เจตน์ วิจารณ์แก้รัฐธรรมนูญกระทบถ่วงดุล-ห่วงสิทธิพรรคการเมือง

รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๒๓ มิถุนายน ๒๕๖๔

เจตน์ ศิรธรานนท์ แสดงความกังวลต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญในช่วงวิกฤตโควิด-19 โดยคัดค้านการปรับมาตรา 144 และ 185 ซึ่งอาจทำให้รัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงสูญเสียเจตนารมณ์เดิมจากการลดบทลงโทษและการผูกพันทางงบประมาณ พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความเสี่ยงต่อความเป็นอิสระของอำนาจตุลาการจากการแก้มาตรา 129 ที่เปิดช่องให้กรรมาธิการเรียกตัวผู้พิพากษา และวิพากษ์ร่างรัฐธรรมนูญที่ตัดหลักการประชาธิปไตยภายในพรรคการเมือง โดยเฉพาะการยกเลิกไพรมารีโหวต ซึ่งจำกัดสิทธิสมาชิกพรรคในการมีส่วนร่วมคัดเลือกผู้สมัคร ส.ส. และทำให้การต่อต้านการทุจริตขาดกลไกบังคับที่ชัดเจน

นายเจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับในฐานะที่อยู่กรรมาธิการการสาธารณสุข ผมไม่ค่อยสบายใจที่วันนี้รัฐสภา เราต้องมาพูดคุยกันในเรื่องของการแก้รัฐธรรมนูญในสถานการณ์ที่โควิด-๑๙ (Covid-19) มียอดคนตายสูงสุดถึง ๕๑ คน แล้วก็มีการติดเชื้อทั้งประเทศ ๓,๐๐๐ กว่าคน ในขณะที่ เมื่อวานนี้ก็ ๔,๐๐๐ กว่าคน ท่านประธานครับในสถานการณ์ที่เราควรจะไปดูแลประชาชน หรือป้องกันอาการระบาดของโควิด-๑๙ (Covid-19) ป้องกันประชาชนจากการติดเชื้อ เรากลับต้องมานั่งถกเถียงกันในเรื่องของการแก้รัฐธรรมนูญในวาระรับหลักการ ท่านประธาน ครับ ในญัตติ ๑๓ ญัตติที่ส่งเข้ามาผมเห็นว่าญัตติที่มันมีความสำคัญที่ทาง ส.ว. เราเองได้ พูดคุยกันอย่างมากก็คือญัตติของคุณไพบูลย์และพรรคพลังประชารัฐ ในเรื่องของการแก้ไข มาตรา ๑๔๔ แล้วก็มาตรา ๑๘๕ ซึ่งมีเพื่อนสมาชิกได้อธิบายไปหลายท่านแล้ว ท่านประธาน ครับ ทำไมรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านการทำประชามติของพี่น้องประชาชน ๑๖.๗ ล้านคนก็ถือ ว่าเยอะมาก แล้วก็จุดเด่นของรัฐธรรมนูญฉบับนี้เราบอกว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง แล้ววันนี้มันมีญัตติที่เราจะต้องทำให้การปราบโกงมันมีปัญหาและอุปสรรคในมาตรา ๑๔๔ และมาตรา ๑๘๕ มันยังจะคงเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงสมบูรณ์แบบอยู่หรือ ผมเอง ก็ไม่สบายใจที่จะต้องพิจารณาในญัตตินี้ การพิจารณาของผมจะลงมติเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ แต่ว่าในความลึก ๆ ในใจผมเห็นว่ามันไม่ถูกต้องที่เราจะไปยกเลิกแก้ไขมาตรา ๑๔๔ และ มาตรา ๑๘๕ ถามว่าทำไมครับ ในมาตรา ๑๔๔ นี้ หัวข้อก็คือการเสนอการแปรญัตติที่ เกี่ยวกับงบประมาณ ถ้าหากว่า ส.ส. หรือ ส.ว. เข้าไปเกี่ยวข้องในเรื่องของงบประมาณ ก็จะมีการยื่นรายชื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยด้วย ส.ส. หรือ ส.ว. จำนวน ๑๐ ท่าน ขึ้นไป แล้วก็ถ้าหากว่าทำผิดจะมีผลให้สิ้นสุดสมาชิกภาพ สิ้นสุดสมาชิกภาพ สิ้นสุดตลอดชีวิต นะครับ เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอด แล้วก็มีการเรียกเงินคืนได้ภายใน ๒๐ ปี ถ้าหากว่าศาลวินิจฉัยว่าทำผิด ในประเด็นของร่างของญัตตินี้ที่เสนอเข้ามา มันก็ยังมีคำว่า ให้ทำไม่ได้ แต่ประเด็นก็คือว่าไม่มีบทกำหนดโทษเพื่อป้องกันไม่ให้ทำผิด คือเหมือนกับเขียน ลอย ๆ ถ้าศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่าทำผิดก็ไม่มีบทกำหนดโทษว่าทำผิด เพราะฉะนั้นก็คือทำให้ การแปรญัตตินั้นยกเลิกไป แล้วอย่างนี้จะถือว่ามันสามารถที่จะเป็นกฎหมายปราบโกงได้หรือ เป็นรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงได้อย่างไร ท่านประธานครับ ในมาตรานี้เองมันทำให้ ส.ส. หรือ ส.ว. (ที่ไม่ดี) ผมวงเล็บคำว่า ที่ไม่ดี ก็ไม่กล้าที่จะไปแปรญัตติเกี่ยวกับงบประมาณ แต่ถ้าหากว่ามันมีการแก้ไขกลับคืนมา เท่ากับเราไปยกย่องรัฐธรรมนูญฉบับที่ปราบโกงนี้ให้ กลับคืนมาเป็นฉบับที่ไม่ได้ปราบโกง หรือปราบโกงเพียงไม่เต็มที่ ในมาตรา ๑๘๕ เอง ส.ส. หรือ ส.ว. ไม่ใช้สถานะหรือตำแหน่งก้าวก่าย หรือแทรกแซงเพื่อประโยชน์ตนเองหรือผู้อื่น หรือของพรรคการเมืองไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม ซึ่งมาตราที่เขียนขึ้นมาใหม่เขาตัด สาระสำคัญออกไปก็คือตัดว่า การปฏิบัติราชการหรือการดำเนินงานในหน้าที่ประจำของ ข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยงานราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ กิจการที่รัฐถือหุ้นใหญ่ หรือราชการส่วนท้องถิ่น แล้วก็ข้อ ๒ กระทำการในลักษณะที่ทำให้ ตนมีส่วนร่วมในการใช้จ่ายเงินงบประมาณ หรือให้ความเห็นชอบในการจัดทำโครงการใด ๆ ของหน่วยงานของรัฐ ไม่มีครับ ไม่มีในร่างใหม่ เพราะฉะนั้นผมจะลงมติเห็นชอบได้อย่างไร แต่ถ้าหากว่ามันมีความจำเป็นถ้าเกิดมติของที่ประชุมของรัฐสภาเห็นว่าควรจะรับ จะด้วยเหตุผลใด ๆ ก็ตาม รับเพื่อไปแก้หรือรับให้มันคงร่างเดิมอะไรก็แล้วแต่ ก็อาจจะต้อง เข้าไปแปรญัตติช่วย แต่ถ้าหากว่าไม่สามารถทำหรือทำไม่สำเร็จ ผมก็คิดว่าผมมีความจำเป็น ที่จะต้องลงมติไม่รับในวาระ ๓ แน่นอน ผมขอบอกไว้ก่อนว่าในเรื่องนี้ผมเองในความคิด ส่วนตัวจากที่พูดคุยกับเพื่อนสมาชิกด้วยกันที่เป็นสมาชิกวุฒิสภา หลายท่านไม่เห็นด้วย แล้วหลายท่านก็อึดอัด เพราะว่าญัตตินี้ถูกมัดรวมมา ๕ ญัตติ รวมเป็นญัตติเดียว เราจะต้องรับหรือไม่รับเท่านั้น เพราะฉะนั้นต่อไปในการลงมติในวาระรับหลักการจึงเป็นเรื่องของเสียงข้างมากในสภา แต่ว่า ส.ว. เราเองก็ต้องอาศัยเสียง ๑ ใน ๓ ที่จะรับหรือไม่รับในญัตตินี้เช่นเดียวกัน แต่ว่าผลสุดท้ายถ้าหากว่าเจตนาของพวกเราก็คือว่าถ้าสามารถทำได้ เพราะคุณไพบูลย์ก็ ยืนยันในการอภิปรายเมื่อเช้านี้ว่าจะเปลี่ยนแปลงให้กลับไปเป็นกฎหมายปราบโกง เหมือนเดิม ซึ่งตรงนี้ผมถือว่าเป็นสิ่งที่โชว์ แสดงทิศทางว่ามีทางที่จะเป็นไปได้ในกรณีที่มีการ แก้ไข ปัญหาก็คือถ้าหากว่ารับหลักการมา หลักการนี้เขียนชัดเจนในเรื่องของการแก้ไข มาตรา ๑๔๔ แล้วก็มาตรา ๑๘๕ ถ้าหากว่าไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ หรือว่าเนื่องจาก การเปลี่ยนแปลงแก้ไขไปขัดกับหลักการก็มันมีความจำเป็นที่ ผมเองก็จะต้องไปลงมติในวาระ ๓ ผมต้องบอกไว้ก่อนในกรณีนี้ การลงมติรับหรือไม่รับมันจะต้องทำรวมกันไปทั้งหมด ทุกญัตตินะครับ

ท่านประธานครับ ในส่วนของญัตติอื่น ๆ ที่ผมประสงค์จะอภิปรายก็คือ มาตรา ๑๒๙ มีการแก้ไขวรรคสี่ในเรื่องของการออกคำสั่งเรียก อันนี้เป็นญัตติของพรรค เพื่อไทย ในวรรคแรกก็บอกว่ากรรมาธิการตามวรรคหนึ่งคือกรรมาธิการสามัญ กรรมาธิการ วิสามัญ หรือกรรมาธิการร่วม มีอำนาจออกคำสั่งเรียกเอกสารจากบุคคลใด หรือเรียก บุคคลใดมาแถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงความเห็นตามที่กฎหมายบัญญัติ แก้ไขวรรคสี่ ในมาตรา ๑๒๙ ก็คือการกระทำกิจการ การสอบหาข้อเท็จจริง หรือการศึกษา ตัดข้อความ เดิมนะครับ ข้อความเดิมเขียนว่า มิให้ใช้บังคับแก่ผู้พิพากษาหรือตุลาการที่ปฏิบัติตามหน้าที่ หรือใช้อำนาจในกระบวนวิธีพิจารณาพิพากษาอรรถคดี หรือการบริหารงานบุคคลของแต่ละ ศาล และมิให้ใช้บังคับแก่ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ในส่วนที่เกี่ยวกับการปฏิบัติตาม หน้าที่และอำนาจ ท่านประธานครับ ตัดออกไปหมดเลย ก็แสดงว่าคณะกรรมาธิการ ทั้งสามัญ วิสามัญและกรรมาธิการร่วมก็สามารถที่จะออกคำสั่งเรียกให้ส่งเอกสาร หรือให้บุคคลที่ระบุชื่อมาชี้แจงได้ แล้วจะเกิดอะไรครับสิ่งที่ผมกลัวว่าจะเกิดก็คือการถ่วงดุล ระหว่างอำนาจทั้ง ๓ อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร อำนาจตุลาการ มันจะเสียไป เพราะว่าอำนาจตุลาการ เพราะต้องเป็นอำนาจที่เป็นอิสระ ไม่ขึ้นกับฝ่ายบริหาร แล้วก็กรณีนี้ผมคิดว่าถ้าหากว่าคณะกรรมาธิการออกคำสั่งเรียกในลักษณะเช่นนี้ต่อไป ในอนาคต ถ้าหากว่าเราสามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปตามเจตนารมณ์ได้แล้ว จะเกิดผลกระทบต่อการถ่วงดุลอย่างร้ายแรง ซึ่งรวมถึงตุลาการศาลปกครอง แล้วก็ผู้พิพากษาต่าง ๆ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นประธานหรือเป็นกรรมการ ผมเห็นว่าในหลักการของกฎหมายข้อนี้ ผมก็รับไม่ได้

ส่วนมาตราที่ผมคิดว่าจะอภิปราย เนื่องจากเวลาก็มีน้อยก็คือในเรื่องของ หมวด ๓ ที่ว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพเป็นร่างของพรรคพลังประชารัฐ ในมาตรา ๒๘ มาตรา ๔๑ มาตรา ๔๕ ๓ มาตรานะครับ ส่วนมาตรา ๔๕ มี ๔ วรรค วรรคแรกบุคคลย่อมมี เสรีภาพในการรวมกันจัดตั้งพรรคการเมืองคงเดิม แต่ว่าเขียนใหม่ว่ากฎหมายพรรคการเมือง ต้องมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการบริหารพรรคการเมือง ในรัฐธรรมนูญเดิมเขียนว่าเปิดโอกาสให้ สมาชิกมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางในการกำหนดนโยบายและการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง และกำหนดมาตรการให้สามารถดำเนินการโดยอิสระ ไม่ถูกครอบงำหรือชี้นำ โดยบุคคล ซึ่งมิได้เป็นสมาชิกของพรรคการเมืองนั้น ท่านประธานครับ อันนี้นำมาสู่การตรา พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่งพวกเราเองในฐานะตอนนั้น ก็คือเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติก็ต้องออกพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญที่เขียนในลักษณะนี้นะครับ ที่ประชาชนทั่ว ๆ ไปรู้จักในนามของ ไพรมารีโหวต (Primary Vote) ท่านประธานครับ ไพรมารีโหวต (Primary Vote) นี้มันคือ อะไร ผมอยากจะคิดว่าใช้การอภิปรายครั้งนี้ให้พี่น้องประชาชนฟังคร่าว ๆ ก็คือการให้ สมาชิกพรรคการเมืองมีส่วนร่วมในการเลือกว่าใครจะเป็นตัวแทนพรรคในการลงสมัคร ส.ส. ก่อน ส.ส. จะลงสู่สนามเลือกตั้ง ซึ่งพระราชบัญญัติประกอบพรรคการเมืองได้บังคับ ให้ทุกพรรคการเมืองต้องทำตาม แต่คำสั่งฉบับนี้ได้ยกเลิกระบบไพรมารีโหวต (Primary Vote) และกำหนดให้ใช้ลักษณะของกรรมการ ๗ คนเป็นผู้คัดเลือก คือระบบไพรมารีโหวต (Primary Vote) นี้มันไม่ทันใช้ แล้วก็แท้งไปก็เนื่องจากมีคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ไม่ให้มีผล บังคับใช้ในการเลือกตั้งครั้งใหญ่ทั่วประเทศ เพราะฉะนั้นเราก็ยังไม่เห็นว่าข้อดีของไพรมารี โหวต (Primary Vote) จะเป็นอย่างไร แต่หลักการของไพรมารีโหวต (Primary Vote) ก็คือให้สมาชิกพรรคการเมืองให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเลือก ส.ส. ไม่ว่าจะเป็น ส.ส. อยู่ในระบบเขตเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็น ส.ส. ในระบบปาร์ตีลิสต์ (Party list) ซึ่งจะต้องมี คณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งของแต่ละพรรค แล้วก็จะต้องมีการประชุม จะต้องมีที่ประชุมสาขาพรรคการเมืองแล้วก็ตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด ซึ่งสมาชิกเหล่านี้ ตัวแทนเหล่านี้จะต้องมาประชุม แล้วก็กำหนดรายละเอียดว่าต้องมีสมาชิก มาประชุมในสาขาพรรคการเมืองไม่น้อยกว่า ๑๐๐ คน แล้วก็ประจำจังหวัดไม่น้อยกว่า ๕๐ คน สมาชิกจะลงคะแนนเลือกแล้วก็ส่งให้กับคณะกรรมการสรรหาส่งต่อให้ คณะกรรมการบริหาร แล้วก็สำหรับกรณี ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อก็เช่นเดียวกัน ก็จะต้องมีการ รับสมัครก่อนและส่งบัญชีรายชื่อให้กับสาขาพรรคการเมืองหรือตัวแทนพรรคประจำจังหวัด จัดประชุม สมาชิกลงคะแนนเลือกได้คนละไม่เกิน ๑๕ คนจากบัญชีรายชื่อนั้น จากนั้นคณะกรรมการสรรหาก็จะจัดทำบัญชีเรียงลำดับตามผลรวมของคะแนน ท่านประธาน ครับสิ่งที่เราอยากเห็นเราอยากเห็นระบอบประชาธิปไตยในพรรคการเมือง เราไม่อยากให้ ผู้มีอำนาจ ไม่อยากให้นายทุนพรรคมาชี้นำเหมือนกับสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต เราไม่อยากให้ นายทุนพรรคไม่ว่าจะอยู่ในประเทศหรือต่างประเทศมากำหนดตัวผู้สมัครไว้ล่วงหน้า ตัวแทนพรรคสมาชิกพรรคไม่มีอำนาจในการเลือกคนที่เขาต้องการให้ไปเป็นตัวแทนของเขา ในการที่ไปแข่งขัน ตรงนี้เราอยากเห็น มันคือการพัฒนาการเมือง แต่ว่าร่างหรือญัตตินี้ตัดใน ส่วนที่เป็นไพรมารีโหวต (Primary Vote) ออกไป ผมเองเสียดาย แล้วก็เพื่อนสมาชิกหลาย คนก็เสียดาย เพราะว่าในส่วนนี้มันมีส่วนที่ดีอยู่มาก คือประชาธิปไตยที่เราเรียกร้องกันของ ประเทศนี้เราต้องมีประชาธิปไตยในพรรคการเมืองก่อน ก็คงจะต้องพิจารณาดูว่าผมจะลงมติ ให้หรือไม่ก็ตามอาจจะต้องอาศัยฟังจากเพื่อนสมาชิกอื่น ๆ ด้วย แต่สำหรับ ๒ ประเด็นที่ได้ พูดมาแล้วนี้ผมก็คงจะต้องยืนยันในลักษณะที่ ถ้าหากว่าไปกระทบกับมาตรา ๑๔๔ มาตรา ๑๘๕ แล้วก็เป็นเรื่องยากที่จะรับเนื่องจากเราเห็นว่ามันเป็นส่วนที่เป็นจุดเด่นของรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๖๐ นี้ แล้วก็ถ้าหากว่าเราแก้กลับไปเรื่องของบทกำหนดโทษไม่มีเขียนไว้แต่ว่าการ ทำผิดห้ามกระทำมันก็เหมือนรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ ไม่มีผลเกิดขึ้นแต่อย่างใด ไม่ทำให้ ส.ส. หรือ ส.ว. ที่ไปยุ่งเกี่ยวกับงบประมาณแผ่นดินมีความผิด ก็จะทำให้การป้อง ปรามการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันของเราสะดุด แล้วก็ไม่สามารถเดินไปด้วยดี ขอบคุณครับ