กษิดิ์เดช สนับสนุนแก้รัฐธรรมนูญ เน้นปรับสมดุลอำนาจ-เพิ่มธรรมาภิบาล

รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๒๓ มิถุนายน ๒๕๖๔

กษิดิ์เดช ชุติมันต์ สนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยเน้นการปรับสมดุลอำนาจระหว่างฝ่ายการเมืองกับฝ่ายประจำ พร้อมยกตัวอย่างปัญหาความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงงบประมาณและกระบวนการพัฒนา เพื่อผลักดันให้เกิดธรรมาภิบาลและการพัฒนาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงเสนอให้ทบทวนยุทธศาสตร์ชาติและปรับปรุงกติกาการเมืองให้สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน โดยยืนยันว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องน่ากลัว และจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศภายใต้แนวทางของรัฐบาลและพรรคพลังประชารัฐ

นายกษิดิ์เดช ชุติมันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายกษิดิ์เดช ชุติมันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๘ ลาดพร้าว วังทองหลาง กรุงเทพมหานคร พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ผมขออนุญาตสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติมในร่างของ พรรคพลังประชารัฐนะครับ ซึ่งจะพูดในภาพรวม ๆ เกี่ยวกับมาตรา ๑๔๔ กระบวนการ พิจารณางบประมาณ แล้วก็มาตรา ๑๘๕ การแก้ไขปัญหาอุปสรรคในการทำหน้าที่ของ ส.ส. และ ส.ว. อย่างไรก็ต้องพูดเรื่องใครได้ประโยชน์นะครับ จริง ๆ แล้วประชาชนได้ประโยชน์ ผมเชื่อว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญทุกครั้ง รัฐธรรมนูญทุกฉบับถือว่ามีข้อดี ข้อด้อยนะครับ ไม่ว่าจะปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ หรือปี ๒๕๖๐ แต่ข้อดีก็คือ ณ เวลานั้นดี อาจจะมีภาพจำของ การเมืองซึ่งเป็นอุปสรรค เรื่องธรรมาภิบาลในการบริหารราชการทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง แก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ไล่ลำดับมานะครับ จนถึงปี ๒๕๖๐ ซึ่งผมคิดว่าดีนะครับ เมื่อ ๒ ปีที่แล้ว ซึ่งเราก็เห็นว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะมีการแก้ไขปรับปรุง ซึ่งต้องเรียนนิดหนึ่งว่าผมจะพูด เฉพาะตรงที่เป็นกรอบว่าทำไมถึงต้องมีการแก้ไข อย่างไรก็ต้องพูดถึงในอำนาจในการ แก้ไขตามระบอบประชาธิปไตย ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ก็ถือว่าเป็นอำนาจที่ปวงชนชาว ไทยมอบให้กับผู้แทนนะครับ ซึ่งถ้ามันมีประโยชน์เราก็จะใช้อำนาจตรงนี้ในการแก้ไข แล้วก็ เป็นไปตามหลักรัฐศาสตร์นะครับ หลายท่านอาจจะรู้สึกตรงกับผมว่าในอำนาจของทาง รัฐศาสตร์นี้นะครับ อำนาจบริหารและอำนาจในฝ่ายการตรวจสอบ เช็ก แอนด์ บาลานซ์ (Check and Balance) มันไม่สมดุลกัน วันนี้หลายท่านที่อยู่ในพื้นที่รู้เลยว่าการจะเข้าถึง งบประมาณหรือเข้าถึงการพัฒนานี่แทบจะกราบกรานเข้าไปหาหน่วยงานที่มีงบประมาณ แล้วก็มีอำนาจในการพิจารณาโครงการ ซึ่งมันไม่ใช่หลักของการพัฒนาประเทศ เราต้องยึด หลักก่อนนะครับ ฉะนั้นหลักรัฐศาสตร์ตัวนี้ทิ้งไม่ได้เลย ซึ่งวันนี้อำนาจของฝ่ายการเมืองมันด้อยกว่าฝ่ายประจำมากนะครับ ซึ่งพวกเราคิดว่า นี่คือเหตุผลหลักในการที่แก้ไขรัฐธรรมนูญ อำนาจที่เสมอเหมือนกัน ผมอยากจะยกตัวอย่าง อย่างท้องถิ่นสมัยที่ผมได้เคยเป็นสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร เมื่อ ๑๐ กว่าปีที่แล้ว การทำงานการสะท้อนปัญหา การแก้ไขปัญหาร่วมกันของสภากับฝ่ายบริหารค่อนข้าง เป็นหนึ่งเดียวกันนะครับ ซึ่งแน่นอนที่สุดอาจจะไม่อยู่ในภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ ฉะนั้นเราก็จะทำงานกันเป็นเอกภาพและเกิดการพัฒนามากมาย ซึ่งจะไปเทียบ ย้อนหลังได้ครับว่าที่ผ่านเป็นอย่างไร และปัจจุบันเป็นอย่างไร ช่วง คสช. เป็นอย่างไร ไม่ใช่ไม่ดีนะครับ มีส่วนดี แต่ ณ วันนี้มันต้องเปลี่ยนแปลงอีกระดับหนึ่งนะครับ

ในส่วนของรัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจกับทางฝ่ายประจำมาก มันก็จะทำให้ ความคุ้นเคยกับผู้แทน ผู้แทนอย่าง ส.ส. นี้นะครับ ภาพจำที่ว่าเคยประสานงบประมาณ มาลงพื้นที่ เคยประสานแก้ไขปัญหาตลอดจนแนวทางการทำงานที่เป็นความหวัง ของประชาชน เราพูดเต็มปากวันนี้ อยากจะพูดให้ประชาชนทั้งประเทศได้ยินนะครับว่า เราไม่มีงบประมาณ ท่านอาจจะคิดว่าเรามีแฝงไว้ที่ไหน หรืออะไรอย่างไร เป็นความหวัง ไม่มีนะครับ นี่เป็นเหตุปัจจัยหลักเลย ที่เราต้องทำการแก้ไข เพราะเราอยากจะมีส่วนในการ ร่วมพิจารณาโครงการ หลายท่านรู้ระบบงบประมาณดีว่าวันนี้เราติดขัดตรงที่ว่าภาพจำเก่า ๆ มองในรุ่นของความทุจริตและประพฤติมิชอบ ซึ่งผมมองว่าตรงนั้นมันมีหน่วยงานที่จะ ตรวจสอบอยู่แล้ว แต่การทำงาน ในทางด้านรัฐศาสตร์ต้องมีการเปลี่ยนแปลงนะครับ อันนี้ข้อห้ามอย่างที่หลายท่านพูดกันนะครับ ส.ส. ก็คือมีข้อห้ามในกฎหมาย คือห้าม ส.ส. ส.ว. ก้าวก่ายหรือแทรกแซงการปฏิบัติตามหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม นี่ผมได้ยินจนคุ้นหูแล้วนะครับ เป็นเกือบ ๑๐ ปีแล้ว โยกย้ายข้าราชการเจ้าหน้าที่ผมคิดว่ามี ส่วนน้อย เลื่อนตำแหน่ง แล้วก็เรื่องของผลประโยชน์ เรื่องของเงินเดือนราชการหรือ เจ้าหน้าที่รัฐ อันนี้เป็นเวิร์ดดิง (Wording) ของผู้ที่มองนักการเมืองในแง่ลบ จริง ๆ แล้ว ถ้าเราลองใช้ได้ ลองแก้ไขได้ เรากลับไปทบทวนดู อันนี้ผมก็ขออภิปรายในเรื่องของ ยุทธศาสตร์ชาติ ในเรื่องของมาตรา ๒๗๐ หมวด ๑๖ จริง ๆ ยุทธศาสตร์ชาติไม่ได้เสียหาย เลยนะครับ สร้างความเจริญ แต่ ณ วันนั้น ผมเชื่อว่าความทรงจำแย่ ๆ กับทางประชาชน หรือรัฐบาลบางรัฐบาลมองว่ารัฐบาลที่ไม่มีธรรมาภิบาลเข้าไป อย่าว่าแต่ ๒๐ ปีเลยครับ ๑๒ ปีท่านก็เปลี่ยนแล้วมันเป็นเหมือนวัฒนธรรมทางการเมืองว่าใครมีอำนาจเข้ามา ของเก่าโละทิ้งหมด ทีนี้ความเจริญของชาติมันต้องวางแผนล่วงหน้านะครับ ผมเข้าใจ คสช. ดีนะครับ แต่วันนี้เราเข้าใจเลยว่าภาพของการเปลี่ยนแปลงในยุคโลกาภิวัตน์มันเร็วมาก เทคโนโลยีมาเร็วมากและเราไม่รู้อนาคตว่ายุทธศาสตร์ชาติยังคงมีประโยชน์กับประชาชน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ไหม ผมก็เชื่อว่าการเข้าไปแก้ไขตรงนี้ ไม่ใช่ข้อเสียอะไร เราก็ทราบดี คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ท่านก็มีความตั้งใจนะครับ จริง ๆ ไม่ได้มีล็อกเป้าว่าจะเป็นใน เรื่องของการยึดอำนาจอะไรตรงนั้น ผมว่ามองถึงประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก แต่ว่าด้วยเศรษฐกิจวันนี้ สภาพเศรษฐกิจที่เรามีปัญหาเศรษฐกิจอยู่ เราเชื่อได้เลยว่าอนาคต มันต้องแก้ไขแล้วยุทธศาสตร์ชาตินะครับ ตัวนี้ก็เป็นจุดหนึ่งที่ผมคิดว่าพรรคพลังประชารัฐเรา มีเจตนาดีที่จะเข้าไปดำเนินการแก้ไขในส่วนนี้ ในส่วนที่ว่าการเลือกตั้งตามมาตรา ๘๓ มาตรา ๘๕ มาตรา ๘๖ มาตรา ๙๐ มาตรา ๙๑ มาตรา ๙๒ และมาตรา ๙๔ ผมปฏิเสธ ไม่ได้ เดี๋ยวจะหาว่าอภิปรายยักแย้งกับความเป็นจริงว่าผมมาเป็น ส.ส. ได้ก็เพราะวิธีการ เลือกตั้งแบบใหม่ แล้วก็มองเห็นว่าจริง ๆ แล้ว ก็ต้องย้อนกลับไปดูอำนาจของผู้แทน ในระบอบประชาธิปไตย ผู้เล่นกับคณะกรรมการที่จะออกกฎเกณฑ์มันก็พูดคุยกันได้นะครับ ถ้าเสียงข้างมาก ในสภาเห็นชอบว่ากติกาเดิมมันมีปัญหาอยู่ ผมเชื่อว่าหลายคนมีทั้งปัญหา มีทั้งข้อดีข้อเสีย เราก็มาปรับแก้กันได้ ค่อย ๆ พูดคุยกันนะครับ

สุดท้ายก็อยากจะบอกว่าอย่าไปกลัวเรื่องของการดำเนินการการแก้ไข รัฐธรรมนูญ เรื่องของความเปลี่ยนแปลง ผมเชื่อว่าหลาย ๆ ท่านมั่นใจในพรรคพลังประชารัฐ แล้วก็ในรัฐบาลชุดนี้ แล้วก็สมาชิกรัฐสภาด้วยนะครับ ผมเชื่อว่าการแก้ไขครั้งนี้จะสร้างผลดี กับประเทศชาติและประชาชนครับ ขอบคุณครับ