งที่ผมเห็นด้วยกับร่างของท่านจุรินทร์ในร่างที่ ๑๓ ที่บอกให้ไม่จำเป็นต้องขั้นต่ำ ของจำนวนผู้มาลงคะแนนนะครับ อันนี้ก็คือสิ่งที่อยากจะฝากไว้ในประเด็นการคำนวณบัญชี รายชื่อนะครับ เพราะฉะนั้นประเด็นสุดท้าย สิ่งที่พูดกันมากก็คือว่าการไปดำเนินการแก้ไข ในมาตรา ๑๘๕ ซึ่งเพื่อนสมาชิกรัฐสภาพูดไว้มาก ซึ่งไปโยงใยกับมาตรา ๑๔๔ นั่นก็คือการ เข้าไปใช้สถานะตำแหน่ง ส.ส. ส.ว. เข้าไป การกระทำใด ๆ ที่ไปล้วงลูกระบบของข้าราชการ ประจำ การกระทำของตนเข้าไปมีส่วนร่วมในการใช้งบประมาณเพื่อจัดทำโครงการใด ๆ ของหน่วยงานรัฐ นั่นก็คือการแทรกแซงบทบาทของ ส.ส. ผมอยากจะเรียนท่านประธานว่า เราเลือกผู้แทนมาทำไม หลักใหญ่ของผู้แทนจะต้องมาทำหน้าที่เพื่อดูแลกฎหมาย ฝ่ายนิติบัญญัติ นั่นคือเป็นประเด็นสำคัญ แต่ถ้า ส.ส. ไปก้าวก่ายเรื่องงบประมาณ นเป็นหน้าที่ของฝ่ายบริหารที่จะทำงบประมาณ นอกจากนั้นผมคิดว่าบ้านเมืองเรา เรามีระบบแผนที่สะท้อนปัญหาของพี่น้องประชาชน ผมคิดว่ามันจะเป็นการทำลายระบบ แผนที่สะท้อนปัญหา มันทำให้ ส.ส. ไปล้วงลูกอย่างที่ผมกล่าว เพราะฉะนั้นผมอยากจะเสนอว่าถ้าอย่างนั้นเราต้องทำให้ระบบแผนของพี่น้องประชาชน มีความหมาย เราจะเห็นว่าในหลายจังหวัดของประเทศไทยนี้ ถ้า ส.ส. คนใดวิ่งเต้นเรื่อง งบประมาณได้ดีก็จะทำให้จังหวัดนั้นพัฒนา มันยิ่งให้เกิดความเหลื่อมล้ำในประเทศนี้ การใช้ระบบแผนเพื่อพัฒนาประเทศมันจะเป็นจุดยืนที่สำคัญที่ไปตอบโจทย์ความเสมอภาค และการพัฒนาที่ตรงจุด พี่น้องประชาชนมาก มันเป็นการทำให้สิ่งที่ผมได้เสนอมานี้ ผมจะพิจารณาเพื่อรับหลักการในร่างทั้ง ๑๓ ร่าง อย่างไรหรือไม่ เพื่อเรียนท่านประธานด้วย ความเคารพทั้งหมดที่ผมได้นำเรียนไว้ ณ ทีนี้ ขอบคุณท่านประธานครับ