เฉลิมชัย เฟื่องคอน วิพากษ์ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 144 และมาตรา 185 ที่เปิดช่องให้ ส.ส. และ ส.ว. แทรกแซงงบประมาณและข้าราชการโดยไม่มีบทลงโทษ ว่าขัดกับเจตนารมณ์การป้องกันการทุจริตของรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง และอาจนำไปสู่การใช้งบประมาณเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง การขายโควตา หรือการซื้อเสียงล่วงหน้า พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงกระบวนการแก้ไขที่เร่งรีบและขาดความโปร่งใส ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อผลประโยชน์ของส่วนรวมและจริยธรรมในการบริหารประเทศ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายเฉลิมชัย เฟื่องคอน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมได้พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมทั้ง ๑๓ ฉบับแล้วนะครับก็มีข้อสังเกตและจะขออภิปรายในเบื้องต้นในร่างญัตติที่ ๑ นะครับ ซึ่งเป็นของท่านไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชารัฐและ คณะเป็นผู้เสนอ โดยเฉพาะในมาตรา ๑๔๔ และมาตรา ๑๘๕ เนื่องจากบทบัญญัติทั้ง ๒ มาตราดังกล่าว ของเดิมเขาห้ามไม่ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภาแปรญัตติเปลี่ยนแปลง งบประมาณ แก้ไขเพิ่มเติมรายการ หรือจำนวนในรายการ และมีส่วนได้เสีย ไม่ว่าทางตรง หรือทางอ้อมในการใช้จ่ายงบประมาณ เขาห้ามไว้ รวมทั้งห้าม ส.ส. และ ส.ว. ก้าวก่ายหรือ แทรกแซงการทำงานปกติของข้าราชการและการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี หรือ การให้ความเห็นชอบในการจัดทำโครงการใด ๆ คือถ้ามีการฝ่าฝืนในบทบัญญัติดังกล่าว รัฐธรรมนูญเขามีบทกำหนดโทษไว้ชัดเจนในมาตรา ๑๔๔ และมาตรา ๑๘๕ แต่การเสนอขอ แก้ไขร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๑๔๔ และมาตรา ๑๘๕ ของพรรคพลัง ประชารัฐ ได้ตัดข้อห้าม ส.ส. ส.ว. เข้ามามีส่วนร่วมในการใช้จ่ายหรืออนุมัติงบประมาณ และเข้ามาแทรกแซงการทำงานของข้าราชการประจำ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ เพราะว่าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้เป็นหัวใจสำคัญของการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชัน ที่ได้รับสมญานามว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นฉบับปราบโกง แต่ที่สำคัญก็คือว่าท่านไปตัด บทบัญญัติที่จะลงโทษสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภาที่ฝ่าฝืนออกทั้งหมด ผมก็มีรายละเอียดที่จะเรียนให้ท่านประธานทราบดังนี้นะครับ
ในญัตติที่ ๑ ผมก็ไม่เห็นด้วย โดยเฉพาะในมาตรา ๕ ที่ให้ยกเลิกมาตรา ๑๔๔ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย คือของเดิมที่บัญญัติ มาตรา ๑๔๔ ของเขาดีอยู่แล้ว เขากำหนดไว้ว่า ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม หรือร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย ส.ส. จะแปรญัตติเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขเพิ่มเติมรายการ หรือจำนวนรายการ จำนวนในรายการ มิได้ แต่อาจแปรญัตติในทางลดหรือตัดทอนรายจ่ายได้ ในวรรคสอง เขาบอกว่า นอกจากนั้น ในการพิจารณาของ ส.ส. ส.ว. ตอนนี้บวกเพิ่มไป ส.ว. แล้วในวรรคสอง ส.ส. ส.ว. หรือคณะกรรมาธิการ การเสนอ การแปรญัตติ หรือการกระทำด้วยประการใด ๆ ที่มีผลให้ ส.ส. ส.ว. หรือกรรมาธิการมีส่วนได้เสียไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมในการใช้จ่ายงบประมาณ จะกระทำมิได้ คือของเดิมเขาบัญญัติไว้อย่างนี้ ถ้ามีการฝ่าฝืน ถ้ามีการกระทำดังกล่าว ถ้ามี ส.ส. หรือ ส.ว. ไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๑๐ ของแต่ละสภาไปร้องศาลรัฐธรรมนูญ ผลก็คือว่า ส.ส. ส.ว. ก็หมดสมาชิกภาพ หากเป็นการกระทำของคณะรัฐมนตรีก็พ้น จากตำแหน่งทั้งคณะกรณีที่เจ้าหน้าที่รู้เห็นเป็นใจหรือรู้ว่ามีการกระทำความผิดดังกล่าว ไม่แจ้ง ป.ป.ช. ก็อาจจะมีโทษทางวินัยและทางอาญาตามมา แล้วข้อสังเกตของบทบัญญัติ ในมาตรา ๑๔๔ สามารถเรียกเงินคืนหลวงได้ ภายใน ๒๐ ปี ซึ่งมาตรา ๑๔๔ นี้ นักการเมือง จึงไม่ค่อยจะชอบหรอกครับมาตรานี้ จึงพยายามหาทางแก้ไข กรณีมาตรา ๑๔๔ ร่างที่แก้ไข ถ้าถามว่าใครได้ประโยชน์ ประชาชนได้ประโยชน์หรือไม่ แต่ที่เห็นชัด ๆ ผู้ที่ได้ประโยชน์ ก็คือนักการเมืองและพรรคการเมือง ถ้าถามว่าได้ประโยชน์อย่างไร เท่าที่ประสบการณ์ ผมเจอมา ท่าน ส.ส. สามารถแปรญัตติเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขรายการ ตัดลดงบไปจัดทำ โครงการใหม่ได้โดยไม่มีความผิด เพราะตัดบทบัญญัติกำหนดโทษออกไปแล้ว แปรญัตติ เข้าไปในพื้นที่ตัวเองได้ โดยไม่มีความผิด เพราะตัดบทบัญญัติกำหนดโทษออกไปแล้ว แปรญัตติเข้าไปในพื้นที่ ตัวเองได้ ให้หัวคะแนนจัดทำโครงการขึ้นมาสวมใหม่ได้ที่เขาเรียกว่างบประมาณแปรญัตติ ซึ่งเป็นการซื้อเสียงล่วงหน้า ที่ผ่านมาก็มีโครงการต่าง ๆ ที่มีปัญหาเกิดเรื่องเกิดราวขึ้นมา เยอะแล้ว เช่น งบแปรญัตติสนามฟุตซอล (Futsal) ในส่วนของคณะรัฐมนตรี ครม. แต่ละท่าน รัฐมนตรีแต่ละท่านก็จะแปรญัตติเพิ่มงบให้กับพื้นที่ตัวเอง หรือให้กับ นายทุนพรรค จะเห็นได้ว่ามีหลายจังหวัดที่มีรัฐมนตรีแปรญัตติงบประมาณเข้าไปพัฒนา ในพื้นที่ตัวเอง จึงเป็นการซื้อเสียงล่วงหน้าโดยใช้งบประมาณของทางราชการ
อีกตัวอย่างหนึ่ง การแปรญั ตติตัดงบไปกองไว้ที่กรมกรมหนึ่ง ในกระทรวงมหาดไทย ซึ่งกำกับดูแลท้องถิ่นทั่วราชอาณาจักร หลายปีที่ผ่านมาตัดลดงบ ส่วนนี้ไปกองไว้เป็นหมื่นล้าน เสร็จแล้วก็มีการตกลงกันว่ามีโควตา (Quota) ให้คนละ ๓๐๐ ล้านบาท ๕๐๐ ล้านบาท ให้ไปจัดทำโครงการผ่านผู้บริหารท้องถิ่น ซึ่งเป็นหัวคะแนน หากผู้ใดไม่ทำก็ขายโควตา (Quota) แลกเปลี่ยนเป็นเงินทอนได้ มันเป็นอย่างนี้จริง ๆ ที่ผ่านมา โดยเฉพาะในปัจจุบันได้มีพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. ๒๕๖๑ กำหนดให้ อบจ. เทศบาล เป็นหน่วยรับงบประมาณโดยตรงด้วย จึงง่ายต่อการโอน เปลี่ยนแปลงงบประมาณให้หัวคะแนนในแต่ละพื้นที่ แล้วก็จะเกิดการทุจริตคอร์รัปชันขึ้น โดยง่าย หากมีการแก้ไขมาตรา ๑๔๔ ได้ วงจรอุบาทว์ก็จะกลับมาอีกอย่างแน่นอน สวนทางกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่มีชื่อว่ารัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง
ในประเด็นมาตรา ๑๘๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๑๘๕ อยู่ในหมวด ๙ ว่าด้วยการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ซึ่งของเดิมที่ปรากฏอยู่ใน รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ผมดูแล้วเขาก็กำหนดดีอยู่แล้ว เขาห้าม ส.ส. ส.ว. ต้องไม่ใช้สถานะ หรือตำแหน่งการเป็น ส.ว. ส.ว. กระทำการใด ๆ อันมีลักษณะที่เป็นการก้าวก่าย หรือแทรกแซงเพื่อประโยชน์ต่อตนเองต่อผู้อื่นต่อพรรคการเมืองไม่ว่าโดยทางตรง หรือทางอ้อม คือเขาห้ามไว้ ๓ เรื่อง เรื่องหนึ่งก็คือแทรกแซงก้าวก่ายการทำงานในหน้าที่ ประจำของข้าราชการการ เรื่องที่ ๒ ก็คือการกระทำในลักษณะที่ทำให้ตนมีส่วนร่วม ในการใช้จ่ายงบประมาณ หรือให้ความเห็นชอบในการจัดทำโครงการของหน่วยงานของรัฐ เว้นแต่เป็นการดำเนินการในกิจการของรัฐสภา ประการที่ ๓ คือก็ก้าวก่ายแทรกแซง การบรรจุแต่งตั้งโยกย้ายเลื่อนตำแหน่ง ซึ่งในญัตติที่ ๑ มีมาตรา ๑๘๕ รวมอยู่ด้วย ท่านได้แก้ไขการแทรกแซงก้าวก่ายทำงานในหน้าที่ประจำของข้าราชการออกไป ท่านได้แก้ไขการใช้จ่ายงบประมาณหรือการจัดทำโครงการการให้ความเห็นชอบโครงการ ของหน่วยงานของรัฐออกไปนะครับ เหลือเฉพาะที่ท่านเหลือไว้ ที่ท่านแก้ไขแล้วเหลือไว้ เฉพาะการก้าวก่ายแทรกแซงการบรรจุแต่งตั้งเลื่อนตำแหน่งของข้าราชการเท่านั้น
กรณีการแก้ไขมาตรา ๑๘๕ ถ้าผมถามว่าแก้ไขแล้วใครได้อะไร ประชาชน ได้ประโยชน์อะไร เท่าที่เห็นก็มีนักการเมืองและพรรคการเมืองได้ประโยชน์ ประโยชน์ ข้อแรกคือสามารถก้าวก่ายแทรกแซงการทำงานหน้าที่ของข้าราชการประจำได้ ข้อที่ ๒ คือ สามารถก้าวก่ายแทรกแซงให้ตนมีส่วนร่วมในการใช้จ่ายงบประมาณได้ ข้อสังเกตประเด็น สุดท้าย ๒-๓ ประเด็นสุดท้าย ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ท่านไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส. พรรคพลังประชารัฐและคณะผู้เสนอญัตติที่ ๑ ผมเห็นว่าไม่ใช่แต่เรื่องของบัตรเลือกตั้ง ๒ ใบ ในหลายฝ่ายให้ความสำคัญ แต่ที่สำคัญก็คือมีการสอดแทรกเนื้อหาในมาตรา ๑๔๔ และมาตรา ๑๘๕ เข้ามาด้วย ผู้เสนอ ญัตติที่ ๑ เสนอให้ ส.ว. ลงมติรับหลักการในวาระที่ ๑ ไปก่อนท่านว่าอย่างนั้นนะครับ ในวาระที่ ๒ จะเสนอผลักดันในชั้นกรรมาธิการแก้ไขกลับไปใช้หลักการเดิมตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เชื่อว่า ส.ส. จะปรับแก้ให้ท่านว่าอย่างนั้นนะครับ ท่านบอกว่าให้ ส.ว. สบายใจได้ แต่ผมก็ยังไม่สบายใจ เพราะมันเป็นหลักการจะแก้ไขหลักการได้อย่างไร และในชั้น กรรมาธิการนี้มี ๔๙ ท่านนี้ และท่านจะไปสั่งการ ๔๙ ท่านได้อย่างไร พูดง่าย ๆ ก็คือให้ลง มติไปก่อนในวาระที่ ๑ ส่วนในวาระสอง วาระสาม ให้ไปตายเอาดาบหน้า ท่านสมาชิก วุฒิสภาจะเอาอย่างนั้นหรือครับ นี่มันเป็นรัฐธรรมนูญนะครับ เป็นกฎหมายสูงสุดในการ ปกครองประเทศ ท่านจะทำกันแบบลวก ๆ อย่างนั้นได้หรือ ส.ว. ไม่ใช่ตุ๊กตาล้มลุก สั่งซ้าย หันขวาหัน ทุกคนก็ต้องปฏิบัติตาม อย่าลืมว่าบทบัญญัติในมาตรา ๑๔๔ และมาตรา ๑๘๕ นี้ เขาใช้คำว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งหากเราแก้ไขเพื่อประโยชน์ ตนเองนี้เราก็อาจจะมีความผิดนะครับ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๓๔ มาตรา ๒๓๕ เขากำหนดไว้ โดยเฉพาะ ส.ว. มีมาตรฐานจริยธรรมกำหนดไว้ในข้อ ๑๒ ว่าจะไม่กระทำการใดที่เป็นการขัด ผลประโยชน์ของตนเองกับผลประโยชน์ของส่วนรวม ก็ขอขอบคุณนะครับ