นิคม สนับสนุนแก้รัฐธรรมนูญ เพิ่มอำนาจ ส.ส. เปิดทางเลือกนายกฯ

รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๒๓ มิถุนายน ๒๕๖๔

นิคม บุญวิเศษ อภิปรายสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเสริมสร้างความเป็นประชาธิปไตย เสถียรภาพรัฐบาล และความยุติธรรมในการเลือกตั้ง โดยเสนอให้ทบทวนกลไกการจัดสรร ส.ส. บัญชีรายชื่อ สนับสนุนให้ ส.ส. มีสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรีได้ และเพิ่มมาตราห้ามรัฐประหาร รวมทั้งปรับปรุงมาตรา 129 เพื่อเสริมอำนาจการตรวจสอบของกรรมาธิการต่อองค์กรอิสระและตุลาการ พร้อมเรียกร้องให้ยกเลิกข้อจำกัดที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพประชาชน และสนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 4 ฉบับของฝ่ายค้านโดยขอให้ปรับปรุงให้เกิดความเป็นธรรมและประชาธิปไตยที่แท้จริง

นายนิคม บุญวิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายนิคม บุญวิเศษ สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคพลังปวงชนไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผมขออภิปรายร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่พวกเรา ได้มีการอภิปรายกันมาตั้งแต่เช้า มีหลายท่านบอกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ประชาชน ได้อะไร เป็นคำถาม ผมเชื่อว่าประชาชนได้ครับท่านประธาน อย่างน้อยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ถึงแม้จะไม่สามารถแก้ได้หลายมาตรา โดยเฉพาะมาตรา ๒๕๖ นี้ แต่อย่างน้อย จะเป็นการแก้ให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ประชาชนได้ประโยชน์ มากขึ้น ผมจะยกตัวอย่างเป็นบางมาตราเนื่องจากเวลาผมมีน้อย ๑๕ นาที ผมยกตัวอย่าง ง่าย ๆ เจตนารมณ์ของประชาชนที่มีการเลือกตั้ง กาคนที่รัก กาพรรคที่ชอบนี้เพื่อหวังจะให้ พรรคการเมืองที่ตัวเองเลือกมาและพรรคการเมืองที่ได้ ส.ส. มากที่สุดมาเป็นผู้นำในการ จัดตั้งรัฐบาลเพื่อจะได้นายกรัฐมนตรีที่เขาคิดว่ามีความรู้ความสามารถนำพาประเทศไปรอด ประชาชนอยู่ดีกันดีครับท่านประธาน แต่รัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. ๒๕๖๐ พวกเราเห็นตรงกัน ว่ามันมีปัญหาจริง ๆ จึงได้มีการแก้ในวันนี้ ผมคิดว่าการแก้เป็นรายมาตราถ้าสามารถแก้ได้ นะครับ ซึ่งผมเองก็ยังไม่มั่นใจว่าจะแก้ได้หรือไม่ แต่ถ้าสามารถแก้ได้จริง ๆ นี้มันเกิด ประโยชน์จริง ๆ ไม่มากก็น้อยครับ ดีกว่าไม่แก้เลยครับท่านประธาน ผมยกตัวอย่าง ในมาตรา ๙๑ โดยการนำเสนอของท่านสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ กับคณะพรรคฝ่ายค้าน ถามว่า ผมไม่เห็นด้วยหรือครับ จริง ๆ เห็นด้วย ถึงแม้ว่าจะบอกว่าเป็นฉบับที่ปิดสวิตซ์ (Switch) พรรคเล็กก็ตาม แต่ผมเห็นความจำเป็นที่ประเทศไทยจะต้องเดินหน้าต่อไปครับ เราจะต้องมี รัฐบาลที่มีเสถียรภาพเพื่อให้ความมั่นใจกับต่างชาติหรือนักลงทุนครับ แต่ปัจจุบันนี้การตั้ง รัฐบาลที่มีเสถียรภาพโดยเฉพาะรัฐบาลชุดนี้ ขออภัยที่เอ่ยนะครับ ตั้งรัฐบาลมีทั้งหมด ๑๙ พรรค เหตุผลที่จะต้องตั้งอย่างนี้ก็เพราะว่าพรรคการเมืองที่ได้ ส.ส. มากที่สุด ไม่สามารถเป็นผู้นำ ในการจัดตั้งรัฐบาลได้ จึงต้องนำพรรคการเมือง อันดับ ๒ รวมทั้งอีกพรรคที่มี ส.ส. ๑ เสียง ครับท่านประธาน ที่เราเรียกว่าสอบปัดเศษ ๑๑ พรรครวมกันเป็นทั้งหมด ๑๙ พรรครวมกัน แล้วบอกว่ารัฐบาลไม่มีเสถียรภาพเนื่องจากบัตรใบเดียว จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่หรอกครับ จะเป็นบัตรใบเดียว บัตร ๒ ใบก็แล้วแต่ ถ้าเรายึดกติกาสากล พรรคใดที่ได้ ส.ส. มาก เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล แล้วการเลือกตั้งบริสุทธิ์ยุติธรรม ผมเชื่อว่าไม่จำเป็นต้องมี การรวมหลายพรรคเพื่อตั้งรัฐบาล แต่ที่ผ่านมามันไม่ใช่ครับท่านประธาน การเลือกตั้งนี้มันมี ในมาตรา ๒๗๒ เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ จริง ๆ แล้วไม่ได้บัญญัติไว้ใน รัฐธรรมนูญครับ เป็นอำนาจที่เขียนไว้นอกรัฐธรรมนูญด้วยซ้ำ แต่ให้อำนาจในการเลือกโหวต (Vote) นายกรัฐมนตรี มันอยู่ตรงนี้ครับ ที่ทำให้บางพรรคต้องไปรวมกันกับอีกฝ่ายหนึ่ง เพื่อหวังว่าฝ่ายตัวเองจะได้เป็นรัฐบาล ตรงนี้ต่างหากครับที่มันเป็นส่วนที่ทำให้พรรคเล็ก พรรคน้อยต้องไปรวมกัน ๑๙ พรรค จัดตั้งรัฐบาลขึ้นมา พอบริหารมาจนถึงปัจจุบันนี้ เกิดปัญหาจริง ๆ ครับ เสถียรภาพของรัฐบาลมันไม่มีครับ เราจึงได้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พรรคร่วมฝ่ายค้านได้เสนอมาตรา ๙๑ เข้ามา โดยแบ่งเขตให้เป็น ๔๐๐ เขต ผมเห็นด้วยครับ เพื่อ ส.ส. จะได้ลงพื้นที่ดูแลพี่น้องประชาชนให้ครบ ประชาชนจะได้ประโยชน์มากขึ้น แต่ในส่วนของ ส.ส. บัญชีรายชื่อ ๑๐๐ รายชื่อนี่ล่ะครับ ที่ผมมานั่งอ่านแล้ว ถ้าไม่มีการแก้ไข จะเกิดปัญหาครับ ในส่วนที่บอกว่าบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองใดได้คะแนนเสียงน้อยกว่า ร้อยละ ๑ คะแนนไม่ถึงร้อยละ ๑ ก็ให้ตัดทิ้งเลยครับ นั่นหมายถึงว่าพรรคนั้นไม่มีสิทธิได้ ส.ส. บัญชีรายชื่อ แล้วให้นำคะแนนของพรรคเหล่านี้ไปลบออกจากคะแนนที่ประชาชน มาลงคะแนนทั้งประเทศครับท่านประธาน ผมยกตัวอย่างครับ เกิดปัญหาแน่นอนครับ สมมุติว่าถ้ามีประชาชนมาลงคะแนนกันทั้งประเทศ ๓๕ ล้านคนท่านประธาน แล้วพรรคเล็ก พรรคน้อยที่คะแนนไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ คือไม่ถึง ๓๕๐,๐๐๐ คะแนน ปัดทิ้งครับ สมมุติว่า พรรคเล็กพรรคน้อย ๑๐ พรรค ๒๐ พรรค ๓๐ พรรค รวมกันแล้วได้ ๕ ล้านคะแนน หักออก ๓๕ ล้านคะแนนเหลือ ๓๐ ล้านคะแนนครับท่านประธาน ๓๐ ล้านคะแนน เอา ๑๐๐ มาหาร เท่ากับ ๑ บัญชีรายชื่อเท่ากับ ๓๐๐,๐๐๐ คะแนน แต่ถ้ามีบางพรรคล่ะครับท่านประธาน พรรคเล็กพรรคน้อยได้ ๓๔๐,๐๐๐ คะแนน ได้ ๓๓๐,๐๐๐ คะแนน ได้ ๓๒๐,๐๐๐ คะแนน พรรคเหล่านี้โดนปัดทิ้งครับ ที่เราเรียกว่าคะแนนตกน้ำ ผมจึงเห็นว่าในประเด็นนี้อยากจะ ฝากไปยังคณะกรรมาธิการวิสามัญที่จะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้ ให้ไปปรับแก้ ไปแปรญัตติ ในประเด็นนี้เถอะครับ ไม่เช่นนั้นเกิดปัญหาขึ้นแน่นอน แล้วยังมาบอกว่าถ้าเกิด ส.ส. ไม่ครบ ๑๐๐ คน ให้นำคะแนนในพรรคที่มีเศษมากกว่าเป็นลำดับต่อไป เกิดคะแนนพรรคมีเศษ มากกว่า เหลือ ๒๕๐,๐๐๐ คะแนนละครับ คน ๆ นี้ได้ ส.ส. ๑ คนนะครับ แต่พรรคที่ได้ ๓๔๐,๐๐๐ คะแนน กลับไม่ได้คะแนน ผมก็เลยคิดว่าตรงนี้มันไม่ยุติธรรมครับ มันไม่เกิด ประโยชน์ ไม่เป็นเจตนารมณ์ของประชาชนที่เลือกมา อย่าลืมว่าพรรคเล็กพรรคน้อยผมเอง เกิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ แต่ผมไม่ได้คิดถึงความได้เปรียบครับ ผมตั้งพรรคขึ้นมา เพื่อหวังว่าจะลงพื้นที่ช่วยพี่น้องประชาชน เพราะผมเห็น ส.ส. หลายคนทำงานไม่ประสบ ความสำเร็จ พี่น้องไม่ประทับใจ ผมตั้งพรรคครั้งแรกขึ้นมาครับท่านประธาน ผมได้คะแนน ๘๑,๗๓๓ คะแนน ไม่ใช่พรรคปัดเศษนะครับ แต่เป็นพรรคเล็กที่มีคะแนนเสียงเกินเป็นหมื่น ครับผมได้มา ๑ รายชื่อ แต่ถ้ากฎกติกาเป็นแบบนี้ ผมก็ต้องทำงานมากขึ้น ขยันมากขึ้น ไม่ว่ากันครับ เพราะเรา เสียงเดียว จะไปไม่เห็นด้วยก็ลำบาก แต่ถ้ากฎกติกาเขียนมาแบบนี้ ทุกคนยอมรับแบบนี้ ผมก็ยอมรับครับ เราก็คือประชาธิปไตย เอาเสียงส่วนใหญ่เป็นหลัก แต่กฎกติกาแบบนี้ อย่าเปลี่ยนบ่อยครับ ขอให้ยึดเลยครับ ถ้าเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาเพื่อความได้เปรียบของฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่ง อย่างนี้คือความไม่ยุติธรรมครับ เหมือนการลงแข่งขันกีฬา ผมเป็นนักกีฬา ผมมีจิตใจเป็นนักกีฬา รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย ถ้ามีการแข่งขันกีฬาวิ่ง ๔๐๐ เมตร ท่านประธาน เคยวิ่งไหมครับ ผมเคยวิ่งครับ ๔๐๐ เมตร มันต้องสปีด (Speed) ตลอดเวลา เหนื่อยมาก หยุดไม่ได้ ส.ส. ก็ต้องทำงานแบบนี้ครับ แต่กติกาดันไปให้อีกคนหนึ่งไปยืนอยู่จุดที่ ๒๕๐ เมตร แล้ววิ่งไป ๔๐๐ เมตร เหลือไม่กี่เมตรก็เข้าเส้นชัยแล้ว แต่อีกคนหนึ่งอยู่ที่จุด ศูนย์เมตร วิ่งอย่างไรมันก็แพ้ครับท่านประธาน ฉะนั้นการตั้งกติกามันต้องมีความเป็นธรรม กับทุกฝ่าย เพื่อให้ประชาชนยอมรับ ประชาชนส่วนใหญ่ยอมรับ ต่างชาติยอมรับ ทุกคน ยอมรับ นักลงทุนยอมรับ เกิดความเชื่อมั่น ผมก็เลยเห็นว่ามาตรานี้ถ้ามีการปรับแก้จะดี มาก ๆ ครับ จะเป็นประโยชน์กับทุก ๆ ฝ่าย

ในมาตราต่อไปครับ ผมเห็นว่าที่มาของนายกรัฐมนตรี เห็นด้วยครับที่จะ เขียนเพิ่มเติมเข้าไปว่านอกจากอยู่ในบัญชีรายชื่อตามมาตรา ๘๘ แล้ว สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชนก็ควรจะมีสิทธิได้เป็นนายกรัฐมนตรีด้วย เขียนกว้าง ๆ อย่างนี้ผมเห็นด้วยครับ ถ้าเกิดเราไม่เปิดโอกาสให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่ประชาชนเลือกมาเป็นนายกรัฐมนตรี แต่เราดันให้คนนอกเป็น ผมคิดว่าแบบนี้ไม่เป็น ประชาธิปไตย ในข้อนี้เขียนมาได้ดีแล้วครับ ถ้าเราสามารถปรับแก้ได้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ใกล้เคียงที่จะเป็นประชาธิปไตยแล้วครับท่านประธาน และมีอีกหลายมาตราที่ผมคิดว่า มีความจำเป็น โดยเฉพาะในมาตรา ๙ ครับท่านประธาน มาตรา ๙ ให้เพิ่มเติมความต่อไปนี้ คือมาตรา ๔๙/๑ สำคัญนะครับ การทำรัฐประหารเพื่อล้มล้างรัฐธรรมนูญหรือเพื่อ เปลี่ยนแปลงอำนาจการบริหารแผ่นดินและการนิรโทษกรรมแก่ผู้ทำรัฐประหารจะกระทำ มิได้ไม่ว่ากรณีใด อีกทั้งห้ามมิให้ศาล หน่วยงานของรัฐ และเจ้าหน้าที่ของรัฐยอมรับต่อการ กระทำดังกล่าว บุคคลย่อมมีสิทธิต่อต้านโดยสันติวิธี การกระทำรัฐประหาร การปฏิเสธ ไม่ยอมรับอำนาจรัฐประหาร ให้ถือเป็นประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ประเด็นนี้สำคัญมากครับ ถ้าเราไม่บรรจุประเด็นนี้เข้าไปเรา ก็จะวนเวียนอยู่กับการรัฐประหารครับ ประเทศไทยมีการรัฐประหาร ๘๘ ปีที่ผ่านมา ประมาณ ๒๒ ครั้งครับท่านประธาน น่าจะมากที่สุดในโลกด้วยซ้ำ ฉะนั้นใครก็ตามที่คิดจะ รัฐประหาร ยึดอำนาจไปจากประชาชน ก็ควรจะเขียนความผิดเข้าไปด้วย องค์กรต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นศาล องค์กรของรัฐทั้งหลาย อย่าไปยอมรับครับ ถ้าไม่เช่นนั้นก็จะมีการ รัฐประหารอยู่เรื่อยไป ประเทศไทยเราก็ไม่เดินไปข้างหน้า ความเชื่อมั่นไม่เกิดขึ้นครับ เหมือนปัจจุบันนี้ ถึงแม้จะมีการเลือกตั้งมาก็ตาม ได้ผู้นำคนเดิม เขาก็ยังคิดว่าได้ผู้นำ ที่เป็นเผด็จการเหมือนเดิม ซึ่งหลายท่านก็ไม่อยากจะพูดเรื่องนี้ แต่นี่คือความรู้สึกของพี่น้อง ประชาชน มันเปลี่ยนยากครับท่านประธาน ฉะนั้นถ้าเราไม่ระบุชัดเจนว่าใครก็ตามที่ทำ รัฐประหารจะต้องมีความผิดอย่างไร ให้มันชัดเจนเลยครับท่านประธาน

มาตรา ๑๐ ให้ยกเลิกความในวรรคสี่ของมาตรา ๑๒๙ ให้ใช้ความต่อไปนี้ ครับ คณะกรรมาธิการมีอำนาจเรียกเอกสารจากบุคคลหรือเรียกบุคคลใดมาแถลงข้อเท็จจริง ในกิจการที่กระทำหรือสอบหาข้อเท็จจริงต่าง ๆ ให้ครอบคลุมไปถึงเรียกองค์กรอิสระ หรือตุลาการได้ อันนี้ผมถือว่าเป็นการถ่วงดุลอำนาจ เพราะองค์กรอิสระตรวจสอบฝ่าย นิติบัญญัติ ตรวจสอบ ส.ส. ครับ แต่ ส.ส. เองในนามรัฐสภาเราก็มีกรรมาธิการขึ้นมา ถ้ากรรมาธิการไม่สามารถเรียกหาข้อมูล เรียกบุคคลมาตรวจสอบได้ ก็เท่ากับการถ่วงดุล มันไม่มีประสิทธิภาพครับ ข้อนี้เป็นหลักสำคัญนะครับ เพื่ออะไรครับ เพื่อให้ทุกคนมีความยุติธรรมต่อกัน ไม่กลั่นแกล้ง กันครับท่านประธาน ฉะนั้นผมคิดว่าข้อนี้ถ้าสามารถแก้ได้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งครับ

อีกมาตราหนึ่งครับ มาตรา ๖ บุคคลย่อมมีสิทธิเสรีภาพในการแสดง ความคิดเห็น การพูดการเขียน การพิมพ์ การโฆษณาต่าง ๆ ไม่ควรจำกัดสิทธิเสรีภาพ โดยเฉพาะบัญญัติดังกล่าว การจะติชมด้วยความเป็นธรรมก็น่าจะสามารถทำได้ ถ้าเราไป จำกัดสิทธิเสรีภาพในการติชมด้วยความเป็นธรรม ไม่ให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นต่าง ๆ ผมว่ามันเป็นเผด็จการอย่างชัด ๆ น่าจะรวมถึงการประกอบอาชีพด้วยครับท่านประธาน ประชาชนย่อมมีสิทธิเสรีภาพในการประกอบอาชีพ การค้า การขาย การลงทุนต่าง ๆ กฎหมายใดที่เป็นอุปสรรคในการประกอบอาชีพของประชาชน ควรได้รับการยกเลิกครับ เช่น การขออนุญาตต่าง ๆ จะไม่ทำอะไรเลยครับ ขออนุญาต ต้องเสียเงินหลายอย่างและ ใช้เวลานานมาก สุดท้ายก็เจ๊งเลยครับ ไม่ต้องทำมาหากินล่ะครับ บริษัทใหญ่ ๆ นายทุนใหญ่ เอาไปกินหมดครับท่านประธาน ผมขอสรุปอย่างนี้ครับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นรายมาตรา ซึ่งหลายพรรคมีการเสนอเข้ามาบางอย่างก็ตรงกันครับ แต่ผมเห็นว่า การยื่นมาของพรรคฝ่ายค้าน จำนวน ๔ ฉบับ ผมเห็นด้วยทุกฉบับ แต่ขอให้ไปปรับปรุง บางฉบับ บางหัวข้อที่ผมได้อภิปรายไปแล้วเพื่อให้เกิดประโยชน์เกิดความเป็นธรรมกับ ทุกฝ่าย แล้วก็หวังว่าสมาชิกรัฐสภาทุกท่านก็คงจะเห็นความสำคัญ เห็นความจำเป็นที่จะต้อง มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้เกิดรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น และเป็นประโยชน์ กับพี่น้องประชาชนมากขึ้น ขอให้ทุกท่านในที่นี้ทำหน้าที่ด้วยความเป็นอิสระ และให้คิดถึง ประเทศชาติ ประชาชนเป็นหลัก กราบขอบพระคุณมากครับ