ว่าที่ร้อยตรี ชี้ร่างแก้รัฐธรรมนูญ 13 ฉบับไม่เร่งด่วนเท่าโควิด

รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๒๓ มิถุนายน ๒๕๖๔

วงศ์สยาม เพ็งพานิชภักดี ตั้งข้อสังเกตการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 13 ฉบับว่ามิได้เร่งด่วนเท่าปัญหาโควิด-19 และวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการแย่งชิงอำนาจแทนการเน้นการปราบปรามทุจริตและส่งเสริมการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ พร้อมเสนอแนวทางพัฒนาระบบเลือกตั้งให้ก้าวหน้าและเป็นธรรมมากขึ้น

ว่าที่ร้อยตรี วงศ์สยาม เพ็งพานิชภักดี สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผม ว่าที่ร้อยตรี วงศ์สยาม เพ็งพานิชภักดี สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้ผมอยากจะกราบเรียน ท่านประธานไปยังพี่น้องประชาชนว่าวันนี้เรากำลังพิจารณาเรื่องเร่งด่วน พิจารณาเรื่อง ร่างที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง ๑๓ ร่าง ผมได้พิจารณาดูแล้วทั้ง ๑๓ ร่าง พี่น้องประชาชน ได้ประโยชน์อะไร ทั้ง ๑๓ ร่างมันเร่งด่วนอย่างไร มันเร่งด่วนกว่าโควิด-๑๙ (COVID-19) ไม่ว่าจะเป็นเขต ๓๕๐ เขต เพิ่มเป็น ๔๐๐ เขต ไม่ว่าจะเป็นเขต ไม่ว่าจะเป็นบัญชีรายชื่อ จาก ๑๕๐ เหลือ ๑๐๐ ก็เป็นการแย่งชิงอำนาจกันเพื่อที่จะเข้ามาบริหารประเทศ เพียงเท่านี้ เองครับท่านประประธาน รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เป็นรัฐธรรมนูญที่ได้ชื่อว่าเป็นรัฐธรรมนูญ ฉบับปราบโกงที่ประชาชนรอดูว่ามันออกฤทธิ์ออกเดชอย่างไร แล้ววันนี้มันออกฤทธิ์ ออกเดชแล้ว ทำให้นักการเมืองได้มาเร่งแก้ไขเพื่อที่จะไปสู่การเลือกตั้งครั้งหน้า ผม ว่าที่ร้อยตรีวงศ์สยาม เพ็งพานิชย์ภักดี มาจากการสมัครด้วยตนเองเป็นสมาชิกวุฒิสภาจาก อำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร ก่อนที่จะมาสมัครได้อ่านแล้วรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นี้ เป็น ส.ว. ได้เพียงครั้งเดียว แล้วต้องเว้นวรรค จะไปเป็น ส.ส. ต้องเว้นวรรค ๒ ปี จะไปเป็น รัฐมนตรีก็ไม่ได้ เพราะเขาเขียนไว้ป้องกันประโยชน์ทับซ้อน วันนี้เราจะมาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผมอ่านแล้วก่อนจะไปสมัคร ส.ว. ต้องเป็นกลางทางการเมือง ต้องไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง จะเป็นสมาชิกพรรคการเมืองไม่ได้ เพราะฉะนั้น ส.ว. ที่มาอยู่ในที่ประชุมแห่งนี้ในรัฐสภานี้ มันจึงมีความหลากหลายเป็นผู้ทรงคุณวุฒิหลากหลายสาขาอาชีพเพื่อที่จะมาทำหน้าที่ตาม ที่มีอำนาจและหน้าที่ก็คือวันนี้ มากลั่นกรองกฎหมาย วันนี้ผมนั่งฟังด้วยความอดทนอยากจะ ลุกประท้วง นั่งฟังด้วยความที่ว่าเรามีวุฒิภาวะก็อยากจะฟ้องพี่น้องประชาชนเลือกตั้งครั้ง หน้าก็เลือกกันเอา ว่าอยากจะได้ตัวแทนของพี่น้องประชาชนแบบไหน วันนี้ร่างทั้งหมดที่ เสนอมา ไม่ว่าจะยื่นเป็นรายญัตติ เป็นญัตติเดียวแต่มาเป็นพวง เพื่อที่จะมัดมือชก นึกว่า ส.ว. นั้นอะไร ๆ ก็จะกากันง่าย ๆ กระมัง ส.ว. มีวุฒิภาวะครับ มีความคิดวิเคราะห์แยกแยะ ได้ว่าอันไหนควร อันไหนไม่ควร เพราะกฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ จะต้องดูแลผลประโยชน์ของประเทศชาติและดูแลผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน วันนี้ไม่มีร่างไหนพูดถึงเลยครับ เรื่องการจะปราบคอร์รัปชันกันอย่างไร มีแต่มายกเลิก วันนี้ไม่มีเลยสักร่างหนึ่ง จะทำอย่างไรให้มีการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม จะทำอย่างไร ไม่ให้มีการซื้อเสียง การเลือกตั้งแต่ละครั้งที่ผ่านมาทั้งประเทศเลย ท่านประธานรับ ผมเป็นเลขานุการกรรมาธิการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน ได้ศึกษาและยังเป็นประธานอนุกรรมาธิการติดตามการเลือกตั้งซ่อมในตำแหน่งที่ว่าง ที่ผ่านมานี้ถึงรู้ว่าการเลือกตั้งทั้งหมดนี้มันไม่บริสุทธิ์และเที่ยงธรรม ไม่มีในร่างนี้เลย มีแต่แสวงหาอำนาจเพื่อที่จะเข้ามาบริหารประเทศ เพราะฉะนั้นผมเป็นสมาชิกวุฒิสภาด้วย ความเป็นกลางทางการเมือง ผมเห็นว่าทั้งการเลือกตั้งบัตร ๒ ใบ ทั้งการเลือกตั้งบัตรใบเดียว การเลือกตั้งปี ๒๕๖๐ รัฐธรรมนูญปี ๒๕๖๐ นี้มันพัฒนามาจาก ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ ๒๐ กว่าปีที่แล้วก็เลือกตั้ง ๒ ใบ ก็รู้ว่ามันเป็นอย่างไร พรรคใหญ่เกิดสภาเปรซิเดียม (Presidium) วันนี้เราเห็นควรว่าควรจะพัฒนาพรรค พัฒนาการเมือง โดยปรับปรุงแก้ไข บัตรใบเดียวให้มันดีขึ้น ทำอย่างไรจะตอบสนองพี่น้องประชาชนให้ตัวแทนพี่น้องประชาชน มาจากการเลือกตั้ง ในเมื่อมันมีรายชื่อ มันมีปัญหาเยอะ ก็ให้มันเป็น ๕๐๐ เขตเลยครับ ท่านประธานครับ เลือกตั้งกันทั้ง ๕๐๐ เขต ไม่ต้องมีบัญชีรายชื่อ การลงสมัคร ส.ส. ก็ไม่ จำเป็นต้องสังกัดพรรคการเมือง มันต้องพัฒนาให้ไปถึงจุดนั้น เพราะว่ามาตรา ๔ เขียนไว้ ชัดเจน สิทธิเสรีภาพของประชาชนคนไทยทุกคนเท่าเทียมกัน มันต้องพัฒนาไปให้ได้อย่างนั้น ครับ ไม่ใช่มาวนกลับไปอีก ๒๐ ปี นี่มันย้อนหลังไปขนาดไหน ต้องพัฒนาจากบัตรใบเดียว ให้มันดีขึ้น เช่น วันนี้นะครับ ท่านประธานครับ อยากจะฝากกับท่านประธานว่าคนที่ชนะ ที่ ๑ แพ้คนที่ ๒ คนที่ ๓ คนที่ ๔ คนที่ ๕ คนที่ ๖ รวมกันนะครับ มันถึงเป็นประชาธิปไตย เสียงข้างน้อย ทำไมไม่พัฒนาจากบัตรใบเดียว คนที่แพ้การเลือกตั้งลำดับที่ ๒ แต่ที่ได้คะแนน เป็นลำดับ ๑ ของทั้งประเทศ มาเป็นบัญชีรายชื่อลำดับที่ ๑ เช่น ๕๐,๐๐๐ แพ้ ๕๑,๐๐๐ มา เอามาเป็นบัญชีรายชื่อลำดับที่ ๑ ๔๐,๐๐๐ แพ้มา เอามาเป็นบัญชีรายชื่อลำดับที่ ๒ ผมไม่ปฏิเสธครับ จะ ๑๐๐ หรือว่าจะ ๔๐๐ บัญชีรายชื่อจะร้อยเดียว แต่ให้คนที่มานี่ มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ลองมาปรับวิธีอย่างนี้ดูสิครับ บัญชี ๑๐๐ คน ไม่ต้องเสนอ มาจากพรรคการเมือง เอามาจากบัญชีรายชื่อ จากเขตเลือกตั้งที่แพ้การเลือกตั้งคะแนน ลำดับที่ ๑ ของประเทศ แล้วเห็นควรให้พรรคการเมืองเสนอชื่อรัฐมนตรีมันไม่จำเป็นจะต้อง สังกัดพรรคการเมืองอยู่แล้ว อย่างนี้มันเป็นการพัฒนา ก็อยากจะบอกกับท่านประธานครับ ว่าทั้ง ๑๓ ร่างนี้อยากจะให้ท่านผู้ที่เสนอทุกท่าน มันไม่ได้มีประโยชน์อะไรเลยครับ ให้มาถอนเสีย วันพรุ่งนี้ให้มาถอน ด้วยความปรองดอง อย่ามามัดมือชกเลยครับ สมาชิกวุฒิสภานะครับคิดวิเคราะห์แยกแยะได้ แล้วจะเห็นครับว่าลงมติเป็นอย่างไร ถ้ายังไม่มีการถอน ขอบคุณครับ