คำนูณ ชี้แก้รัฐธรรมนูญ 6 จาก 13 ร่าง ห่วงมาตรา 144-185

รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๒๓ มิถุนายน ๒๕๖๔

คำนูณ สิทธิสมาน หารือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา 144 และมาตรา 185 เน้นความสำคัญของบทบัญญัติป้องกันการทุจริตงบประมาณ และแสดงจุดยืนสนับสนุน 6 จาก 13 ร่าง พร้อมกังวลต่อการตัดบทลงโทษในมาตรา 144 ที่อาจกระทบการคุ้มครองเจ้าหน้าที่ซื่อสัตย์และเปิดช่องทุจริต

นายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ผม คำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตสะท้อนมุมมองของกระผมต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญเที่ยวนี้ ซึ่งเป็นประเด็น การแก้ไขเป็นรายมาตรา รวมทั้งสิ้น ๑๓ ร่าง กระผมไม่คัดค้านทั้งหมดครับ แต่ตั้งใจ จะประกาศว่า ณ นาทีนี้กระผมมีความตกผลึกที่จะรับร่างรัฐธรรมนูญ ๖ ใน ๑๓ ร่าง ที่เหลือ จะขอฟังการอภิปรายจนถึงเวลาลงมตินะครับ ประเด็นที่กระผมและสมาชิกวุฒิสภา จำนวนหนึ่งค่อนข้างที่จะเป็นห่วงก็คือประเด็นมาตรา ๑๔๔ กับมาตรา ๑๘๕ กระผมอยากจะขอบอกเล่าในฐานะที่ศึกษาเรื่องบทบัญญัติมาตรานี้มาว่ามันเป็น เรื่องวิวัฒนาการของการป้องกันการทุจริตจากงบประมาณแผ่นดินที่มีมาตั้งแต่ปี ๒๕๒๑ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๒๑ ก่อนหน้านั้นการแปรญัตติของกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร ก็สามารถที่จะแปรญัตติได้ทั่วไป แต่พอรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๒๑ ก็มีบทบัญญัติ พูดสั้น ๆ ก็คือห้ามแปรญัตติเพิ่ม คือจะเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขเพิ่มเติมรายการหรือจำนวนในรายการ ไม่ได้ อันนี้ก็เป็นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๒๑ ที่สืบทอดลูกหลานมาจนถึงปัจจุบันยังคงไว้ ต่อมา ในปี ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ที่ถือว่าเป็นการปฏิรูปการเมืองครั้งสำคัญครั้งหนึ่งนะครับ ก็ได้มีการยกระดับอีก ๒ ประการด้วยกัน พูดสั้น ๆ ก็คือห้ามมีส่วนใช้งบประมาณนะครับ ก็คือในการพิจารณาของ ส.ส. ของ ส.ว. หรือของกรรมาธิการ การเสนอ การแปรญัตติ หรือการกระทำด้วยประการใด ๆ ที่มีผลให้ ส.ส. ส.ว. หรือกรรมาธิการมีส่วนไม่ว่าโดยทาง หรือทางอ้อมในการใช้จ่ายงบประมาณจะกระทำมิได้ นี่ประการที่ ๑ ที่ยกระดับในปี ๒๕๔๐ ประการที่ ๒ ที่ยกระดับขึ้นมา บัญญัติเป็นครั้งแรกในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็คือบทบัญญัติให้มีการตรวจสอบกันเอง ให้มีการตรวจสอบกันเองของ ส.ส. ส.ว. ถ้า ส.ส. ส.ว. จำนวน ๑ ใน ๑๐ พบเห็นการกระทำการมีส่วนในการใช้งบประมาณก็ให้เสนอ ความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณา และศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาให้เสร็จภายใน ๑๕ วัน หากพบว่าจริงก็ให้การกระทำดังกล่าวสิ้นผลไป คือให้เพียงแต่การกระทำดังกล่าว สิ้นผลไปไม่ได้มีบทลงโทษ แต่พอรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ที่เรากำลังจะแก้ไขกันอยู่ ณ ขณะนี้ มีการยกระดับขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง คือมีบท มีสภาพบังคับ มีบทลงโทษในการกระทำที่เป็นการที่ มีส่วนร่วมใช้งบประมาณ อันนี้มีขึ้นเป็นครั้งแรกในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ปรากฏอยู่ใน มาตรา ๑๔๔ วรรคสามตอนท้าย วรรคสี่ วรรคห้า วรรคหก โดยมีบทกำหนดโทษที่ค่อนข้าง รุนแรงไว้ด้วย และในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ร่างที่ ๑ ในจำนวนทั้ง ๕ ประเด็น นี่เป็น ๑ ประเด็นที่ได้มีการตัดบทลงโทษออกไป โดยในเหตุผลของร่างนี้กล่าวไว้ว่า แก้ไข การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ซึ่งมีปัญหา กระทบต่อการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำงบประมาณ คือ ท่านบอกไว้ว่าเพื่อปกป้องเจ้าหน้า ท่านประธานครับ บทลงโทษในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๔ ที่กำลังจะถูกตัดออกไป ลงโทษทั้งต่อ ส.ส. ส.ว. รัฐมนตรีเป็นรายบุคคล บทลงโทษก็คือ ตัดสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งเมื่อเขียนอย่างนี้ อ่านในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๓๕ ก็จะพบว่า เป็นการตัดสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดไป ไม่มีสิทธิสมัคร ไม่มีสิทธิรับการคัดเลือก ไม่มีสิทธิ ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ขณะที่โทษที่กำหนดต่อคณะรัฐมนตรีก็คือให้พ้นจากตำแหน่ง ทั้งคณะ อันนี้เป็นบทลงโทษที่รุนแรง ส่วนบทลงโทษต่อเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ผู้ใดจัดทำ โครงการหรืออนุมัติหรือจัดสรรงบประมาณโดยรู้ว่ามีการดำเนินการอันเป็นการฝ่าฝืน บทบัญญัติตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง เราอาจจะมองว่าเป็นการลงโทษเจ้าหน้าที่ แต่กระผมได้พูดคุยกับเพื่อนสมาชิกวุฒิสภาที่เป็นอดีตผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ที่เป็นอดีตรองผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ซึ่งท่านไม่ถนัดอภิปราย ท่านก็บอกว่า บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๔ วรรคที่ว่านี้ ก็เป็นข้อดีในการปกป้องเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการปกป้องเจ้าหน้าที่และส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่มีความซื่อสัตย์สุจริต เพราะว่าหากเจ้าหน้าที่ได้บันทึกข้อโต้แย้งไว้เป็นหนังสือ หรือมีหนังสือแจ้งให้คณะกรรมการ ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติทราบให้พ้นจากความรับผิด ด้านหนึ่งการยกเลิก บทบัญญัตินี้ออกไปอาจจะอ้างได้ว่าเป็นการปกป้องเจ้าหน้าที่ แต่อีกด้านหนึ่ง การมีบทบัญญัติเช่นนี้อยู่ ก็เท่ากับว่าเป็นการปกป้องเจ้าหน้าที่ที่ซื่อสัตย์สุจริตเช่นกัน ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๔ ที่จะถูกตัดออกไปอีกประเด็นหนึ่งนั้นก็คือ การเข้ามาดำเนินการของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตั้งแต่ชั้นต้น ปรากฏอยู่ในวรรคหก ในกรณี ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติได้รับแจ้งตามวรรคสี่ ให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติดำเนินการสอบสวนเป็นทางลับ โดยพลัน หากเห็นว่ากรณีมีมูลให้เสนอความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อดำเนินการต่อไป และไม่ว่ากรณีจะเป็นประการใด คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติและศาลรัฐธรรมนูญหรือบุคคลใด จะเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับผู้แจ้งมิได้ ท่านประธานครับ นี่เป็นบทบัญญัติที่คณะกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญนำมาโฆษณาว่าเป็นสุดยอดของบทบัญญัติที่ทำให้ได้ชื่อว่าเป็นรัฐธรรมนูญ ฉบับปราบโกง ผมไม่ได้พูดเองครับ เป็นคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญพูดเอาไว้ และที่สำคัญ ก็คือคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้เขียนไว้ในหนังสือเล่มโต ๆ เล่มนี้ครับ ผมไปค้นมาก็ของ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรจัดทำขึ้นครับ ในหน้า ๒๕๑ พูดง่าย ๆ ก็คือเป็นบันทึก เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาตรานี้นะครับ ท่านเขียนไว้ว่า แม้จะได้มีบัญญัติข้อห้าม ในลักษณะดังกล่าวแล้ว หมายถึงในรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ แต่รูปแบบการแปรญัตติเพื่อให้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจใช้จ่ายเงินงบประมาณยังคงเกิดขึ้นตลอดมาและมีจำนวน สูงขึ้นตามลำดับ และพฤติกรรมแห่งการกระทำส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นการดำเนินการ อย่างครบวงจร โดยร่วมกันทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และเจ้าหน้าที่ประจำ โดยที่ ในรัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ ไม่ได้บัญญัติสภาพบังคับแก่ผู้ที่ฝ่าฝืนไว้ชัดเจน ดังนั้น ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงมีบทกำหนดโทษในกรณีที่ ส.ส. ส.ว. หรือกรรมาธิการมีการกระทำ ที่มีส่วนได้เสียในการใช้จ่ายงบประมาณตามความในวรรคสามแห่งมาตรานี้ อันนี้ก็เป็นบันทึก เจตนารมณ์ จะจริงทั้งหมด จริงกี่เปอร์เซ็นต์ หรือท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะมีมุมมอง ที่แตกต่างออกไปอย่างไรเป็นเรื่องหนึ่งครับ แต่ในเมื่อรัฐธรรมนูญเขามีเจตนารมณ์ เขาบัญญัติไว้เช่นนี้ และปีนี้ท่านนายกรัฐมนตรีที่กระผมเคารพ ท่านก็เพิ่งประกาศ เมื่อเดือนพฤษภาคมครับว่าให้การปราบปรามการทุจริตเป็นวาระแห่งชาติอีกครั้งหนึ่งแล้ว เพราะฉะนั้นกระผมว่าการแก้ไขโดยตัดทอนบทลงโทษออกไปจากมาตรา ๑๔๔ นั้น ดูออกจะไม่สอดคล้องกับสถานการณ์สักเท่าไรนัก เช่นกันครับถ้าอ่านมาตรา ๑๔๔ บทแก้ไข อย่างเดียวไม่พอครับ ไปดูมาตรา ๑๘๕ ผมจะไปอย่างเร็ว ๆ ว่ามาตรา ๑๘๕ ก็มีขึ้น เป็นครั้งแรกในรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ ก็เขียนไว้ใกล้เคียงกัน แต่รัฐธรรมนูญปี ๒๕๖๐ ได้เพิ่มข้อห้ามเกี่ยวกับการกระทำในลักษณะที่ทำให้บุคคล ผู้เป็น ส.ส. หรือ ส.ว. มีส่วนร่วมในการใช้จ่ายเงินงบประมาณหรือให้ความเห็นชอบ ในการจัดทำโครงการใด ๆ ของหน่วยงานของรัฐ โดยยกเว้นกรณีที่เป็นการดำเนินการ ในกิจการของรัฐสภา ท่านประธานครับ ในร่างแก้ไขร่างที่ ๑ นี้ ได้ตัดมาตรา ๑๘๕ ที่เพิ่มขึ้นมาใหม่นี้ออกไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือเรื่องการกระทำที่มีส่วนร่วม ในการใช้จ่ายเงินงบประมาณในการอนุมัติโครงการต่าง ๆ ผมก็เป็นลูกศิษย์เรียนกฎหมายกับ ท่านประธานมาครับ ดูมาตรา ๑๔๔ กับมาตรา ๑๘๕ มันค่อนข้างจะเจือสม ซึ่งกันและกันในเรื่องที่เกี่ยวกับงบประมาณแผ่นดิน กระผมไม่ได้บอกว่าถ้าเลิก ถ้าแก้ไข ไปแล้วมันจะเกิดการโกงขนานใหญ่ขึ้น หรือว่าถ้าบัญญัติไว้มันจะป้องกันการโกงได้ แต่ว่าเรื่องนี้จำเป็นที่จะต้องศึกษาอย่างลึกซึ้งมากกว่าที่จะเสนอแก้ไขอย่างรวดเร็วในขณะนี้ ท่านประธานครับ นี่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่กระผมมีความเป็นห่วงค่อนข้างมาก แม้ว่าเมื่อช่วงเช้า ท่านผู้เสนอญัตติชื่อแรกคือ ท่านไพบูลย์ นิติตะวัน ขอประทานโทษที่ต้องเอ่ยนามท่าน ท่านบอกว่าจะขอแก้ไขในชั้นกรรมาธิการ ท่านประธานครับ ร่างนี้มีผู้ร่วมลงชื่อผมว่าเกินร้อย ท่านไพบูลย์รับปากเช่นนั้น กระผมเชื่อในเกียรติของท่าน แล้วก็โดยส่วนตัวก็เคารพนับถือกัน แต่ว่าเพื่อนสมาชิกรัฐสภา ที่ร่วมลงชื่อด้วยอีกเกือบร้อยนี้ท่านเห็นอย่างไรครับ ท่านจะไปอยู่ในกรรมาธิการอย่างไร จะมาตัดสินในวาระที่ ๒ ซึ่งใช้เสียงข้างมากปกติกันอย่างไร อันนี้กระผมเชื่อว่า ไม่ใช่กระผมคนเดียวที่เป็นห่วงครับ เพื่อนสมาชิกรัฐสภาที่มาจากส่วนของสมาชิกวุฒิสภา ก็เป็นห่วงเช่นกัน เพราะฉะนั้นร่างที่ ๑ นี้จึงเป็นร่างที่กระผมยังไม่ตกผลึกที่จะตัดสินใจ รับหลักการไม่เหมือนกับ ๖ ร่าง ที่กระผมได้บอกไปแล้วว่ามีอยู่ ๖ ร่างแต่ยังไม่ได้บอก รายละเอียด ท่านประธานครับ การแก้รัฐธรรมนูญนี้เพื่อที่จะให้การปราบปรามการทุจริต หรือการทำงานของ ป.ป.ช. สะดวกขึ้นนะครับ กระผมจำเป็นที่จะต้องขอชื่นชมร่างที่ ๑๐ ซึ่งเป็นร่างของพรรคร่วมรัฐบาล ๓ พรรค น่าจะเป็นของพรรคประชาธิปัตย์นะครับ ที่ท่านไปมองประเด็นการแก้ไขกระบวนการกล่าวโทษ ป.ป.ช. สั้น ๆ ครับ กระบวนการ กล่าวโทษ ป.ป.ช. ให้สมาชิกยื่นหนังสือต่อประธานรัฐสภา แต่ว่าในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ กำหนดว่าให้ประธานรัฐสภามีดุลยพินิจได้ว่ามีมูลเพียงใดแล้วจึงส่งประธานศาลฎีกา แต่ร่างนี้ได้แก้ไขว่าให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาตามจำนวนที่ยื่นนี้ ยื่นต่อประธานศาลฎีกา เพียงแต่ผ่านประธานรัฐสภาเท่านั้น พูดง่าย ๆ ก็คือประธานรัฐสภา ไม่สามารถจะใช้ดุลพินิจได้เพื่อป้องกันประเด็นทางการเมือง เพราะว่าประธานรัฐสภา ก็มาจากพรรคการเมืองแล้วก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีบุคลิกภาพเป็นที่น่าเคารพเหมือน ท่านประธานที่นั่งอยู่ในขณะนี้ ท่านประธานครับ กล่าวโดยสรุปแล้วยังมีอีก ๒-๓ ประเด็น ที่กระผมเป็นห่วงก็คือในบทบัญญัติที่ว่าด้วยการเพิ่มเสรีภาพให้กับประชาชนนะครับ แต่ก็มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ในมาตรา ๔๕ ในมาตรา ๙๐ ที่ทำให้สิทธิเสรีภาพ ของประชาชนหายไปด้วยเช่นกัน ก็คือการแก้ไขมาตรา ๔๕ ทำให้สิทธิของประชาชน ในฐานะสมาชิกพรรคการเมืองหายไป จะไม่มีไพรมารี โหวต (Primary Vote) อีกต่อไป หากตัวแม่คือมาตรา ๔๕ เขียนใหม่แบบที่เสนอมามันก็จะเป็นผลโยงไปให้มีการแก้ พ.ร.บ. พรรคการเมืองกับ พ.ร.บ. การเลือกตั้ง นอกจากนั้นการแก้ไขมาตรา ๙๐ โดยวิธีการ เขียนใหม่เหมือนจะเป็นการแก้ไขระบบการเลือกตั้งเท่านั้น แต่ข้อความที่หายไป ในสาระสำคัญก็คือการจัดทำบัญชีรายชื่อต้องให้สมาชิกของพรรคการเมืองมีส่วนร่วมในการ พิจารณาด้วย โดยต้องคำนึงถึงผู้สมัครรับเลือกตั้งจากภูมิภาคต่าง ๆ และความเท่าเทียมกัน ระหว่างชายและหญิง ข้อความนี้หายไปครับ รวม ๒ มาตรานี้สิทธิของประชาชนหายไป ๓ ประการด้วยกัน อันนี้ก็เป็นประเด็นที่กระผมไม่สบายใจนะครับ แล้วก็ขออนุญาต ที่จะตัดสินใจอีกครั้งหนึ่งในวันพรุ่งนี้ก่อนที่จะลงมติ แต่ ณ นาทีนี้เพื่อให้การอภิปรายนั้นจบ อย่างชัดเจนว่ามีร่างที่กระผมตัดสินใจว่าจะรับแน่นนอนแล้วก็คือ ร่างที่ ๔ ร่างที่ ๘ ที่ ๙ ที่ ๑๐ ราบที่ ๑๑ และร่างที่ ๑๒ ส่วนร่างอื่น ๆ ที่เหลือนั้น กระผมขอตัดสินใจหลังจากฟัง ท่านเจ้าของร่างแล้วก็ท่านสมาชิกทุกฝ่ายได้อภิปรายต่อไปครับ กราบขอบพระคุณครับ