กิตติ วะสีนนท์ ย้ำถึงความสำคัญของมาตรา 144 และมาตรา 185 ในการป้องกันไม่ให้ ส.ส. และ ส.ว. ก้าวก่ายงบประมาณอย่างไม่เหมาะสม พร้อมแสดงความกังวลต่อข้อเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญที่อาจกระทบอธิปไตยทางกฎหมาย โดยเฉพาะการรับรองกติการะหว่างประเทศเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายไทย ขณะเดียวกันสนับสนุนการรักษาเสรีภาพในการจัดตั้งพรรคการเมือง การเปิดโอกาสให้สมาชิกมีส่วนร่วมผ่านระบบไพรมารีโหวต และเสนอให้พิจารณาใช้ระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม (MMP) เพื่อส่งเสริมความเป็นธรรมและความโปร่งใสในระบอบประชาธิปไตยแทนการกลับไปใช้ระบบเดิม
ขอบพระคุณท่านประธาน ครับ กระผม นายกิตติ วะสีนนท์ สมาชิกรัฐสภา ผมมีอยู่ ๓-๔ ประเด็นที่อยากจะขออนุญาต อภิปราย
เรื่องแรก ในส่วนที่เกี่ยวกับมาตรา ๑๔๔ กับ มาตรา ๑๘๕ มีผู้อภิปรายกัน ไปมากแล้ว เพียงแต่ว่าผมก็อยากจะย้ำถึงหลักการของมาตราทั้ง ๒ นี้ มันเป็นหลักการสำคัญ ในการที่จะไม่ให้ ส.ส. และ ส.ว. ใช้สถานะเข้าไปก้าวก่ายหรือว่าเปลี่ยนแปลงงบประมาณ อันไม่สมควร ซึ่งเมื่อเช้านี้ท่าน ส.ส. ไพบูลย์ ท่านก็ได้กรุณาแถลงยอมถอยในเรื่องนี้ แล้วก็จะกลับไปหลักการเดิมนะครับ แต่ว่าอย่างไรก็ตามก็เบาใจขึ้น แน่นอนหลายท่าน ก็เบาใจขึ้น แต่ก็คงยังมีความไม่วางใจเสียทีเดียวนะครับ
ประเด็นต่อไปมันมีข้อเสนออยู่ในร่างฉบับที่ ๒ ที่จะให้เพิ่มเติมวรรคห้า ในมาตรา ๒๕ หมวด ๓ ของรัฐธรรมนูญที่ว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย ในเรื่องนี้มีการเพิ่มเติมถ้อยคำว่า สิทธิและเสรีภาพตามมาตรานี้ให้หมายความรวมถึง สิทธิและเสรีภาพตามพันธกรณีและกติการะหว่างประเทศที่ประเทศไทยเป็นภาคีอยู่ด้วย ฟังดูดี แต่ว่าจริง ๆ ในหมวดนี้ก็มีเรื่องเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพที่รวมพันธกรณีที่เรามีในกฎหมาย ระหว่างประเทศอยู่ค่อนข้างดีทีเดียวนะครับ แต่หลักการสำคัญก็คือว่าประเทศไทย และประเทศส่วนใหญ่ใช้ระบบกฎหมายแบบทวินิยมหรือดูอะลิสซึม (Dualism) ขออนุญาต ใช้ภาษาอังกฤษไม่ใช่มอนิซึม (Monism) หรือว่าเอกนิยม คือว่าถ้าเรามีพันธกรณีระหว่าง ประเทศเราจะมาออกกฎหมายของเราเอง นั่นเป็นวิธีการที่เราทำแล้วก็เป็นเหตุผลที่มี มาตรา ๑๗๘ ที่จะให้ในกรณีที่รัฐบาลไปทำหนังสือสัญญา ถ้าเป็นเรื่องที่สำคัญหรือจะต้องมี การออกกฎหมายรองรับก็จะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา ซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ฉะนั้นการมีข้อความที่เพิ่มเติมในลักษณะที่จะไปผูกพันเอาพันธกรณีระหว่างประเทศมาเป็น กฎหมาย แม้ว่าจะเป็นเฉพาะเรื่องสิทธิและเสรีภาพผมว่ามันขัดหลักการ มันมีสัญลักษณ์ของ การกระทบกับความเป็นอธิปไตยในด้านกฎหมาย และนิติบัญญัติของประเทศ ผมก็นึกถึง วาทะของท่านอดีตนายกรัฐมนตรีในช่วงปี ๒๕๔๖ ว่ายูเอ็น (UN) ไม่ใช่พ่อ ผมคิดว่าตรงนั้น ถูกต้องคือว่าประเทศไทยปกครองประเทศเอง ไม่ใช่ว่าต่างประเทศหรือว่าองค์กรระหว่าง ประเทศหรือยูเอ็น (UN) จะมาปกครองเรา ฉะนั้นก็ขออนุญาตมีข้อสงวนในเรื่องนี้อย่าง จริงจังว่ามันมีผลกระทบในเรื่องอธิปไตย
ประเด็นต่อไป ข้อเสนอแก้ไขมาตรา ๔๕ ในร่างฉบับที่ ๑ และร่างฉบับที่ ๒ เกี่ยวกับเสรีภาพในการจัดตั้งพรรคการเมืองซึ่งเป็นเรื่องที่ดีนะครับ โดยมีการแก้ไขและหารือ ตัดบทบัญญัติที่สำคัญ ๒ ส่วน ส่วนแรก ที่มีการกำหนดให้กฎหมายในเรื่องนี้ หรือ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองอย่างน้อยต้องมีบทบัญญัติ เกี่ยวกับการบริหารพรรคการเมือง ซึ่งต้องกำหนดให้เป็นไปโดยเปิดเผยและตรวจสอบได้ ซึ่งอันนี้ก็ดีมาก สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตยและความโปร่งใสนะครับ และอีก ท่อนหนึ่งก็คือเปิดโอกาสให้สมาชิกมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางในการกำหนดนโยบาย และการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งโดยหลักการแล้วเป็นเรื่องที่ดี แต่ผมเข้าใจว่าพรรคการเมือง อาจจะไปกังวลเรื่องไพรมารีโหวต (Primary Vote) ซึ่งเป็นการเลือกตั้งขั้นตอนที่อยู่ใน พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่งเรื่องนี้มีการศึกษามา ตั้งแต่สมัยสภาปฏิรูป สปท. สปช. สนช. ซึ่งผมขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ส.ว. เสรี ท่าน ส.ว. สมเจตน์ ท่านก็มีความรู้เรื่องนี้เป็นอย่างดี ที่จริงหลักการในรัฐธรรมนูญดี ๆ อย่างนี้น่าจะคงไว้เพราะเป็นเรื่องของการที่จะช่วยรักษาสิทธิ รักษาสถานะของประชาชน และสมาชิกพรรคการเมือง ฉะนั้นถ้าท่านคิดว่าในทางปฏิบัติมันมีปัญหาก็น่าจะไปดูที่ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญมากกว่า ในเรื่องนี้ทางคณะกรรมาธิการกิจการ องค์กรอิสระของวุฒิสภา ที่ท่าน ส.ว. กล้าณรงค์ ท่านเป็นประธานได้ทำการศึกษา แล้วก็นอกจากเรื่องการศึกษาด้วยการใช้เอกสารหรือว่าข้อมูลจากหน่วยราชการ กกต. ต่าง ๆ ก็ได้เชิญผู้แทนระดับผู้บริหารของพรรคการเมือง ๕ พรรค ซึ่งมีทั้งพรรคร่วมรัฐบาลแล้วก็ พรรคฝ่ายค้าน ถ้าโดยหลักการแล้วทุกท่านดูจะเห็นด้วยกับหลักการที่จะให้สมาชิกพรรค การเมืองมีบทบาท รวมทั้งการที่จะมีสิ่งที่เรียกว่าไพรมารีโหวต (Primary vote) แต่ว่าแน่นอนก็มีปัญหา ข้อจำกัดของพรรคการเมืองในเรื่องภาระด้านงบประมาณ หรือว่าโอกาสความขัดแย้งในพรรคการเมือง สัปดาห์ก่อนนี้ ทางกรรมาธิการก็ได้รายงานกับ วุฒิสภาในเรื่องนี้นะครับ แล้วก็ขอเรียนว่าทาง กกต. ก็ได้รับข้อสังเกตที่จะไปช่วย พรรคการเมืองในเรื่องที่จะเตรียมตัวในเรื่องนี้รวมทั้งการใช้กองทุนพัฒนาพรรคการเมือง ให้เป็นประโยชน์ในการที่จะเตรียมตัวด้วยฉะนั้นในแง่นี้ ผมคิดว่าตัวรัฐธรรมนูญน่าจะรักษาไว้ การตัดเรื่องนี้ออกเท่ากับเป็นการรอนสิทธิของสมาชิกพรรคการเมือง
อีกประเด็นหนึ่งที่อยู่ในท่อนเดียวกัน มีการตัดการให้พรรคการเมือง กำหนดมาตรการให้สามารถดำเนินการโดยอิสระ ไม่ถูกครอบงำหรือชี้นำโดยบุคคล ซึ่งมิได้เป็นสมาชิกพรรคการเมืองนั้น รวมทั้งมาตรการกำกับดูแลมิให้สมาชิกของ พรรคการเมืองกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง อันนี้ก็เป็นเรื่องสำคัญ มันเป็นวิวัฒนาการที่สำคัญที่พรรคการเมืองจะมีอิสระและเป็นตัวของ ตัวเอง ฉะนั้นผมก็ไม่สามารถที่จะเห็นด้วยกับการแก้ไขในลักษณะที่ตัดบทบัญญัติ ลักษณะดังกล่าวออกไปครับ
เรื่องสุดท้าย ในเรื่องระบบการเลือกตั้งที่ใช้บัตร ๒ ใบ ผมคิดว่าประชาชน ก็น่าจะชอบในเรื่องการใช้บัตร ๒ ใบ แต่ว่าประเด็นของผมกล่าวสั้น ๆ ก็คือว่าการที่จะ ย้อนหลังไปใช้ระบบบัตร ๒ ใบ เลือกเขต ๔๐๐ บัญชีรายชื่อ ๑๐๐ แบบรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เราเกิดปัญหามาแล้ว ก็มีการพูดถึง บางท่านก็ใช้คำว่า เผด็จการรัฐสภาบ้าง เอื้อพรรคใหญ่บ้าง ซึ่งก็แน่นอน ทางพรรคใหญ่ก็มีโอกาส ในหลักการนะครับที่จะได้เปรียบ ในการเลือกตั้งเขตและการลงบัตรบัญชีรายชื่อ ดังนั้นได้มีท่านก่อน ๆ ได้พูดถึงระบบ เอ็มเอ็มพี (MMP) หรือ มิกซ์ เมมเบอร์ โพรพอร์ชันนัล ซิสเทม (Mixed Member Proportional System) ระบบสัดส่วน ส.ส. พึงมี ซึ่งมันมีข้อดีอยู่ เพราะมันนพอปพูลาร์ โหวต (Popular Vote) คือความนิยมต่อพรรคมาใช้ในการคำนวณสัดส่วน ผมคิดว่ามันมีสิ่งที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญรุ่นท่านอาจารย์บวรศักดิ์ท่านได้เสนอไว้ อันนั้นก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจนะครับ ผมคงไม่ลงรายละเอียด แต่ว่าแทนที่จะกลับไปใช้รูป แบบเดิมใช้บัตร ๒ ใบนี้ล่ะ แต่ว่าใช้เรื่องวิธีคิดเกี่ยวกับเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสมเข้ามา น่าจะเป็นประโยชน์ ก็โดยสรุปผมขออนุญาตอภิปรายโดยสรุปแค่นี้ครับ ขอบพระคุณครับ