รายงานการประชุมร่วมกันของรัฐสภา
ครั้งที่ ๑ (สมัยสามัญทั่วไป)
วันอังคารที่ ๒๐ และวันพุธที่ ๒๑ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๖
ณ ตึกรัฐสภา
ท่านสมาชิกครับ ท่านสมาชิกมาร่วมประชุม ๓๔๖ ท่าน ครบองค์ประชุมแล้ว ผมขอเปิดการประชุมร่วมกัน ของรัฐสภา วันนี้เป็นการประชุมครั้งที่ ๑ (สมัยสามัญทั่วไป) ผมขอดําเนินการตามระเบียบวาระ นะครับ เดี๋ยวให้ผมดําเนินการก่อน เดี๋ยวให้นะครับ
ท่านประธานครับ มีสมาชิกมาลงชื่อหารือเป็นจํานวนมากครับ ถึงความเดือดร้อนของพี่น้อง ประชาชน ขอท่านประธานได้โปรดอนุญาตให้หารือ
ไว้จะอนุญาตทีหลังครับ เดี๋ยวผมขอดําเนินการไปก่อนนะครับ
ท่านประธานควรจะอนุญาตให้หารือก่อนครับ เพราะว่าความทุกข์ของพี่น้องประชาชนมีมาก เหลือเกินครับ คนละสั้น ๆ ๒ นาทีครับท่านประธานครับ
ไม่เป็นไรครับ ผมขอเปิด ประชุมครับ
ความทุกข์ของประชาชนท่านประธานจะบอกว่าไม่เป็นไรไม่ได้ครับ ท่านประธานครับ ถ้าท่านประธานบอกว่าไม่เป็นไรนี่พี่น้องประชาชนฟังอยู่อาจจะรู้สึกเศร้าใจครับ ความทุกข์ ของพี่น้องประชาชนเป็นความทุกข์ที่แสนสาหัส ไม่เป็นไรไม่ได้ครับ ท่านประธานได้โปรด อนุญาตให้หารือเถอะครับ
เดี๋ยวท่านนั่งลงครับ
ขอความกรุณาท่านประธานครับ ได้โปรดให้หารือครับ
เดี๋ยวท่านนั่งลงก่อน มีท่าน ประท้วงท่าน ท่านปรีชาพลครับ
ท่านประธานอนุญาตให้หารือนะครับ
ยังครับ นั่งลงครับ ท่านปรีชาพล เปิดไมโครโพน (Microphone) ด้วย
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดขอนแก่น ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กราบเรียนท่านประธานครับ วันนี้เป็นวาระที่มีความสําคัญเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งเป็นการประชุมร่วม ระหว่าง ๒ สภา แล้วก็คิดว่ามีเพื่อนสมาชิกมีการแปรญัตติถึง ๒๐๒ ท่าน ฉะนั้นผมคิดว่า เมื่อองค์ประชุมพร้อมแล้วก็จะขออนุญาตให้ท่านประธานได้ดําเนินการในเรื่องของ การพิจารณากฎหมายฉบับนี้ในวาระที่สองต่อไปครับท่านประธาน กราบขอบพระคุณครับ
ผมขอวินิจฉัยนะครับ ในฐานะที่ผมเป็นประธานร่วมประชุมของวิป (Whip) ๓ ฝ่ายนะครับ เรากําหนดเวลาไว้ ๒ วัน โดยจะเริ่มตั้งแต่เวลา ๐๙.๓๐ นาฬิกา แล้วไปเลิกเอาตอนสี่ทุ่มทั้ง ๒ วัน เพราะฉะนั้น ผมขอความกรุณานะครับ เวลานี้องค์ประชุมครบแล้วผมขอดําเนินการประชุมนะครับ
ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานแจ้งให้ทราบ ซึ่งไม่ปรากฏ
(นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
ท่านบุญยอดประท้วงว่ามา
กราบเรียนผู้ทําหน้าที่ประธานรัฐสภา กระผม นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนที่จะเข้าสู่ระเบียบวาระ การประชุมต่อไปนั้น ผมคิดว่าเรามีเรื่องที่จะต้องหารือกันหลายเรื่องนะครับ ที่จะต้อง พิจารณาก่อน มีสมาชิกอีกหลายคนนะครับที่จะต้องลุกขึ้นหารือกับท่านประธาน ไม่ใช่ เป็นเรื่องของความเดือดร้อนอย่างเดียวนะครับ ที่ท่านอาจจะวินิจฉัยแล้วว่าไม่ให้หารือ เรื่องความเดือดร้อน ทั้ง ๆ ที่ท่านเป็นสมาชิกวุฒิสภาจากการเลือกตั้งท่านก็ไม่ให้หารือ ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ผมขอเรียนต่อท่านประธานครับ
ประเด็นแรกที่ต้องหารือกันก่อนก็คือ ๑. การประชุมวันนี้ถ่ายทอดสด ช่อง ๑๑ กรมประชาสัมพันธ์หรือไม่
ประเด็นที่ ๒ ท่านประธานครับ การบรรจุวาระมาดูเหมือนว่าเป็นการบรรจุ ที่ไม่ตรงไปตรงมานัก การบรรจุวาระของการประชุมในวันนี้มีการบรรจุถึง ๒ ครั้ง คือมี หนังสือเชิญ ในวันที่ ๑๕ และมีเพิ่มเติมอีกในวันที่ ๑๖ จึงปรากฏว่ามีร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เข้ามา ครั้งแรก ๑ ฉบับ ครั้งที่ ๒ อีก ๒ ฉบับ ผมจึงต้องถามท่านผู้ทําหน้าที่ประธานว่า ทําไมการกําหนดวาระการประชุมนี้จึงเป็นแบบนั้น เวลาที่กรรมาธิการวิสามัญส่งเรื่องเข้ามา เขาส่งมาวันใด ถึงสภาวันใด และประธานได้บรรจุแต่ละเรื่องในวันใด ทําไมจึงมีการแยกกัน ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่าต้องทําความเข้าใจก่อน
ประเด็นที่ ๓ ครับท่านประธาน พวกผมไม่ยอมรับท่านในการทําหน้าที่ ประธานรัฐสภา เพราะท่านมีพฤติกรรมในการลงชื่อในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
อย่างนี้ ๆ เดี๋ยวมีท่าน ประท้วงนะครับ
ท่านครับ ผมยังอธิบายไม่จบเลย การประท้วงท่านต้องฟังคําประท้วงนะครับ อันนี้เป็นตาม ข้อบังคับการประชุมครับ
เดี๋ยวผมจะวินิจฉัยนะครับ
ท่านต้องฟังให้จบก่อนนะครับ ประเด็นที่ ๓ ก็คือ
มีคนประท้วง ท่านหยุดก่อน ท่านประสิทธิ์ประท้วงอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอประท้วงผู้ลุกขึ้นมาประท้วงเมื่อกี้ อภิปรายเมื่อกี้ บัดนี้ได้เวลาที่เราจะต้องประชุมร่วมกันแล้ว ไม่มีเหตุผลอื่นเลย ท่านประธานก็ได้เปิดประชุม ไปแล้ว ขอให้ท่านดําเนินการตามข้อบังคับด้วย ขอบคุณครับ
ผมวินิจฉัยนะครับ ผมกําลัง จะดําเนินการตามข้อ ๕ หน้าที่ผมก็คือนัดวันนี้ดําเนินการ
(นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ได้ยืน และยกมือขึ้น)
ประท้วงอะไรอีกครับ เชิญครับ จะได้วินิจฉัยทีเดียวพร้อมกันครับ
ท่านประธานครับ ผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตประท้วงท่านประธาน และผู้ประท้วงเมื่อสักครู่นี้ด้วย เนื่องจากท่านประธานยังไม่ได้ทําอะไรเลย มาถึงก็ด่า ท่านประธานแล้ว บอกไม่เป็นกลางบ้าง มีพฤติกรรมบ้าง ทุกคนมีพฤติกรรมทั้งนั้นครับ ท่านประธาน แต่ผมจะขออนุญาตบอกท่านประธานเรื่องหนึ่งในฐานะที่ผมเป็นวิปรัฐบาลครับ ๑. วิป ๓ ฝ่าย วุฒิสภา รัฐบาล ฝ่ายค้าน วุฒิสภากับรัฐบาลประชุมกัน วิปฝ่ายค้านไม่ได้เข้า แต่ไม่ใช่ปัญหาครับ เป็นสิทธิของท่าน ประเด็นที่ผมจะบอกก็คือถ่ายทอดช่อง ๑๑ ครับ แล้วก็ถ่ายทอดตลอดทั้งวัน ที่สําคัญก็คือถ่ายทอดทางทีวีรัฐสภาไม่มีตัดโฆษณา ชมทางแอพพลิเคชัน (Application) ได้ ฟังวิทยุได้ จึงเรียนท่านประธานให้โปรด ดําเนินการประชุมได้แล้วครับ
ขอบคุณครับ ผมขอ ดําเนินการนะครับ ท่านบุญยอดต่อนะครับ แล้วผมจะได้วินิจฉัยท่านนะครับ ข้อสุดท้าย ข้อ ๓ ท่านว่ามาเลยครับ
ผมขอเรียนต่อท่านประธานและท่านสมาชิกนะครับ ว่าผมดําเนินการตามข้อบังคับนะครับ ผมลุกขึ้นหารือกับท่าน แล้วก็มีทั้งประท้วงท่านด้วยว่าท่านกําลังดําเนินการอย่างไร ถ้าไม่ถามจะรู้กันไหมล่ะครับว่าจะถ่ายทอดหรือไม่ถ่ายทอด ถูกไหมครับ ประเด็นที่ ๑ ถ่ายทอดสดหรือไม่ ประเด็นที่ ๒ การบรรจุวาระ บรรจุวาระผิดปกติหรือไม่ ประเด็นที่ ๓ ก็คือว่าพวกผมไม่สบายใจเวลาท่านขึ้นมานั่งเป็นประธาน ผมจึงขอประธานรัฐสภาว่า อย่าให้ประธานนิคมขึ้นมา ขอให้ท่านประธานสมศักดิ์ขึ้นมาทําหน้าที่โดยตลอด เพราะการประชุมในวันนี้เป็นวาระที่สองนะครับ จะพิจารณาเรียงตามมาตรานะครับ ดังนั้น มันไม่สามารถที่จะประชุมกันต่อได้เลย ถ้าหากว่าท่านขึ้นมาผมก็ต้องเดินออก ผมก็เสียสิทธิ ถูกไหมครับ ดังนั้นเรื่องนี้จึงต้องพิจารณากันก่อนว่ากติกาจะเอาอย่างไร รวมทั้งท่านประธานวุฒิสภาเองก็เป็นสมาชิกวุฒิสภาคนหนึ่ง ซึ่งถ้าร่างนี้เข้ามา ถ้าท่านจะเดินต่อไป ผมก็จะถามต่ออีกว่าสมาชิกวุฒิสภาจะนั่งอยู่ในห้องประชุมนี้ ได้อย่างไรครับ ในเมื่อท่านกําลังจะทําการแก้ไขให้ตัวเองมีอํานาจ มีวาระเพิ่มขึ้น ในการลงต่อไป ท่านจะมีผลประโยชน์ทับซ้อนกันหรือไม่
เอาละพอแล้ว ท่านประท้วง ผมนะครับ
ท่านก็ฟังให้จบสิครับ กําลังจะจบนี้ครับ ท่านก็ตัดไมโครโฟนอย่างนี้
ท่านพูดแล้วท่านฟังนะครับ
ท่านเป็นกลางอย่างไรครับ ใจเย็น ๆ ครับท่านประธาน ไม่ต้องรีบครับ ประธานรัฐสภา ไม่ต้องรีบหรอกครับ เดี๋ยวงานก็จบ เดี๋ยวรางวัลต่าง ๆ ก็คงจะได้ตามมา จะรีบทําไมครับ
ท่านบุญยอดครับ ท่านประท้วงได้สาระสําคัญแล้ว ผมก็จะชี้แจงท่านนะครับ คนอื่นจะได้ไม่ต้อง ผมจะได้ ชี้แจงท่าน ๓ ประเด็นด้วยกันนะครับ
ประเด็นแรก ผมกําลังดําเนินการประชุมระเบียบวาระที่ ๑ ผมก็แจ้งให้ทราบว่า วันนี้จะมีการถ่ายทอดทีวี (TV) ช่อง ๑๑ ตั้งแต่ ๙ โมงครึ่ง แล้วจะไปหยุดเอาตอน ๔ โมงครึ่ง เพราะว่าเขาจะไปถ่ายทอดบางแสนเกมส์ เสร็จแล้วถ่ายทอดอีกทีตอน ๑๘.๐๐ นาฬิกา แล้วจะหยุดอีกทีก็คือตอน ๒ ทุ่ม ข่าวในพระราชสํานัก วันพรุ่งนี้ถ่ายทอดทั้งวัน ท่านไม่เปิด โอกาสให้ผมได้ชี้แจง ได้อธิบายก่อน ท่านก็ประท้วงแล้ว
ประเด็นที่ ๒ การบรรจุวาระ ถ้าท่านอ่านข้อบังคับให้ดีนะครับ เมื่อกรรมาธิการ พิจารณาเสร็จแล้ว รายงานต่อประธานรัฐสภา ประธานรัฐสภาต้องบรรจุเข้าสู่วาระภายใน ๑๕ วัน แล้วที่ประชุมจะหยิบยกมาพิจารณาหรือไม่นั้น อีกเรื่องหนึ่งครับ อันนี้ท่านไปดูนะครับ
ประเด็นที่ ๓ นะครับ ผมเป็นรองประธานรัฐสภานะครับ เป็นประธาน วุฒิสภา มีหน้าที่ในการช่วยประธานรัฐสภาในการประชุม การประชุมนั้นผมใช้ข้อบังคับ การประชุมโดยเคร่งครัด ผมไม่ได้อภิปราย ผมไม่ได้ลงมติ แล้วถามว่าวันนี้กําลังประชุมก็คือ เรื่องที่มาของ ส.ว. ท่านก็บอกมีประโยชน์ทับซ้อน ไม่ใช่แล้วครับ อันนี้ประชุมแก้อันนี้ เพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งประเทศ ท่านอย่าได้ไปคิดว่าผมนี้มาวางตัวไม่เป็นกลาง ยังไม่ทันประชุมเลยนะครับ แล้วถ้าสมมุติผมขึ้นมาถ้าท่านไม่ประสงค์อยากจะอยู่ด้วย ก็ไม่เป็นไร ผมไม่ว่านะครับ ด้วยความเคารพนะครับ ขอดําเนินการต่อ ท่านนั่งได้แล้วครับ ท่านนั่งเลยครับ ไม่ต้องแล้วครับ เดี๋ยวผมจะดําเนินการประชุมก่อน แล้วจะเปิดโอกาสให้ ท่านในประเด็นที่จะหารือนะครับ ผมขอชี้แจงให้ที่ประชุมทราบก่อนนะครับ
เอาคนที่ยืน ท่านธนา ประท้วงอะไร ท่านนั่งได้แล้ว ผมวินิจฉัยเรียบร้อยแล้ว ท่านนั่งลง ท่านธนาครับ ก็คือท่านจะ อยู่ห้องประชุมหรือไม่มันเป็นสิทธิของท่านนะครับ ไม่ต้องครับ เดี๋ยวผมจะมีวิธีการนะครับ มันมีข้อบังคับการประชุม ข้อ ๙๙ อยู่แล้วนะครับ ท่านนั่งลง เชิญท่านธนาครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิก
เมื่อกี้ท่านยืนขึ้นประท้วง นะครับ ท่านไม่อภิปรายนะครับ ท่านประท้วงผมเรื่องอะไรครับ
ท่านประธานครับ ท่านประธานฟังผมนิดหนึ่งนะครับ
เมื่อสักครู่ท่านยืนขึ้น ยกมือขึ้น หลักของการประท้วงนะครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผมเป็นห่วงว่าการประชุมของที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้ อาจจะดําเนินการ ที่ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นผมจึงขออนุญาตท่านประธานที่จะหยิบยก ข้อเป็นห่วงของผมให้ที่ประชุมนี้ได้รับทราบ แล้วก็จะได้บันทึกไว้ในที่ประชุมแห่งนี้ด้วย เพราะนี่เป็นประเด็นสําคัญของการพิจารณาในวันนี้ ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่า ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๒ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาย่อมเป็นผู้แทน ปวงชนชาวไทย โดยไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติ มอบหมาย หรือความครอบงําใด ๆ และต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทย ผมขอเน้นนะครับ เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทยโดยปราศจากการขัดกัน แห่งผลประโยชน์ ผมเรียนท่านประธานครับว่าวาระนี้เป็นวาระพิจารณาที่มาของ ส.ว. ท่านประธานเป็นหนึ่งใน ส.ว. และขออนุญาตที่ต้องเอ่ยถึงท่านสมาชิกวุฒิสภาอีก ๑๕๐ ท่าน ที่เอ่ยมาไม่ได้จะพาดพิงให้ท่านเสียหาย แต่ว่าการทําหน้าที่ต่อไปนี้ของท่าน ผมเกรงว่า อาจจะมีการขัดกันแห่งผลประโยชน์ เพราะว่าเดิมท่านมาจากรัฐธรรมนูญที่เขียนไว้ว่า ท่านจะเป็นสมาชิกวุฒิสภาได้เพียงครั้งเดียว เพื่อให้การทําหน้าที่ของท่านเป็นกลางและอิสระ แต่ท้ายที่สุดวันนี้ท่านก็ได้กําลังพิจารณากฎหมายรัฐธรรมนูญที่จะเปิดโอกาสให้ท่านสามารถ
ท่านธนาครับ มีคนประท้วง ท่านครูมานิตย์หรือเปล่าครับ เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมอยากกราบเรียนประท้วงท่านประธานในข้อ ๕ (๔) ก่อนนะครับ ในเรื่องของการบังคับการประชุมให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และขอประท้วงผู้ประท้วง ซึ่งตอนนี้กําลังจะอภิปรายเรื่องประธานแล้ว จริง ๆ เรื่องนี้เคยพูดกันมาถ้าผมจําไม่ผิด ประมาณ ๕ ชั่วโมง เรื่องของท่านประธานนี่ละครับที่ทําหน้าที่ ประธานวุฒิสภามาทําหน้าที่ รองประธานรัฐสภาแล้วทําหน้าที่ประธานนี่ครับ ผมเชื่อว่าถ้ามันผิดกระบวนการรัฐธรรมนูญ ผมเชื่อว่าไม่เหลือหรอกครับเขายื่นศาลแน่นอน มันต้องพูดกันในข้อกฎหมายครับ ท่านประธาน วันนี้ถ้ามันให้ออกนอกกรอบ ทุกคนเก่งหมดครับ ส.ว. ๑๕๐ คน ส.ส. ๕๐๐ คน พูดเป็นทั้งหมดครับ แต่ว่ามันต้องเอากรอบ เอากติกา เขาถึงให้มีข้อบังคับครับท่านประธาน เขาให้มีรัฐธรรมนูญครับท่านประธาน ท่านประธานต้องเดินไปตามเกมที่เขากําหนด ที่เขากําหนดนี่ไม่ใช่สมาชิกกําหนด เป็นการคิดร่วมกันของสมาชิกแห่งนี้จึงมีข้อบังคับ เวลา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประชุมก็ประชุมโดยข้อบังคับการประชุมของสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภาก็ของสมาชิกวุฒิสภา แต่นี่ร่วมกันของรัฐสภา
มีผู้ประท้วงผู้อภิปรายแล้ว
อันไหนผิด กฎหมายรัฐธรรมนูญก็ไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญ อันไหนผิดศาลปกครองก็ยื่นที่ศาลปกครอง ถ้าไม่อย่างนั้นไม่จบหรอกครับ เรื่องท่านประธานผมเห็นจากวันก่อนวาระที่หนึ่งเรื่องนี้ครับ ไม่น้อยกว่า ๕ ชั่วโมง ท่านประธานรีบวินิจฉัย แล้วท่านประธานครับ ในถนนใช้กฎจราจร ในสภาต้องใช้กฎหมาย ต้องใช้ข้อบังคับ ไม่อย่างนั้นมันเดินไม่ได้หรอกครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณครูมานิตย์ครับ ผมวินิจฉัยแล้วครับ ผมจะดําเนินการตามระเบียบวาระการประชุมนะครับ
(นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน ได้ยืนและยกมือขึ้น)
คุณหมอชลน่านประท้วง อะไรครับ เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน สมาชิกรัฐสภา ขออนุญาต ประท้วงท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่ได้ประท้วงท่านประธานโดยอาศัยรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๒ ว่าด้วยเรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์ แล้วบอกว่าท่านประธานเองและ ท่านสมาชิกวุฒิสภาหลายท่านไม่สามารถจะทําหน้าที่ได้เพราะจะเข้าข่าย ประเด็นนี้ ไม่มีข้อบังคับ
เดี๋ยวนะครับท่านบุญยอด เดี๋ยวให้เขาประท้วงเสร็จก่อนแล้วถึงให้คุณนะครับ ผมจะให้เขาประท้วงก่อนนะครับ
ผมประท้วง ผู้ประท้วงนั่นละครับ
คุณหมอชลน่านเดี๋ยวครับ ท่านบุญยอดประท้วงอะไร
ท่านประธานครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกรัฐสภา ผมพูดสั้น ๆ เลยนะครับจะได้เข้าเรื่อง ท่านธนาประท้วงอยู่ ยังค้างอยู่ ท่านก็ฟังไม่จบท่านก็ชี้ครูมานิตย์ ท่านก็ชี้นายแพทย์ชลน่าน และขณะนี้นายแพทยชลน่านก็กําลังอภิปรายว่าตัวเองจะวินิจฉัยอย่างไรกับเรื่องนี้ ซึ่งไม่มีสิทธิในการวินิจฉัยอยู่แล้วครับ
เขาจะให้ผมวินิจฉัยนะครับ
ท่านประธานครับ ผมประท้วงครับ ให้ประธานเป็นผู้วินิจฉัยครับ ผมไม่ได้วินิจฉัยครับ ผมเพียงประท้วงว่า ท่านสมาชิกที่ยกรัฐธรรมนูญขึ้นมากล่าวอ้างนี่ ผมก็ประท้วงท่านว่าถ้าจะใช้รัฐธรรมนูญนี้ ประเด็นที่ ๑ ท่านไม่มีสิทธิวินิจฉัยว่าขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ ประเด็นที่ ๒ ท่านต้องไปเปิด รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๕ มาตรา ๒๖๖
เดี๋ยวครับ ผมให้เขาประท้วง ก่อนนะครับ เชิญครับ
กระผม ประกอบ รัตนพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ผมประท้วงท่านประธานข้อบังคับ ข้อ ๘ ท่านประธานต้องรักษาความเรียบร้อยในที่ประชุม ขณะนี้ท่านธนากําลังอภิปรายอยู่ กําลังประท้วงท่านประธานอยู่ยังไม่จบ ยังไม่จบนะครับ พวกผมกําลังฟังอยู่ว่ามันผิดกฎหมายหรือเปล่า ให้เขาประท้วงให้จบก่อน ท่านประธานถึงจะ เปิดโอกาสให้คนอื่นประท้วง มิฉะนั้นมันวุ่นวายท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ
ก็อย่างนี้ คือเวลา ท่านอภิปราย ท่านไปพาดพิง ท่านไปกล่าวนะครับ ก็มีคนประท้วงนะครับ ท่านประกอบครับ ผมก็วินิจฉัยแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นคุณหมอชลน่านก็จบได้แล้ว ผมจะให้คุณธนา ว่าต่อนะครับ เดี๋ยวผมจัดการเองนะครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน สมาชิกรัฐสภา ข้อประท้วง ของผมเพียงแต่กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่า ท่านสมาชิกที่ยกรัฐธรรมนูญ ขึ้นมาอ้างเพื่อจะไม่ให้ท่านสมาชิกที่เป็นสมาชิกวุฒิสภาได้ทําหน้าที่บอกว่าขัดกัน แห่งผลประโยชน์นั้น ผมก็บอกว่าท่านต้องไปดูรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๕ มาตรา ๒๖๖ เขียนไว้ชัดเจนครับ เรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์ของสมาชิกรัฐสภา การทําหน้าที่ ในรัฐสภาเป็นการทําหน้าที่ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญครับ ไม่เข้าข่าย มาตรา ๒๖๕ มาตรา ๒๖๖ ครับ
ขอบคุณนะครับ ท่านก็ได้ ตอบชัดเจนนะครับ เพราะว่าความจริงเราไม่เคยที่จะแก้รัฐธรรมนูญนะครับ เราเคยแก้ เขตเลือกตั้งเขตใหญ่เป็นเขตเล็กมาแล้วนะครับ ก็พวกท่านนี่ละครับ ก็ไม่เป็นไรนะครับ ท่านธนาท่านว่าต่อนะครับ ท่านว่าต่อครับ
กราบขอบคุณท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผม ธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา สิ่งที่ผมหยิบยกให้ท่านประธาน ก่อนที่จะได้มีการพิจารณาต่อไปนั้น ผมเชื่อว่าท่านประธานเมื่อได้ฟังที่ผมได้อ่าน มาตรา ๑๒๒ แล้ว ถ้าท่านประธานได้มีใจเป็นธรรมและเป็นกลาง ผมเชื่อว่าต้องมีสิ่งหนึ่ง สะกิดติดหัวใจของท่านประธานและสมาชิกวุฒิสภาอย่างแน่นอน ว่าการทําหน้าที่ของท่าน ในวันนี้นั้นจะเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์หรือไม่ ผมกราบเรียนท่านประธาน ผมลุกขึ้น ตั้งข้อสังเกตและฝากไปยังท่านประธานว่าจะดําเนินการอย่างไร พวกท่านชอบพูด อย่างไรครับว่าพวกผมก็ไปใช้อํานาจขององค์กรอิสระ ศาลก็ดี ศาลรัฐธรรมนูญก็ดี ศาลปกครองก็ดี ก็เพราะว่าพวกผมทักท้วงท่านตลอด แล้วท่านไม่รับฟังอย่างไรครับ สิ่งที่พวกผมทักท้วงนั่นคือหลักเกณฑ์ข้อกฎหมาย แต่ท่านก็อาศัยเสียงข้างมากลากไป ผมจึงขออนุญาตท่านประธานว่า ผมขอให้ท่านประธานใช้ดุลยพินิจพิจารณาในเรื่องนี้ว่า การที่สมาชิกวุฒิสภาทั้ง ๑๕๐ ท่านจะได้ใช้สิทธิในการลงมติในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งแน่นอนมีที่มาของการเปลี่ยนแปลงการมาของ ส.ว. ประเด็นหนึ่งที่สําคัญก็คือว่า ต่อจากนี้ไปข้อจํากัดที่ ส.ว. ชุดเดิมที่ทําหน้าที่อยู่ในรัฐสภาแห่งนี้ เดิมเขาบอกว่าให้เป็นได้ สมัยเดียว ลงเลือกตั้งอีกไม่ได้ เพราะเขาต้องการความเป็นกลางและอิสระ แต่ท่านกําลัง ร่วมกันแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ท่านได้มีสิทธิกลับมาลงเลือกตั้งในเดือนมีนาคม ปี ๒๕๕๗ ผมก็ ขออนุญาตเรียนว่าผมเป็นห่วง และขออนุญาตเรียนท่านประธานว่านี่คือการทําหน้าที่ ที่ขัดกันแห่งผลประโยชน์ชัดเจนครับ
ขอบคุณครับ บันทึกเอาไว้ นะครับ เพราะว่านี่หน้าที่ของทางรัฐสภานะครับ เราเคยแก้รัฐธรรมนูญมาแล้ว สมัยที่ท่าน เป็นรัฐบาลเราก็แก้นะครับ เราแก้ปาร์ตี้ลิสต์ (Party list) จาก ๘๐ คน เป็น ๑๒๕ คน จากบัญชี ๔๐๐ คน เหลือ ๓๗๕ คน เราก็ได้ทํามาแล้วนะครับ ท่านอย่าไปกังวล บันทึก เอาไว้แล้วกันครับ ผมขอดําเนินการประชุมต่อนะครับ จะได้แจ้งให้ทราบนะครับ
ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุมทราบ
ท่านอย่าตะโกนสิครับ รักษามารยาทนิดหนึ่ง เดี๋ยวผมจะเปิดให้หารือครับ ผมขอแจ้งให้ทราบก่อนว่าผมจะทําอะไรบ้าง ท่านไม่ต้องห่วงนะครับ ที่ผมจะแจ้งให้ทราบ ก็คือวันนี้เป็นการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ก็จะมีการถ่ายทอดทางวิทยุกระจายเสียง แห่งประเทศไทยและสถานีวิทยุกระจายเสียงของรัฐสภาตามปกติ ผมก็ยังได้มีการอนุญาต ถ่ายทอดการประชุมทางวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ตามข้อบังคับ ข้อ ๙ วรรคสอง จนเสร็จสิ้นการประชุมนะครับ ทั้งนี้ ในวันนี้เวลา ๑๖.๓๐ นาฬิกา ถึงเวลา ๑๘.๐๐ นาฬิกา จะงดถ่ายทอดการประชุมชั่วคราว ช่องเอ็นบีที (NBT) เพื่อเสนอการถ่ายทอดสดพิธีเปิด การแข่งขันกีฬาอาชีวะเกมส์ระดับชาติ ครั้งที่ ๘ บางแสนเกมส์ ณ สนามกีฬากลางสถาบัน การพลศึกษา จังหวัดชลบุรี และในวันนี้เวลา ๒๐.๐๐ นาฬิกา ถึง ๒๐.๓๐ นาฬิกาของทุกวัน เพื่อเสนอข่าวในพระราชสํานักและเหตุการณ์สําคัญที่ประชาชนเขารับรู้เป็นการเร่งด่วน จึงขอแจ้งให้ที่ประชุมทราบนะครับ
(ที่ประชุมรับทราบ)
ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองบันทึกการประชุม
รับรองบันทึกการประชุมร่วมกันของรัฐสภา จํานวน ๓ ครั้งด้วยกันนะครับ
ครั้งที่ ๑ วันอังคารที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๕๕
ครั้งที่ ๒ วันอังคารที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๕
ครั้งที่ ๓ เป็นวันอังคารที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๕
ซึ่งได้วางไว้ให้ท่านสมาชิกได้ตรวจดูแล้วก่อนที่จะเสนอให้สภารับรองนะครับ จะมีท่านใดที่จะขอแก้ไขไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกขอแก้ไข)
ถ้าไม่มีนะครับ ก็จะเป็นการ ถือว่าที่ประชุมนั้นได้รับรองบันทึกการประชุมทั้ง ๓ ครั้งนะครับ
ท่านสมาชิกครับ ก่อนที่เราจะเริ่มในวาระที่สามนะครับ เนื่องจากผมได้รับ รายงานจากประธานคณะกรรมาธิการที่ได้รายงานเข้ามาในคําแปรญัตติของท่านสมาชิก นะครับ ซึ่งจะเป็นการพิจารณาไม่เป็นไปตามข้อบังคับประชุม ข้อ ๙๖ วรรคสาม แล้วก็ ข้อ ๙๙ ผมก็จะขอเชิญคณะประธานกรรมาธิการได้ขึ้นมาบนบัลลังก์นี้นะครับ ท่านจุรินทร์ ท่านมีอะไรจะเสนอ เชิญครับ เชิญประธานคณะกรรมาธิการครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา ผมมี ๒-๓ ประเด็นครับท่านประธาน ที่เกี่ยวเนื่องกับที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายกันไป เมื่อสักครู่นี้
ประเด็นที่ ๑ มีผู้พาดพิงการปฏิบัติหน้าที่ของวิปฝ่ายค้านบอกว่า ในการประชุมวิป ๓ ฝ่าย วิปฝ่ายค้านก็ไม่ได้เข้าร่วมประชุม ขออนุญาตกราบเรียนกับ ท่านประธานเพื่อทําความเข้าใจกับเพื่อนสมาชิกครับว่า วิปฝ่ายค้านไม่ได้เข้าร่วมประชุมวิป ๓ ฝ่าย เมื่อวานที่ได้มีการนัดหมายประชุมจริงครับ แต่ที่ไม่เข้าร่วมประชุมเป็นมติของ วิปฝ่ายค้านร่วมกัน ที่ต้องมีมติที่จะไม่เข้าร่วมหารือและร่วมประชุมเพราะว่า ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาโดยเฉพาะในช่วงของการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ร่าง ในขั้นวาระที่หนึ่ง ขั้นรับหลักการ ปรากฏว่าพวกกระผมให้ความร่วมมือเข้าร่วมประชุม วิป ๓ ฝ่าย และได้มีข้อตกลงร่วมกันชัดเจนในเรื่องของการแบ่งสรรเวลาในการอภิปราย นั่นคือให้รัฐบาล ๑๕ ชั่วโมง ฝ่ายค้าน ๑๕ ชั่วโมง แล้วก็ให้สมาชิกวุฒิสภา ๘ ชั่วโมง แต่ปรากฏว่าเมื่อพวกกระผมอภิปรายมายังใช้สิทธิไม่ครบตามข้อตกลง ฝ่ายค้านได้ ๑๕ ชั่วโมง เพิ่งอภิปรายไปได้แค่ ๑๐ ชั่วโมงครึ่ง ก็มีสมาชิกวุฒิสภาและ ส.ส. พรรคร่วมรัฐบาลยกมือ สนับสนุนให้ปิดการอภิปราย ซึ่งกระผมถือว่านี่คือการละเมิดข้อตกลงและเป็นการ เบี้ยวสัญญาที่ได้ตกลงกันไว้ เพราะฉะนั้นจึงมีความเห็นว่าไม่มีประโยชน์อะไรในการที่จะ ไปร่วมประชุมหารือกันอีกครั้งหนึ่งเมื่อวานที่ได้มีการนัดหมายประชุมวิป ๓ ฝ่าย ตรงนี้จึงเป็นที่มาและไม่ได้แปลว่าเมื่อวิปฝ่ายค้านไม่ได้เข้าร่วมหารือแล้วการประชุม จะประชุมต่อไปไม่ได้ ท่านประธานก็มีข้อบังคับและรัฐธรรมนูญกํากับอยู่ในการที่จะปฏิบัติ หน้าที่ในฐานะประธานที่ประชุม พวกกระผมก็มีรัฐธรรมนูญและข้อบังคับกํากับเช่นเดียวกัน ในการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสมาชิกรัฐสภา จึงกราบเรียนมาเพื่อทราบเป็นประการที่ ๑
ประการที่ ๒ ท่าน ส.ส. บุญยอด ได้ลุกขึ้นสอบถามท่านประธาน แล้วก็ ต้องการคําตอบ กรณีที่ท่านประธานได้ทําหนังสือเชิญประชุมสมาชิกรัฐสภาในการประชุม วันเดียวกัน เวลาเดียวกัน แต่มีหนังสือเชิญ ๒ ฉบับ ฉบับที่ ๑ วันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๖ กําหนดระเบียบวาระไว้ในเรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้วแค่การพิจารณา ร่างรัฐธรรมนูญฉบับเดียว คือฉบับที่เรากําลังจะพิจารณากันอยู่ในลําดับถัดไป นั่นก็คือเรื่อง ที่มาของสมาชิกวุฒิสภา แต่ปรากฏว่าหลังจากวันที่ ๑๕ แล้ว ๑ วัน คือวันที่ ๑๖ สิงหาคม ได้มีการออกหนังสือเชิญประชุมสมาชิกรัฐสภาอีกฉบับหนึ่ง ระบุการประชุมร่วมกัน ของรัฐสภาเพิ่มเติม แต่คราวนี้ไม่ได้มีร่างแก้รัฐธรรมนูญฉบับเดียวนะครับ มา ๓ ฉบับ ทั้งเรื่องที่มาของ ส.ว. ทั้งเรื่องมาตรา ๑๙๐ แล้วก็ทั้งเรื่องแก้ไขมาตรา ๖๘ ของรัฐธรรมนูญ ประเด็นที่พวกกระผมกังวลก็คือว่าเป็นห่วงว่าการพิจารณาในวันนี้หรือวันถัดไปจนกระทั่ง จบสิ้นกระบวนการนี้จะมีการหยิบยกร่างรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับขึ้นมาพิจารณาตามระเบียบ วาระที่เติมไปหรือไม่ ถ้าสมมุติว่าท่านประธานมีความประสงค์ที่จะให้พิจารณาเฉพาะร่างแรก คือร่างที่มาของสมาชิกวุฒิสภาถัดจากกระผมได้แสดงความเห็นแล้วขอความกรุณา ท่านประธานได้ยืนยันให้ที่ประชุมได้รับทราบด้วย
ประการสุดท้ายที่กระผมขออนุญาตกราบเรียนก็คือว่ากรณีท่าน ส.ส. ธนา ชีรวินิจ ได้ลุกขึ้นอภิปรายท้วงติงท่านประธานเมื่อสักครู่ กรณีการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ในการปฏิบัติหน้าที่ของประธานในที่ประชุม ที่ท่านธนาได้ลุกขึ้นท้วงก็เพราะเหตุว่าท่าน เป็นห่วง เนื่องจากตัวของท่านประธานในที่ประชุมคือท่านประธานวุฒิสภาอาจจะมีเรื่อง การขัดกันแห่งผลประโยชน์ ที่เป็นเช่นนั้นเพราะว่าท่านเป็นผู้หนึ่งที่ได้ร่วมเสนอ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ๒ ฉบับใน ๓ ฉบับ เกรงว่าการปฏิบัติหน้าที่ของท่านจะเป็นการขัดกัน แห่งผลประโยชน์ และเกรงว่าจะปฏิบัติหน้าที่ไม่เป็นกลางตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ตรงนี้ จึงเป็นที่มาที่ท่านธนาได้ลุกขึ้นท้วงติง และพวกกระผมได้ท้วงติงมาตั้งแต่การพิจารณา ตอนขั้นรับหลักการในวาระที่หนึ่ง ที่เกรงว่าการปฏิบัติหน้าที่ไม่เป็นกลาง ความจริง ขออนุญาตนะครับ ที่จะกราบเรียนกับท่านประธานว่าแม้แต่เมื่อสักครู่ที่นับ ๑ แห่งการเริ่ม ปฏิบัติหน้าที่ของท่านประธาน ก็ดูเหมือนว่าท่านประธานจะเริ่มส่อแววการปฏิบัติหน้าที่ ที่ไม่เป็นกลางให้เห็นแล้ว ตรงไหนครับ ก็ตรงที่เริ่มต้นท่านประธานก็บอกว่าการแก้ รัฐธรรมนูญเที่ยวนี้ทําไปเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนทั้งสิ้น ท่านประธานยืนยันได้ อย่างไรครับว่าการแก้รัฐธรรมนูญเที่ยวนี้โดยเฉพาะร่างที่เราจะพิจารณาเป็นไปเพื่อ ผลประโยชน์ของประชาชนทิ้งสิ้น พวกกระผมมีความเห็นแย้งและไม่คิดว่าเป็นเรื่องจริง ที่เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนทั้งสิ้น และเพื่อนสมาชิกจะได้อภิปรายในลําดับ ถัด ๆ ไปเพื่อชี้ให้ท่านประธานเห็นว่ามันไม่ได้เป็นเพื่อประโยชน์ของประชานทั้งสิ้นอย่างที่ ท่านประธานกล่าวอ้าง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเริ่มต้นไม่เป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ และใช้ดุลยพินิจวินิจฉัยการปฏิบัติหน้าที่ประธานของท่านประธานตั้งแต่นับ ๑ เบื้องต้น ตรงนี้จึงเป็นที่มาที่ขอความกรุณาให้ท่านประธานได้ใช้ดุลยพินิจและใช้ความระมัดระวัง ในการปฏิบัติหน้าที่ ถ้าท่านประธานยังคิดว่าจะทําหน้าที่ประธานในที่ประชุมต่อไป ขอให้ปฏิบัติตามข้อบังคับและรัฐธรรมนูญให้เป็นกลางอย่างเคร่งครัด ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ
ประการแรก ผมขอขอบคุณ ท่านประธานวิปฝ่ายก่อนนะครับที่ได้กรุณาชี้แนะนะครับว่าให้ผมระมัดระวังในการปฏิบัติ หน้าที่นะครับ ผมขอตอบและวินิจฉัยสิ่งที่ท่านกังวลอยู่ ๓ เรื่องด้วยกัน
เรื่องแรกก็คือการบรรจุระเบียบวาระการประชุม ซึ่งตามข้อบังคับการประชุมนั้น เมื่อกรรมาธิการพิจารณาร่างกฎหมายใดเสร็จเรียบร้อยนะครับเสนอประธาน ประธานต้อง บรรจุเรื่องนี้เข้าสู่วาระประชุมเป็นการด่วนภายใน ๑๕ วันนะครับ ก็บรรจุมาแล้วร่างของที่มา ส.ว. วันรุ่งขึ้นมาอีก ๒ ร่างก็บรรจุเข้าไปเป็นวาระเพิ่มเติม แล้วผมขอยืนยันนะครับ
ในเรื่องที่ ๒ ก็คือวิปของร่วมกันเมื่อวานนี้ ซึ่งท่านไม่ได้เข้าด้วยนะครับ ซึ่งที่ประชุมมีมติว่าเราจะพิจารณาเฉพาะร่างเดียวก็คือร่างที่มาของ ส.ว. เป็นการยืนยันเลย นะครับ ท่านไม่ต้องไปกังวลว่าจะมีการสอดไส้หรือจะมีการเอาเรื่องอื่นเข้ามานะครับ
เรื่องที่ ๓ ก็คือเรื่องที่ว่าผมจะทําหน้าที่ขัดกันแห่งผลประโยชน์ ผมขอเรียนว่า เรื่องนี้ ๓ ร่างด้วยกันนั้นเป็นร่างที่ร่างนี้ผมไม่ได้ลงชื่อด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นเวลาผม ถามปั๊บ ผมก็ดําเนินการประชุมตามข้อบังคับการประชุมที่พวกท่านเป็นผู้ร่างขึ้นมา ผมดําเนินการตามเป๊ะๆ เลยครับ แล้วก็ผมได้แสดงให้เห็นแล้วว่าในวาระที่หนึ่งนั้นก็ไม่ได้ อภิปรายไม่ได้ลงอะไรสักอย่างนะครับ อันนี้ก็ยังยืนยันได้นะครับว่าผมขอทําหน้าที่นี้ต่อไป โดยอาศัยข้อบังคับการประชุมและรัฐธรรมนูญเป็นหลัก เพราะฉะนั้นขอความร่วมมือนะครับ ผมวินิจฉัยเรียบร้อยนะครับ เพราะฉะนั้นเดี๋ยวคุณหมอสุกิจให้ท่านจุรินทร์ก่อนนะครับ เชิญท่านจุรินทร์ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ คําชี้แจงของท่านประธานหมายความว่า ร่างนี้ท่านประธานไม่ได้เป็นผู้ร่วมเสนอ เพราะฉะนั้นท่านประธานก็จะปฏิบัติหน้าที่ประธาน ในที่ประชุมต่อไป ส่วนอีก ๒ ร่างที่ท่านประธานเป็นผู้เสนอหมายความว่าท่านประธานจะไม่ ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะประธานที่ประชุม เพื่อป้องกันความไม่เป็นกลางและการขัดกัน แห่งผลประโยชน์ใช่หรือไม่ครับ
อย่างนี้นะครับ ผมขอตอบ ถ้าตอบอย่างนั้นก็คงจะไม่ได้นะครับ ก็ผมบอกแล้วว่า ๒ ร่างที่ได้พิจารณาในวาระที่หนึ่ง ผมก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าผมได้ใช้หลักของข้อบังคับการประชุม รัฐธรรมนูญ แล้วผมไม่ได้ อภิปรายหรือว่าลงมติอะไรทั้งนั้นนะครับ เพราะฉะนั้นแสดงให้เห็นว่าผมนั้นถึงแม้นว่า ใน ๒ ร่างซึ่งผมลงนั้นจะมีผลเกี่ยวข้อง แต่ผมก็ไม่ได้ใช้สิทธินั้นเลยนะครับ เพราะฉะนั้น ท่านวางใจได้เลยครับ เชิญคุณหมอสุกิจครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานเห็นเรื่องนี้เป็นเรื่องเล็กน้อยไปนะครับ จริง ๆ แล้ว นี่คือเรื่องสําคัญในระบอบประชาธิปไตยที่เราเดินทางมาตั้ง ๘๑ ปีแล้วนะครับ เรื่องของ ความรับผิดชอบแบบนี้ เป็นสากลครับ ใครที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนเขาจะไม่มานั่งพิจารณา หรอกครับ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ท่านประธาน เต็ม ๆ เลยครับ ผมอ้างถึงคุณหมอชลน่าน เลยครับ ที่พูดไปถึงว่าข้อบังคับ ข้อ ๒๖๕ ข้อ ๒๖๖ อันนั้นไม่เกี่ยวเลยครับ ไม่เกี่ยวกับ เรื่องนี้เลย เรื่องนี้เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๒ ซึ่งเพื่อนสมาชิกก็ได้อ่านไปหลายรอบ แล้วนะครับว่าต้องไม่มีการขัดกันแห่งผลประโยชน์ แล้วมันก็โยงมาถึงข้อบังคับการประชุม รัฐสภา ข้อ ๕ นะครับ ที่บอกว่า ประธานมีอํานาจและหน้าที่อื่นตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ในเมื่อกฎหมายรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้อย่างนี้ว่า สมาชิกหรือแม้แต่ตัวของท่านประธานเอง ต้องไม่มีการขัดกันแห่งผลประโยชน์ เรื่องนี้มันตรง ๆ เลยครับ ท่านประธานเป็นสมาชิก วุฒิสภา แล้ววันนี้เราก็จะมาพูดกันเรื่องของที่มาของสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งผมก็ไม่ทราบว่า ท่านประธานจะลงเลือกตั้งอีกหรือเปล่าในครั้งต่อไปนะครับ ถ้าท่านลงเลือกตั้งอีกหรือ สมาชิกหลาย ๆ ท่านที่เป็นสมาชิกวุฒิอยู่วันนี้แล้วจะลงเลือกตั้งอีก มาแก้กฎหมายแบบนี้ ก็เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับตัวเอง นี่คือชัดเจนเลยคือการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ฉะนั้น ท่านประธานครับเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยที่ท่านพูดเพียงว่าให้บันทึกไว้นะครับ ผมว่าทุกคน ที่เกี่ยวข้องนี่ต้องพิจารณาตัวเองครับ ในเมื่อเราเป็นประชาธิปไตยที่เราต้องมีความรับผิดชอบ ต่อสังคม รับผิดชอบต่อบ้านเมือง สิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างนี้เป็นมารยาท แล้วท่านประธานเอง ท่านก็ทั้งลงชื่อแล้วก็ทั้งทําหน้าที่อยู่ แล้วท่านจะหาความเป็นกลางได้อย่างไรครับอย่างนี้ ฉะนั้นผมว่าท่านทําอย่างอื่นที่มากกว่านี้เถอะครับ
ขอบคุณครับ มีคนประท้วง หลายคน เมื่อสักครู่ท่านบุญยอดคงไม่ได้ประท้วงท่านสุกิจนะครับ ท่านจะอภิปราย ใช่ไหมครับ ผมจะให้ท่านประท้วงก่อน ประท้วงผมเรื่องอะไรครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านผู้ทําหน้าที่ประธานรัฐสภาครับ ผม บุญยอด สุขถิ่นไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมคิดว่าถ้าท่านจะแสดงความเป็นกลางนี่ท่านจะวินิจฉัยเรื่องนี้ไม่ได้เลยนะครับ ท่านกําลัง วินิจฉัยเรื่องของตัวเองครับว่าน่าจะต้องทําหน้าที่ประธานรัฐสภาต่อไปหรือไม่ ผมขอ เรียกร้องว่าให้ท่านพักการประชุม แล้วเชิญประธานรัฐสภา คือท่านสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ขึ้นมาวินิจฉัยเรื่องนี้ด้วยตนเองครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณข้อเสนอแนะครับ ท่านนั่งลงครับ เชิญครับท่านมีอะไรครับ ประท้วง เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมต้องประท้วงท่านประธานตามข้อ ๕ แล้วก็ประท้วง ท่านผู้ประท้วงตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อที่ ๔๕ คําวินิจฉัยของท่านประธาน ถือเป็นที่สุดท่านประธานวินิจฉัยไป ๓ รอบแล้วในประเด็นที่มีการถกเถียงถึง ผมก็เลยต้อง ประท้วงท่านประธานตามข้อ ๕ ตามเขาไปอีกว่าท่านประธานยังปล่อยให้เพื่อนสมาชิกได้ ในประเด็นเดิมซ้ําแล้วซ้ําอีก ตอนนี้ท่านประธานต้องดําเนินการตามระเบียบวาระ เข้าสู่เรื่อง ของการพิจารณาในรายละเอียดของรัฐธรรมนูญว่าด้วยที่มาของ ส.ว. ได้แล้วท่านประธานครับ
ผมก็ให้เวลาประท้วงกัน พอสมควรนะครับ แล้วผมก็พูดหลายครั้งแล้ว เพราะฉะนั้นไม่ต้องประท้วงแล้วนะครับ ผมดําเนินการไปตามระเบียบวาระดีกว่านะครับ
พาดพิงครับท่านประธาน
พาดพิงนะครับ เดี๋ยวนะครับ คุณหมอ เอาทางหมอสุกิจอีกทีหนึ่งครับ
เรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ผมก็ไม่อยากจะเชื่อว่าสมาชิกที่อยู่ในสภามานานจะเข้าใจข้อบังคับผิดครับ ที่ท่านอ้างว่า ผมประท้วงผิดตามข้อ ๔๕ นี่ ท่านประธานครับ ข้อ ๔๕ บัญญัติไว้จริง
คืออย่างนี้ครับคุณหมอสุกิจ เดี๋ยวผมอธิบายให้ฟังก่อน
เดี๋ยวสิครับ ผมพูด ให้จบก่อนสิครับ
เขาประท้วงอย่างนี้ก็บอกว่า คําวินิจฉัยของประธานถือเป็นที่สุด
ไม่ใช่ครับ ไม่ ๆ ครับ ท่านเข้าใจผิดครับ
เชิญครับ
คําวินิจฉัยของ ประธานถือเป็นเด็ดขาด ใช้ได้เฉพาะสําหรับข้อ ๔๕ เท่านั้นครับ ท่านอ่านดูให้ดีสิครับ ไม่ได้ใช้ไปทั้งข้อบังคับทั้งเล่มหรอกครับ เขาบอกว่าเวลาที่มีการประท้วง หรือมีการฝ่าฝืน ข้อบังคับแล้วเถียงกันไปเถียงกันมา คําวินิจฉัยของประธานในข้อนี้ในแง่นี้ในเรื่องนี้ถือว่า เป็นเด็ดขาด ถือว่าเป็นที่สุด แต่เรื่องอื่นไม่เกี่ยวหรอกครับ อย่างเช่นเรื่องที่เรากําลังพูดอยู่นี่ มันไม่เกี่ยวกับข้อ ๔๕ นี้เลยครับ
เขาก็ประท้วงผม ข้อ ๕ ด้วย ว่าผมไม่ดําเนินการประชุม ผมก็จะดําเนินการประชุมควบคุมไว้ด้วยความเรียบร้อยนะครับ เพราะฉะนั้นท่านประท้วงเรื่องเดิม ๆ ซึ่งเมื่อครั้งที่แล้วก็ประท้วงเรื่องนี้ ผมก็บอกว่าผมก็ ทําหน้าที่ ผมขออนุญาตได้ไหมครับ คุณหมอชลน่านพาดพิง เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน สมาชิกรัฐสภา ต้องขออนุญาต ใช้สิทธิพาดพิง ด้วยความเคารพท่านประธานและเพื่อนสมาชิกนะครับ ที่ได้กล่าวถึง ชื่อกระผมแล้วก็ในการอ้างข้อบังคับ ด้วยความเคารพเรื่องการขัดการแห่งผลประโยชน์ นะครับ ผมไม่ได้อ้างข้อบังคับครับ แต่อ้างบทบัญญัติรัฐธรรมนูญในส่วนที่ ๒ การกระทํา ที่เป็นการขัดแห่งผลประโยชน์ ซึ่งเขียนล้อมาจากรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๒ ก็ไม่เขียน รายละเอียด ในส่วนของสมาชิกรัฐสภา ก็เขียนในมาตรา ๒๖๕ กับมาตรา ๒๖๖ เขียนไว้ ชัดเจนครับ บทบัญญัติของกฎหมาย สารบัญญัติเขียนไว้อย่างไรมาเขียนขยายท่านต้อง ถือตามนั้น ถ้าท่านเอานอกจากรัฐธรรมนูญกําหนดแล้วแล้วใครจะมาเป็นผู้วินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญก็วินิจฉัยไม่ได้ครับ เพราะฉะนั้นประเด็นที่ผมได้นําเรียนท่านประธาน แล้วก็ ชี้แจงให้ท่านประธานฟังเพื่อปกป้องตัวกระผมเองไม่ให้เสียหายจากเพื่อนสมาชิกได้กล่าวหา ว่าผมเองได้กล่าวในสิ่งที่ไม่บังควร กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับ การอ่าน ต้องอ่านทั้งเล่มครับ อ่านให้ขาด ไม่ใช่ถือว่าอะไรเป็นประโยชน์กับตัวเองก็อ่านตัวเองไม่ใช่ ครับท่านประธาน ต้องเอาทั้งเล่มครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ คงไม่ต้องแล้ว นะครับ คุณหมอสุกิจนั่งเถอะครับ เอาให้คนอื่นบ้างนะครับ ก็เป็นความเห็นที่แตกต่างกัน ในการตีความนะครับ ผมว่าถ้ามันขัดแย้งกันเราก็ส่งไปศาลรัฐธรรมนูญหรือไปองค์กรใด ในการที่จะพิจารณานะครับ วันนี้ขอเถอะครับ นิดเดียวนะคุณหมอสุกิจนะครับ เดี๋ยวผม จะได้ให้อาจารย์วิรัตน์ได้พูดนะครับ เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ต้องขอกรณีที่ท่านสมาชิกได้พาดพิงว่าต้องอ่านทั้งเล่ม ผมก็อ่านทั้งเล่มครับ แต่ถ้าผมมี ความเห็นที่ต่างจากท่านแล้วผมผิดอะไรครับ เพราะว่ากฎหมายใครจะตีความไปทางไหนก็ได้ แต่ขอกราบเรียนว่าผมไม่อ่านแล้วก็ตีความเข้าข้างตัวเองครับ ท่านอ่านมาตรา ๑๒๒ ให้ชัด สิครับ แล้วผมเข้าข้างตัวเองตรงไหนครับ
ขอบคุณครับ เดี๋ยวท่านวิรัตน์ ผมเอาท่านปรีชาพลเมื่อสักครู่ยกมือไว้ก่อนนะครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดขอนแก่น ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิงตามข้อ ๔๕ ครับท่านประธาน เมื่อสักครู่ท่านประธานวิปฝ่ายค้าน ท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ขออภัยที่เอ่ยนาม ได้มีการกล่าวพาดพิงในกรณีที่ประชุมวิป ๓ ฝ่าย บอกว่ามีการไม่ทําตามข้อตกลง ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานไปถึงเพื่อนสมาชิก แล้วก็ผู้ที่ติดตามอยู่ครับ ถ้าไม่แก้เดี๋ยวจะเสียหายนะครับว่า มติที่ประชุมครั้งที่แล้วเป็นการ ประชุมวาระที่หนึ่ง ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งมติวิป ๓ ฝ่าย เห็นพ้องต้องกันระหว่าง วิปรัฐบาล วิปฝ่ายค้าน และวิปวุฒิสภา ซึ่งท่านประธานก็อยู่ด้วย ให้มีการประชุมร่วมกัน เป็นเวลา ๓ วัน เริ่มต้นตั้งแต่วันจันทร์ที่ ๑ เมษายน ๒๕๕๖ เวลา ๑๐.๓๐ นาฬิกา ถึงเวลา ๒๒.๐๐ นาฬิกา ต่อด้วยวันอังคารที่ ๒ เมษายน ๒๕๕๖ เวลา ๙.๓๐ นาฬิกา ถึงเวลา ๒๒.๐๐ นาฬิกา และวันสุดท้ายคือวันพุธที่ ๓ เมษายน ๒๕๕๖ เวลา ๙.๓๐ นาฬิกา ถึงเวลา ๒๒.๐๐ นาฬิกา กําหนดเวลาอภิปรายคือ ๓๖ ชั่วโมงครับท่านประธาน แบ่งเป็น เวลาของวุฒิสภา ๘ ชั่วโมง เวลาของ ส.ส. ๒๖ ชั่วโมง แบ่งเป็นฝ่ายค้าน ๑๑ ชั่วโมง และรัฐบาล ๑๕ ชั่วโมง ฉะนั้นท่านประธานที่เคารพครับ กรณีที่ท่านประธานวิปฝ่ายค้าน มาบอกว่ามีการแบ่งเวลากันเป็นรัฐ ๑๕ ชั่วโมง ฝ่ายค้าน ๑๕ ชั่วโมง วุฒิสภา ๘ ชั่วโมงนั้น ไม่เป็นความจริงแต่ประการใด ถ้าท่านประธานไม่เชื่อ ท่านประธานเองก็อยู่ในวิป ๓ ฝ่าย การพูดกล่าวลักษณะเช่นนี้นั้นผมว่าไม่ค่อยจะแฟร์ (Fair) กับวิปอีก ๒ ฝ่ายเท่าไรนัก ก็ขอ อนุญาตนําเรียนข้อมูลเพื่อให้ท่านประธานได้ทราบ และในวันนั้นเองท่านประธานครับ อาจจะมีคนโต้แย้งว่ายังใช้เวลาไม่หมดสิ้น ซึ่งก็กราบเรียนว่ามติวิป ๓ ฝ่าย ประชุม ๓ วันครับ สี่ทุ่มเลิกนะครับ นั่นคือมติวิป ๓ ฝ่าย และใช้เวลาอีกประมาณ ๒ ชั่วโมงในการโหวต เพราะว่าจะต้องมีการขานชื่อ ต้องใช้เวลาจํานวนเยอะพอสมควร วันนั้นถึงห้าทุ่มก็ยังไม่มี การสิ้นสุดการอภิปราย จนมีเพื่อนสมาชิกวุฒิสภาลุกขึ้นยืนเพื่อเสนอให้มีการปิดอภิปราย ฉะนั้นท่านประธานที่เคารพครับ อันนี้คือข้อเท็จจริงซึ่งดิ้นไม่ได้
เรื่องที่ ๒ ครับ เมื่อสักครู่ถกกันเยอะเหลือเกินครับท่านประธาน เรื่องของ มาตรา ๑๒๒ การขัดกันแห่งผลประโยชน์ ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่าฉบับนี้ ท่านประธานเองก็ชี้แจงไปแล้วท่านไม่ได้ลงชื่อ ถึงแม้ท่านจะลงชื่อท่านก็สามารถที่จะ ทําหน้าที่ได้อย่างเต็ม เรื่องที่ ๒ ก็คือว่า ประเด็นนี้นะครับ สภาชุดแล้วท่านประธานก็ เน้นย้ําไปแล้ว มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๙๓ ถึง มาตรา ๙๘ เรื่องเขตเลือกตั้ง ถ้าบอกว่าท่านประธานทําหน้าที่ไม่ได้ ถ้าบอกว่าเพื่อนสมาชิกทําหน้าที่ไม่ได้ ทําไมการแก้ไข รัฐธรรมนูญฉบับตอนนั้น เพื่อนสมาชิก ส.ส. ๕๐๐ คน ทําหน้าที่ได้ ไม่ขัดกัน แห่งผลประโยชน์หรือครับท่านประธาน ฉะนั้นท่านประธานครับ เดินหน้าต่อไปครับ ท่านประธาน อย่าให้เสียงส่วนน้อยทําให้การทํางานขององค์ประชุมของเรา ของรัฐสภา ของเรานั้นไม่สามารเดินหน้าต่อไปได้ กราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ทุกอย่าง ผมวินิจฉัยหมดแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นผมจะให้ท่านวิรัตน์อีกท่านครับ เชิญท่านวิรัตน์ครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม วิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เรียนท่านประธานด้วยความเคารพนะครับว่า ท่านประธานมีอํานาจวินิจฉัยข้อบังคับชัดเจนครับ เพราะว่าตามข้อ ๔๕ ถ้าสมาชิกรัฐสภา ผู้ใดประท้วงว่ามีการฝ่าฝืนข้อบังคับ อันนี้ท่านประธานมีอํานาจเต็ม แต่สิ่งที่กระผมกําลัง กราบเรียนต่อไปนี้เป็นเรื่องที่สมาชิกรัฐสภากําลังนําเสนอท่านประธานด้วยความเคารพว่า ท่านประธานกระทําการที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งท่านประธานไม่มีอํานาจวินิจฉัยรัฐธรรมนูญ เหตุผลที่กราบเรียนเพื่อความเข้าใจครับ เพราะว่าในรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๒๒ ชัดเจนครับว่า ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทย โดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ตรงนี้เองครับท่านประธาน ผมไปอ่านหนังสือ แทบลอยด์ของไทยโพสต์ ท่านประธานให้สัมภาษณ์ รูปท่านประธานเต็มอยู่นะครับ มีจุดอยู่ ๒-๓ เรื่องนะครับ
ประการแรกก็คือว่า ๑. เป็นการปลดล็อก (Lock) ที่ให้ ส.ว. ซึ่งปกติแล้วลงได้ สมัยเดียวลงได้อย่างไม่จํากัด
ประการที่ ๒ ท่านประธานให้สัมภาษณ์ว่าคนอย่างผมน่ารังเกียจหรือ ทําไม ผมต้องโดนล็อก แปลความได้อย่างชัดเจนว่า ท่านประธานจะลงเลือกตั้งอีก เพราะฉะนั้น การที่ปลดล็อก แล้วท่านประธานยืนยันว่าท่านจะลงเลือกตั้งอีก นี่คือการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ซึ่งรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๒ ห้ามท่านประธานไว้อย่างชัดเจน ตรงนี้เองคือข้อห้าม ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๒ ครับท่านประธาน จึงเป็นเรื่องที่ท่านประธานจะต้องคํานึง ในเรื่องนี้ให้อย่างยิ่ง เพราะว่าถ้าขัดกันแห่งผลประโยชน์แล้ว สิ่งที่จะตามมาอาจจะทําให้ การพิจารณาในวาระสอง วาระสาม ไม่ชอบ ซึ่งอาจจะต้องดําเนินการตามองค์กรที่มีอํานาจ หน้าที่ ก็เรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่าตัวท่านเองไม่มีอํานาจวินิจฉัยรัฐธรรมนูญ และจะบอกว่ามีการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญแล้ว ท่านประธานชี้แล้วนี่จบ อันนี้จบไม่ได้ครับ ท่านไม่มีอํานาจวินิจฉัยรัฐธรรมนูญ ด้วยความเคารพครับ
ขอบคุณครับ ผมไม่ได้ วินิจฉัยรัฐธรรมนูญอะไรสักอย่างครับ ผมก็อ่านตามร่างที่กรรมาธิการเสนอมาครับ ผมว่า เพียงพอนะครับ เพียงพอที่จะดําเนินการแล้วครับ ไม่ได้พาดพิงอะไรถึงท่านเลยครับ ไม่ได้ พาดพิงท่านประเสริฐนะครับ ผมขออย่างนี้ครับ เดี๋ยวผมจะให้นะครับ ถ้าจะให้ผมก็จะให้ ท่านธีระชาติมากกว่าเพราะยืนนานแล้ว ไม่ต้องประท้วงผมหรอกครับ เดี๋ยวสิครับ เขายกมา ตั้งแต่คนแรก เพียงแต่ว่าถ้าเขายืนขึ้นผมให้เขาตั้งแต่แรกแล้วครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายธีระชาติ ปางวิรุฬห์รักษ์ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชุมพร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธาน ที่เคารพครับ ฟังสมาชิกหลายท่านพูดถึงการทําหน้าที่ของท่านประธานแล้ว ก็อยากแสดง ความคิดเห็นในฐานะเป็นนักกฎหมายคนหนึ่งนะครับท่านประธาน ผมเองก็เป็นคนหนึ่ง ซึ่งไม่ค่อยใช้เวลาของสภามากมายนักถ้าไม่จําเป็น แต่วันนี้คิดว่าคงต้องแสดงความคิดเห็น ให้กับท่านประธาน เผื่อที่ท่านประธานฟังไปแล้วท่านประธานจะได้คิดอะไรได้สักนิดหนึ่ง คือที่สมาชิกหลายคนพูดในทํานองว่า อาจจะขัดกันแห่งผลประโยชน์ตามบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๒ ซึ่งอาจจะโยงไปถึงมาตรา ๒๖๕ มาตรา ๒๖๖ นั้น โดยส่วนตัว กระผม ผมยังไม่มองไปลึกถึงขนาดนั้นหรอกครับท่านประธาน นั่นเป็นเรื่องที่ไกลเกินไป แต่ต้องถามหาว่าวันนี้อย่างน้อยที่สุดกฎหมาย ๑ ฉบับ ที่ท่านประธานลงชื่อในญัตตินี้ ถามว่า ความเหมาะสมในการปฏิบัติหน้าที่ของท่านประธานมีความเหมาะสมไหม เพราะต้องเรียน ยืนยันว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีส่วนได้เสียครับท่านประธาน เป็นเรื่องมีส่วนได้เสีย ซึ่งทุกคน ฟังแล้วเข้าใจหมด
ท่านธีระชาติ เดี๋ยวครับ ท่านจิรายุประท้วงท่านครับ
เป็นเรื่อง มีส่วนได้เสียครับ ผมเองถ้าทําหน้าที่ประธานตรงไหน ผมจะไม่นั่งทําหน้าที่ประธาน ถ้าในส่วนที่ผมมีส่วนได้เสียครับ นี่คือสิ่งที่นักกฎหมายเขาสอนกันมาอย่างนี้ครับท่านประธาน
เดี๋ยวให้ท่านจิรายุประท้วง ก่อนครับ
และเรื่อง แบ่งเขต รวมเขต นี่ ส.ส. ก็ไม่ได้มีส่วนได้เสียนะครับเรื่องนี้ ผมจะเรียนท่านประธานอย่างนั้น เดี๋ยวจะหาว่าพวกผมมีส่วนได้เสียเหมือนกัน
เดี๋ยวให้ท่านจิรายุประท้วง ก่อนครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกรัฐสภาครับ ขอประท้วงผู้ที่ กําลังอภิปรายตามข้อบังคับ ข้อ ๔๕ แล้วก็ประท้วงท่านประธานตามข้อ ๕ ท่านประธาน ฟังมาตั้งนานท่านประธานต้องตัดเกม (Game) มันแผ่นเสียงตกร่องหลายรอบแล้วครับ ท่านประธานได้โปรดวินิจฉัย ข้อ ๔๕ และข้อ ๕ ด้วยนะครับ
ไม่ตกร่อง หรอกครับ ผมไม่ใช่คนพูดมากในสภาเหมือนกับคุณ
ไม่เป็นอะไร นาน ๆ ท่านธีระชาติท่านจะพูดสักทีนะครับ ท่านสรุปได้เลยนะครับ เพราะว่าผมก็ให้โอกาสท่าน มาเยอะพอสมควรแล้ว
คือผม เรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับ ผมกับท่านประธานก็เคารพกันนับถือส่วนตัว ผมคิดว่าวันนี้ผมมาเรียกร้องเรื่องการมีส่วนได้เสียของท่านประธานมากกว่า ความเหมาะสม มากกว่า ผมไม่ลึกถึงในเรื่องคอนฟลิคท์ ออฟ อินเทอเรสท์ (Conflict of Interest) หรอกครับ มาตรา ๑๒๒ โยงไปมาตรา ๒๖๕ มาตรา ๒๖๖ ผมไม่พูดถึง ผมถือว่ามันยังไกลเกินเหตุ แต่ว่าวันนี้ ส.ว. รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นะครับ ผมศึกษามา เขาให้เป็นรอบเดียวจบทั้งนั้น ละครับ วันนี้จะแก้แล้วก็ต่อเนื่องต่ออํานาจกันเรื่อย ๆ มันมีส่วนได้เสียครับ ส่วนได้เสีย ชัดเจน เมื่อมีส่วนได้เสียต้องถอนตัวครับ ต้องไม่ทําหน้าที่ แล้วสังคมจะสรรเสริญเยินยอท่าน ท่านจะทําหน้าที่ได้อย่างสง่างาม แต่ถ้าหากท่านตัดตัวไม่พ้นจากในเรื่องของการมีผลประโยชน์ ส่วนได้เสีย ผมถือว่าท่านประธานก็ทําไม่ถูกครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณครับ ผมวินิจฉัย นะครับ ท่านธีระชาติ ผมขอวินิจฉัยนิดหนึ่งนะครับ คือท่านอย่าเพิ่งคิดไปไกลว่าแก้แล้ว แก้เพื่อตัวผมเอง ไม่ใช่นะครับ นี่ก็คือแก้ในหลักการ ที่ผมทําหน้าที่ก็คือเมื่อท่านยื่นเข้ามา ผมก็ทําหน้าที่ประธาน แล้วท่านจะรู้ได้อย่างไรผมจะลงไม่ลง ท่านอย่าเพิ่งนะครับ เดี๋ยวผมให้ ท่านสุพจน์ก่อน เอาให้ ส.ว. บ้าง เดี๋ยวเขาจะว่าผมนะครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายสุพจน์ เลียดประถม สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดตราด ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ก็ต้องกราบเรียนต่อท่านประธานว่านั่งฟังอยู่นานแล้วท่านประธาน นั่งฟังอยู่นาน เรื่องประเด็นที่มาของ ส.ว. จริง ๆ ก็ยังไม่ได้เข้าเนื้อหา ผมเองก็เป็นผู้หนึ่งที่ขอแปรญัตติไว้ แล้วก็มีหลายประเด็นที่ไม่เห็นด้วย ผมเป็น ส.ว. มาจากการเลือกตั้งท่านประธาน วันนี้เราพูด กันเยอะเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน เรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ท่านประธานครับ อํานาจหน้าที่การแก้ไขของรัฐธรรมนูญ บัญญัตติไว้อย่างชัดเจนท่าประธาน ในมาตรา ๒๙๑ ถ้าเราจะกรุณาเปิดดูให้พร้อมกัน การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ให้กระทําได้ตามหลักเกณฑ์ และวิธีการดังต่อไปนี้ ก็เห็นชัดเจนท่านประธาน เป็นอํานาจหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภา อยู่ใน (๑) (๒) ผมคงไม่ขออนุญาตลงไปในรายละเอียด ถ้าเราจะมาดูในมาตรา ๒๓๐ ของ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ครับท่านประธาน ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่ประชุมวุฒิสภา หรือที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา สมาชิกผู้ใดจะกล่าวถ้อยคําในทางแถลงข้อเท็จจริง แสดงความคิดเห็น หรือออกเสียงลงคะแนน ย่อมเป็นเอกสิทธิ์โดยเด็ดขาด ผู้ใดจะนําไป เป็นเหตุฟ้องร้องว่ากล่าวสมาชิกผู้นั้นในทางใดมิได้ นี่ก็เป็นอีกมาตราหนึ่งซึ่งผมเห็นว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้เป็นเรื่องของรัฐสภาที่เราจะต้องพิจารณาร่วมกัน ถ้าเราไปดูประเด็น ที่ว่ามีประโยชน์ได้เสีย วันนี้สมาชิกวุฒิสภาก็คงไม่สามารถเข้าพิจารณารัฐธรรมนูญ การได้มา ที่มาของ ส.ว. ได้ครับท่านประธาน ถ้าเราจะมองให้ลึก ท่านประธานครับ เพราะอภิปรายกัน ไปเยอะ เรามาดูร่างของกรรมาธิการ จริง ๆ ผมยังไม่อยากลงในรายละเอียด แต่ต้อง ขออนุญาตพูด เพราะก็นั่งฟังมานาน ร่างที่มีการแก้ไขของกรรมาธิการไม่ได้เป็นเหมือนร่าง ที่เสนอ ผู้ที่สังกัดพรรคการเมืองเมื่อลาออกก็ลงได้เลย คนที่แพ้เลือกตั้ง แพ้เลือกตั้งอะไร ก็แล้วแต่ก็ลงได้เลย เพราะฉะนั้นก็จะมีคนได้ มีคนเสียมากขึ้น ผมมองว่าหลายประเด็น มันเกี่ยวเนื่องกันไปหมดครับท่านประธาน การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้มันเกี่ยวเนื่องกับ บุคคลหลาย ๆ คน เพราะฉะนั้นเราจะไปบอกว่าสมาชิกวุฒิสภาก็อยู่ในสถานที่แห่งนี้ก็เป็น ผู้มีส่วนได้เสีย มันเป็นประเด็นที่จะต้องพิจารณา
ประการสุดท้ายครับท่านประธาน ผมเองก็อยู่ในเหตุการณ์การแก้ไข รัฐธรรมนูญครั้งที่แล้ว เรื่องบัญชีรายชื่อ เรื่องเขตเลือกตั้ง ผมเองไม่เคยอภิปรายนะครับว่า ท่านที่นั่งพิจารณารัฐธรรมนูญในการแก้ไขปี ๒๕๕๔ ในครั้งนั้น หลายท่านมีส่วนได้เสีย หลายท่านถ้ามีการแบ่งเขตใหม่ได้เปรียบ หลายท่านที่มีการแบ่งเขตใหม่เสียเปรียบ ประเด็น เหล่านี้เราไม่เคยพูดเลยท่านประธาน ผมถือว่าเป็นอํานาจของรัฐสภาแห่งนี้ที่เราจะพิจารณา ร่วมกัน เพราะฉะนั้นผมเห็นว่าประเด็นเหล่านี้ท่านอย่าเพิ่งลงไปลึกในรายละเอียด ถึงเวลา ท่านใดจะลงเลือกตั้งหรือไม่นี้ก็ยังเป็นเรื่องอนาคต คนที่ลุกขึ้นยืนอยู่ตอนนี้ก็ยังไม่แน่ใจว่า จะลงเลือกตั้งหรือไม่ และถ้าลงเลือกตั้งแล้ว หลายท่านก็ผ่านการเลือกตั้งมานะครับ ท่านประธาน ไปจับมือใครกาลงคะแนนได้ครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นเรื่องเหล่านี้ เป็นเรื่องในอนาคต แต่อํานาจการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตอนนี้เรามาตามช่องทางมาตรา ๒๙๑ ครับท่านประธาน มันเป็นอํานาจของรัฐสภาแห่งนี้ ผมเองไม่เคยให้เครดิต คนที่ไปยื่นฟ้อง หรือองค์กรต่าง ๆ ที่มาก้าวล่วงรัฐสภาแห่งนี้ผมไม่เคยให้เครดิต เพราะฉะนั้นจึงขออนุญาต กราบเรียนต่อท่านประธานว่าเรื่องเหล่านี้เป็นประเด็นในเนื้อหา ในรายละเอียด เดี๋ยวได้ อภิปราย ไปลงมติ แปรญัตติ อภิปรายหลักการ เหตุผลกัน โต้เถียงกันในรายละเอียด ผมว่า ตรงนั้นน่าจะมีเหตุผลมากกว่า
สุดท้ายจริง ๆ ท่านประธาน ผมก็ต้องเรียนต่อกรรมาธิการนะครับ หลายประเด็นที่ท่านแก้ไขผมไม่ได้เห็นด้วย ผมไม่ได้ยืนลุกขึ้นอภิปรายเพื่อสนับสนุน กรรมาธิการ เพราะฉะนั้นผมพูดในหลักการ ขอบคุณท่านประธานครับที่ให้เวลาวุฒิสภาบ้าง ยังไม่ได้พูดเลยครับท่านประธาน ผมเพิ่งพูดคนแรกของฝั่งวุฒิสภา ขอให้ท่านประธาน มองขวาบ้างครับ ขอบคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ เชิญคุณหมอวรงค์ครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตประท้วงเพื่อนสมาชิกตามข้อบังคับ ข้อ ๔๕ ส่วนหนึ่งก็ เป็นการใช้สิทธิพาดพิงถึงผม แล้วก็ต้องการจะชี้แจงประเด็น เพราะผมเห็นเพื่อนหลายท่าน พยายามโยงไปเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่แล้ว ซึ่งครั้งที่แล้วกับครั้งนี้เอามาเปรียบเทียบ กันไม่ได้ ครั้งที่แล้วไม่ได้เพิ่มสิทธิพวกผมเป็นกรณีพิเศษครับ ส.ส. ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน ไม่ได้มีสิทธิเพิ่มขึ้น และจุดที่ต้องการจะชี้ บางคนบอกว่ามีการแบ่งเขตโน้นแบ่งเขตนี้ มันไม่ใช่เรื่องของรัฐธรรมนูญ มันเป็นเรื่องของ กกต. ถ้าจะตําหนิต้องไปตําหนิ กกต. นี่คือประเด็นที่ ๑ ครับ
ประเด็นที่ ๒ เห็นหลายคนพยายามโยงมาตรา ๒๖๕ แม้แต่เพื่อน ขออนุญาต เอ่ยนาม คือท่านชลน่าน มาตรา ๒๖๕ กับมาตรา ๑๒๒ เอามาเปรียบเทียบกันไม่ได้ มาตรา ๒๖๕ ในวรรคที่มีการพาดพิงถึงกัน ขออนุญาตอ่านให้ท่านประธานเข้าใจนะครับ ในมาตรา ๒๖๕ เขียนไว้ชัดเจนกรณีการรับประโยชน์ทับซ้อนเขียนไว้ชัดเจนว่าบทบัญญัติ มาตรานี้มิให้ใช้บังคับในกรณีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภารับเบี้ยหวัด บําเหน็จ บํานาญ เงินปีพระบรมวงศานุวงศ์ อันนี้รับได้ หรือเงินอื่นใดในลักษณะเดียวกัน ก็เท่ากับว่ารับได้ และมิให้ใช้บังคับกรณีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา รับหรือดํารงตําแหน่งกรรมาธิการของรัฐสภา เท่ากับพวกเรานั้นเป็นกรรมาธิการได้ สภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาหรือกรรมการที่ได้รับแต่งตั้งในการบริหารราชการแผ่นดิน ก็คือเท่ากับพวกเราบางคนไปเป็นรัฐมนตรีได้ ประเด็นมีอยู่แค่นี้ ดังนั้นเฉพาะมาตรา ๑๒๒ คือเรื่องประโยชน์ทับซ้อน ผมต้องเรียกร้องเพื่อนสมาชิกว่าเวลาถกกันเราต้องอย่าเอาเฉพาะ ประโยชน์ของตัวเอง เช่น เอามาตรา ๒๙๑ มาอ้างมาตราเดียวมันจะต้องสัมพันธ์กัน ผมใช้คําว่า มาตรา ๑๒๒ คือการเพิ่มสิทธิของพวกท่านครับ ต้องถามท่านประธานว่าท่านจะรับสิทธิอันนี้ หรือไม่ ถ้ามีการแก้ไขแล้วสิทธิของท่านเกิดขึ้นเดี๋ยวนี้ครับ แล้วเพื่อนสมาชิกบางส่วนที่เป็น ส.ว. ก็มีสิทธิเกิดขึ้นอันนี้คือผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งต้องทําความเข้าใจกันครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณมากนะครับ อภิปรายกันมาพอสมควรแล้วนะครับ ทั้งประท้วง ทั้งอภิปรายนะครับ ผมจะให้ เดี๋ยวท่าน วันชัยจะโกรธผมแล้วนะครับ เอาท่านวันชัย เดี๋ยวจะมาโกรธผม ผมว่าท่านวิรัตน์พอแล้ว นะครับ เดี๋ยวค่อยว่ากันเดี๋ยวว่ากัน
ท่านประธานที่เคารพ
เชิญครับ
กระผม วันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา ท่านประธานครับ ความจริงแล้วผมไม่อยากจะพูดถึงท่านให้เสียหาย สิ่งที่ผมจะลุกขึ้นมาพูดอยากจะปกป้องตัวท่านประธาน แล้วก็อยากรักษาเกียรติยศ ของท่านประธาน แล้วก็อยากจะรักษาความสง่างามของท่านประธานแห่งวุฒิสภา ซึ่งผมเป็น สมาชิกอยู่กับท่าน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจะไม่ขอพูดถึงข้อบังคับ ผมจะไม่ขอพูดถึง รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๒ ถึงมาตรา ๑๒๕ ที่เพื่อนสมาชิกได้กล่าวมาแล้วถึงความเป็นกลาง แต่ผมอยากจะขออนุญาตพูดเรื่องมารยาทและจริยธรรม รวมทั้งจรรยาบรรณ
ท่านวันชัยครับ อย่างนี้ ผมอนุญาตไม่ได้นะครับ วันนี้เรากําลังพิจารณาเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
กําลังจะเข้าเรื่อง ถึงความเป็นกลาง ทําไมท่านอื่น
ผมอนุญาตไม่ได้นะครับ
ทําไมครับ
เพราะท่านกําลังจะพูด เรื่องอื่นนะครับ แล้วก็ท่านพูดเรื่องมารยาทอะไรต่าง ๆ นะครับ
ไม่ ๆ เรื่องข้อบังคับและ จรรยาบรรณของสมาชิกวุฒิสภาครับ ท่านจะดูจรรยาบรรณหน่อยไหมครับ
เดี๋ยวท่านพิชิตมีเรื่อง ประท้วงท่านครับ ท่านพิชิต เชิญครับ
นี่ละผมว่าท่านถึงน่าจะ มีปัญหาในการทําหน้าที่ครับ
ท่านวันชัยเดี๋ยวนะครับ ท่านพิชิตประท้วงอะไรครับ
ผม พิชิต ชื่นบาน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงท่านประธานและประท้วงผู้ที่ลุกขึ้นประท้วง ขณะนี้ที่เหตุผลที่ผมประท้วงครับ คือท่านกําลังปฏิบัติหน้าที่ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๕ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๕ บัญญัติไว้ชัดแจ้งว่าท่านต้องดําเนินการตามข้อบังคับ วรรคสองนี้นะครับได้เขียนว่าท่านต้องวางตัวเป็นกลาง เป็นกลางก็คือเป็นกลางการปฏิบัติ ตามข้อบังคับให้เป็นกลาง ขณะนี้มันไม่มีพฤติการณ์ใด ๆ นี่นะครับว่าท่านไม่เป็นกลาง ในข้อบังคับตรงไหน ผู้ที่ลุกขึ้นมาประท้วงก็บอกว่าไม่ต้องสนใจข้อบังคับ มันไม่ได้ครับ รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ในมาตรา ๑๒๕ ว่าท่านต้องทําตามข้อบังคับ ส่วนผลประโยชน์ที่ว่า ผลประโยชน์ขัดกัน ร่างนี้นะครับ นําไปสู่การเลือกตั้งให้มี ส.ว. มาจากการเลือกตั้ง ผลประโยชน์มันเป็นผลประโยชน์ของประชาชนครับ ไม่ใช่ผลประโยชน์ของใครครับ ผมพูด ชัด ๆ อย่างนี้ครับ ขอบคุณครับ
ผมวินิจฉัยนะครับ
ท่านประธานครับ
เดี๋ยวครับท่านวันชัย ผมกําลังดําเนินการประชุมนะครับ เพราะวันนี้เป็นการประชุมการแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระที่สอง ท่านวันชัยพูดมาบอกจะไม่อาศัยข้อบังคับ จะมาพูดบทแนะนํา
ไม่ใช่ ผมเพียงแต่ว่า ผมจะไม่พูดถึงข้อบังคับกับรัฐธรรมนูญ เพราะคนอื่นพูดมาเยอะแล้ว
เพราะฉะนั้นท่านไม่ได้ครับ เพราะวันนี้เรา
นี่ละครับท่านประธาน ผมขอให้ผมพูดอีกนิดเดียว ผมพูด ๑ นาที
ไม่ใช่ ท่านฟังผมก่อน ท่านจะพูดอะไรไม่ได้นะครับ เพราะวันนี้เรากําลังพิจารณาเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ท่านนั่งเลยผมไม่อนุญาตแล้วครับ ท่านพิชิตไม่ต้อง เอาท่านวิรัตน์ครับ เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม วิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมต้องกราบเรียนท่านประธานว่าผมได้รับความเสียหายจากการ อภิปรายของเพื่อนสมาชิกฝั่งวุฒิสภา พาดพิงว่าไม่ให้เครดิต (Credit) กับคนที่ร้องถอดถอน ผมเป็นคนหนึ่งที่ยื่นร้องถอดถอนกรณีการขัดกันแห่งผลประโยชน์ แต่คําอภิปรายของท่าน บางส่วนมีประโยชน์ ก็คือว่า ส.ว. ที่ลงชื่อญัตตินี้ไม่ควรเข้าร่วมประชุมอันนี้ผมเห็นด้วย ผมคิดว่าคนที่ลงชื่อส่วนที่เป็น ส.ว. น่าจะใช้ดุลยพินิจตัวเองได้ ต้องกราบเรียนท่านประธาน ว่ากรณีผลประโยชน์ขัดกันในชั้นกรรมาธิการไม่ได้เขียนเลยว่า ไม่มีผลบังคับกับ ส.ว. ชุดนี้ แปลว่ารัฐธรรมนูญเดิมปลดล็อกไว้ลงได้สมัยเดียว ต่อไปพอเปิดล็อกทุกคนก็ลงได้ รวมถึงสมาชิกชุดนี้ ซึ่งแปลว่านี่คือการขัดกันแห่งผลประโยชน์อย่างแท้จริง ซึ่งรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๒ เขียนไว้ชัดเจน และท่านประธานไม่มีอํานาจวินิจฉัยข้อรัฐธรรมนูญ ท่านวินิจฉัยได้แค่ข้อบังคับ ด้วยความเคารพครับท่านประธานครับ
ขอบคุณท่านวิรัตน์ครับ ถ้าผมทําหรือว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญท่านก็สามารถที่จะใช้อํานาจศาลในการที่จะยื่นไปนะครับ เอาอย่างนี้ไม่ต้อง
(นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภาภาคเอกชน ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ท่านวันชัยจะพูดเรื่อง รัฐธรรมนูญนะครับ เรื่องข้อบังคับนะครับ ถ้าจะพูดเรื่องอื่นผมไม่อนุญาต เชิญครับ
ผมจะพูดเรื่อง รัฐธรรมนูญ ความจริงแล้วผมเห็นคนอื่นอภิปรายมาเยอะ เพราะฉะนั้นผมก็เลยลงไป ในรายละเอียดของรัฐธรรมนูญ แต่เอาละท่านจะให้ผมพูดเรื่องรัฐธรรมนูญ ผมขออนุญาต สักเล็กน้อยครับท่านประธาน รัฐธรรมนูญนี้พูดถึงความเป็นกลางทางการเมือง
เดี๋ยวครับ พอท่านจะพูดปั๊บ ท่านวิทยาท่านประท้วงอีกแล้ว เดี๋ยวครับ ท่านวิทยาเชิญครับ ไม่ใช่ครับ มีผู้ประท้วงจะให้ผม ทําอย่างไรครับ ผมก็ทําตามข้อบังคับที่พวกท่านร่างมา ท่านร่างให้ผมทําหน้าที่อย่างนี้ เชิญท่านวิทยาครับ
ขออนุญาตท่านประธานครับ กระผม วิทยา บุรณศิริ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานผมประท้วง ท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๕ ท่านประธานต้องปฏิบัติหน้าที่ นี่วาระที่สองนะครับ ยังปล่อยให้คนอื่นมาพูดเรื่องรัฐธรรมนูญ กรรมาธิการพิจารณาแล้วเสร็จ นําเสนอสู่รัฐสภา ท่านประธานบรรจุระเบียบวาระ ท่านประธานชี้แจงมากพอแล้วครับท่านประธาน ผมขอ ประท้วงท่านประธานให้ปฏิบัติตามข้อบังคับ ข้อ ๕ ครับ
ขอบคุณครับ ผมกําลังจะ ดําเนินการนะครับ เพราะฉะนั้นเอาท่านวันชัยนะครับ จะให้จบรวดเร็วนะครับ
ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน
ท่านประท้วงเรื่องอะไรครับ เชิญท่านสมชายครับ
ท่านประธานครับ ผมขอประท้วงครับ ผม สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา
ท่านบอกข้อประท้วงมาครับ
ผมประท้วง ท่านประธานตามมาตรฐานที่เมื่อสักครู่ท่านประธานใช้นะครับ ท่านวันชัยกําลังอภิปรายอยู่ ท่านประธาน ผมประท้วงท่านประธานในฐานะ ข้อ ๕ ซึ่งมีอํานาจหน้าที่เป็นประธาน ของที่ประชุมรัฐสภา ซึ่งท่านประธานต้องดําเนินการตามรัฐธรรมนูญในเรื่องของการวางตน เป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ ท่านประธาน ท่านวันชัยกําลังจะขอหารือท่านประธาน ซึ่งท่านประธานต้องเดินให้จบครับ แล้วผู้ประท้วงนั้นท่านประธานรอสักนิดหนึ่ง ขออนุญาต เพราะมันจะได้เดินต่อไปได้ และผมก็ยังมีเรื่องที่ต้องหารือท่านประธาน ก็จะต้องใช้ เรื่องหารือเหมือนกันครับท่านประธาน
ได้ ๆ ท่านไม่ต้องห่วงครับ ผมนั่งตรงกลางเป๊ะตอนนี้นะครับ ท่านมาดูสิครับ ผมนั่งตรงกลาง เชิญครับท่านวันชัย
ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน อย่างนี้ครับผมถึงบอกว่าผมกําลังต้องการปกป้องศักดิ์ศรีของท่านประธานของผม เพราะท่านกําลังทําหน้าที่อย่างนี้ดีท่านประธานครับ ผมกราบเรียนเรื่องความเป็นกลาง เมื่อสักครู่นี้ว่าองค์กรต่าง ๆ นี้ท่านประธานครับ แค่คณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้าง ตัวเอง มีผลประโยชน์ได้เสียนี่เขายังถอนตัวเลยครับ และแม้แต่อนุญาโตตุลาการหรือศาลปรากฏว่า ตัวเองมีส่วนได้เสียหรือญาติพี่น้องมีส่วนได้เสียหรือเกี่ยวข้องกับคดี เขายังขอถอนตัว ผมกราบเรียนว่าท่านเองทําหน้าที่ตรงนี้จะต้องมีหน้าที่วินิจฉัยต่าง ๆ แต่ท่านเองจะต้อง วางตัวในการวินิจฉัยแต่ละประเด็นที่ถกเถียงกัน ความเป็นกลางทําให้เขาเคลือบแคลงสงสัย เพราะฉะนั้นผมกําลังจะกราบเรียนต่อท่านประธาน นิดเดียวครับ ท่านอย่าเพิ่งกดเลยครับ ผมจะจบแล้ว ผมถึงบอกว่ามารยาทและจริยธรรมมันเหนือว่าข้อบังคับและกฎหมายเสียอีก ซึ่งประธานผมควรมีครับ กราบขอบพระคุณครับ
ท่านสมาชิกครับ พอสมควรแล้ว ผมขอดําเนินการตามข้อบังคับการประชุม ผมขอไปที่ข้อ ๑๙ ดําเนินตามระเบียบวาระ การประชุม ท่านไม่ต้องประท้วงแล้วครับ เพราะว่าผมพูดหลายครั้งแล้ว ท่านสมาชิกครับ ผมได้ให้โอกาสกับท่านสมาชิกมา ๑ ชั่วโมงแล้วในการที่จะ ท่านไม่ต้องครับ อย่างนี้ครับ คือท่านประท้วงในเรื่องเดิม ๆ ผมก็วินิจฉัยไปพูดไม่รู้กี่ครั้ง เพราะฉะนั้นผมก็จะไม่แล้วครับ ผมขอใช้อํานาจตามข้อบังคับการประชุม คือเมื่อท่านให้ผมดําเนินการในข้อ ๕ ผมก็ ดําเนินการนะครับ
(นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา ได้ยืน และยกมือขึ้น)
ท่านจะประท้วงผม ท่านประเสริฐครับ ท่านต้องบอกข้อประท้วงผม แล้วสิ่งที่ผมวินิจฉัยไปแล้วนี้ เพราะฉะนั้น คนอื่นนั่งได้ ผมจะให้โอกาสท่านประเสริฐได้พูดหน่อยครับ เชิญท่านประเสริฐครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะที่เป็นสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมประท้วงท่านประธานตามข้อ ๕ ท่านประธานไม่ได้อนุญาตเลย ให้ผู้ที่ได้รับความเสียหายใช้สิทธิพาดพิงตามข้อบังคับ ข้อ ๔๕ วรรคสอง ท่านประธาน ฟังสมาชิกซีกรัฐบาลอภิปรายถึงเรื่องการประชุมกล่าวพาดพิงไปถึงวิปฝ่ายค้าน กล่าวพาดพิง ไปถึงท่านประธานวิปฝ่ายค้านว่าพูดเท็จ แล้วอย่างนี้ท่านประธานฟังได้ แล้วท่านประธาน ก็บอกว่าไม่เกิดความเสียหาย ผมคิดว่าการปฏิบัติหน้าที่ของท่านประธานในวันนี้ ท่านประธานต้องใจเย็น ๆ ครับ เปิดให้สมาชิกอภิปรายได้ครบถ้วนกระบวนการ เมื่อสักครู่ ท่านประธานได้ให้สมาชิกวุฒิสภาท่านหนึ่งท่านแรกพูดจนจบความผมว่าเป็นความถูกต้อง แต่ในขณะเดียวกันท่านประธานก็ต้องให้สิทธิซีกฝ่ายค้านพูดได้จบกระบวนการจบข้อความ เหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในข้อความที่ได้รับความเสียหาย ผมคิดว่าซีกรัฐบาลพูดถึง การอภิปราย เวลาที่ใช้ ประเด็นนี้ผมคิดว่าเดี๋ยวจะขออนุญาตท่านประธานครับ เพื่อให้ ครบถ้วนสมบูรณ์ยิ่ง ก็จะอยากจะให้ท่านประธานอนุญาตให้ประธานวิปฝ่ายค้านได้ชี้แจง ในความเสียหายนั้นครับ อนุญาตไหมครับ
ได้ ๆ เดี๋ยวท่านประเสริฐ นั่งลงได้แล้ว ผมจะขออนุญาตให้ท่านจุรินทร์ ท่านบุญยอดท่านจะได้นั่งสักที เมื่อกี้ผมยังไม่ได้ วินิจฉัย คําของท่านว่าอย่างไรครับ ท่านจุรินทร์เดี๋ยวนะครับ
กราบเรียนท่านผู้ทําหน้าที่ประธานรัฐสภา บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกรัฐสภา ผมได้ประท้วง ท่านว่าท่านไม่น่าจะมีสิทธิในการที่จะมาวินิจฉัยว่าท่านควรจะนั่งอยู่ในตําแหน่งนี้ต่อไป หรือไม่ ผมจึงขอหารือกับท่านว่าขอให้พักการประชุมแล้วให้ท่านประธานสมศักดิ์ขึ้นมา วินิจฉัยเรื่องนี้แทน ท่านก็เลยข้ามเรื่องนี้ไป ท่านกล้า ๆ หน่อยครับ กล้า ๆ สง่างามหน่อยครับ ว่าท่านจะวินิจฉัยเรื่องนี้อย่างไร ผมขอให้ท่านยุติการประชุมสักครู่หนึ่งครับ และให้ ท่านประธานรัฐสภาตัวจริงขึ้นมารับฟังสิ่งต่าง ๆ ที่สมาชิกกําลังหารืออยู่ในขณะนี้ และประท้วงอยู่ในขณะนี้ กรุณาวินิจฉัยครับ
ผมวินิจฉัยแล้วนะครับว่า ผมจะดําเนินการประชุมตามข้อ ๑๙ ก็คือดําเนินการตามวาระ ถ้าท่านมีประเด็นที่สงสัยว่า ผมจะทําตัวไม่เป็นกลางท่านก็สามารถที่จะท้วงติง หรือถ้าผมทําผิดรัฐธรรมนูญท่านก็สามารถ ที่จะยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ถูกไหมครับ คือผมไม่อยากขออํานาจที่ประชุมนะครับว่า ดําเนินการอย่างไรต่อไป เพราะฉะนั้นผมวินิจฉัยเรียบร้อยแล้ว ท่านนั่งลงเถอะครับ ผมวินิจฉัยว่าผมจะดําเนินการประชุมตามข้อบังคับ ข้อ ๔๙ ผมจะดําเนินการตามข้อบังคับ การประชุม ข้อ ๔๙ คือดําเนินการตามระเบียบวาระ นี่คือสิ่งที่ถูกต้อง ข้อบังคับการประชุม ก็คือพวกท่านที่นั่งอยู่นี่เป็นคนร่างขึ้นมา ผมกําลังทําตามหน้าที่ ตามข้อบังคับการประชุม ที่ท่านร่างมา ผมยังไม่ได้บอกว่าผมวินิจฉัยรัฐธรรมนูญเลย ท่านกรุณาเถอะครับ พอแล้วครับ ท่านไปยื่นเถอะครับ ผมไม่ได้บอกว่าผมขัดหรือไม่ขัด ผมยังได้บอกสักคํา ท่านกล่าวหาผม อย่างเดียวท่านไปยื่นนะครับ เชิญท่านจุรินทร์ครับ
ไม่ต้องพาดพิงแล้ว ท่านปรีชาพล พาดพิงใช่ไหมครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ก่อนอื่นนะครับ กระผม ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช นะครับ ไม่ใช่ นายปรีชาพล สมาชิกรัฐสภา เมื่อสักครู่ มีการพาดพิงกันไปพาดพิงกันมา ผมก็จะขออนุญาตพูดนะครับ ไม่เช่นนั้นจะเกิดความ เสียหายได้ ข้อตกลงมันก็เป็นตามมตินี่ละครับ ผมก็ได้รับการยืนยัน ท่านประธานเองก็เป็น ประธานในที่ประชุมวิป ๓ ฝ่าย ๘ ๑๑ ๑๕ ถ้าท่านบอกว่าฝ่ายค้านได้ ๑๕ ชั่วโมง ฝ่ายรัฐบาล ๑๕ ชั่วโมง ทําไมวันพุธท่านมาขอเจรจาท่านประธานอํานวยขอ ๑๕ ชั่วโมง ละครับ ท่านมาขอเจรจา ท่านประธานอํานวย ท่านประธานอํานวยท่านเป็นผู้ใหญ่ใจดีครับ มีมารยาท ท่านก็บอกว่าถ้าเสร็จภายใน ๔ ทุ่ม ก็เอาเวลาฝ่ายรัฐบาลไป ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่ต้องเสร็จตามข้อตกลงคือ ๔ ทุ่ม ที่มีมติร่วมกันของวิป ๓ ฝ่าย พอถึง ๕ ทุ่ม ท่านก็ยังไม่มี ทีท่าว่าจะอภิปรายเสร็จตามข้อตกลงแต่อย่างใด เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนท่านประธานว่า จริง ๆ เท็จ ๆ เท็จ ๆ จริง ๆ ท่านประธานทราบอยู่แก่ใจ เพื่อนสมาชิกในห้องนี้ทราบอยู่แก่ใจ ผมไม่กล่าวหาหรอกครับ ท่านสมาชิกวุฒิสภาทราบอยู่แก่ใจ ผมไม่กล่าวหาใครพูดเท็จครับ แต่ท่านรู้อยู่แก่ใจครับ กราบขอบพระคุณครับท่านประธาน
พอแล้วครับ เพราะว่าวันนี้ เราประชุมแก้วาระที่สอง ท่านก็เอาเรื่องเก่ามาพูดกันนะครับ ก็ให้พูดกันพอหอมปากหอมคอ แล้วผมก็จะขอดําเนินการนะครับ ท่านสมาชิกครับ ก่อนที่ผมจะเข้าสู่วาระที่สามนะครับ ไม่ได้เสียหายเลยครับท่านประเสริฐ ก็เมื่อสักครู่ท่านจุรินทร์บอกว่าถ้าเกิดพาดพิงแล้ว ท่านเสียหาย ท่านไม่ต้อง ท่านนั่งลงครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ เสียหายแล้วนั่งลงหรือครับเป็นข้อบังคับใหม่ของที่ประชุมรัฐสภาหรือครับ เสียหายแล้วนั่งลง เป็นข้อบังคับใหม่หรือเปล่าครับ ถ้าเป็นข้อบังคับใหม่ผมจะนั่งครับ
ท่านเสียหายอย่างไร ท่านว่ามา ท่านเสียหายว่าอย่างไรครับ ผมเป็นประธานวิป ๓ ฝ่าย ผมยังไม่ได้พูดสักคําเลยนะครับ ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรผมถึงไม่พูด เอา ท่านว่ามาเลยครับ
ท่านประธานครับ ประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ที่เอารายงานมาพูดนั้น รายงานการประชุม ๓ ฝ่าย พวกผมไม่ได้ตกลงในห้องประชุม พวกผมบอกว่าเวลานี่ต้องได้เท่ากันระหว่างฝ่ายค้าน กับฝ่ายรัฐบาล แล้วท่านก็ไปสรุปมาเองว่า ๘ ๑๑ ๑๕ ชั่วโมง ที่ท่านประธานสมศักดิ์ ทําหน้าที่ประธานในวันที่ประชุม แล้วบอกว่า ๑๕ ๑๕ ๘ อ้ายนั่นละชัดครับ อ้ายนั่นละ เป็นข้อสรุปสุดท้าย วันนี้ท่านถอยหลังกลับไปบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างนี้ไม่เสียหายหรือครับ ต่อไปอย่างนี้ใครจะกล่าวเท็จก็ได้ ประธานวิปผมถึงบอกว่า มติวิปถึงบอกว่าไม่มีประโยชน์ ที่เมื่อไปประชุมออกมาแล้วเป็นเท็จทุกเรื่อง จะไปประชุมทําไมล่ะครับ จะปิดปากสมาชิก ฝ่ายค้านในการปฏิบัติหน้าที่ทําไมครับ จะประชุมกี่วันก็ประชุมไปสิครับ เอาให้มันชัดเจน อย่าไปตกใจครับ มีผลประโยชน์ทับซ้อนอย่าตกใจครับ ช่วยกันเปิดเผยให้ประชาชน ได้รับทราบครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ พอแล้วครับ ไม่แล้ว ยุติแล้ว เพราะวาระนี้ผมกําลังจะเข้าสู่การประชุมตามวาระที่สองตามที่บรรจุไว้ ในรายงานการประชุมนะครับ จะตามระเบียบวาระประชุมนะครับ
(นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภาภาควิชาชีพ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ท่านจะประท้วงอะไรครับ ท่านบอกข้อบังคับข้อประท้วงให้ผมให้ชัดเจนเลยนะครับ
ผมประท้วง ท่านประธาน ข้อ ๕ ในฐานะท่านเป็นประธานที่ประชุมรัฐสภา ซึ่งท่านต้องดําเนินการในเรื่อง ของความเป็นกลางตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๙ ซึ่งยังสงสัยอยู่ ผมอยากให้ท่านประธาน ตอบให้สิ้นกระแสความ เพราะเมื่อวันก่อนท่านประธานให้สัมภาษณ์นะครับว่าจะลงรับสมัคร เลือกตั้งต่ออีก ๑ สมัย แล้วบอกว่าจะต้องทํารัฐธรรมนูญให้เสร็จภายใน ๔ เดือนนี้ ไม่รู้จะทัน เดือนมีนาคมหรือไม่ ถ้าไม่ทันผมก็กลับไปเป็นคนแก่คนหนึ่ง อันนี้คือสิ่งที่เป็นประโยชน์ ทับซ้อนครับท่านประธาน สิ่งที่เป็นประโยชน์ทับซ้อนตามมาตรา ๑๒๒ คําสงสัยของเรา ก็คือว่าท่านประธานมีประโยชน์ทับซ้อน แล้วท่านประธานนั่งพิจารณากฎหมายที่จะแก้ ให้ตัวเอง ซึ่งให้สัมภาษณ์ไว้ในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์เมื่อวันอาทิตย์ชัดเจน ว่าท่านประธาน จะลงสมัครรับเลือกตั้งอีก ๑ สมัย และให้ทันภายในเดือนมีนาคม คําถามนี้ครับ ท่านประธาน วินิจฉัยก็ไม่ได้ ทีนี้ท่านประธานจะนั่งทําหน้าที่อย่างไร เราเป็นห่วงครับว่าท่านต้องทําหน้าที่ ในฐานะประธาน ซึ่งต้องทําหน้าที่เป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่และขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๑๒๒
เดี๋ยวมีคนจะประท้วงท่าน หลายคนนะครับ พอแล้วนะครับ เอาท่านสิงห์ชัยครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม ส.ว. จากจังหวัดอุทัยธานี สิงห์ชัย ทุ่งทอง ท่านประธานครับ ผมขอประท้วง ท่านประธาน ข้อ ๕ นะครับ แล้วก็มีข้อเสนอแนะนิดหน่อย ขอให้ ส.ว. ได้พูดสักนิดหนึ่ง ท่านประธานครับ วันนี้มีหลายท่านอาจจะบอกว่าเสียงข้างมากลากไป ไม่เป็นอะไรครับ ท่านประธาน ใจเย็น ๆ ตั้งสติให้ดี ให้ปรึกษาหารือหรือให้ประท้วงกันไปเลยครับ เที่ยงวัน ไม่เป็นอะไร ผมว่าวันนี้ดีกว่าเราไปอยู่ข้างนอก ท่านประธานปล่อยเลยครับ แต่ให้คุมหน่อย อย่าให้ไปก้าวล่วงใคร อย่าให้เกิดความแค้น อย่าให้ใช้คําหยาบ ให้ประท้วง ให้เสนอแนะ จริยธรรมอะไรให้ท่านพูดไปเลยครับ ให้พูดไปเลยครับถึงเที่ยงเลยครับ ท่านปล่อยเลยครับ เชื่อผมครับ ประชาชนเขาจะตัดสินได้เองครับ ไม่อย่างนั้นมีปัญหาแน่นอนครับท่านประธาน ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ผมคงไม่ต้อง วินิจฉัยนะครับ ผมก็จะดําเนินการตามข้อประท้วง ก็คือผมจะดําเนินการตามข้อ ๕ นะครับ ถ้าผมไม่เป็นกลางหรือว่าผมมีประโยชน์ทับซ้อนแล้วค่อยว่ากันนะครับ เอานะครับ ไม่ต้องแล้วครับ อย่างนี้ครับ คือท่านสมาชิกครับ คุณนั่งแล้วนึกว่าคุณเมื่อยแล้วนะครับ
เรื่องประท้วง ยังไม่เสร็จครับท่านประธาน ต่ออีกนิดเดียวครับ
เชิญครับ
คําถามก็คือว่า ท่านประธานต้องชี้แจงว่าท่านประธานไปให้สัมภาษณ์ว่าท่านประธานจะลงสมัครรับเลือกตั้งอีก ถ้าไม่ทัน ๔ เดือนนี้ เดือนมีนาคมนี้ท่านต้องไปเลี้ยงลูกเลี้ยงหลานนี่นะครับ ขออนุญาต ท่านประธานชัดเจนครับ เพราะว่ามันขัดแย้งมาตรา ๑๒๒ แน่นอน เป็นประโยชน์ทับซ้อน ประการที่ ๑
ประการที่ ๒ ท่านประธานจะลงมติในวาระที่สามหรือไม่ เราอยากรู้ว่าครับ เพราะท่านประธานเป็นคนเชิญชวนคนอื่นมาลงแก้ไขรัฐธรรมนูญ เวลาเราจะยื่นศาลฎีกา แผนกคดีอาญานักการเมืองนี่ ท่านประธานจะหนีไม่ลงหรือครับ ผมอยากรู้แค่นี้ครับ จะได้ บันทึกไว้ครับ
บันทึกเอาไว้นะครับ ถึงเวลานั้นผมจะบอกเอง ไม่ต้องแล้วครับ ท่านชูชาติไม่ต้องแล้วนะครับ ผมขอดําเนินการ นะครับ เพราะว่าดูแล้วท่านจะประท้วงแต่เรื่องเก่า ๆ ผมก็ยืนยันนะครับว่าผมก็ดําเนินการ ตามข้อ ๕ และข้อ ๑๙ ท่านสมาชิกครับ วันนี้จะเป็นการประชุมในวาระที่สอง เมื่อสักครู่เปิดโอกาสให้ท่านพูดเยอะแยะมากนะครับ ไปเกี่ยวข้องวาระที่หนึ่ง วาระที่สอง ผมได้รับรายงานจากประธานคณะกรรมาธิการนะครับ ไม่แล้วนะครับ ไม่อย่างนั้นวันนี้ เราพิจารณาไม่ได้ เป็นสิทธิของท่านประท้วง แต่ว่าท่านประท้วงผมก็คือเรื่องเดิม ๆ นะครับ
(นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
ท่านอาจารย์รัชฎาภรณ์ ท่านว่ามาท่านประท้วงเรื่องอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาค่ะ ดิฉัน รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ในฐานะสมาชิกรัฐสภานะคะ ท่านประธาน ดิฉันก็ไม่นึกนะคะว่าประธานวุฒิสภาจะพูดยากกว่าประธานสภาผู้แทนราษฎร เสียอีก เพราะว่าที่จริงมันเป็นสิทธิที่จะประท้วงท่านก็ทราบ ดิฉันก็อยากจะเรียนถาม เหมือนกันเพื่อความแน่ใจ ที่จริงแล้วถ้าท่านดูข้อบังคับ ข้อ ๕ เพราะว่าถ้าอย่างคนที่ลุกขึ้นมา แล้วพูดจาท้าทาย แล้วจะบอกว่าให้พูดไปเลยจนถึงเที่ยง เราไม่ได้คิดจะประท้วงให้ถึงเที่ยง เพียงแต่ว่าเราจะประท้วงเพื่อที่จะกราบเรียนท่านว่าท่านจะพิจารณาอย่างไร แล้วท่านเอง ก็กรุณา ท่านก็ต้องไม่ท้าทายนะคะ บอกว่าถ้าผมทําผิดก็ไปฟ้องศาลรัฐธรรมนูญสิ มันไม่ต้องถึงตอนนั้นหรอก รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๒ พูดถึงเรื่องไม่ขัดกันแห่งผลประโยชน์ ท่านจะเห็นว่าแม้กระทั่งรัฐมนตรีเวลาถ้าจะโหวตเรื่องอะไรก็ตาม ถ้ามันเกี่ยวข้องกับตัวเอง ไม่ต้องถึงขั้นมีผลประโยชน์เขาก็ยังไม่ลงคะแนนเลย เพราะฉะนั้นดิฉันก็เรียนถามเหมือน ท่านอื่น ๆ ตั้งแต่วาระที่หนึ่ง แล้วที่ดิฉันก็เรียนถามนะคะ ว่าท่านยังจะนั่งทําอยู่ตรงนี้ หรือมันไม่ใช่ว่าท่านจะลงสมัครหรือไม่นะคะ เพียงแต่ว่าข้อแก้ไข มาตราที่แก้ไขมันก็ เกี่ยวข้องแล้วก็ให้ผลประโยชน์กับวุฒิสภา เพราะฉะนั้นดิฉันก็ต้องเรียนว่าที่จริงแล้วดิฉันก็ ไม่เห็นด้วย ก็อยากจะเรียกร้องท่านนะคะ มันอาจจะเป็นเรื่องมารยาท เป็นอะไรก็ตามนะคะ ดิฉันก็เคารพท่านมาก่อนนี้นะคะ ก็อยากจะกราบเรียนท่านว่าทําให้ลูกหลานเคารพต่อไป เถอะค่ะ ทําให้สมาชิกในสภานี้เคารพท่านต่อไป ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ให้ประธานรัฐสภามาทํา หน้าที่ แล้วหลายคนก็ให้สัมภาษณ์อยู่แล้วว่ามันจะใช้เวลาไม่นานหรอก ถ้าไม่นานหรอกท่าน ก็อาจจะต้องพิจารณาตัวเองนะคะ มันเป็นเรื่องความเหมาะสม ไม่เหมาะสมด้วย มันไม่ใช่ เรื่องข้อบังคับอย่างเดียว ท่านตีความกับเราตีความไม่เหมือนกัน แต่ท่านก็ยังตีความว่า ท่านดําเนินการตามข้อ ๑๙ ได้ แล้วมันก็จะต้องมีปัญหาอย่างนี้ค่ะ แล้วทุกคนฟังแล้วก็ว่า อย่างท่าน ส.ว. บางท่านบอกว่าท่านเคยให้สัมภาษณ์ว่าท่านจะลงอีก ดิฉันไม่ได้สนใจเลยว่า ลงอีกหรือไม่ แต่ดิฉันสนใจว่าท่านมีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ เกี่ยวข้องกับท่านหรือไม่ กรุณาพิจารณาตัวเองอีกครั้งหนึ่งเถอะค่ะ
ขอบคุณครับ ผมคง ไม่วินิจฉัยนะครับ เดี๋ยวข้างหลังก่อนนะครับ เชิญครับ ผมมองไม่เห็น โทษทีครับ ท่านปวีณ หรือเปล่าครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ ผมคงจะไม่ประท้วงท่านประธาน แต่ผมจะใช้สิทธิอภิปรายในฐานะสมาชิกรัฐสภา คนหนึ่ง สถานการณ์ขณะนี้คืออะไร ในประเด็นที่อยากจะถามทุกคน
ท่านปวีณครับ
การประชุมสภา หรือการประชุมรัฐสภาเราต้องมีศักดิ์ศรี ผมกําลังจะเข้าสู่ประเด็นที่ผมจะพูด มาตรา ๑๒๒ หมายความว่าอย่างไร หมายความว่าต้องจํากัดสิทธิของสมาชิก
เดี๋ยวท่านปวีณครับ ท่านจะ ประท้วงผมหรือเปล่าครับ หรือท่านจะอภิปราย ท่านจะประท้วงผมนะ เพราะท่านยืนขึ้น ลักษณะประท้วงนะครับ
ถ้าอย่างนั้น ผมประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๕ ท่านประธานไม่พยายามที่จะบังคับการประชุม ในการดําเนินประชุมให้เป็นไปตามระเบียบข้อบังคับและอํานาจหน้าที่ของท่านที่มีอยู่ ท่านจะให้ผมอภิปรายต่อไหม
บอกข้อประท้วงมานะครับ แล้วผมจะได้วินิจฉัยนะครับ ท่านอย่าอภิปรายนะครับ บอกมานะครับ
ถ้าอย่างนั้นผมจะ ขออภิปราย
ประท้วงนะครับ ท่านประท้วงผม ผมไม่อนุญาตให้อภิปรายนะครับ
ท่านจะให้ผม อภิปรายประกอบคําประท้วงของผมไหมล่ะ
ท่านประท้วงมา ท่านบอก มาก่อนแล้วท่านก็บอกอธิบายมานะครับ ท่านประท้วงหัวข้ออะไรครับ
ผมกําลัง จะพูดถึงมาตรา ๑๒๒ และขณะเดียวกันก็อํานาจหน้าที่ของประธาน ขณะเดียวกัน ก็สิทธิของความเป็นคน มันจะเกี่ยวโยงกันทั้งหมด ถ้าพูดอย่างนี้ใครมีผลประโยชน์ทับซ้อนบ้าง ในวันนี้ ส.ว. จากการแต่งตั้งมีผลประโยชน์ทับซ้อนแน่นอน ท่านก็ไม่เห็นด้วย เป็นผลประโยชน์ของท่านไหม แต่เราจะไม่พูดในประเด็นนี้เพราะท่านเป็นสมาชิกรัฐสภา มีสิทธิมีเสียงตามอํานาจหน้าที่ที่จะปฏิบัติ ท่านสามารถจะลงมติได้โดยไม่มีใครบังคับ หรืออยู่ใต้อาณัติใคร ท่านจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยไม่เป็นประเด็น นั่นคือมารยาทของเรา ที่กําลังจะพูดถึงมาตรา ๑๒๒ และในขณะเดียวกันถามว่าท่านประธานอยู่ในอาณัติของใคร ถ้าท่านประธานไม่ได้เซ็นให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ ท่านบอกว่าไม่เห็นด้วย แล้วอยู่กับใคร ถามว่า อยู่กับพรรคไหนถ้าท่านไม่เห็นด้วย ถามว่าท่านประธานเป็นสมาชิกรัฐสภาไหม เป็น ท่านสามารถจะแสดงความคิดเห็นโดยอิสระเสรีได้ ผมก็กราบเรียนท่านว่าท่านต้องยืนยัน ถ้าท่านจะทําหน้าที่ของท่านก็ต้องทําไปไม่ผิดกฎหมาย ถ้าใครเห็นว่ามันผิดและขัดต่อ รัฐธรรมนูญ ร้องมาเลย ผมก็โดนร้องมาบ่อย ๆ ผมไม่กลัว แล้วบอกว่าไม่กลัวประกาศอย่างนี้
ท่านปวีณพอแล้วนะครับ
ท่านประธานครับ มาตรา ๔ และมาตรา ๕ ตามบทบัญญัติของกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ สิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคของบุคคลย่อมได้รับ ความคุ้มครอง อ่านออกกันบ้างไหม หรือว่าอ่านเฉพาะตีความจะให้คนอื่นเสียหาย มาตรา ๕ ประชาชนชาวไทย ไม่ว่าเหล่ากําเนิด เพศ หรือศาสนาใด ย่อมอยู่ในความคุ้มครอง แห่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้เสมอกัน
พอแล้วท่านปวีณครับ
ในขณะที่กฎหมาย รัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่ได้รับการแก้ไขแล้วผ่านไป
เดี๋ยวนะครับ ผมจะได้ให้ ท่านพิเชษฐ์กับท่านอรรถพรครับ
ผมจะเรียนอย่างนี้ เมื่อผ่านไปแล้วสมาชิกทุกคนก็กลับสู่สภาพความเป็นประชาชนธรรมดา มีสิทธิและเสรีภายใต้ รัฐธรรมนูญนั้น ๆ
นั่งเถอะครับ ท่านปวีณ ขออภัยจริง ๆ ผมต้องขออนุญาตตัดไมโคโพนนะครับเพราะว่าท่านประท้วงผมนะครับ ท่านอภิปรายมาตรา ๑๒๒ นะครับ แล้วท่านไปมาตรา ๔ มาตรา ๕ นะครับ ไม่เอาแล้วครับ ผมจะให้ท่านพิเชษฐ์ ท่านได้ประท้วง แล้วก็ท่านอรรถพรครับ แล้วก็เมื่อสักครู่ท่านสมชาติ ยกมืออยู่นะครับ เชิญท่านพิเชษฐ์ก่อนครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงท่านประธาน ตามข้อบังคับ ข้อ ๕ ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ได้แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ๒ ครั้ง ๒ ฉบับ แก้ไขมาตรา ๙๓ มาตรา ๙๔ มาตรา ๙๕ มาตรา มาตรา ๙๖ มาตรา ๙๗ มาตรา ๙๘ ๖ มาตราจาก เขตเลือกตั้งใหญ่ไปเป็นเขตเลือกตั้งเล็กเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง ครั้งที่ ๒ แก้ มาตรา ๑๙๐ เพื่อการบริหารราชการของตัวเอง นี่คือแก้เพื่อตัวเองก็ไม่มีปัญหาอะไรครับ ขอให้ท่านประธานดําเนินการตามข้อบังคับ ข้อ ๕ โดยเด็ดขาดครับ ขอบคุณครับท่านประธาน
ผมได้ชี้แจงไปหลายรอบแล้ว โดยเฉพาะประเด็นนี้นะครับ เพราะฉะนั้นผมก็จะให้ท่านอรรถพรอีกสักท่านหนึ่งครับ เชิญท่านอรรถพรครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา ผม อรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมประท้วงท่านประธานตามสิทธิของข้อ ๔๕ ซึ่งเป็นสิทธิของผมโดยสมบูรณ์ และประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๕ นะครับ ท่านประธานครับ ท่านก็เห็นว่าบรรยากาศตั้งแต่เริ่มประชุมมาเป็นไปในลักษณะอย่างไร ซึ่งตรงนั้นท่านประธานไม่มีสิทธิจะตําหนิติติงใครได้ บรรยากาศที่เกิดขึ้นมันสะท้อนให้เห็นว่า อย่างน้อยครึ่งหนึ่งของสภาแห่งนี้ไม่ยอมรับและไม่เชื่อมั่นต่อการทําหน้าที่ความเป็นกลางของ ท่านประธานสภา และบรรยากาศอย่างแห่งนี้ก็จะดําเนินการไปและท่านจะถูกทวงถาม จริยธรรมและเกียรติยศศักดิ์ศรี ความหน้าบางหรือหน้าไม่บางตลอดการประชุมท่านทนได้ หรือครับ ฉะนั้นเพื่อปกปักษ์รักษาสถานะตําแหน่งของประธานรัฐสภา ผมขอเสนอท่าน ด้วยความหวังดีเป็นอย่างยิ่ง มันจะเสียงานใหญ่ ท่านลุกจากที่นั่งตรงนั้นเถอะครับ ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรมาทําหน้าที่ประธานในการประชุม แล้วเรื่องมันจะเดินไปได้ ไม่อย่างนั้นท่านก็จะ งานนี้บาดเจ็บนะครับ ฉะนั้นผมขอฝากไว้ในจริยธรรมของท่าน ท่านเสียหายถูกตําหนิติเตียนมามากพอแล้วครับ มันเสียไปถึงศักดิ์ศรีของสถาบันวุฒิสภาครับ กราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณนะครับ จะหมด สักทีครับ ท่านสุพจน์จะมีอะไรไหม เพราะผมจะหมดแล้วนะครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายสุพจน์ เลียดประถม สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดตราด ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ท่านประธานครับนิดเดียว ไม่พูดไม่ได้เสียหายท่านประธาน ผมขออนุญาตใช้สิทธิ พาดพิงท่านประธาน ข้อบังคับ ข้อ ๔๕ วรรคสอง มีเพื่อนสมาชิกบอกว่า คําอภิปราย ของผมบางส่วนเป็นประโยชน์ แต่ว่ากล่าวไปในทิศทางตรงกันข้ามกับที่ผมอภิปราย ท่านอภิปรายว่าสมาชิกวุฒิสภาที่ยื่นญัตติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ การได้มาของสมาชิกวุฒิสภานี่ ท่านว่าผมอภิปรายในทํานองที่ว่าไม่ควรอยู่ในการพิจารณาในที่ประชุมแห่งนี้ ผมไม่ได้พูด อย่างนั้นเลยนะครับ ผมเองผมเรียนในที่ประชุมแห่งนี้ เพราะว่าผมก็เป็นผู้หนึ่งท่านประธาน ที่ยื่นญัตติขอแก้ไข แล้วก็เป็นผู้ที่ขอแปรญัตติด้วย เพราะฉะนั้นสมาชิกรัฐสภาทุกท่าน ที่ผมอภิปรายในรอบแรกนี่ เป็นผู้มีสิทธิตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ (๑) (๒) ท่านประธาน เพราะฉะนั้นต้องขอแก้ไขตรงนี้ ขอบคุณท่านประธานครับ
ก็ขอบคุณนะครับ ผมก็ ยืนยันว่าวันนี้ผมจะมาทําหน้าที่ตามข้อบังคับการประชุมนะครับ เชิญท่านประสารครับ ท่านธนา แล้วผมก็จะพอแล้วนะครับ ไม่อย่างนั้นผมก็จะขอความเห็นจากที่ประชุมข้างล่าง นะครับ เชิญ
กราบเรียน ท่านประธาน ผม ประสาร มฤคพิทักษ์ สมาชิกวุฒิสภาสรรหาภาควิชาชีพ ท่านประธานครับ ผมพูดตรงไปตรงมา
บอกข้อประท้วงก่อนครับ ประท้วงเรื่องอะไรครับ ท่านอธิบาย
ตามข้อ ๕ ครับ การปฏิบัติหน้าที่ ของประธานครับ ผมขอเรียนว่า นอกเหนือจากมาตรา ๑๒๒ ผลประโยชน์ขัดกัน นอกเหนือจากท่านประธานกําลังจะลงเลือกตั้งเพราะกลัวมันจะไม่ทัน ผมขอตําหนิ และกล่าวหาว่าท่านประธานเป็นคนที่มีอคติต่อสมาชิกวุฒิสภาสรรหาต่างกรรมต่างวาระ ด้วยกัน ในการสัมภาษณ์ท่านไปเมื่อวานซืนนี้ ท่านชี้ว่ารู้จักกรรมการสรรหา
ท่านประสาร ผมไม่อนุญาต ให้ท่านพูดหรอกครับ เพราะว่าท่านบอกว่าท่านประท้วงผมในข้อ ๕ และข้อ ๑๒๒ แต่ท่าน กําลังจะบอกว่าที่ผมให้สัมภาษณ์ในหนังสือพิมพ์ นั่นเป็นเรื่องส่วนตัวนะครับ ท่านกรุณาอย่า เอามาปะปนกัน เพราะฉะนั้นผมไม่อนุญาตโดยเด็ดขาดนะครับ ไม่อนุญาต ท่านนั่งลงนะครับ ท่านสมาชิกครับ ต่อท่านธนาอีกคนนะครับ เมื่อสักครู่นี้ เชิญครับ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม ธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานก็คงจะเห็นแล้วนะครับว่าชั่วโมงเศษ ที่ที่ประชุมนี้ไม่สามารถเดินไปได้ เพราะว่ามีความคลางแคลงใจในการทําหน้าที่ ของท่านประธาน ความจริงเกือบจะเดินได้แล้วครับ แล้วท่านก็ปล่อยให้สมาชิกพรรครัฐบาล ลุกขึ้นมากล่าวหาบุคคลอื่น ลุกขึ้นมากล่าวหาผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ว่าแก้รัฐธรรมนูญในคราวที่แล้วนั้นเพื่อประโยชน์ทางการเมือง ท่านปล่อยให้พูดได้อย่างไร เวลาพวกผมจะพูดสักคําแต่ละคํา ท่านกดไมโครโพน แต่ถ้าคนไหนพูดแล้วมีทิศทาง เป็นไปในแนวความคิดเดียวกับท่านประธาน ท่านเปิดไมโครโพนฟรีเลยครับ พูดอิสระ พูดเต็มที่แล้วพอลุกขึ้นมาทักท้วง เขาใช้สิทธิเขาถูกพาดพิงท่านก็ทําหน้าที่ไม่ได้ครับ ผมถึง เรียนท่านประธานว่าการที่ท่านประธานถูกซักถามถึงจริยธรรมของท่านในการทําหน้าที่ ท่านบอกว่าท่านไม่ได้เซ็นชื่อในญัตตินี้ แต่ท่านเซ็นอีก ๒ ญัตติ แสดงให้ผมเห็นไหมครับว่า ท่านประธานก็รู้อยู่เหมือนกันว่าผลประโยชน์ของท่านประธานจะขัดกัน ท่านถึงไม่กล้าเซ็น ญัตติเรื่องนี้อย่างไรครับ แต่อย่างไรก็แล้วแต่ครับท่านประธาน เรื่องจริยธรรมคุณธรรมคงใช้ บังคับกันไม่ได้ ท่านสมาชิกลุกขึ้นทวงถามท่านประธานหลายครั้ง ท่านก็ยืนยันว่าท่านจะทํา หน้าที่ ก็เป็นสิทธิของท่าน แต่ผมกราบเรียนครับว่าความสง่างามทางการเมือง สิ่งที่ท่านได้ พูดจา สิ่งที่ท่านได้บันทึกต่อสาธารณชนนั้นล้วนแสดงถึงการทักท้วงการทําหน้าที่ท่านในวันนี้ ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นท่านประธานผมกราบเรียนท่านอีกทีหนึ่งครับว่า อย่าให้พรรครัฐบาล ขึ้นมากล่าวหาพรรคฝ่ายค้านโดยท่านประธานเป็นใจปล่อยให้อภิปรายพาดพิงทําให้เสียหาย อย่างนี้ตลอด แต่ผมจะไม่พูดตรงนี้ครับ เดี๋ยวผมจะไปพูดในตอนพิจารณาในการแปรญัตติ ในแต่ละมาตราครับท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ ท่านสมาชิกครับ ผมขอดําเนินการ เพราะผมได้รับรายงานจากประธานคณะกรรมาธิการในการพิจารณา ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ (ฉบับที่..) พ.ศ. .... ซึ่งในร่างรายงานนี้ท่านประธานคณะกรรมาธิการ ได้มีข้อสังเกต ผมกําลังดําเนินการ ตามข้อ ๕ อยู่ครับ ท่านวัชระ เพชรทอง ท่านประท้วงได้ วันนี้เรากําลังพิจารณาวาระที่สอง แต่ท่านก็เอาเรื่องส่วนตัวที่ผมไปสัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ มาพูด ไม่เป็นไรครับเป็นหน้าที่ของผมครับ เชิญท่านนั่งครับท่านวัชระ ผมขอดําเนินการ นะครับ เพราะว่าท่านประธานคณะกรรมาธิการพิจารณา ถ้าท่านทําให้เราเดินหน้าไม่ได้ ท่านรับผิดชอบนะครับ ผมเชิญท่านออกนะครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม วัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับที่ประชุมเดินไปไม่ได้เลย ท่านประธานก็ทราบว่าเพราะอะไร ผมไม่อภิปรายมากหรอกครับ ผมแนะนําให้ท่านประธาน กลับบ้านเถอะครับ ขอขอบคุณ
ขอบคุณมากครับ ไม่ต้อง ห่วงครับ ผมกลับบ้านแน่ผมไม่มีบ้านอื่นหรอกครับ ผมกลับบ้านผมนะครับ ท่านสมาชิกครับ ผมขอดําเนินการต่อนะครับ
เนื่องจากมีข้อทักท้วงและมีข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการในการพิจารณา ถ้าท่านอ่านอย่างละเอียดมันมีข้อทั้งหมดอยู่ ๔ ประการด้วยกัน ประการแรกจะมีท่านสมาชิก ได้ขอยื่นญัตติ แปรญัตติ แล้วก็สงวนคําแปรญัตติ สงวนความเห็น ทั้งหมด ๒๐๐ ท่าน ขอถอนตัวออกไป ๒ ท่านเหลือ ๒๐๐ ท่านนะครับ ปรากฏว่า ๕๗ คนนั้นได้ขอแปรญัตติ ซึ่งขัดต่อหลักการตามข้อ ๙๖ วรรคสาม วรรคสามนี่ผมจะจัดหมวดหมู่อย่างไร เดี๋ยวจะจัด ให้ท่านดูว่ามันขัดอย่างไร แต่ขอให้ประธานคณะกรรมาธิการคือท่านสามารถ แก้วมีชัย ได้อธิบายให้ฟังก่อนนะครับ เพราะผมจะได้หารือเรื่องนี้ก่อน ท่านไม่ประท้วงแล้วครับ ท่านจะได้ใช้เวลานี้อภิปรายนะครับ ท่านอรรถพรนั่งเลยครับ เชิญท่านสามารถครับ
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ กระผม สามารถ แก้วมีชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและประธานคณะกรรมาธิการพิจารณารัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติม อยากกราบเรียนท่านประธานว่าในขณะที่ได้ทําหน้าที่ ประธานคณะกรรมาธิการพิจารณาตามที่รัฐสภาได้มีมติรับหลักการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ นะครับ ก็ได้เปิดโอกาสให้ท่านสมาชิกรัฐสภาซึ่งมิได้เป็นกรรมาธิการได้เสนอคําแปรญัตติ ก็ปรากฏว่าคําแปรญัตติที่มีผู้เสนอไว้ทั้งหมด ๒๐๒ ท่าน ซึ่งภายหลังได้ถอนออกไป ๒ ท่าน เหลืออยู่ ๒๐๐ ท่าน ใน ๒๐๒ ท่านมีอยู่ ๕๗ ท่านที่เสนอคําแปรญัตติขัดกับหลักการ ซึ่งต้องห้ามตามข้อบังคับ ข้อ ๙๖ วรรคสาม กราบเรียนท่านประธานนะครับว่าหลักการ ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้มี ๒ หลักใหญ่ ๆ
หลักการแรกก็คือที่ประชุมรัฐสภาด้วยเสียงเกินกึ่งหนึ่งเห็นสมควรให้มี การแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา ก็คือเราแก้ มาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๒ มาตรา ๑๑๕ มาตรา ๑๑๖ วรรคสอง มาตรา ๑๑๗ มาตรา ๑๑๘ มาตรา ๑๒๐ มาตรา ๒๔๑ วรรคหนึ่ง และให้ยกเลิกมาตรา ๑๑๓ และมาตรา ๑๑๔ อันนี้เป็นหลักการนะครับว่าเห็นสมควร ให้แก้รัฐธรรมนูญรายมาตราดังกล่าว
หลักการที่ ๒ ก็คือให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งของประชาชน แต่ปรากฏว่าท่านสมาชิกรัฐสภาที่แปรญัตติ ๕๗ ท่านนี่นะครับ ท่านแปรญัตติบางท่านก็ แปรญัตติตัดทุกมาตรา ตัดตั้งแต่มาตรา ๑ ชื่อร่าง มีตัดมาตรา ๒ วันบังคับใช้รัฐธรรมนูญ ซึ่งถือว่าท่านไม่เห็นด้วยกับการแก้รัฐธรรมนูญ ข้อบังคับเขาเขียนชัดเจนว่าจะไปแปรญัตติขัดกับ หลักการไม่ได้ บางท่านก็แปรญัตติให้ ส.ว. ยังคงมาจากการสรรหา บางท่านให้เลือกตั้งด้วย ขณะเดียวกันก็มาจากสรรหาด้วยซึ่งผิดหลักการเช่นกัน กระผมในฐานะที่เป็นประธาน คณะกรรมาธิการ ถ้ากระผมจะทําตัวเป็นบุรุษไปรษณีย์คงง่าย ก็รับคําแปรญัตติทั้งหมดมา รับคําสงวนทั้งหมดมา ก็กราบเรียนรายงานมาถึงท่านประธาน แล้วก็ให้ท่านประธานนํามาสู่ ที่ประชุมวันนี้ มันก็จะกลับไปอภิปรายวนเวียนในสิ่งที่ขัดกับหลักการ ฉะนั้นกระผมได้ กราบเรียนถึงท่านประธานในรายงานว่าอยากจะขอให้ท่านประธานลองปรึกษาหารือว่า ที่ผมได้วินิจฉัยว่า ๕๗ ท่าน แปรญัตติขัดหลักการต้องห้ามตามข้อบังคับข้อ ๙๖ วรรคสาม ถ้าที่ประชุมรัฐสภาเห็นพ้องกับผม หมายความว่า ๕๗ ท่านจะไม่มีสิทธิที่จะอภิปรายคําแปรญัตติ ที่สงวนไว้ เพราะมันขัดหลักการและต้องห้ามตามข้อบังคับ แต่ถ้ารัฐสภามีมติว่าคําวินิจฉัย ของประธานคณะกรรมาธิการไม่น่าจะชอบตามข้อบังคับ ก็ได้โปรดให้ท่านประธานได้หารือ กับที่ประชุมตามข้อบังคับ ข้อ ๑๑๗ กรณีที่มีความขัดแย้งกันในเรื่องของข้อบังคับการประชุม ก็สามารถจะใช้ข้อ ๑๑๗ ได้ ก็กราบเรียนเป็นข้อมูลประกอบเพื่อท่านประธานจะได้ ปรึกษาหารือในที่ประชุมต่อไปครับ
ขอบคุณท่านประธาน คณะกรรมาธิการนะครับ เพราะฉะนั้นท่านสมาชิกครับผมจะขอหารือที่ประชุม เพราะ เนื่องจากว่าในชั้นการพิจารณาของกรรมาธิการนั้น กรรมาธิการบอกว่ามีการขัดต่อข้อบังคับ การประชุมข้อ ๙๖ วรรคสาม ถ้าผมสรุปได้คงใน ๔ ประเด็นนะครับ
ประเด็นที่ ๑ ก็คือมีสมาชิกบางท่านได้ขอตัดชื่อคําว่าชื่อร่างออก ก็คือแก้ไข รัฐธรรมนูญนั้นท่านตัดออกเลย ก็เหมือนกับออกกฎหมายโดยไม่มีหัว
ประเด็นที่ ๒ มีสมาชิกบางท่านขอตัดวันบังคับใช้ออกจากกฎหมาย ซึ่งถือว่าเป็น การขัดต่อโครงสร้างกฎหมาย ก็คือวันบังคับใช้ว่าจะมีผลตั้งแต่วันประกาศราชกิจจานุเบกษา นั้นท่านตัดออก
ประเด็นที่ ๓ ที่มาของ ส.ว. นั้นท่านรับหลักการมาในวาระหนึ่ง ในหลักการ นะครับ ให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้ง แล้วในที่ประชุมท่านไม่มีการขอแก้ไขในเรื่องหลักการ และเหตุผลเลย ท่านยังยืนยันนะครับว่าชอบด้วยกับที่ประชุม ก็คือให้สมาชิกมาจาก การเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นกลุ่มที่ ๓ ท่านใดก็แล้วแต่ที่เพิ่มคําว่า ให้มีสรรหาด้วย ถือว่า ผิดหลักการ
ประเด็นที่ ๔ นั้นมีผลโดยตรง เพราะว่าเนื่องจากว่าเมื่อเรามีสมาชิกที่มาจาก การเลือกตั้ง คณะกรรมการสรรหาต้องถูกยกเลิก มีบางท่านขอให้เพิ่มมี คณะกรรมการสรรหา
เพราะฉะนั้นทั้ง ๔ ประเด็นนี้จะถือว่าผิดหลักการตามข้อบังคับการประชุม ข้อ ๙๖ วรรคสาม แต่ท่านสมาชิกสามารถที่จะบอกว่าถึงขัดหลักการยกเว้นได้หรือว่า ให้ดําเนินการต่อไปได้ โดยอาศัยข้อบังคับ ข้อ ๑๑๗ โดยเป็นมติที่ประชุม วันนี้ผมจะ เปิดโอกาสให้ท่าน ๕๗ ท่าน ได้อภิปราย ท่านใดที่ไม่มีชื่อใน ๕๗ ท่าน ท่านไม่มีสิทธิอภิปราย นะครับ ผมอ่านรายชื่อให้ฟังนะครับ รายชื่อ ๕๗ ท่าน ท่านแรกก็คือ ท่านกนก วงษ์ตระหง่าน ท่านกันตวรรณ ตันเถียร กุลจรรยาวิวัฒน์ ท่านเกียรติศักดิ์ ส่องแสง ท่านโกวิทย์ ท่านก็ยังอยู่ในนี้นะครับ
(นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน ได้ยืนและยกมือขึ้น)
จะประท้วงผมเรื่องอะไร คุณหมอชลน่านเชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน สมาชิกรัฐสภา ผมต้องอาศัยข้อบังคับประท้วงท่านประธานที่จํากัดสิทธิสมาชิกนะครับ ในการที่จะอภิปราย ในประเด็นที่ท่านได้สอบถามต่อรัฐสภา แล้วท่านมากําหนดบอกว่าผู้มีสิทธิอภิปรายเฉพาะ ๕๗ คนที่มีรายชื่อสงวนคําแปรญัตติเท่านั้น นี่ไม่ชอบด้วยข้อบังคับ ท่านประธานทําผิด ข้อบังคับครับ ถ้าท่านปล่อยให้ ๕๗ คนมาอภิปราย นั่นหมายถึงเหมือนให้เขามาเสนอ คําแปรญัตติและสงวนคําแปรญัตติในที่นี้ เขามีสิทธิชี้แจงครับในฐานะเป็นผู้มีส่วนได้เสีย แต่ท่านประธานต้องฟังความคิดเห็นจากเพื่อนสมาชิกให้รอบด้านว่า การที่ท่านประธาน กรรมาธิการได้วินิจฉัยว่าคําแปรญัตติไม่ชอบด้วยข้อบังคับ ไม่รับเป็นคําแปรญัตติ นั่นคือ ไม่เขียนเป็นรายละเอียดในรายมาตราอยู่แล้ว แต่มาหารือกับท่านประธาน มาหารือ กับรัฐสภาว่าเขาเหล่านั้นจะมีสิทธิตามที่ท่านประธานวินิจฉัยหรือไม่ มาขออํานาจสภา โดยข้อเท็จจริงนี้ท่านประธานคณะกรรมาธิการสามารถทําหน้าที่ได้ทันทีเลยครับ ไม่รับคือ ไม่รับ เพราะใช้ข้อบังคับโดยอนุโลมในการประชุมกรรมาธิการอยู่แล้ว เป็นอํานาจของ กรรมาธิการ แต่ท่านประธานเองเมื่อดําเนินการแล้วมาหารือท่านประธาน ก็ชอบที่ ท่านประธานจะถามสภาแห่งนี้ว่าท่านประธานคณะกรรมาธิการวินิจฉัยชอบหรือไม่ ถ้าชอบ จบเลยครับ ไม่ต้องใช้ข้อ ๑๑๗ เว้นแต่ ๕๗ คนนี้เขามีเหตุผลที่จะอุทธรณ์ที่จะบอกกับสภา ถึงไปใช้ข้อ ๑๑๗ ได้ว่าว่าเป็นข้อ ๑๑๗ ว่าเป็นข้อขัดแย้ง ท่านต้องให้พวกผมอภิปราย ด้วยครับในการแสดงความคิดเห็น โปรดวินิจฉัยครับ
ผมวินิจฉัยนะครับ คือ ในข้อ ๑๑๗ กรณีที่มีความเห็นที่ขัดแย้งต้องตีความนะครับ จะขอความเห็นจากที่ประชุม เพราะฉะนั้นผมจะให้ทั้งสองฝ่ายแสดงความคิดเห็นเพื่อประกอบการวินิจฉัย ผลที่เห็นด้วยกับ ไม่เห็นด้วย ของประธานกรรมาธิการที่วินิจฉัยมาว่า ผิดข้อบังคับ ข้อ ๙๖ วรรคสาม เพราะฉะนั้นผมก็จะให้อภิปรายสลับกันไปนะครับ
(นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ได้ยืน และยกมือขึ้น)
ท่านธนาครับ เดี๋ยวท่านธนา ประท้วงก่อนครับ เดี๋ยวท่านพินิจ เดี๋ยวครับ เพราะท่านธนาประท้วงก่อน เดี๋ยวนะครับ เชิญครับ ท่านประท้วงด้วยเรื่องอะไรครับ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานอย่าเพิ่งสรุปเลยครับว่าจะต้อง ดําเนินการอย่างไร ให้เป็นเรื่องของที่ประชุม แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่ผมต้องกราบเรียนท่านประธาน ก็คือ ท่านประธานต้องอ่านให้ดีนะครับว่า ความเห็นของท่านสามารถ แก้วมีชัย ที่เสนอ ที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้ ในวันนี้ ไม่ใช่ความเห็นของคณะกรรมาธิการวิสามัญนะครับ ท่านไป อ่านดูให้ชัดเจน เป็นความเห็นส่วนตัวของท่านประธานคณะกรรมาธิการที่ไปวินิจฉัยว่า คําแปรญัตติดังกล่าวอาจจะขัดต่อหลักการ เพราะฉะนั้นท่านประธานจะถือว่านี่เป็น ความเห็นของกรรมาธิการไม่ได้ ท่านประธานเมื่ออนุญาตให้ประธานคณะกรรมาธิการ ซึ่งต้องถือว่าเป็นตัวแทนกรรมาธิการเสียงข้างมากอภิปรายแล้ว อย่างน้อย ๆ ท่านต้องให้ กรรมาธิการเสียงข้างน้อยอย่างพวกผมอภิปรายครับว่าในวันประชุมมันมาได้อย่างไร มีความเห็นอย่างนี้ได้อย่างไร และมันขัดหรือไม่ถูกต้องตามกฎหมายอย่างไร ในขณะเดียวกัน สมาชิกทุกคนในที่ประชุมแห่งนี้ก็มีสิทธิที่จะอภิปราย เพราะนี่เป็นเรื่องที่คาบเกี่ยวกับ การดําเนินการที่อาจจะขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ขัดขวางการทําหน้าที่ของสมาชิก รัฐสภา เพราะฉะนั้นการที่ท่านประธานไปวินิจฉัยว่าให้คน ๗ คนอภิปรายนั้นคงจะไม่ได้ แล้วผมกราบเรียนท่านประธานว่า ไม่ใช่ประเด็นของท่านประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ ที่ท่านได้เอ่ยว่าวินิจฉัยว่ามีการแปรญัตติขัดต่อหลักการ ซึ่งผมจะอภิปรายต่อนะครับ ท่านประธาน แต่มีสมาชิกอีกส่วนหนึ่งที่เขาขอยื่นคําแปรญัตติหลังจากที่กรรมาธิการ ไปวินิจฉัยว่าพ้นกําหนด แต่เขายืนยันว่าเขายื่นตามกําหนดที่ที่ประชุมรัฐสภาได้มีญัตติ คือให้ แปรญัตติภายใน ๑๕ วัน ขณะนี้มีปัญหาต้องตีความครับว่า ๑๕ วันนับจากวันไหน การพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มาของ ส.ว. ในครั้งนี้มีการดําเนินการอยู่ ๒ ช่วง คือ ในวันที่ ๑-๓ เมษายน ๒๕๕๖ การอภิปรายไปสิ้นสุดในวันที่ ๔ เมษายน เวลาตีสอง วันนั้น ที่ประชุมกําลังพิจารณาว่าจะให้แปรญัตติกี่วัน มีผู้เสนอจากพรรคฝ่ายค้านขอแปรญัตติ ๖๐ วัน ที่ประชุมยังไม่ได้พิจารณาเรื่องนี้ แล้วท่านประธานสั่งปิดการประชุม แล้วท่านประธาน ก็ทึกทักเอาว่าเมื่อไม่ได้มีการกําหนดวันแปรญัตติไว้ ทั้งที่ความจริงแล้วมีผู้เสนอขอแปรญัตติ ไว้ ๖๐ วัน แต่องค์ประชุมไม่ครบ ท่านประธานก็ไปยืนยันว่าให้ใช้เวลา ๗ วัน ตามข้อบังคับ การประชุมสภา ๑๕ วัน ตามข้อบังคับการประชุมสภา แต่หลังจากนั้นหลังจากที่ทักท้วงกัน มากมาย ท่านประธานก็รู้ว่าอาจจะมีความผิดพลาด ก็เลยนัดประชุมใหม่
ท่านธนาเดี๋ยวสักพัก เดี๋ยวนะครับ ท่านไม่ได้ประท้วง ท่านอภิปรายนะครับ
ก็ผมจะชี้ประเด็นให้เห็น
ผมจะให้สิทธิท่านอภิปราย เพราะท่านไม่ประท้วงผม เพราะประท้วงยาวเหลือเกินผมก็เลยงง เชิญอภิปรายครับ
ผมกําลังจะบอกท่านประธานว่าไม่ได้มี เฉพาะประเด็นที่ท่านสามารถลุกขึ้นชี้ประเด็นเดียว แต่ยังมีอีก ๑ ประเด็น ที่ท่านสามารถ ไม่ได้ลุกขึ้นชี้ แต่ผมในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยผมต้องนําเสนอท่านประธาน เพราะเป็นปัญหาในวิธีปฏิบัติอยู่ในขณะนี้ เพราะกรรมาธิการไปตัดสิทธิเขาไม่รับคําแปรญัตติ เนื่องจากกรรมาธิการไปขอนับเวลาการแปรญัตติจากการประชุมครั้งแรก ซึ่งไม่ใช่เป็น การประชุมครั้งที่ ๒ หลังจากที่ประชุมมีการลงมติว่าจะนับ ๑๕ วัน นี่คือประเด็นข้อกฎหมาย ชัดเจนครับ และในหลักการปฏิบัติทั่วไปมีอย่างที่ไหนครับท่านประธาน ที่ให้นับวันเวลา ของการแปรญัตติย้อนกลับไปในการประชุมครั้งแรก ซึ่งขณะนั้นยังไม่มีกําหนดเวลาแปรญัตติ การกําหนดเวลาแปรญัตติเริ่มเมื่อการประชุมครั้งหลังเสร็จสิ้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่ประธาน คณะกรรมาธิการไปบัญญัติหรือไปทึกทักเอาว่าให้นับจากวันแรก ในขณะที่สมาชิกเขายังยืนว่า เขายื่นคําแปรญัตติภายใน ๑๕ วัน นับแต่ที่ประชุมมีมติให้แปรญัตติภายใน ๑๕ วัน เพราะฉะนั้นเมื่อท่านประธานไปตัดสิทธิสมาชิกซึ่งมีหลายท่าน ไม่ว่าจะเป็นท่านนิพิฏฐ์ ท่านองอาจ คล้ามไพบูลย์ ซึ่งนั่งอยู่ข้างผม ไปยื่นต่อกรรมาธิการ กรรมาธิการไม่รับ เมื่อไม่รับ เขาถือว่าเขาเสียสิทธิ เพราะฉะนั้นท่านประธานต้องพิจารณาในประเด็นนี้ด้วยว่าคุณองอาจ คล้ามไพบูลย์ คุณนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ มีสิทธิอภิปรายหรือไม่ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเรียนท่านประธานว่า ท่านประธานไปวินิจฉัยตั้งแต่ต้น เหมือนประหนึ่งว่าจะนําไปสู่ การลงมติโดยเสียงข้างมาก หลายครั้งเป็นอย่างนี้ครับ ไม่ฟังข้อเท็จจริง ไม่ฟังว่าความถูกต้อง จะเป็นอย่างไร แล้วท่านก็ท้าทายให้ผมไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญ แล้วพอศาลรัฐธรรมนูญตัดสิน มาว่าท่านทําผิด ท่านกล่าวหาว่าพวกผมว่า ๒ มาตรฐาน หาว่าศาลรัฐธรรมนูญตัดสินทีไร เป็นไปตามพวกผมทุกที ก็พวกผมทักท้วงท่านทุกครั้งท่านไม่ฟัง ว่ามันมีบรรทัดฐาน ความถูกต้องเป็นมาอย่างไร เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตท่านประธานว่า
ประเด็นที่ ๑ คนที่จะมีสิทธิอภิปรายนอกจากท่านประธานคณะกรรมาธิการ วิสามัญแล้ว กรรมาธิการเสียงข้างน้อยอย่างพวกผมต้องมีสิทธิอภิปราย สมาชิกที่ถูกตัดสิทธิ ทุกคนมีสิทธิอภิปราย เพราะเขาถูกละเมิดสิทธิตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ
ประเด็นที่ ๒ สมาชิกส่วนหนึ่งที่ยื่นคําแปรญัตติที่กรรมาธิการอ้างว่าเลย ๑๕ วัน เขาก็มีสิทธิที่อธิปรายเช่นเดียวกันครับท่านประธานครับ
กระผมก็จะให้อภิปราย ไม่ต้องประท้วงนะครับ เพราะอภิปรายใน ๒ ประเด็นด้วยกัน อย่างที่ท่านธนาพูด ประเด็น ที่ท่านเลื่อนเวลาในการที่ไปยื่น ประเด็นที่ ๒ ก็คือการที่กรรมาธิการตัดสินท่าน ที่ท่านผิด ข้อบังคับ ข้อ ๙๖ วรรคสาม เพราะฉะนั้นผมหารือที่ประชุมครับว่าการอภิปรายมันใช้เวลา จะมีการจํากัดเวลาไหม หรือว่าท่านจะ ไม่นะครับ ท่านนิพิฏฐ์ เชิญครับ ผมซาวเสียง เท่านั้นเอง ยังไม่ได้ขอมติ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมกราบเรียนท่านประธานครับ ที่ท่านธนา ได้กรุณากล่าวไปสักครู่ ท่านประธานคณะกรรมาธิการท่านสามารถได้ยกมือ ผมเห็น เมื่อสักครู่นะครับ เพราะท่านต้องชี้แจงว่าผมได้ไปยื่นคําแปรญัตติด้วยนะครับ แต่ท่านปฏิเสธ ที่จะไม่รับ เพราะฉะนั้นผมมีสิทธิที่จะอภิปรายในบรรดา ๕๗ คนนี้หรือเปล่า ผมอยากให้ ท่านประธานชี้แจงประเด็นนี้ก่อน แล้วผมจะขออนุญาตชี้แจงต่อท่านประธานอีกครั้งหนึ่งครับ
เชิญท่านสามารถครับ
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ กระผม สามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมาธิการ คือประเด็นมี ๒ ประเด็น ที่เรากําลังพูดกันอยู่นี้ ประเด็นแรกเป็นประเด็นของผู้แปรญัตติที่แปรญัตติขัดหลักการ ต้องห้ามตามข้อบังคับซึ่งมีอยู่ ๕๗ ท่าน ประเด็นที่ ๒ ผมก็ยังไม่ได้พูดถึงคือเรื่องการไปยื่น คําแปรญัตติเกินกําหนดเวลาที่ข้อบังคับได้บัญญัติไว้ ซึ่งก็มีอยู่ท่านเดียวละครับที่ไปยื่น เกินกําหนดก็คือท่านนิพิฏฐ์ ท่านไปยื่นวันที่ ๑ พฤษภาคม หนังสือของท่านลงวันที่ ๑ พฤษภาคมครับ ซึ่งมันเกินกําหนดไปแล้ว ท่านคงจําได้นะครับว่ารัฐสภาได้มีมติรับหลักการ การแก้รัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ ๔ เมษายน ๒๕๕๖ และในข้อบังคับ ข้อ ๙๖ เช่นเดียวกันครับ ก็บัญญัติว่า การพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม คณะกรรมาธิการ สมาชิกรัฐสภาผู้ใด เห็นควรแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญก็ให้เสนอคําแปรญัตติล่วงหน้าเป็นหนังสือต่อประธาน คณะกรรมาธิการภายในกําหนดสิบห้าวันนับแต่วันถัดจากวันที่รัฐสภารับหลักการแห่งร่าง รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมนั้น ก็แปลว่าเรารับหลักการวันที่ ๔ เมษายน ก็นับตั้งแต่วันที่ ๕ ไป ๑๕ วัน ท่านก็ต้องยื่น ไล่ไปนะครับ มันก็ครบ ๑๕ วัน วันที่ ๑๙ เมษายน ทีนี้ของท่านยื่น หลังจากนั้นแล้ว ผมก็ถือตามข้อบังคับ ทีนี้ท่านอาจจะโต้แย้งว่าเนื่องจากวันนั้นมีการประชุมกัน มีผู้เสนอว่า ๑๕ วันตามข้อบังคับ แต่มีผู้เสนอเป็นอื่น และมีการปิดประชุมไปก่อน จะด้วย เหตุอะไรก็ตามนะครับ และมีการมาเรียกประชุมอีกรอบหนึ่ง แล้วก็มาลงมติกันว่าจะเอา ๑๕ วัน หรือจะเอาตามที่มีผู้เห็นต่าง ซึ่งในที่สุดรัฐสภาก็ลงมติว่าเอา ๑๕ วัน ทีนี้มันไม่ได้ ๑๕ วันตามวันลงมติที่รัฐสภาประชุมรอบสอง นะครับ มันต้อง ๑๕ วันตามข้อบังคับก็คือ นับถัดจากวันที่สภารับหลักการ ฉะนั้นผมก็วินิจฉัยว่าของท่านนิพิฏฐ์ท่านยื่นเกินกําหนดแล้ว ผมก็ทําหนังสือกราบเรียนชี้แจงท่านว่าผมรับไว้ไม่ได้เพราะมันขัดกับข้อบังคับ ทีนี้ท่านอาจจะ ถามว่าเวลาอย่างนี้มันฉุกละหุก ท่านสมาชิกทั้งหลายจะไปยื่นคําแปรญัตติทันหรือ ก็อยาก กราบเรียนท่านครับ ก็มีผู้ทําหนังสือไป ที่ผมตอบมีอยู่ท่านเดียว นอกนั้นอีก ๒๐๐ กว่าท่าน ก็ไปยื่นแปรญัตติภายในกําหนด ๑๕ วัน ทั้งหมดครับ ก็กราบเรียนเป็นข้อเท็จจริง
ทีนี้ประเด็นที่ท่านธนาได้พูดถึงผมว่าประธานจะมีอํานาจหรือ จะวินิจฉัย เรื่องเหล่านี้ ก็กราบเรียนครับว่าในห้องประชุมกรรมาธิการ ผมเป็นประธานคณะกรรมาธิการ การประชุมก็ใช้ข้อบังคับการประชุม ฉะนั้นประธานมีหน้าที่รักษาไว้ซึ่งข้อบังคับการประชุม ไม่จําเป็นจะต้องไปถามมติเสียงส่วนใหญ่ของกรรมาธิการหรอกครับ ถ้าประธานเห็นว่า การกระทําใดที่มันขัดต่อข้อบังคับ ประธานก็ย่อมวินิจฉัยได้ ผมเองวินิจฉัยเสร็จนะครับ ผมก็กราบเรียนมาที่ท่านประธาน ว่าที่ผมวินิจฉัยนั้นถ้ามันไม่ถูกนะครับ คนที่จะตัดสิน สุดท้ายให้ได้ข้อยุติก็คือตรงนี้ละครับ ที่ประชุมรัฐสภาของเรานะครับ ก็กราบเรียนข้อมูลครับ ขอบคุณครับ
เดี๋ยวเอาต่อเนื่องนะครับ ท่านนิพิฏฐ์เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ อันนี้ละครับเป็นเรื่องที่ทางกระผมและท่านคณะกรรมาธิการมีความเห็น แย้งกันนะครับ แล้วก็เรามีความเห็นโต้แย้งเรื่องนี้กันทั้งในคณะกรรมาธิการ ทั้งในรัฐสภาแห่งนี้ สิ่งที่เรามีความเห็นแย้งกันเพราะว่าเรานับระยะเวลาในการแปรญัตติต่างกัน ผมกราบเรียน ท่านประธานว่าผมนับระยะเวลาในการแปรญัตติตั้งแต่การลงมติครั้งที่ ๒ คือวันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๕๖ แต่ว่าท่านประธานได้นับระยะเวลาในการแปรญัตติในวันที่ ๔ เมษายน ๒๕๕๖ เมื่อผมไปยื่นคําแปรญัตติเมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๖ ท่านก็ไม่รับคําแปรญัตติ ของกระผม อ้างว่าผมยื่นคําแปรญัตติเกินระยะเวลา ๑๕ วัน นับแต่วันรับหลักการ กราบเรียนท่านประธานผมคิดว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กครับ และผมกราบเรียนท่านประธานว่า เรื่องนี้ท่านประธานคณะกรรมาธิการเอง ท่านก็คงตระหนักว่า เรื่องนี้อย่างไรต้องส่งถึง ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อตีความแน่ แต่สิ่งที่ผมจะส่งถึงศาลรัฐธรรมนูญเพื่อตีความนั้นนะครับ แน่นอนครับ ผมทราบว่าผมจะไม่ส่งไปตีความว่าเราปฏิบัติผิดตามข้อบังคับหรือเปล่า เพราะว่าถ้าส่งไปตีความว่าเราปฏิบัติผิดข้อบังคับหรือเปล่า ศาลเขาไม่รับหรอกครับ การปฏิบัติ ผิดข้อบังคับหรือเปล่าให้เป็นมติของรัฐสภาแห่งนี้ แต่ผมกราบเรียนท่านประธานว่า คําว่า รับหลักการ นั้นอยู่ตรงไหน การพิจารณากฎหมายมันมี ๓ วาระ วาระที่หนึ่ง ขั้นรับหลักการ วาระที่สอง ขั้นแปรญัตติ และวาระที่สาม ขั้นรับหลักการของท่านประธาน วาระที่หนึ่ง อยู่ตรงไหนครับ มันจบตรงไหนครับ มันจบเมื่อเราบอกว่ารับหลักการอย่างนั้นหรือครับ แล้วการแปรญัตติระยะเวลาในการแปรญัตติที่ต่อเนื่องมานี้ ท่านประธานต้องตอบผมตรงนี้ พอเรายืนขึ้นบอกว่าเรารับหรือไม่รับหลักการปั๊บนี่ มีผู้เสนอคําแปรญัตติว่า มีผู้เสนอว่าให้มี การแปรญัตติภายใน ๖๐ วัน การเสนอระยะเวลาในการแปรญัตตินี้ ผมถามท่านประธาน ผ่านไปถึงประธานคณะกรรมาธิการ ว่าการเสนอระยะเวลาในการแปรญัตติอยู่ในขั้นไหนครับ ถ้าการเสนอระยะเวลาในการแปรญัตติอยู่ในขั้นที่ ๑ คือวาระรับหลักการ แสดงว่าวาระ รับหลักการคือขั้นที่ ๑ ของเรายังไม่จบ เมื่อยังไม่จบท่านจะไปประชุมในวันที่ ๔ เวลา ๑๑.๐๐ นาฬิกาไม่ได้ครับ เพราะอะไรครับ เพราะรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ (๒) บอกว่า การพิจารณารัฐธรรมนูญนั้นให้กระทําเป็น ๓ วาระคือวาระที่หนึ่ง วาระที่สอง และวาระที่สาม เมื่อรัฐธรรมนูญร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังไม่ขาดไปจากวาระที่หนึ่ง วันที่ ๔ เมษายน เวลา ๑๑.๐๐ นาฬิกา ท่านไปพิจารณาวาระที่สอง ซึ่งแสดงว่าท่านไม่พิจารณาเป็น ๓ วาระ วาระของท่านมันคาบเกี่ยวกันอยู่ยิ่งเมื่อท่านประธานรัฐสภาได้เรียกประชุมอีกครั้งหนึ่ง ในวันที่ ๑๘ เมษายน ก็เป็นการตอกย้ําว่าการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ยังไม่หลุดจาก วาระขั้นรับหลักการในวาระที่หนึ่ง เพราะฉะนั้นการพิจารณาของคณะกรรมาธิการตั้งแต่ วันที่ ๔ เป็นต้นไป ผมเชื่อว่าเป็นการกระทําที่เป็นโมฆะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ศาลรัฐธรรมนูญเองเคยตีความมาหลายครั้งว่า พระราชบัญญัติที่มีการพิจารณาเมื่อไม่ครบ องค์ประชุมนั้นมันเป็นโมฆะ ไม่ให้บังคับใช้เป็นกฎหมายแล้วก็ตามนะครับ เมื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญเคยตีความมาแล้วหลายครั้งว่า การประชุมที่ไม่ครบองค์ประชุมนั้นเป็นโมฆะ กฎหมายที่ออกมาก็ไม่สมบูรณ์ หลายครั้งศาลเคยวินิจฉัยอย่างนั้น ผมกราบเรียนท่านประธาน คํากล่าวของท่านประธานสมศักดิ์บอกว่าองค์ประชุมไม่ครบ ท่านบอกว่าเสียงไม่พอครับ องค์ประชุมไม่ครบ เพราะฉะนั้นถือว่า ๑๕ วันตามข้อบังคับ เมื่อท่านประธานสมศักดิ์ ประธานรัฐสภาบอกว่าองค์ประชุมไม่ครบ เพราะฉะนั้นถือว่า ๑๕ วันตามข้อบังคับ ผมว่า ทําอะไรไม่ได้หรอกครับ ผมว่าเมื่อองค์ประชุมไม่ครบ หลังจากนั้นรัฐสภาแห่งนี้จะดําเนินการ อย่างไรไม่ได้เลยครับ และเมื่อประธานรัฐสภาบอกว่าองค์ประชุมไม่ครบแล้วท่านยังพูดต่อว่า ถ้าอย่างนั้นประชุมพรุ่งนี้เลย วันพฤหัสบดีที่ ๔ เมษายน เวลา ๑๑.๐๐ นาฬิกา ทําไม่ได้แล้ว เมื่อองค์ประชุมไม่ครบแล้วท่านทําอะไรไม่ได้ครับ การที่ท่านทําพิจารณาในวาระที่สอง หลังจากองค์ประชุมไม่ครบในวาระที่หนึ่งนั้น ผมถือว่าเป็นโมฆะ การพิจารณารัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ (๒) ต้องทําเป็น ๓ วาระ นอกจากนั้นท่านประธานครับ มันไปตอกย้ํา ในข้อบังคับการประชุมของรัฐสภา ข้อ ๙๒ ท่านประธานดูตามผมไปนะครับ ข้อบังคับ การประชุมรัฐสภา ข้อ ๙๒ บอกว่า ให้กระทําเป็นสามวาระ ตามลําดับ รัฐธรรมนูญเขียน เพียงว่าให้ทําเป็น ๓ วาระ แต่ข้อบังคับ ข้อ ๙๒ บอกว่า ให้กระทําเป็น ๓ วาระ และเพิ่ม ข้อความขึ้นมาหน่อยว่าตามลําดับ ที่บอกว่าต้องไปพิจารณาเป็น ๓ วาระตามลําดับ หมายความว่าเมื่อไม่ขาดจากวาระที่หนึ่งท่านจะพิจารณาในวาระที่สองในชั้นคณะกรรมาธิการ แปรญัตติไม่ได้เลยครับ ในชั้นกรรมาธิการไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นเมื่อผมไปยื่น จริง ๆ แล้ว มีคนยื่น ๓ คนนะครับ มีผม ท่านชวน และท่านจุรินทร์ได้ไปยื่น ท่านปฏิเสธของผม ท่านทําเป็นหนังสือมานะครับ เมื่อท่านปฏิเสธไม่รับคําแปรญัตติของกระผม มันทําให้สมาชิกอย่างน้อยกระผมคนหนึ่ง ละครับเสียสิทธิ ผมไม่มีโอกาสไปชี้แจงต่อท่านว่าเหตุผลใดผมแปรญัตติมาตราเหล่านี้ผมไม่มี โอกาส เพราะท่านปฏิเสธคําแปรญัตติของกระผม ผมยืนยันท่านประธานอีกครั้งหนึ่งนะครับ ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ และท่านประธานคงทราบครับ ว่าเรื่องนี้ต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญ และถ้าศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าท่านประธานรัฐสภาดําเนินการหลังจากองค์ประชุมไม่ครบ ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีทางออกเป็นอย่างอื่นครับ นอกจากต้องวินิจฉัยว่าการพิจารณาทั้ง ๓ ร่างที่ผ่านมานั้นเป็นโมฆะ เหมือนกับที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยตีความกฎหมายมาแล้ว หลายฉบับ ท่านประธานครับ ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราต้องมาพิจารณากัน ผมไม่ตัดสิทธิ ท่านประธานนะครับถ้าท่านเห็นว่าสิ่งที่ผมพูดนั้นพอจะมีเหตุผลรับฟังได้ ท่านก็กลับไป ย้อนขึ้นมาใหม่ พิจารณาใหม่ แต่ว่าถ้าท่านประธานจะกรุณา แต่ถ้าท่านประธานไม่เอาอย่างนั้น เดินหน้าวันนี้เลย เรื่องนี้ก็ต้องส่งไปตีความ ผมก็ฝากท่านประธานว่าเวลาเขาตีความสมาชิก ก็ต้องยื่นต่อประธานรัฐสภา ผมหวั่นเกรงว่าวันที่สมาชิกพรรคฝ่ายค้านลงลายมือชื่อ แล้วส่งไปยังประธานรัฐสภาบอกว่าการพิจารณารัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นโมฆะ ผมทํานาย ไว้ก่อนเลยครับ ผมทํานายไว้ล่วงหน้าเลยครับ ว่าท่านประธานรัฐสภาจะไม่รับส่งไปยัง ศาลรัฐธรรมนูญ เพราะผมถามสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญหลายคนท่านประธาน ผมไม่อยาก เอ่ยชื่อเขา หลายคนที่เขาร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาเขาบอกว่าคุณนิพิฏฐ์ทําอย่างไรก็ได้ ให้ส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความให้ได้ ถ้าส่งไปศาลรัฐธรรมนูญเมื่อไรเขายืนยันว่า ๓ ร่าง ที่ผ่านมานั้นเป็นโมฆะ ผมเลยพูดดักเสียก่อนว่าเวลาที่พรรคฝ่ายค้านลงลายมือชื่อเพื่อให้ ท่านประธานส่งไปที่ศาลรัฐธรรมนูญนั้น ผมคิดว่าท่านประธานจะไม่ส่ง เพราะถ้าส่ง ศาลรัฐธรรมนูญแล้วมันจะเป็นโมฆะ แต่ว่าถ้าท่านประธานไม่ส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ผมบอกไว้เลยนะครับท่านประธานต้องเสี่ยงว่าท่านกระทําผิดกฎหมายครับ แล้วเราก็ต้อง เจอกันที่ศาลอีกครั้งหนึ่ง ผมเลยเรียนท่านประธานนะครับ ทบทวนเถอะครับ ถ้าท่านคิดว่า สิ่งที่ผมอภิปรายมามีเหตุผลที่ท่านจะย้อนไปรับคําแปรญัตติก็ทําเสีย แต่ว่าถ้าท่านจะเดินหน้า อย่างนี้ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าทั้ง ๓ ร่างต้องถึงศาลรัฐธรรมนูญครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ ผมก็จะฟัง ความเห็นจากเวทีข้างล่าง เพราะฉะนั้นเวลานี้คือผมให้ทางนี้ ๒ ท่านแล้ว ผมก็ให้ทางรัฐบาล สักท่านหนึ่ง คุณหมอชลน่าน ผมตามข้อบังคับนะครับ ท่านธนาครับ ผมขอใช้ข้อบังคับก็คือ ท่านอดใจฟังนิดเดียว คือท่านใช้สิทธิไปแล้ว เดี๋ยวเอาอย่างนี้ผมขอฝืนข้อบังคับอย่าว่าผม ถ้าการที่ผมบอกว่าผมต้องให้คนที่เห็นด้วยกับคนที่ไม่เห็นด้วยพูดสลับกัน นี่ผมยังไม่พูดถึง เรื่องเข้าวาระที่จะไปพิจารณาวาระที่สอง เลยนะครับ ผมกําลังบอกว่าหารือเรื่องนี้ ผมก็หารือ เมื่อผมหารือปั๊บ ในการอภิปรายปั๊บก็คือต้องให้ผู้ที่เห็นต่าง เห็นตรงข้าม เห็นตรง อภิปรายนะครับ เว้นแต่ว่าถ้าไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผมก็จะให้ท่าน แต่เวลานี้ ท่านยกมือทั้ง ๒ คน ท่านขจิตร ท่านหมอชลน่าน ผมบอกผมยังไม่ได้เข้าสู่การพิจารณา อันนั้นนะครับ ถึงเวลานั้นผมให้ท่านอภิปรายได้ ท่านนั่งเถอะครับ คุณหมอชลน่านครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน สมาชิกรัฐสภา ต่อประเด็น ที่ท่านประธานได้ยกเอารายงานของท่านกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติมในมาตรา ๑๑๑ และมาตราที่เกี่ยวเนื่องขึ้นมา กรณีที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการ ได้ทํารายงานและเป็นข้อหารือของท่านประธานที่จะถามต่อสมาชิกของรัฐสภาแห่งนี้ว่า จะมีความเห็นอย่างไรใน ๒ ประเด็น ประเด็นที่ ๑ ในกรณีที่วินิจฉัยว่าคําแปรญัตตินั้นขัดกับ หลักการ ท่านประธานคณะกรรมาธิการวินิจฉัยว่าไม่รับ แล้วให้สภาแห่งนี้รับทราบเพื่อจะ วินิจฉัยกรณีมีข้อขัดแย้ง ผมใช้ว่ากรณีมีข้อขัดแย้งในการวินิจฉัยข้อบังคับ เพราะฉะนั้น เพื่อนสมาชิก ๕๗ ท่านก็ยังมีสิทธินะครับที่จะอภิปรายสนับสนุนตัวเองว่าตัวเองมีความเห็น แย้งในข้อบังคับ เหมือนกับที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้อภิปรายในประเด็นการยื่นที่ ท่านประธานคณะกรรมาธิการได้วินิจฉัยว่าพ้นจากเวลาที่กําหนดไว้ในข้อบังคับ ท่านได้แสดง เหตุผล เพราะฉะนั้นก็เป็นสิ่งที่น่าฟัง นี่ละครับคือความสวยงามของระบบรัฐสภาเราที่เราจะ มาช่วยกันวินิจฉัย แต่ถ้าผู้ที่มีความเห็นแย้งไม่ติดใจแล้วก็ผ่านไปได้ แต่ผมเชื่อว่ามีความเห็น แย้งแน่นอน เพราะฉะนั้นประเด็นของผม ผมขออนุญาตกลับมาประเด็นที่ผมจะอภิปราย สนับสนุนความเห็นของท่านประธานคณะกรรมาธิการนะครับว่า
ประเด็นที่ ๑ เรื่องของการเสนอคําแปรญัตติที่ไม่ชอบด้วยข้อบังคับ ต่อกรรมาธิการ ผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพนะครับ การประชุมกรรมาธิการ ไม่ว่าจะเป็นกรรมาธิการสามัญ กรรมาธิการวิสามัญชุดใดก็แล้วแต่ ข้อบังคับให้ใช้ข้อบังคับ การประชุมของสภานั้น ๆ โดยอนุโลม เราประชุมกรรมาธิการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ใช้ข้อบังคับของรัฐสภา ก็ใช้ข้อบังคับของรัฐสภาโดยอนุโลมในการประชุม เพราะฉะนั้นสิ่งที่ สภาแห่งนี้ได้เคยวินิจฉัย โดยถือปฏิบัติเป็นธรรมเนียมปฏิบัติและเป็นนิติวิธีอยู่ตลอดเวลา เป็นกระบวนการของการทําหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภา ก็คือสิ่งที่ไม่ชอบด้วยข้อบังคับ เราก็ปฏิเสธตลอด ในการเสนอญัตติที่ไม่ชอบด้วยข้อบังคับสภาแห่งนี้ไม่เคยรับครับ ท่านประธานเองถ้าเสนอเป็นลายลักษณ์อักษร กรณีเป็นลายลักษณ์อักษรก็ไม่รับเพราะ ไม่ชอบด้วยข้อบังคับ นั่นเราถือปฏิบัติกันมา เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านประธานสามารถวินิจฉัย ผมว่าชอบด้วยข้อบังคับ แต่ก็ให้สิทธิที่จะแย้งได้กรณีที่มีผู้ไม่เห็นด้วยในการแปลความ การวินิจฉัยว่าญัตติที่ไม่ชอบด้วยข้อบังคับนําเข้าไปพิจารณาเป็นประเด็นมากท่านประธานครับ ๑๕ วัน ๑๕ คืนที่เราเคยวินิจฉัย มีการประชุมเรื่องรัฐธรรมนูญ แล้วก็ค้างอยู่ในศาลรัฐธรรมนูญ ตรงนั้นก็เป็นเหตุ และมีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นมาแล้ว เพราะมีคําแปรญัตติที่ไม่ชอบด้วย ข้อบังคับแล้วนํามาพิจารณาในสภา ตรงนั้นเป็นบทเรียนที่ดีอย่างยิ่งนะครับที่จะได้ช่วยกัน แก้ไขวิธีการทํางานของพวกเราให้สอดคล้องกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ และเป็นประโยชน์ สูงสุดกับพี่น้องประชาชน นั่นประการแรกสุดในเรื่องของญัตติที่ไม่ชอบด้วยข้อบังคับ
ญัตติที่ ๒ หรือประเด็นที่ ๒ เรื่องของญัตติที่เสนอที่เลยกําหนดเวลา ที่ท่านประธานสามารถได้วินิจฉัย ขออภัยที่เอ่ยนามท่าน ท่านประธานที่เคารพครับ คําอภิปรายของสมาชิกที่ให้เหตุผลว่าการเสนอคําแปรญัตติโดยอ้างข้อ ๙๖ ภายหลังนะครับ ใช้คําว่า เสนอคําแปรญัตติล่วงหน้าเป็นหนังสือ ขออนุญาตอ่านนะครับท่านประธาน ต่อประธานคณะกรรมาธิการภายในกําหนดสิบห้าวันนับแต่วันถัดจากวันที่รับหลักการ แห่งร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม เว้นแต่สภาจะมีมติเป็นอย่างอื่น มีมติรับหลักการ อาจจะ แปลความว่าการเสนอเรื่องคําแปรญัตติภายในกี่วันตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญฉบับนี้ อยู่ในขั้นตอนถูกต้องครับ อยู่ในวาระถูกต้องครับ แต่บทบัญญัติรัฐธรรมนูญและข้อบังคับ ไม่ได้เขียนว่าอยู่ในวาระรับหลักการ เขียนว่าถัดจากวันรับหลักการ แปลเป็นอื่นไม่ได้ครับ รับหลักการก็คือมีลงมติรับหลักการ ถึงแม้สภาจะมีเงื่อนไขอย่างไรกลับมาก็รับหลักการไปแล้ว นั่นคือการแปรญัตติที่เป็นไปตามข้อบังคับของเสียงข้างมากที่เขาเห็นอย่างนั้น ผมเชื่อว่า เป็นเสียงข้างมาก ถ้าจะวินิจฉัยด้วยข้อบังคับ ข้อ ๑๑๗ ก็กระทําได้ครับเพื่อจะได้ตัดสินในข้อนี้ เรื่องนี้ผมเองต้องกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับ มันมีประเด็นเกิดขึ้นทําให้เกิด เหตุการณ์อย่างนั้น ผมเองเป็นจําเลยในที่สภาแห่งนี้เพราะเป็นผู้เสนอประเด็นเองว่า การเสนอญัตติให้สภาวินิจฉัยว่าเป็นอื่นว่าจํานวนวันที่เสนอคําแปรญัตตินั้นเป็นญัตติที่สภานี้ รับไม่ได้ เนื่องจากว่าในขณะนั้นองค์ประชุมในการเสนอญัตติไม่ครบ ไม่เกี่ยวกับการพิจารณา ร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา เป็นขั้นตอนครับท่านประธานครับ เสนอญัตติอื่นในการพิจารณา กฎหมายกระทําได้ โดยเฉพาะประเด็นที่ข้อบังคับอนุญาตไว้ให้เสนอญัตติได้ เช่น ญัตติ การแปรญัตติ ตรงนี้เสนอได้ครับ ข้อบังคับเขียนไว้ว่าเสนอได้ แต่เมื่อเสนอแล้วต้องพูด เป็นกรณีไป ไม่เกี่ยวกับองค์ประชุมในการพิจารณารัฐธรรมนูญทั้งหมด ญัตติขณะนั้น ท่านบอกว่าจะเอา ๖๐ วัน แต่ว่าองค์ประชุมในการจะเอา ๖๐ วันไม่ครบ ญัตติ ๖๐ วันก็ตกไป แปลความนะครับ ถ้าไม่ทําอะไรเลย วันแปรญัตติต้องเป็นไปตามข้อบังคับ เพราะข้อบังคับ มันเขียนว่าอย่างนั้น ถ้าไม่มีมติเป็นอื่นก็ต้องเป็นไปตามข้อบังคับเท่านั้นเอง การที่สภา ไม่สามารถที่จะลงมติในญัตตินั้นได้ เพราะองค์ประชุมของการเสนอญัตติไม่ครบ นั่นก็คือไม่มี เหตุผลเป็นอื่นแล้วก็ต้องดําเนินตามข้อบังคับ นั่นคือการแปลความช่วงแรก แต่มีผู้ทักท้วงครับ เราก็ให้โอกาส ไม่เป็นไร ก็มาลงมติได้เพื่อให้มันชัดเจนขึ้น ไม่ได้ขัดกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ หรือข้อบังคับใด ๆ ในประเด็นนี้ เป็นเหตุให้มีเวลา๒ จังหวะ ทําให้เกิดปัญหาในการตีความ ข้อบังคับ ก็ชอบครับที่จะมีความเห็นต่างในตรงนี้ สภาเราเป็นผู้วินิจฉัยครับ ถ้าท่านประธาน จะใช้ข้อ ๑๑๗ ผมไม่ติดใจเลยที่จะใช้ข้อ ๑๑๗ ในการวินิจฉัยกรณีมีความเห็นที่ขัดกันต่อ การตีความข้อบังคับ ตรงนี้ชัดเจนครับ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติมีความเห็นแย้งในเรื่องนี้ว่า มันไม่ชอบ มีความหมายเป็นลักษณะอย่างนั้นก็ต้องนับจากถัดจากวันที่ ๑๘ ไป แต่ผมเอง ผมเห็นว่าต้องถัดจากวันรับหลักการ ถัดจากวันรับหลักการตามข้อบังคับข้อ ๙๖ กราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพครับ ก็ฟังสมาชิกให้ความเห็น แล้วก็ลงมติ ถ้าท่านยังยืนยันว่า จะใช้ข้อ ๑๑๗ ผมยินดีเป็นอย่างยิ่งครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ
ท่านสมาชิกครับ ผมก็ฟัง คนที่ไม่เห็นด้วย กับประธานคณะกรรมาธิการที่เห็นด้วย เพราะฉะนั้นพรรคฝ่ายค้านมีเยอะ นะครับ ผมขออนุญาตที่จะไปที่ ส.ว. สักคนได้ไหมครับ ไปที่ ส.ว. ท่านสมชายครับ
ท่านประธาน รัฐสภาครับ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอขอบคุณท่านประธาน ที่ทําหน้าที่ตรงนี้นะครับ ก็มีเรื่องที่เราจะต้องหารือกัน แล้วก็ท่านประธานยืนยันว่าจะไม่ตัด สิทธิของสมาชิก ๕๗ คน ในการที่จะถูกตัดสิทธิในการอภิปราย ซึ่งผมจะไปใช้สิทธิตรงนั้น อีกนะครับ ก็ขออนุญาต แต่มีผมเรื่องที่ต้องเรียนหารือท่านประธาน เพราะว่าเมื่อสักครู่ ท่านประธานพูดถึงเรื่องการกําหนดเวลาในการอภิปราย ซึ่งผมคิดว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น กําหนดเวลาไม่ได้ เหตุผลดังนี้ครับ ท่านประธานครับ ฝากไว้แล้วก็ท่านประธานจะได้คํานึงถึง ตั้งแต่ตอนต้นเพื่อจะได้ไม่มีใครมาเสนอตรงนี้ เหตุผลก็คือว่ามีอดีตนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่ง ให้สัมภาษณ์ และลงหนังสือพิมพ์วันนี้ ขออภัยที่เอ่ยนามบุคคลภายนอกนะครับ คือ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ กล่าวแสดงความมั่นใจว่าไม่มีความกังวลต่อการประชุมพิจารณาแก้ไข ร่างรัฐธรรมนูญมาตราว่าที่มาของ ส.ว. นะครับ มีผู้สงวนคําแปรญัตติ ถึง ๒๐๒ คน เพราะ สามารถทําความเข้าใจได้ โดยที่ประธานรัฐสภาควรกําหนดเวลาอภิปรายให้แต่ละคนไม่เกิน ๕-๑๐ นาที และไม่ควรให้ ส.ส. ๕๗ คน ที่สงวนคําแปรญัตติขัดต่อหลักการร่างรัฐธรรมนูญ ลุกขึ้นอภิปรายด้วย เหตุผลที่ต้องอ้างอย่างนี้เพราะว่า ท่านอดีตนายกรัฐมนตรี ขออภัยที่ เอ่ยนามถึงท่าน เป็นผู้ที่อยู่ในพรรครัฐบาลนะครับ แล้วผมก็หวังว่าท่านประธานคง ดําเนินการตามมาตรา ๑๒๒ คือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาย่อมเป็น ผู้แทนปวงชนชาวไทย โดยไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติ มอบหมายหรือความครอบงําใด ๆ ก็ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่า ถ้าเดินไปตามนี้ ผมคิดว่าเดี๋ยวเราเข้าสู่การพิจารณา ว่าขัดหรือไม่ขัดหลักการ ผมจะได้ใช้สิทธิตรงนั้น ก็ขออนุญาตบันทึกไว้ครับท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ
ท่านสุกิจก่อนนะ คุณหมอสุกิจครับ เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เรื่องของเวลาการแปรญัตติก็คงจะถึงศาลรัฐธรรมนูญนะครับ แต่เดี๋ยวจะมีสมาชิกอีกหลายท่านที่จะมาอภิปรายเรื่องนี้ต่อเนื่องกันไปนะครับ แต่ท่านประธานครับ ผมเป็นผู้หนึ่งที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการท่านกล่าวหาว่าแปรญัตติ ขัดหลักการในหลายมาตราเลยครับ ซึ่งผมว่าท่านผิดนะครับ แล้วเรื่องนี้ขอให้ท่านฟังเหตุ ฟังผล อย่าใช้เสียงข้างมากลากไปครับ เพราะว่ามันจะไม่เป็นธรรม ผมขอยืนยันว่าผมไม่ได้ ผิดข้อบังคับ และผมมีสิทธิที่จะอภิปรายในทุกมาตรานะครับ โดยเฉพาะข้อวินิจฉัย ของกรรมาธิการ บอกว่าผมขัดกับหลักการนี้ผมไม่เห็นด้วยหรอกครับ ที่จริง ๆ แล้วไม่ใช่ กรรมาธิการหรอกครับ เป็นคําวินิจฉัยของท่านประธานคณะกรรมาธิการ ผมขอเน้นนะครับ ว่าท่านประธานคณะกรรมาธิการ เพราะวันที่ท่านเรียกผมไปชี้แจงวันนั้น ก็มีท่านนั่งอยู่คนเดียวหัวโต๊ะนะครับ คนอื่นเป็น กรรมาธิการหรือเปล่า แต่ผมดูแล้วเขาก็ไม่ได้มีความสนใจอะไรที่จะฟังพวกผมพูดเลยนะครับ ก็ไม่ได้ครบองค์ประชุมของกรรมาธิการ ตามข้อ ๖๓ ที่เขาบอกว่ากรรมาธิการจะประชุมต้อง มีมาเกินกว่ากึ่งหนึ่งนะครับ กรรมาธิการของท่านมี ๔๕ คน เกินกึ่งหนึ่งอย่างน้อยก็ต้อง ๒๓ คนครับ แต่วันนั้นก็มีอยู่แค่ ๒-๓ คนที่เป็นกรรมาธิการ นอกจากนั้นก็เป็นผู้ที่โดน ชะตากรรมแบบเดียวกับผมละครับ คือไปรอชี้แจงนะครับ แล้วท่านก็มาเขียนบันทึกอยู่ใน รายงานนี้นะครับ บอกว่าคณะกรรมาธิการไม่เห็นด้วย กรรมาธิการที่ไหนครับ มีท่านคนเดียว ท่านจะมาทึกทักอย่างนั้นด้วยได้อย่างไร ในเมื่อมันไม่ครบองค์ประชุมครับ อันนี้ก็ถือว่า ผิดข้อบังคับครับ เพราะว่าข้อบังคับบอก เห็นง่าย ๆ ครับ อย่างข้อ ๗๐ เขียนว่าผู้แปรญัตติ ต้องชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการ ไม่ได้ให้ชี้แจงต่อประธานคณะกรรมาธิการนะครับ
คุณหมอสุกิจครับ หยุดสักนิดเดียวได้ไหม เพราะพอดีท่านพิเชษฐ์ท่านประท้วงท่านหรือเปล่า เชิญบอก ข้อประท้วงมาครับ ท่านประท้วงผู้อภิปรายหรือครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงผู้ที่อภิปรายอยู่นะครับ ว่าเสียดสีใส่ร้ายตามข้อบังคับแห่งรัฐสภา ข้อ ๔๓ ผมในฐานะที่เป็นกรรมาธิการคนหนึ่ง ผมก็อยู่ในเหตุการณ์นั้น คุณหมอคือผู้อภิปรายไม่ได้ขอนับองค์ประชุมนะครับ ดังนั้นจะทราบได้ อย่างไรว่าองค์ประชุมครบหรือไม่ครบ เขาไม่ได้ขอ แต่เขาก็เสนอข้อคิดเห็นครับท่านประธาน ดังนั้นเรื่ององค์ประชุมไม่เกี่ยวครับ ท่านประธานครับ ขอให้ท่านวินิจฉัยว่าเสียดสีใส่ร้ายครับ ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ
ผมวินิจฉัยนะครับ คุณหมอ ก็อภิปรายไป บอกเหตุการณ์นั้นนะครับ เพราะฉะนั้นท่านไม่ได้กล่าวหาอะไร เชิญท่าน ว่าต่อเลยครับ คุณหมอสุกิจครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธาน ผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ เมื่อท่านกล่าวหาว่าผมไม่ชอบธรรม ผมก็บอกบ้างว่าท่านก็ไม่ชอบธรรมเหมือนกันในการ ปฏิบัติหน้าที่ และไม่ต้องไปนับหรอกครับ ถ้าไม่ปัญญาอ่อนนี่ดูด้วยสายตามันก็รู้ครับว่า องค์ประชุมไม่ครบอยู่แล้ว ท่านยังได้เขียนบันทึกว่า อนึ่ง ประธานคณะกรรมาธิการได้วินิจฉัย ประธานนะครับ ได้วินิจฉัยว่าคําแปรญัตติดังกล่าวขัดกับหลักการแห่งร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ตามข้อบังคับการประชุม รัฐสภา พ.ศ. ๒๕๕๓ ข้อ ๙๖ วรรคสาม ท่านมากล่าวหาโดยอาศัยข้อบังคับ ข้อ ๙๖ วรรคสาม ซึ่งบอกว่าผมผิด ขัดกับข้อบังคับ ผมขออนุญาตอ่านข้อบังคับนะครับท่านประธาน เขาบอกว่า การแปรญัตติเพิ่มมาตราขึ้นใหม่ หรือตัดทอนตอนวรรคสามนะครับ อันนี้นะครับ ไม่ใช่ทั้งข้อ นะครับ เพราะท่านกล่าวหาผมแค่ตอนวรรคสาม เขาบอกว่า การแปรญัตติเพิ่มมาตราขึ้นใหม่ หรือตัดทอน หรือแก้ไขมาตราเดิม ต้องไม่ขัดกับหลักการแห่งร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ผมว่าท่านประธานท่านอ่านแค่นี้แหละ แล้วท่านก็มาตัดสินผม แล้วก็มาสรุป แต่ที่จริงแล้ว มันยังเขียนต่ออีกนะครับ ท่านอ่านไม่หมด ท่านมาอ้างไม่หมด เขาบอกว่า เว้นแต่การแก้ไข เพิ่มเติมมาตราที่เกี่ยวเนื่องกับหลักการนั้น ท่านเข้าใจไหมครับ มาตราที่เกี่ยวเนื่องกับ หลักการนั้น อย่างเช่น มาตรา ๓ ที่ท่านตัดสิทธิผมนี่ เกี่ยวเนื่องกับหลักการนั้นไหมครับ ผมขอเรียนถาม เพราะว่ากําหนดให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง เกี่ยวชัดเจนเลยครับ มาตรา ๓ เกี่ยวเนื่อง เพราะฉะนั้นการที่ผมแปรญัตติแล้วก็ตัดมาตรา ๓ เป็นมาตราที่เกี่ยวเนื่องกับหลักการ ผมทําได้ครับ ไม่ผิดข้อบังคับแต่อย่างใด เพราะฉะนั้นท่านรับฟังเถอะครับ แล้วก็แก้เสียใหม่ อันนั้นคือประเด็นหนึ่ง เป็นประเด็นที่ชัดเจนที่สุดที่ท่านไม่สามารถที่จะมาขอตัดสิทธิ ผมได้นะครับ ท่านประธานครับ ดูเหมือนว่าในสมองของท่านประธานคณะกรรมาธิการ ถูกโปรแกรม (Program) เอาไว้ว่า ส.ว. มาจากการเลือกตั้งต้องเป็นการเลือกตั้ง โดยตรงจากประชาชนเท่านั้น ท่านดูหลักการสิครับว่าเขียนว่าเลือกตั้งโดยตรงหรือเปล่า ไม่มีหรอกครับ เพราะฉะนั้นถ้าท่านเปิดใจให้กว้าง ถ้าผมบอกว่า ส.ว. ที่ท่านเรียกว่า ส.ว. สรรหา ถ้าเขาไม่ตั้งชื่อแบบนี้ ถ้าเขาไม่ตั้งชื่อว่า ส.ว. สรรหาท่านจะเรียกได้ว่าเป็น ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งทางอ้อมได้ไหม เพราะอะไรครับ เพราะมีกรรมการสรรหาก็จริง แต่ก่อนที่จะมาถึงขั้นตอนของคณะกรรมการสรรหาเขาได้ถูกเลือกมาจากสภาวิชาชีพต่าง ๆ ซึ่งเขาก็เลือกตั้งกันถูกต้องครับ เพราะฉะนั้น ส.ว. สรรหานี่ถ้าท่านไม่มีจิตใจอคติต่อเขา นะครับ ก็น่าจะเรียกว่าเป็น ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งในทางอ้อมได้ นี่ครับคือประเด็นที่ผม เชื่อว่าท่านประธานฟังแล้วท่านน่าจะให้โอกาสพวกผมนะครับ เพราะว่าไม่ได้กระทําผิด ไม่ว่า จะตามข้อบังคับ ข้อ ๙๖ วรรคสาม หรือหลักการ ถ้าท่านมาเล่นเรื่องหลักการ ท่านไม่ได้ เขียนนี่ครับว่า ส.ว. เลือกตั้ง เลือกตั้งทางตรงหรือว่าทางอ้อม เพราะฉะนั้นเลือกตั้งทางอ้อม ก็สามารถที่จะเข้ากับหลักการอันนี้ได้ นี่คือสิ่งที่ผมจะกราบเรียน
อีกประเด็นหนึ่งครับ ก็คือเรื่องของการบันทึกครับ ท่านบันทึกให้พวกผม เรียกว่าเสียหายนะครับ คือการแปรญัตติขัดหลักการโดยที่ไม่ขัดนี่ก็ถือว่าเป็นการบันทึก ไม่ตรงกับความเป็นจริง เป็นเท็จ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถึงแม้ว่าวันนี้สภาจะลงมติอย่างไรก็ตาม ท่านก็ไม่มีสิทธิที่จะเขียนไปก่อนว่าพวกผมแปรญัตติขัดกับหลักการ ท่านประธานดูสิครับ ตอนแรกผมยอมได้ที่ส่วนใหญ่แล้วพอบอกว่าพวกผมขัดกับหลักการแล้ว ท่านก็บอกว่า คณะกรรมาธิการไม่เห็นด้วย แล้วก็บอกว่าประธานคณะกรรมาธิการได้วินิจฉัยคําแปรญัตติ ดังกล่าวว่าขัดหลักการแห่งร่างรัฐธรรมนูญ ว่ากันต่อไปเลยครับ อันนี้ผมยอมรับได้ครับ ว่าเป็นความเห็นของประธานคณะกรรมาธิการคนเดียว แต่ท่านประธานครับ ช่วยมาดูตาราง ข้างท้ายข้างหลังนี่ครับ ที่มีการเอามาแยกแยะชื่อของแต่ละคนว่าแปรแล้วอันไหนถูกต้อง อันไหนขัดกับหลักการ ของผมนี่ก็โดนนะครับ ผมก็โดนอยู่หน้าหนึ่ง ท่านเขียนลงไปเลยครับ ว่ามาตราที่ขัดต่อหลักการไม่สามารถแปรญัตติได้ นี่ท่านทึกทักไปเลยนะครับ ท่านไม่มี อํานาจที่จะมาตัดสินว่าผมขัดต่อหลักการหรือเปล่า ล่วงหน้าอย่างนี้ เพราะฉะนั้นการที่ท่าน มาบันทึกไว้ในรายงานฉบับนี้ ผมถือว่ารายงานฉบับนี้ขาดความชอบธรรม ไม่ถูกต้อง ท่านเขียนไปก่อนที่จะมีการวินิจฉัย แล้วท่านไม่มีอํานาจวินิจฉัย เพราะฉะนั้นเมื่อรายงาน อันนี้มันไม่ถูกต้อง ท่านประธานฟังผมครับ ต้องถอนออกไปก่อน ไปปรับปรุงใหม่ ไปแก้ไขใหม่ ถึงจะได้ ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ครับที่ผมกล่าวมาก็สรุปได้ว่า อันที่ ๑ ผมไม่ได้แปรญัตติ ขัดต่อหลักการ ผมจะมีสิทธิในการอภิปรายได้เท่ากับคนอื่นทุกอย่าง แล้วอันที่ ๒ รายงานนี้ ไม่ถูกต้องครับท่านประธาน เราจะมาพิจารณารายงานที่ไม่ถูกต้องได้อย่างไร สภาผู้แทนราษฎร รัฐสภาอันทรงเกียรติ สถาบันสูงสุดของประเทศ แล้วยังทําอะไรผิด ๆ อย่างนี้ ไม่ได้ครับ ท่านต้องยอมรับและก็ถอนออกไปครับ ขอบคุณครับ
เดี๋ยวครับ คุณหมอสุกิจครับ เมื่อสักครู่ผมขอให้ท่านเอาคําพูดสักคําออกได้ไหมครับ คือ ปัญญาอ่อน นะครับ ท่านอย่า บันทึกไว้ในรายงานการประชุมเลยนะครับ ตอนที่เรื่ององค์ประชุมนะครับ ผมไม่อยากขัด ท่านเดี๋ยวจะเสียอรรถรสในการอภิปราย ผมขอนะครับ ขออันนี้ เอาออกแล้วกันนะครับ
ท่านประธานครับ เป็นคําเปรียบเทียบแค่นั้นเองครับ
ครับผม
ไม่ได้หมายถึงว่า ใครปัญญาอ่อนหรอกครับ
ผมขอเอาออกนะครับ
ถ้าท่านประธานขอ ผมก็ยินดีครับ
ครับ ขอบคุณมากครับ คืออย่างนี้ครับ เดี๋ยวผมจะให้ประธานคณะกรรมาธิการได้ชี้แจงนะครับ แล้วก็ผมขอจัดลําดับ พอแล้วครับ ท่านไม่ต้องยืนขึ้นแล้วครับ ขอจัดลําดับหน่อยเพราะว่าท่านได้อภิปรายทุกคน เดี๋ยวพอท่านประธานเสร็จแล้วผมจะให้ท่านขจิตร เสร็จแล้วท่าน พลเรือเอก สุรศักดิ์ แล้วจะ กลับมาท่านวิรัตน์นะครับ เอาอย่างนี้นะครับ เป็นไปตามคิวนะครับ เชิญท่านประธานครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม สามารถ แก้วมีชัย ประธานกรรมาธิการนะครับ ก็ไม่ชี้แจงเดี๋ยวจะเข้าใจผิด แล้วก็จะเสียหายนะครับ คือผมอยากกราบเรียนนะครับว่า ประธานนี่มีหน้าที่รักษาข้อบังคับ ผมเป็นประธานในที่ประชุมกรรมาธิการ ผมก็มีหน้าที่รักษาข้อบังคับ สิ่งใดที่ถูกต้อง ก็ไม่มีปัญหา หรือแม้กระทั่งเฉียด ๆ อาจจะผิด ผมก็อนุโลม ทีนี้ผมยกตัวอย่างนะครับ เพราะอีกหลายท่านจะเหมือนกันอย่างนี้ อย่างขอประทานโทษเอ่ยนามที่ท่านพูดจบไป ท่านสุกิจ อัถโถปกรณ์ ท่านบอกท่านไม่ผิดข้อบังคับ ไม่ผิดหลักการ ก็จะยกตัวอย่าง ท่านตัดมาตรา ๑ ออกทั้งหมด มาตรา ๑ ว่าอย่างไรครับ รัฐธรรมนูญนี้ เรียกว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่..) พ.ศ. .... ท่านตัดออกไปเลย พอมาถึงมาตรา ๒ ท่านก็ตัดออกอีก มาตรา ๒ บอกว่า รัฐธรรมนูญนี้ให้ใช้บังคับ ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา พอมาถึงมาตรา ๓ ครับ อันนี้หัวใจสําคัญ มาตรา ๓ เป็นมาตราที่เราไปแก้ไข มาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๒ ไปตัดเรื่องการสรรหา ส.ว. ออกคงเหลือแต่ ส.ว. มาจากการเลือกตั้ง ท่านก็ตัดอีก ตัดอีก แปลว่าอย่างไรก็ให้คง ส.ว. สรรหาไว้เหมือนเดิม ถามว่ามันขัดหลักการที่รัฐสภานี้ลงมติรับไว้ไหมครับ และจะให้ผม ทําอย่างไรครับ ให้ผมบรรจุมาว่ามันถูกต้อง ท่านแปรญัตติชอบแล้วและมานั่งคุยกัน อยู่ในนี้ต่อ ทั้ง ๆ ที่สภามีมติรับหลักการว่าให้แก้รัฐธรรมนูญให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้ง ผมคิดว่าเพื่อนสมาชิกทั้งหลายนะครับ เราก็เรียกร้องที่จะเคารพกติกา เคารพข้อบังคับ ก็หวังว่าท่านคงจะเข้าใจนะครับว่าทําไมผมถึงต้องทําหน้าที่ผมเคร่งครัด เพราะผมก็เคารพ ข้อบังคับครับ ขอบคุณครับ
ท่านสุกิจจะใช้สิทธิพาดพิง ไหมครับ เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ คําชี้แจงของท่านประธานนี้ผมถือว่าพาดพิงผมนะครับ โดยเฉพาะท่านไม่เข้าใจจริง ๆ ที่ผมพยายามอภิปรายให้ท่านรับฟังเมื่อสักครู่นี้ ท่านยังบอกว่าผม ถ้าตัดออกทั้งหมด ส.ว. สรรหาก็ยังอยู่ ก็ผมบอกท่านแล้วอย่างไร อุตส่าห์อธิบายตั้งนานว่าทําไมท่านไม่ยอมรับ ว่า ส.ว. สรรหาก็เป็นลักษณะหนึ่งของการเลือกตั้งทางอ้อม ท่านไม่รับก็ไม่เป็นไร แต่ประชาชนทั้งประเทศเขาอาจจะรับได้ก็ได้ เพราะฉะนั้นท่านต้องเปิดใจให้กว้าง และที่ผม ตัดมาตรา ๑ มาตรา ๒ ก็หมายความว่าคือผมนี่เป็นคนที่กลับไปกลับมาไม่เป็นหรอกครับ ในวาระที่หนึ่ง ผมลงมติไม่รับหลักการเอาไว้ เพราะฉะนั้นผมจะไม่มาแปรญัตติที่เป็นการ สนับสนุนให้มีร่างอันนี้เกิดขึ้น ผมตัดทั้งหมดนี่พอตัดอันนี้ภาพของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มันก็ผุดขึ้นมา ประเทศชาติไม่ได้เสียหายอะไรครับ เรายังมีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ใช้อยู่ อันนี้ เป็นหลักการง่าย ๆ เท่านั้น ท่านไม่ควรจะมากล่าวหาว่าผมทําขัดต่อหลักการครับ
คิวต่อไปท่านขจิตรนะครับ เชิญท่านขจิตรครับ
ท่านประธานครับ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ขณะนี้เรากําลังถกเถียงปัญหาก่อนจะไปพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญ ในการที่จะแก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช .... ซึ่งว่าด้วยการแก้ไขมาตรา ๑๑๑ แล้วก็ เรื่อย ๆ ไป ซึ่งผมจะพูดรายละเอียดในหลักการนะครับ ที่ท่านถกเถียงกันมากวันนี้ก็คือ เรื่องหลักการ เพราะฉะนั้นเพื่อความเข้าใจผมขออนุญาตท่านประธานอ่านหลักการ ของกฎหมายฉบับนี้นะครับ หลักการของกฎหมายฉบับนี้เขียนว่า แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย โดยกําหนดให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๒ มาตรา ๑๑๕ มาตรา ๑๑๖ วรรคสอง มาตรา ๑๑๗ มาตรา ๑๑๘ มาตรา ๑๒๐ และมาตรา ๒๔๑ วรรคหนึ่ง และให้ยกเลิกมาตรา ๑๑๓ และมาตรา ๑๑๔ นี่คือหลักการที่รัฐสภาแห่งนี้ได้รับหลักการไป ท่านประธานครับ
ท่านขจิตรผมขอนิดเดียว พอดีผมสงสารอาจารย์รัชฎาภรณ์ครับ ยกมือมานานแล้วนะครับ ท่านประท้วงอะไรครับ ท่านบอกด้วย ท่านที่ยกมือเดี๋ยวท่านอยู่ในคิวหมดแล้วครับ ผมจดไว้หมดแล้วครับ ท่านรัชฎาภรณ์ประท้วงอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา อยากจะประท้วงเพื่อที่จะฝากท่านประธานเรียนถามท่านประธาน คณะกรรมาธิการด้วยว่าถ้าท่านอ้างข้อ ๙๖ วรรคสาม ดิฉันก็จะอ้างตรงนี้ค่ะ
ท่านอาจารย์เดี๋ยวถึงคิว อาจารย์แล้วค่อยอภิปราย
ของดิฉันตกหล่นนะคะ
เพราะท่านประท้วงท่านต้อง บอกผมครับ ประท้วงด้วยเรื่องอะไรครับ เพราะขณะนี้ถ้าท่านประท้วงผู้อภิปรายหรือเปล่า ถ้าท่านไม่ประท้วงผู้อภิปรายท่านนั่งก่อนเดี๋ยวถึงคิวท่านแล้วครับ
ไม่ใช่คะ ก็ข้อ ๕ นี่ เพราะว่าเพื่อที่จะถามว่าของดิฉันนี่ตกหล่นไปได้อย่างไร ดิฉันเสนอมา นะคะว่าดิฉันแก้ให้มีการบอกว่า ถ้ามีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาก็ขอไปลดอํานาจหน้าที่ แล้วท่านบอกว่าอํานาจหน้าที่มันไม่ได้แก้ไขในนี้ แต่ในนี้ถือว่าเป็นการเกี่ยวเนื่อง เป็นมาตรา ที่เกี่ยวเนื่องกับหลักการก็เลยจะถามว่าตัดของดิฉันออกแล้วไม่มีในเอกสารเลยได้อย่างไร ไม่เกี่ยวเนื่องหรือ ดิฉันอ้างว่าเกี่ยวเนื่องนะคะ
เดี๋ยวผมตัดสิทธิท่านในคิว อภิปรายนะครับ ท่านอย่าเพิ่งนะครับ ท่านขจิตรเชิญครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่นี้ผมได้อ่านหลักการในข้อความทั้งหมดแล้วนะครับ แล้วรัฐสภา แห่งนี้ก็ให้ความเห็นชอบในหลักการนี้ในการประชุมเมื่อวันที่ ๑-๔ เมษายนที่ผ่านมา หลักการนี้รัฐสภาแห่งนี้ให้ไปเพื่อความรอบคอบก็เลยตั้งกรรมาธิการขึ้นมาชุดหนึ่ง ซึ่งมี ท่านสามารถเป็นประธานคณะกรรมาธิการทั้งหมดมีหน้าที่ไปทํารายละเอียดให้เป็นไปตาม หลักการที่เราอนุมัติไปนี้ ที่รัฐสภาอนุมัติหลักการไปลงมติในวาระที่หนึ่งไปแล้ว ไม่มีใคร สามารถแก้ไขสิ่งที่ขัดกับหลักการได้ ไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญกําหนด ไม่ว่าจะเป็นข้อบังคับ ทั้งหมดได้กําหนดไว้ชัดเจนหมดแล้ว ขั้นการทํางานของคณะกรรมาธิการก็ให้ไปดู รายละเอียด ให้วุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง มีข้อเกี่ยวข้องกับมาตราต่าง ๆ ดังที่ผมอ่านแล้ว ในเบื้องต้น การบอกว่ามาจากการเลือกตั้งโดยตรงหรือไม่ตรงก็ให้ไปดูรายละเอียดในมาตรา ๑ ถึงมาตรา ๑๓ก็จะชัดเจนว่า คําว่า การเลือกตั้งเขาหมายถึงการเลือกตั้งแบบไหน นั่นคือกฎหมายฉบับนี้ เมื่คณะกรรมาธิการไม่มีสิทธิ ไม่มีหน้าที่ในการที่จะไปแก้ไขอะไร ที่มันผิดหลักการนี่ทําไม่ได้ การที่ประธานคณะกรรมาธิการได้พิจารณาก่อนที่จะนําเข้า กรรมาธิการนั้นมีความเห็นสอดคล้องกับข้อบังคับนั่นคือหน้าที่ของประธาน ประธาน ไม่มีหน้าที่ไปนั่งอยู่เขาเสนออะไรผิดกับกฎหมายข้อบังคับก็รับเละไป อันนั้นไม่ใช่ การพิจารณาของท่านประธานคณะกรรมาธิการชุดนี้คือท่านสามารถได้กระทํานั้น ชอบแล้วในวิสัยของคนที่เป็นประธานคณะกรรมาธิการ เมื่อเห็นว่ามันขัดกับข้อบังคับ เมื่อเห็นว่ามันขัดกับหลักการบัญญัติกฎหมายที่ผ่านมาทั้งหมดตั้งแต่ตั้งสภานี้ เขาก็ไม่นําเข้า ที่ประชุม เขาก็แจ้ง อธิบายให้ทราบว่านี่ถูกต้องแล้ว ไม่ได้มีใครกล่าวหาใคร แต่มันเป็นไป ตามข้อบังคับ เพราะฉะนั้นเมื่อคนแปรญัตติเข้าไป ประธานคณะกรรมาธิการเห็นว่าไม่ชอบ ด้วยกฎหมายและข้อบังคับ ก็ถือว่าไม่เป็นคนที่จะต้องอภิปรายตามข้อ ๙๙ เพราะข้อ ๙๙ เขาเขียนไว้ชัดเจนว่าใครจะอภิปรายได้ต้องเป็นคนที่สงวนคําแปรญัตติ ถ้าเขาแก้ไข มาตราไหนก็ให้อภิปรายได้เฉพาะถ้อยคําหรือข้อความที่แก้ไข ถ้าใครสงวนคําแปรญัตติไว้ ก็ให้อภิปรายเฉพาะที่สงวนคําแปรญัตติ วาระที่สองมันเป็นอย่างนั้น ที่ปฏิบัติมาถ้ามันเพี้ยน ไปบ้างก็อย่าทําอีก มันจะได้เรียบร้อย มันจะได้เป็นมาตรฐานของสภานี้
ประเด็นที่ ๒ เรื่องกําหนดเวลาแปรญัตติว่าสิ้นสุดกันเมื่อใด การประชุม ในวันที่ ๑ ถึงวันที่ ๔ นั้นได้กําหนดไว้แล้ว การประชุมครั้งต่อมาเพียงแต่จะตอกย้ํา ความถูกต้องในวันที่ ๑ ถึงวันที่ ๔ เท่านั้น ผมมีความเห็นสอดคล้องกับท่านชลน่าน ศรีแก้ว ซึ่งอภิปรายไปแล้ว ถ้าจะพูดข้อบังคับอะไรก็จะซ้ํากัน ก็ขอยืนยันกับประธานว่าคนที่ แปรญัตติทั้ง ๕๗ ท่านกระทําเมื่อขัดกับข้อกฎหมาย ข้อบังคับ ก็เป็นการชอบแล้วที่ประธาน คณะกรรมาธิการจะเสนอมาอย่างนั้น ขอบคุณครับ
ท่านสมาชิกครับ ขอบคุณมาก สําหรับความร่วมมือนะครับ พยายามอภิปรายอยู่ในประเด็นแล้วก็อย่าไปซ้ํากันนะครับ ผมขอจัดคิวต่อไปก็คือท่าน พลเรือเอก สุรศักดิ์ แล้วถึงมาท่านวิรัตน์นะครับ เดี๋ยวผมกําลังให้ เจ้าหน้าที่จัดคิวอยู่นะครับ พอต่อไปก็ไปทางท่านวิรัตน์ แล้วถึงกลับมาที่รัฐบาล แล้วกลับไปที่ ส.ว. มาที่ฝ่ายค้านอีกนะครับ พยายามกระชับหน่อยนะครับอย่าไปนอกประเด็นนะครับ เชิญท่านสุรศักดิ์ ครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมเป็นหนึ่งในผู้แปรญัตติที่ถูกกล่าวหาว่าแปรญัตติขัดต่อ หลักการ ในความเห็นของกระผมนั้นผมคิดว่าคําแปรญัตติของผมนั้นไม่ได้ขัดกับหลักการ เพราะในหลักการนั้นก็ไม่ได้เขียนห้ามนะครับว่าไม่ให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการสรรหา ตามวิธีการที่กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แล้วตามข้อเท็จจริงท่านประธานครับ เพื่อนสมาชิกรัฐสภาท่านก็ได้กรุณาชี้แจงแล้ว สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหา ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้น จําเป็นจะต้องได้รับการคัดเลือกจากสมาคมหรือองค์กรที่ ไม่ได้แสวงกําไร กรรมการสรรหามีทั้งหมด ๗ ท่าน ถ้าเผื่อท่านประธานอยากจะเป็นสมาชิก วุฒิสภา ท่านประธานไปสมัครโดยตรงไม่ได้นะครับ การที่จะสมัครเข้ารับการสรรหานั้น จําเป็นจะต้องผ่านองค์กร องค์กรหรือสมาคมบางสมาคมประกอบด้วยผู้ที่มีความรู้ ความสามารถจํานวนมาก กว่าจะได้รับการอนุมัติหรือคัดเลือกจากที่ประชุมนั้นก็ไม่ง่าย นะครับ เรื่องนี้ผมคงจะไม่มีความจําเป็นต้องชี้แจง เพียงแต่ว่าผมต้องอธิบายเพื่อให้พี่น้อง ประชาชนได้ทราบว่าข้อกล่าวหาที่ว่าสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหาตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ไม่เชื่อมโยงกับประชาชนนั้น อันนี้ไม่ถูกต้องนะครับ คลาดเคลื่อน ขอให้ ท่านประธานคณะกรรมาธิการลองไปสมัครเข้ารับการสรรหาด้วยตัวเอง ท่านคงจะทราบ นะครับ เพราะฉะนั้นเมื่อเหตุผลอันนี้ผมเห็นว่าสิ่งที่กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ให้สมาชิกวุฒิสภามาจาก ๒ ทาง ทางหนึ่งคือเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนแต่ละจังหวัด จังหวัดละ ๑ คน เพื่อไม่ให้มีฐานคะแนนเสียงอยู่อิงกับพรรคการเมืองมากนัก อีกซีกหนึ่ง ก็จะผ่านการเลือกตั้งทางอ้อม แต่บังเอิญไปใช้คําว่า สรรหา แล้วก็มีคนไปขยายความในทาง ที่ผิด ที่ผ่านมาท่านประธานก็ยังไม่ได้ชี้ชัดนะครับว่าสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหานั้น ทําอะไรที่ผิด ทําอะไรที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนบ้าง เพราะฉะนั้นการที่เราจะไปตัดสิทธิไม่ให้มีสมาชิกสภาที่ได้รับการเลือกตั้งทางอ้อม ผ่านสมาคมและองค์กร ซึ่งก็เชื่อมโยงกับประชาชนอยู่จํานวนมากนั้น ผมคิดว่าไม่เหมาะสม ที่ผ่านมาท่านประธานครับ สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งและการสรรหาที่เราอยู่ ปัจจุบันนี้ ผมยืนยันว่าได้ทําหน้าที่ไปตามที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ได้กําหนดไว้ คือกําหนดให้ เป็นการถ่วงดุลซึ่งกันและกัน และจากประสบการณ์การทํางานในสภาของผม ๔ ปีกว่า นะครับ ผมพบด้วยตัวเองครับว่าทั้ง ๒ ซีกนั้นถ่วงดุลกันโดยอัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็นการผ่าน ร่างกฎหมายก็ดี หรือว่าการคัดเลือกบุคคลเข้าดํารงตําแหน่ง หรือถอดถอนบุคคลออกจาก การดํารงตําแหน่ง ไม่มีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดที่จะครอบงําอีกฝ่ายหนึ่งให้เห็นคล้อยตามนะครับ ผมเคยพูดในสภาแห่งนี้บ่อยครั้งว่า อดีตประธานวุฒิสภา ๒ ท่าน ก่อนท่านที่แล้วนะครับ ก็เคยเปรยว่า สมาชิกวุฒิสภานั้นไม่มีความเป็นเอกภาพ มีอยู่ ๑๕๐ พรรคการเมือง สิ่งที่มีอยู่ ๑๕๐ พรรคการเมืองผมว่ามันเป็นความสวยงามของระบอบประชาธิปไตย เราต้องการ ความคิดที่หลากหลายนะครับ อันนี้เป็นเหตุผลนะครับ ผมมีความเชื่อบริสุทธิ์ใจว่า สิ่งที่ผม แปรญัตตินั้นไม่ขัดต่อหลักการ ผมไม่ควรจะเสียสิทธิที่ไม่ได้รับการอภิปรายให้พี่น้อง ประชาชนได้ทราบ ท่านประธานครับ ถ้าสมมุติว่ากล่าวหาผมว่าแปรญัตติผิดหลักการนะครับ ร่างของคณะกรรมาธิการที่ไปแก้ไขนี้นะครับก็ยิ่งผิดหลักการมากกว่าผมอีก เพราะว่า ในหลักการไม่ได้บอกให้ท่านไปแก้คุณสมบัติของสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง ยกตัวอย่างเช่น แต่เดิมในมาตรา ๑๑๕ (๕) การกําหนดบุคคลผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะ ต้องห้าม เป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา ใน (๕) ความเดิมนะครับ ไม่เป็น บุพการี คู่สมรสหรือบุตรของผู้ดํารงตําแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมือง ท่านกรรมาธิการได้ไปตัดข้อความนี้ออก ผมก็ไปตรวจดูในหลักการและเหตุผล ไม่มีนะครับว่าให้ไปแก้คุณสมบัติของสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง ท่านประธานครับ ผมก็อยู่ในสภานี้น้อยกว่าเพื่อนสมาชิกรัฐสภาบางท่านนะครับ แต่ผมคิดว่าเราจะต้อง แยกแยะให้ชัดเจน คําว่า หลักการ กับ เหตุผล นั้นมีความแตกต่างกัน เมื่อเริ่มต้นชี้แจง ท่านประธานคณะกรรมาธิการได้บอกต่อสาธารณชนว่าหลักการมี ๒ ข้อ ผมอ่านดูแล้วไม่เห็นมี ๒ ข้อ มีอยู่ข้อเดียว ส่วนเหตุผลนั้นไปอยู่อีกข้อหนึ่ง เรื่องนี้มีความสําคัญ ในการที่เราเขียน กฎหมายก็ดี หรือผ่านร่างรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎเกณฑ์ใหญ่ของประเทศชาติ เราจําเป็น จะต้องมีความรอบคอบอย่าเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง ท่านประธานครับ นอกจากแก้ในมาตรา ๑๑๕ (๕) แล้วนะครับ มาตรา ๑๑๕ (๙) ก็มีการแก้ไขด้วย ข้อความเดิม ลักษณะต้องห้ามก็คือ ไม่เป็นรัฐมนตรีหรือผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองอื่นซึ่งมิใช่สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น หรือเคยเป็นรัฐมนตรี หรือผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองอื่น ซึ่งมิใช่ สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น แต่พ้นจากตําแหน่งดังกล่าวมาแล้ว ไม่เกินห้าปี ทั้งหมดนี้ก็ไม่อยู่ในหลักการครับ เพราะฉะนั้นเมื่อกรรมาธิการได้แก้ไข ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ตรงกับหลักการ ก็ควรจะให้สิทธิพวกกระผมรวมทั้งสมาชิกรัฐสภา อีก ๕๗ ท่านได้มีสิทธิอภิปราย เพราะฉะนั้นผมขอเรียนว่าท่านประธานก็คงจะได้กรุณา วินิจฉัยโดยไม่จําเป็นต้องลงมตินะครับ
อีกประการหนึ่ง ผมขออนุญาตกราบขอบคุณท่านประธานคณะกรรมาธิการ นะครับ ท่านได้บอกกับผมตอนปลายแปรญัตติว่าท่านจะเสนอในรายงานนี้เพื่อให้มี การยกเว้นข้อบังคับการประชุม เพื่อเปิดสิทธิให้สมาชิกวุฒิสภาและสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร ที่ลงชื่อแปรญัตติไว้ ได้มีโอกาสให้ข้อมูลอภิปรายเพื่อให้พี่น้องประชาชนได้มีความเข้าใจ ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ในการที่จะพัฒนาระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยให้ได้มาตรฐาน ขอขอบคุณครับท่านประธาน
ท่านสมาชิกครับ ประเด็นที่ กําลังพูดกันอยู่เป็นประเด็นที่ประธานสามารถใช้ดุลยพินิจในการวินิจฉัยได้อยู่แล้วนะครับ เพียงแต่เปิดโอกาสให้ท่านสมาชิกได้ออกความเห็น ซึ่งก็ใช้เวลากันมาพอสมควร ฉะนั้นผมขอ อย่างนี้ได้ไหมครับ ผมขอสักฝ่ายละ ๑ ท่าน แล้วผมก็จะใช้อํานาจของผมวินิจฉัย เพราะเป็น เรื่องของข้อบังคับครับ เรื่องที่ประธานสามารถใช้อํานาจในการวินิจฉัยได้อยู่แล้ว ขอฝ่ายละ ๑ ท่านได้ไหมครับ ท่านประเสริฐมีอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ครับ ต่อคําหารือของท่านประธานครับว่า ขอฝ่ายละ ๑ ท่าน ผมคิดว่าควรยึดคําพูดของท่านประธานเมื่อสักครู่ที่ทําหน้าที่ประธาน แล้วลงจากบัลลังก์เมื่อสักครู่ ว่าจะเปิดโอกาสให้สมาชิกทั้งหมดที่มีรายชื่ออยู่ ๕๗ ท่าน แล้วตอนหลังท่านก็มาเพิ่มเติมจากข้อหารือของสมาชิกฝ่ายรัฐบาลว่าจะให้สมาชิกทุกท่าน ไม่ว่าฝ่ายใดได้มีโอกาสหารือในประเด็นนี้ให้จบสิ้นกระบวนความ เพื่อเป็นประโยชน์ของสภาครับ
ผมย้ําอีกทีนะครับ ประเด็นนี้ เป็นประเด็นที่ประธานสามารถใช้ดุลยพินิจในการวินิจฉัยได้อยู่แล้ว ไม่จําเป็นต้องอภิปรายถึง ๕๐ คน ๖๐ คน เพราะฉะนั้นผมถือว่าเราได้อภิปรายกันมาพอสมควร เป็นเรื่องที่ถึงไม่ อภิปรายประธานก็สามารถใช้ดุลยพินิจได้ครับในการวินิจฉัย ผมขอฝ่ายละท่านดีกว่าครับ เชิญครับ ใครก่อน หลายท่านเหลือเกิน ท่านสุทัศน์ เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม สุทัศน์ เงินหมื่น ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ความจริงกระผมได้ยกมือเพื่อที่จะ อภิปรายคัดค้านกับความเห็นของท่านประธานคณะกรรมาธิการ จําได้ว่าเกือบ ๒ ชั่วโมง ตั้งแต่เริ่มต้นแต่ก็ไม่ได้รับฟัง หรือไม่ได้รับสิทธิในการที่ให้มาพูด ก็รอเวลาอยู่ ประเด็นนี้ ไม่ใช่ประเด็นเล็ก ๆ ครับท่านประธาน เพราะเป็นประเด็นที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการ วินิจฉัย ซึ่งผมถือว่าไม่ชอบ เพราะอํานาจการจะวินิจฉัยว่าขัดหลักการหรือไม่นั้น น่าจะเป็นเรื่องสภาใหญ่ไม่ใช่ตัวประธานคณะกรรมาธิการ ประเด็นที่ ๒ หากวินิจฉัยผิดพลาดไป จะเป็นการตัดสิทธิสมาชิกอีก ๕๗ คน จะไม่สามารถใช้สิทธิในการอภิปรายได้ ทั้ง ๆ ที่ ข้อบังคับเขาก็มีสิทธิ เพราะเป็นความเห็นที่ไม่ตรงกันกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก ถ้าการพิจารณารัฐธรรมนูญแล้วตัดสิทธิสมาชิก ซึ่งเสนอความเห็นคําแปรญัตติไป ถูกตัดสิทธิ จํานวนมากขนาดนั้น น่าจะไม่ถูกต้องและจะเป็นเรื่องที่อาศัยเสียงข้างมากลากไป กระผม จึงขอความกรุณาท่านประธานอย่าพึ่งด่วนวินิจฉัยครับท่านประธาน
เชิญท่านธนาครับ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเองในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย และเมื่อสักครู่นี้ท่านประธาน ท่านรองประธานรัฐสภาได้ทําหน้าที่ แล้วก็ได้พูดจากําหนด หลักเกณฑ์ในการอภิปรายไว้แล้ว และก็ได้ระบุไว้ชัดเจนว่าจะให้ผมได้อภิปราย เพราะฉะนั้น ท่านประธาน ขอให้เคารพกติกาที่ท่านประธานท่านที่แล้วได้ทําหน้าที่ด้วย ไม่อย่างนั้น ความน่าเชื่อถือของการทําหน้าที่ประธานที่ประชุมก็จะไม่เหลือครับ เพราะว่าอยู่ ๆ ท่านหนึ่ง ก็พูดอย่างหนึ่ง พออีกท่านหนึ่งมาท่านก็กลับอีกอย่างหนึ่ง แล้วเรื่องนี้เป็นเรื่องสําคัญครับ ท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ความจริงผมไม่อยากไปนั่ง ตรงนั้น เพราะว่าความเห็นแตกต่างจากกรรมาธิการเสียงข้างมาก เพราะฉะนั้นขอกราบเรียน ท่านประธานว่าผมมีคิวต้องอภิปรายอยู่ด้วย และมีประเด็นข้อกฎหมายข้อรัฐธรรมนูญที่ต้อง ชี้แจงให้สมาชิกได้รับทราบ เพราะผมอยู่ในที่ประชุมรับทราบข้อเท็จจริงทั้งหมด การที่ไม่ให้ กรรมาธิการเสียงข้างน้อยอภิปรายเลยผมเชื่อว่าเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นขออนุญาต ทักท้วงวินิจฉัยในสิ่งที่ท่านประธานได้พูดเมื่อสักครู่นี้ครับ
ท่านสมาชิกครับ ผมต้อง ขอเน้นอีกครั้งหนึ่งนะครับ สิ่งที่หารือกันอยู่ในขณะนี้เป็นเรื่องที่ประธานสามารถใช้ดุลยพินิจ วินิจฉัยได้เลย แล้วก็มันสอดคล้องกับข้อบังคับชัดเจน ไม่ใช่เรื่องสลับซับซ้อนอะไรเลย แต่เพื่อให้เกียรติสมาชิกถึงได้ให้สมาชิกได้มีโอกาสอภิปรายกันบ้างพอสมควร ทีนี้ผมก็เห็นว่า พวกเราได้อภิปรายกันพอสมควรแล้ว ก็อยากจะขอความร่วมมือ เอาอีกสักฝ่ายละพอสมควร ให้มันชัดเจนครับ ผมอนุญาตให้ได้ฝ่ายละไม่เกิน ๓ ท่าน
(นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
ประท้วงเรื่องอะไร ใครผิด ข้อบังคับอะไรครับ เอาว่าได้ขานชื่อใครบ้างแล้ว ขอทราบตรงนี้ครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกรัฐสภา ผมคิดว่าเราต้อง ยืนยันคําวินิจฉัยเดิมนะครับว่าจะให้สมาชิกที่ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญบอกว่า ขัดหลักการได้อภิปราย ได้ชี้แจงเหตุและผล ถึงจะดําเนินการต่อไปได้ ท่านประธานจะมาใช้ บอกว่าเห็นว่าสมควรแล้ว ๓ คนแล้วกัน ผมคิดว่ามันไม่ถูกต้องครับ คําวินิจฉัยของท่านขัด ต่อประธานคนที่แล้ว ประธานคนที่แล้วถ้าขึ้นมานั่งผมก็จะต้องขอสงวนสิทธิด้วยซ้ําว่าผมจะ ยังไม่อภิปรายด้วยซ้ํา จนกว่าท่านจะกลับมา ผมยังถามท่านอีกด้วยว่าทําไมท่านไม่งดเว้น การประชุมไปก่อน พักการประชุมเสียก่อน แล้วก็ค่อยมาวินิจฉัยเรื่องที่สมาชิกหารือกัน ตั้งแต่เช้า ท่านไปอยู่ไหนล่ะครับ ท่านเป็นประธานรัฐสภานะครับ ซึ่งพวกผม
ท่านครับ อย่าพูดอย่างนี้ เลยครับ ผมก็อยู่นี่ตั้งแต่เช้าไม่ได้ไปไหนเลยครับ อย่าพูดลักษณะเป็นการเสียดสีหรือใส่ร้ายเลย เชิญต่อเลยครับ
ผมขอ กราบเรียนท่านนะครับว่า ผมไม่ได้พูดจาเสียดสีและใส่ร้ายท่าน ผมพูดในที่ประชุมขอให้ท่าน กลับเข้ามาทําหน้าที่ประธาน แต่ท่านก็ไม่มาวินิจฉัยในเรื่องที่มีความสําคัญมาก และประธาน ณ ขณะนั้นไม่สามารถวินิจฉัยได้ แต่ท่านไม่มา
จบหรือยังครับ
เพราะฉะนั้นผมขอยืนยันนะครับว่า รายชื่อทั้งหมดประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญก็เสนอว่า ขอให้พวกเราได้พูดในสิ่งที่มีปัญหากันอยู่ และประธานท่านเมื่อสักครู่นี้ท่านก็บอกว่าจะให้ ๕๗ คนได้ลุกขึ้นอภิปราย เพราะฉะนั้นท่านคงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะมาขัดกันเองครับ
ขอบคุณครับ ผมเพิ่งรู้ว่า ท่านบุญยอดสั่งผม ผมต้องทํา ผมเพิ่งรู้ เชิญท่านจิรายุครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา คือผมเข้ามา ประชุมตั้งแต่ช่วงเช้า ก็ฟังท่านประธานแล้วก็ได้หารือกันหลายประเด็น ทบทวนนิดเดียว เผื่อท่านประธานจะได้ต่อเนื่องครับ กรณีที่ ๑ ประธานคนที่แล้วบอกว่าตอนแรกจะให้ ๕๗ ท่านอภิปราย แต่ก็มีเพื่อนสมาชิกทักท้วงครับ บอกว่าทางซีกที่ไม่ได้อยู่ใน ๕๗ ท่าน ก็น่าจะมีสิทธิในการอภิปรายด้วย รวมทั้งสมาชิกวุฒิสภาหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วย หลังจากนั้นจึงมีการเริ่มหารือกัน ๒ ฝ่าย ไม่ได้บอกนะครับว่าให้ ๕๗ ท่าน ถ้าอย่างนี้ฝั่งนี้ ๑๐๐ กว่าคนก็ต้องอภิปรายหมด ๑๐๐ กว่าคน มันก็ยังเข้าประเด็นไม่ได้ อันนี้ผมทบทวนให้ ท่านประธานได้ทราบนะครับ ขอบพระคุณครับ
ท่านสมาชิกครับ เรื่องที่ หารือกันอยู่นี้เป็นเรื่องที่ประธานสามารถใช้ดุลยพินิจในการวินิจฉัยได้เลย ไม่ใช่เรื่อง สลับซับซ้อนอะไร แต่ถ้าเรื่องแค่นี้จะให้หารือกัน ๕๐-๖๐ คนก็ไม่ต้องพิจารณากันแล้วครับ เรื่องรัฐธรรมนูญน่ะ ผมขอใช้ดุลยพินิจครับ ให้พวกเราได้พูดฝ่ายละสัก ๒ ท่าน ท่านพิจารณา ว่าจะให้ใคร แล้วผมก็จะให้ขอความเห็นจากสมาชิกว่าจะเอาอย่างไร เชิญท่านชํานิ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ชํานิ ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะที่เป็นคณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย แล้วก็บังเอิญรอบนี้ ท่านประธานครับ มันไปน้อยแม้กระทั่งในคําวินิจฉัยของท่านประธานคณะกรรมาธิการด้วย ผมจําเป็น ต้องลุกขึ้นมาเพื่อให้ความเห็นกับเพื่อนสมาชิกว่าผมได้ให้ความเห็นนี้กับท่านประธาน คณะกรรมาธิการมาแล้วตั้งแต่วันที่เราปรึกษาหารือกันในรอบสุดท้ายก่อนที่จะนําเรื่องนี้ เข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร ผมกราบเรียนท่านประธานว่าสมาชิกเขาเสนอคําแปรญัตติ มาเป็นจํานวนมาก ในเป็นจํานวนมากนั้นท่านประธานคณะกรรมาธิการมีสิทธิที่จะวินิจฉัยว่า การเสนอของเพื่อนสมาชิกนั้นขัดหรือไม่ขัดต่อหลักการ แต่คําว่าขัดหรือไม่ขัดต่อหลักการนั้น ใช้เพื่อประโยชน์อันใด ใช้เพื่อประโยชน์อันเดียวครับ อันเดียวตรงที่ท่านประธานไม่รับ แล้วก็ไม่เห็นด้วยกับคําแปรญัตติของเพื่อนสมาชิก แต่ท่านประธานไม่มีสิทธิที่จะไม่เห็นด้วย ไม่ให้เขาสงวนคําแปรญัตติ เพราะคําแปรญัตติของเพื่อนสมาชิกจะเป็นเหตุผลและไม่สามารถ ยืนยันถึงขนาดได้ว่าขัดหรือไม่ขัด แล้วนําไปสู่การพูดหรือไม่ได้พูด แต่ขัดหรือไม่ขัดมันอยู่ เพียงคณะกรรมาธิการเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ถ้าคณะกรรมาธิการบอกว่าไม่เห็นด้วย คําแปรญัตติของเพื่อนสมาชิก เพราะว่าขัดหลักการ คณะกรรมาธิการก็ยืนตามร่างเดิม เพื่อนแปร สมาชิกก็ตกไป เขาก็มีสิทธิสงวน สงวนมาอภิปรายกับท่านประธานในสภานี้ เมื่อมาถึงในสภานี้เขาอาจจะไม่เห็นด้วยกับท่านประธาน หรือไม่เห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการ ก็บอกว่าแปรญัตติได้ ก็เป็นไปได้อีกเหมือนกัน ซึ่งผมบอกอันนี้ท่านประธานได้ใช้อํานาจ เกินขอบเขตไปแล้วตั้งแต่ต้น ผมพูดคํานี้ท่านสามารถยืนยันได้ ผมอภิปรายในเรื่องนี้กับท่าน มาตั้งแต่ต้นว่าท่านมีสิทธิไม่รับข้อเสนอของเขา ไม่มีสิทธิไปแก้ไข เพราะคําแปรญัตติขัดต่อ หลักการ นั่นเป็นความเห็นของประธาน หรือเป็นความเห็นของกรรมาธิการเสียงข้างมาก แต่ว่าไม่มีสิทธิที่จะไม่ให้สงวน และวันนี้ท่านก็หาทางออกอีก บอกสงวนไว้ก็ได้ แต่ว่าจะมาขอมติ กับสภาก่อน ท่านประธานครับ เรากําลังใช้สภาไปสู่การตัดสินใจของประธานคณะกรรมาธิการ ซึ่งทําไม่ถูกต้องมาตั้งแต่ต้น ผมจึงบอกตรงนี้ท่านครับ มันจึงทําให้สมาชิก ๑๐๐ กว่าคนที่เขา แปรญัตติไว้เขาจําเป็นต้องท้วงสิทธิของเขา มีทั้ง ส.ว. มีทั้ง ส.ส. เพราะฉะนั้นท่านประธาน ต้องอนุญาตให้เขาสงวนความเห็นนี้ แล้วให้เขาอภิปราย ส่วนสภาที่ประชุมใหญ่จะไม่เห็นด้วย หรือเห็นด้วยกับเขา ก็ต้องเป็นสิทธิตามนั้น ถ้าไม่สามารถเดินไปตามนี้ได้ ประธานคณะกรรมาธิการ ตัดสินใจไปแล้วตั้งแต่ต้นอย่างนี้เราจะมีวาระที่สอง วาระที่สาม ไว้ได้อย่างไรครับ เพราะ คณะกรรมาธิการเราต้องยอมรับนะท่านครับ เราอภิปรายกันในวาระแรกท่านประธาน บอกอย่าพูดมากเลย ไว้มีอะไรไปพูดกันในกรรมาธิการ พอเขาไปพูดกันในกรรมาธิการเสร็จ ไม่ให้เขาพูด ไม่ให้เขารับฟังความเห็น ไม่เชื่อเขา พอไม่เชื่อเขา ก็บอก ก็สงวน ก็ไม่ให้เขา สงวนอีก จะกลับมาวาระที่สอง วาระที่สาม พอเขาพูดก็บอกพูดแบบนี้ต้องพูดวาระที่หนึ่ง อย่างนี้ท่านครับเราถึงเดินเผชิญหน้ากันมาไม่จบสิ้นตลอดเวลา ท่านประธานครับ ผมให้ความเห็นกับท่านประธานด้วยความเคารพและเพื่อสู่การตัดสินใจทํางานร่วมกันกับ พวกเราอย่างเป็นเอกภาพและเป็นไปตามข้อบังคับครับ ท่านประธานครับ
เชิญท่านประธาน คณะกรรมาธิการ
ท่านประธานที่เคารพ ผม สามารถ แก้วมีชัย ก็ต้องขออนุญาตชี้แจงไม่อย่างนั้นจะเสียหาย ด้วยความเคารพ ท่านชํานินะครับ แต่ผมอยากกราบเรียนว่าท่านก็คงจะเห็นนะครับว่า บรรยากาศในที่ประชุม กรรมาธิการนี้ ผมก็เรียนต่อที่ประชุมนะครับ ว่าผมเป็นประธานผมมีหน้าที่ต้องรักษากติกา นั่นก็คือข้อบังคับ ถ้าท่านอ่านข้อบังคับท่านก็คงจะเห็นนะครับทั้งลายลักษณ์อักษร ทั้งเจตนารมณ์เขาไม่อยากให้สมาชิกแปรญัตติสิ่งใดที่ขัดกับหลักการที่รัฐสภานี้ได้รับไว้ ถ้าท่านยังคงให้การแปรญัตติขัดหลักการสามารถที่จะยื่นได้ แล้วผมเองทําหน้าที่เป็น บุรุษไปรษณีย์ก็เอาใส่ในรายงานมาหมดนี้ เข้ามาในสภานี้ ๕๗ ท่านนั้นก็จะพูดเรื่องเก่าอีกว่า ไม่เห็นด้วยในการแก้รัฐธรรมนูญ น่าจะมี ส.ว. สรรหา ซึ่งมันจบไปแล้ว รัฐสภาด้วยเสียง ข้างมากเกินกึ่งหนึ่งนี้เขาบอกว่าให้แก้รัฐธรรมนูญ มาตรานี้ ๒. ให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้ง จากประชาชน ก็เมื่อหลักการมันเป็นอย่างนี้ทุกคนก็ต้องยึดหลักการ แล้วผมอยากกราบเรียน นะครับ หลายท่านเข้าใจผิดว่าผมอ่านข้อบังคับไม่จบ ที่ท่านไปบอกว่าเว้นแต่การแก้ไข เพิ่มเติมมาตราที่เกี่ยวเนื่องกับหลักการนี้ คําว่า เกี่ยวเนื่อง นี้ แปลว่าไม่ขัดหลักการ เช่น เราบอกว่าให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้งของประชาชนนะครับ ที่เกี่ยวเนื่องอย่างไรครับ ในร่าง ของกรรมาธิการบอกว่าให้ใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง มีท่านสมาชิกบางท่านบอกว่า ให้เลือกตั้ง แต่ผมไม่เอาเขตจังหวัด ผมใช้เป็นกลุ่มจังหวัด อย่างนี้ถือว่าไม่ขัดหลักการ และเกี่ยวเนื่องกับหลักการก็ทําได้ เราก็ไม่ได้ไปตัดสิทธินะครับ เพราะฉะนั้นก็กราบเรียน ด้วยความเคารพว่าผมเองมีหน้าที่ต้องเคารพข้อบังคับอย่างเคร่งครัด ไม่อย่างนั้น ผมก็บกพร่องในหน้าที่ มาถึงตรงนี้ผมก็ต้องโดนท่านทั้งหลายตําหนิอีกว่าทําไมปล่อยให้ การแปรญัตติขัดหลักการเข้ามาในสภานี้นะครับ ขอบคุณท่านประธานครับ
ท่านสมาชิกครับ ตอนนี้เรา ยังไม่ได้เข้าสู่ระเบียบวาระที่ ๓ เป็นเรื่องของการปรึกษาหารือซึ่งการปรึกษาหารือนี้ก็คง เป็นดุลยพินิจของผู้ทําหน้าที่ประธานว่าได้เนื้อหาสาระพอสมควรหรือยัง ซึ่งตรงนั้นก็เป็น อํานาจของผู้ทําหน้าที่อยู่แล้ว แล้วโดยเฉพาะเรื่องนี้นะครับ เป็นเรื่องที่ประธานสามารถใช้ ดุลยพินิจในการวินิจฉัยได้ตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว เพราะมันไม่ได้สลับซับซ้อนอะไร แต่เพื่อให้เกียรติ กับสมาชิก ถึงได้ให้มีการอภิปรายกันพอสมควร ให้มีการอภิปรายพอสมควร ขอเน้นนะครับ เพราะฉะนั้นเอาพอสมควรครับ ผมให้เกียรติท่านสมาชิกท่านต้องให้เกียรติผมด้วยครับ ไม่อย่างนั้นเราก็ทํางานด้วยกันลําบาก ผมก็มีหน้าที่ของผม ท่านมีหน้าที่ของท่าน ต้องให้เกียรติซึ่งกันและกันครับ ผมหารือประเด็นนี้ครับ ขอเอาว่าพอสมควรนะครับ จะเอาฝ่ายละกี่ท่าน เอาชัด ๆ อย่างเพิ่งไปลากไปประเด็นอื่นเลยครับ ไม่อย่างนั้นไม่จบครับ เชิญท่านชินวรณ์ครับ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ชินวรณ์ บุณยเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัด นครศรีธรรมราช ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และผมก็เป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ต่อประเด็นนี้ ผมอยากจะกราบเรียนก่อนที่จะตอบประเด็นที่ท่านประธานได้หยิบยกขึ้นมาว่าการวินิจฉัย ของท่านประธานนั้นจริง ๆ แล้วท่านประธานต้องยอมรับครับว่าในจุดเริ่มต้นถ้าเป็นไปตาม ที่ท่านประธานในที่ประชุมคนแรกนั่งประชุม ผมคิดว่าขณะนี้ความจริง ๕๗ คนนั้นคงได้มี โอกาสพูดไปแล้ว เพราะท่านได้วินิจฉัยไปแล้วว่าให้ ๕๗ ท่านที่ได้ขอสงวนความเห็นนั้นได้พูด ส่วนจะได้พูดกี่คนประเด็นซ้ํากันหรือไม่ก็อยู่ที่ประธานนะครับ แต่ว่าเมื่อท่านประธานขึ้นมาท่านประธานก็เปลี่ยนดุลยพินิจที่ได้วินิจฉัยไปแล้วจาก ท่านประธานคนก่อน นี่คือประเด็นแรก ผมจึงอยากจะกราบเรียนว่าการหารือในช่วงที่ผ่านมา เพื่อนสมาชิกรัฐสภาที่ขอสงวนความเห็นหรือขอแปรญัตติที่ตัดชื่อออกไปยังไม่ได้พูดเลย สักคนเดียว ที่พูดกันเป็นประเด็นหลังจากประธานรัฐสภาขึ้นนั่งเป็นประธานในที่ประชุมแล้ว มีข้อท้วงติงว่าจะให้พูดหรือไม่ ก็เป็นประเด็นไปสู่คําวินิจฉัยของท่านประธานคณะกรรมาธิการ ซึ่งท่านวินิจฉัยว่าขัดกับหลักการ ซึ่งในที่ประชุมของคณะกรรมาธิการ ผมก็ได้กราบเรียน ไปแล้วว่าจะไปอ่านเพียงข้อบังคับ ข้อ ๙๖ ว่าการแปรญัตติเพิ่มเติมมาตราขึ้นใหม่ หรือตัดทอนหรือแก้ไขมาตราเดิมต้องไม่ขัดกับหลักการแห่งร่างรัฐธรรมนูญที่แก้ไขเพิ่มเติม เว้นแต่การแก้ไขเพิ่มเติมมาตราที่เกี่ยวเนื่องกับหลักการนั้น แต่ประเด็นสําคัญผมคิดว่า ต้องอ่านต่อไปสู่ข้อ ๙๗ ด้วยครับ นั่นก็คือว่าเมื่อกรรมาธิการได้พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเสร็จแล้ว
ท่านชินวรณ์ครับ ผมหารือ ประเด็นง่าย ๆ ครับ มันยาวเกินไปแล้วครับ ถ้าอย่างนั้นผมต้องใช้ดุลยพินิจเองแล้วนะครับ ท่านครับ
ท่านประธานก็ใช้มาตรฐาน อย่างนี้ครับเขาจึงตําหนิว่าท่านประธานไม่เป็นกลาง และไม่มีความอดทนในการทําหน้าที่ ประธานรัฐสภา ท่านชี้ให้ผมพูดผมก็พูดตามประเด็นที่ท่านประธานได้หยิบยกขึ้นมาว่า ประเด็นที่ว่าให้อภิปรายพอสมควรนั้น ประเด็นแรกคือประธานคนที่ผ่านมาได้ใช้ดุลยพินิจ ไปแล้วว่าให้ ๕๗ ท่านพูดได้
ประเด็นที่ ๒ ผมกําลังกราบเรียนว่าเมื่อท่านประธานขึ้นมานี่นะครับ ๕๗ คน ที่ท่านประธานคนก่อนวินิจฉัยไว้ยังไม่ได้พูดนะครับ ที่พูดนี่เป็นเรื่องที่เพื่อต้องการจะแสดง ความคิดเห็นต่อความคิดเห็นของประธานคณะกรรมาธิการ และเมื่อสักครู่นี้ท่านประธาน คณะกรรมาธิการก็ได้ออกมาพูดว่า โดยข้อบังคับท่านต้องตัดสินใจเพราะว่าขัดกับหลักการ ผมบอกว่าถึงแม้ท่านจะวินิจฉัยอย่างไรก็แล้วแต่ แต่ไม่ใช่ข้อยุติ ข้อยุติก็เมื่อท่านวินิจฉัยว่า ขัดกับหลักการ ท่านก็พิมพ์เสนอมาที่ท่านประธานรัฐสภาใช่ไหมครับในขณะนี้ เพราะเป็น การสงวนความเห็น หรือของผู้แปรญัตติหรือมีการสงวนความเห็นของคณะกรรมาธิการก็ต้อง ระบุไว้ในรายงาน ท่านก็ระบุไว้ในรายงานแล้วนะครับ พอท่านระบุไว้ในรายงานแล้ว ประเด็น ต่อไปที่ผมจะชี้ให้ท่านประธานได้เห็นก็คือว่า ท่านประธานไม่มีสิทธิที่จะไปลงมติเป็นอย่างอื่น ว่าพอหรือไม่พอที่พวกผมพูด ท่านประธานจะต้องให้เพื่อนที่ขอสงวนความเห็น ที่ประธาน คณะกรรมาธิการบอกว่าขัดหลักการเขาได้แสดงความคิดเห็นครับ เพราะระบุอยู่ในรายงานแล้ว เมื่อเขาได้แสดงความคิดเห็นแล้ว ท่านประธานจะให้แสดงความคิดเห็นจํานวนกี่คน ซ้ําซาก หรือไม่ ตรงนี้อยู่ประเด็นที่ท่านประธานจะวินิจฉัย แต่ท่านประธานจะมาวินิจฉัยว่าไม่ให้ พวกผมแสดงความคิดเห็นว่า ท่านประธานคณะกรรมาธิการได้ตัดสินใจว่าขัดกับหลักการ แล้วไม่ให้พูดเลย ผมคิดว่าไม่เป็นไปตามข้อ ๙๗
ประการสุดท้ายครับ ในเรื่องของการขัดกับหลักการหรือไม่ ผมอยากจะ กราบเรียนในการเสนอรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ภายใต้มาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๒ มาตรา ๑๑๕ มาตรา ๑๑๖ วรรคสอง จนไปถึงมาตรา ๑๑๗ มาตรา ๑๑๘ มาตรา ๑๒๐ และมาตรา ๒๑๑ และยกเลิกมาตรา ๑๑๓ และมาตรา ๑๑๔ อันนี้ประเด็นสําคัญครับท่านประธานครับ ในกรณีดังกล่าวนี้ผู้เสนอร่างได้เขียนไว้ในเหตุผลว่า
ท่านครับ จะพูดยาวไปเรื่อย ประเด็นไม่มีอะไรเลยนะครับ ประเด็นนี่ประธานสามารถใช้ดุลยพินิจในการวินิจฉัยได้เลย มันเป็นเรื่องของข้อบังคับ ไม่มีอะไรสลับซับซ้อนเลยครับ เพียงแต่ประธานปรึกษาหารือ เพื่อให้เกียรติกับสมาชิกได้อภิปรายกันพอสมควร ประเด็นมันมีอยู่แค่นี้ แล้วก็พยายามที่จะ ลากยาวไป ผมถามท่านหน่อยเถอะ ถ้าจะให้พูดทั้ง ๕๗ คน วันนี้จนถึง๖ ทุ่มก็ไม่จบ แล้วเข้าระเบียบวาระก็ยังไม่ได้ ผมให้ท่านฝ่ายละ ๒ ท่าน ถ้าไม่ดําเนินการตามนี้ผมจะใช้ ดุลยพินิจวินิจฉัยเลย ผมยื่นเงื่อนไขอย่างนี้ละครับ
ท่านประธานครับ ผมกําลัง จะสรุปให้ท่าน
ผมไม่ให้พูดต่อแล้วครับ แล้วการปรึกษาหารือเป็นอํานาจของประธานที่จะให้ยุติตอนไหน ผมให้ ๒ ท่านครับ ประท้วงที่ทําถูกต้องตามข้อบังคับอย่างนั้นหรือ เชิญท่านไพจิตครับ ผมฟังมากแล้วครับ แล้วก็เข้าใจแล้ว ท่านนั่งเถอะครับ พูดไม่ได้อยู่ในประเด็นเลยครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ไพจิต ศรีวรขาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ท่านประธานได้ทําหน้าที่นําข้อ ๕ (๓) ด้วยความเหมาะสมครับท่านประธาน ประเด็นที่ท่านประธานบอกว่าได้ฟังข้อคิดเห็นการปรึกษาจากสภา ซึ่งใช้เวลาขณะนี้มาจนถึง เวลาบ่ายโมงครับ ท่านประธานคณะกรรมาธิการได้ลุกขึ้น ๓ รอบ แล้วท่านประธานก็ได้มา ทําหน้าที่ว่าถ้าหากจะให้โอกาสก็ได้ให้เวลาพอควรแล้ว ผมมีความเห็นว่าการที่ท่านประธาน ได้มีวินิจฉัยตามข้อบังคับซึ่งใช้เป็นบรรทัดฐานในการดําเนินการประชุมอยู่แล้วครับ ท่านประธาน สามารถที่จะดําเนินการได้เลยเพื่อที่จะเริ่มเข้าสู่การพิจารณาตามวาระในการ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่ได้กําหนดไว้ในวาระที่สอง หากยังมี ข้อปัญหาที่ยังจะไม่เห็นชอบร่วมกัน จะอภิปรายกันจํานวน ๕๗ ท่านตามที่เรียกร้องกันอยู่นี่ กระผมก็จะขอเสนอเป็นญัตติต่อ เพื่อให้ใช้ข้อ ๑๑๗ ในการฟังเสียงจากที่ประชุมนะครับ ผมเห็นว่าตามที่ท่านประธานวินิจฉัยนั้นถูกต้องแล้วครับ ขอได้โปรดดําเนินการครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน
เชิญท่านชินวรณ์ มีอะไร
ท่านประธานครับ ผมอยากจะ กราบเรียนว่าท่านประธานหารือว่าจะให้หารืออีก ๒-๓ ท่าน แล้วท่านประธานก็ชี้ผม ผมจึง ลุกขึ้นยืนอย่างมีมารยาทนะครับ และผมก็นั่งรับฟังความคิดเห็นของเพื่อนสมาชิกทั้ง ๒ ฝ่าย ตลอดระยะเวลา และผมก็ไม่เคยพูดในการก้าวร้าวนอกประเด็น เป็นประเด็นที่ผมเรียนว่า ผมเป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อยด้วยครับ ท่านประธานต้องเข้าใจครับ ผมเป็นกรรมาธิการ เสียงข้างน้อยด้วย ผมกําลังอธิบายเหตุผลข้อสุดท้ายเพื่อสรุป และผมคิดว่าเป็นข้อที่โน้มน้าว ให้เพื่อนสมาชิกในรัฐสภานี้จะได้เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยในสิ่งที่ผมพูด แต่ท่านประธาน รัฐสภาซึ่งเป็นสมาชิกรัฐสภาเหมือนกับผม ท่านได้กล่าวเสียดสีผมว่าผมพูดไม่อยู่ใน
ท่านครับ ยังไม่ถึงขั้นที่ท่าน จะต้องไปพูดโน้มน้าว ยังไม่ถึงขั้นการอภิปราย ผมหารือว่าควรจะพูดกันฝ่ายละ ๒ ท่านดีไหม ประเด็นมีแค่นี้ครับ ท่านจุรินทร์เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา ผมไม่แน่ใจว่าท่านประธานได้ติดตามโดยต่อเนื่องหรือไม่นะครับ ที่มาของการอภิปราย อยู่เดี๋ยวนี้ก็คือ
ท่านจุรินทร์ครับ ผมนั่งฟังตลอดครับ
ไม่เป็นไรครับ ท่านประธานครับ
ตั้งแต่เปิดประชุม ๐๙.๔๓ นาที แล้วผมฟังมาตลอดครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ที่มาของการที่พวกเรากําลังลุกขึ้นแสดงความเห็นนั้น เกิดจาก ท่านประธานกรรมาธิการได้ขอหารือที่ประชุมผ่านประธานรัฐสภา ท่านก่อนที่ทําหน้าที่ ก่อนท่านประธาน ในประเด็นข้อบังคับ ข้อ ๙๖ กับข้อ ๑๑๗ ข้อ ๙๖ ก็คือกรณีของการที่ สมาชิกได้เสนอคําแปรญัตติ ท่านก็มีความเห็นด้วยการวินิจฉัยของท่านว่า ขัดหลักการ แห่งร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขณะที่สมาชิกก็มีความเห็นว่าเขาไม่ได้เสนอแปรญัตติขัดต่อ หลักการ ท่านประธานคณะกรรมาธิการก็เสนอให้หารือตามข้อ ๑๑๗ ประกอบด้วยว่าถ้ามี ปัญหาที่จะต้องตีความข้อบังคับนี้ ให้เป็นอํานาจของรัฐสภาที่จะวินิจฉัย ท่านประธาน ที่ทําหน้าที่ก่อนท่านประธานสมศักดิ์ คือท่านประธานนิคมก็เลยขอหารือที่ประชุมและบอกว่า จะเปิดโอกาสให้ผู้แปรญัตติทั้งหมดมี ๕๗ ท่าน ได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็น แต่เมื่อ ท่านประธานท่านนี้ขึ้นมานั่งบนบัลลังก์ ท่านบอกว่าท่านจะเปิดโอกาสให้ฝ่ายละ ๒ ท่าน เท่านั้น แล้วก็จะปิดการหารือ ผมกราบเรียนถามท่านประธานครับ ผู้ทําหน้าที่ประธานต้อง มาตรฐานเดียวกัน ไม่ใช่คนหนึ่ง ๑ มาตรฐาน อีกท่านหนึ่งขึ้นมาอีกมาตรฐาน แล้วสมาชิกจะ ปฏิบัติตนได้อย่างไรครับ ขณะนี้สมาชิกปฏิบัติตามประธานที่ทําหน้าที่ก่อนหน้าท่านประธาน แล้วเขาก็ทําหน้าที่โดยชอบ ท่านชินวรณ์ท่านไม่ได้ทําผิดข้อบังคับเลย อภิปรายอยู่ในประเด็น แต่ก็เกิดปัญหา ผมไม่ย้ําว่าปัญหาอะไร เป็นหน้าที่ท่านชินวรณ์ที่กําลังจะอภิปรายต่อไปว่า ท่านสร้างปัญหาอะไรให้เกิดกับท่านชินวรณ์ ขอบคุณครับ
เชิญ จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ จบแล้วครับ ท่านใช้สิทธิจบไปนานแล้วครับ ผมสลับข้างกันมันยุติธรรมดีแล้วไม่ใช่หรือครับ ๑๕ นาที ผมก็สลับฝ่ายละคน ก็ยุติธรรมดีแล้วนี่ครับ ผมนึกรักท่านอลงกรณ์ พลบุตร ขึ้นมาแบบบอกไม่ถูก ท่านชินวรณ์ให้รอบที่ ๓ ขออภัย จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ นั่งก่อน ให้ผมลําเอียงเข้าข้างนี้เยอะ ๆ หน่อย
ท่านประธานครับ ผม ชินวรณ์ บุณยเกียรติ ครับ พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่มีปัญหาอยู่ในขณะนี้ เพราะการดําเนินการในฐานะหน้าที่ท่านประธาน
ประเด็นแรก ท่านประธานซึ่งเป็นประมุขของสภาแห่งนี้ กล่าวหาผมว่า ผมพูดไม่อยู่ในสาระและไม่อยู่ในประเด็น เพื่อนสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติ ท่านประธานวิป ฝ่ายค้านได้ยืนยันเมื่อกี้ว่าผมพูดอยู่ในประเด็น และผมเป็นคนเดียวที่ลุกขึ้นยืนมาพูด ในช่วงหลังเพราะท่านประธานเป็นคนชี้ แต่เมื่อผมพูดเข้าประเด็นด้วยเหตุผล เนื่องจากผม นั่งอยู่ในกรรมาธิการด้วย ท่านประธานไม่ทนต่อการรับฟังความเห็นที่ท่านประธานมีอยู่ ในใจแล้ว และท่านประธานจะเป็นอย่างนี้ตลอดไป เพราะฉะนั้นประเด็นแรกคือท่านประธาน ต้องถอนคําพูดท่านประธานที่กล่าวหาว่าเสียดสีผมตามข้อบังคับ ข้อ ๖๑ ว่าผมไม่อยู่กับร่อง กับรอย และพูดไม่มีสาระ ท่านต้องถอนคําพูดนี้ก่อนครับ
ผมบอกว่าไม่อยู่ในประเด็น แล้วเป็นอํานาจของประธานในการวินิจฉัย ผมวินิจฉัยว่าท่านอภิปรายไม่ได้อยู่ในประเด็น ไม่เห็นต้องถอนเลย ผมสรุปแล้ว ผมหรือท่านเป็นประธานล่ะ
ผมเป็นสมาชิก ท่านเป็นประธาน
ก็ประธานมีอํานาจในการ ใช้ดุลยพินิจในการวินิจฉัย วินิจฉัยไปแล้ว
ท่านประธานมีอํานาจในการใช้ ดุลยพินิจตามข้อบังคับ ข้อ ๔๕ เท่านั้นนะครับท่านประธาน แต่ตอนนี้ท่านประธานเป็นคนชี้ ให้ผมขึ้นมาหารือ แล้วเมื่อผมหารือยังไม่ทันจบประเด็น ท่านประธานก็ปิดประเด็นและมีการ กล่าวหา ไม่เป็นไรครับ ผมไม่ติดใจเพราะท่านเป็นประธาน ท่านไม่ถอนคําพูด แต่ว่าในสภานี้ ได้รับรู้ว่าท่านประธานเป็นอย่างไรในการทําหน้าที่ประธาน
กลับมาสู่ประเด็นสุดท้ายครับ ท่านประธานครับ ที่ผมกราบเรียนว่าวันนี้ เพื่อนสมาชิกทั้ง ๕๗ ท่าน ต้องมีสิทธิที่จะอภิปรายตามข้อบังคับ ข้อ ๙๗ ครับท่านประธาน ส่วนว่าท่านประธานจะใช้วินิจฉัยเป็นอย่างไรในการอภิปรายเป็นสิทธิของท่านประธาน ผมเสนอทางออกที่ดี แต่ท่านประธานจะมาตัดสินและบอกพวกผมที่ไม่เห็นด้วยกับความคิด ของท่านประธานว่าพูดไม่อยู่ในประเด็น ไม่ได้ ท่านประธานต้องใจกว้างพอที่จะรับฟังครับ ขอขอบคุณครับท่านประธานครับ
จบแล้วนะครับ ท่านพูดไป ๓ ท่านติดต่อกันแล้ว ผมขออนุญาตฝั่งนี้สักคนได้ไหมครับ ฝั่งนี้ประท้วงเต็มเลยครับ ก็สลับข้างกันก็ถูกต้องแล้วนี่ครับ
(จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
จ่าประสิทธิ์เชิญครับ เจ้าหน้าที่ดูหน่อย
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมยกมือประท้วง ผู้อภิปรายที่ได้อภิปรายเสร็จไป ๒ ท่าน ผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ประกอบกับในเรื่องนี้เราหารือกันมา ตั้งแต่เช้าแล้ว ผมอยากให้ท่านประธานใช้ดุลยพินิจและใช้ข้อบังคับ ข้อ ๔๕ ลงมติได้เลยครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่าน ส.ว.
ผม ไพบูลย์ นิติตะวัน ในฐานะสมาชิกวุฒิสภา สมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๕ คือเนื่องจากเมื่อกี้ท่านประธานได้ให้แต่ฝ่ายได้มีโอกาสพูดนะครับ ก็ทราบว่ามีทาง ฝ่ายซีกรัฐบาลกับซีกฝ่ายค้านท่านได้พูดกันไปแล้ว ส่วนซีกทางวุฒิสภานั้นไม่ได้พูดเลยครับ
ก็ให้พูดแล้ว พูดเถอะครับ ท่านประท้วงอะไรครับ
ประท้วงเรื่องการใช้ อํานาจของท่านประธานในการที่จะให้ผู้ที่ชี้แจงในประเด็นที่ท่านประธานอนุญาตให้ไม่น้อยกว่า ๓ ท่านนั้นแต่ละฝ่าย แต่ท่านประธานไม่เคยให้ทางวุฒิสภาได้มีโอกาสได้พูดเลยครับ ขออนุญาตประท้วงครับ ท่านประธานทําหน้าที่อย่างที่ผมชื่นชมไว้ด้วยครับ ให้ทางวุฒิสภา ได้พูดด้วยครับ
ผมก็ดําเนินการ ตามข้อบังคับนั่นละครับ เชิญท่านศุภชัยครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานก่อนนะครับว่า ผมยืนขึ้น ยกมือนี่อาจจะผิดข้อบังคับ ก็คือผมไม่ได้ตั้งใจประท้วงท่านประธาน บอกท่านประธานว่า ที่ผ่านมาท่านบอกว่าแยกเป็นฝ่าย ๆ อยากจะเรียนว่า จริง ๆ นอกจากวันนี้มันมีการประชุม ร่วมกัน เพราะฉะนั้นมีฝ่ายค้าน มีฝ่ายรัฐบาล และมีฝ่ายสมาชิกวุฒิสภา เพราะฉะนั้นผมเองผมคิดว่าผมก็ควรจะมีสิทธิที่จะได้มีการอภิปรายในฐานะที่เป็นสมาชิก รัฐสภาในส่วนทางนี้ด้วย ประเด็นสําคัญที่สุดที่ผมอยากจะขออนุญาตก็คือ ผมจะขออนุญาต หารือในเรื่องที่เรากําลังจะเป็นประเด็นอยู่นะครับ ที่กําลังพูดเรื่องประเด็นนี้เพื่อให้เกิด ความเข้าใจว่า ผมเองเป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อย และผมได้สงวนความเห็นไว้ด้วย แล้วก็ เป็นความกรุณาของท่านประธานคณะกรรมาธิการที่ได้รับเอาข้อสงวนความเห็นของผม เข้ามาสู่การพิจารณาด้วย ประเด็นที่อยากจะกราบเรียนต่อท่านประธาน ต่อสมาชิกที่เข้าร่วม ประชุมวันนี้ก็คือความจริงแล้วสิ่งที่ผมได้สงวนความเห็นไว้ก็คือ ผมบอกว่าให้มีสมาชิก วุฒิสภา ผมแก้ไขมาตรา ๑๑๑ นะครับว่า ให้มีสมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งโดยตรง จากจังหวัดละ ๑ คน และมีสมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งโดยอ้อมมาอีก ๑ คน ของแต่ละจังหวัด ซึ่งตรงนี้ถ้าดูในสารัตถะของเนื้อหาตรงนี้ ผมก็คิดว่าน่าจะมีเนื้อหา ซึ่งไม่ต่างกับสมาชิกหลายท่านที่ท่านได้แปรญัตติและได้ถูกท่านประธานคณะกรรมาธิการ ได้วินิจฉัยว่าเป็นการผิดหลักการ เพียงแต่อยากจะใส่ข้อมูล เสนอข้อมูลให้ทุกท่านได้ทราบว่า ของผมก็ไม่ต่างกับท่านทั้งหลาย เพราะฉะนั้นถ้าท่านประธานคณะกรรมาธิการได้กรุณาให้ผม ได้มีโอกาสอภิปรายในสภาแห่งนี้ ผมว่าก็ไม่ควรจะปิดโอกาสให้กับท่านสมาชิกท่านอื่น ซึ่งมีวิธีการในการเสนอ ซึ่งไม่แตกต่างจากผม ผมเพียงแต่ใช้ถ้อยคําที่ให้มีความรู้สึกว่า เป็นการเลือกตั้ง แต่เป็นการเลือกตั้งโดยอ้อม แล้ววันนี้ก็ได้รับแล้ว ผมว่าก็ควรจะเปิดโอกาส ให้กับท่านอื่น ๆ ด้วย เพื่อให้จะให้บ้านเมืองเราเดินหน้าไปด้วยความสงบเรียบร้อยแล้วก็ เป็นสุขกันนะครับ ขอบพระคุณครับ
ท่านเชน เชิญ
ท่านประธานที่เคารพ ผม เชน เทือกสุบรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ว่าที่จริงผมเรียนท่านประธานว่าวันนี้ผมพยายามที่จะทําตัว ตามข้อบังคับทุกอย่าง แล้วไม่ได้มีการประท้วงท่านประธานพร่ําเพรื่อเลย ยกมือธรรมดา ท่านประธานไม่ชี้ ผมยกมือประท้วงท่านประธานไปชี้คนข้างหลังที่เขาไม่ได้ประท้วง นี่ผม ขออนุญาตพูดเบื้องต้นแค่นั้นนะครับ ที่ผมประท้วงท่านประธานนี่
ท่านครับ เขายืนยกมือ ประท้วงทั้งนั้นละครับที่ผมชี้ก็ต้องสลับกันเป็นเรื่องธรรมดาครับ
ผมยืนอยู่ ข้างหน้านี้ตั้งนาน คุณศุภชัยเขาทีหลังอีก ไม่เป็นไร ผมพูดอย่างนี้ท่านประธาน ผมพูด ท่านประธานอย่างนี้นะครับ จริง ๆ ผมก็เคารพท่านประธาน แต่ต้องกราบเรียนว่าท่านประธาน ทําผิดข้อบังคับ ผมอ้างข้อบังคับ ข้อ ๕ ข้อ ๔๕ ข้อ ๑๑๔ และข้อ ๑๑๗ ท่านประธานเอง มีอํานาจ ท่านประธานประกาศบอกว่าท่านประธานมีอํานาจวินิจฉัยข้อบังคับ ผมกราบเรียน ท่านประธานว่าไม่มีข้อบังคับข้อไหนที่ให้ท่านประธานมีอํานาจวินิจฉัยข้อบังคับ ท่านประธาน มีอํานาจวินิจฉัยข้อบังคับได้เฉพาะ ข้อ ๔๕ ข้อ ๑๑๔ ถ้าเป็นความเห็นใด ๆ ที่ขัดแย้ง กับมีความเห็นที่แย้งข้อบังคับ ท่านประธานต้องใช้ ไม่ใช่เป็นอํานาจของท่านประธาน ท่านประธานพูดผิด ในการที่บอกว่าเป็นอํานาจของผมที่จะวินิจฉัยได้เลย ในเรื่องของ ข้อบังคับนี่ผมคิดว่าท่านประธานต้องอ่านข้อบังคับใหม่นะครับ ผมเป็นคนหนึ่งที่มีส่วนร่วม ร่างข้อบังคับอยู่ด้วย ไม่มีข้อที่ให้อํานาจท่านประธานไว้ครับ ขอบคุณครับ
ท่านธนาแล้วท่านขจิตรต่อ
ท่านประธานครับ ผม ธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย เมื่อสักครู่นี้ท่านประธานได้อนุญาตให้ท่านประธานคณะกรรมาธิการ ซึ่งเป็นประธาน เสียงข้างมากได้ชี้แจงเหตุผลกับที่ประชุมแล้ว ท่านประธานต้องอนุญาตให้กรรมาธิการ เสียงข้างน้อยได้นําความเห็นต่างของที่ประชุมไปยังเพื่อนสมาชิก ไม่อย่างนั้นเพื่อนสมาชิก ก็ไม่มีโอกาสที่จะรับรู้ การแต่งตั้งกรรมาธิการก็คือให้ไปทําหน้าที่แทนที่ประชุมรัฐสภา มีข้อถกเถียง มีข้อโต้แย้งประเด็นไหนก็จะทําให้การประชุมรวบรัดและพิจารณาไปได้ ตรงประเด็น แต่ท่านประธานก็ไม่ชี้ให้พูด ท่านประธานปล่อยให้ท่านประธานคณะกรรมาธิการ พูด ๒-๓ ครั้ง ผมยกมือมาตั้งแต่เกือบ ๑ ชั่วโมง ท่านประธานไม่ให้ผมพูดเลย ผมกราบเรียนว่า ก่อนหน้านี้ท่านประธานท่านที่แล้วท่านนิคมท่านก็บอกแล้วว่า เดี๋ยวสักครู่หนึ่งก็จะให้ผม ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยได้ชี้แจง แต่พอจู่ ๆ ท่านประธานลุกขึ้นมา ท่านก็จะไม่เอา แล้วละครับ เพราะฉะนั้นผมถึงถามว่ามาตรฐานของสภานี้จะเอากันแบบไหน ท่านประธานอย่ามา รับรองครับว่าท่านประธานวินิจฉัยแล้วเป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญและข้อบังคับ ก็มาตรา ๒๙๑ ที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าทําผิดกฎหมายอย่างไรครับ คาอยู่แล้วมี หมายเรียกท่านประธานมาแล้วอย่างไรครับ เพราะฉะนั้นให้โอกาสที่ประชุมรัฐสภาเขาได้ ชี้แจงความเห็นต่างของทุก ๆ ฝ่าย แล้วท้ายที่สุดที่ประชุมจะมีมติอย่างไรก็ว่ากันไป แต่อย่า มาตัดสิทธิ อย่ามาชี้ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเล็กประธานวินิจฉัยได้ ประธานวินิจฉัยผิดมากี่ครั้งแล้ว แล้วสิ่งที่ผมกําลังจะพูดไม่ได้เป็นไปตามข้อบังคับอย่างเดียว แต่มันขัดรัฐธรรมนูญชัดเจน ทําไมท่านประธานไม่ปล่อยให้ข้อเท็จจริงเหล่านี้อยู่ในที่ประชุมรัฐสภา ท่านจะรีบไปไหนครับ หรือว่าเมื่อวานนี้มีสมาชิกพรรคเพื่อไทยเขาบอกว่าจะปลดท่านประธานเพราะว่า ไม่เป็นไปตามกําหนด ผมถึงไม่สบายใจอย่างไรครับว่าพอท่านประธานขึ้นมานี่ท่านประธาน ต้องการทําหน้าที่เพื่อเอาใจ ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลหรือเปล่า
นี่พูดใส่ร้ายแล้วนะครับ เชิญท่านต่อเถอะ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออนุญาต กราบเรียนครับ ที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญได้ชี้แจงว่าการแปรญัตตินั้น เป็นการขัดข้อบังคับ ข้อ ๙๖ ชัดเจน ผมขออนุญาตอ่านให้ท่านประธานฟัง การแปรญัตติ วรรคสองโดยปกติต้องแปรเป็นรายมาตรา
ท่านครับ ผมหารือว่า เราควรจะต้องคุยกันฝ่ายละ ๒ ท่านดีไหม ประเด็นมีแค่นี้ครับ แล้วท่านก็พูดลากยาว เหมือนจะอภิปรายอะไรก็ไม่รู้ ผมก็บอกว่านอกประเด็น ก็โวยวายประท้วงแล้วจะเอาอย่างไร ท่านอย่าบังคับผมนะครับ พอสมควรแล้วครับ ผมไม่อนุญาตท่านแล้วครับ ผมหารือ ผมวินิจฉัยครับให้พูดฝ่ายละ ๒ ท่าน แล้วผมจะให้มีการลงมติ ผมดําเนินการตามนี้ครับ เชิญท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เชิญครับ ท่านขจิตรขออภัยนิดหนึ่งครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกรัฐสภา อยากจะกราบเรียนท่านประธาน นะครับ เมื่อสักครู่นี้ท่านประธานวิปฝ่ายค้านพยายามที่จะเท้าความเพราะว่าผมเกรงว่า ขณะนี้จะเกิดความสับสนขึ้นว่าสิ่งที่ท่านประธานกําลังจะบอกว่าให้มีฝ่ายละ ๒ ท่าน อภิปรายและลงมตินี่ประเด็นมันคืออะไร อยากจะกราบเรียนอย่างนี้นะครับว่าเรามีปัญหา
ประการที่ ๑ มีสมาชิก ๑ ท่าน กรณีของร่างนี้แล้วก็ในร่างอื่น ๆ จะมีอีก อาจจะ ๒ หรือ ๓ ท่าน ผมไม่แน่ใจที่ได้เสนอคําแปรญัตติแล้วถูกวินิจฉัยว่าเกินเวลาที่กําหนด นะครับ ก็ต้องถามท่านประธานว่าวิธีการหาข้อยุติตรงนั้นคืออะไร
ประการที่ ๒ เรามีเพื่อนสมาชิกอีก ๕๗ ท่านที่เสนอคําแปรญัตติแล้วถูก วินิจฉัยว่าเป็นคําแปรญัตติที่ขัดหลักการ ซึ่งต้องกราบเรียนท่านประธานนะครับว่าในตาราง ที่เสนอมาในรายงานนี้ การแปรญัตติของ ๕๗ ท่านนี้ไม่ได้แปรเหมือนกัน และการแปรญัตติ ของ ๕๗ ท่านที่ประธานคณะกรรมาธิการวินิจฉัย ก็ไม่ได้วินิจฉัยว่าเสียไปทั้งหมดด้วย บางกรณีก็บอกว่าบางมาตราไม่สามารถแปรญัตติได้ บางมาตราก็ไม่ขัด ยิ่งไปกว่านั้นนะครับ ที่พวกผมพยายามจะกราบเรียนท่านประธานก็คือว่าจากการไปตรวจสอบ บางครั้ง กลับกลายเป็นว่าการแปรญัตติในทํานองเดียวกันถูกวินิจฉัยไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ ท่านประธานนิคมได้พูดจึงเป็นแนวทางที่ถูกต้องว่า ผู้แปรญัตติแต่ละท่านจะต้องชี้แจง คําแปรญัตติของตนเอง แล้วได้รับคําชี้แจงจากประธานคณะกรรมาธิการว่าที่ไปวินิจฉัยว่า ของแต่ละท่านนั้นมันขัดหลักการนี่มันขัดเพราะอะไร เสร็จแล้วจึงเป็นหน้าที่ของสภาที่จะ วินิจฉัยว่าจะดําเนินการอย่างไรต่อไป ท่านประธานครับ ทีนี้ผมก็เลยไม่ทราบว่าที่ท่านประธาน บอกว่าให้พูดอีกฝ่ายละ ๒ ท่าน มันจะไปตอบโจทย์ที่เราจะต้องแก้ปัญหาให้เพื่อนสมาชิก ๕๗ ท่าน ซึ่งแต่ละกรณีไม่เหมือนกันได้อย่างไรครับ
ขอบคุณท่านผู้นําฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรครับ ประเด็นมันมี ๒ ประเด็นอย่างที่ท่านพูด
ประเด็นแรก ที่มีสมาชิกบางท่านไปยื่นญัตติขอแปรญัตติ พ้นกําหนด ๑๕ วัน ซึ่งเรื่องนี้มันก็อยู่ในดุลยพินิจของประธานที่จะใช้อํานาจในการวินิจฉัยได้เลย ก็คงไม่จําเป็นต้อง ไปปรึกษาหารืออะไรกันให้เสียเวลาด้วยซ้ํา ขออธิบายขยายความเพื่อทําความเข้าใจ วันที่เรา พิจารณาในวาระที่หนึ่งแล้วมีการลงมติรับหลักการเมื่อวันที่ ๔ เมษายน ตอนตีสอง ก็ถือว่า เป็นวันที่ ๕ เพราะฉะนั้นหลังจากที่มีการลงมติรับหลักการแล้ว จะต้องมีการแปรญัตติส่งยื่น ภายใน ๑๕ วัน ก็เป็นวันที่ ๒๐ เมษายน เพราะฉะนั้นถ้ายื่นหลังจากวันที่ ๒๐ เมษายนก็ถือว่า พ้นกําหนด ข้อบังคับเขียนไว้ชัดเจนมากครับ ๑๕ วันนับตั้งแต่มีมติรับหลักการ ก็คือตอนตีสอง วันที่ ๕ เมษายน แล้วต้องมาหารืออะไรกันครับ ข้อบังคับก็ชัดเจนขนาดนี้ ประธานใช้ดุลยพินิจ ได้เลย วินิจฉัยได้เลยไม่เห็นต้องมาเสียเวลาหารือกันทั้งวันทั้งคืน นี่ประเด็นที่ ๑ นะครับ
ประเด็นที่ ๒ ที่ประธานคณะกรรมาธิการได้เสนอให้ที่ประชุมได้พิจารณา ในประเด็นที่มี ๕๗ ท่านยื่นคําแปรญัตติขัดหลักการ ซึ่งการยื่นคําแปรญัตติขัดหลักการทุกท่าน นั่งอยู่ที่นี่ก็รู้อยู่แล้วว่าข้อบังคับห้ามไว้ หรือจะแกล้งไม่รู้ มันชัด ๆ ข้อบังคับเขียนไว้ชัดมาก แปรญัตติขัดหลักการไม่ได้ เพราะฉะนั้นเป็นความชอบที่ประธานคณะกรรมาธิการคือท่านสามารถ จะใช้ดุลยพินิจได้เลยไม่ต้องบรรจุเข้ามาพิจารณาในที่ประชุมสภาด้วยซ้ํา แต่เพราะท่านสามารถ ให้เกียรติสมาชิกก็เลยบรรจุเข้ามาเพื่อที่จะมาหารือในที่ประชุมของเราเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้น ก็ชอบที่ประธานจะใช้ดุลยพินิจในการวินิจฉัยเรื่องนี้ได้เลย แต่เนื่องจากประธานให้เกียรติ สมาชิกครับ ถึงได้ให้ท่านได้อภิปรายกันพอสมควร ซึ่งมันสอดคล้องกับข้อบังคับ แล้วอย่างที่ ท่านพูดจะต้องให้อภิปรายกันถึง ๕๗ ท่านมันไม่สอดคล้องกับข้อบังคับแล้วไม่สอดคล้องกับ ข้อเท็จจริงอีกต่างหาก สรุปแล้วเราจะพิจารณากันเรื่องอะไรครับ พิจารณาเรื่องรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่หรือครับ แล้วจะมาหารือเรื่องที่ประธานสามารถใช้ดุลยพินิจวินิจฉัยได้เลย เอา ๕๗ ท่าน ทั้งวันทั้งคืน ไม่มีเหตุผลครับ ไม่สอดคล้องข้อเท็จจริง เพราะฉะนั้นผมถึงบอกว่าให้เกียรติ สมาชิกครับอภิปรายกันพอสมควร ถ้าเป็นอย่างนี้ครับกฎหมายไม่มีฉบับไหนผ่านสภาได้เลย แม้แต่ฉบับเดียว เพราะฉะนั้นก็ยื่นขัดหลักการไว้สัก๒๐๐ คนสิครับไม่ต้องพิจารณากฎหมายแล้ว เพราะฉะนั้นผมจําเป็นต้องใช้อํานาจของผม ผมให้ฝ่ายละ ๒ ท่าน ถ้าไม่อภิปรายตามนี้ผมจะ ใช้สิทธิให้ลงมติเลยครับ เป็นไรเป็นกันครับ ไม่เป็นไรครับ จะอภิปรายไหมครับ ไม่มีอะไร ต้องประท้วง ไม่มีใครผิดข้อบังคับครับ จะอภิปรายไหม ไม่อภิปรายผมขอมติเลยครับ ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา ผมกราบเรียน ท่านประธานนะครับว่า เมื่อสักครู่นี้ผมก็พยายามที่จะให้ประเด็นของการประชุมมีความ ชัดเจนมากยิ่งขึ้น แล้วผมก็ได้ลําดับเหตุการณ์ ที่มาของประเด็นปัญหาที่กําลังมีการอภิปราย กันอยู่ในขณะนี้ กระผมก็แปลกใจมากครับว่าท่านประธานไม่ได้ตอบคําถามแล้วก็เรียกว่า ให้มีคนอภิปราย มิฉะนั้นแล้วจะปิดอภิปราย ผมก็พยายามที่จะหาทางออกให้แต่ท่านประธาน กลับไม่ต้องการให้เกิดความร่วมมือกัน ประเด็นที่ผมแยกแยะเป็น๒ ประเด็น กราบเรียนท่านประธานอีกครั้งนะครับ ประเด็นที่คุณนิพิฏฐ์ได้พูดที่ท่านประธานบอกว่า จะมาหารืออะไรกันทั้งวันคืนนี่ไม่ใช่แล้วครับ คุณนิพิฏฐ์อภิปรายแล้วก็ได้แสดงทัศนะเกี่ยวกับ เรื่องปัญหาการนับวัน แล้วผมก็ถามว่าท่านประธานจะยุติอย่างไร นั่นเป็นเรื่องหนึ่งครับ แต่เรื่องที่ ๒ ก็คือว่าการที่ประธานจะขอมติผมยังไม่ทราบว่ามติในญัตติอะไรครับ เพราะสิ่งที่ ท่านประธานอ้างว่าเป็นอํานาจหรือดุลยพินิจ ซึ่งผมก็ไม่ชัดเจนของท่านว่า ท่านหมายถึง ประธานคณะกรรมาธิการหรือหมายถึงตัวท่านเองนี้มันคืออะไร ผมกราบเรียนว่าสมาชิก ทุกคนมีสิทธิในการที่จะแปรญัตติ เป็นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร คนหนึ่ง เมื่อยื่นคําแปรญัตติแล้วปรากฏว่าท่านประธานคณะกรรมาธิการท่านมีความเห็นว่า เป็นการแปรญัตติซึ่งขัดหลักการ ท่านประธานคณะกรรมาธิการก็จึงรายงานมายังที่ประชุม เพื่อให้มีข้อยุติ ผมกราบเรียนว่าถ้าท่านประธานพูดเหมือนเมื่อสักครู่นะครับ แล้วบอกว่า จริง ๆ เป็นเรื่องที่ประธานคณะกรรมาธิการท่านวินิจฉัยไปได้เลย แล้วก็ไม่จําเป็นต้องมา หารือที่นี่ ผมถามท่านประธานว่าข้อบังคับข้อไหนครับ รัฐธรรมนูญมาตราไหนครับที่บัญญัติ เช่นนั้น เพราะเมื่อสักครู่ท่านประธานถามว่าถ้าทุกคนแปรญัตติได้จะพิจารณากฎหมาย กันอย่างไร ผมก็ถามท่านประธานว่าถ้าเป็นสิทธิขาดของประธานคณะกรรมาธิการแล้วมีผู้ เสนอคําแปรญัตติไปแล้วประธานคณะกรรมาธิการบอกขัดหลักการหมดเลย เป็นสิทธิขาด อย่างนั้นหรือครับ มันไม่ใช่ครับ การจะตีความข้อบังคับว่าขัดไม่ขัดหลักการก็ต้องมาปรับ เข้ากับข้อเท็จจริงของแต่ละกรณีซึ่งเป็นอํานาจของที่ประชุมแห่งนี้ ที่ประชุมแห่งนี้จึงต้อง สมควรที่จะรับฟังว่าผู้แปรญัตติเขาเสนออะไรและท่านประธานคณะกรรมาธิการท่านมี เหตุผลอะไรที่เห็นว่ามันขัดกับหลักการ ผมพอรับได้ครับถ้าท่านประธานบอกว่า เพื่อประหยัดเวลาให้คนที่มีการแปรญัตติเหมือนกันมารวมกันวินิจฉัย ได้ครับ แต่ ๕๗ กรณี ท่านก็ต้องแยกแยะออกมาก่อนว่ากรณีไหนที่มันเป็นกรณีการแปรญัตติเหมือนกัน ซึ่งถ้า วินิจฉัยกรณีหนึ่งแล้วก็สามารถที่จะปรับใช้ได้กับกรณีอื่น ๆ ด้วย แต่จะเหมารวมบอกว่ามีคน อภิปราย ๒ คนแล้วแปลว่าครอบคลุมคําแปรญัตติทั้ง ๕๗ กรณีมันเป็นไปไม่ได้ ผมกราบเรียน นะครับว่า จริง ๆ เมื่อสักครู่ก็มีเพื่อนสมาชิกที่เห็นว่าท่านประธานได้ใช้ข้อความซึ่งทําให้ สมาชิกเสียหาย ท่านบอกว่าถ้าอย่างนั้นก็แปรญัตติให้มันขัดหลักการแล้วพิจารณากฎหมาย ไม่ได้ ท่านประธานครับ ความจริงถ้าสมาชิกเขาแปรญัตติไม่ขัดหลักการเขามีสิทธิพูดอยู่แล้ว เขาจะต้องไปแปรญัตติให้มันขัดหลักการเพื่อจะพูดเพื่ออะไรล่ะครับ ท่านประธานต้องให้ ความเป็นธรรมตรงนี้นะครับ เพราะท่านไปพูดเช่นนั้นทําให้เกิดความเข้าใจว่า บุคคลเหล่านี้ จงใจแปรญัตติขัดหลักการเพื่อได้สิทธิอภิปราย ความจริงถ้าเขาแปรญัตติเป็นไปตามหลักการ เขาก็มีสิทธิอภิปรายอยู่แล้ว ประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยขณะนี้คือการดําเนินการว่าจะดําเนินการ อย่างไรให้ได้ข้อยุติในแต่ละกรณีสําหรับ ๕๗ กรณี แล้วพวกกระผมก็พร้อมที่จะปฏิบัติตาม ตามข้อบังคับเพื่อดําเนินการต่อไป ท่านประธานจึงต้องพูดให้ชัดครับว่า ที่ท่านบอกจะขอ ลงมตินี่ญัตติคืออะไร แล้วญัตตินั้นเป็นการตัดสิทธิสมาชิกตามข้อบังคับในการที่จะใช้สิทธิ การแปรญัตติและมีสิทธิที่จะอธิบายหรือไม่ว่าคําแปรญัตติของตนเองนั้นชอบด้วยข้อบังคับครับ
ผมขออนุญาตชี้แจง ท่านผู้นําฝ่ายค้านเพื่อความเข้าใจอีกรอบหนึ่งนะครับ ซึ่งจริง ๆ แล้วผมได้ชี้แจงไปแล้วครับ ทีนี้ขอเน้นย้ําซ้ําอีกสักรอบหนึ่ง มีอยู่ ๒ ประเด็นนะครับ
ประเด็นแรก มีผู้ยื่นเกินกว่ากําหนดเวลาที่เขากําหนดให้ยื่น ซึ่งประเด็นนี้ ชัดเจนครับในข้อบังคับชัดเจน ผมเชื่อว่าสมาชิกทุกท่านก็เห็นแล้วก็ทราบว่าต้องยื่นภายใน ๑๕ วันหลังจากที่สภามีมติให้รับหลักการ ยื่นภายใน ๑๕ วันหลังจากที่สภามีมติให้ รับหลักการ ก็คือรับหลักการในวาระที่หนึ่ง ซึ่งมีการลงมติเมื่อคืนวันที่ ๔ ตอนตีสองก็คือ วันที่ ๕ เมษายน ภายใน ๑๕ วันก็คือต้องยื่นภายในวันที่ไม่เกินวันที่ ๒๐ เมษายน ประเด็นนี้ ชัดครับ แล้วผมก็ขอใช้อํานาจตรงนี้วินิจฉัยตามนี้เลย ถือว่าวินิจฉัยแล้วนะครับ
ประเด็นที่ ๒ กรณีที่มีผู้ยื่นคําแปรญัตติ ๕๗ ท่าน ซึ่งประธานคณะกรรมาธิการ ได้ชี้ว่าเป็นการยื่นขัดกับหลักการ ในเมื่อเป็นการยื่นขัดหลักการ ไม่สามารถที่จะเสนอเข้ามา ในที่ประชุมสภาได้เลยตั้งแต่แรก ผมถึงเน้นย้ําครับ ก็เป็นความชอบที่ประธานคณะกรรมาธิการ จะใช้อํานาจตัวเอง ไม่นําเรื่องที่แปรญัตติแล้วขัดหลักการเข้ามาสู่สภาแห่งนี้ได้ แต่ผมทราบครับ ท่านประธานคณะกรรมาธิการก็ให้เกียรติก็นําเสนอเข้ามาเพื่อหารือที่ประชุม ที่นี้เข้ามาสู่ ที่ประชุมแล้วประเด็นนี้มันชัดเจน ขัดข้อบังคับ ข้อ ๙๖ (๓) ชัดเจนครับ ผมอ่านให้ฟังก็ได้ ข้อ ๙๖ (๓) การแปรญัตติเพิ่มมาตราขึ้นใหม่หรือตัดทอนหรือแก้ไขมาตราเดิม ต้องไม่ขัดต่อ หลักการแห่งร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม เว้นแต่การแก้ไขเพิ่มเติมมาตราที่เกี่ยวเนื่องกับ หลักการนั้น ซึ่งประเด็นนี้มันชัดเจนว่าขัดหลักการ เพราะฉะนั้นในเมื่อมีข้อถกเถียงกันว่าขัดหรือไม่ขัด ข้อบังคับก็มีระบุไว้ในข้อบังคับ ข้อ ๑๑๗ ถ้ามีปัญหาที่จะต้องตีความข้อบังคับนี้ เรามีความเห็นแตกต่างนะครับ ก็หมายความว่า ถ้ามีปัญหาที่จะต้องตีความตามข้อบังคับนี้ ให้เป็นอํานาจของรัฐสภาที่จะวินิจฉัยและเมื่อ ที่ประชุมรัฐสภาได้ลงมติวินิจฉัยโดยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิก ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาเป็นประการใดแล้วให้ถือว่าคําวินิจฉัยนั้นเป็นเด็ดขาด ในเมื่อเรามีความเห็นแย้งว่า ๕๗ ราย ยื่นมาขัดหลักการหรือไม่ ก็ได้อภิปรายกันพอสมควร ผมก็จะขอมติจากที่ประชุมครับว่าเห็นว่าขัดหรือไม่ขัด แล้วมติที่ประชุมก็จะเป็นการชี้ขาด เพราะฉะนั้นจําเป็นต้องหาข้อยุติเรื่องนี้ครับ ทีนี้เมื่อสักครู่ขยายความที่ท่านผู้นําฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรได้พูด ผมไม่ได้พูดกล่าวหาท่าน ๕๗ ท่านนะครับ ที่มีเจตนาจะยื่นเพื่อให้ มันขัด แต่ผมพูดเปรียบเทียบในความเป็นจริง ถ้าจะหาวิธีขัดขวางการออกกฎหมาย ก็ให้ สมาชิกแจ้งเจตนา แกล้งยื่นให้มันขัดรัฐธรรมนูญแล้วถือโอกาสตรงนั้นขัดหลักการ ถือโอกาส ตรงนั้นเพื่อมาอภิปรายมันก็ไม่ต้องพิจารณากฎหมายแล้วครับ เพราะฉะนั้นผมใช้ดุลยพินิจ ทั้งตามข้อบังคับและตามความเป็นจริง ขอให้มีการลงมติ ผมเห็นสมควรแล้วครับ ผมขอมติ เลยครับ
(นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุม ทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
ก่อนขอมติ ขอให้ท่าน แสดงตนก่อนนะครับ เชิญ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
เรียบร้อยนะครับ เรียบร้อย ส่งผลได้เลยครับ จํานวนผู้เข้าประชุม ๓๖๒ ท่าน กึ่งหนึ่งคือ ๓๒๕ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ
ผมจะขอมติเลยนะครับ เห็นด้วยว่าขัดหลักการที่ผู้แปรญัตติ ๕๗ ท่าน เห็นด้วยว่าขัดหลักการหรือไม่ เห็นด้วยหรือไม่ครับ เห็นด้วยว่าขัดหลักการหรือไม่ครับ ใช้สิทธิได้เลยครับ ยังไม่ได้เข้าวาระการประชุมเลยครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
เรียบร้อยนะครับ ส่งผล ได้เลยครับ มติ เห็นด้วยว่าขัดหลักการ ๓๓๙ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑๕ ท่าน ถือว่าที่ประชุม รัฐสภามีมติเห็นว่าขัดหลักการครับ
ผมขออนุญาตเข้าสู่ระเบียบวาระเลยนะครับ
ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว
๓.๑ ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่..) พุทธศักราช .... (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๒ และมาตรา ๑๑๕ มาตรา ๑๑๖ วรรคสอง มาตรา ๑๑๗ มาตรา ๑๑๘ มาตรา ๑๒๐ และมาตรา ๒๔๑ วรรคหนึ่ง และยกเลิกมาตรา ๑๑๓ และมาตรา ๑๑๔) ซึ่งคณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว
ในการนี้คณะกรรมาธิการได้มีหนังสือรัฐสภา ด่วน ที่ ๕๓๓๖/๒๕๕๖ ลงวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๕๖ แจ้งต่อประธานรัฐสภา เพื่อขอให้รัฐสภาตั้งกรรมาธิการแทนตําแหน่งที่ว่างลง ๑ ตําแหน่ง เนื่องจากนายนิพนธ์ บุญญามณี ได้มีหนังสือขอลาออกจากตําแหน่งสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรตั้งแต่วันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๕๖ เป็นเหตุให้สมาชิกภาพสิ้นสุดลง ตามมาตรา ๑๐๖ (๓) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ทําให้ ขาดสมาชิกภาพแห่งสภาที่ตนเป็นสมาชิก จึงพ้นจากตําแหน่งกรรมาธิการตามข้อบังคับ การประชุม พ.ศ. ๒๕๕๓ ข้อ ๗๖ (๔) ซึ่งเรื่องดังกล่าวบรรจุอยู่ในระเบียบวาระการประชุม ร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ ๑ (สมัยสามัญทั่วไป) เมื่อวันอังคารที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๕๖ ระเบียบวาระ (๖) เรื่องอื่น ๆ แต่เนื่องจากคณะกรรมาธิการได้พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ ดังกล่าวเสร็จแล้วจึงไม่ประสงค์จะขอให้รัฐสภาตั้งกรรมาธิการแทนตําแหน่งที่ว่างอีก
บัดนี้ คณะกรรมาธิการของรัฐสภาได้พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวเสร็จแล้ว จึงกราบเรียนมาเพื่อได้โปรดนําเสนอที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาพิจารณาต่อไปครับ
รัฐสภายินดีต้อนรับ คณาจารย์และนักศึกษาจากวิทยาลัยอาชีวศึกษา จังหวัดนครสวรรค์ ด้วยความยินดีครับ ท่านสมาชิกครับ โปรดอยู่ในความสงบครับ ที่นี่รัฐสภานะครับ
ประชุมเลย ประชุมต่อเลย ทักษิณดูอยู่ จะได้รู้ว่าใครได้รางวัล ประชุมต่อเลย จะได้รู้ว่าใคร ได้รางวัลบ้าง
ผมไม่เคยใช้เลยนะครับ วันนี้ขออนุญาตนะครับ ผมขอเชิญตํารวจรัฐสภาครับ เข้ามาทั้งหมดครับ ตํารวจรัฐสภา ขอเชิญทั้งหมดเลยครับ ท่านใดไม่นั่งครับ นําพาตัวออกไปข้างนอกได้เลยครับ นําพาออกไป ได้เลยครับ ทีละท่านครับ ตํารวจรัฐสภาครับ ให้นําพาตัวออกไปถ้าใครไม่นั่ง ไม่ต้องรีรอครับ นําพาออกไปเลยครับ ทีละคน ถ้าไม่ปฏิบัติถือว่าขัดคําสั่งผู้บังคับบัญชา ผมจะตั้งกรรมการ สอบสวน นําพาตัวออกไปได้เลยครับ ทีละท่านครับ ถ้าไม่นั่งนําพาตัวออกไปทีละท่าน
(นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้มีคําสั่งให้ตํารวจรัฐสภา นําสมาชิกรัฐสภาที่ไม่นั่งลงตามคําสั่งประธานรัฐสภา ออกจากห้องประชุม)
เพื่อให้ได้สงบสติอารมณ์ ผมพักการประชุม ๑๐ นาทีครับ
พักประชุมเวลา ๑๓.๕๗ นาฬิกา
เริ่มประชุมต่อเวลา ๑๔.๓๒ นาฬิกา
ท่านสมาชิกครับ ผมขอ ดําเนินการต่อนะครับ เข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม ระเบียบวาระที่ ๓ นะครับ เราจะ เริ่มพิจารณาจากวาระที่สอง ผมขอเรียนชี้แจงว่าหลักการในการพิจารณาวาระที่สองนั้น ข้อบังคับการประชุม ข้อ ๙๙ เราจะเริ่มจากชื่อร่าง คําปรารภ เดี๋ยวครับ ผมเข้าสู่วาระแล้ว ไม่ต้องหารือแล้วครับ เริ่มจากชื่อร่าง คําปรารภ หลังจากนั้นจะเป็นการพิจารณาเรียงลําดับ รายมาตรา ท่านสมาชิกจะอภิปรายได้เฉพาะผู้ขอแปรญัตติ ผู้สงวนความเห็น และกรณีที่ กรรมาธิการได้มีการแก้ไข ท่านก็อภิปรายในประเด็นที่ขอแก้ไขได้นะครับ ผมขอดําเนินการ ตามข้อ ๙๙ ประกอบกับข้อ ๓๘ ท่านให้ผมพูดให้จบก่อนสิครับ เราดําเนินการข้อ ๓๘ ก็คือ ผมขออภิปรายก่อนนะครับ ท่านประท้วงก็แล้วแต่ กรุณาเถอะครับว่าขอให้ผมได้อธิบายก่อน ได้อธิบายว่าผมใช้ข้อ ๙๙ และผมขออนุญาตที่จะใช้ข้อ ๓๘ นะครับ ก็คือการชี้แจงนั้น ถ้าถึงวาระ ถึงการชี้แจงของผู้ใดแล้วผมจะอ่านรายชื่อตามที่กรรมาธิการรายงาน ท่านใด เมื่อผมอ่านไปแล้ว เมื่อถึงเวลาปั๊บ ท่านไม่อยู่ในห้องประชุม ผมถือว่าท่านสละสิทธิ จะไม่มีการให้มาต่อท้ายนะครับ ผมขอปฏิบัติโดยเคร่งครัดนะครับ เพราะหลักการอันนี้ หลักเกณฑ์อันนี้พวกท่านเป็นคนที่ยกร่างขึ้นมา ผมก็มีหน้าที่ในการที่จะทํา ไม่แล้วครับ ท่านไม่ต้องหรอกครับ เพราะว่าเรากําลังเข้าสู่วาระที่สองแล้วครับ ท่านกรุณาเถอะครับ เพราะว่านี่คือการประชุมของรัฐสภา ท่านไม่ต้อง ท่านเลขาธิการได้ดําเนินการนะครับ ท่านเลขาธิการดําเนินการเลยครับ เดี๋ยวครับ ท่านจะประท้วงอะไร
ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ชื่อร่างรัฐธรรมนูญ ไม่มีการแก้ไข คําปรารภ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๑ ไม่มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็นและผู้แปรญัตติขอสงวนคําแปรญัตติ
เดี๋ยวนะ ชื่อร่าง ไม่มี การแก้ไขนะครับ แล้วก็คําปรารภ ไม่มีการแก้ไข เดี๋ยวเอาอย่างนี้ ผมจะให้ท่านประธานวิป ฝ่ายค้านท่านชี้แจงก่อน ท่านไม่ต้องตะโกนแล้วนะครับ ท่านจุรินทร์ท่านอยู่ไหน เดี๋ยวให้ ท่านจุรินทร์ได้อธิบาย เชิญครับ ผมให้เกียรติท่าน ท่านให้เกียรติผม อย่างนี้ไปด้วยกันได้ครับ ผมกําลังดําเนินการตามข้อบังคับอยู่นะครับ ผมกําลังให้ท่านจุรินทร์อภิปราย ท่านนั่งลง
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา ผมไม่ได้ขออนุญาตท่านประธานอภิปรายนะครับ แต่สิ่งหนึ่งที่จะกราบเรียนกับท่านประธาน ก็คือว่าเมื่อท่านขึ้นมาบนบัลลังก์ ท่านจะเดินหน้าต่อไปยังไม่ได้หรอกครับ บรรยากาศ ยังไม่พร้อมสําหรับการที่จะประชุมรัฐสภาต่อไปในช่วงระยะเวลานี้ ขณะที่ท่านประธาน ยังไม่เปิดโอกาสให้พวกกระผมได้ทําหน้าที่ของผมอย่างสุดความสามารถตามข้อบังคับ และรัฐธรรมนูญ ประเด็นที่สําคัญก็คือว่าการปฏิบัติหน้าที่ของประธานทั้ง ๒ ท่านในช่วง ระยะเวลาที่ผ่านมาคนละมาตรฐาน ขณะที่ท่านประธานนิคมได้วินิจฉัยไว้ก่อนที่ท่านจะลงไป จากบัลลังก์ บอกว่าจะเปิดโอกาสให้พวกกระผม ๕๗ คนที่ขอสงวนคําแปรญัตติไว้ และมีปัญหาในเรื่องของการวินิจฉัยว่าจะขัดกับหลักการของร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ ได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็น ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าแต่ละคนได้สงวนคําแปรญัตติ ที่มีรายละเอียดแตกต่างกัน เพราะฉะนั้นก็ย่อมมีเหตุผลแตกต่างกัน ยกเว้นผู้ที่แปรญัตติ และสงวนคําแปรญัตติที่มีลักษณะอย่างเดียวกัน ถ้าเป็นอย่างนั้นก็สามารถรวมกลุ่มกันแสดง ความเห็นได้ แต่ปรากฏว่าเมื่อท่านประธานสมศักดิ์ขึ้นมาทําหน้าที่ท่านกลับวินิจฉัย ไปคนละทางกับที่ท่านประธานนิคมได้อนุญาตไว้ ตรงนี้จึงเป็นที่มาของปัญหา แล้วพฤติกรรม การทําหน้าที่ประธานของท่านประธานสมศักดิ์เมื่อสักครู่ท่านประธานต้องยอมรับความจริง เลยว่า การแสดงออกของท่านประธานสมศักดิ์ชี้ให้เห็นชัดว่าท่านขาดวุฒิภาวะของการทํา หน้าที่ของประธานรัฐสภาตามข้อบังคับและรัฐธรรมนูญ ขณะเดียวกันการใช้อํานาจวินิจฉัย ปัญหาต่าง ๆ ต้องยอมรับว่าท่านใช้อํานาจวินิจฉัยอย่างไม่เป็นธรรม และใช้อํานาจอย่าง ไม่เป็นธรรม พวกกระผมไม่พูดเลยไปถึงการบังคับเจ้าหน้าที่ตํารวจมาดําเนินการกับสมาชิก รัฐสภาอย่างกับพวกกระผมเป็นผู้ร้ายอย่างนั้น หรือเป็นผู้ที่ปฏิบัติคิดมิชอบกับบ้านเมือง ซึ่งมิใช่เลย ท่านประธานทราบไหมครับ ทําไมท่านประธานสมศักดิ์ยกค้อนขึ้นมาแล้วก็ทุบ ลงไปหลายครั้งแต่ไม่ได้ผล ที่ไม่ได้ผลเพราะท่านใช้อํานาจไม่เป็นธรรม ค้อนที่ท่านทุบลงไป มันค้อนปลอม ไม่ใช่ค้อนจริง จึงไม่ได้เป็นที่ยอมรับของสมาชิกรัฐสภา ผมถึงต้องลุกขึ้นมา เพื่อกราบเรียนถามท่านประธาน ว่าท่านประธานถ้าสมมุติว่าประสงค์ที่จะให้การประชุม เดินหน้าต่อไป การวินิจฉัยใด ๆ ของท่านประธานนิคมจะเป็นที่ยอมรับของท่านประธาน สมศักดิ์ต่อไปหรือไม่ หรือว่าต่างคนต่างวินิจฉัย ต่างคนต่างมาตรฐาน แล้วพวกกระผม จะปฏิบัติอย่างไร เมื่อท่านขึ้นมาเป็นประธานผมเชื่อว่าท่านจะต้องรักษาคําพูดสิ่งที่ท่าน วินิจฉัยไว้ ก่อนที่ท่านจะลงไปท่านวินิจฉัยว่าท่านจะเปิดโอกาสให้พวกกระผมได้แสดง ความเห็น ๕๗ คน พวกผมคงไม่อภิปรายทั้ง ๕๗ คนหรอกครับ แต่อย่างน้อยกลุ่มความเห็น ที่เหมือนกันควรได้แสดงความคิดเห็นในการที่จะบอกว่าทําไมพวกกระผมจึงแปรญัตติ และสงวนคําแปรญัตติไว้ในลักษณะที่พวกผมมั่นใจว่าไม่ขัดกับหลักการ ถ้าท่านจะเปิดโอกาส ให้อย่างนี้การประชุมก็จะดําเนินการต่อไปได้ เพราะฉะนั้นขอฟังคําตอบจากท่านประธานครับ
เดี๋ยวนะครับ ผมขอชี้แจง ต่อท่านจุรินทร์นิดหนึ่งนะครับ คือในวิธีการคิดหรือมาตรฐานของคนเป็นประธานก็ต้องรักษา ข้อบังคับการประชุมอยู่แล้วถูกไหมครับ วันนี้ที่ประชุมนั้นคือเมื่อมีข้อขัดแย้ง ข้อขัดข้อง ระหว่างท่านผู้แปรญัตติกับกรรมาธิการ กับประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาแก้ไข ร่างรัฐธรรมนูญก็ต้องอาศัยความเห็นจากที่ประชุมก็คือ ข้อ ๑๑๗ ในการที่วินิจฉัย และผม ก็เรียนให้ทราบแล้วว่าในข้อขัดแย้งทั้งหมดที่ท่านบอกว่าผิดต่อข้อ ๙๖ วรรคสามนั้น ผมมาประมวลแล้ว มีทั้งหมด ๔ เรื่องด้วยกัน
เรื่องที่ ๑ ก็คือท่านใดก็แล้วก็แต่ที่ไปตัดมาตรา ๑ คําว่า ชื่อร่างรัฐธรรมนูญ ออกนั้น ถือว่าทําให้โครงสร้างกฎหมายผิดไปเลยนะครับ ท่านเป็นนักกฎหมาย ท่านย่อมรู้ ถ้ากฎหมายแล้วไม่มีชื่อร่าง มันก็ไม่ใช่
เรื่องที่ ๒ ท่านที่ตัดในมาตรา ๒ ก็คือตัดวันประกาศใช้บังคับ ท่านบอกว่า ให้ตัดออก มันก็ผิดโครงสร้างของกฎหมายอีก
เรื่องที่ ๓ ที่มาของ ส.ว. นะครับ ในการรับหลักการวาระที่หนึ่ง ท่านไปดู ในรับหลักการนะครับ เหตุและผลบอกว่า ให้มี ส.ว. มาจากการเลือกตั้ง จะเลือกตั้งทางตรง ทางอ้อมก็แล้วแต่นะครับ ถ้าท่านแปรญัตติว่าเป็นทางตรงทางอ้อมก็แล้วแต่ ท่านได้หมด เว้นแต่ท่านบอกว่า ให้มีเลือกตั้งด้วย สรรหาด้วย ถือว่าขัดต่อหลักการ
เรื่องที่ ๔ เมื่อขัดต่อหลักการแล้ว ท่านไปบอกว่ามาตรา ๔ นั้น ท่านขอตัด ถึงมาตรา ๑๑๒ มันก็จะเป็นประเด็นก็คือ ท่านยังคงให้มีกรรมการสรรหาอยู่ ซึ่งผิด ไปจากหลักเกณฑ์ที่กําหนดไว้ เพราะฉะนั้นเมื่อมีข้อขัดแย้งอย่างนี้ ท่านประธานกรรมาธิการ บอกว่า ขอนําเรื่องนี้เข้ามาเพื่อหาในที่ประชุมนี้ ก็ได้มีการหารือนะครับ แต่เดิมนั้น ผมตั้งใจจะเอา ๕๗ คนด้วย แต่ว่ามีหลายท่าน ท่านธนาอย่างนี้ ท่านหมอชลน่านอย่างนี้ ความจริงไม่ได้อยู่ใน ๕๗ คนเลย บอกอย่างนี้ไม่ได้ ต้องขอด้วย เมื่อขอ ผมก็บอกว่าอย่างนี้ บอกการอภิปรายนั้นผมขอใช้ข้อบังคับการประชุมโดยเคร่งครัด ก็คือ การอภิปราย ผู้ที่ไม่เห็นด้วย ผู้ที่เห็นด้วย เว้นแต่ว่าผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยไม่มี ผมถึงจะให้ ท่านอภิปราย ผมทําอย่างนี้มาประมาณ ๗-๘ คนแล้ว เมื่อท่านประธานสมศักดิ์ขึ้นมา ท่านก็บอกว่าในเวทีข้างล่างนี้น่าจะฟังได้แล้ว ก็คือจะขอมติ นี่คือสิ่งที่มันเป็นหลักการ นะครับ ผมพยายามเดินหลักการ ท่านก็บอกอย่างนี้ ก็ไม่รู้จะอธิบายอย่างไรแล้วครับ ก็คือเดินตามหลักการ ถ้าเป็นอย่างนี้เวลานี้มันเข้าสู่วาระที่สองของการพิจารณานั้น ผมไปอย่างอื่นไม่ได้ เว้นแต่ผมต้องขอมติที่ประชุมอีก ว่าถ้าเกิดผมจะให้ท่านอภิปราย อีกได้ไหม มันไม่ได้แล้วครับ เพราะว่ามันไม่มีข้อขัดแย้ง มันไม่มีข้ออะไรแล้ว ผมจะไปใช้ ข้อ ๑๑๖ เพื่อยกเว้นบางกรณี หรือยกเว้นทั้งหมดในข้อบังคับการประชุม หรือยกเว้น เฉพาะข้อ หรือเฉพาะส่วน ผมจะทําอย่างไรครับ เพราะสิ่งเหล่านี้ข้อบังคับการประชุมนั้น ท่านเป็นคนยกร่าง ผมนี้ไม่มีอํานาจอะไรเลยนะครับ ผมก็ปฏิบัติหน้าที่ตามที่ท่าน ยกร่างให้ผม ผมพยายามที่ไม่ใช้อํานาจอะไรเลย ผมบอกว่าข้างล่าง ๆ แต่สิ่งที่เป็นอํานาจ ของผม ผมต้องใช้อํานาจ ก็คือ ผมต้องควบคุมการประชุมก็คือข้อ ๕ แล้วก็คําวินิจฉัย คือข้อ ๔๕ เพราะฉะนั้น นี่คือสิ่งที่มันถูกต้อง ท่านครับ ผมขอความร่วมมือนะครับ เพราะหลายท่านที่ถึงแม้จะถูกตัดไปแล้ว แต่ท่านยังแปรญัตติอยู่ ท่านยังอยู่ในแปรญัตติ อยู่ในมาตราท่าน ผมก็จะเปิดโอกาสให้ท่านได้อภิปราย ถ้าอย่างนี้ปั๊บมันก็จะทําให้ การประชุมนั้นสามารถเดินหน้าไปได้นะครับ ผมว่าท่านไม่ต้องประท้วงอะไรนะครับ ขอเถอะครับ เพราะอย่างไรท่านที่นั่งอยู่นี้ก็ยังมีสิทธิที่จะอภิปราย ผมดูรายชื่อหมดแล้ว
(นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้)
ถ้าท่านจะยืนขึ้นประท้วงผม นะครับ ท่านต้องบอกข้อบังคับการประชุม ประท้วงผมเรื่องอะไร สั้น ๆ แล้วผมจะวินิจฉัย เพราะฉะนั้นท่านอาจารย์รัชฎาภรณ์ครับ ประท้วงผมเรื่องอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันได้กราบเรียนตั้งแต่ตอนแรกแล้วค่ะ ว่าถ้าประท้วงประธานก็คงเป็นข้อ ๕ นะคะ ท่านประธานคะ มันตลกนะ ท่านบอกว่า ผู้ที่แปรญัตตินี้ แล้วเขาถูกตัดสิทธิว่าขัดหลักการ แล้วพออภิปรายไปคนที่เขาเสนอเขายัง ไม่ได้อธิบายเลยแต่ใช้ข้อ ๑๑๗ ให้สภาตัดสิน แล้วสภาจะรู้ได้อย่างไร อันนั้นเป็นเรื่องหนึ่ง
แต่อีกเรื่องหนึ่ง ดิฉันเรียนหารือกับท่านประธานคณะกรรมาธิการนะคะ ว่าข้อแปรญัตติของดิฉันมันหายไป แล้วดิฉันก็ถือว่าที่ดิฉันแปรญัตตินี้ตามข้อ ๙๖ วรรคสาม ที่บอกว่าห้ามแปรญัตติมาตราใหม่ขึ้นมานี้นะคะ หรือตัดทอนแก้ไขมาตราเดิม ต้องไม่ขัดกับ หลักการแห่งร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม เว้นแต่การแก้ไขเพิ่มเติมมาตราที่เกี่ยวเนื่องกับ หลักการนั้น ดิฉันถือว่าที่ดิฉันเสนอเข้ามามันเกี่ยวเนื่อง แล้วท่านประธานคณะกรรมาธิการ ท่านก็คิดว่ามันไม่เกี่ยวเนื่อง พอนั่งหารือกันไปกันมา ดิฉันถามว่า ดิฉันจะถกกับท่านประธาน ดิฉันจะเสนอตอนไหน ท่านประธานแนะนําดิฉันว่า ก็เสนอตอนนี้ละ ก่อนที่จะเลยไป แล้วก็เลยต้องยกมือเพื่อที่จะขอหารือค่ะ ท่านจะให้ดิฉันพูดต่อเลยไหมคะ
ผมขอวินิจฉัยของอาจารย์ ก่อนได้ไหมครับ
ค่ะ
ผมขอวินิจฉัยของอาจารย์ นะครับ ในข้อ ๙๖ วรรคสาม คือการเพิ่มเติมหรือว่าตัดทอนก็แล้วแต่นะครับ ซึ่งต้องไม่ขัดต่อ หลักการหรือส่วนที่เกี่ยวเนื่องกับหลักการ เมื่อกี้ผมบอกอาจารย์แล้ว บอกถ้าอาจารย์ แปรญัตติบอกว่าให้มี ส.ว. เลือกตั้ง จะทั้งทางตรงหรือทางอ้อมได้อยู่แล้ว
ไม่ใช่
แต่ถ้าบอกว่าให้มี ส.ว. ที่จะเลือกตั้งด้วย สรรหาด้วย อันนี้ผิดหลักการ อาจารย์ไปดูนะครับ ผมจะอ่านหลักการให้ฟัง
ไม่ใช่ ท่านประธานคะ ถ้าอย่างนั้นดิฉันขอเรียนท่านอีกนิดเดียว ไม่ใช่ประเด็นนั้นค่ะ ประเด็นที่ ดิฉันถือว่าเกี่ยวเนื่องก็เพราะว่าดิฉันไม่ขัดข้องถ้า ส.ว. มาจากการเลือกตั้ง เพียงแต่ว่า เมื่อบอกว่าเลือกตั้งโดยไม่เว้นวรรค ดิฉันก็เสนอว่าถ้าไม่เว้นวรรคอํานาจหน้าที่มันควรจะ ลดลง ไม่ใช่อํานาจหน้าที่จะแต่งตั้งบุคคลก็ได้ ถอดถอนก็ได้ เพราะฉะนั้นถ้ามันเกี่ยวเนื่องกัน ถ้าวุฒิสภาเลือกตั้งมานี่ เว้นวรรคอํานาจหน้าที่เหมือนเดิม ดิฉันไม่ขัดข้อง แต่ถ้าไม่เว้นวรรค อํานาจหน้าที่จะต้องลดลง แล้วก็ถือว่ามันเกี่ยวเนื่อง แล้วก็ในหนังสือนี่ไม่มีข้อความเหล่านั้นเลย ดิฉันเห็นบางเรื่องพอเวลาท่านพิมพ์ลงไปแล้วท่านก็บอกว่ามันขัด แต่ของดิฉันไม่มีถ้อยคํานั้นเลย เป็น ๒ ประเด็นค่ะท่านประธาน
เดี๋ยวผมจะให้กรรมาธิการ เขาดู แล้วก็อธิบายให้ฟังนะครับ เชิญท่านสามารถได้ชี้แจงหน่อยนะครับ เดี๋ยวให้ท่านชี้แจง เป็นราย ๆ ไปนะครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ผมว่าชี้แจงไม่ได้แล้วครับ เพราะว่า ๑. ขณะนี้มันเลยขั้นตอน รัฐสภาได้ลงมติแล้ว กรณีเห็นด้วยว่าขัดหรือไม่ขัด จบไปแล้ว นะครับ ขณะนี้กําลังเข้าสู่วาระที่สอง ผมในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ผมก็แถลง ต่อท่านประธานแล้ว มันเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากจะพิจารณาเรียงมาตราแล้วครับ ส่วนที่ ผมขออนุญาตชี้แจงท่านรัชฎาภรณ์เอาเฉพาะที่พาดพิงถึงผมนะครับ คือท่านรัชฎาภรณ์ ท่านขอแปรญัตติทํานองว่า เมื่อเราให้ ส.ว. เลือกตั้งอยู่ ๖ ปีไม่เว้นวาระ ก็น่าจะไปแก้ อํานาจหน้าที่ของ ส.ว. ซึ่งผมก็เห็นด้วย แต่ผมบอกว่าร่างนี้มันไม่ได้ไปแก้มาตราที่ว่าด้วย อํานาจหน้าที่ของ ส.ว. ไม่อยู่ในหลักการ ฉะนั้นท่านก็จะมาถือว่ามันโยงมาเรื่องนี้ ไม่ได้ แล้วผมอยากเรียนท่านรัชฎาภรณ์ว่าเห็นไหม ผมถึงบอกว่าถ้าจะทํารัฐธรรมนูญให้ดี มันต้องทําทั้งฉบับ เพราะมันต้องเกี่ยวโยงกันไปหมด อันนี้ก็เป็นข้อเท็จจริงที่เรียนให้ทราบ แล้วที่ท่านพูดเมื่อสักครู่นี้ เพราะเจอกันในห้องอาหาร ท่านบอกว่าประเด็นนี้ท่านอยากจะพูด ผมบอกถ้าอาจารย์อยากจะพูดก็พูดเสียก่อนเขาจะลงมตินะครับ บังเอิญชุลมุนมันก็เลย ไม่ได้มาพูดนะครับท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ นี่ผมให้ เป็นกรณีพิเศษนะครับ เพราะว่าประเด็นของอาจารย์ยังมีข้อสงสัย เพราะว่าอาจารย์ไปแก้ อํานาจหน้าที่ เพราะไม่อยู่ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ อันนี้เข้าใจนะครับ ไม่ต้องแล้วนะครับ พอแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นเดี๋ยวผมขอ
(นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
มีคนประท้วง เอาฝ่ายนี้บ้าง ท่านสุนัยครับ ไม่ใช่ครับ นี่ชัดเจนนะครับ ไม่ต้องครับ ท่านนั่งลงได้แล้วครับ
ท่านประธานครับ ผม สุนัย จุลพงศธร ผมใช้สิทธิการประท้วงท่านประธานที่ท่านประธาน จะต้องปฏิบัติตามข้อบังคับ ข้อ ๕ เนื่องจากว่ามีการสลับกัน เมื่อท่านประธานได้ให้เกียรติ แก่ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรแล้วควรจะได้ ผมก็ขอใช้สิทธิในฐานะตัวแทน ประทานโทษครับ เมื่อกี้ท่านผู้นําประธานวิป ก็ขอตัวแทนวิปฝ่ายนี้พูดบ้าง เมื่อท่านประธาน ไม่ได้ให้สิ่งนั้นก็จะขออนุญาตใช้สิทธิตรงนี้ครับท่านประธาน ขออนุญาตท่านประธานจะขอ นําเสนอให้บรรยากาศมันดีขึ้นครับท่านประธาน ผมในฐานะเป็นกรรมาธิการด้วย
ความจริงแล้วเมื่อเข้าสู่ วาระที่สอง ผมต้องดําเนินการตามรายมาตรานะครับ แต่วันนี้เพื่อให้บรรยากาศมันไปด้วยกัน ได้นะครับ ผมอนุญาตท่านสุนัย ท่านอาจารย์รัชฎาภรณ์นั่งได้แล้วครับ เพราะว่าประเด็น ของท่านหมดข้อสงสัยแล้วครับ
ในฐานะเป็นตัวแทนของวิปฝ่ายรัฐบาล
เชิญครับ
ท่านครับ เมื่อสักครู่ต้องกราบ ขอบพระคุณที่ท่านประธานวิปฝ่ายค้านได้ขึ้นมาเสนอความเห็น แม้จะเป็นสิ่งที่แตกต่างกัน แต่ผมคิดว่าเราก็อยู่ร่วมกันแบบความเห็นที่แตกต่างกันได้ แล้วก็ต้องกราบขอบพระคุณ เพื่อน ส.ส. ฝ่ายค้านที่นั่งฟังประธานวิปฝ่ายค้านอย่างดี ผมก็ขอใช้สิทธิตรงนี้บ้าง ท่านครับ อยากจะกราบเรียนท่านประธานครับว่าในฐานะที่ผมเป็นกรรมาธิการ เพื่อน ๕๗ คนไม่ได้ เสียสิทธิอะไรเลยนะครับ
เดี๋ยวท่านสุนัยครับ ผมให้เกียรติท่านไป ๒ คนแล้วนะครับ พวกท่านกรุณาให้เกียรติเถอะครับ ผมกําลังอนุญาต ให้กับทางนี้นะครับ เชิญท่านสุนัยต่อครับ
ท่านประธานครับ ผมอยากจะกราบเรียนว่าสถานการณ์มันก็ได้คลี่คลายไปแล้ว ผมเชื่อว่า เราจะได้เริ่มต้นด้วยกันที่ดี ผมก็เห็นใจท่านประธานมากครับ ตั้งแต่เมื่อเช้านี้ว่าท่านประธาน ได้ดําเนินการประชุมโดยเป็นตามลําดับ ตามข้อบังคับ ให้เกียรติกันบ้าง ท่านประธานครับ เมื่อเป็นอย่างนั้นผมคิดว่าท่านประธานสมศักดิ์เองท่านก็ได้ใช้ความอดทนอย่างยิ่งครับ จัดตามลําดับขั้นตอน อธิบายเหตุการณ์หมดแล้ว แต่ว่าไม่ได้รับความร่วมมือ ในที่สุดก็จําเป็น ที่จะต้องดําเนินการ ดังนั้นท่านประธานครับ ผมคิดว่าผมได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่าตั้งแต่เปิดสภา มาครับ บรรยากาศในสภาที่จะมีการอภิปรายในความเห็นที่แตกต่างนั้นเป็นไปอย่างรุนแรงมาก ตั้งแต่สัปดาห์แรก นี่มาเป็นสัปดาห์ที่ ๓ แล้ว ประชาชนก็เห็นความจริงว่าถ้าเราไม่ยึดหลัก ข้อบังคับเลยสภามันก็ไปไม่ได้ แต่ผมก็ไม่แน่ใจว่าจะมีใครมีความประสงค์เช่นนั้นเพื่ออะไร ผมไม่รู้เหมือนกัน ดังนั้นผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานครับว่า เมื่อบรรยากาศเข้าสู่ ภาวะปกติเช่นนี้แล้ว ขอให้ทุกฝ่ายนี่ครับ เรากลับสู่ภาวะปกติที่จะดําเนินการการประชุม สภาต่อไป แต่ผมกราบเรียนท่านครับ ตั้งแต่มาตรา ๑๑๑ มานี่เนื่องจากเป็นกฎหมายที่มี ความสลับซับซ้อนมาก มีความเห็นหลากหลายมากในชั้นกรรมาธิการ จะเรียกได้ว่าเกือบทุก มาตรามีการแก้ไข ดังนั้น ส.ส. และเพื่อนสมาชิกรัฐสภาจะไม่เสียโอกาสเลยครับท่านประธาน จะได้มีโอกาสอภิปรายได้ทุกมาตราอยู่แล้วครับ ดังนั้นผมว่าเราอดใจกันดีกว่าครับ ทําตาม ระเบียบข้อบังคับดีกว่าแล้วเดินหน้าต่อไปครับ กราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณท่านสุนัยครับ ท่านสมาชิกครับ เวลานี้ผมกําลังเข้าสู่วาระการพิจารณาในวาระที่สอง วาระที่สองนั้นคนที่ อภิปรายได้ก็คือคนที่ขอแปรญัตติหรือผู้สงวนความเห็นนะครับ ผมยังไม่เคยเห็นนะ เวลา พิจารณากฎหมายในวาระที่สอง ท่านประท้วง วาระนี้เป็นสิทธิของท่าน เมื่อสักครู่มาตรา ๑ มีผู้ขอแก้ไขนะครับ ก็คือท่านเทพไทนะครับ ผมก็จะให้ท่านเทพไทได้อภิปรายเหตุและผล เชิญท่านเทพไทครับ ท่านประท้วงไม่ได้เพราะผมกําลังดําเนินการนะครับ อย่าตะโกนนะครับ รักษามารยาทหน่อยนะครับ เมื่อสักครู่ผมให้ฝ่ายค้าน ให้รัฐบาล
(นายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ท่านไพบูลย์ครับ ท่านสมชายนั่งลง ผมกําลังให้ท่านไพบูลย์ประท้วง คุณนั่งลงก่อน คือในวาระที่สองพิจารณา รายมาตรานะครับ ท่านไพบูลย์ท่านพูดไปเลยครับ
ท่านประธานครับ ผม ไพบูลย์ นิติตะวัน ในฐานะสมาชิกวุฒิสภาแล้วก็สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่ ผมประท้วงท่านประธานตามข้อ ๕ นะครับ เรื่องที่ผมประท้วงก็คือเมื่อตอนคราว ท่านประธานที่แล้ว ท่านบอกว่าจะให้พูดแต่ละฝ่ายแล้วก็ไม่รวมวุฒิสภา ผมก็ประท้วงไปแล้ว แต่พอท่านขึ้นมาท่านก็ทําเหมือนเดิมอีก เสร็จแล้วสุดท้ายท่านจะไม่ให้ผมพูด ที่ผมประท้วง ประท้วงในหลักการครับว่า มันถึงคิวที่วุฒิสภาจะต้องพูดแล้วท่านสมชายยกมือมาตั้งนานแล้ว ผมต้องขอให้ท่านอนุญาตให้ท่านสมชายเป็นผู้พูดครับ ผมประท้วงท่านประธานในประเด็นนี้ครับ
ความจริงมันเลยไปแล้ว ลงมติไปเรียบร้อยแล้วครับ ในเรื่องของข้อ ๑๑๗ ก็คือเมื่อประธานที่ประชุมขอความเห็น จากที่ประชุมและก็มีการลงมติไปแล้ว เมื่อสักครู่ผมก็ดูแล้ว ๓๗๐ กว่านะครับ ก็ลงมติ ไปเรียบร้อยนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าท่านอย่างนี้ผมก็จะให้ท่านเทพไทได้เข้าสู่วาระที่สอง นะครับ ผมฟังไม่เห็นมันเสียหายตรงไหนเลยครับ ชาวบ้านที่เขาดูถ่ายทอดทีวีเขาฟังแล้ว เขารู้ว่าอะไรเสียหายไม่เสียหายนะครับ มารยาทเป็นเรื่องสําคัญนะครับ เรื่องสําคัญนะครับ คือเวลานี้ท่านไพบูลย์ไปแล้ว ผมกําลังหันมาดูทางนี้นะครับ ท่านไพบูลย์ท่านจะมาโยนให้ คนนี้พูด ไม่ใช่ครับ ท่านตกลงสักคนเอาใคร ท่านจะเอาใครสักคน เอาอย่างนี้ได้ไหม ผมขอให้ ท่านสุรเชษฐ์ เชิญท่านครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายสุรเชษฐ์ แวอาแซ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมประท้วง ท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๔๕ และข้อ ๕ อํานาจหน้าที่ของประธานที่จะต้องดูแล ความสงบเรียบร้อยของสภา เพราะฉะนั้นสมาชิกจะเป็นซีกรัฐบาล ฝ่ายค้าน หรือว่าวุฒิสภา ก็ใช้สิทธิตามข้อบังคับ ท่านประธานจะเลือกว่าจะให้ใครหรืออย่างไรเป็นกรณีที่ท่านประธาน จะให้นี่ไม่ได้ ต้องไปตามข้อบังคับ ฟังเหตุผลว่าสมาชิกได้เห็นท่านประธานจะผิดข้อบังคับ ข้อไหนท่านประธานก็มีสิทธิที่จะวินิจฉัย แต่ที่จะไม่ให้ไม่อนุญาตให้เขาใช้สิทธิประท้วง ตามข้อบังคับนี้ไม่ได้ ท่านประธานต้องใจเย็น ๆ ต้องรับฟังเหตุผลการแสดงความคิดเห็น ของเพื่อนสมาชิกในรัฐสภาแห่งนี้ ผมลุกขึ้นมาก็ด้วยตามข้อบังคับที่ผมได้อ้างอิงไว้คือข้อ ๔๕ ตามสิทธิที่ขอประท้วงท่านประธาน และประท้วงในการทําหน้าที่ของท่านประธาน ที่ไม่รักษาความสงบเรียบร้อยและไม่เป็นธรรมต่อสมาชิก ขอบคุณครับ
ครับ ผมวินิจฉัยนะครับ ท่านสุรเชษฐ์ครับ ผมวินิจฉัยนะครับ ผมดําเนินการตามข้อ ๕ เพื่อจะดําเนินการ ให้การประชุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อยนะครับ แต่ว่าเมื่อทุกท่านอ้างข้อ ๔๕ ก็คือ สมาชิกท่านก็ต้องให้ความร่วมมือนะครับ ไม่ใช่ท่านไม่ให้ความร่วมมือแล้วบอกว่า ผมนี่ไม่สามารถที่จะควบคุมเป็นไปตามข้อ ๕ ท่านครับ เพราะฉะนั้นความจริงแล้วในวาระนี้ มันหมดไปที่จะประท้วงแล้ว ผมอุตส่าห์อนุญาตให้นะครับ เพื่อเห็นแก่ความสงบ เพื่อความเรียบร้อยของในที่ประชุมสภานะครับ เพราะฉะนั้นถ้าท่านยังจะต้องยกมือยืนขึ้น อย่างนี้ ไม่นั่ง ผมก็ดําเนินการไม่ได้นะครับ ผมก็ต้องให้ท่านศุภชัยนะครับ ท่านศุภชัยครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคภูมิใจไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมประท้วงท่านประธานว่าเป็นการผิดข้อบังคับ ข้อ ๕ และผิด รัฐธรรมนูญ ผิดเรื่องอะไรครับ ประท้วงต่อไปถึงท่านประธานท่านที่แล้วด้วยครับ มาตรา ๘๘ ของรัฐธรรมนูญได้บัญญัติว่า รัฐสภาประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา แต่ผมได้ พบว่าทั้งท่านประธานเองและท่านประธานท่านที่แล้วมีการชี้ บอกเอาฝ่ายนี้แล้วก็ฝ่ายโน้นบ้าง ทั้ง ๆ ที่ตรงนี้ไม่มีฝ่าย แต่วิธีคิดในการบริหารการประชุมของท่าน ท่านแบ่งว่าเป็นฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลอยู่ ซึ่งจะเป็นปัญหาในวิธีการที่จะเดินหน้าในการประชุมต่อไป เพราะฉะนั้นผมจึง ขอให้ท่านได้โปรดดําเนินการให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๘ ล้างวิธีคิดแบบเดิม เถอะครับ คิดใหม่ว่าที่นี่มีวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรครับ ก็ขอให้ท่านได้โปรดดําเนินการ ตามนี้ครับ ขอบพระคุณครับท่านครับ
ขอบคุณมากครับท่านศุภชัย ผมขอวินิจฉัยนะครับ ผมก็ใช้ข้อบังคับการประชุมในการอภิปราย ท่านประท้วงผมก็ ให้ประท้วง แต่อภิปรายปั๊บผมก็ต้องให้สับไปสับมานะครับ ขอบคุณมากนะครับ เพราะฉะนั้น ความจริงแล้วผมก็จะดําเนินการตามข้อ ๕ ผมยังไม่ทําอะไรผิดเลยท่านก็ประท้วงผมแล้ว ผมก็ดําเนินการตามข้อบังคับ คือข้อ ๙๙ ก็คือจะพิจารณาเรียงลําดับรายมาตรานะครับ แล้วก็ ขออนุญาตใช้ข้อบังคับ ข้อ ๓๘ ด้วย คือจะอนุญาตให้ผู้ที่ผมอ่านรายชื่อที่ท่านขอแปรญัตติไว้ หรือสงวนความเห็นไว้ ถ้ากรรมาธิการมีการแก้ไขทุกท่านอภิปรายได้ นี่คือสิ่งที่ผมกําลัง ดําเนินการตามข้อบังคับการประชุมอยู่ เพราะฉะนั้นมันจะประท้วงไม่ได้เพราะผมยังไม่ทัน ดําเนินการเลยนะครับ ท่านจะประท้วงคนที่แล้วก็ประท้วงไปแต่ว่าไม่ใช่ประท้วงที่ผม เพราะฉะนั้นผมไม่หรอกครับ ในมาตรา ๑ กรรมาธิการได้สงวนความเห็นมีผู้ขอแปรญัตติ มันจบไปนานแล้ว เชิญท่านเทพไทครับ ท่านเป็นผู้ขอสงวนไว้ ท่านเทพไทเชิญท่านอภิปรายครับ ท่านเทพไท ก็จะมี มาตรา ๑ มีกรรมาธิการมีแก้ไข ท่านเทพไท ท่านธนา ผมพยายาม เคร่งครัดต่อข้อบังคับ ถ้าผมไม่เคร่งครัดท่านก็ว่าผม ผมยังไม่ได้ทําอะไรผิดเลยครับ ท่านสุนัย กล่าวถึงอะไรครับ เอาอย่างนี้เดี๋ยวฟังก่อนนะ ฟังนะครับ ท่านวัชระมากล่าวว่าท่านสุนัย กล่าวถึงท่านเสียหาย เสียหายตรงไหน ท่านบอกผมจะอนุญาตให้ท่านนะครับ ท่านบอกสิว่า เสียหายตรงไหนครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ท่านสุนัยได้กล่าวให้ฝ่ายค้าน ได้รับความเสียหายดังต่อไปนี้ ซึ่งผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ วรรคสอง และผมได้ลุกขึ้นประท้วง ท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๕ ท่านประธานครับ ท่านสุนัยกล่าวว่าประธานท่านที่แล้ว ใช้ความอดทนอย่างยิ่ง และฝ่ายค้านไม่ให้ความร่วมมือ จําเป็นต้องดําเนินการ ประชาชน ก็เห็นความจริง ผมขออธิบายดังต่อไปนี้ ท่านประธานครับ พี่น้องประชาชนทั้งประเทศ ได้เห็นกิริยามารยาทของท่านประธานสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ซึ่งทําหน้าที่ประธาน เมื่อ ๑ ชั่วโมงที่แล้ว เห็นชัดเจนว่าไม่มีความอดทน อดกลั้นใด ๆ ไม่มีความอดทน แต่ประการใด และวินิจฉัยไม่เป็นธรรม เมื่อวินิจฉัยไม่เป็นธรรม ไม่มีความอดทน ไม่มีความสง่างาม ท่านประธานครับ สมาชิกในที่ประชุมก็ได้ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ ส่วนที่ บอกว่าจําเป็นต้องดําเนินการ คือให้ตํารวจสภาได้เข้ามาในห้องประชุมแห่งนี้ ท่านประธานครับ ผมทนไม่ได้ที่เห็นตํารวจสภามากระชากแขนท่านเทอดพงษ์ ไชยนันทน์ ซึ่งเป็นสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดตาก และเป็น ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อ ท่านอายุ ๖๐ กว่าปีแล้ว ท่านประธานครับ ๗๐ กว่าปีแล้วท่านประธานครับ มากระชากแขนแล้วมิหนําซ้ําตํารวจสภา กําลังจะมาอุ้มท่านนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ผมในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรูปร่าง สง่างามก็ออกไปขวางกั้น ผมทนไม่ได้ครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าการที่ประธาน ได้ใช้คําว่า จําเป็นต้องดําเนินการ โดยใช้ตํารวจสภานั้นไม่สมเหตุสมผล ผมก็ต้องขวางกั้น ไม่ให้ตํารวจสภามาอุ้มท่านเทอดพงษ์ ไชยนันทน์ อายุ ๗๐ กว่าปี หรือท่านนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ออกไป และการใช้ตํารวจสภาเข้ามาในสภาผู้แทนราษฎรโดยการวินิจฉัยของ ท่านประธานอย่างมีโมหจริต ซึ่งขัดต่อข้อบังคับ และแม้นว่าท่านจะทุบค้อน ๓ ครั้ง ก็ไม่บังเกิดผล เพราะสมาชิกไม่ยอมรับคําวินิจฉัยที่ไม่เที่ยงธรรม จึงกราบเรียนท่านประธาน ว่าคําชี้แจงของท่านสุนัย จุลพงศธร ท่านหวังผลจะเป็นรัฐมนตรี และทําให้ฝ่ายค้านได้รับ ความเสียหาย ผมจึงขออภิปรายให้ท่านประธานและพี่น้องประชาชนทั้งประเทศได้เห็นว่า ประธานสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ นั้นได้ใช้อํานาจหน้าที่ในตําแหน่งประธานรัฐสภาอย่าง ไม่เที่ยงธรรม เพื่อตอบสนองต่อนายใหญ่ที่ดูไบ ขอขอบคุณ
ขอบคุณท่านวัชระนะครับ ผมคงไม่ต้องวินิจฉัยนะครับ เพราะเป็นวินิจฉัยท่านที่แล้วนะครับ เอาอย่างนี้นะครับ ความจริงแล้วเดี๋ยวจะเข้าสู่วาระที่สอง เมื่อกี้ท่านเทพไทกับท่านวัชระขอแปรญัตติอันนี้ไว้ ท่านเทพไทขอสงวนความเห็น ท่านวัชระขอแปรญัตติ ผมก็จะขอ ๒ ท่านนี้ไปนะครับ จะได้เดินหน้าไปนะครับ ท่านสุนัยพอแล้วนะครับ
ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิงที่มีการเอ่ยชื่อถึงผมทําให้ผมเสียหายว่า ผมกล่าวเท็จ ไม่ใช่ครับ ผมไม่ได้ทําผิดข้อบังคับแต่ผมจะแสดงให้เป็นแบบอย่างแก่น้องวัชระ เรื่องขันติธรรมจะไม่ตอบโต้ครับ แล้วขอให้สภาแห่งนี้ใช้ความอายต่อประชาชนบ้างครับ ตํารวจก็บาดเจ็บอยู่ข้างล่างครับ กราบขอบพระคุณครับ
ขออนุญาตนะครับ ท่านสุกิจ คนเดียวนะครับ เดี๋ยวผมจะดําเนินการต่อ เพราะจะให้ท่านเทพไทกับท่านวัชระ เชิญท่าน สุกิจครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานบอกว่าท่านจะเคร่งครัดกับข้อบังคับผมก็ยินดีครับแล้วผมก็จะเคร่งครัดด้วย เพราะฉะนั้นท่านประธานโปรดฟังผมนะครับ ผมขอประท้วงการทําหน้าที่ของประธานตาม ข้อ ๑๑๗ ว่าไม่ถูกต้อง ทําให้การลงมติเมื่อกี้เป็นโมฆะครับ ท่านประธานอ่านดูข้อบังคับ ข้อ ๑๑๗ สิครับ วรรคสองเขาบอกว่า การขอให้ที่ประชุมรัฐสภาวินิจฉัยตามวรรคหนึ่ง อาจกระทําได้โดยประธานขอปรึกษา ขอปรึกษานะครับ หรือสมาชิกรัฐสภาเสนอญัตติโดยมี สมาชิกรัฐสภารับรองไม่น้อยกว่าสี่สิบคน เมื่อกี้มันไม่มีญัตติ ไม่มีการรับรอง เพราะฉะนั้น ทําไม่ได้ครับ ท่านประธานเคยเห็นหรือท่านประธานขอปรึกษาแล้วมีการลงมติ ไม่มีหรอก ข้อบังคับไม่ได้ให้ทําแบบนั้น เพราะฉะนั้นญัตติจะเสนอได้ก็ต้องโดยสมาชิกแล้วต้องมีผู้รับรอง อย่างน้อย ๔๐ คนครับ เพราะฉะนั้นมติเมื่อสักครู่เป็นโมฆะครับ ผมยอมรับไม่ได้ครับ
ขอบคุณครับ ผมวินิจฉัย ครับ ผมไม่ต้องอ่านนะไม่ต้องอ่านข้อบังคับเลยนะครับ ข้อ ๑๑๖ ข้อ ๑๑๗ ไม่ต้องอ่าน นะครับ เพราะคนที่จะขอได้มี ๒ คน คือประธานที่ประชุมจะขอหารือที่ประชุม ประธาน ไม่ต้องมีคนรับรอง ประธานขอหารือที่ประชุมเมื่อมีกรณีที่ขัดแย้งในการตีความหรือว่ากรณี ตามข้อ ๑๑๖ ประธานต้องการที่อยากจะขอให้มีการยกเว้น กลุ่มที่ ๒ ก็คือท่านสมาชิกมี ผู้รับรอง ๔๐ ท่าน ท่านประธานท่านที่แล้วใช้อํานาจของประธานก็คือขอหารือที่ประชุม ผมไม่ต้องอ่านนะครับเพราะผมจําได้หมดแล้วนะครับ เพราะท่านเป็นคนร่างเองนะครับ พวกท่านเป็นคนร่างเองทั้งนั้นเลยนะครับผมก็ทําหน้าที่ตามนี้นะครับ ผมก็ทําตามหน้าที่ ที่ท่านร่างให้ผม ท่านบอกให้ผมมีอํานาจแค่นี้ผมก็มีอํานาจแค่นี้ ท่านบอกให้ผมมีอํานาจ ในการหารือผมก็หารือ ท่านมีอํานาจให้ผมวินิจฉัยผมก็วินิจฉัย แล้วผมก็พยายามอ่านหมด ทุกข้อนะครับ ข้อ ๑๑๗ ข้อ ๑๑๘ ผมก็อ่านไปเรื่อย
ท่านประธานครับ เขาไม่ได้ให้อํานาจท่านประธานขนาดนั้นนะครับ
ท่านสุกิจครับ ผมบอกว่า เรื่องนี้ประธานใช้อํานาจประธานในการที่จะขอหารือที่ประชุมเพราะมีประเด็นข้อขัดแย้ง ระหว่างประธานคณะกรรมาธิการกับผู้ขอแปรญัตติ ๕๗ คน ที่ประชุมก็ลงมติไปแล้ว ซึ่งมันก็ถูกต้องแล้วนะครับ
ท่านประธานครับ การประชุมมันไปไม่ได้ก็เพราะอย่างนี้ครับ เพราะว่าประธานไม่ฟัง
คือในนี้มีเยอะมากที่เป็น กรรมาธิการยกร่างนี้นะครับ
ท่านไม่ฟังสมาชิก แล้วท่านก็ทําอะไรตามใจ ข้อบังคับก็เขียนชัดเจนอย่างนี้นะครับ แล้วประธานสมศักดิ์ เข้ามาถึงไม่ได้ปรึกษาอะไรเลย มาถึงก็บอกให้พูดข้างละ ๒ คน แล้วจริง ๆ แล้วไม่มีใคร ได้พูดเลยครับ แล้วท่านก็เรียกมติ ทําไมไม่มีการเสนอญัตติให้มันถูกต้องตามข้อบังคับ ท่านประธานก็ทําเดี๋ยวนี้ก็ได้นี่ครับ
มันเลยไปแล้วนะครับ
มันเลยไปแล้ว ผมก็ไม่ยอมรับมติอันนั้นครับ
คือประธานนี่หลายข้อ นะครับที่เขียนไว้ไม่ว่าจะข้อ ๒๒ ข้อหารือ ข้อ ๑๖
ท่านประธานครับ มติอันนั้นทําให้คนเสียสิทธิไปตั้ง ๕๗ คนนะครับ มีสมาชิกที่อุตสาห์ไปยื่นแปรญัตติไว้ครับ
ผมอธิบายให้ท่านฟังอีกครั้ง เพราะว่าผู้ชมทางบ้านก็ดี นักศึกษาศึกษากฎหมายก็ดี หรือนักกฎหมายก็ดี หรืออาจารย์ ที่สอนกฎหมายก็ดี ก็คือการแปรญัตติที่หมายความว่าตัดชื่อคําว่าร่างออก ชื่อกฎหมายออก มันผิดโครงสร้างอยู่แล้ว อย่างนี้ถามใครใครก็บอกว่าไม่ได้ ตัดคําว่าแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติม มันไม่ได้อยู่แล้ว อันที่ ๒ กฎหมายต้องมีวันบังคับใช้ กฎหมายออกไปกี่ฉบับก็แล้วแต่ถ้าไม่มี วันบังคับใช้ไม่ใช่กฎหมายครับ แล้วถ้าท่านขอตัดอันนี้ออกมันก็ไม่ได้ อันที่ ๓ โครงสร้างก็คือ ในเมื่อหลักการบอกว่าให้มี ส.ว. เลือกตั้ง ท่านยังคงที่จะมีสรรหา มันผิดหลักการนะครับ ซึ่งประเด็นนี้ก็ถามที่ประชุมเรียบร้อยแล้วผมว่ามันก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรแล้วนะครับ ไม่อย่างนั้นก็จะมีคนประท้วงผม คุณหมอสุกิจขึ้นมา เดี๋ยวก็จะมีท่านวรชัย มีท่านครูมานิตย์ แล้วมีท่านวิรัตน์ มีทางนี้อีกตั้ง ๓-๔ คน นะครับ
คือผมจะยอมรับ นะครับท่านประธาน ผมไม่ใช่คนดื้อ แต่ถ้ามีการปฏิบัติตามข้อบังคับอย่างถูกต้อง ผมไม่เคยเห็น การที่ประธานขอปรึกษาครั้งไหนแล้วก็มีการขอให้ลงมติ การขอปรึกษาก็คือปรึกษาว่า เห็นด้วยกันไหม ถ้าเห็นด้วยกันทั้งหมดมันก็ผ่าน แต่อย่างนี้เขาเขียนชัดเจนครับว่า ให้มีการลงมติ ผมไม่พูดกลับไปหรอกครับว่าสิ่งที่ผมอภิปรายไปพวกท่านก็ไม่รับฟังครับ ท่านใช้เสียงข้างมากลากไปเลย ทั้ง ๆ ที่ผมก็บอกแล้วว่า ส.ว. สรรหา ทําไมท่านไปเรียกสรรหา ก็เลยฝังหัวอยู่ว่ามันคือการสรรหา แต่จริง ๆ แล้วมันเป็นการเลือกตั้งทางอ้อมท่านเข้าใจไหม รัฐธรรมนูญไม่ได้กําหนด ไม่ได้ห้ามการเลือกตั้งทางอ้อม แล้วมันผิดได้อย่างไรครับ
เข้าใจแล้วครับหมอสุกิจ
แล้วมาตรา ๙๖ ท่านก็แถนะครับ
เอาละครับคุณหมอสุกิจ มันผ่านไปแล้วนะครับ
ท่านแถจริง ๆ ท่านบิดเบือน ท่านอธิบายไม่ถูกต้องครับ ถ้าสภานี้ไม่ถูกต้องแล้วที่ไหน
ปกติผมเป็นคนที่ไม่ชอบ ตัดไมโครโฟนนะครับ แต่วันนี้ขออนุญาตคุณหมอสุกิจนะครับ
ท่านประธาน ผมถามอย่างนี้ ถ้าอย่างนั้นพวกผมที่โดนที่เขาบอกว่าแปรญัตติไม่ถูก ผมมีสิทธิอภิปรายอีกไหม
เดี๋ยวนะครับ เดี๋ยวผมจะให้ ท่าน ส.ว. ท่านยืนไว้นานแล้วนะครับ ท่านสมชายยืนไว้นานแล้วครับ
เดี๋ยวครับ ท่านตอบ ผมก่อนครับ ท่านตอบผมนิดเดียวก่อน
เอานะครับ ท่านนั่งเลยครับ
ผมยังมีสิทธิ อภิปราย
เดี๋ยวมีครับ ที่ท่านขอ แปรญัตติไว้มีสิทธิอภิปรายอยู่แล้วนะครับ เชิญนั่งครับ
แล้วเมื่อสักครู่ที่ตัด ผมหมายความว่าอย่างไรครับ
มีสิทธิที่จะอภิปราย เดี๋ยวให้ ท่านสมชายก่อนครับ
ท่านยืนยันว่ามี นะครับ ท่านยืนยันนะครับว่าผมมีสิทธินะครับ
ท่านขอแปรญัตติไว้ ในประเด็นที่ท่านแปรญัตติไว้ที่ไม่ขัดต่อหลักการท่านมีสิทธินะครับ เชิญครับ
ท่านประธานรัฐสภา สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เหตุผลที่ต้องลุกขึ้นมาผมต้อง กราบเรียนท่านประธาน ๒-๓ ประเด็นนะครับ ขออนุญาตหารือ
ประเด็นที่ ๑ พวกเราเป็นสมาชิกวุฒิสภาซึ่งร่วมประชุมในรัฐสภาด้วย ก็ขอ ความกรุณาท่านประธานซึ่งมาจากวุฒิสภาเปิดโอกาสให้ทางสมาชิกวุฒิสภาได้อภิปรายด้วย ประการที่ ๑
ประการที่ ๒ ท่านประธานก่อนลงมาจากบัลลังก์ ท่านประธานได้รับปาก กับผมและที่ประชุมแห่งนี้ว่าจะให้ผู้ที่ถูกตัดสิทธิทั้ง ๕๗ คนได้อธิบายความก่อน ต้องเรียน ครับว่าตอนนั้นเป็นเวลาเที่ยง ก่อนออกไปทานข้าวทุกคนก็รับทราบว่า ๕๗ คน ซึ่งผมอยู่ ในคิวที่ ๓๙ รวมกับเพื่อนสมาชิกทั้งหมดรอคิวอภิปรายอยู่ ทันทีที่เห็นท่านประธานสมศักดิ์ ขึ้นมาท่านบอกให้พูดฝ่ายละ ๒ คน เราก็ถามว่าฝ่ายไหนล่ะครับ ฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล หรือ ฝ่ายวุฒิสภา มันไม่มีครับท่านประธาน ขออนุญาตที่ต้องพูดเพราะว่าท่านประธานมาจาก วุฒิสภา ท่านประธานเป็นประธานวุฒิสภาต้องรักษาสิทธิของวุฒิสภาด้วยจึงต้องพูดอย่างนี้ มันยังไม่มีฝ่ายที่สามคือวุฒิสภา แล้วเรายังไม่ทันได้พูดเลยก็เกิดเหตุการณ์ ท่านประธาน ก็เคาะแล้วก็ให้โหวตเอา ซึ่งแบบนี้ครับผมกราบเรียนท่านประธานครับ ในฐานะท่านประธาน เป็นประมุขของวุฒิสภาไปนั่งทําหน้าที่รองประธานรัฐสภาต้องรักษาสิทธิเรา ๕๗ คน ไม่ใช่ บอกว่าใช้เสียงข้างมากโหวตเอาไปก็ได้ ท่านประธานจําได้ไหมครับ ผมนี่เรียนท่านประธาน เวลาเที่ยงเศษ ๆ ขออภัยที่เอ่ยนามว่า นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ได้บอก แล้วว่าไม่ควรให้ ส.ส. ส.ว. ๕๗ คน ที่สงวนคําแปรญัตติขัดต่อหลักการร่างรัฐธรรมนูญลุกขึ้น อภิปรายด้วย นี่เป็นข่าวที่ลงในหน้าหนังสือพิมพ์ ซึ่งผมก็บอกว่าท่านประธานได้รับปาก กับที่ประชุมแล้วว่าท่านประธานจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นกลาง พอตรงนี้มันเกิดอะไรครับ และไม่อยู่ภายใต้อาณัติ ท่านประธานอยู่ภายใต้อาณัติของคนที่ สั่งการหรือครับ จากนั้นมันเกิดอะไรขึ้น พวกเราซึ่งเตรียมตัวที่จะอธิบายว่า ผมแปรญัตติ เช่นนี้ไม่ขัดหลักการอย่างไร ท่านประธานคณะกรรมาธิการมาใช้สิทธิของท่านคนเดียวแล้วก็ บอกว่าจะมาหารือ โดยกรรมาธิการเสียงข้างน้อยของวุฒิสภาซึ่งอยู่ในนั้นก็ไม่เห็นด้วย อยู่แล้วว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ขัดหลักการ ท่านก็บอกว่ามาหารือแล้วมาอภิปรายกัน ท่านประธาน วุฒิสภาในฐานะรองประธานรัฐสภาก็อนุญาตแล้ว นี่คือคําถามว่าต่อไปท่านประธาน จะเดินต่อ เราจะเชื่อท่านประธานได้อย่างไร ว่าท่านประธานพูดกับเราเสร็จว่าคิวจะเป็น อย่างนี้ พอลงไปท่านประธานสมศักดิ์มาเป็นอีกอย่างหนึ่ง แล้วใช้มติไปเรื่อย ๆ ถ้าอย่างนั้น ท่านประธานครับมันเดินต่อไปไม่ได้ ท่านประธานลงมติรายมาตราทุกมาตราเลยไหมครับ ไม่ต้องให้แปรญัตติ แล้วก็โหวตรัฐธรรมนูญวาระที่สามไปเลย นับจากนี้ ๑๕ วัน ซึ่งอันนี้มัน จะเป็นการที่เดินไปไม่สู่ความปรองดอง ท่านประธานพิจารณาหน่อยครับว่าจะให้เราเชื่อถือ คําพูดท่านประธานได้อย่างไร เพราะเราเสียสิทธิในการอภิปราย ๕๗ คน เมื่อสักครู่ ขอบคุณ ครับท่านประธาน
ประธานท่านเก่า ท่านวินิจฉัยไว้ครับ เดี๋ยวให้ครูมานิตย์ก่อนครับ เดี๋ยวอยู่ในความสงบนะครับ ถ้าท่านไม่เงียบ ผมไม่อนุญาต จริง ๆ ครับ ถ้าท่านเงียบผมจะขอครูมานิตย์บอกว่าขอให้ท่านนิพิฎฐ์อีกหน่อย เพื่อความสมานฉันท์ เชิญท่านนิพิฎฐ์ครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพัทลุงครับ ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่ขณะนี้มีตํารวจปราบจราจล ๑ กองร้อยอยู่หน้ารัฐสภา แล้วก็ ผมทราบว่าท่านประธานรัฐสภาเป็นผู้ประสานไปยังกองบัญชาการตํารวจนครบาลให้ส่ง หน่วยปราบจราจลมา และเมื่อสักครู่นี้ก็บอกว่าหน่วยปราบจลาจลอย่างน้อย ๕๐ คน จะเข้ามา ควบคุมรักษาความสงบเรียบร้อยในรัฐสภา ผมเรียนท่านประธานนะครับ ท่านประธานต้อง ออกคําสั่งให้ตํารวจปราบจลาจลออกนอกรัฐสภาไปก่อนครับ มิฉะนั้นแล้วเราจะไม่ร่วมมือกับ ท่านประธานในการประชุม ออกคําสั่งก่อนครับ แล้วพักการประชุม ถ้ายังเห็นตํารวจ ปราบจราจลอยู่บริเวณรัฐสภานี้ ผมจะไม่ร่วมมือกับท่านประธานครับ พักการประชุม ท่านประธานครับ สั่งเถอะครับ สั่งให้ตํารวจปราบจราจลออกไปก่อนครับ
เดี๋ยวอย่าเพิ่ง
สั่งให้ตํารวจ ปราบจลาจลออกไปก่อนครับ ออกไป
ท่านครับ ผมยังไม่ทัน วินิจฉัยเลย ถ้าท่านยังไม่สงบนะครับ
ท่านประธาน สั่งให้ตํารวจออกไปครับ
ผมยังไม่รู้เลย เดี๋ยวผมจะให้ เลขาธิการไปดู
ข่มขู่ สมาชิกรัฐสภาครับ อย่างนี้ใช้ไม่ได้ครับท่านประธาน ให้ออกไปครับ
เลขาธิการช่วยไปดูสิครับ ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรนะครับ ท่านฟังผมก่อน ขอผมเช็ก (Chcek) ดูก่อนนะ ท่านอย่าเพิ่ง วุ่นวายสิแล้วเดี๋ยวจะบอกให้เลขาธิการบอกให้เขาออกไป
พักประชุม ให้ตํารวจจราจลออกไปก่อนท่านประธาน
เอาเงียบได้แล้ว เงียบ ถ้าท่านไม่เงียบจะฟังรู้เรื่องได้อย่างไรครับ ผมกําลังจะให้ท่านเลขาธิการไปเช็กดู ถ้าเขามา จะให้เขาไป
ประชุมไม่ได้
ผมสั่งไปแล้วนะครับ
ท่านสั่ง อย่างไรครับท่านประธาน พักการประชุม
ท่านประธานพักการประชุมก่อน ท่านให้ตํารวจมาคุกคามสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้อย่างไร ท่านประธาน ผมทําหน้าที่ตัวแทนของพี่น้องประชาชนนะครับท่านประธาน ไม่ได้ครับ ท่านประธานจะต้องปกป้องสมาชิกรัฐสภาครับ จะต้องออกคําสั่งครับท่านประธาน ท่านประธานจะต้องออกคําสั่งครับ ออกคําสั่งเลย ให้ตํารวจออกจากบริเวณสภาครับ ท่านประธาน แล้วก็ท่านประธานจะต้องตรวจสอบว่าใครเป็นคนสั่ง ใครเป็นคนสั่งให้มีตํารวจ ท่านประธานใช้อํานาจ เอาตํารวจสภาไปจับตํารวจปราบจลาจลเลยท่านประธาน
ผมไปดูก่อน ขอพักประชุม ๑๐ นาที ขอดูหน่อยนะครับ
พักประชุมเวลา ๑๕.๒๑ นาฬิกา
เริ่มประชุมต่อเวลา ๑๕.๒๘ นาฬิกา
ไปดูเรียบร้อยนะครับ ไม่มีใครมายืนให้เกะกะอีกแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นท่านนิพิฏฐ์ ผมก็ขอขอบคุณที่ท่านได้แจ้ง และบอกว่าท่านจะให้ความร่วมมือกับผมนะครับ ตอนนี้ผมก็ขอขอบคุณนะครับ ผมสั่งแล้ว บอกว่าไม่ให้มีใครเข้ามานะครับ ที่เขาเข้ามาเมื่อสักตอนเที่ยงนี้ก็คือหมายความว่า ตํารวจรัฐสภาเข้ามาในนี้หมด ไม่มีใครดูแลด้านหน้าหมดแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นผมขอ นะครับ ผมขอไปในมาตรา ๑ ซึ่งมีท่านเทพไทขอสงวนความเห็น แล้วก็มีท่านวัชระ เพชรทอง ขอสงวนคําแปรญัตตินะครับ เชิญท่านเทพไทได้อภิปรายนะครับ เชิญครับ เชิญท่านเทพไทครับ อภิปรายเหตุและผลนะครับ เชิญครับ เมื่อท่านบอกจะให้ความร่วมมือ กับผม ผมก็ขอขอบคุณมากนะครับ เชิญท่านเทพไทครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม เทพไท เสนพงศ์ สมาชิกรัฐสภาครับ ผมขอประท้วง ท่านประธานก่อนครับ ท่านประธานครับ เรื่องแรกก็คือว่าขอประท้วงท่านประธาน ข้อ ๕ ซึ่งก่อนที่ท่านประธานขึ้นมานั่งทําหน้าที่เป็นประธานเมื่อสักครู่ครับได้มีสมาชิกของสภา แห่งนี้ท่านหนึ่งครับได้กระทําผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ซึ่งสมาชิกท่านนั้นก็นั่งอยู่ที่บัลลังก์ ที่ท่านประธานนั่งครับ ท่านได้พูดต่อเพื่อนสมาชิกรัฐสภาว่าเป็นอะไรเป็นกัน ผมต้องถามก่อน นะครับว่าคําพูดแบบนี้เป็นการพูดท้าทายเพื่อนสมาชิกในสภาแห่งนี้ คําพูดแบบนี้ต้องพูดที่ วงเหล้า พูดที่ข้างนอก ข้างนอก ไม่ใช่มาพูดในสภาแห่งนี้ แล้วท่านเป็นถึงประธานรัฐสภา ทําหน้าที่เป็นประธานที่ประชุมกลับพูดท้าทายเพื่อนสมาชิกอย่างนี้ ผมต้องให้ท่านประธาน เชิญท่านสมาชิกท่านนั้นมาถอนคําพูดก่อน ถ้าท่านนั้นกําลังไปโรงพยาบาลอยู่ท่านก็จะต้อง สั่งให้ลบออกจากรายงานการประชุม เพราะคําพูดคํานี้ไม่เหมาะสมที่จะใช้ในสภาแห่งนี้ครับ นี่ข้อที่ ๑ ครับท่านประธาน
คือไม่เป็นไรครับ ก็คือ ถ้ามันเป็นคําพูดที่ไม่เหมาะสมนี้ ปกติแล้วผมก็ต้องถอนออกอยู่แล้วนะครับ เพราะฉะนั้น ท่านเทพไทครับ ท่านเข้าสู่วาระของท่านนะครับ ก็คือท่านเข้าข้อไหน
ก็ต้อง ถามท่านประธานก่อน แสดงว่าท่านประธานมีคําสั่งว่าให้ลบออกคําพูดที่ไม่เหมาะสมแบบนี้ ของท่านประธานสมศักดิ์
อย่างนี้ได้ไหมครับ ผมขอให้ ทางเจ้าหน้าที่ชวเลขก็ดี บันทึกที่พูดคํานั้นเอาออกเสียนะครับ เพื่อท่านเทพไทจะได้เดินหน้า ต่อนะครับ เชิญท่านเทพไทนะครับ ท่านขอแปรญัตติในมาตรา ๑ เชิญเลยครับ
คือถ้าหากว่าท่านประธานเห็นว่าให้ลบออก ก็แสดงว่าคําพูดของประธานสมศักดิ์นี้ ไม่เหมาะสมใช่ไหมครับ ท่านประธาน
ไม่ใช่ครับ ไม่พูดอย่างนั้น นะครับ ก็คือคําพูดหรือใครที่ไม่เหมาะสม
แล้วท่านประธานไปเกรงใจเขาทําไมครับ ท่านประธาน ท่านประธานก็เป็นประธานที่ประชุม ท่านต้องวินิจฉัยได้ว่าคําพูดแบบนี้ไม่เหมาะสมก็ลบออกไป
ผมวินิจฉัยไปแล้วนะครับ เชิญ ๆ
เพราะฉะนั้นท่านประธานต้องลบออกครับ แม้ว่าเขาจะเป็นประธานที่ประชุมหรืออะไรก็ตาม เขาไม่มีสิทธิเหนือกว่าสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ เมื่อพูดคําพูดที่ไม่เหมาะสม ขัดต่อข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ท่านประธานต้องลบออก แล้วก็แจ้งบอกว่าท่านประธานสมศักดิ์พูดไม่เหมาะสม
เอาอย่างนี้ ผมจะนํา เรื่องนี้ไปเรียนท่านแล้วกันนะครับ ว่าท่านให้ตรงนี้ครับ เชิญท่านว่าต่อนะ ท่านว่าต่อ เลยครับ เชิญครับ ท่านเทพไท เชิญท่านว่าต่อครับ
ประเด็นที่ ๒ กรณีเรื่องตํารวจเมื่อกี้ท่านประธานครับ ท่านประธานชี้แจงกับที่ประชุมแห่งนี้ว่า ท่านประธานออกไปดูแล้ว แล้วท่านประธานก็บอกว่าตอนนี้ไม่มีตํารวจมาอยู่หน้าสภา แล้วตอนที่เข้ามานี้ ท่านประธานบอกว่า เพราะตํารวจสภามาอยู่ในห้องประชุม ข้างหน้านี่ กลัวที่ว่างแล้วใครจะตีท้ายครัวท่านประธาน ท่านประธานไปกลัวอะไร แสดงว่ามีการ วางแผนออกคําสั่งให้เจ้าหน้าที่ตํารวจปราบจลาจลมาคุกคามการทําหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภา ไม่มีประเทศไหนเขาทําหรอกครับ ผมคิดว่าตั้งแต่มีรัฐสภาขึ้นมาในประเทศไทยครั้งนี้ครั้งแรก ครับท่านประธาน ยิ่งกว่าในยุคของ จอมพล เผ่า อีกครับ ยิ่งกว่า เผ่า ศรียานนท์ อีกครับ ท่านประธาน แล้วตํารวจเต็มรูปแบบจริง ๆ ครับท่านประธาน ผมยอมไม่ได้ครับท่านประธาน ท่านประธานต้องหาคนรับผิดชอบเรื่องนี้
ท่านเทพไทนะครับ เมื่อกี้ ไปดูแล้วเมื่อกี้ยังคุยกับท่านเชนเลย ท่านบอกว่าไม่มีแล้วนะครับ
ท่านไปดูแล้ว แล้วมีหรือเปล่า มีใช่ไหม
ไม่มีนะครับ
ถ้ามี ท่านประธานต้องหาคนรับผิดชอบ คนออกคําสั่ง ใครเป็นคนประสานงานให้ตํารวจ ปราบจราจลเข้ามา มันมีคลิป (Clip) เราถ่ายเป็นหลักฐานมันหนีไม่ได้หรอกท่านประธาน
เดี๋ยวท่านเทพไทท่านจะ อภิปรายประเด็นที่เท่าไร
ก่อนที่จะอภิปรายผมต้องประท้วงก่อนท่านประธาน
ไม่ใช่ ประท้วงผมก็วินิจฉัย แล้วว่าผมไปดูแล้วไม่มี
ไม่มี ได้อย่างไร ท่านประธานบอกนี่
คือไม่มีอยู่แล้ว ตอนนี้ไม่มี อยู่แล้วนะครับ
ท่านประธานนี่ผมถืออยู่ นี่ผมถืออยู่ท่านประธาน ตํารวจหรือใครท่านประธาน
ผมบอกแล้วว่าคนที่ รับผิดชอบน่ะ ที่เอาตํารวจมาช่วยอํานวยการจราจร เราบอกว่าให้กลับไปให้หมดเลยไม่ต้อง มานะครับ
ท่านประธานดูสิครับทั้งหมดนี้นะครับ หน่วยอรินทราชด้วยซ้ําไปครับ ท่านประธานนี่ที่อาร์ม (Arms) นี้ท่านประธาน แล้วก็เห็นชัดด้วยครับ
เดี๋ยวมีคนประท้วงครับ เชิญครับ
ต้องหา คนรับผิดเรื่องนี้ให้ได้ท่านประธาน
ท่านเทพไทเดี๋ยวก่อนครับ เดี๋ยวมีผู้ประท้วงครับ
ขอบพระคุณท่านประธาน ดิฉัน ธีรรัตน์ สําเร็จวาณิชย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานคะ ดิฉันเองก็ติดตามการประชุมอยู่ในห้องนี้มาโดยตลอดนะคะ และที่ผ่านเราก็ได้เห็นถึง ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นกันอย่างชัดเจนแล้วนะคะ แต่ในกรณีที่มีทางพรรคฝ่ายค้านหรือว่า ทางพรรคประชาธิปัตย์ได้กล่าวว่ามีตํารวจอยู่ที่นอกสภา ดิฉันเองก็เห็นว่าเจ้าหน้าที่เหล่านั้น มาดูแลความเรียบร้อย ไม่ได้มีข้ออะไรที่มันจะผิดหรือว่าเป็นสิ่งที่เราจะต้องไล่เขาไปไหน เพราะว่าเขาเพียงแค่มาดูความเรียบร้อยเท่านั้นเอง แล้วตํารวจก็ไม่ได้เข้ามาในห้องประชุม ที่มีการประชุมอยู่ ตอนนี้ดิฉันต้องขอเรียนท่านประธานนะคะ ตามข้อบังคับข้อ ๑๔
นี่ ๆ ให้เกียรติสุภาพสตรี เขาหน่อยนะครับ
ได้โปรดดําเนินการตามวาระต่อไปในที่ประชุมนะคะ เพราะว่าการที่พวกเราสมาชิกกันเอง มาแสดงบทบาทที่เป็นตัวอย่างไม่ดีกับผู้ที่รับชมรับฟังอยู่ข้างนอกนี่ค่ะ ดิฉันเกรงว่าจะสร้าง ความเสื่อมเสียให้กับสังคมแล้วก็เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีกับเยาวชนของชาติต่อไปด้วยนะคะ ดิฉันเองก็ขอให้ทางท่านประธานนั้นได้โปรดใช้ดุลยพินิจแล้วก็ดําเนินการตามวาระการ ประชุมต่อไปด้วยค่ะ ขอขอบพระคุณท่านประธานค่ะ
ขอบคุณครับ ไม่ต้องแล้ว คือท่านไม่ต้องประท้วงอะไรครับ เพราะสิ่งที่ผมกําลังจะบอกว่าถ้าเราพิจารณาไปนี่ท่านมีสิทธิ ที่จะอภิปรายอยู่แล้ว ไม่ประท้วง เพราะเวลานี้คือเรื่องต่าง ๆ มันจบไปตั้งแต่เมื่อก่อนที่ผม จะขึ้นมาแล้ว ท่านเทพไทครับ ท่านเทพไทท่านอภิปรายของท่านต่อ คือประเด็นที่ท่านขอ แปรญัตติ ไม่แล้วครับ ผมให้สิทธิตั้งเยอะแยะแล้ว ท่านเทพไทท่านว่าต่อครับ เชิญครับ เดี๋ยวให้ท่านเทพไท ไม่มีใครพาดพิงท่านเลยครับ ผมวินิจฉัยแล้วไม่มีใครพาดพิงสักคน ท่านเทพไทครับ
ท่านประธานครับ ผม เทพไท เสนพงศ์ ครับ ผมขอต่อครับ ท่านประธานบอกว่าไม่มีตํารวจ อยู่หน้าสภา ไม่มีตํารวจเข้ามาเกี่ยวข้อง มีนักข่าวเข้าไปถามครับท่านประธาน ผมให้ คุณธีระชาติ ปางวิรุฬรักษ์ ออกไปเจอแล้ว และตํารวจที่อยู่ในรูปนี้ทั้งหมดยอมรับกับผู้สื่อข่าว ยอมรับกับพวกผมว่ามีกําลังตํารวจปราบจลาจลมา ๑ กองร้อยจริง และในขณะนี้ท่านประธาน บอกว่าไม่อยู่ที่หน้าสภา ไปอยู่ในเขาดินครับท่านประธาน สแตนด์บาย (Stand by) อยู่ตลอดเวลา ครับ อยู่ในเขาดิน และต้องบอกกับท่านประธานนี่คือ
ท่านเทพไทท่านฟังก่อน เดี๋ยวจะมีคนที่มาบอก ท่านฉลองไปดูมา เมื่อสักครู่ก็ไปดู เชิญครับ
แล้วทําไมไม่ให้คุณธีระชาติที่ไปดูพูดบ้างล่ะครับท่านประธาน ต้องดูสิครับ
เชิญท่านฉลองครับ
มันไม่มีอะไรเหนือไปกว่ารูปถ่ายทั้งหมด มันมีพยานหลักฐานทั้งหมดท่านประธาน นี่อยู่ ในสมัยประชุม
หยุด
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม ฉลอง เรี่ยวแรง ส.ส. จังหวัดนนทบุรี ผมเป็นรองประธานคณะกรรมาธิการ การตํารวจ
ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่านี่มันอยู่ในสมัยประชุมของสภา
ทางพรรค ประชาธิปัตย์ครับ
ศาลก็ไม่สามารถที่จะเรียกพวกผมเข้าไปตัดสินได้ด้วยซ้ําไป
ท่านเทพไทท่านหยุดก่อน ให้ท่านฉลองก่อน เชิญท่านฉลองครับ
ผมเห็นด้วยครับ กับทางฝ่ายพรรคประชาธิปัตย์เขาบอกว่าไม่สมควรที่จะเอาตํารวจมา มีตํารวจมาเยอะแยะ ที่หน้าสภา และเข้ามาในรัฐสภาด้วย ผมนี่ออกไปยืนดูมาและผมออกไปเจรจามาแล้ว มีตํารวจเข้ามาประมาณ ๕๐ คนอยู่ที่เขาดิน ผมก็ถามว่าใครเป็นคนสั่งคุณเข้ามา เขาก็บอกว่า มีคนแจ้งเข้ามา เพราะว่าในสภาควบคุมไม่อยู่ ผมก็เลยบอก คุณอย่าเพิ่งโห่ คุณฟังผมก่อน คุณฟังให้จบก่อน เวลาคุณพูดผมฟังคุณ แต่ผมนี่เป็นคนที่พูดตรงไปตรงมาอยู่แล้ว ผมไม่เข้าข้างใครหรอก ผมอธิบายไปว่า สภาตรงนี้เป็นสิ่งที่พวกสภาเราสามารถที่จะคุมกันได้ ควบคุมกันได้ เพราะฉะนั้นเจ้าหน้าที่คุณไม่ต้องมาหรอก คุณกลับไปเสียเถอะ กลับไปทั้งหมด ทั้ง ๕๐ คนเลย เราจะใช้เวทีในสภานี้เป็นที่ถกเถียงพูดคุยกัน พวกเราจะควบคุมกันได้แล้วก็ จะหาข้อสรุปข้อตกลงกันได้ สุดท้ายมันก็จะเดินไปด้วยกันได้ ผมขอยืนยันกับพ่อแม่พี่น้อง และพี่น้องพรรคประชาธิปัตย์ และท่าน ส.ว. ว่า ผมได้ให้เจ้าหน้าที่กลับไปทั้งหมดแล้ว กลับแล้วครับ คุณไม่ต้องมาโห่ผมหรอก เพราะผมนี่พูดแล้วคุณไม่ต้องมาโห่ผมเลย ผมไม่เคย ว่าพวกคุณหรอก คุณจะเล่นนอกกติกาอย่างไรคุณก็ว่าไป เพราะคุณมีสิทธิพูด ผมก็มีสิทธิฟัง ในเมื่อคุณพูดได้ผมก็ฟังคุณได้ แต่เวลาที่ผมพูดคุณก็ต้องฟังผมบ้าง ผมไม่เคยประท้วงคุณเลย แล้วผมเห็นด้วยกับคุณด้วยว่าการที่มีการประชุม
นี่ท่านฉลองพูดกับผมครับ อย่าไปพูดทางโน้นเลย พูดกับผม
ท่านประธานครับ ผมบอกว่าเวลาคุณพูดนี่ผมฟังตลอด และไม่เคยยืนประท้วงพวกท่านด้วยเลย เพราะผมคิดว่า มันเป็นสิทธิของท่านที่จะพูดจากันในสภา แต่ในเมื่อคุณบอกว่ามีเจ้าหน้าที่ตํารวจบุก เข้ามาในสภา ผมเข้าไปยืนดูแล้ว ไม่มีบุกเข้ามาในสภา แต่มีเจ้าหน้าที่อยู่ที่เขาดินอยู่ประมาณ ๕๐ คน ผมก็ได้บอกว่าในฐานะที่ผมเป็นรองประธานคณะกรรมาธิการตํารวจ และเป็น สมาชิกในสภาคนหนึ่งเหมือนกัน ผมไม่เห็นด้วยที่จะเอาเจ้าหน้าที่มาบีบคั้นสมาชิกในสภา ทั้งหมด เพราะการทํางานนี่ปล่อยให้เป็นระบบของรัฐสภา พวกเราคุยกันได้ หาทางออก กันได้ สักพักหนึ่งก็จะหาทางออกกันได้ พูดคุยกันได้ ประธานเป็นคนชี้ขาด เพราะฉะนั้น ผมขอการันตี (Guarantee) ว่าเจ้าหน้าที่ตํารวจทั้ง ๕๐ คนนั้นได้กลับไปแล้ว ตอนนี้ไม่มีแล้ว แล้วเราจะเอากรอบไหนมาก็มาพูดกันว่าเราจะตกลงกันอย่างไร ทางฝ่ายค้านต้องการอย่างไร ทางฝ่ายรัฐบาลต้องการอย่างไร เราก็มาคุยกันหาจุดจบให้ได้ รัฐสภาก็เดินต่อไปได้ครับ เท่านี้ครับ
อย่างนี้ครับ ระหว่างที่เรา จะอภิปรายไป ก็ให้วิปช่วยไปคุยกันว่าจะเอาอย่างไร เพื่อนซี้ท่านธีระชาติเหลือเกิน ผมให้สิทธิเขาพูดเลยครับ ความจริงนะครับ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายธีระชาติ ปางวิรุฬห์รักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดชุมพร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพ ผมเป็นคนหนึ่ง ที่ออกไปดูตํารวจด้วยตัวเอง ที่ท่านฉลองพูดถูกต้องทุกอย่างครับ ท่านพูดความจริง แต่ถามว่า คนประสานงานเอาตํารวจมาที่นี่เป็นใคร คนนั้นต้องรับผิดชอบครับ ท่านไปเปิดกฎหมาย รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๑ ดูสิครับ ในสมัยประชุมจับ ส.ส. ยังไม่ได้เลย แล้วเอาตํารวจมาขู่ ส.ส. มันจะได้ที่ไหนครับ คนไหนเป็นคนทํา ถ้าเป็นหนังสือ พวกเราต้องยื่นถอดถอนครับ พวกเราต้องดําเนินคดีอาญาครับ ถ้าเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรต้องถอดถอนครับ มันทํา ไม่ได้มันขัดรัฐธรรมนูญ มันทําไม่ได้ครับ ผมยืนยันอย่างนั้น ด้วยความเคารพท่านประธาน จริง ๆ ผมนี่ไม่ค่อยพูดนะครับ ในสภาไม่อยากรบกวนใคร แต่วันนี้มันไม่ได้จริง ๆ ครับ ท่านประธาน แล้วไปไม่จริงครับ ยังซุ่มตัวอยู่ในเขาดิน อยู่ปนกับสัตว์ผีห่าซาตานอยู่ในนั้นละ
ท่านธีระชาติ เดี๋ยวให้ทาง เลขาธิการตั้งกรรมการสอบว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ท่านฉลองนั่งก่อน ท่านปรีชาพลครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดขอนแก่น ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมขอประท้วงผู้ที่ลุกขึ้นประท้วงเมื่อสักครู่นี้นะครับ ขออนุญาตที่จะเอ่ยนามท่าน ท่านฉลอง เรี่ยวแรง เมื่อสักครู่ท่านพูดทําให้เจ้าหน้าที่เสียหายนะครับ ท่านบอกว่ามีการนํา กําลังตํารวจมาบีบคั้นการทําหน้าที่ของเพื่อนสมาชิก ซึ่งผมต้องกราบเรียนท่านประธานครับ ว่าผมเข้าใจว่าเจ้าหน้าที่ตํารวจมาก็มาเพื่อดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย สืบเนื่องจาก เมื่อช่วงเที่ยงที่ผ่านมา
ฟังอย่างอาการสงบนะครับ อย่าไปโห่หรือฮานะครับ
ท่านประธานสมศักดิ์ได้ขอความกรุณาจากทางตํารวจสภาเพื่อมาดูความเรียบร้อย ในห้องประชุมสภาแห่งนี้ ซึ่งก็เป็นเหตุครับท่านประธาน มีตํารวจสภาของเราชั้นผู้น้อย เงินเดือนน้อย ๆ นี่ละครับโดนสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่เรียกตัวเองว่าผู้ทรงเกียรติชกหน้า บีบคอ จริง ไม่จริงท่านเห็นครับ ฉะนั้นท่านประธานครับ เพื่อความเรียบร้อยผมก็เข้าใจว่า ทางสภาก็อาจจะมีการประสานเพื่อให้เกิดความเรียบร้อยนอกสภา ก็ขออนุญาตชี้แจง ให้ความเป็นธรรมกับตํารวจสภาด้วยครับท่านประธาน ขอบคุณครับ
คุณกุลเดชเดี๋ยวนะครับ ให้สาวน้อยเขาหน่อยครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉัน นางสาวขัตติยา สวัสดิผล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กรุณาฟัง สุภาพสตรีอย่างดิฉันที่ยืนอยู่ในรัฐสภาแห่งนี้ด้วยค่ะ ดิฉันเป็นสุภาพสตรีและดิฉันเชื่อว่า สุภาพสตรีหลาย ๆ ท่าน
เดี๋ยว ๆ อย่าเพิ่งโห่เขา นี่เราสุภาพบุรุษนะครับ สตรีสาวสวยเขาอภิปราย เดี๋ยวผมจะให้สิทธิคุณกุลเดช ผมจะให้ อยู่แล้ว
ขอความกรุณาท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติหน่อยค่ะ กรุณาฟังสุภาพสตรีอย่างดิฉันด้วยค่ะ กรุณาอย่าแสดงพฤติกรรมอย่างนี้ให้ประชาชนทางบ้านได้เห็นค่ะ ท่านเป็นผู้แทนของปวงชน ชาวไทยค่ะ ท่านประธานคะ ดิฉันในฐานะสมาชิกรัฐสภาและถือเป็นสุภาพสตรีที่ยืนอยู่ ในรัฐสภาแห่งนี้ ในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดิฉันรู้สึกไม่มีความปลอดภัยเลย เพราะฉะนั้นเป็นการ ถูกต้องแล้วที่จําเป็นต้องมีตํารวจมาคุ้มกันพวกเรา ไม่ว่าจะเป็นรอบ ๆ สภาหรือในสภา รวมถึงหน้าห้องประชุมแห่งนี้ อย่างเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นนั้น อยู่ดี ๆ ก็มีเสียงร้องโหยหวน ดิฉันก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า ดิฉันอยู่ในรัฐสภาหรืออยู่ในสวนสัตว์ดุสิตฝั่งตรงข้าม ถึงมีเสียง ชะนีโหยหวนร้องเหมือนโดนน้ําร้อนลวก เพราะฉะนั้นค่ะ ขอให้มีตํารวจอยู่ในสภาแห่งนี้ แล้วคอยคุ้มกันสุภาพสตรีอย่างดิฉัน โดยเฉพาะพรรคฝ่ายรัฐบาลค่ะ ขอบคุณค่ะ
เอาอย่างนี้คุณกุลเดช กดไมโครโฟนให้คุณกุลเดช กดไมโครโฟนให้หน่อยครับ เดี๋ยวผมดูก่อนลําดับความสวยก่อน ใครสวยกว่า คุณกุลเดชเชิญครับ
เดี๋ยวขอผม ประท้วงหน่อยก่อน
เอา เชิญ ๆ
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม กุลเดช พัวพัฒนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุทัยธานี พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนอื่นต้องขออนุญาตต่อว่าท่านประธานหน่อยครับ ผมยืนประท้วงนี่ก่อนที่ท่านให้พูด ๔-๕ คนนั้นอีก โดยข้อตกลงนี้พูดสลับข้างอยู่แล้วครับ คราวนี้ข้างโน้นที่ยก ยกที่หลังผมอีก ตั้งนาน ผมยืนจนขาแข็งแล้วครับ เก้าอี้ก็ไม่มีให้นั่ง นี่ประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ ที่เมื่อสสักครู่บอกว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ไปชกตํารวจ ในภาพมันเป็นผม ถูกตํารวจ ๘ คนรุม ผมถามเจ้าหน้าที่ตํารวจนะ ถ้าท่านเชื่อใครจะไป แจ้งความผม ผมจะแจ้งความท่านกลับข้อหาแจ้งความเท็จ อย่าเอาตัวเองไปเป็นเครื่องมือ คนอื่น ผมเชื่อว่างานนี้มันมีดราม่า (Drama) เพราะมีคนแอบถ่ายคลิปอยู่บนบัลลังก์นี้ ๓-๔ คน เอาไปใช้ประโยชน์ แล้วผมคนจริงคนหนึ่ง ทําอะไรไม่แอบหรอกครับ ไม่เป็นลูกอีแอบ มา ๘ คนมารุมผม ผมไม่สะบัด ไม่ชกก็บุญเท่าไรแล้ว นี่เพราะผมเห็นว่าผมไม่ได้ทะเลาะ กับตํารวจ ผมทะเลาะกับประธาน ในฐานะที่ประธานควบคุมการประชุมไม่ดีถึงต้องใช้ตํารวจ ผมถามหน่อยว่ามันเกิดอะไรขึ้น ค้อนกว่าจะเคาะได้มันศักดิ์สิทธิ์นักหนา เอาค้อนมาเคาะเล่น ๓ ที วันนี้เอาปี๊บมาเคาะยังไม่มีใครเชื่อเลยประธานแบบนี้ ผมเรียนท่านอย่างนี้ครับ ข้อเท็จจริงเมื่อสักครู่นี้ ตํารวจที่เดินออกไปไม่ได้มีพฤติกรรมอะไรที่มันจะต้องวุ่นวาย ขนาดนั้นเลย ผมเองซึ่งถูกตํารวจล้อม ผมมายืนตรงนี้ครับ นี่ ๆ ผมมาบอกเจ้าหน้าที่ตํารวจ ว่ามันเป็นเรื่องในสภา ใจเย็น ๆ น้องอย่าเพิ่งไปแตะตัวเขา เจ้าหน้าที่ตํารวจพูดว่าอย่างไร นะครับ ตลอดที่ยืนอยู่ตรงนี้ ท่านครับ เห็นใจผมเถอะครับ ผมถูกสอบวินัยค้ําคออยู่นี่ ไม่ทํา ก็ไม่ได้ครับ มันใช้ลัทธิข่มขู่จนทุกคนกลัวหมดครับ แต่วันนี้บอกว่าเลยว่าไม่ต้องมาขู่ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคประชาธิปัตย์ไม่กลัวสักคนเลยครับ ขอบคุณครับ
ผมให้พรรคประชาธิปัตย์ อีกคนหนึ่ง เมื่อสักครู่เสียงบอกคุณนาถยาเหลือเกิน ที่ประชุมของพรรคก็บอกว่าเอาคุณนาถยา ผมก็เอาคุณนาถยา ผมนะสมองเยอะมากเลย เดี๋ยวครับท่านรังสิมา ขอท่านนาถยาก่อน นะครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นาถยา เบ็ญจศิริวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๗ กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ดิฉันขอประท้วงท่านประธานค่ะ ท่านประธานไม่เป็นกลาง นะคะ ถ้าจะพูดในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ทุกคนเท่าเทียมกันหมดค่ะ ไม่ว่าหญิงหรือชาย เพราะเรามีหน้าที่แล้วก็ตําแหน่งเท่าเทียมกัน เพราะฉะนั้นดิฉันต้องการอย่างหนึ่งนะคะ และเร่งด่วนก่อนที่จะมีการประชุมต่อ ใครเป็นผู้สั่งการให้ตํารวจมา เราปฏิบัติหน้าที่อยู่ใน สภาผู้แทนราษฎร เราขอนะคะข้อนี้ก่อนที่จะมีการประชุม แล้วก็ขออนุญาตนิดหนึ่ง ผู้ที่ประท้วงนะคะ ที่พูดชะนีโหยหวนอะไร ต้องขออนุญาตนะคะ ช่วยถอนด้วยค่ะ
ใช้คําพูดสุภาพแบบความ สวยหน่อย อย่าไปว่าเขานะครับ
ในสภาผู้แทนราษฎรนี้นะคะท่าน เขาไม่ได้ใช้ความสวยนะคะ เขาใช้สติและปัญหา ความสวย สู้ไม่ได้
จบหรือยังท่านนาถยา
ขอให้ถอนก่อนค่ะท่านประธาน ดิฉันก็ไม่เคยที่จะประท้วงให้ใครถอนคําพูดอะไรเลย
เอาอย่างนี้ อะไรก็แล้วแต่ ที่พูดไม่สุภาพท่านก็ถอนไปนะ
สวยมันไม่ใช่ว่าจะอภัยให้ได้ทุกเรื่องนะคะท่านประธาน
เดี๋ยวครับ อย่างนี้จะพูด แล้วก็จะถอน
ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวขัตติยา สวัสดิผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา อันดับแรกนะคะ คงต้องบอกว่าเรื่องความสวย คงช่วยกันไม่ได้ พอดียังเด็กกว่า ใสกว่าก็สู้กันนิดหนึ่งนะคะ ส่วนที่จะให้ดิฉันถอน หรือ ฝ่ายค้านว่าดิฉันไม่สวยค่ะ ส่วนที่จะให้ถอนนะคะ คําว่า ชะนีโหยหวน นั้น ดิฉันไม่ได้ว่าใคร โดยเฉพาะเจาะจง ดิฉันแค่บอกว่ามีเสียงคล้ายชะนีโหยหวน และทางบ้านก็ส่งมาว่า เสียงใคร ทางบ้านอยากทราบมากเลย เพราะนึกว่าที่นี่ไม่ใช่รัฐสภา แต่เป็นทางสวนสัตว์ดุสิต นึกว่าพวกเรามาทํางานผิดที่ค่ะ ต้องก็ขออนุญาตไม่ถอนนะคะ ขอบคุณค่ะ
นี่อย่าพูดอะไรนะครับ คําพูดท่านไม่ถอน ผมสั่งให้ถอนนะ คําพูดชะนีโหยหวนนั่นอย่าได้ปรากฏอยู่ในรายงาน ประชุมนี่ ถอนคําพูด ไม่ถอนประธานสั่งให้ถอน แล้วอย่ามาบอกว่าใครสวยกว่ากันนะครับ เพราะท่านนาถยาเคยสวยนะครับ เขาสวยมาก่อน เขาเป็นดารานะครับ เรื่องนี้ผมยืนยันได้ นะครับ ประธานยืนยันได้
โอเคค่ะ ได้ค่ะ ท่านประธานที่เคารพคะ ขัตติยา สวัสดิผล แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ด้วยความเคารพท่านประธานค่ะ ดิฉันยอมถอนคําว่า ชะนี ค่ะ
ครับ ขอบคุณมาก นี่ครับ ท่านนาถยาพอใจนะครับ
ที่นี่สภาผู้แทนราษฎร ดิฉันบอกตามตรงว่าเดี๋ยวนี้ถอยลงไปเยอะเลยค่ะ เราไม่อยากจะใช้คําว่า ถ่อย เพราะว่าเป็นคนที่
ไม่ใช่ ท่านนาถยาครับ พูดไม่สุภาพ อย่านะครับ เพราะว่าท่านเป็นคนที่ผม
ถอยค่ะ ถอยลงไปเยอะ
ถอยนะครับ โอเคครับ ขอบคุณมากครับ
คือไม่ใช่สภาโจ๊กที่เราเคยดูกันนะคะ ที่นี่ของจริงค่ะ ไม่ใช่ละครเวทีนะคะ ทุกคนจะคิดว่า ตัวเองเป็นนางเอกหมดไม่ได้ เราใช้สติปัญญาในการทํางาน
ไม่ต้องแล้ว พอแล้วครับ เพราะว่าท่านนาถยาก็เคยเป็นนางงามมาก่อนนะครับ ไม่ต้องนะครับ
กฎข้อบังคับก็ไม่ได้ใช้ความสวยทํางานนะคะ
เอาแล้วครับ นั่งได้นะครับ
ขอบพระคุณค่ะ
เดี๋ยวท่านไม่ต้องแล้วนะครับ เดี๋ยวท่านประธานจะขอชี้แจงนะครับ ท่านไม่ต้องประท้วง ท่านรังสิมายืนไว้ก่อนนะครับ อย่าเพิ่งไปไหนนะครับ เดี๋ยว ๆ เดี๋ยวสิ ท่านประธานก่อน เดี๋ยวขอชี้แจงเรื่องตํารวจก่อน
ให้ดิฉันพูดก่อน ดิฉันก่อนที่จะให้ท่านประธานพูด
ได้ ถ้าสาวสวย ผมอนุญาต ก่อนเลยครับ
ท่านประธานเปิดไมโครโฟนสิคะ
เจ้าหน้าที่เปิดไมโครโฟนให้ ท่านรังสิมาหน่อยครับ
กราบเรียนท่านประธานค่ะ ดิฉัน นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดสมุทรสงคราม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันประท้วงท่านประธาน นี่ชั่วโมงกว่าแล้ว วันนี้ดิฉันอดทนมากเลย ดิฉันไม่อาละวาด แต่ว่าดิฉันรับไม่ได้ที่ประธาน ไม่เป็นกลาง วินิจฉัย ข้อ ๕ ดิฉันถือมาตั้งนานแล้ว ท่านก็ชี้ไปทางโน้น ๆ นี่ทางนี้ยกเท่าไร ท่านก็ไม่ชี้ ท่านบอกใครสวยกว่า เลือกคนนั้น ในสภาไม่ได้มองความสวยเป็นหลักนะคะ มองสมองค่ะ สวยแต่ไม่มีสมอง ใช่ มันช่วยอะไรไม่ได้หรอกค่ะ แต่ที่ดิฉันลุกขึ้นประท้วง ดิฉันจะย้อนกลับไปสักนิดหนึ่ง เพราะว่าดิฉันติดใจว่าตั้งแต่ท่านประธานสมศักดิ์แล้ว ไหน ๆ ก็มานั่งแล้วฟังด้วย แล้วเดี๋ยวท่านก็ชี้แจงด้วย เพราะว่าเป็นท่านประธานที่ใช้ไม่ได้ อย่างมากเลย เคาะกี่ทีไม่มีใครเขาทําตามท่านหรอกค่ะ เพราะค้อนของท่าน มันไม่มีความหมายแล้วนะคะ เพราะท่านไม่เป็นกลาง แล้วพอเสร็จแล้วท่านไปสั่งให้ตํารวจ มากวาดต้อนพวกเรา อย่างกับพวกเราเป็นฝูงควายหรืออย่างไร ท่านต้องสั่งสิคะว่าคนไหน อาละวาดก็เอาคนนั้นไป ไม่ใช่ อย่างท่านเทอดพงษ์ดิฉันเห็นใจมากเลย ท่านตั้ง ๗๐-๘๐ ปี แล้วท่านอยู่เฉย ๆ มาจับท่าน มาจับอย่างบุญยอดสิ บุญยอดนี่จับไป หรือว่าวัชระอย่างนี้ รังสิมาอย่างนี้ ดิฉันไม่ว่าเลย เพราะว่าแต่ละคนพวกนี้เขาอาละวาดก็โอเค แต่ท่านเทิดพงษ์ ท่านไม่ได้ทําอะไรเลยอย่างนี้ ไปจับท่านอย่างนี้มันไม่สมควร เพราะฉะนั้นเวลาท่านสั่งการ อะไรท่านต้องสั่งให้มีสติหน่อย ไม่ใช่ท่านใช้อารมณ์แล้วท่านก็เอาคนอื่นมากวาดต้อนเข้าไป เพราะฉะนั้นอย่างนี้ไม่ถูกนะคะ ท่านประธานต้องทําใหม่ครั้งต่อไป แล้วก็อีกประการหนึ่ง เมื่อสักครู่นี้ท่านนาถยาบอกว่าให้หาคนผิดมาให้ได้ ท่านต้องหาคนผิดที่สั่งตํารวจมาอยู่ในสภานี้ ให้ได้ด้วย แล้วต้องตอบให้ได้ด้วย สมาชิกกําลังจะฟังค่ะ ขอบคุณค่ะ
เดี๋ยวท่านประธานจะชี้แจง ท่านรังสิมาผมขอโทษนะครับที่ให้ท่านยืนนานนะครับ ผมพูดด้วยสัตย์จริงนะครับ เพราะผม เห็นรูปภาพท่านที่แต่งพยาบาลที่ร้านอาหารท่านสวยมาก ผมก็เลยให้ท่านยืนนานหน่อยนะครับ เชิญท่านประธานครับ
ท่านสมาชิกครับ ฟังข้อเท็จจริงก่อนดีไหมครับ คือตํารวจนี่ครับ เพราะเห็นพูดกันมานานแล้ว ก็จะถือโอกาส ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงนะครับจะได้กระชับ ในช่วงที่มีเหตุการณ์วุ่นวายสักครู่ที่ผ่านมา ผมได้เชิญ ตํารวจรัฐสภาทั้งหมดเลย เสียงพูดใส่ไมโครโฟนนะครับ เชิญตํารวจรัฐสภาทั้งหมดเลยขึ้นมา ที่ห้องประชุม ทีนี้พอตํารวจรัฐสภาทั้งหมดขึ้นมาที่นี่มันก็เลยทําให้ไม่มีตํารวจรัฐสภาที่จะไป ดูแลความเรียบร้อย ท่านถามแล้วให้ผมตอบดีไหมครับ ถามแล้วไม่ให้ตอบเลยหรือครับ
ท่านสมาชิกครับ เมื่อเขาชี้แจงอยู่ท่านก็ฟังนะครับ ฟังไปแล้วจะจริงไม่จริงท่านก็ว่าอีกที เชิญครับ ให้เกียรติ ท่านประธานหน่อย
อดทนฟังสักนิดครับ ในเมื่อตํารวจรัฐสภาขึ้นมาที่นี่หมด เลยไม่มีตํารวจที่จะดูแลรอบนอกบริเวณอาคารของสภาเรา ทั้งหมด ผู้อํานวยการสํานักรักษาความปลอดภัยของสํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้มารายงานผม บอกว่าในช่วงที่ตํารวจรัฐสภาขึ้นมาข้างบนนี้หมดแล้ว ในฐานะที่ ผู้อํานวยการสํานักรักษาความปลอดภัยของสํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรซึ่งต้อง ดูแลความเรียบร้อยของสภาทั้งหมด ก็เลยใช้การตัดสินใจด้วยตัวเองประสานไปที่ตํารวจ เพื่อให้มาดูแลแทนตํารวจรัฐสภาในบริเวณรอบอาคารรัฐสภา ซึ่งผมถือว่าผู้อํานวยการ สํานักรักษาความปลอดภัยใช้ดุลยพินิจที่ตัดสินใจในฐานะที่มีหน้าที่ดูแลเรื่องนี้โดยตรง ผมว่า ผอ. สํานัก รปภ. ได้ดําเนินการถูกต้องแล้ว ก็ไม่มีอะไรครับ เขาก็มาดูรอบนอก ไม่ได้ขึ้นมา ข้างบนเลย ไม่ได้เข้ามาในตัวอาคารเลยครับ ก็เป็นเรื่องของการตัดสินใจแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เท่านั้นเอง ไม่มีอะไรครับ ข้อเท็จจริงมีเท่านี้ครับ
ท่านประธานชี้แจงแล้วนะครับ เดี๋ยวท่านพุทธิพงษ์หน่อย เดี๋ยวผมเอาคนที่ไม่ค่อยได้พูดบ้างนะครับ ท่านพุทธิพงษ์ครับ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเสียใจนะครับที่ท่านประธานรัฐสภาอีกท่านหนึ่ง ท่านมาตอบแล้วท่านไม่ได้อยู่ฟัง ผมพยายามตั้งใจฟังนะครับ แล้วผมก็เป็นคนไม่ประท้วง อะไรพร่ําเพรื่อนะครับ ผมเรียนท่านประธานแล้วก็เพื่อนสมาชิกเพื่อความเป็นธรรมต่อ ท่านประธานที่นั่งทําหน้าที่อยู่นะครับ แล้วก็เพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่าน ผมขออนุญาต ท่านประธานเปิดคลิปได้ไหมครับ ผมมีคลิปพร้อมเวลาว่าตํารวจมากี่โมง มากี่คน อยู่ตรงไหน ท่านประธานอนุญาตไหมครับ คลิปผมคอยอยู่ที่ห้องโสตทัศนูปกรณ์แล้วครับ
ท่านส่งภาพให้ผมดูก่อนนะครับ
ไม่ได้มีอะไรเสียหายเลยครับท่านประธาน คลิปของตํารวจ
การที่จะอนุญาตไม่อนุญาต ผมขอดูก่อนนะครับ
ไม่ได้มีอะไรที่เสียหายกับใครเลยครับ
ไม่ครับ ท่านพุทธิพงษ์ครับ ด้วยความเคารพนะครับ ไม่ต้องแล้ว เพราะว่ามันเป็นที่ประจักษ์รู้แล้วว่าเมื่อมีตํารวจมา ท่านประธานก็บอกไปแล้วไม่ต้องฉายอีกแล้วนะครับ มันเป็นเรื่องที่เหตุการณ์เกิดขึ้นแล้วก็ เวลานี้มันไม่มีเหตุการณ์อย่างนั้นอีกแล้ว ท่านพุทธิพงษ์ครับ ผมจะให้เกียรติกับท่านผู้อาวุโส หลาย ๆ ท่านที่ยืนขึ้นนะครับ ท่านไม่ได้เสียหายอะไรเลยนะครับ ท่านวิชาญเดี๋ยวนะครับ ไม่หรอกครับ ท่านวิทยา ท่านนิพนธ์ ใครคนไหนก่อน ไม่ ท่านพอแล้ว อันไหน ใครนะครับ ของท่านพุทธิพงษ์หรือครับ เดี๋ยวเอาทีละคนนะครับ เวลานี้เรื่องนี้มันน่าจะจบไปแล้วนะครับ ท่านพุทธิพงษ์ ถ้าท่านจะต้องฉายท่านเอามาให้ผมดูก่อนนะครับ ไม่อย่างนั้นผมจะไม่อนุญาต นะครับ ผมขอดูก่อนนะครับ ก่อนที่จะอนุญาตนะครับ ก็ท่านเอามาให้ผมดูสิครับ ท่านยกมา ทั้งไอแพด (iPad) อย่างนั้นเดี๋ยวผมให้ท่านพุทธิพงษ์พูดให้จบก่อนนะครับ เชิญครับ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ผมเรียนท่านสั้น ๆ ครับ ผมขออนุญาต ท่านได้ครับ เดี๋ยวท่านดูได้ครับ แต่ประเด็นคือเมื่อสักครู่นี้ท่านประธานอีกท่านหนึ่งได้ขึ้นมา ชี้แจง ผมก็ไม่มีเจตนาเป็นอื่น แล้วถ้าเปิดมามันก็ไม่มีอะไรเลยที่เกี่ยวกับทั้งฝ่ายค้าน และรัฐบาลท่านก็จะได้เห็นเป็นประจักษ์กันว่า ๑. มีจริงไหม ๒. ใครสั่งมา ๓. มีเวลา ด้วยว่าไปสัมภาษณ์ไปถ่ายตอนกี่โมง ซึ่งมันไม่ได้เป็นการตรงกับที่ท่านประธานเมื่อสักครู่ ได้ชี้แจงเอาไว้ ผมผิดตรงไหนครับ แล้วท่านบอกว่าให้ท่านไปตรวจก่อน ท่านก็โทรศัพท์ขึ้นไป สั่งคลิปอยู่ข้างบนห้องโสตทัศนูปกรณ์อยู่แล้ว ประชาชนก็จะได้ดูไปพร้อม ๆ กันไม่มีปัญหา อะไร ถ้าไม่ใช่ท่านก็บอกผมผิด ผมก็ทําตามหน้าที่ของผมตามข้อบังคับครับ
ถ้าตามข้อบังคับ ท่านกรุณา เอาหลักฐาน แล้วท่านเสนอไปที่ท่านประธานรัฐสภาขอให้ท่านอนุญาตมาแล้วผมก็จะ อนุญาตนะครับ เวลาผมจะทําตามข้อบังคับทําตามระเบียบท่านก็โห่ ไม่ใช่ท่านก็เอาไปให้ ท่านประธานอนุญาตสิครับ เวลาผมจะบอกว่าให้เป็นไปตามข้อบังคับนะครับ เอาท่านพุทธิพงษ์ พูดให้จบ
ท่านประธาน พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ สมาชิกรัฐสภา ผมเรียนท่านประธานว่าเมื่อสักครู่ผมยกมือ ตามข้อบังคับทุกอย่างนะครับ แล้วท่านประธานเองบอกว่าให้ท่านประธานสมศักดิ์ ขออนุญาต ที่เอ่ยนามท่าน ได้ชี้แจงก่อน ผมก็นั่งลงแล้วก็คอยฟังท่านชี้แจง ผมก็ทําตามข้อบังคับ แล้วพอผมจะชี้แจงเพื่อจะได้ยืนยันกับพี่น้องที่ชมอยู่ทางบ้าน พี่น้องในสภาแห่งนี้ ท่านก็มา ห้ามผม บอกว่าต้องไปตรวจก่อน แล้วผมถามเมื่อสักครู่ว่าทําไมผมต้องยอมให้ท่านประธาน สมศักดิ์ชี้แจงก่อนผมล่ะครับ ก็เป็นเนื้อหาเดียวกันเป็นเรื่องเดียวกัน ท่านตอบผมสิครับ
ผมจะตอบนะครับ คือการที่ท่านสมาชิกจะเอาหลักฐานใดนะครับมาแสดงต่อที่ประชุม ท่านต้องได้รับอนุญาต จากประธานก่อนนะครับ ท่านก็เอาหลักฐานนี้ไปให้ท่านประธานสมศักดิ์อนุญาต แล้วถึงจะ มาฉาย เพียงแค่นี้ไม่มีอะไรนะครับ นี่คือข้อบังคับของการประชุม ผมพยายามเดินตามอย่างนี้ นะครับ ท่านก็เอาให้เจ้าหน้าที่ ท่านไม่เดินเองก็ให้เจ้าหน้าที่เดินไปให้ท่านดู แล้วก็ขออนุญาต มานะครับ เดี๋ยวท่านฉลองอย่าเพิ่งนะครับ ผมจะให้ฝ่ายละคน ผมจะให้ทางท่านวิทยา แล้วก็ ท่านวิชาญ ท่านเสียหายตรงไหนครับ ท่านฉลองเสียหาย เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม ฉลอง เรี่ยวแรง ส.ส. จังหวัดนนทบุรี พรรคเพื่อไทย ทางฝ่ายพรรคเพื่อไทย น้อง ๆ ที่พูดเมื่อสักครู่นี้เดี๋ยวจะไม่สบายใจกันนะครับ คือผมกล่าวคําว่า เอาตํารวจมาบีบ จริง ๆ แล้วอันนี้ก็ผมยอมรับว่าผมผิดไป อย่างนี้ครับตํารวจเขาไม่ได้
เอาอย่างนี้ท่านถอนคําพูดว่า บีบ ครับ
ผมถอนครับ ทีนี้เพื่อความสบายใจของน้อง ๆ แต่ว่าทางซีกพรรคฝ่ายค้านที่ท่านพูดว่าตํารวจปราบจลาจล ไม่จริงหรอกครับ เป็นตํารวจนครบาลมา ๕๐ คน แล้วอยู่ที่เขาดิน เขาอยู่ที่เขาดินมา เขามาดู ความเรียบร้อยของเรา กลัวว่าจะมีมือที่สามเข้ามาแทรกแซง แล้วจะมาทําร้าย ส.ส. อันนี้ เป็นข้อเท็จจริงที่ผมไปคุยกับเขามา ก็มาเล่าสู่กันฟังในสภาเท่านั้นเอง แล้วผมก็ขอยืนยันว่า ๕๐ คนที่เขามาปฏิบัติหน้าที่เป็นตํารวจนครบาล ไม่ใช่ตํารวจปราบจลาจลอย่างที่น้อง เมื่อสักครู่พูดไว้ ไม่ใช่ เป็นตํารวจนครบาล แล้วก็ได้มีการพูดคุยกันแล้วว่าให้พวกผมทําหน้าที่ ในสภาให้เรียบร้อยเถอะ พวกท่านยังไม่ต้องมาหรอก เท่านั้นเองครับ
ก็ไม่ต้องชี้แจงนะครับ ท่านวิทยาครับ ไม่แล้วครับ ประธานก็ดูหมดก่อนแล้วอนุญาตนะครับ ท่านวิทยาเชิญครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วิทยา แก้วภราดัย พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัด นครศรีธรรมราช ขออนุญาตประท้วงท่านประธานสภาครับ ที่ท่านปล่อยให้คนเมื่อสักครู่ มานั่งข้าง ๆ ท่านนะครับ แล้วก็ขึ้นมาเล่าข้อเท็จจริงในเรื่องที่ตัวเองทําขึ้นทั้งหมด แล้วก็โยน ความรับผิดชอบไปให้คนอื่นโดยไม่แสดงความรับผิดชอบเลย ถามว่าเริ่มต้นจากใครครับ เริ่มต้นจากคนทําหน้าที่ประธานสภาที่ชื่อนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ สั่งให้เจ้าหน้าที่ตํารวจ ทั้งสภาเข้ามาไล่ผู้แทนราษฎรออกจากห้อง สั่งได้อย่างไรครับ สั่งตํารวจทั้งสภา แล้วยังมาโกหก หน้าตาเฉยบอกว่าตํารวจถอนกําลังทั้งหมด เลยมีการสั่งตํารวจข้างนอกเข้ามาทดแทนกําลัง ใครจะรับผิดชอบล่ะครับ พูดแค่นี้แล้วไม่แสดงความรับผิดชอบกันเลย แล้วก็ก้าวลงไปเฉย ๆ เป็นถึงประมุขทางนิติบัญญัติ ปล่อยให้กําลังตํารวจข้างนอกมาคุกคามสมาชิกสภานิติบัญญัติ แล้วบอกว่าเป็นเรื่องปฏิบัติปกติ ชอบแล้ว รับผิดชอบอะไรบ้างหรือเปล่าท่าน คิดว่าบ้านเมือง จะปกครองอย่างนี้กันได้หรือ วันนี้ประชาชนด่าตํารวจทั้งประเทศท่านไปส่งเสริมให้ตํารวจ ถูกผู้แทนราษฎรในสภาด่าซ้ําเข้าไปอีก ผมคิดว่าท่านในฐานะทําหน้าที่ประธานสภาแห่งนี้ ตามท่านสมศักดิ์ลงมา ท่านจะต้องรับผิดชอบเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด อย่าไปโยนใส่เจ้าหน้าที่ บกพร่องเกิดจากท่าน สั่งการใครสั่งท่านต้องรับผิดชอบ ตามมาครับ ไม่ใช่ปัดแค่นี้แล้วไม่ รับผิดชอบครับ คนทั้งประเทศเขาจับตาดู คนเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาจาก ทั่วประเทศ ปล่อยให้ตํารวจข้างนอกมาคุกคามได้อย่างไร เฉพาะเอาตํารวจในสภาไล่กัน ก็น่าเกลียดขนาดไหน ยังปล่อยข้างนอกเข้ามาได้ แล้วบอกว่าไม่ต้องรับผิดชอบ ไม่ได้ครับ ท่านจะเป็นผู้บริหารต้องกล้ารับผิดชอบ ไม่รับผิดชอบอย่านั่งครับ ท่านตามมาครับ
เอาละครับ ผมว่าท่านได้ยิน อยู่นะครับ
ท่านพักการประชุมแล้วตามมาชี้แจงต่อสภาครับ เรื่องนี้ท่านต้องทําความเข้าใจกับสภา ทั้งหมดครับ
เดี๋ยวให้ท่านวิชาญ ท่านวิทยาครับ ท่านได้ยินอยู่นะครับ
ถ้าไม่ลงมาไม่จบครับ
ไปบอกเจ้าหน้าที่แล้ว นะครับ ขอบคุณมากครับ เชิญท่านวิชาญครับ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ วิชาญ มีนชัยนันท์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ซีกฝ่ายรัฐบาล นะครับ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตใช้ข้อบังคับรัฐสภานะครับ ข้อ ๕ ข้อ ๔๘ ข้อ ๕๑ ข้อ ๕๒ ลําดับอย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ วันนี้ตั้งแต่เช้ามามันบ่งบอกนะครับว่าเหตุการณ์ ในเรื่องที่จะให้สภาแห่งนี้เดินไปยากลําบาก แต่ท่านประธานรัฐสภาตัวท่านเองผมชมเชย ท่านอดทน อดกลั้น แต่ในเรื่องของการทําหน้าที่มันต้องมีลําดับต่าง ๆ ผมขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานครับ ข้อบังคับการประชุม ข้อ ๕ อํานาจของท่านประธานมีอํานาจ ในการที่จะดูแลควบคุมการทําหน้าที่ของสมาชิก ถ้าท่านประธานเองไม่ใช้อํานาจนี้ ผมจะ ประท้วงท่านประธานดังนี้ ขณะนี้เวลาล่วงเลยมาถึง ๗ ชั่วโมงกว่าแล้ว ผมเองนั่งฟังตั้งแต่เช้า พยายามที่จะฟังว่าเมื่อไรจะเข้าระเบียบวาระ แล้วก็พอเข้าแล้วก็เกิดปัญหา เนื่องจากว่า ขณะที่กําลังมีการหารือก่อนที่จะเริ่มเข้าระเบียบวาระ ท่านประธานสามารถ โดยท่านประธาน หยิบยกการหารือว่า จํานวน ๕๗ ท่าน ซึ่งมีการแปรญัตติที่ไม่ชอบก็เอามาหารือ เมื่อหารือ ไปถึงระดับหนึ่งท่านประธานมีอํานาจครับในการที่พิจารณาในข้อ ๔๘ ว่าตอนนี้มันสมควรแล้ว ท่านประธานใช้อํานาจของท่านประธานในการพิจารณา แต่เพื่อนสมาชิกฝ่ายค้านบอกว่า ต้องการอภิปรายต่อ ท่านประธานใช้อํานาจ ข้อ ๑๑๗ ในข้อบังคับการประชุมถามแล้ว บอกว่าจะใช้ในส่วนของข้อบังคับข้อนี้ในการพิจารณา ส่วนความรับผิดชอบนั้นเพื่อสมาชิกถาม ท่านประธานสมศักดิ์ก็ตอบครับ บอกว่าท่านรับผิดชอบเอง แต่กรณีอย่างนี้เมื่อมีการลงมติแล้ว รัฐสภาต้องเคารพมติของสภา ผมเชื่อว่าในอดีตถ้าไม่มี การเคารพอย่างนี้สภาเดินไม่ได้ แต่ถึงที่สุดแล้วเมื่อลงมติแล้วก็ยังไม่ยุติ เมื่อไม่ยุติ ท่านประธานครับ ท่านประธานสมศักดิ์ใช้ค้อน ในข้อ ๕๑ เมื่อประธานให้สัญญาณโดยการ เคาะค้อนหรือลุกขึ้นยืนให้ผู้ที่กําลังพูดหยุดพูดและนั่งลง แต่ปรากฏว่าไม่ได้ปฏิบัติตาม ท่านประธานครับ ผมนั่งดูโดยตลอด สื่อมวลชนอยู่ข้างบนถ่ายตลอดแม้กระทั่งกรรมาธิการ อยู่ด้านบนก็เห็นภาพตลอดรวมถึงผมที่อยู่ในห้องประชุมแห่งนี้ แล้วผมคิดว่าทุกช็อต (Shot) ทุกคนทราบครับว่าเกิดอะไรขึ้นในห้องนี้ ถ้าให้ดีท่านประธานครับ ใช้ในเรื่องของข้อบังคับ การประชุมเรื่องจริยธรรม จะได้ยุติครับไม่ต้องมาถกเถียงกันว่าใครถูกใครผิด ส่วนข้อ ๕๒ นั้น ในกรณีที่มีมติของสภา ประธานมีการลงมติแล้วองค์ประชุมต่าง ๆ ต้องเคารพมติเสียงข้างมาก ฉะนั้นท่านประธานครับขณะนี้ท่านใช้ข้อบังคับครบหมดแล้วในข้อบังคับการประชุม ข้อ ๕ นี้ ท่านเข้าระเบียบวาระแล้วนะครับ จะเป็นอย่างอื่นไม่ได้ ผมขออนุญาตให้ท่านใช้ข้อบังคับ การประชุม ข้อ ๕ เดินต่อเถอะครับท่านประธาน ถ้าไม่เดินผมว่าสภาแห่งนี้จะไม่ศักดิ์สิทธิ์ ส่วนกรณีที่มีเพื่อนสมาชิกกล่าวอ้างว่าที่ท่านประธานใช้อํานาจเกินไปนั้นผมว่าชอบแล้วครับ เพราะท่านประธานได้ใช้อํานาจทุกอย่างแล้ว ปรากฏว่าไม่สามารถที่จะบังคับให้เพื่อนสมาชิก อยู่ในระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ ของที่ประชุมได้ท่านประธานจึงต้องใช้อํานาจของท่านประธาน เชิญเจ้าหน้าที่ตํารวจมาเชิญสมาชิกออก แต่จะออกหรือไม่ออกนั้นท่านทราบครับเพราะผมก็ เห็นอยู่ ขณะเดียวกันนั้นเมื่อตํารวจสภาขึ้นมาอยู่ที่นี่หมด ผมไม่เห็นเป็นเรื่องแปลกครับที่ทาง ผู้อํานวยการสํานักรักษาความปลอดภัยซึ่งท่านสมศักดิ์รับแล้วครับบอกว่าเขาเป็นการเรียกมา เพื่อที่จะดูแลรอบนอก และผมลงไปดูครับว่าตํารวจเหล่านั้นก็เป็นตํารวจจราจร แล้วจะเป็น อย่างไรครับในเมื่อสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ครับเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายเห็นในลักษณะของความถูกต้อง ท่านประธานครับ ผมพูดอยู่นะครับ เขาโห่เขาฮาผมไม่ว่าหรอกครับเพราะทางบ้านเขาเห็น แต่วันนี้ท่านประธานครับ ผมขอถ้าท่านประธานยังทําหน้าที่เป็นประธานแห่งนี้ ประธาน รัฐสภาท่านต้องทําหน้าที่ให้สามารถเดินตามข้อบังคับการประชุมและเข้าระเบียบวาระ ต่อเลยครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ผมจะให้ คุณธนิตพลอีกแค่คนเดียวนะครับ แล้วผมเดินหน้าต่อนะครับ เชิญท่านธนิตพลครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม ธนิตพล ไชยนันทน์ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ผมลุกขึ้นมาประท้วงท่านประธานด้วยเหตุผลที่ต้องการปกป้องท่านเทอดพงษ์ ไชยนันทน์ ซึ่งต้องถือว่าเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์ ผมต้องกราบเรียนท่านประธานว่า จริง ๆ แล้วเมื่อสักครู่นี้ก่อนที่จะมีการพักการประชุมครั้งแรกนะครับ ท่านประธานคงเห็น นะครับว่าจริงอยู่นะครับว่าการบริหารงานของสภาผู้แทนราษฎรในการประชุม ประมุขของ ฝ่ายนิติบัญญัติคือท่านประธานรัฐสภาในขณะนั้นคือท่านสมศักดิ์ แล้วหลังจากที่มีเรื่อง เกิดขึ้นมาท่านสมศักดิ์ให้เอาตํารวจสภามา สิ่งที่ผมรู้สึกว่าเป็นการเสื่อมเสียเกียรติของ ผู้อาวุโสของพรรคประชาธิปัตย์ คือถ้าท่านประธานอยู่ในสภานี้นานจริงผมถามนิดเดียวครับ ตัวท่านประธานเอง ท่านสมศักดิ์เคยเป็น ส.ส. กี่สมัย มีสิทธิอะไรมาสั่งให้ตํารวจมาหิ้วตัว ท่านเทอดพงษ์ซึ่งเป็น ส.ส. ๑๐ กว่าสมัยครับ ผมเรียนว่าจริงอยู่ถ้าจะบอกว่า ส.ส. แต่ละสมัย เท่ากัน เป็น ส.ส. เหมือนกัน แต่ท่านประธานครับถ้าท่านเทอดพงษ์แสดงกิริยามารยาท ที่ผิดกับการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกรัฐสภาผมจะไม่ว่าเลย นี่ท่านเทอดพงษ์ก็นั่งเรียบร้อยครับ ท่านเป็นคนสุภาพโดยพื้นฐานของท่านอยู่แล้ว แล้วสมศักดิ์ เอาสิทธิอะไรให้ตํารวจมาหิ้วครับ ถึงเวลานี้ผมก็อยากกราบเรียนครับว่าผมสนับสนุนท่านวิทยา ที่ประธานสมศักดิ์เมื่อทําผิด ผมคิดว่าต้องออกมาแสดงความรับผิดชอบ อย่างน้อยที่สุดตัวสมศักดิ์ต้องมาขอขมา ท่านเทอดพงษ์ จะมาทําอย่างนี้ได้อย่างไรล่ะครับ จะเป็นประธานสภาหรือเป็นอะไรผมไม่สน แต่ผมบอกไว้ก่อนนะท่านประธาน ผมก็เป็นคนหนึ่งที่ค่อนข้างสุภาพในสภาผู้แทนราษฎร ผมไม่ค่อยหรอกครับที่จะอภิปรายอะไรนอกเหนือจากสิ่งที่ควรจะทํา เพราะผมเป็นวิปด้วย แต่สิ่งที่ประธานสมศักดิ์ทําอย่างนี้ทําให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่พวกผมเคารพนับถือกัน ในพรรคประชาธิปัตย์เสื่อมเสียเกียรติ ผมคิดว่าถ้าท่านประธานจะกรุณาตั้งคณะกรรมการ ขึ้นมาตรวจสอบจริยธรรมสมศักดิ์ครับ แล้วให้ผมเป็นประธาน เอากันอย่างนี้ละครับ ผมก็บอกว่าถ้าอย่างนั้นวันนี้สภาผู้แทนราษฎร รัฐสภานี่มันเดินต่อไม่ได้ก็เพราะว่าคนมัน ไม่เป็นกลางอย่างไรครับ ถ้าจะขออนุญาตยืมใช้คําของเพื่อนสมาชิกซึ่งเมื่อก่อนท่านเป็นอดีต รัฐมนตรี คือเลอะเทอะ วันนี้มันเลอะเทอะไปแล้วครับ เพราะฉะนั้นผมกราบเรียน ท่านประธานครับ เรียนเชิญประธานสมศักดิ์ขึ้นมา ตัวท่านประธานเองนี่อย่าไปรับหน้าเสื่อ ให้คนอื่นเลยครับ ผมว่าท่านประธานคนเคารพนับถือดีอยู่แล้ว ให้สมศักดิ์ขึ้นมาจัดการปัญหา ที่ตัวเองก่อไว้ครับ กราบขอบพระคุณครับ
ผมคิดว่าท่านคงได้ยิน นะครับ เอาอย่างนี้แล้วกัน เรื่องจริยธรรมท่านก็เข้าชื่อกันนะครับ รับรองสัก ๔๐ คนกระมัง รู้สึกจะเป็นอย่างนั้นนะครับ ผมขอกลับมาที่ท่านเทพไทนะครับ ผมขอดําเนินการประชุมต่อ นะครับ ไม่แล้วครับ ไม่ละครับ คือถ้าผมให้พูดอีกคนหนึ่งก็จะอีก ไม่ละครับ ถ้าผมบอกว่า ไม่ก็คือไม่ครับ คือเวลาวาระที่สอง ท่านจะมาบอกว่าผมไม่มีสิทธิ ท่านเป็นคนเขียนสิทธิให้ผม เป็นคนเขียนบังคับให้ผมเดินตามนี้ ผมก็เดินตามที่ท่านบอก บอกไม่มีสิทธิได้อย่างไร ไม่ล่ะครับ ท่านเทพไทครับ ถ้าท่านไม่ประสงค์ที่จะขออภิปรายนะครับ ผมถือว่าท่านสละ สิทธิ ไม่ล่ะครับ เชิญท่านเทพไทครับ
ผมใช้สิทธิประท้วงครับท่านประธาน ประท้วงต่อถ้าอย่างนั้นนะครับ ผม เทพไท เสนพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอภิปราย ขอใช้สิทธิประท้วงครับท่านประธาน
ไม่ต้องประท้วงแล้วครับ ท่านประท้วงหมดแล้วครับ
ประท้วง ข้อ ๕ ท่านประธาน
เชิญท่านใช้สิทธิ ถ้าท่าน ไม่ใช้สิทธิ แสดงว่าท่านสละสิทธิ เชิญครับ
ผมใช้สิทธิสิครับ แต่ว่าผมประท้วงก่อน เพราะมันมีการบิดเบือนข้อเท็จจริงเกิดขึ้นในสภาแห่งนี้ ผมจําเป็นสิครับที่จะต้องชี้แจง ท่านประธาน
นี่ท่านเทพไท
ทําไมหรือครับท่านประธาน ผมก็ต้องประท้วงก่อนอภิปราย ผมยังมีสิทธิอภิปราย แต่ก่อน อภิปรายผมต้องชี้แจงข้อเท็จจริงที่มันเกิดขึ้น ที่มันบิดเบือนข้อเท็จจริงในสภาแห่งนี้
เดี๋ยวท่านไม่ต้องครับ
คือมันมีสมาชิกบอกว่าตํารวจที่มาหน้าสภานี่เป็นตํารวจจลาจล มันไม่ใช่หรอกครับ มันเป็น ตํารวจหน่วยอารักษ์ขาควบคุมฝูงชน นี่ละมันเป็นหน่วยปราบจลาจล เห็นรูปไหมครับ ตํารวจ จราจรมันรูปอย่างนี้ท่านประธานท่านดูสิ นี่รูปอย่างนี้ ผมอยากจะได้คําตอบอย่างนี้ ไม่อยากจะให้มีการบิดเบือนข้อเท็จจริงไปยังพี่น้องประชาชนที่อยู่ทางบ้าน เพราะเขาไม่อยู่ ในเหตุการณ์ หาว่าพวกผมมาใส่ร้ายท่านประธาน มาใส่ร้ายผู้ที่รับผิดชอบในสภาแห่งนี้ ผมจําเป็นที่จะต้องเอาเรื่องนี้มายืนยันและเพื่อที่จะให้ทุกอย่างมันกระจ่างชัด ท่านประธาน จะต้องให้ท่านประธานสมศักดิ์มา มันมี ๒ คน ผมเลือกไม่ได้หรอกท่านประธาน วันนี้ท่านสมศักดิ์กับท่านนิคม หนีเสือปะจระเข้เลยพวกผมนี่ครับ ลําบากมากนะครับ
ไม่เป็นอะไรครับ ผมชอบ คือปะทั้งเสือปะทั้งจระเข้ เชิญท่านอภิปรายได้นะครับ
ผมก็กําลังจะถามครับท่านประธาน
เชิญท่านครับ ถ้าท่าน ไม่อภิปรายไม่ใช้สิทธิ ถ้าท่านไม่ใช้สิทธิของท่านผมจะให้ท่านวัชระนะครับ ขอให้ท่านใช้สิทธิ นะครับ ผมถามหน่อยท่านจะใช้สิทธิไหมครับ
ผมยังใช้สิทธิครับท่านประธาน แต่ว่าผมต้องการที่จะใช้สิทธิประท้วงก่อนครับ
ถ้าว่าใช้สิทธิท่านใช้สิทธิ อภิปรายเลยครับ ท่านไม่ต้องประท้วงแล้วครับ
ผมต้องการข้อเท็จจริงที่มันเกิดขึ้นในสภาแห่งนี้
เป็นหน้าที่ของท่านสมศักดิ์ ท่านขึ้นมาแล้วท่านก็ว่ากัน
ไม่ได้ มันว่าได้อย่างไรครับ มันเลยไปแล้วครับ มันเลยไปแล้วจะได้อย่างไร เดี๋ยวท่านประธาน สมศักดิ์ก็บอกอีกว่าเรื่องนี้มันจบสมัยท่านนิคมไปแล้ว ก็เดินต่ออีก แล้วเป็นอะไรเป็นกันอีก ยุ่งอีกครับท่านประธาน
ผมถามเป็นครั้งที่ ๓ แล้ว ถ้าท่านใช้สิทธิ ท่านเริ่มใช้สิทธิได้เลยครับ ท่านอื่นไม่ต้องหรอกครับ ท่านไม่มีสิทธิแล้วครับ เชิญท่านเทพไท ไม่ต้องประท้วงเพราะความจริงแล้วผมยังไม่ได้ทําผิดข้อบังคับเลย ผมยังไม่ ทําอะไรผิดเลย ท่านเรียกร้องจากท่านสมศักดิ์ นั่นคนละประเด็นกัน ในเมื่อผมทําหน้าที่ตรงนี้ เชิญท่านเทพไทครับ
ผมยังใช้สิทธิประท้วงอยู่ครับท่านประธาน เพราะมีการกระทําผิดบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๑ ผมต้องการหาคําตอบนะครับ ให้สภาแห่งนี้ได้มีคําตอบว่าอะไรเกิดขึ้นก่อนที่จะ เดินเรื่องร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไป เป็นเรื่องใหญ่ครับท่านประธาน การพิจารณากฎหมาย สูงสุดของประเทศ ก็คือการแก้ไขบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ แล้วเกิดเหตุไม่ชอบมาพากล ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๑ ให้เจ้าหน้าที่ตํารวจมาคุกคามการปฏิบัติหน้าที่ของเพื่อน สมาชิกรัฐสภาอย่างนี้ได้อย่างไร แล้วยังไม่มีคําตอบเลย พวกผมจะเดินต่อได้อย่างไร ท่านประธานว่า หยวน หยวน จะให้อภิปรายต่อ จะอภิปรายได้อย่างไรครับท่านประธาน ถูกคุกคามอยู่นี่
หยุดได้แล้วนะครับ ท่านประท้วงผม คือท่านจะให้ท่านสมศักดิ์มาชี้แจงท่าน ตอนนี้ผมทําหน้าที่อยู่ ท่านฟังอยู่ นะครับ เพราะฉะนั้นเมื่อผมให้สิทธิท่านพูด ๓ ครั้งแล้วว่าท่านไม่ประสงค์อภิปรายเหตุผล ของท่านที่ท่านขอแก้ ผมไปที่ท่านวัชระ ถ้า ๒ ท่านนี้ไม่อภิปราย ผมจะไปมาตรา ๓ นะครับ เอาอย่างนี้นะครับ ท่านเทพไท ผมให้โอกาสท่านอีกที ถ้าท่านไม่อภิปรายเหตุและผล ที่ท่านขอแก้ไข ถือว่าท่านไม่ประสงค์ที่จะอภิปรายแก้ไขมาตรานี้ ผมจะไปที่ท่านวัชระ ถ้าท่านวัชระไม่อภิปรายก็ถือว่าท่านไม่ประสงค์ที่จะอภิปราย เพราะฉะนั้นผมจะถือว่า คงไว้ตามร่างที่ท่านกรรมาธิการได้เสนอมานะครับ ท่านจะอภิปรายไหมครับ ไม่อภิปราย เชิญท่านวัชระครับ
ท่านประธานครับ ผมใช้สิทธิอภิปราย
ท่านก็อภิปรายสิครับ ท่านอย่าประท้วงเลยครับ คนละเรื่องกันครับ ท่านอภิปรายได้ครับ คนที่เขาชมอยู่ทางบ้าน เขาฟังวิทยุอยู่ เขาต้องการฟังเหตุผลว่า ท่านขอแก้ไข ขอแปรญัตติ หรือสงวนความเห็น ว่าอย่างไร ท่านกรุณาครับ ท่านอย่าให้การพิจารณากฎหมายเลอะเลือนแล้วผิดไปจากวิธีการ นะครับ ท่านเทพไท เชิญท่านอภิปรายครับ เรายังเจอกันอีกหลายวันครับ วันนี้ท่านอภิปราย เถอะครับ เชิญท่านเทพไท ถ้าท่านไม่อภิปราย ผมก็จะให้ท่านวัชระ เพราะมี ๒ ท่านเท่านั้น ที่ขอสงวนความเห็น ท่านวัชระสงวนคําแปรญัตติ ๒ ท่านเท่านั้นเองครับ ถ้าท่านไม่ใช่สิทธิ ผมจะไปมาตรา ๓ เชิญท่านเทพไท นี่เป็นครั้งที่ ๕ แล้วครับ
ผมใช้สิทธิอภิปรายครับท่านประธาน ท่านจะรีบไปไหนครับ ไปพิจารณาถึงวันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๕๗ ก็ยังได้เลยท่านประธาน จะได้ไม่ต้องเลือก ส.ว. ชุดนี้ ส.ว. ชุดนี้ไม่ต้องไปเลือก แต่ว่าก่อนที่จะให้ผมทําหน้าที่ ผมถูกคุกคาม แล้วผมจะทําหน้าที่ได้อย่างไร ท่านประธาน ต้องให้ผมชี้แจง และผมหาคําตอบจากสภาแห่งนี้ก่อนว่าข้อเท็จจริงคืออะไร
ผมไม่อยากเสียมารยาท ในการกดเลยนะครับ ท่านจะหาคําตอบ ท่านก็ไปหาคําตอบ ท่านก็ไปถาม หรือจะเข้าชื่อกัน ท่านใช้มาตรา ๑ เหมือนอย่างที่ท่านว่าเถอะครับ เมื่อสักครู่ผมขอโทษผมพูดถึงมาตรา ๒ มาตรา ๑ ท่านว่าไปเลยครับ ถ้าท่านไม่ใช้ ไม่มีการประท้วง เชิญท่านวัชระ ครับ
ท่านประธานครับ ผมยังมีสิทธิอยู่ครับท่านประธาน ท่านประธานจะปิดปากผมได้อย่างไร ครับท่านประธาน
เชิญท่านวัชระ
ท่านประธานที่เคารพ ผมเข้าใจว่าท่านเทพไทกําลังจะอภิปราย กรุณาให้ท่านเทพไทอภิปราย เถอะครับ แล้วผมจะต่อท้ายท่านเทพไท ด้วยความเคารพท่านประธานครับ
ก็ด้วยความเคารพท่านวัชระ นะครับ ท่านเทพไทกรุณานะครับ ท่านได้เข้าสู่วาระนี้เถอะครับ ขอความกรุณานะครับ เชิญท่านเทพไทครับ ถ้าท่านไม่อภิปราย
อภิปรายครับ แต่ว่าเพื่อนสมาชิกประท้วงกันเต็ม แล้วผมจะประท้วงท่านประธานก็ไม่ให้ ประท้วง พอผมประท้วงท่านประธานจะให้อภิปราย
ผมยังไม่ได้ทําผิดข้อบังคับ อะไรเลย ผมกําลังดําเนินการตามข้อบังคับ ก็คือตามรายมาตรา ผมยังไม่ได้ทําผิดอะไร สักอย่าง เชิญท่านเทพไท ถ้าไม่ใช้สิทธิก็ท่านวัชระครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพท่านประธาน กระผม วัชระ เพชรทอง แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอความกรุณาให้ท่านวิทยา แก้วภราดัย ประท้วง ก่อนเถอะครับ เพราะไม่อย่างนั้นผมอยู่ในพรรคลําบากครับ
ผมให้เกียรติท่านนะครับ ให้เกียรติเป็นครั้งที่ ๒ เพราะฉะนั้นผมก็จะให้ท่านวิทยาได้พูดอีกสักครั้งหนึ่ง แล้วท่านพูดต่อ สัญญาลูกผู้ชายนะครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม วิทยา แก้วภราดัย ครับ ผมใช้สิทธิในการประท้วงนะครับ ไม่ได้ ใช้สิทธิตามความกรุณาของท่านวัชระ และความเห็นใจของท่านประธาน ท่านประธาน เงยหน้าฟังผมครับ
ฟังอยู่ครับ
ท่านรู้หรือเปล่าวันนี้เกิดอะไรขึ้นในสภา มันเคยเกิดอย่างนี้ขึ้นมาในสภาหรือเปล่าท่าน แล้วทําเป็นไม่รู้ไม่ชี้ จะปล่อยให้ผ่านไปเฉย ๆ พวกผมสมาชิกในสภากําลังแสดงให้ประชาชน เห็นทั้งประเทศครับว่าประเทศนี้ไม่ได้ปกครองด้วยรัฐตํารวจ เคยใช้กําลังตํารวจไปข่มขู่คน ทั้งหมดทั่วประเทศ วันนี้ผยองถึงขั้นเอากําลังตํารวจมาข่มขู่ ส.ส. ในสภา แล้วหาคน รับผิดชอบไม่ได้ ปรึกษากันให้เสร็จก่อนครับท่านประธาน ปรึกษากันเสร็จแล้วตอบผม ด้วยครับว่า ใครจะรับผิดชอบเรื่องเอาตํารวจมาคุกคามในสภาผู้แทนราษฎรผมแนะนํา ท่านว่าท่านอย่าแอ่นอกมารับเองครับ คนที่ทําให้เกิดปัญหาออกมารับผิดชอบครับ เดินหน้า ไม่ได้ครับ ถ้าตราบใดเรื่องใหญ่ยังไม่ได้รับการแก้ไข สิทธิเสรีภาพของคนเป็นสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรยังถูกคุกคามได้ จะเหลืออะไรกับประเทศนี้ครับ ท่านตามมาเถอะครับ พักการพิจารณาแล้วตามท่านสมศักดิ์มา ทําความเข้าใจว่าท่านจะรับผิดชอบอะไร วันที่ปล่อยให้ตํารวจเข้ามาคุกคามถึงหน้าสภา อ้างเพียงแค่ว่ายามไม่มี ปรึกษากันเสร็จแล้ว ไปตามมาครับ ท่านตอบผมสิครับ ท่านหน้าที่ประธานสภาต้องรับผิดชอบความสงบเรียบร้อย ในสภาทั้งหมด แล้วเรื่องใหญ่เกิดขึ้นในสภาคือมีการคุกคามการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร ท่านจะรับผิดชอบอย่างไร ในความสงบเรียบร้อยอันนี้ท่านรับผิดชอบ อย่างไร ท่านตอบมาครับ ท่านตอบสิครับ สมาชิกเขาอยากฟัง
อภิปรายจบหรือยังครับ ผมจะได้ตอบ
ตอบสิครับ ผมจะยืนฟังท่าน
คือท่านวิทยาครับคือเรื่องที่ ผ่านมาท่านประธานก็ได้มาแสดงความรับผิดชอบ ก็บอกเหตุและผล แต่ถ้าต้องการ มีผู้รับผิดชอบมากกว่านั้น ผมว่ากระบวนการอย่างนี้เป็นกระบวนการที่อาจจะต้องมีการสอบ ข้อเท็จจริงมีอะไรต่าง ๆ ว่าใครเป็นผู้สั่ง ใครสั่งอย่างไรนะครับ ท่านครับ มันใช้เวลานิดหน่อย นะครับ เมื่อสักครู่ผมบอกท่านรองเลขาธิการสภาแล้วบอกว่าเอาเรื่อง รับเรื่องนี้ไปดําเนินการ ด่วนนะครับ
เป็นเรื่องที่ผมต้องให้แสดงความรับผิดชอบต่อสภาครับ ท่านอย่าโยกโย้ด้วยวิธีการสั่งสอบ เหมือนดีเอสไอ (DSI) สอบเลยครับ พอทีเถอะครับ แหกตาประชาชนทั้งประเทศได้ อย่าแหกตาผู้แทนราษฎรในสภาอีกเลย รับผิดชอบเสียบ้างสิครับ เป็นถึงประธานรัฐสภา ทําอะไรรับผิดชอบบ้างครับ เพราะฉะนั้นท่านไม่ต้องรับผิดชอบแทน คนที่ต้องมารับผิดชอบ ต่อสภาคือท่านสมศักดิ์ จะบอกโยนใส่เจ้าหน้าที่ว่าสั่งให้คนอื่นเข้ามา ไม่ใช่ครับ อย่าครับ อย่าโยนอย่างนั้นง่าย ๆ ท่านตามมาครับ สภาเดินหน้าไม่ได้ตราบใดที่สมาชิกทั้งหมดไม่ได้รับ การคุ้มครอง
ผมก็ชี้แจงท่านไปแล้ว นะครับ ว่าชี้แจงไปแล้ว เมื่อท่านประธานมาชี้แจงเรียบร้อยนะครับ ถ้ายังติดใจอยู่นะครับ เรื่องนี้ก็คือเดี๋ยวท่านก็ต้องสอบข้อเท็จจริงแล้วว่าใครต้องรับผิดชอบบ้างนะครับ
ผมเรียนกับท่านนะครับ คนในสภาโดนคุกคาม ท่านนั่งรอชี้แจงกันหรือ ท่านจะเอาอย่างนั้นหรือ มันต้องมีคําตอบครับ คนเขาดูกันทั้งประเทศ เป็นไปได้อย่างไร ส.ส. อยู่ในสภา โดนตํารวจ มาคุกคามหน้าสภา แล้วคนในสภาเป็นไส้ศึกไปชวนมันมาด้วย
เดี๋ยวนะท่านยืนก่อน อย่าเพิ่งนะครับ ให้ทางเลขานุการวิป ท่านปรีชาพลได้พูดเรื่องนี้ก่อน เดี๋ยว ๆ เขาอาจจะ มีคําตอบเรื่องนี้นะครับ ท่านอย่าเพิ่งโวยวายสิ เดี๋ยว อย่าเพิ่งโวยวาย
ท่านประธานครับ คือท่านอย่าเบี่ยงประเด็นไปเรื่อย ๆ เมื่อสักครู่โยนหัวหน้า ผอ. คนหนึ่งแล้ว เจ้าหน้าที่สภาทั้งหมดที่เข้ามาในห้องนี้ครับ ๘๐ คน เจ้าหน้าที่รัฐสภาที่ทําหน้าที่รักษา ความปลอดภัย ๒๐๐ คน บอกว่ายามหมด โกหกแจ้ง ๆ หน้าสภา โกหกกลางสภาแล้วยัง โดดจากความรับผิดชอบทั้งหมด โยนใส่ลูกน้องทั้งหมด เป็นผู้บริหารแบบไหนครับ ไม่กล้า แอ่นอกรับผิดชอบ วันนี้สั่งให้ขนผู้แทนออกจากสภาทั้งหมด กล้าสั่ง อุ้มให้หมดทุกคน ถ้าไม่อุ้ม ตัดเงินเดือน ใครมันพูดครับ พูดออกมาได้อย่างไรครับ เวลารับผิดชอบไม่รับผิดชอบ เวลาอยากจะพูด อยากจะสั่ง อยากมีอํานาจ อยากมี กล้ามีอํานาจต้องกล้ารับผิดชอบครับ ไม่จบครับท่านประธาน จบไม่ได้ครับ
เอาละ ผมเข้าใจนะสิ่งที่ ท่านวิทยา
ผมอยู่สภานี้มา ๒๐ กว่าปีนะครับ ไม่เคยเห็นความเลวร้ายอย่างนี้ มันหมดไปนานแล้วครับ ยุคเผด็จการครองเมือง ผมจําได้ครับ หลัง ๑๔ ตุลา ตํารวจจราจรไม่กล้าเป่านกหวีด เพราะคนจะตีหัวมัน ท่านจะทําอย่างนี้อีกหรือครับ จะสร้างบ้านเมืองอย่างนี้อีกหรือครับ เป็นบทเรียนที่ดีกับประชาชนด้วยครับ นี่คือสภาครับ นี่คือประชาธิปไตย พวกผมไม่ได้ท้า เผาบ้านเผาเมือง แล้วก็แน่นอนครับประท้วงที่นี้ใช้สิทธิการประท้วงกับประธานสภา
เข้าใจแล้วครับ ท่านวิทยาพอแล้วครับ
เพราะฉะนั้นท่านไปตามมาครับ จบไม่ได้ครับ
ผมเข้าใจแล้วครับ พอแล้วครับ เชิญท่านปรีชาพลครับ
วิปไม่ได้เกี่ยวอะไรครับ เป็นเรื่องสภากับประธานสภาครับ วิปไม่ได้เกี่ยวครับ
ผมพูดในวาระการประชุมด้วย ท่านกลับ ไม่ให้พูด
ท่านธนา ท่านอยู่ในคิว อยู่แล้ว ท่านอยู่ในคิว เดี๋ยวถึงท่านครับ
ผมจะต้องก่อนคุณวัชระ ท่านไปอ่านดู สิครับ
เอาอย่างนี้ ๆ ท่านวัชระ ผมอาจจะผิดพลาดไปนะครับ ที่ท่านธนา ผมเรียกชื่อไว้ก่อนแล้ว เพราะฉะนั้นเมื่อสักครู่ ท่านวัชระท่านรับปากว่าท่านจะอภิปราย เพราะฉะนั้นให้ท่านธนาก่อนนะครับ ดีไหมครับ มาตรา ๑ เดี๋ยว ๆ ท่านวัชระว่าอย่างไรครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ เราจะเดินหน้าไปได้อย่างไร เมื่อประธานสภาได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ตํารวจปราบจลาจลมาคุกคามสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แล้วตอนนี้ไปหลบอยู่ในเขาดินทําให้เสือสิงห์กระทิงแรด ท่านนายกรัฐมนตรีเดือดร้อน ท่านประธานครับ ท่านประธานที่เคารพครับ เพราะฉะนั้นผมเห็นควรว่า
ท่านหยุดก่อนมีคนประท้วง ท่านเยอะเหลือเกินนะครับ ท่านปรีชาพลก็ประท้วง ท่านนี้ก็ประท้วงนะครับ ไม่ใช่ครับ คือเวลาพูดไม่ไปพาดพิงคนอื่นนะครับ ไม่พูดพาดพิง ท่านอย่าได้พูดพาดพิงนะครับ ไม่ถ้าท่านพูดพาดพิงนะครับ เดี๋ยวท่านอย่าไปตะโกนเอง เดี๋ยว ๆ ท่านวัชระท่านอภิปรายไป ท่านหยุดได้
สมาชิก เขาต้องการประท้วงเพราะเห็นว่าเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับ ให้ยืนแล้วก็ยกมือขึ้นเหนือศีรษะ ประธานต้องให้โอกาสผู้นั้นชี้แจง
ตะโกนพอหรือยังครับ ท่านวัชระท่านว่าต่อ ไม่มีการประท้วงนะครับ เชิญท่านวัชระ แล้วเชิญท่านธนานะครับ
ท่านประธานที่เคารพ
คือท่านเอาอย่างแล้วกัน นะครับ คือท่านโวยวายวุ่นวายนัก เดี๋ยวเชิญท่านออกไปข้างนอกห้องประชุมก่อนนะครับ ไปสงบสติอารมณ์นะครับ เชิญ ๆ ท่านออกไปก่อน เชิญท่านออกไป เชิญท่านวัชระครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวัชระ เพชรทอง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ท่านเทพไทต้องอภิปรายก่อนผม แล้วเมื่อสักครู่ที่ผมบอกว่าท่านนายกรัฐมนตรีต้องเดือดร้อน เพราะว่าท่านนายกรัฐมนตรีเป็นผู้บังคับบัญชาของสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ท่านนายกรัฐมนตรี ต้องรับผิดชอบด้วยครับ เอาตํารวจปราบจลาจลมาคุกคาม ส.ส. ในสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้ แล้วท่านประธานสมศักดิ์ก็บอกว่าเป็นอย่างไรก็เป็นกันแล้วสั่งตํารวจปราบจลาจลมา แล้วมาอุ้ม ส.ส. ออกทั้งสภาอย่างนี้ท่านประธานสมศักดิ์ต้องรับผิดชอบ ต้องลาออกจาก ตําแหน่งประธานรัฐสภา ไม่สามารถที่จะดํารงอยู่ในตําแหน่งได้อีกต่อไป เพราะไม่สง่างาม ไม่มีศักดิ์ศรี ไม่สง่างาม ไม่มีเกียรติยศ และไม่ทําหน้าที่สมกับที่ต้องเป็นกลางตามรัฐธรรมนูญ ท่านประธานที่เคารพครับ ด้วยความเคารพท่านประธานอย่างยิ่ง ท่านเทพไท เสนพงศ์ ท่านต้องอภิปรายก่อนผม และท่านธนา ชีรวินิจ ก็ต้องอภิปรายก่อนกระผม แล้วผมอยาก ให้ท่านประธานได้จัดลําดับการอภิปราย ถ้าท่านประธานไม่สามารถดําเนินการอภิปรายได้ ผมขอเสนอท่านประธานได้พักการประชุมเป็นการชั่วคราวครับท่านประธาน พักการประชุม เถอะครับ เพื่อความสงบเรียบร้อยของรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ
ท่านวัชระครับ ผมให้เกียรติ ท่านเป็นครั้งที่ ๓ เมื่อท่านบอกว่าท่านจะให้ท่านเทพไทนะครับ เมื่อท่านจะให้เทพไท ท่านอภิปราย แล้วต่อด้วยท่านธนา ผมก็ดําเนินการตามนั้นนะครับ เพราะฉะนั้นท่านเทพไท จะใช้สิทธิไหมครับ ถ้าท่านใช้สิทธิท่านว่าไปครับ ท่านเทพไทครับ ท่านใช้สิทธิท่านอภิปราย ไปนะครับ เชิญท่านเทพไทครับ
คือก่อนที่จะอภิปรายผมต้องประท้วงก่อน เพราะมันยังหาคําตอบไม่ได้ท่านประธานว่าผมถูก คุกคาม ผมเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชน ผู้แทนราษฎรแบบนี้แบบผมนี่ยังถูกคุกคาม แล้วพี่น้องประชาชนจะเหลืออะไรล่ะท่านประธาน ท่านประธานเคยเห็นไหมครับ ตํารวจ ในสมัยนี้มีการชุมนุมเมื่อไร มีการชุมนุมนี่ขนตํารวจมา ๓๐,๐๐๐ กว่าคน
ท่านเทพไทครับ ผมบอกว่า ให้ท่านใช้สิทธิอภิปรายนะครับ ถ้าท่านไม่ใช้สิทธิอภิปราย ผมจะเอาไปให้ท่านธนานะครับ ท่านเทพไทไม่ใช้สิทธิ เชิญท่านธนาครับ ถ้าท่านธนาไม่ใช้สิทธิ ท่านวัชระ ถ้าท่านไม่ใช้สิทธิ นะครับ ท่านธนาใช้สิทธินะครับ ใช้สิทธิ เชิญท่านธนาครับ
ท่านประธานครับ
เชิญท่านธนาครับ
ที่ประชุมนี้เขาถูกคุกคามโดยเจ้าหน้าที่ ตํารวจ ท่านประธานเป็นประมุขของนิติบัญญัติเหตุการณ์อย่างนี้ท่านยอมไม่ได้ไม่หรอกครับ ถึงแม้ว่าท่านกับผมจะคิดต่างกันทางการเมือง แต่เมื่อไรก็ตามมีการคุกคามการทํางาน ของสมาชิกรัฐสภา ท่านต้องเป็นผู้นําให้พวกผม ถ้าท่านไม่ช่วยกันปกป้องระบอบรัฐสภา เราก็ทําความเสื่อมเสียเกิดขึ้นที่นี่ วันหลังจะมีเจ้าหน้าที่อย่างอื่นมาคุกคามพวกเรา เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านเทพไทลุกขึ้นพูดได้รับการรับรองจากบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ว่าการทํา หน้าที่ของ ส.ส. นั้นจะต้องได้รับการคุ้มครอง เพราะนี่เป็นการทําหน้าที่เพื่อประโยชน์ของ ประชาชน วันนี้ท่านประธานปล่อยให้ตํารวจเข้า
ท่านด้วยความเคารพละครับ ท่านธนาครับ ผมให้สิทธิท่าน สําหรับเรื่องของตํารวจคุกคามอะไรนั้นเดี๋ยวเลขาธิการรัฐสภา ตั้งกรรมการสอบ ท่านประธานสมศักดิ์จะรับผิดชอบนะครับ ท่านไม่ต้องหรอกครับ ถ้าท่าน วุ่นวายอย่างนี้สภาก็จะไปไม่ได้ ถ้าท่านธนาไม่ใช้สิทธิ ท่านวัชระไม่ใช้สิทธิ ท่านพุทธิพงศ์ ไม่มีสิทธิที่จะอภิปรายนะครับ เชิญท่านวัชระ ท่านวัชระเชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ที่นี่คือรัฐสภาไม่ใช่สภาของ ทรราช การที่มีเจ้าหน้าที่ตํารวจปราบจลาจลมาคุกคามอยู่หน้าสภา
ท่านวัชระ ผมก็ด้วย ความเคารพ ท่านพูดกับผมอย่างหนึ่ง แต่พอให้อภิปรายปั๊บท่านก็พูดแต่เรื่องนี้อีก เพราะฉะนั้นเอาอย่างนี้แล้วกัน ผมขอพักประชุม ๑๕ นาที ผมขอพักประชุมไปสงบ สติอารมณ์ก่อนนะครับ พักประชุม ๑๕ นาทีครับ
พักประชุมเวลา ๑๖.๔๒ นาฬิกา
เริ่มประชุมต่อเวลา ๑๗.๒๓ นาฬิกา
ท่านสมาชิกครับ ขออนุญาตดําเนินการประชุมต่อนะครับ
(นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ได้ยืน และยกมือขึ้น)
เชิญครับ มีอะไรครับ เชิญครับ ท่านข้างหลังครับ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตเรียนท่านประธานว่าเมื่อสักครู่ก่อนที่ท่านประธานจะกรุณา ขึ้นมาทําหน้าที่ ผมได้ขออนุญาตท่านประธานนิคมหลังจากที่ท่านประธานสมศักดิ์ได้มาชี้แจง ข้อเท็จจริงในเรื่องของตํารวจไปเรียบร้อยแล้ว ผมก็ได้ขอใช้สิทธิลุกขึ้นอภิปรายสอบถาม แล้วทางท่านประธานได้มีการบอกผมว่าให้ผมไปขออนุญาตให้ถูกตามขั้นตอนของรัฐสภา ผมก็ได้ไปเซ็นหนังสือขอให้เปิดคลิป ซึ่งเป็นคลิปสั้น ๆ ครับท่านประธาน แต่เป็นสิ่งที่จะ ยืนยันได้ว่าตัวกระผมเองและเพื่อน ๆ สมาชิกโดยเฉพาะฝ่ายค้านเรามาทําหน้าที่โดยสุจริตใจ เรามาทํางานอย่างเต็มกําลังโดยที่ไม่คิดใช้กําลังรุนแรง แต่ท่านบอกว่าได้มีการระดมเอา ตํารวจมาในรัฐสภาแห่งนี้ ท่านยืนยันว่าเป็นเรื่องของผู้ใต้บังคับบัญชาท่านเป็นคนประสาน สั่งการมา เพื่อความถูกต้องและความเข้าใจของพี่น้องประชาชน และสมาชิกหลาย ๆ ท่าน ก็สนใจครับว่าเรื่องราวมันเป็นอย่างไร ภาพถ่ายมีหรือไม่ ซึ่งจริง ๆ มันก็ไม่ใช่เรื่องปิดบังอะไร ก็เป็นเรื่องที่มีการรายงานไป เพียงแต่ว่าสิ่งที่ผมจะนําให้เห็นนี้มันก็จะพิสูจน์ให้ท่านประธาน ซึ่งผมก็ดีใจที่ท่านประธานสมศักดิ์ได้กรุณามาเป็นประธานในขณะนี้ ท่านก็จะได้ตอบคําถาม ในหลายประเด็นว่ามันเกิดอะไรขึ้น เหตุผลที่ผมต้องขัดจังหวะท่านประธานในตอนนี้ แล้วก็ขออนุญาตใช้เวลาสั้น ๆ ในตอนนี้ เพราะเนื่องจากว่าหลังจากนี้ก็จะมีกรณีในการสอบถามในประเด็นต่าง ๆ ของการแก้รัฐธรรมนูญ ถ้าพวกเรายังไม่มีความมั่นใจและยังมีการใช้อํานาจในการมาข่มขู่แบบนี้อีกในช่วงเวลาจากนี้ ต่อ ๆ ไป แล้วผมจะต้องทําหน้าที่ต่อไปอย่างไร ความปลอดภัยของเพื่อน ๆ สมาชิก ในส่วนเฉพาะ ฝ่ายค้านหรือว่ากรรมาธิการเสียงข้างน้อยจะทําอย่างไร เพราะฉะนั้นผมถึงต้องขออนุญาต ท่านประธานใช้เวลาสั้น ๆ ตรงนี้ในการที่ขออนุญาตเปิดคลิปเพื่อให้ท่านประธานเอง แล้วท่านจะนําเอาไปใช้ในอนาคตเพื่อเป็นการตั้งกรรมการสอบหรืออะไรก็เป็นเรื่อง สุดแล้วแต่ท่านครับ แต่ผม เพื่อความสบายใจของทุกคน แล้วผมเป็นคนยกมือลุกขึ้น ขออภิปรายแล้วขอใช้คลิปอันนี้ เพราะฉะนั้นก็เป็นสิทธิของผม แล้วผมก็ได้ดําเนินการตามที่ ท่านประธานได้แนะนําไว้ในข้างต้นครับ
ประเด็นนี้ท่านครับ ผมได้ ชี้แจงไปก่อนหน้านั้นแล้วนะครับ แล้วขออนุญาตชี้แจงอีกเป็นรอบที่ ๒ ประเด็นไม่มีอะไรเลย จากเกิดเหตุการณ์วุ่นวายในสภาผู้แทนราษฎร ผมก็พูดใส่ไมโครโฟนเชิญตํารวจรัฐสภา ทั้งหมดขึ้นมาดูแลความสงบในห้องประชุมนี้ เพราะฉะนั้นตํารวจรัฐสภาจะมีอยู่ ๒ ส่วน ส่วนหนึ่งดูแลความเรียบร้อยในห้องประชุม อีกส่วนหนึ่งดูแลความเรียบร้อยรักษาความสงบ ในบริเวณรัฐสภาโดยรวมทั้งหมด ทีนี้พอเชิญทั้งหมดมาที่นี่แล้ว ข้างล่างมันก็จะขาดเจ้าหน้าที่ ที่จะดูแลสถานที่รัฐสภาของเรา แล้วก็เป็นความฉลาดของผู้อํานวยการสํานัก รปภ. รักษาความปลอดภัยของสภาผู้แทนราษฎรของเรานี้ใช้ดุลยพินิจตัดสินใจประสาน ตํารวจนครบาลให้มาช่วยดูแลตรงนี้แทนหน่อย หมายถึง โดยรอบอาคารัฐสภานะครับ ไม่ได้ขึ้นมาในอาคารหรือขึ้นมาในตึกของรัฐสภาเลยนะครับ อยู่นอกตัวอาคารทั้งนั้น แล้วก็มีตํารวจจากนครบาลประมาณ ๓๐ นาย มายืนอยู่นอกรั้วของรัฐสภา แล้วก็มีตํารวจ จากนครบาลอีกประมาณสัก ๑๐ นาย อยู่แถวบริเวณที่จอดรถ ทั้งหมดเท่านี้ครับ ซึ่งผู้อํานวยการ สํานัก รปภ. มารายกับผมตอนที่ผมพักการประชุมลงไปอยู่ข้างล่าง ผมก็ได้ชื่นชม ผู้อํานวยการสํานัก รปภ. ว่าดีแล้ว ตัดสินใจดีแล้ว เขาก็ทําหน้าที่ของเขาสมบูรณ์ถูกต้องแล้ว ในการที่จะดูแลความปลอดภัยของรัฐสภา ไม่เห็นมีอะไรผิด เชิญครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ยิ่งท่านประธานได้กรุณาอธิบาย ผมยิ่งมีความจําเป็นที่จะต้อง เปิดคลิปครับ เพราะผมจะแสดงให้ท่านประธานได้เห็นว่า ผมไม่แน่ใจว่า ท่าน ผอ. ที่ท่านประธานกรุณาบอกว่าเป็นคนฉลาด แล้วตัดสินใจได้ถูกต้องนั้น ผมพยายามจะอธิบาย ให้ท่านประธานฟังว่า ผมว่าเขาหลอกท่านประธานครับ ถ้าเกิดเขารายงานท่านอย่างนั้น นะครับ สิ่งที่ผมพยายามจะบอกก็คือ ๑. ระยะเวลาที่มานี่เร็วมาก ๒. มีการเดินออกมาจาก เขาดินวนา ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามนี่ ก็เป็นการเตรียมการไว้อยู่แล้วครับท่านประธาน ท่านไม่ได้ โทรศัพท์เรียกครับ ส่วนท่านจะเชื่อผมหรือไม่ ผมถึงขออนุญาตครับว่ามีการเคลื่อนขบวน เป็นกองร้อยจากฝั่งเขาดินข้ามมา แล้วมาเรียกแถวอยู่บริเวณริมรัฐสภา ณ เวลาขณะนั้น ท่านประธานยังทําหน้าที่ ยังมีปัญหากันอยู่ในนี้ครับ แล้วท่านพยายามจะบอกว่า ผอ. คนนี้ ฉลาดครับ ไม่ได้ฉลาดครับ เขาเตรียมการแล้วตํารวจทุกนายที่มานี่ ผมเชื่อว่าอยู่ในนั้นอยู่แล้ว
ประการต่อไป ผมถามว่าถ้ามาอํานวยความสะดวกและความปลอดภัยจริง ๆ ท่านประธานฟังผมสิครับ ท่านประธานเขารถขังผู้ต้องหามาด้วยทําไมครับ ๒ คัน อันนี้คือ เหตุผลที่ผมพยายามจะอธิบายให้ท่านฟัง
รถอะไรนะครับ
มันเป็นรถแล้วก็เอาไว้ขังผู้ต้องหา แล้วก็เขียนว่าโปลิส (Police) เป็นภาษาอังกฤษนะครับ มีด้วยครับ นั่นคือเหตุผลครับ ที่ผมก็บอกว่ามันไม่ใช่แล้ว ผมไม่ได้กล่าวหาท่านประธาน ท่านประธานสมศักดิ์ฟังผมดี ๆ ท่านบอกว่าท่านได้รับรายงานจากท่านผู้อํานวยการ วันนี้ ผมเชื่อท่านครับว่าลูกน้องท่านเป็นคนสั่งการ แต่สิ่งที่ผมกําลังจะนําเสนอก็เป็นอีกมุมหนึ่ง ซึ่งผมก็ไปเสาะหามาให้ท่าน เผื่อท่านจะได้ใช้ประโยชน์ว่าเขาหรอกท่านหรือเปล่าผมไม่ทราบ นั่นคือเหตุผลที่ผมบอกว่า คลิปไม่ได้มีอะไรเลย ผมได้เสนอผ่านตัวแทนแล้วก็ผู้ตรวจสอบแล้วว่า คลิปไม่มีปัญหา ไม่ได้มีความรุนแรงอะไร ขออนุญาตเรียบร้อยครับ ท่านประธานนิคมก็กรุณา บอกผมว่าอนุญาตให้เปิดแล้ว ผมก็เห็นท่านขึ้นมาทําตําแหน่งประธาน แต่ว่าก็ติดปัญหา นิดเดียวว่ามันเป็นปัญหาที่ทับซ้อนกับตัวท่านเอง ผมก็ไม่รู้จะทําอย่างไร ผมก็บอกไปตั้งแต่ ต้นก่อนที่ท่านจะอนุญาตผมว่ามันเป็นความปลอดภัยของพวกผมครับ ผมก็ต้องบอกท่าน บอกเพื่อนสมาชิก บอกพี่น้องประชาชนว่าพวกผมมาทําหน้าที่ในฐานะผู้แทนครับ แต่วันนี้ มีตํารวจซึ่งไม่ใช่ตํารวจรัฐสภา มีรถที่สําหรับขังผู้ต้องหาเอามาทําไมครับ พวกผมพูดอะไร ไม่ได้ใช่ไหมครับ ถ้าอย่างนั้นก็ไม่เป็นไร ท่านก็ตอบผมว่าท่านไม่ให้ผมพูด ผมก็ยินดีน้อมรับ แต่ท่านต้องตอบผมว่าท่านสั่งการหรือเปล่า แล้วถ้าลูกน้องท่านไว้วางใจขนาดนี้ แล้วเกิดเขา ไปสั่งแล้วเขาเอาพวกผมขึ้นรถถูกจับกุม ท่านจะรับผิดชอบผมไหมครับ
ท่านครับมันคงเป็นไปไม่ได้ หรอกครับ อยู่ ๆ จะมาจับ ส.ส. ได้อย่างไร มันก็เกินไปนะครับ เอาอย่างนี้ครับ เพื่อความ สบายใจ ผมจะมอบเรื่องนี้ให้กับคณะกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎร เรื่องนี้เป็นอํานาจ ของประธานจะอนุญาตหรือไม่อนุญาต เพราะฉะนั้นผมวินิจฉัยไปแล้วนะครับ เพื่อความ สบายใจของทุกฝ่ายเปิดก็เปิดข้างเดียว เดี๋ยวทางนี้ขอเปิดอีก ทีนี้ก็ไม่ต้องทําอะไร ผมใช้ ดุลยพินิจแล้วนะครับเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย มอบหมายให้กับคณะกรรมาธิการ กิจการสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีหน้าที่ดูแลเรื่องพวกนี้ของสภาเราอยู่แล้ว ไปตรวจสอบ ข้อเท็จจริง ไม่เป็นไรครับ เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยครับ ผมจะอนุญาตให้เปิด เชิญครับ
เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก็ต้องขอบคุณท่านประธาน อีกครั้งหนึ่งครับที่อนุญาตให้ผมได้อภิปรายต่อ คือผมต้องเรียนท่านประธานครับ สิ่งที่ผมจะนําให้สมาชิกและทุกท่านได้เห็นต่อไปนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง แล้วก็เป็นสิ่งที่อาจจะ ขัดแย้งกับความรู้สึกของท่านประธานหรือคนอื่นผมไม่ทราบนะครับ แต่นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ว่ามีการเตรียมการนําตํารวจมาไว้ก่อนหน้านี้ ๒. มีการเรียกแถว มีการเรียกกําลังพล อยู่ในบริเวณพื้นที่รัฐสภา ๓. มีระบบการเดินทาง ซึ่งไม่ใช่ตํารวจจราจรอย่างที่ท่านประธาน ได้พูดไว้ว่ามาดําเนินภารกิจเกี่ยวกับจราจร ผมขออนุญาตท่านประธานเปิดคลิปสั้น ๆ นิดเดียวเองครับ เชิญห้องโสตทัศนูปกรณ์ช่วยเปิดเป็นภาพนิ่ง ๒ ภาพแรกก่อนเลยครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดคลิปภาพ)
นี่เป็นภาพเมื่อสักครู่ตอนประมาณบ่ายโมงกว่า กําลังเดินข้ามจากเขาดินวนา ข้ามมายัง รัฐสภาตอนเวลาที่ท่านประธานได้บอกผมว่าไม่มีนั่นละครับ ภาพต่อไปครับ แล้วดูการแต่งกาย ไม่ใช่ตํารวจจราจรแน่นอน นี่ผมมายืนยันให้เห็นว่ามีการเตรียมการ เพราะตํารวจเหล่านี้ ได้อยู่ในเขาดินมาก่อนแล้ว เพราะเนื่องด้วยผมไม่ทราบว่าใครไปบอก ท่านประธานอาจจะ บอกว่าเป็นผู้อํานวยการ ไม่เป็นไรครับ ในเวลาต่อมาก็มีการลําเลียงเจ้าหน้าที่ที่พักอยู่ในเขาดิน เดินข้ามถนนมายังรัฐสภา ต่อไปเป็นคลิปครับ นี่คือผู้การที่ได้คุมกองตํารวจอยู่ฝั่งเขาดินเดินมา เจอนักข่าว ขณะที่กําลังมีปัญหาอยู่ในสภาก็ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่ามีการเรียกแถวครับ แล้วนี่ก็เป็นเจ้าหน้าที่ที่กําลังออกมาเรียกแถวอยู่หน้ารัฐสภา แล้วก็มีผู้การคนนี้ซึ่งดูนาฬิกา แล้วถ้าฟังเสียงจะบอกเลยว่า ๒ โมงกว่าแล้วนะ เดี๋ยวเราเตรียมพร้อม เพราะฉะนั้นเหตุผลที่ ท่านประธานบอกว่าได้มีการประสานงานไปยังตํารวจเพื่อขอมาทดแทนกําลังของเจ้าหน้าที่ ตํารวจรัฐสภานั้นไม่เป็นความจริงครับ ๒. ตํารวจที่มาแล้วบอกว่าเป็นตํารวจมาช่วยจราจร ก็อาจจะไม่ถูกต้องครับ ในเรื่องของระยะเวลาผมจะนําคลิปนี้ให้กับท่านประธานส่งให้กรรมการ หรืออะไรต่อไป เพราะมันจะมีเวลาอยู่ประมาณบ่าย ๒ โมง ๔๕ นาทีเป็นต้นไป ซึ่งก็อยู่ ในช่วงเวลาที่เราเพิ่งมีปัญหาอยู่ประมาณบ่ายโมงกับอีก ๔๐ นาที ซึ่งใช้เวลาประมาณไม่ถึง ๑๕ นาที ตํารวจก็เดินมาตั้งแถวอยู่บริเวณหน้ารัฐสภา แค่นั้นเองครับท่านประธานคือสิ่งที่ผม อยากจะนําเสนอให้เห็นว่า ๑. มีจริง ๒. ใครเป็นคนสั่งการ ๓. พวกผมทําหน้าที่ เดี๋ยวนี้ ทําไม่ได้แล้วใช่หรือไม่ในฐานะตัวแทนของพี่น้องประชาชน แล้วจากนี้ไปมันก็จะมีกรณีมากขึ้น เรื่อย ๆ พวกผมจะไว้ใจแล้วจะสบายใจได้อย่างไรว่าออกไปแล้วจะไม่ถูก แล้วผมมีรูปอีกรูป พอดีเมื่อสักครู่ไม่ทันแล้วก็ไม่อยากจะขัดแย้งกับท่านประธาน มีรูปรถที่ผมบอกว่าเอาไว้ใส่ ผู้ต้องขังครับ ผมไม่ทราบเรียกว่าอะไรนะครับ เป็นรถสีดํา เป็นลูกกรง เขียนว่าโปลิสอยู่ข้าง ๆ มีรูปพร้อมเวลาอยู่ด้วย พอดีผมไม่ได้ขออนุญาต ผมก็ไม่อยากที่จะเอาเข้าไป เพื่อท่านจะ ไม่สบายใจ แต่เพื่อน ๆ สมาชิกทุกคนมีครับ แต่ผมไม่ได้ขออนุญาตไว้ก่อน ก็ขออนุญาตถือแค่นี้ เพื่อความสบายใจและเป็นไปตามข้อบังคับของท่านประธานรัฐสภา ขอบพระคุณมากครับ
สบายใจแล้วนะครับ ได้พูดแล้ว ได้เปิดคลิปแล้วนะ สบายใจแล้วนะ ทีนี้ท่านสมาชิกครับเพื่อไม่ให้ถูกตําหนินะครับ เพราะฉะนั้นอนุญาตฝ่ายนี้หนึ่ง ก็ต้องอนุญาตฝ่ายนี้หนึ่ง ก็เป็นธรรมดีนะครับ แล้วผมก็จะ ขออนุญาตวินิจฉัยเรื่องนี้ เพื่อที่จะดําเนินการประชุมต่อไป เชิญท่านปรีชาพล
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดขอนแก่น ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ถ้าเปิดตั้งแต่ต้นก็คงไม่มีปัญหาละครับ เพราะว่าก็ไม่เห็นมีอะไรตื่นเต้นเลย ท่านประธานครับ ดูของผมดีกว่าครับ ตื่นเต้นกว่าเยอะครับท่านประธาน พี่น้องประชาชนจะได้เห็นว่าเหตุใด ตํารวจรัฐสภาถึงต้องมาอยู่ในห้องนี้ เหตุใดผู้อํานวยการสํานักรักษาความปลอดภัยจึงเรียกให้ ตํารวจที่อยู่นครบาลมาช่วยดูแลความปลอดภัยบริเวณสภา ขออนุญาตท่านประธานเปิดคลิป ให้พี่น้องประชาชนได้ดูครับ
อนุญาตฝั่งนี้ก็ต้องอนุญาต ฝั่งนี้ด้วยอยู่แล้ว เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกรัฐสภา เมื่อสักครู่นี้ ท่านประธานจะเห็นนะครับว่ามันเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น ท่านประธานก็ให้ตํารวจรัฐสภา เข้ามาทําหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาก่อนที่ท่านประธานรัฐสภาจะเข้ามาทําหน้าที่ มีเพื่อน สมาชิกซึ่งจริง ๆ ก็รักและเคารพกันขออนุญาตเอ่ยนามท่านนะครับ ท่านธนิตพล ไชยนันทน์ ได้มีการพูดแล้วก็พาดพิงถึงท่านประธานว่าได้ให้ตํารวจรัฐสภามาลักษณะเหมือนกับจะจับ ท่านเทอดพงษ์ ไชยนันทน์ ซึ่งนั่งอยู่เฉย ๆ ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่าถ้าจะดูจากคลิป ก็จะเห็นครับว่าผู้ที่ยืนอยู่เท่านั้นเป็นผู้ที่ถูกตํารวจรัฐสภานั้นเชิญออก ฉะนั้นก็ขออนุญาต นําเรียนท่านประธานและเพื่อนสมาชิกให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยครับ กราบขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ มีอีกคลิปหนึ่งด้วยครับ ไม่เป็นไรครับ อีกคลิปหนึ่ง เอาไว้ไปส่งให้คณะกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎรได้ดูด้วยครับ
พอแล้วครับ ท่านสมาชิกครับ เรื่องนี้เราจะมาเอาข้อเท็จจริงทั้งหมดในนี้คงไม่ได้ เพราะตอนนี้อยู่ในวาระ การพิจารณาเรื่องรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นผมได้มอบหมายให้กับคณะกรรมาธิการกิจการ สภาผู้แทนราษฎรซึ่งมีหน้าที่ดูแลเรื่องนี้โดยตรง เขาไปตรวจสอบข้อเท็จจริงนะครับ เอาเป็นจบแค่นี้นะครับ ท่านเทอดพงษ์เชิญครับ
ท่านประธานครับ กระผม เทอดพงษ์ ไชยนันทน์ พรรคประชาธิปัตย์ แบบบัญชีรายชื่อ ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้นะครับว่า จริง ๆ ท่านคงทราบดีว่าผมและพรรคพวก อีกหลายคนนั้นอยู่สภาผู้แทนราษฎรนี้มานานมาก ผมอยู่มาตั้งแต่ปี ๒๕๑๘ นะครับ และมาจนถึงวันนี้ก็ต้องเรียนว่าเหตุการณ์อย่างนี้ชั่วระยะเวลายาวนานไม่มีนะครับ นี่จะเรียกว่าครั้งแรกที่สถานการณ์มีเหตุการณ์ดุเดือดรุนแรงอย่างนี้ ถามว่าเหตุการณ์ทั้งหมด อย่างนี้มันเกิดมาได้อย่างไรนะครับ ผมต้องเรียนว่าทั้งหมดทั้งหลายถ้าทุกอย่างดําเนินการไป ตามขั้นตอนทํานองคลองธรรมที่มันควรจะเป็น มันก็จะไม่เกิดปัญหานี้ครับ ที่มันเป็นอย่างนี้ เพราะมันไม่เป็นไปตามทํานองคลองธรรมนะครับ ทํานองคลองธรรมที่ว่านี้บางครั้งบางคราว มันอาจจะไม่ได้เป็นไปตามกฎตามเกณฑ์ที่ควรจะเป็น การตรงไปตรงมา การดําเนินการ ต่าง ๆ มันก็ไม่ตรงไปตรงมากันจริง ๆ ครับ เพราะฉะนั้นพอเป็นอย่างนี้เข้ามาเหตุการณ์ มันสะสมกันเรื่อยมา ผมเรียนว่าที่มันมีเรื่องกันอย่างที่ว่านี้นะครับ ก็มาจากการที่การแก้ไข รัฐธรรมนูญที่ว่าตรงนี้มีการแก้ไขบอกว่าอันนี้มันผิดหลักการ มันผิดหลักการ จริง ๆ วิธี ง่ายที่สุดที่เมื่อก่อนเขาทํากันมาก็คือผิดหลักการก็เสนอเข้ามา กรรมาธิการไม่เห็นด้วยคุณก็ว่า เข้ามา ผมคิดว่าผมผิดหลักการคุณบอกคุณผิดหลักการ พวกเรานี่บอกว่าเราทําถูกก็มาถกกันไป สภาก็ตัดสินกันไป ก็ว่ากันไปอย่างนี้มันไม่ได้ยากเย็น แต่พอบอกว่าพอแยกส่วนออกมาแล้ว มาดําเนินการ พอมาถึงขั้นตอนนั้นเราจะเห็นว่าคนที่อยากจะชี้แจงว่าไม่ผิดเขาก็จะพูดจากัน ประธานคนก่อนเขาบอกว่าจะให้ชี้แจงกัน ๕๗ คน พอดําเนินการอย่างนี้มาได้ ท่านประธาน ขึ้นมา เปลี่ยนประธานก็เลยไม่มีโอกาสได้ชี้แจง ก็มีการประท้วงกันบ้างมีการพูดจากันบ้าง พอพูดจากันไปมายังไม่ได้ชี้แจงอะไรเลยครับ ต้องเรียนว่าท่านประธานก็ขอมติกันไปเลย มติอะไรก็ไม่ทราบผมก็ไม่ได้รู้ในรายละเอียด พอเป็นอย่างนั้นมันก็เกิดการขัดแย้งขัดข้อง เพราะว่าเรายังไม่ได้ชี้แจงเรายังไม่ได้พูดจากัน ทุกอย่างก็ผ่านขั้นตอนกันไปโดยมันไม่ควร จะเป็นนะครับ พอถึงไปตอนนั้นเหตุการณ์ต่าง ๆ มันก็เริ่มจะมีคนก็เริ่มทักท้วงกันมีการพูดจากันอย่างที่ว่านั้น ถ้าเป็นไปอย่างนั้นจริง ๆ ถ้าเราให้ดําเนินการกันไปให้มันถูกต้องให้มันควรจะเป็น ไม่ได้ กะเกณฑ์ ไม่ได้สรุป ไม่ได้จบกันง่าย ๆ อย่างนั้น แล้วก็ทํากันไปตามปกติมันไม่มีปัญหาอะไร หรอกครับ ชี้แจงกันไป อธิบายกันไป ว่ากันไป แต่พอมาตัดบทกันอย่างนั้นมันก็ทําให้มีปัญหา กันค่อนข้างจะเยอะอย่างที่ว่านั่น พอเป็นอย่างนั้นผมคิดว่าท่านประธานก็คิดว่าเมื่อคน ทักท้วงกันมากขึ้นก็จะเดินหน้าท่าเดียวละครับ ทีนี้การเดินหน้าท่าเดียวมันทําไม่ได้ เพราะว่า คนก็ยังไม่เห็นด้วยมันยังมีครับ เพราะฉะนั้นบางครั้งบางคราวผมต้องเรียนว่าเราคิดว่า เสียงข้างมาก เราคิดว่าอํานาจของประธานมี เราคิดว่าสามารถดําเนินการได้ จริง ๆ มันไม่ใช่ กลไกพวกนี้นั้นมันสามารถที่จะทําให้เกิดความเป็นธรรมได้ แต่พอเราทําให้เกิดความรู้สึกว่า มันไม่เป็นธรรมไม่เป็นกลางมันก็เริ่มมีปัญหา พอมีปัญหามาก ๆ ท่านก็จะตัดบทเอาว่าถ้าเกิด อะไรขึ้นมาก็เตรียมการกันไว้ เอาตํารวจเข้ามาเพื่อให้จัดการปัญหาที่มันมีกันอยู่ จริง ๆ มัน ไม่ใช่ครับ เหตุการณ์พวกนี้มันไม่เคยมีมาก่อน ในอดีตตั้งแต่เปิดสภามาตั้งแต่ตั้งสภามา ไปศึกษามันไม่มีครับ เพราะฉะนั้นที่ท่านประธานบอกว่าจัดการคนที่ลุกขึ้นยืน นี่ผมสรุปให้ฟัง นะครับ จัดการคนที่ยังลุกขึ้นยืนอยู่ ผมในฐานะที่มานั่งฟังกันอยู่ ผมมีความรู้สึกว่ามันไม่ถูก ผมว่าผมก็คิดว่าอย่างนี้เราต้องลุกขึ้นยืนบ้างเหมือนกันเพื่อไปชี้แจงกับพรรคพวกว่า จริง ๆ มันไม่ถูกอย่างนั้น จะไปอธิบายให้ตํารวจพวกนั้นฟังด้วยซ้ําไปบอกว่าคุณทําอย่างนี้ ไม่ได้ เพียงแต่ว่าเขามาคว้าแขนผม ผมไม่ได้ติดใจตรงนั้นหรอกครับ แต่ติดใจจริง ๆ ก็คือว่า ทั้งหมดทั้งหลายมันเกิดจากความไม่เป็นธรรม ไม่เป็นกลาง ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ เพราะว่าเรื่องราวทั้งหมดที่มันจะเกิดขึ้นมาอย่างนี้นะครับ เรื่องมันก็ต้องเรียนว่าท่านประธาน อาจจะ ยิ่งไปเอาตํารวจข้างนอกเข้ามา นี่เป็นครั้งแรกอีกเหมือนกันครับสภาเปิดมาผมคิดว่า ไม่รู้กี่สิบปีแล้วตั้งแต่รุ่นพ่อผมมาจนถึงรุ่นผมไม่เคยมีกันนะครับ เพราะฉะนั้นต้องถือว่า ทั้งหมดทั้งหลายท่านประธานก็ต้องสร้างประวัติศาสตร์ ทําประวัติศาสตร์สภาไว้ทั้งหมด ให้คนกล่าวขวัญถึงในอนาคตด้วย ผมเรียนว่าจริง ๆ ปัญหาที่มีทั้งหลายนั้นถ้าท่านประธาน ได้ทําหน้าที่อย่างสบายใจนะครับ ถ้าไม่ได้มีใครมากําหนดหรือว่าไม่ได้ตั้งใจจะทําให้มันเกิด อย่างนั้นทุกอย่างมันก็ราบรื่นไปได้ แต่ว่าปัญหาพวกนี้ที่มันเกิดเข้ามาอย่างนี้นั้น อย่าไปโทษเลย ที่ไปชี้กันว่าผู้แทนกลุ่มนี้อย่างนั้น ๆ สําหรับผม ผมโทษท่านประธาน เพราะถ้าท่านประธาน วางให้เป็นกลาง เพื่อดําเนินการจริง ๆ ทุกอย่างสามารถจะไปได้ครับถึงมันจะเป็นอย่างไร ก็ตาม เพราะสภานี้เกิดมาตั้งนมนานครับ ประธานสภามีกันมาตั้งไม่รู้กี่สิบคนแล้วครับ ปัญหาก็ไม่ได้เกิดครับ เรื่องรุนแรงไม่ใช่ไม่มีนะครับท่าน เรื่องรุนแรงขัดแย้งกันยิ่งกว่านี้ ก็ยังมีครับ แต่ว่าเขาก็สามารถที่จะค่อย ๆ แก้ค่อยๆ แกะกันไปได้โดยสํานึกกันอย่างยิ่ง นะครับว่าคนที่เป็นประธานสภานั้นต้องถือว่าสภานี้เป็นของเรา สภานี้เป็นของพวกเรา ทั้งหมดนะครับ เพราะฉะนั้นสภานี้เป็นตัวแทน ท่านคือประมุขของพวกเรา เพราะฉะนั้น ถ้าเราทําหน้าที่กันได้อย่างเป็นธรรม เป็นกลาง ปัญหามันก็จะไม่มีครับ ผมก็ฝากท่านประธาน เอาไว้เท่านั้นนะครับว่าจริง ๆ ปัญหาอย่างที่ว่ามันจะกลายเป็นประวัติศาสตร์ของสภาไป ก็ฝากท่านประธานนะครับ
ต้องถือโอกาสนี้ ขอบคุณท่านผู้อาวุโส ท่านเทิดพงษ์ด้วยความเคารพจริง ๆ นะครับ ผมอยู่ในสภาแห่งนี้ มา ๓๐ ปี แต่ยังน้อยกว่าท่านเทอดพงษ์นะครับ เพราะฉะนั้นโดยส่วนตัวแล้วผมรักเคารพ ท่านอยู่แล้ว พูดจากใจนะครับ รักเคารพท่าน ทีนี้ประเด็นนี้ผมได้มอบหมายให้กรรมาธิการ กิจการสภาเขาไปดูตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งมีหน้าที่ดูแลเรื่องนี้โดยตรงอยู่แล้ว แล้วก็มีจาก ทุกภาคส่วนที่อยู่ในคณะกรรมาธิการ ก็ให้ไปตรวจสอบดูข้อเท็จจริงว่าเป็นอย่างไร ก็เอาไว้ให้ กรรมาธิการได้ดูข้อเท็จจริง เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ควรจะจบแล้วก็ดําเนินการตามระเบียบวาระ ต่อไปได้แล้ว ท่านครับวันนี้เราเปิดประชุมเวลา ๐๙.๔๓ นาฬิกา ใช้เวลาไปทั้งหมด ๘ ชั่วโมง กับ ๓ นาทีครับ ผมขออนุญาตเริ่มต้นนับหนึ่งเลยได้ไหมครับ
(นายมงคล ศรีคําแหง สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดจันทบุรี ได้ยืนและยกมือขึ้น)
มีท่าน ส.ว. ยืนประท้วงอยู่ เพื่อไม่ให้โดนตําหนินะครับก็ขออนุญาต ฝ่ายค้านแล้วก็ขอไปที่ ส.ว. บ้างครับ ท่านมงคล เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม มงคล ศรีคําแหง ส.ว. จันทบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ๘ ชั่วโมง อย่างที่ท่านว่า พวกเราก็นั่งฟังด้วยความอดทนแล้วก็อดกลั้น แต่ว่าไปพัก ๑๕ นาทีเมื่อสักครู่ ผมคิดว่าน่าจะใจเย็นขึ้น เรามาเริ่มกันใหม่ดีกว่านะครับ ผมก็อยากเรียกร้องทุกฝ่าย ไม่ว่า จะเป็นทางฝ่ายรัฐบาล ฝ่าย ส.ว. และโดยเฉพาะฝ่ายค้านผมอยากเรียกร้องให้ผู้หลักผู้ใหญ่ ของแต่ละฝ่ายมาช่วยกันห้ามช่วยกันปรามในสิ่งที่มันจะทําให้การประชุมนี้เกิดความวุ่นวาย ผมว่าหลายท่านอยู่ในสภามา ๓๐-๔๐ ปี ผมอยู่ไม่นาน แต่ผมก็ได้เห็นอะไรที่เกิดขึ้นในสภานี้ วันนี้ก็ได้เห็นในสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ผมอยากเรียกร้องให้เอาฝ่ายค้านก่อนแล้วกัน นะครับ อยากให้ผู้หลักผู้ใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะท่านอดีตหัวหน้า ท่านนายกรัฐมนตรีชวนหรือท่านอภิสิทธิ์ ช่วยกันดูแลลูกพรรคของท่านหน่อยนะครับ
ท่านมงคลครับ ท่านสมาชิกครับ อยู่ในความสงบด้วยครับ ท่านมงคลครับ ด้วยความเคารพนะครับ ท่านชวน หรือท่านอภิสิทธิ์ท่านดูแลของท่านอยู่แล้ว ท่านไม่ต้องห่วงครับ เพราะฉะนั้นขอความกรุณา เพื่อความสงบเรียบร้อยนะครับ ผมให้ท่านมงคลถอนคําพูดตรงนี้เถอะครับ ถอนตรงนี้ครับ ที่เอ่ยถึงท่านผู้อาวุโส ๒ ท่านนะครับ ช่วยถอนเถอะครับเพื่อจะได้ดําเนินการประชุมต่อไป ด้วยความเรียบร้อยครับ
ท่านประธานครับ เปิดไมโครโฟนด้วยครับ ผมไม่ได้ทําให้ท่านเสียหายนะครับ
ผมวินิจฉัยแล้วนะครับ ท่านมงคลครับ ผมวินิจฉัยแล้วครับ ท่านช่วยถอนเถอะครับ
ผมเคารพท่านประธาน ถ้าเกิดว่าผมพูดจาในสิ่งที่ไม่เหมาะไม่ควรผมขอถอนนะครับ แต่ว่าเจตนาหมายความว่า
ไม่ต้องนั่นละครับ เอาว่าท่านถอนนะครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมวิงวอนให้ทุกฝ่าย ผู้หลักผู้ใหญ่ของทุกฝ่าย
ท่านถอนก่อน ท่านถอนก่อนครับแล้วก็จะให้พูดต่อ
ครับ ที่ผมพูดไป ผมขอถอน แต่ผมเรียกร้องทุกฝ่ายนะครับ ผมคิดว่าในอดีตที่ผ่านมาท่านเห็นว่าในสภาไม่เคย มีความวุ่นวายอย่างนี้ แล้วผู้หลักผู้ใหญ่ของพรรคไปอยู่ไหนกัน ไปหลบอยู่ข้างบนหรือเปล่า
เอาอย่างนี้ท่านถอน ผู้หลักผู้ใหญ่ของพรรคไปอยู่ไหนกัน ท่านถอนอีกทีหนึ่ง แล้วก็คงพอสมควรแล้ว ถอนเถอะครับ
ท่านประธานครับ ผมพูดนี่ ผมพูดทั้งพรรค
ถอนเถอะครับ ผมวินิจฉัย แล้วครับ ถอนเถอะครับ
เพื่อความสบายใจ ผมก็ถอน ประธานยอมเขาทุกเรื่องเลยนะครับ มันถึงเป็นอย่างนี้
ท่านมงคลครับ อยู่ในความสงบด้วยครับ โปรดอยู่ในความสงบด้วยครับ ท่านมงคลครับผมเห็นว่าพอสมควร แล้วครับ ท่านพอดีกว่ากระมังครับ พอเถอะครับ ท่านมงคลครับผมเห็นว่าพอสมควรแล้ว พอเถอะครับ เข้าใจที่พูดแล้วครับ เอาเถอะครับ พอแล้วครับ ท่านนั่งเถอะครับ ขอความกรุณาครับ เข้าใจครับ ขอบคุณครับ นั่งเถอะครับ ขอบคุณมากครับ ผมขออนุญาต ดําเนินการต่อเลย ก็มันจบแล้วนี่ครับ ก็มันจบแล้วจะไม่ให้จบอย่างไร ฟังนิดหนึ่ง เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ดิฉัน นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดสมุทรสงคราม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันประท้วงท่านประธาน ประท้วง ข้อ ๕ ท่านทําผิดข้อบังคับ ข้อ ๓ คือท่านบอกว่าทางท่าน ผอ. สํานักรักษาความ ปลอดภัยมีความฉลาด ตัดสินใจได้ถูกต้อง แต่ท่านไปอ่านข้อบังคับรัฐสภา ข้อ ๓ ผอ. สํานัก มีหน้าที่ตามข้อบังคับนี้หรือไม่ เลขาธิการของสภาผู้แทนเป็นเลขาธิการของรัฐสภา เลขาธิการวุฒิสภาเป็นรองเลขาธิการรัฐสภา แต่ท่านบอกว่า ผอ. สํานักมีอํานาจในการที่จะ สั่งงานแทนท่านประธานได้หรือคะ เพราะในข้อบังคับนี่มันต้องเป็นเลขาธิการรัฐสภานะคะ แล้วท่านบอกนี่ความดีความชอบ เขาฉลาด ท่านอย่าไปโยนขี้ให้ ผอ. สิคะ ท่านผิดนี่ลูกผู้ชาย ท่านยอมรับผิดมาเลยว่าผมเป็นคนสั่งเอง แค่นี้ทุกคนเขาก็ชื่นชมว่าท่านเป็นลูกผู้ชายจริง แต่นี่ผิดท่านยังไปโยนขี้ให้ ผอ. อีก อย่างนี้ดิฉันคิดว่าท่านไม่สมควรที่จะนั่งเป็นประธานเลย นะคะ ข้อ ๑ ก่อน อย่าเพิ่งปิดนะคะ ข้อ ๒ ท่านบอกว่าจะยื่นให้คณะกรรมาธิการกิจการ สภาผู้แทนราษฎร แต่ท่านอันนี้ประชุมรัฐสภานะคะ ไม่ใช่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพราะฉะนั้นท่านเอาไปยื่นกิจการสภา อันนี้มันเป็นรัฐสภา ท่านต้องตั้งกรรมการมาพิจารณา แต่ดิฉันคิดว่าใครดูทั้งหมดนี้ไม่ต้องตั้งหรอกค่ะ ประธานนี่ผิดเต็มประตูอยู่แล้ว ท่านยอมรับ ดีกว่าว่าท่านเป็นคนสั่ง เขามีอํานาจอะไรที่จะไปสั่งตํารวจให้มาคุมสภาได้ ถ้าวันนี้ไม่ตัดสิน ให้เด็ดขาด ต่อไปก็ยังมีอย่างนี้อีก ต่อไปไม่ต้อง ผอ. หรอกค่ะ หัวหน้าตํารวจสภาก็สามารถ สั่งได้ อันนี้ท่านต้องดูให้ดีนะคะ ท่านอย่าไปโยนขี้ให้ลูกน้องเลยค่ะ ถ้าเป็นผู้บริหารที่ดี ต้องยอมรับผิดในฐานะที่ท่านเป็นลูกผู้ชายยอมรับผิดดีกว่าค่ะ ดิฉันจะให้อภัย
ขอบคุณครับ ที่จริงฟัง ท่านรังสิมาพูดแล้วใจอยากยอมรับผิดจริง ๆ แต่ไม่รู้จะรับอย่างไร เพราะไม่ได้สั่งจริง ๆ ก็จนใจครับ อยากจะยอมรับนะครับ แต่ไม่รู้จะทําอย่างไรครับ ผมว่าพอแล้วกระมังครับ เอาละครับพอสมควรแล้วครับ แนะนํานิดเดียวเอาเลยครับ
กราบเรียนท่านประธาน ดิฉัน นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดสมุทรสงคราม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ถ้าเป็นลูกผู้ชายจริง ท่านเป็นผู้บริหารที่ดีจริง ท่านต้องยอมรับแทนลูกน้อง ไม่ใช่ให้ลูกน้องมารับแทนท่าน ท่านก็พูดในสภาว่า ผมยอมรับผิด แค่นี้จะเสียหายตรงไหน ท่านบอกว่าท่านพูดไม่ได้ ทําไม จะพูดไม่ได้ อยู่ที่ใจท่านอย่างเดียว ท่านพูดมาสิทุกคนเขาให้อภัยอยู่แล้ว ดิฉันจะไม่ติดใจเลย แต่คนอื่นติดใจดิฉันไม่รู้ แต่ดิฉันไม่ติดใจท่าน ถ้าพูดมาดิฉันไม่ติดใจเลย
เอาอย่างนี้ครับ ผมก็ ไม่อยากขัดใจท่านรังสิมาอยู่แล้ว เอาว่าผมรับผิดแทนก็แล้วกัน ท่านจะได้สบายใจครับ จะได้เข้าสู่วาระต่อไป อย่างนั้นนะครับ ขอเข้าสู่วาระเลยนะครับ สมควรแล้วนะครับ ขอเป็น ท่านสุดท้ายได้ไหมครับ ขอเป็นท่านสุดท้ายครับ ถ้าไม่อย่างนั้นไม่อนุญาตครับ ผมว่าพอแล้ว ขอกันกินมากกว่านี้ไม่เป็นไร พอเถอะครับ ขอท่านวิทยาเป็นท่านสุดท้ายครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม วิทยา แก้วภราดัย พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช ผมขอประท้วงท่านประธานตามข้อ ๕ นะครับ การทําหน้าที่ของท่านประธานสภาในการ รักษาความสงบเรียบร้อยในที่ประชุมรัฐสภา ท่านได้ทําหน้าที่ให้เกิดรอยด่างให้กับรัฐสภาไทย ท่านนิ่ง ๆ แล้วท่านต้องฟัง เพราะอาจจะรู้สึกเป็นเรื่องเล็กน้อยในอารมณ์ความรู้สึกของท่าน ท่านอยู่ในสภามา ๓๐ ปี ผมอยู่ในสภามา ๒๕ ปี บรรยากาศในสภาที่ผ่านมาเคยเป็นอย่างไร เรารู้จักกันดีครับ ครั้งหนึ่งที่ท่านทําหน้าที่รองประธานสภาผู้แทนราษฎร แล้วท่านยกค้อนขึ้น สั่งห้าม ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลเองในการละเมิดข้อบังคับการประชุมสภา สื่อมวลชนทั้งหมดเขาให้ ฉายาท่านว่าขุนค้อนผู้ทรงความเที่ยงธรรม ระยะเวลาผ่านมา เมื่อท่านขึ้นดํารงตําแหน่ง ประธานรัฐสภา คลิปฉาวที่ออกมาในวันที่ท่านประกาศรับอุ้มของร้อนแทนคนที่อยู่แดนไกล แล้วอ้างสมญานามตัวเองว่า มองอะไรไม่เคยพลาด
ท่านครับอย่าไปไกล ขนาดนั้นเลยครับ เอาประเด็นที่เราคุยกันอยู่นี่ครับ
ท่านใจเย็นฟังสักนิดครับ คือถ้ามันเจ็บบ้างก็ทนครับ ผมจะพูดเรื่องจริงที่เกิดขึ้นทั้งหมดแล้วก็ ทวงความรับผิดชอบของคนเป็นนักการเมือง ท่านบอกว่าท่านวิเคราะห์อะไรไม่เคยพลาด ท่านรู้ไหมครับว่าวันนี้เกิดอะไรขึ้น ภาพที่ออกไปทั่วประเทศ ณ วันนี้ ผมเข้าใจว่า คนทั้งประเทศจะมีความรู้สึกคล้าย ๆ กัน วันที่ท่านตะโกนแข่งกับเสียง ส.ส. ในสภา สั่งให้ ลูกน้องทุกคนอุ้มตัวคนที่ยืนออกไปข้างนอก ใครไม่ทําขัดคําสั่งผู้บังคับบัญชา แค่นี้ก็เจ็บปวด มากแล้วครับ สําหรับฉายาขุนค้อน แต่บรรยากาศที่เกิดขึ้นหน้าสภา มีตํารวจแต่งชุด ซึ่งชาวบ้านเขารู้กันทั่วประเทศครับว่าชุดปราบจลาจล ย่างก้าวเข้ามาในบริเวณสภามาทํา หน้าที่แทน แล้วท่านก็ขึ้นมาชื่นชมครับว่า เป็นการตัดสินใจของ ผอ. เป็นการตัดสินใจที่ดี ที่ถูกต้อง ท่านรู้สึกบ้างไหมครับว่า ๓๐ ปีในรัฐสภาของท่าน ท่านได้กระทําตัวย่ํายีความรู้สึกของคน ที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขนาดไหน ท่านรู้สึกไหมครับว่าประชาชนทั้งประเทศนี้ เขารู้สึกอย่างไรกับความเป็นอยู่ในขณะนี้ ทุกครั้งที่มีการชุมนุมของประชาชน แม้แต่ ครั้งสุดท้ายวันที่พวกผมในฐานะ ส.ส. นําประชาชนเพื่อมาส่งผมหน้าสภาผู้แทนราษฎร แล้วมาเจอกองกําลัง ๓๐,๐๐๐ คน ที่รอรับ คนทั้งประเทศเขารู้สึกครับว่ารัฐนี้มันเริ่มเป็น รัฐตํารวจ พวกเราก็แสวงหาว่าที่รัฐสภาแห่งนี้เป็นที่ที่แสวงหาความเป็นธรรม คนที่เป็น ส.ส. นั่งหน้าสลอนกันอยู่ทั้งหมด เป็นตัวแทนประชาชนที่จะทวงสิทธิเสรีภาพมาให้กับประชาชนได้ ท่านรู้สึกเฉย ๆ ครับ วันที่มีกองกําลังส่วนหนึ่งมาอยู่หน้าสภา และมีท่าทีของการคุกคาม ส.ส. ในสภา ท่านประธานครับ ท่านยกค้อนขึ้นมาเมื่อสักครู่ ค้อนท่านหักแล้วครับ ท่านไม่ได้ ทรงความเป็นธรรมในสภาผู้แทนราษฎร ท่านไม่ได้ปกป้องสภา ท่านไม่ได้รับผิดชอบต่อ พวกผมที่นั่งในสภาทั้งหมด ทั้ง ส.ส. และวุฒิสภาสมาชิก ท่านไม่ได้แสดงความรับผิดเลยครับ ท่านรับผิดชอบต่ออารมณ์ของท่านเพื่อเอาชนะ ท่านรู้สึกไหมครับว่าคนทั้งประเทศเขาจะ มองอย่างไรในวันที่รัฐสภาโดนคุกคามโดยท่านเปิดประตูให้โจรเข้ามา และท่านบอกว่า ท่านยอมรับผิด นักการเมืองพอแค่นี้หรือครับ แค่เอ่ยคําว่า รับผิด แล้วก็พ้นตัวมาทั้งหมด ท่านอัดคลิปเสียงแล้วก็หายไป ๓-๔ เดือน คนก็แกล้งลืมครับ แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อหน้า ประชาชนทั้งประเทศวันนี้ และเกิดขึ้นกับประชาชน รวมทั้งพวกผมในสภาทั้งหมดวันนี้ พวกผมจําครับ และท่านก็ทําหน้าที่ที่ทําร้ายระบบรัฐสภาของเรา ท่านครับ ผมไม่ได้ทวงถาม ความรับผิดชอบมากกว่ามาตรฐานนักการเมืองที่ดี ท่านเคยเป็นขุนค้อนในฐานะ คนทรงคุณธรรมในการทําหน้าที่รัฐสภา อย่าให้เขาดูถูกครับว่านักการเมืองหน้าด้าน ผมเคย เป็นรัฐมนตรีครับ และแค่วันที่ผมตั้งกรรมการมาสอบสวน ขอบอกว่าผมบกพร่อง ผมรับผิดชอบลาออก วันนี้ท่านรับผิดชอบไหมครับว่า เมื่อท่านปฏิบัติหน้าที่ทําให้ สภาผู้แทนราษฎรเสื่อมเสีย ท่านกล้ารับผิดชอบอะไรหรือเปล่า หรือแค่เจ๊ากันไป คุณค่า นักการเมืองแค่นั้นหรือครับ ขุนค้อนที่เคยได้ฉายามาท่านจะยุติมันแค่นั้นหรือครับ หรือการได้ตําแหน่งประธานรัฐสภาหมายถึงสูงสุดในชีวิตแล้ว ผมอยากเห็นนักการเมือง ที่เคยชื่นชมรับผิดชอบบ้างครับ ท่านแสดงความรับผิดชอบบ้างสิครับ ทําเป็นเจ๊ากันไป ผมคิดว่าผมไม่เจ๊าด้วยกับท่านครับ
ขอบคุณท่านวิทยาครับ ขอบคุณครับ ผมมีหนังสือที่จะแจ้งที่ประชุมครับ เป็นคําสั่งของเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ลงวันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๕๖ นี้นะครับ มอบหมายให้ผู้อํานวยการสํานักรักษาความปลอดภัย ท่านสมาชิกครับ สรุปแล้วแม้แต่ประธานจะทําความเข้าใจก็ไม่ยอมฟัง แล้วก็ลุกขึ้นมาอบรม มากล่าวหาประธานอย่างโน้นอย่างนี้ พอประธานจะชี้แจงยังไม่ฟัง เป็นบรรทัดฐานที่ ยอดเยี่ยมครับ ไม่เป็นไรครับ เพื่อเป็นธรรมนะครับ ผมก็จะสลับมาที่ทางฝั่งนี้สัก ๑ ท่าน แล้วก็จะขอดําเนินการต่อตามระเบียบวาระเลย เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน จารุพรรณ กุลดิลก ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานคะ ดิฉันขอให้ ท่านประธานใช้ข้อบังคับอย่างเคร่งครัดนะคะ ขณะนี้ขอให้ท่านประธานใช้ข้อบังคับ ข้อ ๕ มีการละเมิดข้อบังคับหลายครั้ง ข้อ ๔๓ ข้อ ๔๕ ข้อ ๔๘ ข้อ ๔๙ ข้อ ๕๑ แล้วก็ข้อ ๑๑๖ ท่านประธานคะ ขณะนี้ผ่านมา ๘ ชั่วโมง ประชาชนนี่เห็นและตัดสินได้ว่าใครข่มขู่ใคร ใครประทุษร้ายใคร แล้วก็ใครที่ทําให้อํานาจนิติบัญญัติเดินหน้าไม่ได้ ท่านประธานคะ ในกรณีที่ประธานสั่งให้ผู้ใดหยุด ห้ามพูด หรือให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยนําตัวออก จากสถานที่ประชุม หรือรัฐสภา คําสั่งของประธานตามข้อนี้ ผู้ใดจะโต้แย้งมิได้ ท่านประธาน ขอให้เดินหน้าเถอะค่ะ ผ่านมา ๘ ชั่วโมงแล้วนะคะ ขอบพระคุณค่ะ ท่านประธานวินิจฉัย ด้วยค่ะ
ผมขออนุญาตดําเนินการ ตามระเบียบวาระนะครับ เมื่อกี้ดําเนินการมาถึงมาตรา ๑ ครับ มีกรรมาธิการขอสงวน ความเห็นและผู้แปรญัตติขอสงวนคําแปรญัตติ ท่านแรกครับ ท่านเทพไท เสนพงศ์ ขอเชิญครับ คงไม่อนุญาตแล้วละครับ ท่านเทพไทเชิญครับ
เรียนท่านประธานครับ ก่อนที่ผมจะอภิปรายผมจะขอประท้วงท่านประธานก่อนนะครับ
ท่านครับ ชัดเจนแล้ว นะครับ ตอนนี้เข้ามาตรา ๑ แล้วท่านเป็นท่านแรกที่สงวนคําแปรญัตติไว้และผมอนุญาต ให้ท่านได้อภิปรายใช้สิทธิของท่านแล้ว ถ้าท่านไม่ใช้สิทธิ ผมถือว่าท่านสละสิทธิครับ และผมก็จะผ่านไป เชิญท่านครับ
ผมใช้สิทธิครับท่านประธาน แต่ว่าผมก็ใช้สิทธิประท้วงก่อนที่จะอภิปราย ใช้สิทธิอภิปราย
ไม่มีใครผิดข้อบังคับครับ ท่านอภิปรายของท่านเถอะครับ
ท่านประธานผิดข้อบังคับ แล้วก็ยังมีเพื่อนสมาชิกกําลังประท้วงอีกตั้งหลายท่านนะครับ ท่านประธาน ซึ่งเป็นเอกสิทธ์ของเพื่อนสมาชิก เพราะท่านประธานจะปิดปากพวกผมไม่ได้ หรอกครับ
ผมพูดครั้งสุดท้ายนะครับ ให้ท่านอภิปรายในส่วนที่ท่านสงวนความเห็น
คือท่านจะพูดกี่ครั้ง ครั้งสุดท้าย หรือก่อนสุดท้ายก็แล้วแต่ ถ้าหากว่าผมกําลังยังอยู่ใน ข้อบังคับผมก็มีสิทธิที่จะพูดครับท่านประธาน ผมต้องเรียนกับท่านประธานว่าผมรู้สึก ไม่สบายใจเป็นอย่างยิ่งในการทําหน้าที่ครั้งนี้
ท่านครับ ท่านจะอภิปราย หรือเปล่า ให้สิทธิท่านได้อภิปรายแล้วนะครับ ท่านจะใช้สิทธิไหม
ใช้สิทธิ อภิปรายสิครับ แต่ก่อนที่จะใช้สิทธิอภิปรายผมจะใช้สิทธิประท้วงครับท่านประธาน
มันผ่านขั้นตอนไปแล้วครับ ไม่มีใครผิดข้อบังคับครับ ท่านต้องอภิปรายในสิ่งที่ท่านสงวน
การประท้วงจะมีขั้นตอนอะไรท่านประธาน มันสามารถประท้วงได้ตลอดเวลาอยู่แล้ว มันไม่มีขั้นตอนอะไรนี่ครับท่านประธาน ระหว่างที่อภิปรายก็มีสิทธิประท้วงกันเยอะแยะ เพราะฉะนั้นก่อนที่ผมจะอภิปรายผมก็ใช้สิทธิประท้วงก็เป็นเรื่องปกติ
ผมเตือนอีกครั้งหนึ่ง เป็นครั้งสุดท้ายครับ
ท่านเตือนมาก็ไม่เป็นไรครับท่านประธาน แต่ว่าผมคิดว่าผมยังใช้ข้อบังคับอยู่ ยังอยู่ใน ข้อบังคับครับท่านประธาน
ถ้าอย่างนั้นเชิญคุณหมอ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน สมาชิกรัฐสภา ท่านประธาน เข้าสู่วาระและอนุญาตให้ท่านสมาชิกอภิปราย ผมขออนุญาตประท้วงท่านประธานทําผิด ข้อบังคับ ข้อ ๙๖ และข้อ ๑๑๗ ผมประท้วงประธานครับ ท่านประธานได้ให้สภาวินิจฉัย ไปแล้วตามข้อ ๑๑๗ วินิจฉัยข้อ ๙๖ ว่าสมาชิกที่มีการแปรคําแปรญัตติที่ขัดกับหลักการ ไม่สามารถมานําเสนอและอภิปรายได้ สมาชิกที่ท่านอนุญาตนะครับ ขอเอ่ยนาม ท่านเทพไท เสนพงศ์ เป็นกรรมาธิการ และมีสมาชิกที่ไล่เลียงมานะครับ ในรายงานหน้า ๑๒ ท่านประธาน กรุณาดูรายงานหน้า ๑๒ ครับ กรรมาธิการบอกไม่เห็นด้วย ผู้แปรญัตติสงวนความเห็น อนึ่ง ประธานคณะกรรมาธิการได้วินิจฉัยว่าคําแปรญัตติดังกล่าวขัดกับหลักการ เนื่องจาก แปรตัดมาตรา ๑ ออกทั้งหมด แต่ตัดคําว่า เลือกตั้งทางตรง ออก เราวินิจฉัยไปเรียบร้อยว่า ขัดกับหลักการ เพราะฉะนั้นสมาชิกที่จะอภิปรายได้ในมาตรานี้มีวัชระ เพชรทอง คนเดียว ครับท่านประธาน ที่เหลือนี่สภาวินิจฉัยไปแล้วว่าไม่สามารถนําเสนอได้ ท่านดูรายงานครับ หน้า ๑๒ ครับท่านประธาน
ให้หมอชลน่านขึ้นไปนั่งประธานดีไหมท่านประธานครับ คือท่านรอบรู้เรื่องข้อบังคับ ดีเหลือเกิน หมอชลน่านขึ้นนั่งประธานชั่วคราวก็ได้ท่านประธาน ท่านประธานครับ ผมรู้สึก ไม่สบายใจจริง ๆ ครับ
ท่านครับ ผมว่าพอแล้ว นะครับ ๘ ชั่วโมงกว่าแล้วครับ ประท้วงไม่เหนื่อยหรือครับ
คือเมื่อสักครู่หมอชลน่าน ประท้วงได้ ผมคิดว่าเป็นสิทธิของคุณสาทิตย์ครับท่านประธานที่จะประท้วงได้ครับ ท่านประท้วงได้ตลอดเวลาอยู่แล้ว
เชิญท่านสาทิตย์ใช้สิทธิ ประท้วงนะครับ ประท้วงใครแล้วผิดข้อบังคับข้อไหนนะครับ แล้วผมจะวินิจฉัย
ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ความจริงแล้วผมใช้สิทธิประท้วงเช่นเดียวกับสมาชิกซีกรัฐบาลนะครับ ประเด็นที่ผม ได้ลุกขึ้นประท้วงในครั้งนี้ ความจริงเป็นประเด็นคาบเกี่ยวและต่อเนื่องกันมาจากการทํา หน้าที่ของท่านประธานเอง ท่านประธานปฏิบัติหน้าที่ในเรื่องข้อบังคับนี้เป็นปัญหานะครับ
ประเด็นที่ ๑ ท่านไม่รักษาความเป็นกลาง การรักษาความสงบเรียบร้อยนี้ ทําไม่ได้
ประเด็นที่ ๒ ซึ่งเป็นประเด็นใหญ่ ซึ่งท่านต้องตอบพวกเราในที่ประชุมก็คือว่า เหตุการณ์ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้มันมีการเตรียมการอยู่ก่อนมีเจ้าหน้าที่ที่เป็น รปภ. รัฐสภาคนหนึ่งให้สัมภาษณ์ตั้งแต่วันที่ ๑ สิงหาคมที่ผ่านมาว่า มีการเตรียมชุดปฏิบัติการ พิเศษไว้รวบ ส.ส. โดยเฉพาะ เป็นข่าวที่ลงในมติชนออนไลน์ (Online) ซึ่งผมได้เปิดอ่านอยู่ ณ ปัจจุบันนี้นะครับ มีการเตรียมเป็นชุด ชุดละ ๘ คน ซึ่งในการให้สัมภาษณ์ของเจ้าหน้าที่ รายนี้นะครับ ซึ่งเป็นตํารวจรัฐสภาได้บอกว่าเป็นคําสั่งของท่านประธาน นี่คือปฏิบัติการ ที่มีการเตรียมการเอาไว้แล้ว รวมถึงตํารวจที่มาจากข้างนอกกระผมเข้าใจว่าท่านก็เตรียมการ ไว้แล้วเช่นเดียวกัน นี่คือการคุกคาม ผมประท้วงตรงนี้เพราะท่านต้องรักษาความสงบ เรียบร้อย แต่ถ้าท่านเลือกปฏิบัติใช้กําลังเจ้าหน้าที่ทั้งตํารวจสภา ตํารวจข้างนอกคุกคาม การทําหน้าที่นี้ ท่านทําหน้าที่ประธานไม่ได้ครับ ท่านรักษาความเป็นธรรม ความเที่ยงตรง ของการทําหน้าที่ไม่ได้ครับ สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาตั้งแต่บ่ายโมงกว่ามานั้น เป็นเพราะ ท่านประธานนั่นละที่ทําให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ การประชุมวันนี้จึงมีปัญหามาโดยตลอดครับ ท่านตอบสิครับว่าท่านเตรียมการทําอย่างนั้นจริง ๆ และถ้าท่านเตรียมการทําอย่างนั้น จริง ๆ นี่นะครับ ผมว่าวันนี้ท่านปฏิบัติหน้าที่ประธานไม่ได้ แล้วท่านจะต้องมีการยกเลิก คําสั่งอย่างที่ว่า อนุญาตให้ ส.ส. ได้ทําหน้าที่ตามสิทธิของเขาตามรัฐธรรมนูญ ไม่เช่นนั้น ท่านประธานครับ การประชุมวันนี้เราก็ทําหน้าที่ด้วยความหวาดระแวงว่าเมื่อไรท่านจะสั่ง ในการให้สัมภาษณ์ของเจ้าหน้าที่นายนี้นะครับ ผมไม่ทราบว่าท่านประธานได้อ่านหรือไม่ พูดชัดเลยครับ แล้วเหตุการณ์เกิดขึ้นมาจริง บอกว่า หน่วยปฏิบัติการพิเศษจะเข้าห้อง เชิญตัว ส.ส. ได้ ต่อเมื่อประธานในที่ประชุมออกคําสั่ง เช่นพูดผ่านไมโครโฟน นี่คือเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นวันนี้ครับ แสดงว่าท่านเตรียมการแต่ต้น แต่เตรียมไว้รับมือตอนนิรโทษกรรม ตอนนิรโทษกรรมไม่ได้เกิดปัญหาอย่างที่ว่าเพราะปิดประชุมไปก่อน แล้ววันนี้มาใช้กับกรณีนี้ ผมเรียกร้องความรับผิดชอบจากท่าน ถ้าท่านทําเช่นที่ว่านี้ท่านเป็นประธานไม่ได้หรอกครับ แปลว่าอะไรครับ วันศุกร์นี้งบประมาณเข้าจะมีอีกใช่ไหมครับ อาทิตย์หน้าถ้าเอา ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเข้าจะมีแบบนี้อีกใช่ไหมครับ วันหลังถ้าแก้รัฐธรรมนูญเพิ่มอีกจะมี เจ้าหน้าที่มาทําอย่างนี้อีกใช่ไหมครับ พวกกระผมมาจากการเลือกตั้งนะครับ ประชาชนเลือกมา แต่ท่านทําเหมือนกับว่าท่านสั่งให้เจ้าหน้าที่มาทําอะไรก็ได้กับพวกเรา เพราะเพียงไม่ใช่ ส.ส. ซีกรัฐบาลเท่านั้น นี่คือการคุกคามครับท่านประธานครับ ผมเรียกร้องให้ท่านชี้แจงนะครับ เรื่องนี้ แล้วถ้าชี้แจงแล้วเป็นเช่นนี้จริงการประชุมวันนี้เดินไม่ได้จนกว่าท่านจะสร้าง หลักประกันความมั่นใจว่าประธานรัฐสภาไม่ได้สั่งตํารวจ ไม่ว่าในสภานอกสภาให้มาคุกคาม การทําหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ท่านประธานครับ
ผมยืนยันนะครับ ผมจะ ไม่ทําอะไรที่นอกเหนืออํานาจของผมโดยเด็ดขาด แล้วผมจะไม่ทําอะไรที่นอกเหนือข้อบังคับ ที่ให้อํานาจผมไว้โดยเด็ดขาด ทีนี้ก็มอบให้คณะกรรมาธิการเขาไปดูกันแล้วนะครับ ถ้ามีอะไร ก็เอาข้อมูลไปที่คณะกรรมาธิการก็แล้วกัน เพราะฉะนั้นขออนุญาตเลยครับ เข้าสู่ระเบียบ วาระนะครับ มาตรา ๑ ครับ
คือเมื่อได้ฟังท่านสาทิตย์
มาตรา ๑ ครับ ท่านเทพไท เสนพงศ์ ท่านธนา ชีรวินิจ แล้วก็คณะอีกหลายท่านตรงนี้นะครับ ที่ได้มีมติในที่ประชุมไปแล้ว นะครับว่าขัดกับหลักการ เพราะฉะนั้นก็ขออนุญาตข้ามตรงนี้ไป ก็เชิญท่านวัชระ เพชรทอง เลยครับ เชิญท่านวัชระ เพชรทอง เลยครับ เชิญครับ ท่านจะใช้สิทธิอภิปรายหรือเปล่าครับ
ท่านประธานครับ ผม ธนา สมาชิกรัฐสภา
ผมไม่ได้อนุญาตให้ท่านครับ ผมอนุญาตให้ท่านวัชระ เพชรทอง ได้อภิปรายตามสิทธิที่ท่านสงวนไว้
ผมประท้วงท่านครับ เมื่อสักครู่นี้ ท่านประธานนิคมได้อนุญาตให้ท่านเทพไท เสนพงศ์ ผมและท่านวัชระ เพชรทอง อภิปราย แล้วก็ได้ชี้ให้ผมอภิปราย
ท่านครับ อยากพูดก็พูดเลย ก็ที่ประชุมมีมติแล้วว่าแปรญัตติขัดหลักการก็ถือว่าตกไปแล้ว เพราะฉะนั้นก็มาที่ท่านวัชระ เพชรทอง เลยครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผม ธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร
ผมเตือนครั้งสุดท้ายนะครับ ถ้าท่านวัชระนั่งเฉยนี่ผมถือว่าไม่ติดใจ ผมจะผ่านไปเลยนะครับ
ผมประท้วงท่านประธาน
ท่านวัชระครับ จะใช้สิทธิ ไหมครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ธนา ชีรวินิจ ผมขอประท้วงท่านประธาน เนื่องจากก่อนที่ท่าน
ท่านวัชระจะใช้สิทธิ ไหมครับ เชิญท่านวัชระครับ ผมขอเรียกครั้งสุดท้ายนะครับท่านวัชระ เพชรทอง เชิญครับ
(นายนิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
มีอะไร เชิญครับ เชิญ ๆ
ท่านประธานที่เคารพ ผม นิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงท่านประธานครับ วันนี้ผมยกมือ เป็นชั่วโมง ๆ นะครับ ตอนท่านประธานขึ้นบัลลังก์ครั้งแรก ครั้งที่ ๒ ผมยกมือมาตลอด และประท้วงมาหลายครั้ง ประธานไม่เคยให้ความเป็นธรรมกับผมเลย นี่ผมต้องตําหนิ ท่านประธานนะครับ ผมก็อยู่ในสภานี้ไม่น้อยกว่าท่านประธานหรอกครับ ๒๗ ปีแล้ว ผมอยากจะเรียนอย่างนี้ครับว่า การดําเนินงานในการทําหน้าที่ประธานนั้น ต้องให้ความ เป็นธรรมทุกฝ่าย ต้องวินิจฉัยสิ่งที่ถูกต้อง เป็นธรรม ถ้าวินิจฉัยอะไรผิดพลาดไปจะเป็น บรรทัดฐานที่ใช้ไม่ได้ เสียหายแก่รัฐสภา ท่านประธานครับ เรื่องที่ท่านสาทิตย์ได้พูด เมื่อสักครู่นี้เป็นเรื่องใหญ่ มันไม่เคยมีมาเลยในรัฐสภา ๒๗ ปีที่ผมอยู่มา และก่อนนั้น ผมก็ติดตามการประชุมรัฐสภามาตลอด ไม่เคยมีการคุกคามสมาชิกรัฐสภาแบบนี้ คําสั่งของประธานนี่สั่งออกไปชัด ๆ ให้ตํารวจดําเนินการที่จะคุกคามสมาชิกรัฐสภา อันนี้ผมถือว่าเป็นเรื่องที่เสียหาย เสื่อมเสียเกียรติยศชื่อเสียงของสมาชิกรัฐสภาเป็นอย่างยิ่ง อันนี้ผมว่าท่านประธานต้องพิจารณาตัวเองแล้วครับ ไม่เคยมีมาในประวัติศาสตร์นี้เลยครับ ที่ทําลักษณะเช่นนี้ที่ท่านประธานได้ทําขึ้น
ท่านครับ ผมให้เกียรติ พอสมควรแล้วครับ ก็อาศัยการยืนขึ้นประท้วง พอประท้วงเสร็จอนุญาตก็ถือโอกาสมา ว่ากล่าวประธานอย่างโน้นอย่างนี้ ซึ่งก็วินิจฉัยไปแล้ว เอาละครับ ผมขอเริ่มดําเนินการเลย เริ่มต้นขออนุญาตเริ่มจากท่านเทพไท เสนพงศ์ แล้วตามด้วยท่านวัชระ เพชรทอง ครับ ท่านเทพไทครับ ท่านจะใช้สิทธิอภิปรายหรือไม่ครับ
ใช้สิทธิครับท่านประธาน แต่ว่าผมแปลกใจเมื่อสักครู่ตัดสิทธิผมไปทําไม พอหมอชลน่าน แนะนําท่านตัดสิทธิผมเลย ท่านหมอชลน่านเป็นประธานเลยสิ
ผมอนุญาตให้ท่านแล้ว
ก็อยากถามว่าท่านตัดสิทธิผมทําไม
ผมดูรายละเอียดตรงนี้แล้ว ผมอนุญาตให้ท่านได้ใช้สิทธิแล้ว
แล้วเมื่อสักครู่ท่านประธานไปดูตรงไหนครับ
เชิญครับ เชิญท่านเทพไท
แล้วเมื่อสักครู่ท่านประธานไปดูตรงไหนที่ตัดชื่อผม
เชิญเถอะครับ
ผมอยากรู้ สภาต้องมีหลักมีเกณฑ์ครับ ไม่ใช่ว่าใครนึกอยากจะพูดอย่างไร ว่าผมขัดหลักการ ขัดโน่นขัดนี่ ผมขัดตรงไหน ถ้าขัดใจท่านประธานอาจจะเป็นได้
ท่านครับ ผมอนุญาตให้แล้ว ท่านอภิปรายเถอะครับ ถ้าท่านไม่ใช้สิทธิผมก็ถือว่าท่านสละสิทธิ
ผมใช้สิทธิครับ แต่ผมทวงถามท่านประธาน ผมทวงถามความเป็นธรรมที่ท่านประธาน ตัดสิทธิผมไปเบื้องต้น
ผมให้สิทธิแล้ว จบไปแล้วครับ
ก็ผมถามอีก
ใช้สิทธิอภิปรายเถอะครับ
แล้วผมก็จะขอคํายืนยันครับท่านประธาน
(นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ได้ยืน และยกมือขึ้น)
คุณธนาประท้วงครับ ผมเสียสมาธิ ให้คุณธนาประท้วงให้เสร็จเถอะครับ
ผมอนุญาตให้ท่าน ได้อภิปราย ถ้าท่านไม่ใช้สิทธิผมถือว่าท่านสละสิทธิ
ผมใช้สิทธิครับท่านประธาน
ผมขอเตือนครั้งสุดท้ายครับ ท่านเทพไท เสนพงศ์ ท่านใช้สิทธิอภิปรายได้แล้ว ถ้าไม่อย่างนั้นถือว่าท่านสละสิทธินะครับ
คือท่านผิดข้อ ๕ ระหว่างที่ผมอภิปรายมีคนประท้วง มันไม่เรียบร้อย
ขอผ่านไปที่ท่านวัชระ เพชรทอง เชิญครับ ท่านจะใช้สิทธิหรือเปล่าครับ
ผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกรัฐสภา ผมเป็นกรรมาธิการเสียงข้างมาก เมื่อสักครู่นี้ท่านนิคมก็ให้อภิปรายได้ แล้วท่านประธาน ก็มาตัดสิทธิ เอาอย่างไรครับ
ท่านประธานคณะกรรมาธิการ ช่วยชี้แจงสักนิดเถอะครับ เชิญครับ มันอยู่ที่ข้อเท็จจริงมากกว่า ฟังสักนิดเถอะครับ
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม สามารถ แก้วมีชัย ในมาตรา ๑ หลังจากที่เราได้ผ่านการลงมติว่าผู้ใด แปรญัตติขัดหลักการต้องห้ามตามข้อบังคับไปแล้ว ในมาตรา ๑ ก็จะมีท่านที่สามารถ จะสงวนและอภิปรายได้ ก็คือท่านเทพไท เสนพงศ์ ท่านวัชระ เพชรทอง กรณีของท่านธนา ท่านแปรญัตติตัดมาตรา ๑ ออกทั้งมาตราซึ่งก็ขัดหลักการครับท่านประธาน
ถ้าอย่างนั้นเชิญท่านเทพไท เสนพงศ์ เลยครับ เชิญเถอะครับ
ก็คุณธนายังประท้วงอยู่ท่านประธาน ผมจะทําอย่างไร เขาจะชี้แจงก็ให้โอกาสเขาชี้แจง ผมรอได้ครับท่านประธาน
ท่านครับ รัฐสภามีมติ ไปแล้ว แล้วท่านจะมาพูด ท่านประธานกรรมาธิการดูอีกทีสิ
ไม่ได้อย่างนี้ปิดประชุมดีกว่าท่านประธานผมว่านะ มั่วแล้วท่านประธาน ปวดหัวแล้ว ท่านประธานไปโรงพยาบาลดีกว่า จริงครับ ผมแนะนํา ท่านประธานไม่สบายผมเข้าใจ ท่านประธานนะครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผมขอความกรุณาท่านสมาชิกดูที่มาตรา ๑ ในเอกสารประกอบนี้ท่านจะเห็นท่านเทพไท เสนพงศ์ มีหลายท่านที่บอกว่าท่านเทพไทก็ไม่น่าที่จะมีสิทธิอภิปราย แต่เนื่องจาก ที่ท่านแปรญัตติมาก็ไม่ได้ไปขัดหลักการอะไร เพียงแต่ท่านไปเติมถ้อยคําให้พะรุงพะรัง ไปหน่อยในชื่อร่าง ซึ่งผมเองก็คิดว่ายังอนุโลมให้ท่านอภิปรายได้ แต่ทีนี้ถ้าท่านมาดูนะครับ ตั้งแต่ท่านธนา แล้วก็มีผู้ช่วยศาสตราจารย์พีรยศ รวมถึงท่านสุกิจ อัถโถปกรณ์ ที่ท่านพูด เมื่อกลางวันนี้นะครับ จะเห็นว่ากลุ่มนี้จะมีห้อยท้ายว่ากรรมาธิการไม่เห็นด้วย และข้างล่าง จะเขียนบอก อนึ่ง ประธานคณะกรรมาธิการได้วินิจฉัยคําแปรญัตติดังกล่าวขัดกับหลักการ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักไทย แก้ไขเพิ่มเติม ตามข้อบังคับการประชุม พุทธศักราช ๒๕๕๓ ข้อ ๙๖ วรรคสาม ฉะนั้นถ้าท่านอ่านตามนี้ท่านจะเห็นว่าผู้ใดที่ขัดหลักการ ข้างล่าง จะมีคําว่า อนึ่ง ประธานกรรมาธิการเห็นว่าขัดหลักการก็จะเรียงลําดับไว้ตลอดครับ ฉะนั้น มาตรานี้จะมีอยู่ ๒ ท่านที่จะอภิปรายได้ ท่านวัชระ เพชรทอง ก็เช่นเดียวกันนะครับ แม้ท่านจะไปเติมถ้อยคําอะไรก็ถือว่าไม่ได้ขัดหลักการ แต่ถ้อยคํานั้นที่ท่านเติม รัฐสภา จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็แล้วแต่รัฐสภาตัดสิน แต่กรรมาธิการเสียงข้างมากไม่เห็นด้วย กับท่านนะครับ
เชิญท่านธนาครับ แล้วมาคุณหมอครับ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิก รัฐสภา กรรมาธิการท่านกลับไปดูกฎหมายรัฐธรรมนูญให้ดี ท่านอย่ามาอ้างข้อบังคับ การประชุมสภา ท่านอ้างข้อ ๑๓๔ หรือข้อ ๙๖ ท่านไปดูสิครับเขาเขียนไว้ว่าใช้บังคับเฉพาะ การแก้ไขร่างประกอบรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติมีคําไหนบ้างครับที่เขียวว่าให้ใช้บังคับ กับกฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่ท่านต้องดูมาตรา ๒๙๑ ที่เขาเขียนถึงหมวด ๑๕ การแก้ไข เพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ นี่เขาเขียนเฉพาะว่าเมื่อไรก็ตามที่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องใช้หมวดนี้ ข้อบังคับใดก็ตามที่ขัดหรือแย้ง ตัดสิทธิใดก็ตามที่ศาลธรรมนูญ ที่กฎหมายรัฐธรรมนูญให้ไว้ ไม่มีผลใช้บังคับ ผมขออนุญาตท่านประธานครับ มาตรา ๒๙๑ ญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐจะเสนอมิได้ (๒) ญัตติของแก้ไขเพิ่มเติม ต้องเสนอเป็นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม และให้รัฐสภาพิจารณาเป็น ๓ วาระ (๓) การออกเสียงลงคะแนนในวาระที่หนึ่งขั้นรับหลักการ ให้ใช้วิธีเรียกชื่อและลงคะแนน โดยเปิดเผย และต้องมีคะแนนเสียงเห็นชอบด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมนั้น ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของ จํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา (๔) การพิจารณาในวาระที่สองขั้นพิจารณา เรียงลําดับมาตรา ต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เข้าชื่อ เสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมด้วย การออกเสียงลงคะแนนในวาระที่สองขั้นพิจารณา เรียงลําดับมาตราให้ถือเอาเสียงข้างมากเป็นประมาณ (๕) เมื่อการพิจารณาวาระที่สอง เสร็จสิ้นแล้วให้รอไว้สิบห้าวัน เมื่อพ้นกําหนดนี้แล้วให้รัฐสภาพิจารณาในวาระที่สามต่อไป มีตรงไหนครับ ที่ห้ามแปรญัตติขัดหลักการ ในเมื่อชั้นรับหลักการแก้ไขรัฐธรรมนูญถือเป็น กฎหมายมหาชนที่มีผลใช้บังคับกับคนทั้งประเทศ ผมไม่รับหลักการในวาระที่หนึ่ง แล้วจะให้ ผมเห็นด้วยกับท่านในวาระที่สองได้อย่างไร ท่านมาข่มเหงจิตใจให้ผมรับกับท่านไม่ได้ ผมก็ต้องแปรญัตติ ผมไม่เอา ผมตัดออก นั่นคือสิทธิของผมที่จะไปชี้แจงกรรมาธิการ และที่ประชุมรัฐสภา ถ้าที่ประชุมรัฐสภาไม่เห็นด้วยกับผมก็ยืนตามกรรมาธิการ แต่ถ้าท่าน พูดว่ากรรมาธิการรับหลักการแล้วต้องเป็นอย่างนั้น ก็หมายถึงว่ารับหลักการเสร็จแล้ว เป็นวาระที่สามเลยอย่างนั้นหรือครับ ท่านเอาข้อบังคับมาอ้างเหนือรัฐธรรมนูญไม่ได้ และการตีความรัฐธรรมนูญต้องตีความโดยกว้างไม่เป็นการตัดสิทธิประชาชนและ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพราะฉะนั้น ผมกราบเรียนท่านประธานว่า ท่านกําลังใช้สิทธิ ปิดบังและไม่ให้สมาชิกได้ทําหน้าที่ในที่ประชุมรัฐสภา เหมือนกับที่ได้มีขบวนการเอาตํารวจ เข้ามาขัดขวาง เอาเจ้าหน้าที่ตํารวจจากนอกรัฐสภาเข้ามา ผมถึงกราบเรียนท่านประธานว่า อย่าใช้เสียงข้างมากลากไป แล้วท่านประธานก็จะเป็นจําเลยอีกครั้งหนึ่งของสังคม มาตรา ๒๙๑ ยืนยันกันดี เป็นอย่างไรละครับท่านประธาน ศาลรัฐธรรมนูญมีหมายเรียก ท่านประธานจนถึงวันนี้ พอเราท้วงติง เราตั้งข้อสังเกตก็ไม่ฟัง จะเอาเสียงข้างมากแล้วก็โหวตกัน โหวตเรื่องอะไรยังไม่รู้เลยครับ ถามสิว่าตอนที่ลงมติกันบ่ายโมงบ่ายสองโมง ลงเรื่องอะไร ท่านไปถอดเทปดูครับ แล้วลงคนไหนมีสิทธิ คนไหนไม่มีสิทธิยังไม่รู้เลย แล้วท่านประธาน ก็ลุกขึ้นมาบอกว่า อนุโลมให้ หมายความว่าอย่างไรครับ แล้วเมื่อสักครู่นี้ท่านประธานนิคม ก็อนุญาตให้ผมอภิปราย แล้วอยู่ ๆ ท่านประธานก็ลุแก่อํานาจ ใช้อํานาจอีก ไม่ให้ ผมอภิปรายแล้ว เพื่ออะไรครับ เพื่อให้ ๕๗ คนนี้เขาไม่มีสิทธิที่จะใช้สิทธิของเขา และผมก็ ไม่ได้อยู่ใน ๑-๕๗ คนในรายชื่อของคณะกรรมาธิการที่เสนอมาด้วย แต่อย่างไรก็แล้วแต่ ๕๗ คนนี้มีสิทธิใช้สิทธิตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ เพราะไม่มีมาตราไหน ในมาตรา ๒๙๑ จํากัดสิทธิว่าเขาแปรญัตติขัดหลักการไม่ได้ ท่านเอาข้อบังคับมาใหญ่กว่า รัฐธรรมนูญได้อย่างไร เสียดายท่านประธานสามารถเป็นประธานมาหลายคณะ แต่ท่านใช้ ดุลยพินิจที่ขัดขวางการทํางานของท่านสมาชิกมาตลอด ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่า สิทธิอันนี้
สมควรแล้วกระมังครับ
สิทธิอันนี้ ผมต้องพูดครับท่านประธาน
ก็วนมาแล้วครับ สมควร แล้วครับ
หมายความว่าอย่างไรครับ
ก็วกวนมาแล้ว
หมายความว่าอย่างไรครับ สมควรนี่ หมายความว่าอย่างไรครับ
พอเถอะครับ
พอนี่หมายความว่าอย่างไรครับ ท่านประธานเห็นด้วยกับสิ่งที่ผมพูด หรือว่ายังลุแก่อํานาจเอาแบบเดิมอีก ผมชี้ให้ ท่านประธานเห็นว่า มาตรา ๒๙๑ ไม่มีห้าม แล้วท่านมาห้ามสิทธิพวกผมได้อย่างไร นี่เป็นสิทธิรัฐธรรมนูญที่ผมจะต้องใช้ แล้วก็ไม่มีใครมาขัดขวางได้ ข้อบังคับจะใหญ่กว่า รัฐธรรมนูญได้อย่างไรครับท่านประธาน พูดกันทั้งวันข้อบังคับ ข้อบังคับ ผมอ่านรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ ให้ท่านฟัง มีตรงไหนบ้างครับ รัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่ต้องเปิดกว้าง การลงมติ แต่ละขั้นมันอาจจะมีแนวความคิดที่เปลี่ยนไป อาจจะมีการรับฟังข้อมูลเพิ่มขึ้น และเห็นถึงสถานการณ์ของบ้านของเมือง ท้ายที่สุดกรรมาธิการหรือสถานการณ์ ก็อาจจะมีการเปลี่ยนแนวความคิดก็ได้ นี่คือทางออก เพราะฉะนั้นผมกราบเรียน ท่านประธานครับว่าอย่าใช้ดุลยพินิจอย่างนี้ มาตรา ๒๙๑ มีตรงไหนบ้างครับที่เขียนว่า ห้ามพวกผมแปร เขาเปิดกว้างเพื่อให้สมาชิกได้ใช้สิทธิเต็มที่ เพราะนี่คือกฎหมายสําคัญ ของประเทศ อย่าได้หยิบยกข้อบังคับมาอีกเลยครับ และผมขออนุญาต
อย่าเพิ่งครับท่านประธานสามารถ นั่งลงครับ ท่านฟังให้จบ มาตรา ๑๓๖ ท่านประธาน ดูนะครับ ผมจะอ่านให้ฟังแล้วจะได้เข้าใจไปด้วยกัน
ท่านครับ ผมเห็นว่ามัน สมควรจบแล้ว เรื่องนี้มีมติไปแล้ว ผมไม่อนุญาตแล้วครับ เชิญท่านประธานคณะกรรมาธิการ
ก็ด้วยความเคารพ ในข้อคิดเห็นและข้อกฎหมายของท่านธนานะครับ
ท่านประธานครับ ผมยังอภิปรายไม่เสร็จ เลยครับท่านประธาน
ท่านครับ พูดมามันจะเข้า ๙ ชั่วโมงแล้วนะครับ ก็เรื่องเดิมนี่ละครับ เอ้า ใครจะด่าผมก็ด่าครับ
ท่านประธานครับ ผมขอความกรุณาเถอะท่านธนาครับ
ท่านธนา เชิญครับ
ท่านธนาก็เป็น นักกฎหมายนะครับ ท่านกรุณาดูรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๓
ท่านครับ ให้ท่านได้พูด ท่านธนาน่ะ เชิญเถอะ
ให้ผมจบก่อนใช่ไหมครับท่านประธาน
ท่านสมาชิกทนหน่อยครับ
ทนนิดนะครับ
เชิญครับ
นี่ท่านประธาน ผมนี่หาจนกระทั่ง ผมเรียนท่านประธาน ท่านประธานไปเปิดดูสิครับ รัฐธรรมนูญนี่เขียนไว้ถึงขั้นตอน ที่มอบอํานาจให้ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรไปออกระเบียบ ไปออกข้อบังคับ เพื่อที่จะใช้ใน การตรากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติ ไม่มีเลยครับที่จะให้อํานาจท่าน ไปตราข้อบังคับในการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการที่รัฐธรรมนูญเขียนหมวด ๑๕ โดยเฉพาะเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ท่านต้องปฏิบัติตามหมวด ๑๕ โดยเคร่งครัด จะมาอาศัยข้อบังคับแล้วมาตัดสิทธิสมาชิกที่เขาใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญไม่ได้ ไปดูสิครับ มาตรา ๑๓๔ ถ้าผมจําไม่ผิด เขียนไว้ชัดเจนว่า ให้มีการตราข้อบังคับเพื่อพิจารณากฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติเท่านั้น ไม่มีคําว่ารัฐธรรมนูญอยู่ในรัฐธรรมนูญ ฉบับนั้น แต่ว่าท่านพยายามที่จะเอาข้อบังคับท่านมาใหญ่กว่ามาตรา ๑๙๑ ซึ่งเป็นบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญไม่ได้ ผมถึงเรียนท่านว่าจะรีบไปไหนครับ รัฐธรรมนูญนี่ครับเป็นเรื่องสําคัญของ ประเทศ พี่น้องประชาชนก็อยากจะฟัง ผมเชื่อว่าเขาก็ฟัง อยากฟังว่าฝ่ายค้านมีหลักเกณฑ์ มีวิธีคิดอย่างไร
จบหรือยังครับ อย่าอารัมภบทเลยครับ จบแล้วใช่ไหมครับ
ท่านประธานจะรีบไปไหนครับ
ก็ไม่รีบ จบแล้วนี่ครับ
เอ๊ะท่านประธานนี่
พอเถอะครับ พอเถอะครับ เชิญคุณหมอครับ
(นายอนุรักษ์ นิยมเวช สมาชิกวุฒิสภาภาควิชาชีพ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ดูคุณอนุรักษ์ก่อน
กราบเรียน ท่านประธานครับ กระผม นายอนุรักษ์ นิยมเวช สมาชิกวุฒิสภา คือขอประท้วงท่านประธาน นิดหนึ่งนะครับ ก็คือในส่วนของข้อ ๙๖ ผมมีความเห็นต่างจากท่านประธาน ก็คือ ผมเห็นด้วยกับกรรมาธิการนะครับ เพราะในชั้นกรรมาธิการในข้อ ๙๖ มันตัดสิทธิเฉพาะ คนแปรญัตติเท่านั้นเอง ซึ่งจริง ๆ แล้วก็มีมติไปแล้วว่าในส่วนผู้แปรญัตติ จํานวน ๕๗ คน เป็นคนแปรญัตติ ท่านบอกว่าแปรญัตติในส่วนขัดกับหลักการไม่ได้ แต่ข้อ ๙๖ ท่านประธาน อ่านนะครับ ข้อ ๙๖ ไม่รวมชั้นกรรมาธิการนะครับ ข้อ ๙๖ ขออนุญาตอ่านนะครับ บอกว่า การพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมชั้นคณะกรรมาธิการ สมาชิกรัฐสภา ผู้ใดเห็นควรแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมก็ให้เสนอคําแปรญัตติล่วงหน้า เป็นหนังสือต่อประธานคณะกรรมาธิการภายในกําหนดสิบห้าวันนับแต่วันถัดจากวันที่รัฐสภา รับหลักการ แล้วก็การแปรญัตติต้องแปรเป็นรายมาตรา และวรรคสามนะครับ การแปรญัตติ เพิ่มมาตราขึ้นใหม่ หรือตัดทอน หรือแก้ไขมาตราเดิม ต้องไม่ขัดกับหลักการแห่งร่าง รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม เว้นแต่การแก้ไขเพิ่มเติมมาตราที่เกี่ยวเนื่องกับหลักการนั้น ซึ่งกรรมาธิการก็ทําถูกแล้วนะครับก็ยกเซท (Set) หนึ่งของคนที่แปรญัตติมา แล้วก็ลงมติ บอกว่าถ้าแปรขัดต่อหลักการจะทําไม่ได้ แต่ในส่วนมาตรานี้ไม่เกี่ยวข้องกับกรรมาธิการ นะครับ เพราะกรรมาธิการไม่ต้องทําข้อเสนอล่วงหน้า ๑๕ วัน เจตนารมณ์ของข้อ ๙๖ ใช้เฉพาะคนแปรญัตติ ไม่รวมกรรมาธิการ ซึ่งกรรมาธิการทําถูกแล้ว ก็คือในส่วนของ กรรมาธิการคนใดที่มีสิทธิแปรญัตติเขาก็แปร เขาก็สงวนไป เพราะเขาไม่อยู่ในเงื่อนไขของ ข้อ ๙๖ เพราะฉะนั้นโดยหลักการแล้วสิ่งที่กรรมาธิการทําถูก ผมไม่เห็นด้วยกับท่านประธาน นะครับ ที่ท่านประธานบอกว่าคนที่เป็นกรรมาธิการไม่มีสิทธิที่จะแปรญัตติ เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าการดําเนินการต้องทําตามข้อบังคับให้เคร่งครัดตามข้อ ๙๖ นะครับ จะไปตัดสิทธิเขา และกรรมาธิการเห็นถูกต้องแล้วว่าในส่วนกรรมาธิการข้างน้อยมีสิทธิ เพราะไม่อยู่ภายใต้ บังคับข้อ ๙๖ แล้วดําเนินการตามมาตรา ๒๙๑ (๔) ต้องพิจารณาเป็นรายมาตรานะครับ ถ้าสิทธิในการแปรญัตติเขามี ต้องให้สิทธิเขานะครับ กราบขอบพระคุณครับ
เดี๋ยว ระหว่างคุณหมอกับ ท่านสามารถ
ท่านประธานครับอีกนิดเดียว ผมขอให้จบ ตรงนี้เลย
ผมไม่อนุญาตแล้วครับ ท่านจบไปแล้ว ใช้เวลามากเลยครับ
ท่านประธานครับ ผมขอสั้น ๆ นิดเดียวเพื่อทําความเข้าใจนะครับ คือถ้าท่านจะกรุณาอ่านรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๓ วรรคท้าย ท่านธนาท่านก็จะเห็นนะครับว่าจะมีบทบัญญัติบอกว่า การพิจารณา ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมหรือร่างพระราชบัญญัติต่อไปตามวรรคสองให้เป็นไปตาม ข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือรัฐสภา แล้วแต่กรณี แปลว่า การพิจารณารัฐธรรมนูญนี่นะครับ ร่างรัฐธรรมนูญที่เรากําลังทํา รัฐธรรมนูญมาตรา ๑๕๓ ท่านก็บัญญัติไว้ว่าให้เป็นไปตามข้อบังคับ ของอะไรครับ ก็ของรัฐสภา ในข้อบังคับของ รัฐสภา ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติจากสมาชิกวุฒิสภาท่านก็พูดชัดเจน มาตรา ๙๖ วรรคสาม ก็บอกว่าการแปรญัตติเพิ่มมาตราขึ้นใหม่หรือตัดทอน หรือแก้ไขมาตราเดิม ต้องไม่ขัดกับ หลักการแห่งร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม เว้นแต่การแก้ไขเพิ่มเติมมาตราที่เกี่ยวเนื่องกับ หลักการนั้น ผมก็ทําตามกฎหมายนี่ละครับ มันก็เขียนไว้ชัดเจนนะครับท่านประธาน
เชิญคุณหมอ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน ผมยกมือขึ้นประท้วง ใช้สิทธิ พาดพิงตามข้อบังคับ ข้อ ๔๕ หลายท่านได้กล่าวชื่อผม ในเรื่องที่ผมได้เสนอว่าท่านสมาชิก ผู้ที่แปรญัตติเห็นว่าจะเป็นกรรมาธิการนะครับ ท่านเทพไทผมไม่แน่ใจว่าท่านเป็นกรรมาธิการ หรือไม่ ไม่ได้เขียน ว่าท่านเทพไทแปรญัตติขัดกับหลักการ ท่านประธานสามารถบอกว่า ไม่ขัด แต่รายงานท่านเขียนรวมมาสุดท้ายบอกว่า ขัด อันนั้นแล้วแต่ท่านจะวินิจฉัย แต่ผมมี หลักฐานเชิงประจักษ์ ท่านประธานครับ คําแปรญัตติของท่านเทพไทถ้าไม่ดูให้ละเอียด จะดูเหมือนว่าไม่ขัดกับหลักการ แต่ท่านไปดูในหลักการที่เขียนไว้ชัด ๆ นะครับ มีถ้อยคํา ที่ท่านประธานนิคม ไวยรัชพานิช ต้องเอ่ยชื่อท่าน ได้วินิจฉัยไว้ว่า ถ้ามีการแปรญัตติว่า ตัดคําว่า โดยกําหนดให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง ถ้าตัดถ้อยคํานี้ออกถือว่า ตัดหลักการสําคัญ ท่านมาดูมาตรา ๑ ซึ่งท่านเทพไทได้แปรญัตติไว้ ขออนุญาตเอ่ยนามท่านครับ ท่านเทพไท เขียนว่าขอสงวนความเห็น เป็นกรรมาธิการครับ เขาใช้สงวนความเห็น ขอให้แก้ไขเพิ่มเติม ความในมาตรา ๑ เป็นดังนี้ มาตรา ๑ รัฐธรรมนูญนี้เรียกว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาไทย แก้ไขเพิ่มเติม และไปต่อด้วยมาตราอะไรครับ รายงานก็ไม่ชัด ผมขอโทษประธาน คณะกรรมาธิการด้วย ไปตัดคําว่า โดยกําหนดให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง ออก ถ้อยคํานี้ตัดออกทั้งหมดเลย ไม่มีอยู่ในรายงาน ผมใช้รายงานนี่ครับ เพราะท่านให้รายงาน ผมมา เพราะฉะนั้นผมก็เลยเอาข้อสรุปของท่านว่าทั้งกลุ่มนี้นะครับ ตั้งแต่ท่านเทพไท ท่านธนา และมีกลุ่มผู้แปรญัตติอีก ตั้งแต่ขออนุญาตครับ ที่เขียนว่าผู้ช่วยศาสตราจารย์ เป็นต้นมาที่บอกว่าแปรญัตติตัดออกทั้งหมดนะครับ กรรมาธิการบอกว่ากรรมาธิการไม่เห็นด้วย ผู้แปรญัตติสงวนความเห็น ท่านก็มา อนึ่ง สรุป ผมก็กราบเรียนท่านประธานว่าเรื่องนี้เราได้ วินิจฉัยไว้แล้ว นั่นคือประเด็นเกี่ยวกับท่านเทพไท
ประเด็นที่ ๒ เกี่ยวกับท่านสมาชิกวุฒิสภาได้กรุณามาให้ความเห็นว่า การทําหน้าที่ของท่านประธาน กรณีสมาชิกถูกต้อง แต่กรรมาธิการใช้ไม่ได้ ประเด็นนี้ เป็นอย่างนี้ท่านประธานครับ กรณีสมาชิกที่ไม่เป็นกรรมาธิการ ก็ต้องเขียนข้อบังคับ เป็นอย่างนั้น เพราะไม่สามารถไปเขียนให้กรรมาธิการได้ เพราะฉะนั้นกรรมาธิการ ที่จะเสนอความเห็นได้ตลอดเวลา แต่ว่าเมื่อสภามีข้อวินิจฉัยลักษณะทํานองนั้น เมื่อสมาชิกแปรญัตติตัดทั้งมาตราถือว่าขัดกับหลักการ ท่านประธานครับ กรรมาธิการ แปรญัตติตัดทั้งมาตราไม่ขัดหลักการอย่างนั้นหรือ ท่านมีสิทธิให้อภิปรายได้ครับ แต่ว่า พอเขาอภิปรายว่าผมแปรญัตติตัดทั้งมาตราสภาวินิจฉัยเรียบร้อยแล้ว ท่านประธานต้องบอกว่า สภาวินิจฉัยแล้ว พูดได้ครับ พูดได้แค่นี้ ไม่ได้ตัด ให้แสดงความเห็นครับ แต่คุณพูดประเด็น ที่สภาได้วินิจฉัยไปว่าตัดทั้งมาตราคือขัดหลักการ ท่านจะใช้ ๒ มาตรฐานไม่ได้นะครับ ท่านไปบอกสมาชิกตัดทั้งมาตราขัดหลักการ กรรมาธิการตัดทั้งมาตราไม่ขัดหลักการ ไม่ได้ครับท่านประธานครับ โปรดวินิจฉัยครับ
ท่านธนายังไม่พออีกหรือ ต่อเนื่องไปจนถึงหกทุ่มเลยหรือเปล่า มันกี่ชั่วโมงแล้ว มันพอแล้วไหม ไม่เกรงใจประธาน ก็เกรงใจประชาชนเขาด้วยครับ ผมขออนุญาตดําเนินการต่อเลยดีกว่าครับ เชิญท่านเทพไท เชิญเถอะครับ ท่านเทพไทเชิญครับ ท่านอภิปรายเถอะครับ
ผมอภิปรายอยู่แล้ว อยากอภิปรายใจจะขาดอยู่แล้วท่านประธาน ผมอุตส่าห์หนีรายการ สายล่อฟ้ามาเพื่ออภิปรายมาตรานี้ท่านประธานรู้หรือเปล่า แฟนคลับผมเป็นล้าน ๆ
ท่านอภิปรายเถอะครับ ท่านจะใช้สิทธิไหมครับ
ใช้ครับท่านประธาน
ใช้สิทธิก็เชิญอภิปราย ได้เลยครับ ไม่อย่างนั้นถือว่าท่านสละสิทธินะครับ
แล้วคุณธนาประท้วงโหวกเหวกโวยวาย ผมไม่มีสมาธิอภิปรายท่านประธาน ท่านประธาน ต้องเคลียร์ (Clear) กับคุณธนาให้จบก่อน
ผมเตือนท่านครั้งสุดท้าย ท่านจะใช้สิทธิหรือเปล่าครับ ท่านใช้สิทธิไหมครับ
ใช้สิทธิครับท่านประธาน ยืนยันครับ ยืนยันว่าใช้สิทธิ
ใช้สิทธิอภิปรายได้เลยครับ ถ้าไม่อภิปรายถือว่าสละสิทธินะครับ
ผมอภิปรายครับ เรียนท่านประธานครับ ผม เทพไท เสนพงศ์ สมาชิก ท่านประธาน ดูสิครับบรรยากาศ แล้วท่านประธานจะให้ผมอภิปรายอย่างไรครับ ท่านประธานปฏิบัติ ตามข้อ ๕ สิครับ
เอาเชิญท่านธนาครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เมื่อสักครู่นี้ด้วยความเคารพ ท่านสามารถลุกขึ้นชี้แจง ท่านไม่ตอบแล้วนะครับว่าข้อบังคับ ข้อ ๙๖ แต่ท่านมาตอบมาตรา ๑๕๓ ท่านอ้างว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้อํานาจในการไปตรา ข้อบังคับ ผมเรียนท่านอย่างนี้ครับ ในมาตรา ๑๓๔ สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภามีอํานาจ ตราข้อบังคับการประชุมเกี่ยวกับการเลือกและการปฏิบัติหน้าที่ของประธานสภา รองประธานสภา เรื่องหรือกิจการอันเป็นอํานาจหน้าที่ของกรรมาธิการสามัญแต่ละชุด การปฏิบัติหน้าที่และองค์ประชุมของคณะกรรมาธิการ วิธีการประชุม การเสนอและพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ และร่างพระราชบัญญัติการเสนอญัตติ การปรึกษา การอภิปราย การลงมติ การบันทึกการลงมติ การเปิดเผยการลงมติ การตั้งกระทู้ถาม การเปิดอภิปรายทั่วไป การรักษาระเบียบและความเรียบร้อย และการอื่นที่เกี่ยวข้อง รวมทั้ง มีอํานาจตามข้อบังคับเกี่ยวกับการประมวลจริยธรรมของสมาชิกและกรรมาธิการและกิจการอื่น เพื่อดําเนินการตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ท่านเห็นไหมครับ เขาให้อํานาจไปตราบังคับ เฉพาะการพิจารณาร่างประกอบรัฐธรรมนูญกับพระราชบัญญัติ แต่ส่วนที่ท่านประธาน สามารถพูดมาตรา ๑๕๓ ท่านไม่อ่านตอนต้นล่ะครับท่านสามารถ เขาใช้ในกรณีที่อายุของ สภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงครับ เขามีเงื่อนไข แต่อย่างไรก็แล้วแต่ท่านสมารถไม่ปฏิเสธ แน่นอน ข้อบังคับที่ร่างโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือรัฐสภาไม่มีวันใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญ ครับ อันนี้ท่านอย่าปฏิเสธผม ท่านเป็นนักกฎหมายเหมือนผม การออกพระราชบัญญัติไปใช้ บังคับก็จะมีเขียนไว้ท้ายครับว่า กฎหมายอื่นใด กฎระเบียบ ข้อบังคับใดก็ตามที่ขัดหรือแย้ง กับพระราชบัญญัติฉบับนี้ให้เป็นอันไม่มีผลใช้บังคับ เห็นไหมครับกฎหมายที่มีศักดิ์ใหญ่กว่า เขาจะลบล้างกฎหมายที่มีศักดิ์น้อยกว่าทันที ท่านไม่มีสิทธิพูดข้อบังคับครับ เพราะ รัฐธรรมนูญเขาแยกเขียนมาตราในหมวดที่ ๑๕ ไว้ชัดเจนเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นั่นหมายถึงว่าเป็นการเปิดกว้างที่สุดเพื่อที่จะให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปตามหลักเกณฑ์ ที่รัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้ในหมวดที่ ๑๕ ในหมวดที่ ๑๕ เขียนหลักการกว้าง ๆ เท่านั้น ท่านประธานจะเอาข้อบังคับมาจํากัดสิทธิเหนือรัฐธรรมนูญของสมาชิกรัฐสภาไม่ได้ เพราะฉะนั้นข้อบังคับส่วนใดก็ตามที่ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ข้อบังคับนั้น เสมือนหนึ่งไม่มีผลใช้บังคับเลย ถ้าข้อบังคับนั้นระบุว่าห้ามแปรขัดหลักการในการรับหลักการ วาระที่หนึ่ง ถ้ารัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนไว้ ก็ถือเป็นการออกข้อบังคับเหนือกว่ารัฐธรรมนูญ เป็นการจํากัดสิทธิของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพราะฉะนั้นไม่มีผลใช้บังคับ ผมเรียน ท่านประธานอย่างนี้ละครับ เพราะท่านประธานก็จะรีบร้อนจะรีบพิจารณา ผมก็เข้าใจ ท่านประธานว่ามันมีอะไรหลายอย่างที่ผลักดันและเดิมพันสูงอยู่กับท่านประธาน แต่ผมเรียน บันทึกไว้ในที่ประชุมแห่งนี้ว่าผมได้ท้วงติงท่านประธานแล้ว ผมหยิบยกรัฐธรรมนูญให้ ท่านประธานฟังแล้ว ผมชี้ให้ท่านประธานเห็นแล้วว่าข้อบังคับไม่ใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญ แต่ถ้า ท่านประธานยังดื้อดึงยังดึงดันต่อไปก็ต้องรับผิดชอบ แต่ผมยืนยันว่าสมาชิกทั้ง ๕๗ ท่าน และผมที่ได้แปรญัตติมีสิทธิที่จะอภิปราย เพราะว่าผมไม่รับหลักการตั้งแต่แรก จะบังคับ ผมให้ไปเห็นด้วยกับกรรมาธิการได้อย่างไร เพราะผมไม่รับหลักการผมไม่เห็นด้วยกับ หลักการอันนี้ ผมก็มีสิทธิที่จะเสนอความเห็นผมที่ไม่รับหลักการ ท้ายที่สุดอยู่ที่ที่ประชุม รัฐสภาจะเห็นด้วยกับกรรมาธิการหรือจะเห็นด้วยกับผม ถ้าเห็นด้วยกับผมก็ลงมติคว่ํา กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้เท่านั้นเอง แต่ถ้าเห็นด้วยกับกรรมาธิการก็ตามร่างของ กรรมาธิการไปสิครับ ไม่เห็นมันจะผิดปกติตรงไหนเลย ผมถึงไม่เข้าใจว่าการตัดทุกมาตรา ของผมเพื่อให้เห็นว่าผมไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ และเมื่อไรก็ตามที่รัฐสภา เห็นด้วยกับผมก็โหวตคว่ํารัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็จบ ไม่เห็นมันจะขัดหลักการตรงไหนเลยครับ ท่านประธาน เคยมีไหมครับที่เราพิจารณากฎหมายแล้วมาพูดกันถึงประเด็นอย่างนี้ ไม่มี เพราะนี่คือสิ่งที่ท่านพยายามที่จะขัดขวางคน ๕๗ คนที่จะใช้สิทธิอภิปรายอย่างไรครับ ผมเรียนท่านประธานแล้วท่านประธานยังคิดว่าสิ่งที่ผมพูดไม่รับฟัง ท่านประธานก็รับผิดชอบ ขอบคุณครับ
เชิญท่านประธาน คณะกรรมาธิการจะได้ดําเนินการต่อ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม สามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมาธิการนะครับ ก็อยากกราบเรียนว่าผมก็ตรวจสอบ รัฐธรรมนูญประกอบข้อบังคับการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม ในข้อบังคับนี่ก็ แยกออกมาเป็นพิเศษนะครับ ถ้าท่านจะกรุณาเปิดดู เพราะว่าข้อบังคับนี่คือการปฏิบัติ ในรายละเอียด ในมาตรา ๒๙๑ ที่ท่านอ้างถึงก็จะพูดหลักการทั่วไปในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีเฉี่ยวนิดเดียวบอกว่าพอวาระที่สอง ให้พิจารณาเรียงมาตรา แต่ในรายละเอียดทั้งหลาย เกี่ยวกับการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการเขาก็จะบัญญัติไว้ในหมวด ๗ การเสนอและการพิจารณา ร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม ไล่ตั้งแต่มาตรา ๘๖ ไปจนถึงมาตรา ๙๖ ที่ผมพยายาม กล่าวอ้างตลอด ถ้าท่านจะทําความเข้าใจถึงเจตนารมณ์ด้วยของข้อบังคับ ท่านก็คงตระหนัก ดีว่า ข้อบังคับที่ไหนก็ตามที่พวกเราเขียนขึ้นมาคงไม่เปิดโอกาสให้การแปรญัตติที่ขัดกับ หลักการสามารถกระทําได้ ซึ่งตรงนี้ก็บัญญัติไว้ชัดเจน เมื่อสักครู่ท่านพูดว่าท่านตัดมาตรา ๑ มันไม่เห็นเป็นอะไรเลย ก็อยากกราบเรียนท่านนะครับ ท่านยืนยันว่าท่านจําเป็นต้อง แปรญัตติตัด รู้สึกท่านจะตัดทุกมาตราด้วย ก็เพราะท่านไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ครั้งนี้ ผมถามหน่อยว่าวันที่ ๔ เมษายนนี้ รัฐสภาตรงนี้มีมติด้วยเสียงข้างมากเกินกว่ากึ่งหนึ่ง เห็นชอบให้แก้รัฐธรรมนูญ และเห็นชอบให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้ง ฉะนั้น ๒ หลักคือ หลักการในการที่เราไปดําเนินการแก้รัฐธรรมนูญในชั้นกรรมาธิการที่เรารับไปดูรายละเอียด จากรัฐสภาแห่งนี้ ฉะนั้นผมยังยืนยันนะครับว่ากระผมเองในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ได้วินิจฉัยสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้และนําเสนอมาให้ท่านประธานรัฐสภานําสู่ที่ประชุมรัฐสภา และที่ประชุมรัฐสภาก็ได้มีมติยืนยันว่าการกระทํานั้นถูกต้องชอบแล้ว ฉะนั้นผู้ที่แปรญัตติ ขัดต่อหลักการซึ่งต้องห้ามตามข้อบังคับก็ไม่สามารถที่จะอภิปรายคําแปรญัตติของท่านได้ ครับท่านประธาน
ท่านสมาชิกครับ ผมขอ อนุญาตยึดตามหลักการมติของที่ประชุมรัฐสภา และขออนุญาตดําเนินการต่อเลยครับ เชิญท่านเทพไท เสนพงศ์ เชิญท่านใช้สิทธิอภิปรายที่สงวนไว้ เชิญครับ
ท่านประธานครับ กระผม เทพไท เสนพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา
ท่านนั่งเถอะครับ ผมไม่ อนุญาตให้ใครทั้งนั้น ท่านนั่งเถอะครับ ไม่มีใครผิดข้อบังคับหรอกครับ ถ้ามีก็คือท่านนั่นละ
ท่านประธานฟังเขาหน่อยครับ เผื่อบางทีมันมี
ผมไม่อนุญาตทั้งนั้นครับ นั่งเถอะครับ
เผื่อบางมีมันมี ฟังเขาหน่อยครับ สงสารเขาครับ
๙ ชั่วโมงแล้วครับ สงสาร ผมดีกว่า ไม่อนุญาตแล้วครับ
มันอาจจะผิดจริง ๆ
ไม่เอาแล้วครับ ไม่อนุญาตแล้วครับ เชิญท่านต่อเลยครับ ท่านเทพไท
มันอาจจะผิดจริง ๆ ครับท่านประธาน
ท่านประธานครับ มีคนเล่นไฮโลอยู่ในสภาครับ
ก็ไม่เป็นไร เล่นไฮโล ก็เรื่องของเขา อันนี้เรื่องของเราอยู่ในสภา เชิญครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ มีคนขับรถของท่านนั่งเล่นไฮโลอยู่ที่สโมสรครับ หน้าตึก วุฒิสภาครับ ท่านประธานจะทําอย่างไรต่อไปครับ ทําไมไม่ส่งให้ตํารวจสภาผู้แทนราษฎร คนขับรถของพรรคเพื่อไทยเล่นไฮโลอยู่ข้างสโมสรรัฐสภา คนขับรถ ส.ส. พรรคเพื่อไทยครับ
ไม่เป็นไร ท่านเลขาธิการ ไปดูหน่อย เชิญท่านเทพพงศ์ต่อเลยครับ
เทพไทครับ ท่านประธานเรียกชื่อผมผิดครับท่านประธาน ผมอยากจะให้ท่านปฏิบัติตาม ข้อ ๕ ครับ เมื่อมีสมาชิกประท้วงอยู่แล้วผมก็เป็นคนที่สมาธิไม่ค่อยดีด้วยท่านประธาน เมื่อมีคนประท้วงผมก็วอกแวก ผมก็ไม่มีสมาธิอภิปรายทั้ง ๆ ที่ผมก็ตั้งใจอภิปรายมากครับ ท่านประธานครับผมมีสิทธิอภิปรายในมาตรา ๑ แต่ว่าเมื่อหมอชลน่านได้ท้วงติงว่าผมไม่มี สิทธิที่จะอภิปรายตามมาตรา ๑
ท่านครับ ผมขอเตือน นะครับ ทั้ง ๒ ท่านนั่งลงเถอะครับ ผิดตรงที่ไม่ให้ความร่วมมือนี่ละครับ
คือเขาใช้ข้อบังคับครับท่านประธาน เขายืนขึ้นและยกมือเหนือศีรษะ เขาประท้วงครับ ท่านประธาน เป็นการประท้วง ต้องให้สิทธิเขาครับท่านประธาน เป็นเอกสิทธิ์
ก็ประท้วงเรื่องเดิมที่เขา วินิจฉัยไปแล้ว
ไม่แน่ท่านประธานอย่าทายใจเขาสิครับ ไม่แน่เขาอาจจะเรื่องอื่นครับ
ก็ ๙ ชั่วโมงแล้วครับ ไม่อนุญาตแล้วครับ
อาจจะไม่ซ้ําประเด็นนะครับท่านประธาน
ถ้าไม่นั่งผมจะเชิญ ให้ออกไปนะครับ
ท่านประธานอย่าทําอย่างนั้นสิครับ เขาใช้เอกสิทธิ์ตามข้อบังคับ ท่านประธานให้โอกาสเขา หน่อยท่านประธาน เผื่อบางทีมันจะมีประเด็นสําคัญท่านประธาน ข้อ ๔๕ ใช่ไหมครับ
ประชาชนเขาฟังอยู่ ประเด็นสําคัญ เชิญครับ เชิญคุณหมอสุกิจเลยครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดตรัง ท่านประธานครับ ผมไม่เคยพูดอะไรเล่น ๆ ไม่เคยที่จะมาเล่นอะไรในสภา สิ่งที่ผมพูดผมต้องการจะทวงสิทธิของผมซึ่งถูกตัดไปโดยไม่ยุติธรรม ท่านประธานครับ ข้อบังคับ ข้อ ๗๑
ท่านทวงสิทธิประเด็น ไหนครับ ชัด ๆ ครับ
ท่านฟังสิครับ
ท่านทวงเรื่องอะไรครับ
ท่านประธาน ท่านไม่ฟังแล้วท่านมาถามอะไรอย่างนี้
ก็อยากรู้ว่าท่านทวง เรื่องอะไรจะได้วินิจฉัย
ผมประท้วงท่าน ตามข้อ ๗๑ ท่านไม่ปฏิบัติตามข้อ ๗๑ ท่านเข้าใจหรือยังครับตอนนี้ว่าไม่ซ้ํากับใครเลย ให้ผมพูดต่อไหมครับ
เชิญตามสบายครับ เชิญเถอะ
ข้อ ๗๑ ถ้าผู้แปรญัตติ หรือผู้รับมอบหมายไม่เห็นด้วยกับมติของคณะกรรมาธิการในข้อใดจะสงวนคําแปรญัตติ ในข้อนั้นไว้ เพื่อขอให้รัฐสภาวินิจฉัยก็ได้ ผมไปแปรญัตติแล้วผมไม่เห็นด้วยกับมติของ กรรมาธิการ ผมจึงควรได้สิทธิที่จะสงวนแล้วก็มาพูดในวันนี้ครับ ท่านจะเอาข้อบังคับอื่น ๆ มาตัดสิทธิผมไม่ได้ ทําให้ผมเสียดายบรรยากาศ ประเพณีที่เราทํามาตั้งนานถูกท่านประธาน สามารถทําลายหมดเลย มันถึงวุ่นวายมา
ท่านครับก็เรื่องเดิม พอเถอะครับ พอแล้วครับ เชิญท่านเสนพงศ์ต่อเถอะครับ
ท่านประธานเรียกชื่อผมผิดตลอดเลย ท่านเทพพงศ์บ้าง ท่านเสนพงศ์บ้าง อะไรท่านประธาน ผมเสียหายท่านประธาน ชื่อผมดังจะตายไปอยู่แล้ว คนรู้จักกันทั้งประเทศครับท่านประธาน คุณเทิดพงศ์ คุณเทพพงศ์ ตาย ๆ ท่านประธานผมว่าพักการประชุมดีไหม
เชิญเถอะครับ
ผมเสียหายจริง ๆ ครับท่านประธาน ท่านประธานครับ ผม เทพไท เสนพงศ์ ใช้สิทธิอภิปราย แต่ว่าถ้ามีใครประท้วงขึ้นมาอีกผมก็จะหยุดอภิปรายนะครับ เพราะผมเป็นคนไม่มีสมาธิ คือมาตรา ๑ ที่ผมขอแปรญัตติ
ท่านอภิปรายครับ ท่านอภิปรายเถอะ
ผมอภิปรายนะครับ คือใน มาตรา ๑
ท่านสมาชิกครับ โปรดให้ความร่วมมือด้วยนะครับ อย่าบังคับผมเลยครับ แล้วประท้วงก็ประท้วงเรื่องเดิม ซึ่งที่ประชุม มีมติแล้วก็ประท้วงอยู่อย่างนี้
ถามหน่อยครับ มติใครเสนอครับ รับรองท่านประธาน ผมประท้วง มตินี้ใครเสนอครับ ใครรับรองล่ะครับ ท่านประธานเสนอญัตติเอง แล้วท่านประธานให้ใครรับรองล่ะครับ
ประธานเสนอมันไม่ต้องมี ผู้รับรองครับ
ข้อบังคับ ข้อไหนครับท่านประธาน
ก็อ่านดูสิครับ ไปดูใหม่ ไปดูใหม่ เอาละครับ พอแล้วครับ
ผมเรียน ท่านประธานครับ วันนี้ที่เรามีปัญหาอยู่นี้ ท่านประธานก็รู้อยู่แก่ใจครับ
เอาเลยครับ เอาให้คนดู ทั้งประเทศ เชิญตามสบายครับ เชิญครับ เอาเลยครับ เชิญครับ
เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม ธนิตพล ไชยนันทน์ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมต้อง กราบเรียนท่านประธานครับว่าวันนี้ที่มีปัญหาเรื่องของการประชุม แล้วที่ผมประท้วง ท่านประธานอยู่ก็เพราะว่าเพื่อนสมาชิกหลายท่านที่ต้องการแปรญัตติ และได้เสนอคําแปรญัตติ ไปอย่างถูกต้อง ปัญหาก็คือว่า อยู่ ๆ นี่เพื่อนที่เขาเตรียมข้อมูลมาเพื่ออภิปราย จะเห็นด้วย ไม่เห็นด้วยไม่เป็นไรครับ นั่นเป็นหน้าที่ของสภาที่จะลงมติ แต่อยู่ดี ๆ ท่านประธานเสนอ ญัตติขึ้นมา บอกว่าจะตัดสิทธิผู้ที่แปรญัตติไว้แล้วขัดต่อหลักการ ผมก็ต้องถามท่านประธาน ปกติเวลาเสนอญัตติในสภาผู้แทนราษฎร ถ้าท่านประธานถามผมว่าไปดูในข้อบังคับ การประชุมดี ๆ ผมก็วิปเก่าครับ ข้อบังคับการประชุมข้อไหนครับอนุญาตให้ประธานสภา ได้เสนอญัตติเอง แล้วรับรองละครับ ญัตติที่ไม่ต้องรับรองเขียนไว้ชัดเจนครับว่าอยู่ใน รัฐธรรมนูญคือเรื่องของการประชุมลับ แล้วท่านประธานครับ พอท่านประธานเสนอเสร็จ เพื่อนสมาชิกลงมติกัน พวกผมไม่ได้มีปัญหากับเพื่อน ส.ส. พรรคเพื่อไทยเลย วันนี้ปัญหา ที่พวกผมมี มีกับประธานคนเดียวครับ แล้วอยู่ ๆ ท่านมาขอเสนอให้ตัดสิทธิผู้อภิปราย แล้วผู้ที่เตรียมอภิปรายเขาต้องการอภิปราย เพราะเป็นสิทธิที่ประชาชนเขาเลือกมาเพื่อให้มา อภิปรายในสภา ท่านบอกว่าที่ประชาชนเลือกมาไม่ต้องมาอภิปราย ถูกต้องไหมล่ะครับ ข้อที่ ๒ ท่านประธานครับ วันนี้การประชุมสภาที่เดินหน้าต่อไม่ได้ เพราะตัวท่านประธานเอง เพื่อนสมาชิกหลายคนก็อภิปราย เรียนกับท่านประธานทั้งทีอภิปรายอย่างดี ๆ ก็มี อภิปราย ด้วยอารมณ์ก็มี ตัวท่านประธานเวลาที่จะได้ตัดสินอะไร ขอให้คํานึงถึงหัวอกหัวใจของเพื่อน ส.ส. ที่เป็นเสียงข้างน้อยบ้าง เขาเตรียมตัวมา เขาต้องการทํางาน แล้วหน้าที่ในการที่จะ ตรวจสอบการทํางานของกรรมาธิการนี่เป็นหน้าที่ของฝ่ายค้านครับ แล้วท่านประธานบอกว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ คนที่แปรญัตติไว้ คุณไม่ต้องมานั่งตรวจสอบแล้วเพราะว่าผิด อย่างนี้ใช้ได้ หรือครับ สภาถึงเดินต่อไม่ได้ ท่านประธานครับ ผมคิดว่าถ้าท่านประธานต้องการให้สภา เดินต่อได้ อย่างแรกเลยครับ ท่านประธานมานั่งทําความเข้าใจตั้งแต่ต้นครับ ผู้ที่ต้องการ อภิปรายแล้วแปรญัตติไว้ จะขัดหลักการไม่ขัดหลักการ ให้สภาเป็นผู้ลงมติเป็นรายบุคคลครับ ฟังเขาก่อน สภานี้แปลง่าย ๆ คือที่พูด แล้วท่านประธานห้าม ส.ส. ห้าม ส.ว. ที่แปรญัตติพูด ท่านเอาอํานาจอะไรครับ คนจังหวัดตากเลือกผมเขาให้ผมมาพูด ท่านบอกว่าห้ามผมพูด คนจังหวัดอื่น ๆ ที่ประชาชนเขาเลือกมา ท่านบอกว่าห้ามพูด สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ครับ ท่านประธาน ผมขอความกรุณาท่านประธานตั้งหลักเสียใหม่ อะไรที่มีปัญหา ท่านประธาน ย้อนกลับไปครับ แล้วกลับไปทํามาใหม่ ทําให้ทุกอย่างมันเดินได้อย่างราบรื่น ทั้งหมดที่มี ปัญหาอยู่ที่ตัวท่านประธานคนเดียวครับ
จบนะครับ สรุปประเด็น เป็นเรื่องที่ประธานหยิบยกขึ้นมาหารือ แล้วก็ใช้มติของรัฐสภาวินิจฉัย ก็มีมติจบแล้ว ก็ดําเนินการตามนั้นซึ่งไม่น่าที่จะมาพูดเรื่องนี้อีก แต่ก็พยายามลากเกมพูดแต่เรื่องเดิมตรงนี้ ซึ่งมีมติของรัฐสภาไปแล้วด้วย เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตดําเนินการต่อเลยครับ ท่านเทพไทเชิญครับ
ท่านประธานครับ กระผม เทพไท เสนพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องขออนุญาตท่านประธานที่จะอภิปราย ในมาตรา ๑ แม้ว่าจะถูกตัดสิทธิไปหลายครั้ง ผมก็ต้องขออนุญาตท่านประธานว่าผมยังมีสิทธิ ที่จะอภิปรายในมาตรา ๑ ครับ แล้วก็ข้างหลังผมประท้วงอีกครับท่านประธาน แม้ว่าสมาชิก รัฐสภา ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม คือคุณหมอชลน่าน ศรีแก้ว ได้มาอ้างว่าคําแปรญัตติของผม ขัดต่อหลักการ ไม่สามารถที่จะอภิปรายได้ ผมต้องเรียนกับท่านประธานว่า ผมได้ดู ได้ตรวจสอบในรายละเอียดว่าคําแปรญัตติของผมไม่มีส่วนใดผิดครับ ท่านประธานครับ เขาประท้วงอีกครับ เพราะว่าในรายละเอียดของมาตรา ๑
ท่านประธานจะให้ผมตะโกนใช่ไหมครับ ท่านประธานจะให้ผมเดินไปหน้าบัลลังก์ก่อน ใช่ไหมครับ หรือยืนบนบัลลังก์เพื่อประท้วงท่านประธานครับ
ท่านประธานจะฟังผมหรือว่าจะฟังท่านบุญยอด เดี๋ยวผมจะนั่งก่อนให้ท่านบุญยอดคุยกับ ท่านประธานครับ
ผมว่าเราอยู่ในกรอบดีกว่า กระมัง
อะไรนะครับท่านประธาน ผมจะอภิปรายต่อหรืออย่างไร คุณฉลองก็ใช้สิทธิประท้วงอีกครับ ท่านประธาน
ผมว่านั่งทุกท่านนะครับ นั่งเถอะครับ ไม่มีอะไรต้องประท้วงแล้วครับ เพราะประท้วงกันมาในประเด็นเดิม ๆ
ท่านประธานปฏิบัติหน้าที่ตามข้อ ๕ และผมก็จะอภิปราย เพราะว่าพี่น้องทางบ้านก็อยากฟัง ผมอภิปรายเหมือนกันครับท่านประธาน แฟนสายล่อฟ้ารอก่อนใช่ไหม
ท่านเทพไทเชิญต่อ เถอะครับ
ท่านประธานก็ให้เขาพูดสักนิดหนึ่งได้ไหมครับ ท่านประธานครับ หักเวลาของผมก็ได้ ท่านประธาน เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย
ขออนุญาตท่านประธานครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย พรรคประชาธิปัตย์ แบบบัญชีรายชื่อ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมประท้วงท่านประธานครับ ผมมาใช้ไมโครโฟนตัวที่ดังนะครับ ผมประท้วงท่านในการทําหน้าที่ในข้อ ๕ ๒ ข้อ ด้วยกัน ๑. ขอบันทึกไว้ว่ามีการเล่นไฮโล ด้านข้างของสโมสรรัฐสภา บริเวณอาคารวุฒิสภาครับ ข้อ ๒ ท่านให้ใครมานั่งเป็นเลขาธิการ รัฐสภาในขณะนี้ครับ ข้อ ๓ มาตรา ๓ ข้อบังคับข้อ ๓ บอกว่า เลขาธิการรัฐสภาหมายถึง เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรซึ่งได้รับแต่งตั้งจากประธานรัฐสภาให้ปฏิบัติหน้าที่ รองเลขาธิการ รัฐสภาหมายถึง เลขาธิการวุฒิสภาซึ่งได้รับแต่งตั้งจากประธานรัฐสภาให้ปฏิบัติหน้าที่ครับ มี ๒ คน เท่านั้นครับที่จะนั่งในตําแหน่งเลขาธิการรัฐสภาได้ คือท่านเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎร กับท่านเลขาธิการวุฒิสภาครับ ท่านละเลยต่อข้อบังคับการประชุม ในข้อ ๓ อย่างชัดเจนมาตลอด คนที่นั่งอยู่ ท่านผู้หญิงสุภาพสตรีท่านนั้นเป็นใครครับ ถ้าท่านเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ชายนะครับ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ชาย สุวิจักขณ์ เลขาธิการวุฒิสภาเป็นผู้หญิง เมื่อสักครู่ท่านลงไปแล้วครับ ท่านให้ท่านผู้หญิงคนนั้น ใครครับมาทําหน้าที่นี้ครับ ท่านประธานครับ ผมจึงต้องยกมือขึ้นเพื่อที่จะประท้วงท่าน ทําการประชุมนี้ให้สง่างามครับ ท่านต้องใช้ข้อบังคับการประชุม ท่านแต่งตั้งกันเมื่อไรครับ แต่งตั้งใครมานั่งครับ ทําอย่างนี้ตลอดทั้งวันครับ กรุณาอธิบายกับพวกเราด้วยครับ
ท่านประธานจะตอบไหมครับ ถ้าท่านประธานไม่ตอบ ผมจะอภิปราย
เชิญท่านฉลอง เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ส.ส. ฉลอง เรี่ยวแรง พรรคเพื่อไทย จังหวัดนนทบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมอยากจะถามท่านเทพไทว่าท่านจะอภิปรายหรือไม่ จะเล่นละครฉากนี้ตลอดหรือครับ ในเมื่อท่านประธานอนุญาตให้ท่านอภิปราย ท่านก็อภิปรายกันไปเลยครับ พวกเดียวกับท่าน ก็ยกมือประท้วงคนของท่านเองอย่างนี้ มันเล่นละครมากกันเกินไปหรือเปล่า ข้อสําคัญที่สุดเวลา พรรคเพื่อไทยแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญ คุณก็กล่าวหาว่าพรรคเพื่อไทยนั้นใช้เสียงข้างมากลากไป ท่านประธานครับ คัมภีร์เล่มนี้มันใช้คัมภีร์เล่มเดียวกัน สมัยที่ท่านเป็นรัฐบาลท่านก็ใช้คัมภีร์เล่มนี้
อย่าไปพูดกลับเลยครับ เอาประเด็นของเรา
ผมจะอธิบาย ความให้ฟังนะครับว่าเวลาพวกท่านแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญได้ ใช้เสียงข้างมากลากไปได้ ไม่มีใครว่าท่านว่าใช้เสียงข้างมากลากไป แต่เวลาพรรคเพื่อไทยจะแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญ บ้างก็บอกว่าไม่ทําตามกฎระเบียบ กติกา ใช้เสียงข้างมากลากไป แล้วตอนนี้ท่านประธาน อนุญาตให้ท่านเทพไทอภิปรายแล้ว พวกท่านก็ประท้วงกันเองอย่างนี้ ท่านจะปล่อยเขา ประท้วงอย่างนี้ เล่นละครกันแบบนี้เรื่อย ๆ ไปหรือครับ มันไม่จบครับท่านประธาน
เอาละครับ พอแล้วครับ
ใช้สิทธิถูกพาดพิงครับท่านประธาน บุญยอด สุขถิ่นไทย พรรคประชาธิปัตย์ แบบบัญชีรายชื่อ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา
ท่านเทพไทเชิญครับ เชิญท่านเทพไทครับ ท่านอภิปรายของท่านเลยครับ ผมไม่อนุญาตแล้วครับท่านบุญยอด
ผมประท้วงในจุดที่มีไมโครโฟนนะครับ ผมใช้สิทธิตามเอกสิทธิ์ ตามข้อบังคับการประชุม ผมยกมือขึ้น ท่านประธานต้องฟังผมครับ ผมใช้สิทธิถูกพาดพิงนะครับ ท่านฉลองบอกว่า พวกเราเล่นละคร เรื่องอย่างนี้ไม่ใช่เล่นละครครับ นี่เรื่องจริงทั้งนั้นเลยครับ เรื่องจริงคือ สภาเป็นแบบนี้ครับ ท่านประธานต้องวินิจฉัยที่ผมประท้วงท่านเมื่อสักครู่ ท่านให้ใครมานั่ง เป็นเลขาธิการรัฐสภา ท่านสั่งตํารวจไปจัดการเรื่องวงไฮโลหรือยัง วงไพ่ การพนัน ปรากฏหราเลยครับ
ท่านฉลองครับ ถอนคําพูดว่า เล่นละครครับ เพราะมันเป็นเรื่องจริงครับ เป็นเรื่องจริง ไม่ใช่ละครหรอกครับ ท่านถอน เถอะครับ ท่านถอนครับ เราใช้คําพูดว่าเรื่องจริง
ครับ เอาอย่างนี้ ท่านประธานครับ ไม่เป็นไรครับ น้อง ๆ พรรคประชาธิปัตย์ ผมให้เสมอละครับ เพราะผม รักท่าน ท่านหยิบประเด็นเก่ง
ถอนเถอะครับ
เล่นละคร ใช่ไหมครับ
ถอนเถอะครับ
ถอนเรื่อง เล่นละครใช่ไหมครับ
ครับ
ก็มันเรื่องจริง นี่ครับท่านประธาน
ก็ถอนคําว่า เล่นละคร เพราะมันเป็นเรื่องจริง
ไม่ใช่เล่นละคร เป็นเรื่องจริงที่มาป่วนในสภา
เท่านั้นละครับ เอาละครับ พอแล้วครับ ไม่เสียหายหรอกครับ พอแล้วครับ ไม่เกรงใจประชาชนเขาเลยหรือครับ ไม่เป็นไรครับ ผมขอพัก ๑๐ นาทีนะครับ
พักอีก แล้วหรือครับ
พักประชุมเวลา ๑๙.๒๐ นาฬิกา
เริ่มประชุมต่อเวลา ๑๙.๔๐ นาฬิกา
เชิญท่านเทพไทต่อเลยครับ เชิญครับท่านเทพไท ต่อเลยครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ
ท่านรองเลขาธิการสภา ท่านพรรณิภาหรือเปล่า หันหน้ามาหน่อยสิ ท่านไม่เป็นไรเดี๋ยวผมชี้แจง
เชิญท่านประธานชี้แจงก่อนครับ
ท่านเลขาธิการสภา ท่านลาป่วย แล้วก็มอบให้ท่านรองเลขาธิการสภา คือท่านพรรณิภา รักษาการแทน ก็เลย ขึ้นมาทําหน้าที่แทน เชิญต่อเลยครับ ท่านเทพไท เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ กระผม เทพไท เสนพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนที่จะเข้าประเด็นผมขอใช้ สิทธิพาดพิงจากเพื่อนสมาชิกอย่างน้อย ๓ ท่านครับ ท่านแรกก็ขอเรียนกับท่านประธานว่า กรณีที่ผมได้อภิปรายแล้วก็มีผู้ประท้วง แล้วผมต้องหยุดการอภิปรายเป็นระยะ ๆ ซึ่งเขา กล่าวหาว่าผมแสดงละคร ซึ่งผมต้องเรียนกับท่านประธานว่า ผมไม่ได้แสดงละครใด ๆ ทั้งสิ้น นะครับ ซึ่งทําให้ผมเสียหาย ผมไม่ใช่นักแสดง ผมเป็นนักการเมือง เพียงแต่ว่าผมเป็นคน สมาธิสั้น คือถ้าหากว่ามีใครส่งเสียงโหวกเหวกโวยวายอะไรข้าง ๆ ผมนี่ ผมก็จะเสียสมาธิ ผมเป็นคนขี้ตกใจครับ แต่ว่าไม่ถึงกับขนาดเผาบ้านเผาเมืองแค่นั้นเอง แล้วก็ไม่ขโมยของ ไม่หยิบของในห้างครับท่านประธาน ส่วนที่ ๒ กรณี ท่านประธานครับ ข้อ ๕ ท่านประธาน ดูหน่อยครับ
ท่านประธาน ให้อภิปรายได้อย่างไร
ท่านสมาชิกวุฒิสภา ประท้วงหรือครับ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ไพบูลย์ ซําศิริพงษ์ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดปทุมธานี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมขอประท้วงท่านประธานในข้อบังคับ ข้อ ๕ ใน (๓) และ (๔) ซึ่งวันนี้ในที่ประชุมนี้ถ้านับไปแล้ว ๙ ชั่วโมงกว่า กระผมนั่งกันจนหลังขดหลังแข็ง แต่ผม อยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าขอให้ท่านควบคุมการประชุมให้ดําเนินกิจกรรมของ รัฐสภาให้ต่อเนื่องและรักษาความสงบเรียบร้อยในที่ประชุมรัฐสภาโดยเคร่งครัด เพราะว่า ส.ว. ก็สูงวัยกันหลายท่าน ก็นั่งหลังขดหลังแข็ง แล้วก็หลังค่อมแล้วครับ อีกประการหนึ่ง พี่น้องประชาชนได้ส่งข้อความเข้ามาในทํานองก่นด่าว่าทํางานกันอย่างไร ซึ่งไม่สมควรที่จะ ให้ภาพลักษณ์ออกมาเสียครับท่านประธาน ขอความกรุณาท่านด้วยครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ผมขออนุญาต อย่างนี้นะครับ ผมขอใช้ตามข้อบังคับการประชุมนี้นะครับ ผมอนุญาตให้ท่านเทพไท ได้ใช้สิทธิในการที่จะอภิปรายในสิ่งที่ได้สงวนความเห็นเอาไว้นะครับ แล้วทีนี้ก็จะมีสมาชิก ของพรรคเดียวกันประท้วงอยู่อย่างนี้ เพื่อก่อกวนไม่ให้มีการอภิปรายได้ ที่นี้ผมเห็นว่าไม่ใช่ เป็นเรื่องการแสดงละครแล้ว แต่เป็นเรื่องความเป็นจริงอย่างที่ท่านพูด เพราะฉะนั้นถ้ายังมี พฤติกรรมอยู่อย่างนี้ ผมถือว่ามีเจตนาที่จะไม่อภิปรายผมก็จะข้ามไปเลย ผมจะใช้ดุลยพินิจ อย่างนี้นะครับ เพราะฉะนั้นเชิญท่านเทพไทครับ เชิญท่านเลยครับ
ผมขอใช้สิทธิอภิปรายครับ ผมอุตส่าห์ลารายการสายล่อฟ้าเพื่อมาอภิปรายโดยเฉพาะเลย ท่านประธาน แฟนรายการผมเป็นล้าน ๆ รอผมอยู่ แล้วก็บอกผมอภิปรายช่วงดึก
ก็ไม่เป็นไรท่านอภิปราย ถ้ามีเจตนาที่ยังมีประท้วงก่อกวนอยู่อย่างนี้แล้วก็ไม่อภิปรายต่อผมถือว่ามีเจตนาที่จะ ไม่อภิปราย เพราะฉะนั้นผมก็จะข้ามไปเลย
ผมอยากจะอภิปรายคือผมอยากให้ท่านประธานได้ใช้ดุลยพินิจอย่างสุจริต ซึ่งผมต้องเรียน กับท่านประธานว่าเมื่อสักครู่นี้ท่านสมาชิกวุฒิสภาประท้วงท่านก็ให้ประท้วงได้
ท่านพูดในประเด็นของ ท่านเถอะครับ
ผมเพียงแต่ว่าให้ท่านประธานได้เข้าใจครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมทํานี่มันไม่ได้แสดงละครอะไร เป็นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก็ต้องเรียนกับท่านประธานว่าเมื่อมีสมาชิก พูดอยู่อย่างนี้คนเราสมาธิมันไม่เหมือนกันหรอกครับท่านประธาน ท่านประธานต้องเข้าใจ หัวอกผมบ้างครับ แต่ว่าผมมีความมุ่งมั่นมีความตั้งใจเพราะกฎหมายรัฐธรรมนูญเป็น กฎหมายสูงสุด และผมเป็นกรรมาธิการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทุกฉบับทุกครั้งพรรคได้ มอบหมายให้ผมเป็นกรรมาธิการทุกครั้ง ผมไม่เคยเป็นกรรมาธิการวิสามัญอื่นใดเลยนะครับ ท่านประธานตรวจสอบดูได้ครับ ยกเว้นรัฐธรรมนูญครับ เล็ก ๆ เทพไทไม่ครับ ใหญ่ ๆ เทพไททํา
ท่านเข้าประเด็นของท่าน ที่ท่านขอเพิ่มข้อความเข้าไปมีเหตุผลอะไร
ทราบครับท่านประธาน เพียงแต่ว่าผมกําลังแก้ข้อพาดพิงของเพื่อนสมาชิกในการกล่าวหาว่า ผมนี่แสดงละคร ข้อพาดพิงข้อที่ ๒ หมอชลน่านกล่าวหาว่าผมไม่มีสิทธิที่จะอภิปรายในข้อนี้
ท่านครับ ผมขอเตือน ครั้งสุดท้าย ท่านเข้าประเด็นที่ท่านสงวนเอาไว้ ถ้าไม่เข้าประเด็นผมถือว่าท่านจะไม่ใช้สิทธิ เตือนเป็นครั้งสุดท้ายครับ
ก่อนที่จะเข้าประเด็นผมต้องพูดถึงสิ่งที่เขาพาดพิงถึงผมก่อนสิท่านประธาน เมื่อสักครู่นี้ ท่านประธานก็เห็นอยู่
ผมใช้ดุลยพินิจขออนุญาต ถือว่าท่านไม่ติดใจที่จะอภิปราย เชิญท่านวัชระ เพชรทอง ครับ
ไม่ติดได้อย่างไรท่านประธาน ท่านประธานจะใช้เป็นอะไรเป็นกันเหมือนท่านประธานว่า อย่างนั้นหรือครับ
เชิญท่านวัชระ เพชรทอง เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผมขอประท้วงท่านประธานให้ถอนคําพูด เมื่อสักครู่นี้ท่านประธานกล่าว
เชิญท่านวัชระ เพชรทอง เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ท่านประธานครับ ขณะนี้ในสภาไม่สงบครับ ท่านประธานต้องควบคุม
ท่านอภิปรายเถอะครับ ไม่อย่างนั้นผมจะถือว่าท่านไม่ติดใจ
ผมอภิปรายครับท่านประธาน เพราะว่าผมรออภิปรายตั้งแต่ตอนเช้า ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ กฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดในการ ปกครองประเทศ เมื่อมีการพยายามแก้ไข ท่านประธานครับ และมีเพื่อนสมาชิกประท้วง เป็นจํานวนมาก ทําให้ผมอภิปรายด้วยความตะกุกตะกัก
ท่านประธานครับ ผม อรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์
ท่านวัชระ ถ้าท่านไม่ใช้สิทธิ ผมถือว่าท่านสละสิทธิ์นะครับ เชิญต่อเลยครับ
ท่านประธานครับ คือผมถูกแย่งไมโครโฟนครับเมื่อสักครู่ ต้องกราบขออภัย
ท่านประธานครับ ชื่อผมก่อนคุณวัชระครับ
ท่านธนามีชื่อก่อนผมครับ คือเราต้องเคารพ
ผมอนุญาตท่าน ท่านพูด เถอะครับ เชิญครับ
แล้วชื่อผมก่อนท่านวัชระล่ะครับ ท่านประธานครับ ไหนบอกเรียงตามชื่อครับ ท่านประธานชื่อผมก่อนคุณวัชระ
ท่านประธานครับ ผมกราบเรียนท่านประธานว่ามีสมาชิกประท้วงอยู่หลายท่าน ตามข้อบังคับ ข้อ ๕ ท่านต้องควบคุมการดําเนินการประชุม และผมตั้งใจที่จะอภิปราย
ท่านครับ ถ้าไม่อภิปราย ผมถือว่าท่านไม่ติดใจ
ผมอภิปรายครับท่านประธาน
เชิญท่านครับ
ท่านประธานครับ ชื่อผมก่อนท่านวัชระ เพชรทอง ท่านประธานเปิดดูสิครับ หน้า ๑๒ ครับ เทพไท เสนพงศ์
ผมประท้วง ท่านประธานให้ถอนคําพูด
ท่านวัชระ เพชรทอง ผมเตือนครั้งสุดท้ายนะครับ ถ้าท่านไม่อภิปรายผมถือว่าไม่ติดใจ ผมจะผ่านไปเลยครับ
ท่านประธานครับ ผม วัชระ เพชรทอง แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ผมตั้งใจอภิปรายครับท่านประธาน แต่เนื่องจากว่าท่านประธานมีหน้าที่ในการ ควบคุมความสงบเรียบร้อยในห้องประชุมแห่งนี้ ท่านประธานก็เห็นว่ามีเพื่อนสมาชิก ได้ลุกขึ้นประท้วงตั้งหลายท่าน ท่านประธานครับ แล้วท่านเทพไท เสนพงศ์ ก็ยังพูดไม่จบครับ
ผมอนุญาตให้ท่านอภิปราย ได้ใช้สิทธิของท่าน ถ้าท่านไม่อภิปรายผมถือว่าท่านไม่ติดใจครับ
ผมอภิปรายท่านประธานครับ ผมกราบเรียนท่านประธานว่าผมได้สงวนคําแปรญัตติ แม้นว่า
หน้า ๑๒ นะครับท่านประธาน ชื่อผมก่อนท่านวัชระนะครับ
กรรมาธิการจะไม่เห็นด้วยกับคําแปรญัตติของผม
ท่านประธาน มีข้อตกลงไว้นะครับ ยืนตามชื่อนะครับ ท่านประธานจะเอาอย่างไรครับ เทพไทแล้วต้องเป็นผม แล้วทําไม ให้วัชระล่ะครับ
ท่านประธานครับ ผมได้แปรญัตติขอสงวนคําแปรญัตติในมาตรา ๑ เดิมนั้นร่างกฎหมาย เขียนบอกว่า รัฐธรรมนูญนี้เรียกว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม ผมแปรญัตติว่าโดยไม่ผ่านประชามติจากประชาชน (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ท่านประธานครับ มีเพื่อนประท้วงหลายท่าน ผมก็จะอภิปราย
ถ้าท่านไม่อภิปราย ผมถือว่าท่านสละสิทธินะครับ
ผมอภิปรายอยู่นะครับท่านประธาน
เชิญต่อเลยครับ
ท่านประธานครับ ที่ผมได้แปรญัตติเอาไว้ว่าโดยไม่ผ่านประชามติจากประชาชนนั้น
หลักเกณฑ์มีไหมครับท่านประธาน ผมอยากรู้ว่าท่านประธานใช้หลักเกณฑ์อะไรครับ
เพราะว่าเสียงประชามติของประชาชนคือเสียงสวรรค์ คือเสียงกําหนดอนาคตของประเทศ ท่านประธานครับ และประชาชนได้เลือกผู้แทนราษฎรมา ท่านประธานครับ ผมอยากจะ กราบเรียนท่านประธานว่ามีนักปราชญ์คนหนึ่งกล่าวว่าอํานาจนี้เจ้าได้แต่ใดมา เขาก็ตอบว่า พี่น้องปวงประชามอบให้ เจ้านําอํานาจไปทําอะไรวานบอก เราจะนําอํานาจนี้ไปรับใช้ ประชาชน ท่านประธานครับ ประชาชนเลือกผู้แทนราษฎรให้มามีอํานาจเพื่อที่จะ ออกกฎหมาย และมีท่านสมาชิกหลายท่านได้ประท้วง ท่านประธานก็ควรที่จะเปิดโอกาสให้ เพื่อนสมาชิกได้ประท้วงตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา
ท่านอภิปรายของท่าน ต่อครับ ไม่อย่างนั้นถือว่าท่านไม่ติดใจ อภิปรายต่อเถอะครับ
ท่านประธานครับ ท่านประธานกําลังจะบังคับให้ผมได้พูดต่อ ผมทําหน้าที่ไม่ได้ครับ ท่านประธานครับ เพราะมีท่านเทพไทประท้วงอยู่ครับ
ถ้าท่านไม่อภิปรายถือว่า ท่านไม่ติดใจอภิปรายนะครับ
ผมอภิปรายอยู่ครับ มีท่านเทพไท ท่านธนา ท่านเจือ ราชสีห์ หลายท่าน ท่านศุภชัย ใจสมุทร ยืนด้านหลังผมก็ประท้วงท่านประธานครับ แม้ว่าคนละพรรคกัน
ท่านอภิปรายของท่าน ต่อครับ ไม่อย่างนั้นถือว่าท่านไม่ติดใจ เชิญต่อครับ เตือนครั้งสุดท้ายนะครับ เชิญต่อครับ
ท่านประธานครับ มีสมาชิกประท้วงอยู่เป็นจํานวนมาก ผมจะอภิปรายได้อย่างไรครับ
ผมวินิจฉัยนะครับ ถือว่า ไม่ใช่เป็นเรื่องของการแสดงละคร แต่เป็นความจริง เพราะฉะนั้นผมใช้ดุลยพินิจครับ ถือว่าท่านมีเจตนาที่จะไม่อภิปราย เพราะฉะนั้นผมถือว่า เมื่อไม่มีผู้ติดใจอภิปรายนะครับ ผมถือว่าที่ประชุมไม่ติดใจมาตรา ๑ ครับ ผ่านไปได้เลยครับ เชิญท่านเลขาธิการดําเนินการ ต่อครับ
มาตรา ๒ ไม่มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น และผู้แปรญัตติขอสงวนคําแปรญัตติ
มาตรา ๒ นะครับ มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็นครับ เชิญท่านเทพไท เสนพงศ์ ครับ เชิญครับ
ผมยังติดใจอยู่ ผมยังติดใจอยู่ท่านประธาน ท่านจะปิดปากผมไปทําไม
มาตรา ๒ เชิญท่านเทพไท เสนพงศ์ ครับ
มาตรา ๑ ผมยังติดใจต้องลงมติ มาตรา ๑ ผมติดใจ ท่านประธานจะปิดปากได้อย่างไร จะทําผิดข้อบังคับได้อย่างไรท่านประธาน
ผมอนุญาตให้พูดแล้ว ท่านจะพูดไหมครับ
ผมจะพูดสิครับ ผมอยากจะพูด
พูดก็เชิญครับ
ผมอยากจะพูดนะท่านประธาน ทําไมไม่ให้พูดตั้งแต่แรก
ก็เชิญครับ
ผมมาตรา ๑
เชิญครับ ก็เชิญครับ
แล้วผมก็ไม่ได้ผิดข้อบังคับอะไรทั้งสิ้น ท่านประธานก็ปิดไมโครโฟนผมแล้วไปให้คุณวัชระพูด ทั้ง ๆ ที่ผมอยู่ในข้อบังคับ แล้วทําไมท่านประธานทํากับผมอย่างนี้ ประธานไม่เคารพสิทธิของ สมาชิกหรือครับ ผมนี้ประชาชนเลือกเข้ามานะท่านประธาน
ผมอนุญาตให้ท่าน ได้พูดแล้ว มาตรา ๒ ท่านเทพไท เสนพงศ์ ท่านจะใช้สิทธิหรือเปล่าครับ ท่านจะใช้สิทธิ ไหมครับ ใช้สิทธิก็อภิปรายได้เลยครับ เชิญครับ
ผมติดใจมาตรา ๑ มาตรา ๑ ผมติดใจ ท่านประธานไม่ให้โหวตทําไมล่ะครับ ผมสงวน มาตรา ๑ ไว้ นอกจากไม่ให้อภิปรายแล้ว ท่านประธานยังไม่ให้โหวตอีก มันหมายความว่า อย่างไร จะไปกลัวอะไรล่ะ
ผมเตือนครั้งสุดท้ายนะครับ ผมอนุญาตให้ท่านได้ใช้สิทธิ
ถ้าทําผิดข้อบังคับสิครับ
ถ้าท่านไม่ใช้สิทธิถือว่า ไม่ติดใจนะครับ
มาตรา ๑ ผมไม่ได้อภิปราย ผมยังไม่ได้อภิปราย ท่านประธานปิดปากผม แล้วท่านประธาน ก็ไม่ให้โหวต มันได้อย่างไรท่านประธาน บ้านเมืองนี้ สภานี้สภาจริง สภาผู้ทรงเกียรติ ไม่ใช่สภาโจ๊ก
ผมเตือนอีกครั้งหนึ่งนะครับ มาตรา ๒ ผมอนุญาตให้ท่านได้ใช้สิทธิ
ผมไม่ยอมท่านประธานครับ มันจะผ่านไปได้อย่างไร
ผมเตือนอีกครั้งหนึ่งนะครับ มาตรา ๒ ผมอนุญาตให้ท่านได้ใช้สิทธิ ถ้าท่านไม่ใช้สิทธิถือว่าไม่ติดใจนะครับ
จะพิจารณากี่ปีกี่ชาติผมก็ไม่ได้หรอก แต่ผมต้องการที่จะให้สภาแห่งนี้มีบรรทัดฐาน ปฏิบัติตามข้อกฎหมาย ว่าอย่างไรท่านประธาน
เชิญท่าน พลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์ ต่อเลย เชิญครับ
ผมไม่ยอมหรอกครับ ถ้าท่านประธานอยากเป็นขี้ข้าทักษิณก็เป็นคนเดียวไปเถอะ พวกผมไม่เป็นด้วย เป็นไปเถอะท่านประธาน ถ้าท่านประธานจะเป็นขี้ข้าทักษิณ เป็นคนเดียว ผมไม่เป็นด้วย ผมไม่ยอม ผมไม่ยอมครับท่านประธาน เป็นอะไรก็เป็นกัน เหมือนท่านประธานว่านะครับ เป็นอะไรก็เป็นกัน บ้านเมืองนี้ถ้ามันจะพังก็พังไปเลย ท่านประธาน ก็พังด้วยท่านประธานนั่นละ
ไม่มีจดหมายของการให้รองเลขาธิการมาทําหน้าที่แทนเลขาธิการรัฐสภานะครับ ไม่มีคําสั่งใด ที่จะให้รองเลขาธิการมาทําที่ในรัฐสภาครับ
เจ้าหน้าที่ตํารวจออกไปครับ ไปกลัวอะไรถ้าหากว่าท่านประธานเป็นลูกผู้ชาย ท่านประธาน ไม่ต้องกลัว ท่านประธานเป็นลูกผู้ชาย ท่านประธานไม่ต้องกลัว ไม่ต้องเอาตํารวจมาคุ้มกัน
เอาสิครับ ตํารวจแสดงตัวด้วยนะครับ เป็นตํารวจจริงหรือเปล่า หรือมีใครปลอมมา แล้วถ้ามีการทํา เกินหน้าที่ต้องร้องเจ้าหน้าที่ตํารวจของสภาเป็นรายบุคคลนะครับ ระวังรักษาตัวไว้ด้วย นะครับ ผมว่าท่านประธานทําอย่างนี้ไม่ได้นะครับ อันนี้คือการคุกคามการทําหน้าที่ แล้วท่านประธานรวบรัดตัดตอน อย่างนี้ไม่ได้หรอกครับ ท่านประธานปิดการประชุม ไปเถอะครับ ปิดการประชุมไปเถอะ แล้วมาจัดการกันใหม่ครับ ท่านประธานครับอย่างนี้ ไม่ได้หรอกครับ เอากําลังมาล้อมครับ
ถ้าจะกินรวบประเทศไทยมันไปไม่ได้หรอกครับ ท่านประธานปิดการประชุมไปเลย ไปบอก นายกรัฐมนตรียุบสภาก็ได้ครับ เอาเลย เผด็จการสภานี่มันไม่สง่างามหรอกท่านประธาน
นี่เรื่องจริงครับ ประธานสภารับใช้ใคร ประธานสภาไม่เป็นประธานที่สง่างาม นี่เรื่องจริง ที่พวกเรากําลังแสดงให้ประชาชนได้เห็นอยู่ในขณะนี้ ดูสิครับว่าใช้ตํารวจขนาดไหนครับ พวกเราสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตัวแทนของพี่น้องประชาชน ขอเข้ามาพูดในสภา ไหนบอก ให้พูดในสภาครับ ยิ่งลักษณ์อยู่ไหนครับ คนที่ชื่อยิ่งลักษณ์อยู่ไหน เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อยู่ไหนครับ ยิ่งลักษณ์อยู่ไหนครับ ถามว่ายิ่งลักษณ์อยู่ไหนครับ รองเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎรกรุณาลงไปนะครับ คุณไม่มีอํานาจที่จะนั่งตรงนั้นนะครับ
ผมขอพักการประชุม ๑๐ นาที ครับ
พักประชุมเวลา ๒๐.๐๑ นาฬิกา
เริ่มประชุมต่อเวลา ๒๐.๑๔ นาฬิกา
เชิญนั่งครับ ท่านสมาชิกครับ ผมนั่งฟังท่านสมาชิกอยู่นะครับ แล้วท่านก็เรียกร้องที่จะให้ดําเนินการให้เป็นไปตามข้อบังคับ การประชุม เพราะฉะนั้นผมขอปฏิบัติตามนะครับ ก็คือผมขอลงมติในมาตรา ๑ นะครับ
(นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุม ทราบก่อนตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
ผมขอลงมติมาตรา ๑ ครับ ท่านไม่ประสงค์จะอภิปรายแล้วนะครับ ท่านสมาชิกอยู่ในห้องนะครับ เชิญครับ เชิญสมาชิก เข้าห้องประชุมครับ ก็ท่านไม่ประสงค์อภิปรายนะครับ ผมนั่งฟังมาตลอดนะครับ เพราะฉะนั้นผมจะขอลงมติในมาตรา ๑ นะครับ เชิญท่านสมาชิกเข้าห้องประชุมครับ เมื่อท่านเข้ามาแล้วนะครับ กรุณาแสดงตนนะครับ ขอความสงบนะครับ เชิญท่านแสดงตน เชิญสมาชิกเข้าห้องประชุมครับ ขอความกรุณานะครับ วาระที่หนึ่ง เขาไปถึงไหนแล้วนะครับ ขอความสงบนะครับ เอาละครับ ไม่เป็นไรครับ ท่านสมาชิกครับ กรุณาแสดงตนครับ ทุกท่าน ขอให้แสดงตนนะครับ แสดงตนนะครับ เพื่อให้การประชุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อยนะครับ
(สมาชิกได้ทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
เมื่อแสดงตนเรียบร้อย ท่านสมาชิกครับ เมื่อท่านแสดงตนเรียบร้อยนะครับ ส่งผลแสดงตนครับ สมาชิกแสดงตน ๓๓๙ ท่านนะครับ
ผมจะถามมตินะครับ ถ้าท่านสมาชิกเห็นด้วยกับกรรมาธิการในมาตรา ๑ ท่านกดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าท่านไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการท่านกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย เชิญท่าน ลงมติครับ เชิญลงมติครับ ทุกท่านใครยังไม่ลงมติครับ แล้วประสงค์จะลงมติไหมครับ ขอให้ทุกท่านลงมตินะครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ลงมติเรียบร้อยแล้ว ผมขอปิดการลงมติ ส่งผลครับ สมาชิก ๓๕๑ คนนะครับ เห็นด้วยกับกรรมาธิการ ๓๓๐ คน ไม่เห็นด้วย ๖ คน งดออกเสียง ๙ คนนะครับ เป็นอันว่าที่ประชุมได้ผ่านในมาตรา ๑
ต่อไปในมาตรา ๒ เชิญท่านเลขาธิการได้อ่านอีกสักครั้งนะครับ ที่ยังไม่เข้าใจ นะครับ อ่านอีกครั้งหนึ่งครับ
มาตรา ๒ ไม่มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น มีผู้แปรญัตติ ขอสงวนคําแปรญัตติ
นี่ ๆ ท่านอย่าได้ข่มขู่ ข้าราชการนะครับ อย่าได้ข่มขู่นะครับ ข้าราชการนั้นมีหน้าที่ในการปฏิบัติหน้าที่ทางราชการ ท่านอย่านะครับ ข้าราชการถึงแม้จะเป็นรองเลขาธิการนั้น แต่เมื่อเลขาธิการไม่อยู่ รองเลขาธิการก็ปฏิบัติหน้าที่แทนเลขาธิการนะครับ ท่านอย่านะครับ เชิญท่านเลขาธิการ พรรณิภาอ่านครับ อ่านเรียบร้อยนะครับ ในมาตรา ๒ นะครับ มาตรา ๒ นั้นมีกรรมาธิการ สงวนความเห็นและผู้สงวนคําแปรญัตตินะครับ เชิญท่านเทพไท ท่านประสงค์จะอภิปราย ไหมครับ
มันจะประชุมได้อย่างไรครับท่านประธาน สภาพเป็นแบบนี้ประชุมได้อย่างไรท่านประธาน
ขอความกรุณาเถอะครับ
มาตรา ๑ ผมยังไม่อภิปรายเลย นิคมขี้ข้ารับใช้ทักษิณไม่มีศักดิ์ศรี ประธาน รัฐธรรมนูญ คนแปดริ้ว เขาโทรศัพท์มาบอกว่าเขาขายขี้หน้าประชาชน ท่านเป็นประธานได้อย่างไร สภาพแบบนี้จะประชุมต่อได้อย่างไรท่านประธาน ตํารวจล้อมอยู่เต็ม
เดี๋ยวอยู่ในความสงบครับ
แล้วท่านประธานจะประชุมได้อย่างไร มันประชุมไม่ได้ มาตรา ๑ ผมยังไม่ได้อภิปราย ถ้าจะเป็นขี้ข้าทักษิณไปอยู่ดูไบโน่น ไปเลย ๆ มันจะประชุมต่อได้อย่างไร สภาพแบบนี้ ประชุมไม่ได้หรอกท่านประธาน ตํารวจล้อมรอบท่านประธานอย่างนี้ จะลงคะแนนได้อย่างไร ท่านประธาน ขี้ข้าทักษิณไปอยู่กับทักษิณ่ไปติดคุก ไปเลย ไปเลย ท่านประธาน ขี้ข้าทักษิณ ไป อย่ามาเสียคนตอนแก่ ท่านประธาน ผมมาตรา ๑ ผมยังไม่ได้พูดผมไม่ยอมหรอก ท่านประธานครับ ปิดประชุมไปเลย ปิดประชุมไป สภานี้ไม่มีศักดิ์ศรีเพียงพอ สภานี้ไม่มี ศักดิ์ศรีเพียงพอ คนทําหน้าที่ประธานไม่สามารถควบคุมการประชุมได้ พี่น้องประชาชน ที่อยู่ทางบ้านประธานนี้รับใช้ทักษิณ เป็นเผด็จการไม่เป็นกลาง รับใช้ทักษิณ รับใช้ทักษิณ ผมขอฟ้องพี่น้องคนแปดริ้วว่าตัวแทนที่เป็นสมาชิกวุฒิสภาคนแปดริ้วทําหน้าที่รับใช้ขี้ข้า รับใช้นักโทษ
ท่านเทพไทครับ ท่านไม่ ประสงค์อภิปราย เชิญท่านอภิปรายครับ
ท่านประธานพักการประชุม ปิดการประชุมไปเลย ผมจะอภิปรายมาตรา ๑ ผมยังไม่ได้ อภิปรายท่านประธาน มาตรา ๑ ผมยังไม่ได้อภิปรายมันจะประชุมต่อได้อย่างไรท่านประธาน
คืออย่างนี้ครับ ท่านอยู่ใน ความสงบหน่อยนะครับ ท่านสมาชิกครับอยู่ในความสงบ ท่าน ส.ส. จุฤทธิ์ ท่านจะขอนับ องค์ประชุมนะครับ เดี๋ยวท่านจะขอเสนอเป็นญัตติที่จะนับองค์ประชุม ท่านไปเสนอที่ ไมโครโฟน ขอความสงบ ท่านไปพูดที่ไมโครโฟนท่านจะขอให้ผมทําอะไรท่านไปพูด ท่านเทพไท เชิญ
ท่านประธานครับ สภาพที่เป็นอยู่อย่างนี้พี่น้องประชาชนก็เห็น ท่านประธานจะดึงดัน ประชุมต่อไปได้อย่างไร สภาพแบบนี้ล้อมรอบท่านประธานมีแต่เจ้าหน้าที่ตํารวจสภา แล้วจะประชุมได้อย่างไร สภาพแบบนี้ไม่อายชาวโลกเขาหรือท่านประธาน มันจะประชุม ไปได้อย่างไรท่านประธานถ้าอย่างนี้
ท่านครับ ท่านอย่าได้เจตนา ที่จะทําให้การประชุมเป็นไปไม่ได้นะครับ เพราะฉะนั้นผมพยายามที่จะดําเนินการประชุม เป็นไปตามข้อบังคับการประชุม แต่ท่านไม่ประสงค์ที่จะให้มีการประชุม มีใครเสนออย่างอื่น เมื่อสักครู่ท่านจุฤทธิ์บอกว่าจะเสนอ เป็นหน้าที่ของประธานในที่ประชุมครับ ท่านไม่ต้องแนะ ผมว่าพวกท่านจะปิดประชุมนะครับ เชิญนั่งได้ ยังมี ส.ส. ที่ประชุมเกินกว่าครึ่งหนึ่ง ที่ประสงค์จะประชุมนะครับ ถ้าท่านไม่ประชุม ท่านให้ปิดประชุม ท่านเสนอ เมื่อคนส่วนใหญ่ ประสงค์ที่จะประชุมต่อ เอาอย่างนี้นะครับ ท่านอย่าตะโกนนะครับ เดี๋ยวผมจะถาม ในที่ประชุมนะครับ ผมจะขอความเห็นที่ประชุมนะครับว่าจะให้ประชุมต่อหรือปิดประชุม ท่านประธานวิปฝ่ายค้านครับ ท่านจุรินทร์ท่านจะพูดหรือครับ เชิญครับ ให้ท่านประธานวิป ฝ่ายค้านได้พูดหน่อยครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา ผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่นี่มาตั้งแต่ปี ๒๕๒๙ แล้วก็เพิ่งเห็นครั้งนี้ที่ประธานสภา ทําหน้าที่ จะต้องมีตํารวจล้อมเต็มบัลลังก์ไปหมด ท่านประธานก็เห็นว่าการที่จะพยายาม ดึงดันใช้อํานาจประธานในการควบคุมการประชุมไปในลักษณะนี้มันไปต่อไม่ได้ ที่เป็นเช่นนั้น ก็ผมไม่อยากตําหนิท่านประธานอีกแล้วครับ คงจะเห็นว่าท่านประธานพยายามที่จะใช้ อํานาจของท่านประธานภายใต้การไม่ยอมรับของสมาชิกจํานวนมาก เพราะฉะนั้นการประชุม ก็เดินหน้าต่อไปไม่ได้ สิ่งที่อยากเสนอทางออกให้กับท่านประธานครับ สิ่งที่อยากเสนอ ทางออกให้กับท่านประธานครับ ก็คือว่าอยากเห็นท่านประธานได้กรุณาใช้อํานาจในการ เลื่อนการประชุมออกไป เพราะว่าบรรยากาศมันเดินหน้าต่อไปไม่ได้จริง ๆ ท่านประธาน ก็เห็นครับ ไม่มีครั้งไหนที่มีการประชุมในรูปแบบลักษณะนี้ครับ ขอความกรุณาท่านประธาน วินิจฉัยเลื่อนการประชุมออกไปก่อนนะครับ ขอบคุณครับ
อย่างนี้ครับ มีผู้ที่ยกมือ ประท้วงนะครับ ท่านสิงห์ชัยครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ท่านสมาชิกวุฒิสภา ท่าน ส.ส. และท่านสมาชิกรัฐสภาทุกท่านครับ ก่อนอื่นผมต้อง ขอขอบคุณฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ทั้ง ๒ ฝ่ายได้ทําหน้าที่อย่างเข้มข้น ฝ่ายรัฐบาลนั้น วันนี้ไม่น่าเชื่อ นั่งเงียบสนิท ฝ่ายค้านก็ได้ทําหน้าที่อย่างเข้มแข็ง และผมอยากจะพูดไปถึง พี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคนว่าวันนี้สิ่งที่ท่านเห็นอยู่ในสภาแห่งนี้ นี่คือเวทีของพวกเรา สมาชิกรัฐสภา
กรุณาให้เกียรติผู้อภิปราย หน่อยครับ
ดังนั้นดีกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ ไปเกิดขึ้นนอกสภา และอยากจะบอกท่านประธานว่า วันนี้ครับ ท่านประธานท่านมีอํานาจ ท่านจะต้องใช้ ส่วนท่านจะใช้อย่างไรนั้น ต้องใช้ครับ ขณะนี้สิ่งที่ท่านปล่อยเวลามานั้น เกือบ ๑๐ ชั่วโมง ในการที่เรานั่งรอการอภิปรายเพื่อจะแสดงความคิดเห็นให้กับพี่น้อง ประชาชนทั่วประเทศได้รู้ว่าวันนี้สมาชิกรัฐสภาของเราทําหน้าที่อะไรกันอยู่ ท่านประธานครับ ผมขอร้องท่านประธานว่าวันนี้ท่านประธานจะต้องใช้อํานาจของท่านจะอย่างไรขอให้ ตัดสินใจครับ ขอบคุณครับ
กรุณาให้เกียรติผู้อภิปราย เอาท่านวิชาญ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม วิชาญ มีนชัยนันท์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมมองว่ารัฐสภาแห่งนี้เป็นที่ประชุมของมวลสมาชิกซึ่งมาจากพี่น้องประชาชน การออก กฎหมายทุกฉบับนี่ต้องได้รับความเห็นชอบต่อสภาแห่งนี้ ในกรณีที่มีความขัดแย้งก็ต้องใช้ ข้อบังคับ ผมขออนุญาตครับท่านประธาน ในเมื่อมีมวลสมาชิกของสภาแห่งนี้ยังมี ความต้องการที่จะขออภิปรายหรือขอเสนอกฎหมายต่อ ผมคิดว่าท่านประธานต้องเดินตาม ข้อบังคับที่วางไว้ ท่านประธานต้องทําหน้าที่ตามข้อบังคับการประชุม ข้อ ๕ เพราะฉะนั้น ถ้าท่านประธานเห็นว่าการประชุมในครั้งนี้ยังมีสมาชิกส่วนใหญ่ยังต้องการที่จะให้มี การประชุมต่อไป แต่ถ้ามีใครซึ่งคิดว่าไม่ควรจะมีการประชุมต่อก็ขอให้ท่านประธานนั้นได้ใช้ มติแห่งสภาแห่งนี้ครับ ขอบคุณครับท่านประธาน
คือจะให้ประชุมต่อ ท่านต้องเสนอเป็นญัตติขึ้นมาเพื่อที่จะประชุมต่อนะครับ คืออย่างนี้ครับ คือสมาชิกสภานี้ ทั้งหมด ๖๕๐ คน ของท่าน ๑๐๐ กว่าคนบอกให้ผมปิด แต่สมาชิกส่วนใหญ่ที่นั่งอยู่นี่ บอกจะขอให้เปิด แล้วจะให้ผมทําอย่างไร ท่านกฤช อาทิตย์แก้ว เชิญครับ เชิญท่านกฤชครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ กฤช อาทิตย์แก้ว สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดกําแพงเพชร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอเสนอญัตติให้ดําเนินการประชุมต่อไป ขอผู้รับรองครับ
มีผู้รับรองถูกต้อง มีใคร ไหมครับที่จะเสนอให้ปิดประชุม เชิญท่านศุภชัยครับ เชิญครับ ๆ
ไม่เป็นกลาง เรียกแต่ ส.ว. เลือกตั้งที่อยากจะแก้กฎหมายตัวเอง เป็นไปได้อย่างไร ทําได้อย่างไร เห็นไหมนี่ว่านี่ทําให้หมด ส.ว. สรรหา
เขาเสนอญัตติแล้ว
ทําหน้าที่ไม่เป็นกลาง ลงมาเถอะ เสียชื่อ ส.ว. หมด ลงมา
เชิญท่านศุภชัยครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมจะขอความร่วมมือท่านสมาชิกทุกท่านนะครับ ผมขออนุญาต แสดงความคิดเห็นในการที่จะมีการประชุมกันต่อไปหรือไม่นะครับ ผมว่าสิ่งหนึ่ง ซึ่งพวกเราอยู่ที่นี่ต้องรับผิดชอบร่วมกันนะครับ คือรับผิดชอบในเรื่องของความอัปยศ ที่เกิดขึ้นในวันนี้ ไม่ว่าใครจะเป็นคนสร้างก็ตาม แต่ผมว่าวันนี้ท่านประธานท่านเดินต่อไป ไม่ได้ครับ เพราะฉะนั้นเมื่อมีท่านผู้เสนอให้มีการเปิดอภิปราย ให้มีการอภิปรายต่อ แต่ผมกลับมองว่าอํานาจอยู่ที่ท่านประธาน วันนี้บรรยากาศอย่างนี้มันไปทั่วโลก เราเห็นอยู่ ในไอแพด ในไลน์ (Line) เต็มไปหมดเลยครับ ความอัปยศที่พี่น้องประชาชนส่งมา แล้ววันนี้ เรากําลังจะทําอะไรไปเรื่อย ๆ ครับ ผมว่าท่านต้องคิดครับ ท่านประธานที่เคารพ ผมขอท่าน นะครับว่า ท่านมีอํานาจในการสั่งเลื่อนการประชุมได้ เพื่อรักษาประเทศของเราอย่างที่ ผมพูดไปเมื่อเช้านี้ครับ ทําอย่างไรค่อย ๆ คิดกันนะครับ วันนี้รัฐธรรมนูญเพื่อจะออกมา เลือกตั้ง ส.ว. ยังไม่ต้องรีบเร่งถึงขนาด รอเถอะครับท่านประธาน ผมขอความกรุณาท่าน ได้โปรดมีคําสั่งเลื่อนการประชุมไป ผมว่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดกับพวกเราทุกคน กับหน้าตาของ พวกเรา หน้าตาของประเทศของพวกเรา ขอบพระคุณครับ
เมื่อท่านไม่ประสงค์ที่จะให้มี การอภิปราย ประชุมต่อนะครับ ผมขณะนี้มีคนเสนอญัตติขอเปิดให้อภิปรายต่อไปครับ ท่านสมชายจะเสนออย่างไร เชิญครับ
ท่านประธานรัฐสภา ท่านผู้ทําหน้าที่ประธานรัฐสภา กระผม นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ท่านประธานจะใช้เสียงข้างมากในการโหวต ท่านประธาน ช่วยคํานึงหน่อยครับ นี่เป็นครั้งแรกที่ท่านประธานต้องใช้เจ้าหน้าที่ รปภ. มายืนล้อมอยู่ อย่างนี้ไปไม่ได้ครับ ท่านประธานโหวตตัดสิทธิพวกผม ๕๗ คน ไม่ให้พูดเลยสักมาตราหนึ่ง ด้วยการหักด้ามพร้าด้วยเข่าไปรอบหนึ่ง ท่านประธานกําลังโหวตมาตรา ๑ อีกแล้ว ท่านประธานจะทําอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ ผมบอกว่าทําเลยครับ ท่านชนะแน่ในสภา แต่ท่านจะ แพ้สงคราม ท่านจะเอาไหมครับ ท่านเชื่อไหมครับว่าเขาจะยอมกันไหม ถ้าท่านไปอย่างนี้ ไม่ได้ เราจะใช้สภาในการทําหน้าที่ ท่านเสนอเองว่าปรองดอง เสนอเองใส่ชื่อมาแล้วทําไม เดินอย่างนี้ ทําไมไม่รอให้เราพูดกัน จะแก้รัฐธรรมนูญใช้วิธีอย่างนี้หรือครับท่านประธาน ผมว่าพักการประชุม หยุดการประชุมไปก่อน พรุ่งนี้ค่อยมาว่าใหม่ท่านประธาน เอาอย่างนั้นครับ
พอแล้วครับ เชิญท่านกฤชครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ กฤช อาทิตย์แก้ว สมาชิกวุฒิสภา จังหวัดกําแพงเพชร ผมได้เสนอเป็นญัตติ ไปแล้ว แล้วมีผู้รับรองถูกต้องตามข้อบังคับ เพราะฉะนั้นท่านประธานไม่อาจจะสั่งพัก การประชุมได้ จะต้องโหวตก่อนว่าญัตติของผมนี้นั้น เสียงส่วนใหญ่จะเอาด้วยหรือไม่ ผมยืนยันญัตติที่ผมเสนอแล้วมีผู้รับรองแล้วครับ
ท่านประสงค์ ท่านไปที่ ไมโครโฟน เพราะมีผู้เสนอญัตติแล้วมีผู้รับรองถูกต้องก็คือท่านกฤช เชิญท่านประสงค์ครับ
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายประสงค์ นุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเป็น สมาชิกวุฒิสภาซึ่งมาจากการสรรหา ผมมีความรับผิดชอบร่วมกับสมาชิกวุฒิสภาซึ่งมาจาก การเลือกตั้งทุกคน และมีความรับผิดชอบร่วมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะที่เป็น ผู้แทนปวงชนชาวไทย ท่านประธานครับ วันนี้ผมได้รับโทรศัพท์อย่างน้อย ๑๐ สายจาก พี่น้องประชาชน ซึ่งได้เห็นจากการถ่ายทอด จากการฟังวิทยุ จากการฟังโทรศัพท์ จากผู้ซึ่งนั่งอยู่ทางบ้าน เขาบอกว่าสภาแห่งนี้ไม่ควรจะเป็นสภาของประเทศไทย ซึ่งกําลังจะ เดินเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในข้างหน้าอีกไม่กี่ปีนี้แล้วครับ ท่านประธานครับ ผมได้รับ ความคิดอันหนึ่งซึ่งผุดขึ้นมาว่ามีช่องทางมีแนวทางในการที่เสนอต่อท่าน ประธานรัฐสภา ให้ท่านประธานคิดว่า จะเหมาะสมหรือไม่ กระบวนการยุติธรรมฝ่ายค้านได้ทําการปฏิบัติ ภารกิจอยู่ขณะนี้เป็นวิธีการที่ชอบครับ ไม่ใช่วิธีการที่ผิด ฟังก่อนคนรับ เพราะเป็นวิธีการ หนึ่งในการที่จะสกัดกั้นขบวนการเสนอกฎหมายไม่ผิดครับ แต่ประเทศที่เขามีอารยธรรม ทางด้านการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เขามีระบอบหนึ่งครับว่าฟิลิบัสเตอร์ (Filobuster) ผมไม่ทราบว่าจะพูดเป็นภาษาไทยว่าอย่างไรครับ ระบบการฟิลิบัสเตอร์ มีการใช้ทั่วทุกประเทศแม้กระทั่งประเทศฟิลิปปินส์ก็มี อเมริกันก็มี ปล่อยให้สมาชิก ผู้ต้องการอภิปราย อภิปรายไปเถอะครับ เขามีการแสดงออก มีสิทธิมีเสรีภาพเต็มที่ เรารับรองกัน เราเรียกร้องเสรีภาพ เรียกร้องประชาธิปไตย จะมาปิดกั้นกันทําไมครับ ท่านประธานที่เคารพ ไม่มีกฎกติกาของสภานี้ที่จะห้ามหรืออนุญาตไม่ให้มีการฟิลิบัสเตอร์ ในสภาผู้แทนราษฎรนี้ แต่ไม่มีกฎห้ามครับ ถ้าไม่ห้าม อยู่ในดุลยพินิจของท่านประธานที่จะ กระทําได้ ให้พูดมาเถอะครับ พูด ๔๐ ชั่วโมง พูด ๕ วัน พูดไปเลย ใครไม่อยากฟังกลับบ้าน แล้วก็กลับมาลงมติเถอะครับ นี่ละครับเป็นข้อเสนอของผมให้ใช้ระบบฟิลิบัสเตอร์ ท่านประธานครับ ขอบพระคุณมากครับ
ท่านสมาชิกครับ ผมขอ อย่างนี้ ผมขอประนีประนอมเมื่อสักครู่มันเริ่มไปที่มาตรา ๒ แล้ว ผมขอแค่มาตรา ๒ มี ๒ คน แล้วก็ผมไปมาตรา ๓ เพราะมี ๒ คน เขารออยู่นะครับ มีท่านเทพไทกับท่าน พลอากาศเอก วีรวิท คือท่านเทพไทไม่ประสงค์นะครับ ประสงค์ที่จะอภิปรายหรือเปล่าครับ ท่านเทพไทครับ
ผมอภิปราย แต่ว่าตั้งแต่มาตรา ๑ ผมกําลังอภิปราย แต่ก็ถูกปิดปากจะรวบรัด
เชิญท่านอภิปราย เสร็จแล้ว วันนี้ผมจะปิดประชุม มาตรา ๒ แล้วผมจะปิดประชุม
ทําไปได้อย่างไรท่านประธาน ทําแบบนี้ได้อย่างไร มันยอมไม่ได้ สภามันเดินไม่ได้หรอก ท่านประธาน ท่านประธานจะฝืนไปได้อย่างไร ระหว่างที่ผมอภิปราย พวกหมวดหมู่ล้อมรอบ ท่านประธานทั้งสิ้น ท่านประธานจะทําอย่างนั้นได้อย่างไร
เชิญท่านอภิปราย ถ้าท่าน ไม่อภิปรายแสดงว่าท่านไม่ประสงค์จะอภิปราย เชิญท่านวีรวิทครับ
ท่านประธานเอาตํารวจออกไปก่อนสิครับ เอาออกไปให้หมดเลย ถ้าท่านประธานเป็นลูกชาย จริงต้องยืนได้ นั่งโดยปราศจากตํารวจ แล้วก็ฟังพวกผมอภิปราย มาตรา ๑ ผมอภิปรายยัง ไม่ทันจบเขาก็ปิดปากผม และมาอยู่มาตรา ๒ ก็จะปิดปากอีก ไม่ได้หรอกครับท่านประธาน สภามันเดินไม่ได้ สภาแบบนี้มันเดินไม่ได้ ท่านประธานต้องดําเนินการเลื่อนการประชุม ออกไปหรือปิดการประชุมออกไป
ท่านเทพไทครับ มีประท้วง เชิญท่านสมชาติครับ
ท่านประธาน ผม สมชาติ พรรณพัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมขอ เสนอต่อท่านประธานและเพื่อนสมาชิกรัฐสภาทุกท่าน ในคืนนี้เราก็เกิดเหตุการณ์ ๑๐ ชั่วโมง นะครับ ผมอยากเสนอว่าให้เปิดการประชุมต่อ โดยให้ทางฝั่งพรรคประชาธิปัตย์และผู้แปรญัตติ ได้มีโอกาสอภิปรายในคืนนี้ และผมก็จะขอร้อง ไม่เป็นไรครับ คือมีเพื่อนสมาชิกวุฒิสภาของ ผมท้วงผม แต่ผมอยากจะให้เกิดความรู้สึกที่ดีต่อกัน ในฐานะสมาชิกรัฐสภาด้วยกัน เราทนฟัง มา ๑๐ ชั่วโมงแล้ว ถ้าเราจะทนฟังอีก ๓ ชั่วโมง มันจะเป็นอะไรไป ทางพรรคประชาธิปัตย์ มีความคับข้องใจอะไร คืนนี้พูดเลยครับ แล้วพรุ่งนี้เรามาเริ่มต้นกันที่ดีต่อกัน นี่คือสิ่งที่ผม เสนอต่อท่านประธาน ท่านประธานครับ นี่คือข้อเสนอของผมนะครับ
ขอบคุณครับ ขอบคุณ เพราะฉะนั้นผมจะเอาถึงมาตรา ๒ มีผู้ขอสงวนความเห็นแล้วก็แปรญัตติอยู่ ๔ คน เชิญท่าน ยืนฟังได้นะครับ ท่านวีรวิทครับ เชิญท่านวีรวิท
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม พลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมอยากเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ ในบรรยากาศอย่างนี้ ผมเชื่อว่าสิ่งที่ผมเตรียมไว้จะ อภิปรายเสนอความเห็นอันนี้ เพื่อนสมาชิกคงจะจับความไม่ได้ ผมอยากจะเรียนว่า บรรยากาศในการประชุมก็เป็นสิ่งสําคัญนะครับ ในการที่เราจะแลกเปลี่ยนความรู้กัน ไม่ใช่ ใช้เฉพาะเรื่องของเวลาในการมาพูดจา ในขณะนี้บรรยากาศของการประชุมนั้นผมเชื่อว่า พี่น้องประชาชนทุกคนได้เห็นว่าบรรยากาศไม่สมควรที่จะมีการประชุมรัฐสภาต่อไป ผมอยากจะให้ท่านประธานช่วยกรุณาพิจารณาครับ ถ้าเผื่อการอภิปรายของผมนั้น ผมมีสาระที่จะเป็นประเด็นที่อยากจะฝากความคิดให้กับเพื่อนสมาชิกหลายประการ แต่ถ้าเผื่อทําตอนนี้ผมเชื่อว่าทุกคนไม่มีสมาธิในการที่จะฟัง ถ้าจะเป็นไปได้ท่านประธาน กรุณาพิจารณาเลื่อนการประชุมไปเป็นพรุ่งนี้ หลังจากที่เรามีอารมณ์ความรู้สึกที่ดีต่อกัน แล้วค่อยกลับมาพูดกันจะดีไหมครับ ขออนุญาตเรียนท่านคือบางครั้งในขณะที่เรา กําลังร้อนกันทุกคน แล้วเราก็เอาความร้อนเข้าใส่กัน มันทําให้บรรยากาศของประเทศเรา เสียหายครับ ในระหว่างที่เรากําลังร้อนรุ่มกันอยู่ในจิตใจด้วยความไม่เข้าใจกัน เราน่าจะหยุด แล้วก็ทุกคนกลับไปคิดเป็นการบ้านว่าพรุ่งนี้เราจะเริ่มอย่างไรที่จะทําให้บรรยากาศของ ประเทศเราดีกว่านี้ อันนี้ก็ฝาก ผมคิดว่าขณะนี้ทุกคนสามารถจะกลับไปทบทวนได้ครับ
ท่านวีรวิทครับ เดี๋ยวนะครับ นิดเดียว มีคนประท้วงท่าน มีท่านกฤชประท้วงท่าน มีท่านสนธยานะครับ เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ กฤช อาทิตย์แก้ว
กราบเรียน ท่านประธานครับ ท่านประธานให้ใครพูดครับ
ผมขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานว่าผมยังยืนยันญัตติที่ผมเสนอนี้ ท่านประธานยังไม่ได้สอบถาม ว่าจะดําเนินการอย่างไรต่อไป ผมเตือนท่านประธานเป็นครั้งที่ ๒ ครับ ขอบพระคุณครับ
ท่านกฤชครับ เมื่อท่าน เสนอญัตติมานะครับ มีผู้รับรองถูกต้อง ไม่มีผู้ใดเสนอให้ปิดประชุมนะครับ ผมก็ดําเนินการ ต่อถูกไหมครับ เพราะฉะนั้นท่านวีรวิท ท่านสนธยาประท้วงอะไรครับ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานครับ กระผม พันตํารวจเอก สนธยา แสงเภา สมาชิกวุฒิสภาที่มาจาก การสรรหา องค์กรภาคเอกชน ขอประทานกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่า กระผมเอง เพื่อน ๆ สมาชิกหลายท่านคงจะเห็นว่า เอ๊ะ สนธยาเดี๋ยวนี้เป็นอย่างไรไม่ค่อยได้ อภิปรายเลย ไม่ค่อยได้แสดงความเห็น กราบเรียนท่านประธานและเพื่อนสมาชิกที่เคารพรัก ว่าตลอดระยะเวลา ๑๑ ชั่วโมงในวันนี้กระผมนั่งฟังด้วยความอดทนยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าผมแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม จุดเด่นของกระผมคือแต่งเครื่องแบบอยู่คนเดียว และมี อาจารย์ของกระผมได้โทรศัพท์มา ตลอดจนเพื่อนโทรศัพท์มาบอกว่าถ้าท่านสนธยาไม่อภิปราย ไม่แสดงความเห็น จะขอปริญญาเอกคืน ท่านประธานครับ
ท่านสนธยาท่านประท้วง เรื่องอะไรครับ ท่านเข้าเรื่องเลยครับ เข้าเรื่อง
การที่จะให้ กระผมแสดงความเห็นนั้นผมคิดว่าขอให้อยู่ในดุลยพินิจของประธานนะครับ เนื่องจากว่า กระผมไม่อาจจะบังอาจที่จะแนะนําท่านประธานครับ ขอให้อยู่ในดุลยพินิจว่าจะดําเนินการ ต่อไปหรือไม่ เพราะประมาณ ๑๕๐ ประเทศกําลังดูเราอยู่นะครับ ก็ฝากท่านประธานได้ใช้ ดุลยพินิจครับ กราบขอบพระคุณครับ
ผมจะดําเนินการต่อนะครับ คือท่านวีรวิท ผมบอกแล้วว่าผมจะให้จบมาตรานี้นะครับ ก่อนท่านวีรวิท เดี๋ยวให้ ท่านเจริญได้พูดนะครับ ท่านรสนาเขาจะอยู่ในคิวอยู่แล้วที่อภิปรายนะครับ ท่านเจตน์ด้วย อยู่ในคิวอยู่แล้ว เดี๋ยวท่านรสนา ให้ท่านเจริญก่อน
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม เจริญ จรรย์โกมล สมาชิกรัฐสภานะครับ เมื่อสักครู่ผมได้ประสานงาน และปรึกษาหารือกับท่านเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์นะครับ แล้วก็เห็นพ้องต้องกันว่า เราน่าจะเลื่อนไปและวันพรุ่งนี้ขอให้วิป ๓ ฝ่ายคุยกันตั้งแต่เช้า แล้วก็จะได้เดินหน้าประชุม ต่อไปได้ครับ เพื่อที่จะให้การประชุมเป็นไปด้วยความราบรื่นนะครับ แล้วก็ขณะนี้ วิปทั้ง ๒ ฝ่าย ๓ ฝ่ายก็พร้อมที่จะเจรจากันนะครับ ผมก็ได้ปรึกษาท่านประธานรัฐสภา แล้วก็ไม่ขัดข้องนะครับ และถ้าท่านประธานจะเลื่อนการประชุมไปวันพรุ่งนี้นะครับ ผมขอหารือท่านประธานว่าช่วยแจ้งท่านสมาชิกทั้งหลายว่าในวันพุธและวันพฤหัสบดีก็จะมี การงดการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อประชุมเรื่องนี้ต่อครับ ขอความกรุณาครับ
ขอบคุณครับ ผมขอหารือ ท่านกฤชก่อนนะครับ ท่านกฤชครับ เขาจะถอน เขาจะถอนญัตติก่อน นี่ เวลาผมดําเนินการ ที่ประชุมครับ ท่านกฤชครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ กฤช อาทิตย์แก้ว สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดกําแพงเพชร ท่านประธาน ยังดําเนินการไม่แล้วเสร็จนะครับ ญัตติที่ผมเสนอนี้ ท่านประธานครับ มันยังค้างอยู่นะครับ ถ้ายิ่งตอนนี้มีผู้เสนอให้ปิด ท่านยิ่งต้องถามครับ ทีนี้ท่านจะถามว่าอย่างไรก็เป็นเรื่อง ของท่านนะครับ ก็ต้องกราบเรียนว่าผมยังไม่ได้ถอน ขอบพระคุณครับท่านประธาน
เดี๋ยวท่านเจริญครับ เมื่อสักครู่ท่านเสนอขอให้เลื่อนการประชุมไปวันพรุ่งนี้ถูกไหมครับ ขอรับรองหน่อยนะครับ เดี๋ยวฟังคําอภิปราย เชิญท่านวิชาญครับ เดี๋ยวฟังท่านก่อนครับ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม วิชาญ มีนชัยนันท์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ต่อการหารือของท่านเจริญนะครับ ท่านบอกว่าขอให้พักการประชุมแล้วพรุ่งนี้อาจจะมี บรรยากาศที่ดีมีการประชุมใน ๓ ฝ่ายนะครับ วิป ๓ ฝ่าย ผมขออนุญาตท่านเจริญช่วยยืนยัน ต่อรัฐสภาแห่งนี้นะครับ เพราะผมเป็นเลขานุการวิป ๓ ฝ่าย เมื่อวานมีการประชุมวิป ๓ ฝ่าย แต่ฝ่ายค้านไม่เข้าประชุมครับ ทีนี้ผมต้องการคํายืนยันตรงนี้ก่อน พรุ่งนี้จะได้คุยกันต่อได้ครับ ขออนุญาตนะครับ
เชิญท่านเจริญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมได้ประสานงานกับท่านเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ แล้วท่านก็ประสานงาน มาว่าบรรยากาศอย่างนี้ ถ้าเลื่อนไปนะครับ แล้วก็ทางพรรคประชาธิปัตย์พร้อมที่จะเจรจาวิป ในวันพรุ่งนี้ก่อนที่จะมีการประชุม เพื่อที่จะกําหนดรูปแบบและวิธีการให้ชัดเจนนะครับ บรรยากาศอย่างนี้ไปไม่ได้ครับ ก็ท่านเลขาธิการพรรคโทรมา ผมก็ไปประสานกับท่านประธาน รัฐสภานะครับ ท่านก็บอกว่าเห็นดีด้วย แล้วก็ประสานกับผู้ใหญ่ของพรรคเพื่อไทยนะครับ ท่านก็เห็นสอดคล้องต้องกันนะครับ เพื่อที่จะสร้างบรรยากาศนะครับ เพราะว่าอย่างไร เดี๋ยววันศุกร์เราก็จะประชุมงบประมาณอีกนะครับ เพราะฉะนั้นขอเลื่อนไปก่อนนะครับ แล้วพรุ่งนี้ประชุมช่วงเช้าเราก็ประชุมกันก่อนนะครับทั้ง ๓ ฝ่ายนะครับ
ท่านประธาน ขออนุญาตต่อนิดหนึ่งครับ
เชิญครับ
ถ้าอย่างนั้นในฐานะเลขานุการวิป ๓ ฝ่าย ผมอยากให้ท่านจุรินทร์ซึ่งเป็นประธานวิปฝ่ายค้าน ได้ยืนยันครับ เพราะท่านเองเป็นคณะกรรมการในวิป ๓ ฝ่าย ด้วยครับ ท่านประธานครับ
ท่านประธานวิปฝ่ายค้าน ท่านจุรินทร์ครับ เอาท่านเฉลิมชัยครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม เฉลิมชัย ศรีอ่อน ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภานะครับ ผมต้องการเห็นบรรยากาศของสภานะครับ เป็นไปด้วยดี แล้วก็ เพื่อรักษาภาพสภาเพื่อที่จะให้สามารถทํางานต่อไปได้นะครับ กับบรรยากาศที่เกิดขึ้นตรงนี้ ผมคิดว่าสมาชิกสภาทุกคนที่อยู่ตรงนี้ไม่มีใครอยากเห็นภาพอย่างนี้หรอกครับ สิ่งที่มี การพูดคุยกับท่านรองประธานเจริญก็เพื่อที่จะให้สภาแห่งนี้ได้ดําเนินการไปด้วยความราบรื่น แล้วก็มีศักดิ์มีศรีสมกับเป็นรัฐสภานะครับ ก็ได้มีการพูดคุยกันว่าบรรยากาศอย่างนี้ ผมอยากจะให้มีการพักการประชุมนะครับ เลื่อนการประชุมออกไปก่อน โดยที่เราสามารถ ที่จะมีเวลาในวันพรุ่งนี้ ท่านสามารถที่จะมาคุยกับท่านจุรินทร์ ขออนุญาตที่เอ่ยนามนะครับ ซึ่งเป็นประธานวิปฝ่ายค้านตรงนี้ สามารถที่จะมาพูดคุยกันได้ แล้วมากําหนดแนวทางในการ ที่จะทําอย่างไรให้สภาเราเดินต่อไปข้างหน้าได้นะครับ ผมก็เรียนยืนยันนะครับว่า ถ้ามี การเลื่อนการประชุมวันนี้พรุ่งนี้ท่านส่งคนมาคุยกับท่านจุรินทร์ได้นะครับ
ทุกท่านได้ยินได้ฟังนะครับ เดี๋ยวก็เรากําลังเจรจาเรื่องนี้อยู่ เดี๋ยวท่านรสนาเขากําลังเจรจาเรื่องของการที่ประชุมนี้ก่อน นะครับ ทราบนะ ท่านวิชาญยังไม่จบนะครับ เชิญครับ
ท่านประธานรัฐสภา ผม วิชาญ มีนชัยนันท์ ในฐานะส่วนของเลขาธิการวิป ๓ ฝ่าย ก็คง ขออนุญาตนะครับ ว่าถ้าเป็นอย่างนั้นนะครับ ขอให้ท่านประธานในฐานะประธานวิป ๓ ฝ่าย ได้นัดเวลาการประชุมเพื่อพูดคุยกันนะครับ จะเอาวันนี้ต่อเลยก็ได้ครับ คือพักการประชุม แล้วเราไปคุยกัน แล้วพรุ่งนี้ประชุมต่อครับ อย่างนี้ก็ได้ครับ
ท่านพร้อมไหมครับ ท่านจุรินทร์ครับ คืนนี้ท่านพร้อมไหมครับ ท่านพร้อมไหมครับ เดี๋ยวผมให้ท่านประธานวิป
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา ผมสอบถามท่านประธานครับ เมื่อสักครู่ท่านประธานขอฟังความเห็นของกระผม กระผม เสนอทางออกต่อท่านประธานด้วยความปรารถนาดี ไม่ต้องการให้สภามันเกิดภาพที่ผมคิดว่า ท่านประธานก็คงไม่อยากเห็นไปไกลมากกว่านี้ ด้วยการขอความกรุณาท่านประธานได้เลื่อน การประชุมออกไป ท่านจะนัดพรุ่งนี้ก็ได้ ไม่เป็นไร ไม่มีปัญหา แต่ท่านประธานฟังความเห็น ของผมไหมครับ ท่านก็ไม่ได้ฟังครับ ขอบคุณครับ
เอาอย่างนี้นะครับ พรุ่งนี้วิป ๓ ฝ่าย ประชุมพรุ่งนี้ ๘ โมงครึ่ง เดี๋ยวครับ ผมขอเจรจา ท่านไม่ต้อง ผมเห็นครับ บรรยากาศ กําลังจะดีแล้ว ผมกําลังจะเลื่อนประชุม ท่านอย่าได้ทําอะไรที่มันทําให้บรรยากาศเสีย ท่านเลขาเฉลิมชัย ท่านเจริญ
(นายธนิตพล ไชยนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตาก ได้ยืน และยกมือขึ้น)
ประท้วงเรื่องอะไร ท่านธนิตพล
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ธนิตพล ไชยนันทน์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดตากครับ ผมคิดว่าท่านประธาน ต้องตั้งหลักดี ๆ ครับ เพราะว่าจริง ๆ แล้วท่านประธานนัดประชุมวิป ๓ ฝ่ายพรุ่งนี้ ท่านประธานถามความเห็นท่านจุรินทร์หรือยังครับ แล้ววิธีการอย่างนี้ผมต้องเรียนท่านประธาน ว่าจริง ๆ แล้ววันนี้มันไม่ได้เป็นปัญหาของวิป ๓ ฝ่าย พวกผมบอกแล้ว ผมบอกเมื่อสักครู่นี้ แล้วว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเกิดจากประธานสภาครับ ทั้งท่านและทั้งท่านสมศักดิ์ แล้วจะไปคุยวิป ๓ ฝ่ายมันจะแก้ปัญหาได้หรือครับ ผมถามท่านประธาน ท่านประธานต้องตั้งหลักดี ๆ ครับ ผมบอกให้ เพราะว่าที่ประชุมอยู่ไม่ได้เพราะว่าผมเตือนกันแล้ว ท่านผู้อาวุโสก็ขึ้นมาเตือน ใครต่อใครก็ขึ้นมาเตือน ปัญหาที่เกิดขึ้นเกิดจากที่ประธานสภาทั้ง ๒ ท่านไม่ฟังเสียงของ เสียงข้างน้อย ท่านประธานครับ ผมคิดว่าวันนี้ท่านประธานปิดการประชุมไปก่อน แล้วพรุ่งนี้ ท่านประธานทั้ง ๒ ท่าน ท่านไปคุยกันว่าจะเอาอย่างไรกันแน่ที่จะทําให้เสียงข้างน้อยได้มี โอกาสอภิปราย ไม่ใช่ว่าถ้าท่านประธานยังดําเนินการอยู่อย่างนี้ ผมก็เรียนท่านประธาน ไม่เป็นไรครับ พรุ่งนี้ก็เกิดเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้นอีกครับ กราบขอบพระคุณครับ
ผมนึกว่าจะเรียบร้อย นึกว่า เจรจาแล้วจะเรียบร้อย เพราะฉะนั้นเดี๋ยวผมจัดการ ท่านไม่ต้องห่วงนะครับ เพราะฉะนั้น ถ้าพรุ่งนี้หมายความว่าวิปจะเจรจา วิป ๓ ฝ่ายเจรจากันไหม เชิญท่านผู้นําฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ความจริงผมก็จะให้ความเห็นนะครับ แต่ก็เกรงใจท่าน ส.ว. เหมือนกัน ท่านให้โอกาสทางท่าน ส.ว. เพื่อนสมาชิกฝ่ายรัฐบาลก่อนก็ได้ ผมคิดว่าช่วย ๆ กัน ในการที่จะทําให้บรรยากาศให้มันเรียบร้อย และเราจะได้หาทางออกกันครับ
ไม่ต้องครับ ขอบคุณมาก ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรครับ ท่านรสนาเชิญครับ
ขอบคุณค่ะ ท่านประธาน ดิฉัน นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภากรุงเทพมหานคร ดิฉันเอง เห็นว่าการที่เราจะมาแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าด้วยเรื่องการปลดล็อกของ ส.ว. นั้นเป็นเรื่องที่ ละเอียดอ่อน ดิฉันเองก็เป็น ส.ว. จากการเลือกตั้ง เป็นผู้ที่มีส่วนได้เสียกับเรื่องนี้ ดิฉันเอง อยากเห็นสภาให้ความใส่ใจกับเรื่องนี้ สิ่งที่เป็นปัญหามาตลอดทั้งวันมันก็เกิดขึ้นจากการที่ ทางสภาไม่ยอมให้คนที่เป็นความเห็นข้างน้อยนั้นได้มีโอกาสพูด มันจะไปยากอะไรคะ ในอดีตสมัยยุคของหลวงธํารงนาวาสวัสดิ์ เขาเคยให้พรรคประชาธิปัตย์อภิปรายกัน ๗ วัน ๗ คืน จะไปกลัวอะไรคะ อภิปรายไป ๗ วัน ๗ คืน แล้วค่อยมาว่ากันก็ได้ หรือว่าเรากลัวว่าจะไม่ทัน เราเหมือนซินเดอเรลล่าใช่ไหม กลัวว่าจะถึงเที่ยงคืนแล้วราชรถจะกลายเป็นฟักทอง ดิฉันคิดว่าเรื่องนี้เรามีส่วนได้เสีย ท่านประธานก็เป็น ส.ว. จากการเลือกตั้ง สมาชิกหลายคน จากการเลือกตั้งนั้นจริง ๆ เราต้องระมัดระวังในเรื่องนี้ ที่จะไม่ให้ถูกกล่าวหาว่าเรากระทําการ ที่เป็นเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะฉะนั้นดิฉันเองเห็นว่าถ้าท่านประธานพยายาม ทําบรรยากาศให้ทุกคนได้มีโอกาสพูด สภาพการณ์จะไม่เป็นแบบนี้ ถ้าเมื่อกลางวันตั้งแต่ บ่ายโมงให้ ๕๗ คน ได้พูด ดิฉันว่าป่านนี้จบไปแล้ว แต่การที่เราทําวิธีนี้การใช้อํานาจบาตรใหญ่ ดิฉันคิดว่าอันนี้เป็นปัญหานะคะ และดิฉันเองก็อยากจะขอให้ช่วยรักษาบรรยากาศ คือเราไม่จําเป็นต้องรีบขนาดนั้น เพราะว่าถ้าเรารีบสังคมที่มองเข้ามาเขาต้องมองเห็นว่า โอ้โห ส.ว. เลือกตั้งพวกนี้มันกลัวจะไม่ได้ลงไปเลือกตั้งใช่ไหม จึงจะต้องรีบผ่านอ้ายนี้ ให้มันเสร็จเรียบร้อยให้เร็วที่สุด ดิฉันคิดว่าอันนี้มันเสียหาย ดิฉันเองพูดในฐานะ สมาชิกวุฒิสภาจากการเลือกตั้งนะคะ แล้วก็เห็นว่าท่านประธานเองก็เป็นสมาชิกวุฒิสภา จากการเลือกตั้งเช่นเดียวกัน ท่านควรจะให้ความระมัดระวังกับเรื่องนี้ให้มาก แล้วดิฉันคิดว่า เลื่อนไปวันพรุ่งนี้ก็ไม่เสียหาย การที่เรายืนหยัดแล้วก็จะโหวตกัน ดิฉันคิดว่าทําให้บรรยากาศ มันเสีย แล้วก็ภาพพจน์ของสภาเราก็เสียมากขึ้นกว่านี้ ไม่ควรจะทําแล้ว ก็ขอเสนอว่า เราชะลอไปเถอะ วันพรุ่งนี้ก็ไม่สายเกินไปนะคะ ขอบคุณค่ะ
ผมกําลังออมชอมแล้ว ขอบคุณมากนะครับ ท่านจะประท้วง ท่านครูมานิตย์ครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ตอนเช้าบังเอิญท่านประธานนิคมขึ้นนั่งอยู่บนบัลลังก์ อย่างนี้ละครับ ผมได้กราบเรียนกับท่านว่าในการประชุมของรัฐสภา ถ้าบนถนนพวกแท็กซี่ ต้องระวังกฎจราจร ถ้าในสภาต้องใช้ข้อบังคับ ใช้รัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะข้อบังคับที่เราเขียน ขึ้นมาเอง แต่ว่าวันนี้ข้อบังคับ ถึงแม้ว่าเราจะไม่งดใช้ แต่แทบจะงดใช้เลย ความน่าสนใจ เมื่อสักครู่ท่านประธานครับ ที่ท่านรองประธานเจริญได้กรุณานําเรียนเสนอในที่ประชุมว่า ได้หารือกับท่านเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตที่เอ่ยชื่อตําแหน่งท่านนะครับ ด้วยความเคารพกัน และท่านก็ลุกขึ้น จริง ๆ เป็นความน่าสนใจ แต่ด้วยความบังเอิญท่านกฤช ได้เสนอให้เปิดต่อ แล้วท่านประธานวิปท่านได้รับปาก แล้วท่านเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ บอกว่าไปหาท่านประธานวิป จริง ๆ ผมไม่ได้ขัดข้อง แต่ว่าต้องให้ชัดเจน เอาคนกลางมา ท่านประธานทั้ง ๒ ฝ่าย เชิญทั้ง ๓ ฝ่าย มาคุยกัน ถ้าอยากจะเลื่อน แต่ถ้าเป็นบรรยากาศ ไม่ได้รับคํามั่นคําสัญญากัน พรุ่งนี้แต่เช้าก็เหมือนเดิม เมื่อเหมือนเดิมก็ไม่ต้องให้เสียเวลา แต่ถ้าหากว่ามีบรรยากาศที่น่าจะดีกว่านี้ ผมก็ไม่ได้เสียหายครับ พวกเราก็เหมือน ๆ กัน คิดเหมือนกัน เพียงแต่วันนี้ต่างคนต่างก็ไม่ยอมสงวนทั้งจุดต่างแล้วก็จุดร่วม มันถึงเป็นที่มา ของอย่างนี้ ผมก็มีความยางอาย ทั้ง ๆ ที่ว่าชีวิตนี้ไม่ได้เคยเป็นใหญ่เป็นโตในแผ่นดิน หรอกครับ แต่ก็อาย บรรยากาศอย่างนี้ไม่ใช่ไม่อาย เป็นผู้แทนราษฎรกระจอก ๆ คนหนึ่ง แต่ก็อายครับ ผมไม่เคยพูด ผมพูดตอนเช้าครั้งเดียว ว่าให้ควบคุมทุกอย่าง เพราะทุกอย่าง เป็นเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องก็ทําให้เป็นเรื่อง ทีแรกจะเป็นเรื่องก็ไม่ทําให้เป็นเรื่อง ผมเลย กราบเรียนท่านประธานว่าท่านประธานลองทบทวนอีกทีหนึ่งว่าจะเลื่อนหรือไม่เลื่อน โดยใช้ กระบวนการที่น่าจะเป็นไปได้ ผมไม่ติดใจทั้ง ๒ ฝ่าย และก็พรรคพวกผมก็ไม่ได้ติดใจ ขอบพระคุณครับท่านประธาน
คืออย่างนี้ครับ คือถ้า ท่านประธานวิปฝ่ายค้าน ท่านจุรินทร์ท่านแสดงความคิดเห็นและลองให้ความมั่นใจที่ประชุม ว่าจะได้มีการประชุมกันร่วม ๓ ฝ่าย มันก็จะทําให้หาข้อสรุปได้นะครับ ท่านจุรินทร์ครับ หรือว่าเอาท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรครับ เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา คือผมก็ อยากจะให้ความคิดเห็นกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งผมเชื่อว่าพวกเราเป็นสมาชิกรัฐสภานี่ เราก็ ไม่อยากให้ภาพของรัฐสภาเป็นอย่างวันนี้ ที่กระผมจําเป็นจะต้องแสดงความคิดเห็นก็คือว่า วันนี้ถ้าท่านประธานเพียงแต่บอกว่า วิป ๓ ฝ่ายมาประชุมกัน ผมไม่คิดว่ามันแก้ปัญหาได้ครับ ผมคิดว่าปัญหาวันนี้ต้องวิเคราะห์กันให้ดีว่ามันเกิดจากอะไร ผมกราบเรียนท่านประธาน ตรง ๆ นะครับ วันนี้ผมไม่ได้คิดว่าเพื่อนสมาชิกฝ่ายรัฐบาลเป็นปัญหาเลยนะครับ กราบเรียนท่านตรง ๆ ว่า ผมก็เห็นเพื่อนสมาชิกฝ่ายรัฐบาลส่วนใหญ่พยายามที่จะให้ การประชุมมันดําเนินการไปได้ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ท่านประธานต้องยอมรับว่า ทั้งหมดนี้ เกิดจากการตัดสิทธิของสมาชิกเสียงข้างน้อยหรือฝ่ายข้างน้อย ซึ่งดําเนินการในลักษณะ ซึ่งทําให้เรายอมรับได้ยากจริง ๆ ครับ ผมจําได้ท่านประธานก่อนลงจากบัลลังก์ครั้งแรก ท่านกําหนดแนวทางไว้ค่อนข้างดีครับ ท่านบอกว่า คนที่เขาถูกตัดสิทธิว่าแปรญัตติ ขัดหลักการ ๕๗ คนนี้ เขาต้องมีสิทธิในการที่อย่างน้อยได้อธิบายว่าเขาแปรญัตติว่าอะไร ท่านประธานคณะกรรมาธิการก็ย่อมมีสิทธิในการที่จะมาหักล้างว่าท่านเห็นอย่างไร แล้วสุดท้ายที่ประชุมสภาก็จะลงมติ และทุกคนก็ต้องเคารพมตินั้น ปรากฏว่าพอท่านลงไป เปลี่ยนประธาน ประธานใหม่ขึ้นมาบอกว่าขอให้พูดฝ่ายละ ๒ คน ผมก็ถามนะครับ ผมไม่ได้ ประท้วง ผมยกมือ ผมสอบถามท่านประธานว่าเป็นไปได้อย่างไร จะบอกว่าพูดฝ่ายละ ๒ คน แล้วลงมติ ๕๗ คนไม่ได้แปรญัตติเหมือนกัน ผมนี้ไม่ได้ลงมติครับ เพราะผมลงไม่ถูก เพราะผมเห็นว่าของบางคนอาจจะขัด แต่คนบางคนก็ไม่ขัด แต่ไม่มีทางรู้เลยครับ ผมยัง อยากจะถามท่านประธานทั้ง ๒ ด้วยซ้ําครับว่าท่านทราบไหมครับว่า แต่ละคนที่ท่านว่าขัด ขัดเรื่องอะไร เหมือนกันหมดจริงหรือเปล่า ทําไมบางคนขัดบางมาตรา ทําไมบางคนขัด ทุกมาตราเท่านั้นเองครับ แล้วพอเข้าสู่การพิจารณาก็เช่นเดียวกันครับ ความรู้สึกก็เกิดขึ้นว่า ไม่สามารถที่จะใช้สิทธิในการอภิปรายได้
ท่านขจิตรให้เกียรติ ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรอภิปรายก่อนนะครับ เชิญครับ เดี๋ยวครับ ผมวินิจฉัยแล้ว ให้เชิญต่อครับ
เพราะฉะนั้น สิ่งที่ผมอยากจะกราบท่านประธานก็คือว่า วันนี้ปัญหามันไม่ได้เกิดขึ้นว่าฝ่ายรัฐบาลกับ ฝ่ายค้านมีปัญหากัน สิ่งที่ฝ่ายค้านแล้วก็กรรมาธิการเสียงข้างน้อย ซึ่งบางส่วนเป็น สมาชิกวุฒิสภาต้องการก็เพียงว่า แต่ละคนมีสิทธิที่จะใช้ และใช้สิทธินั้นตามข้อบังคับเท่านั้น เอง ผมทราบดีครับ เสียงข้างน้อยจะใช้สิทธิพูดจาอภิปรายอย่างไรก็อาจจะไม่สามารถ โน้มน้าวเสียงข้างมากได้ แต่อย่างน้อย นั่นคือบทบาทหน้าที่ของพวกเราในฐานะที่ต้อง สะท้อนเสียงข้างน้อย ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายค้านตกลงกันไม่ได้ หรือวุฒิสภาตกลงกับฝ่ายค้านไม่ได้ครับ ปัญหาอยู่ที่ว่าเรามีหลักประกันอะไรว่าผู้ทําหน้าที่ เป็นประธานจะให้สมาชิกไม่ว่าจะฝ่ายไหนได้ใช้สิทธิตามสมควรครับ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นถ้าเราจับหลักตรงนี้ได้ ผมว่าท่านประธานลองทบทวนดูครับว่าถ้าจะเลื่อน หรือจะพักแล้วนี่แนวทางคําตอบมันควรจะเป็นการพูดจาระหว่างใครกับใครครับ
ผมขอชี้แจงอีกสักครั้ง คือผมดูจากรายงานคณะกรรมาธิการ ทั้งหมด ๒๐๒ ท่านที่ขอแปรญัตติถอนตัว ๒ ท่าน เหลือ ๒๐๐ ท่าน จากรายงานนั้นก็คือ มีท่านสมาชิกขอแปรญัตติคือ ตัดมาตรา ๑ ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจสําคัญ มาตรา ๑ คือชื่อร่างรัฐธรรมนูญ ท่านตัด มาตรา ๒ วันบังคับใช้ ท่านตัดถือว่าเป็นหัวใจสําคัญของกฎหมาย ที่ท่านตัดมาตรา ๓ ก็คือท่านขอแปญัตติเป็น มี ส.ว. ที่มาจากการสรรหาซึ่งมันไปขัดต่อหลักการ ก็คือเราจะต้องมี ส.ส. ที่มาจาก การเลือกตั้ง การจะเลือกตั้งทางตรงทางอ้อมนั้น ถ้าใครทางอ้อมมาก็ถูกต้อง กลุ่มที่ ๔ ก็คือ ท่านไปตัดเรื่องของให้มีกรรมการสรรหา ซึ่งผมบอกว่าถ้าใครตัด ๔ ประเด็นนี้ ถือว่าขัดต่อ ข้อ ๙๖ วรรค ๓ ซึ่งตรงตามที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการได้รายงานมา เพราะฉะนั้นเมื่อมี ประเด็นขัดแย้งอย่างนี้ ผมก็ต้องเสนอความเห็นทางที่ประชุมนะครับว่าช่วยวินิจฉัย ช่วยตัดสินทีหนึ่งเถอะ เมื่อท่านประธานสมศักดิ์ขึ้นมา เมื่อท่านเห็นว่าการอภิปรายสมควร แล้วท่านจะขอที่ประชุมลงมติก็เป็นอํานาจของท่านประธานในขณะนั้นนะครับ ซึ่งถ้าเป็นผม ผมก็ยังคงจะต้องให้ท่านอภิปรายอยู่ ถูกไหมครับ เดี๋ยวท่านขจิตรครับ ต่อเนื่องท่านผู้นําฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรอีกทีครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ นั่นคือเหตุผลของท่านประธานอย่างไรครับ แต่ประเด็นที่พวกผมร้องขอกัน ในช่วงกลางวันก็คือว่า มันเป็นอํานาจของสภาที่จะวินิจฉัย โดยต้องเปิดโอกาสให้ทั้ง ๒ ฝ่าย ได้แสดงความคิดเห็น ท่านประธานเห็นของท่านอย่างนั้น ๔ กลุ่ม ๕ กลุ่มอย่างที่ว่า แต่คนที่ เขาแปรญัตติเขาไม่มีโอกาสแสดงเหตุผลเลยครับว่า ทําไมเขาคิดว่าสิ่งที่เขาแปรญัตตินี้ มันไม่ขัด อํานาจ ถ้าท่านสรุปอย่างนั้นก็แปลว่า ท่านสรุปเอาว่ามันเป็นอํานาจของประธาน ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นก็ไม่ต้องขอมติครับ แต่มันชัดเจนว่าเป็นอํานาจของสภา ก็ต้องขอมติ ผมถามว่าเป็นไปได้อย่างไรครับ สอบถามว่า สมาชิกคนที่ ๑ แปรญัตติขัดหลักการหรือไม่ คนที่ ๒ ขัดหลักการหรือไม่ มี ๕๗ คน แต่ท่านบอกว่าลงมติครั้งเดียว โดยที่ ๕๗ คน ไม่ได้แปรญัตติเหมือนกัน ถ้าท่านยังแบ่งกลุ่มก็ยังดีนะครับ บอกว่ามี ๕ กลุ่มอย่างที่ท่านว่า กลุ่มที่ ๑ ท่านประธานหรือท่านประธานคณะกรรมาธิการเห็นว่าขัดเพราะอะไร ผู้แปรญัตติ จะเสนอเหตุผลของตนว่ามันไม่ขัดเพราะอะไร แล้วลงมติ ผมว่าอย่างนี้ก็รับกันได้ครับ แต่นี่ ตัดไปเลย และโดยเฉพาะหลังจากที่ท่านประธานรับปากว่าจะให้ ๕๗ คนแสดงความคิดเห็น นั่นคือที่มาของปัญหาครับ เหตุการณ์ผ่านไปแล้วครับ เราก็คงไม่ต้องมารื้อฟื้นว่าจะเป็น อย่างไร แต่ผมเพียงแต่กราบเรียนท่านประธานว่า เมื่อที่มาของปัญหาเป็นอย่างนี้ผมจึง ไม่แน่ใจว่าความคิดหรือข้อเสนอที่บอกเพียงแค่ว่าวิป ๓ ฝ่ายไปคุยกันมันจะแก้ปัญหา เพราะ อย่างที่ผมกราบเรียนนะครับ ผมก็กราบเรียนว่าผมพูดถึงสมาชิกฝ่ายรัฐบาลส่วนใหญ่วันนี้ เขาไม่ได้เป็นส่วนที่เป็นความขัดแย้งกับสมาชิกฝ่ายค้านเลยครับ เพียงแต่ว่าเมื่อท่านประธาน พยายามที่จะใช้อํานาจของประธานเพียงคนเดียวผลักดันไป เขาก็อาจจะไปสนับสนุน ท่านประธานเท่านั้นเอง แต่จุดหลักก็คือว่าในการพิจารณากฎหมายหรือร่างรัฐธรรมนูญ ในวาระที่สอง เรายอมรับกันได้หรือยังครับว่ามันเป็นโอกาสของผู้ที่เสนอความคิดเห็น ที่แตกต่างที่จะได้แสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่นะครับ เพราะรัฐธรรมนูญและข้อบังคับ มีเจตนารมณ์เช่นนั้นนะครับ
ครับ ผมขอชี้แจงอีกที นะครับว่า คือที่ผมจัดกลุ่ม จัดกลุ่มของคนที่ขอแปรญัตติ ไม่ใช่ผมวินิจฉัยเองนะครับ เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นประเด็นนี้ผมก็ต้องหารือที่ประชุม ถูกไหมครับ เลยชี้แจงกับ ท่านผู้นําฝ่ายค้านได้ทราบได้เข้าใจนะครับ
(นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี ได้ยืน และยกมือขึ้น)
เชิญท่านขจิตรครับ
ท่านประธานครับ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงท่านผู้อภิปราย ๒ ท่านที่ผ่านมา ผิดข้อบังคับ ข้อ ๖๑ พูดซ้ําซาก เรื่องเดิม ผิดข้อ ๔๓ แล้วผิดข้อ ๔๕ ที่ประธานวินิจฉัย แล้วก็ไม่ได้ถือว่าเป็นเด็ดขาด ผิดข้อ ๙๖ เรื่องการแปรญัตติ ผิดข้อ ๙๙ เรื่องผู้อภิปราย ปัญหาทั้งหมด ในวันนี้ต้องยอมรับกันครับเกิดจากบุคคลบางกลุ่มไม่ยอมรับข้อบังคับ ผมไม่เคยเห็นหรอกครับ ในการที่จะมาอภิปรายหรือว่าแก้หลักการ ผมเป็นกรรมาธิการ ร่างกฎหมายมาประมาณ ๑๐๐ ฉบับ ๑๐๐ ฉบับไม่เคยเห็นครับ แล้วก็ไม่ใช่ว่าพอประธาน ขอให้สภายืนยันเพื่อที่จะให้ความมั่นใจ ไม่จําเป็นหรอกครับ ต้องอธิบายทีละคน ๕๗ ท่าน มีรายละเอียดในรายงานนี้ครับ ใครทําอะไร ประเด็นไหน มันขัดกับหลักการ ไม่มีสภาชุดไหน หรอกครับที่จะแก้หลักการได้ในกฎหมาย ท่านยกมาสิฉบับไหน ทั้งหมดในสภานี้ผมอาจจะ เป็นกรรมาธิการร่างกฎหมายมากที่สุดก็ได้ ผมขอยืนยันว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ได้เกิดจาก ประธานสภา เกิดจากบุคคลบางกลุ่มไม่ยอมรับข้อบังคับ ไม่ยอมรับข้อกฎหมาย
เอาละ ท่านขจิตรครับ เดี๋ยวบรรยากาศกําลังดี บรรยากาศกําลังไปสวยครับ ท่านไม่ต้อง เอาเดี๋ยวท่านพิเชษฐ์ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมคิดว่า การเจรจาเป็นทางออกที่ดีที่จะแก้ไขความขัดแย้งทั้งหมด ท่านประธานครับ ผมอยากจะ ขอร้องให้วิปของวุฒิสภา วิปรัฐบาล แล้วก็วิปฝ่ายค้านคุยกันอีกสักรอบหนึ่งแล้วหาข้อสรุป นะครับ ถ้าจะเลื่อนก็เลื่อนไม่เป็นไร แต่ต้องได้ข้อสรุปคืนนี้ว่าตกลงพรุ่งนี้เราจะประชุม เรื่องอะไรกัน อย่างไร จะได้ไม่มีปัญหา ผมอยากเรียกร้องให้เกิดการพูดคุยทั้ง ๓ ฝ่ายขึ้น หลังจากตรงนี้นะครับ เพราะว่าถ้าเราไม่คุยกัน อย่างไรก็แก้ปัญหาไม่ได้นะครับ ขอร้องท่าน ทางวิปฝ่ายค้านแล้วก็วิปของวุฒิสภาแล้วก็วิปรัฐบาล ท่านอาจจะพักการประชุมหรือไม่ก็ได้ ขอตัวแทนไปพูดคุยให้ได้ข้อตกลง เพื่อที่จะประชุมพรุ่งนี้ครับ ท่านประธานวินิจฉัยด้วยครับ
ผมอย่างนี้ครับท่านพิเชษฐ์ ผมพยายามที่จะเจรจากับทางวิปฝ่ายค้านนะครับ ว่าพรุ่งนี้ผมจะขอประชุมร่วมด้วย ซึ่งก็ยังไม่ได้คําตอบ ถ้าได้คําตอบผมก็จะดําเนินการนะครับ เดี๋ยวท่านอย่าเพิ่งนะครับ พี่นิพนธ์เดี๋ยวนะครับ ท่านจุรินทร์เชิญครับ
ผมให้ผู้ประท้วง ก่อนท่านนิพนธ์ครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม นิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมต้องทําความเข้าใจกับ สภาแห่งนี้นะครับว่า ผมนี่อยู่มา ๒๗ ปี ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาครับท่านประธาน โห่ไปเลยยินดี ผมอยู่อย่างนั้นจริง ๆ ต่อเนื่องมาทั้ง ๒ สภา ผมต้องเรียนความจริงอย่างนี้ว่า การพิจารณากฎหมายนั้นมีหลายฉบับ หลายสิบฉบับที่มีการแก้ไขหลักการ ไม่ใช่ขัดหลักการ แก้หลักการด้วยก็แก้มาแล้ว กฎหมายสภาที่ปรึกษาสังคมแห่งชาติ แก้เกือบทั้งฉบับครับ แล้วสภาผู้แทนราษฎรก็ยอมรับวุฒิสภาแก้ไข หลายฉบับผู้แทนราษฎรก็ยอมรับการแก้ไข ในเรื่องของหลักการที่ขัดกับหลักการ เพราะฉะนั้นผมยืนยันครับ เอกสารในทางสภามีว่า มีการพิจารณาแก้ไขหลักการได้ และขัดต่อหลักการก็เคยพิจารณามาแล้วครับ พิสูจน์กันเลย ได้ครับเรื่องนี้ ผมยืนยัน ขอบคุณครับ
ก็ไม่ต้องวินิจฉัยแล้วนะครับ ท่านสมชายครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเข้าใจว่าบรรยากาศ ท่านประธานคงจะพยายามให้ไปประชุมต่อพรุ่งนี้นะครับ ทีนี้ผมอยากเรียนกับท่านประธาน ปัญหาจริง ๆ นี่นะครับ พวกเรา ๕๗ คน โดยเฉพาะ ส.ว. ซึ่งเราอยู่ใน ๕๗ คนแล้วถูกตัดสิทธิ ได้เรียนสอบถามกันแล้ว แล้วก็อ่านกันหมดแล้วทุกมาตรา ประเด็นเรื่องขัดหลักการ ท่านประธานครับ มีความหลากหลายมาก ทีนี้ท่านประธานต้องขออภัยนะครับ ถึงแม้จะ ลงมติไปแล้วเรารับไม่ได้จริง ๆ มันเป็นปัญหา ท่าทีของท่านประธานในการที่จะไม่ให้พวกเรา อภิปราย ตัด ๕๗ คนออกไป มันเป็นประเด็นในเรื่องของการที่เราจะเดินหน้าต่อไปในการ แก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างไร อันนี้ประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ ผมกราบเรียนครับว่าในการแก้ไขหลักการที่ท่านขอต่อสภา ในวาระที่หนึ่ง แม้กรรมาธิการก็แก้ไขเกินหลักการ ถ้าจะตีความนะครับ มีหลายมาตรา เชียวครับ ท่านไปขอแค่เพียงว่าให้มีสมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง ท่านแก้ไขหลักการ ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เลยครับ ขอแค่เพียงว่าให้มีสมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง ท่านแก้ไขหลักการตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี๒๕๕๐ นี้เลยครับ เพราะรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ บัญญัติให้มีสมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งและสรรหารวมกัน ถ้าตีความว่าแค่หลักการ ขัดหลักการไหม ขัดตั้งแต่วาระที่หนึ่ง รวมถึงในมาตรา ๑๒ มาตราอีกหลายมาตราครับ ท่านไปเพิ่มเติมว่าเมื่อได้มีพระราชกฤษฎีกากําหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา เป็นการทั่วไปตามวรรคหนึ่งแล้ว สมาชิกวุฒิสภาตามมาตรา ๑๐ ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับ การให้บุคคลดํารงตําแหน่งหรือถอดถอนบุคคลใดออกจากตําแหน่งตามบทบัญญัติแห่ง รัฐธรรมนูญมิได้ จนกว่าสมาชิกวุฒิสภาซึ่งมาจากการเลือกตั้งทั่วไปตามรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้เข้าปฏิบัติหน้าที่ อันนี้ เขาแก้ไขเกินหลักการครับท่านประธาน ท่านประธานเห็นไหมครับ แก้ไขเกินหลักการ ท่านไปลดทอนอํานาจของสมาชิกวุฒิสภาที่เหลืออยู่ ไม่ว่าจะอยู่ในปัจจุบันหรือรักษาการอยู่ อันนี้เป็นการแก้ไขเกินหลักการ นี่ผมเรียนท่านประธานนะครับว่า นี่คือสิ่งที่พวกเราทําไม ถึงมีปัญหา เพราะท่านประธานเริ่มต้นด้วยตัดสิทธิของคน ๕๗ คนที่จะอธิบายต่อสภา ถึงแม้ เราจะไม่ชนะ แต่ได้อธิบายความต่อสภาแห่งนี้ได้มีสติร่วมกันด้วยการทํางานแก้ไขเหมือนที่ ท่านประธานบอกว่าท่านอยากแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ได้ประโยชน์สูงสุดกับประชาชน อาการ มันไม่เป็นอย่างนั้น พอทันทีที่ท่านประธานนิคมขึ้นมาแล้วท่านประธานบอกตอนเที่ยงเอง ว่าเดี๋ยวเราจะกลับมาอภิปราย ๕๗ คน โดยให้คนอื่นร่วมด้วย หลังจากนั้นเป็นอย่างไรครับ ท่านประธานสมศักดิ์ขึ้นเวทีขึ้นบัลลังก์มา ท่านบอกว่าพูดกันทั้ง ๒ ฝ่าย ฝ่ายละ ๒ คน ไม่มี ใครได้พูดเลยครับ ท่านประธานก็ลงมติไปเลย อันนี้คือการที่ใช้เสียงข้างมาก จริงอยู่ครับ ท่านประธานท่านมีอยู่ประมาณ ๓๓๐ คน ผมนับแล้วอย่างไรก็ไปได้ครับ แต่มันก็หมิ่นเหม่ นะครับ มาตราวาระที่หนึ่งอีก มาตรา ๑ ยังพูดไม่เสร็จท่านประธานก็เรียกลงมติอีก ท่านประธานสามารถลงได้ทั้ง ๑๓ มาตราเลยครับ ชนะแน่ครับ แต่ถามว่าจะเกิดอะไรขึ้น กับบ้านนี้เมืองนี้ครับท่านประธาน นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่าเราอยากเห็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นไปด้วยความชอบธรรมครับท่านประธาน ไม่ใช่มีเสียงข้างมากแล้วก็พากันโหวต (Vote) ไปเรื่อย ๆ มันไปไม่ได้ครับท่านประธาน บรรยากาศที่ผมอยากเห็นพรุ่งนี้ คือผมขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานและฝากไปยังท่านประธานรัฐสภาทั้ง ๒ ท่าน ท่านมีบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญกํากับอยู่แล้วครับว่าท่านทําหน้าที่ด้วยความเป็นกลางและท่านได้โปรดเข้าใจ เสียงข้างน้อยซึ่งนับมืออยู่แล้วครับว่าไม่มีทางชนะท่าน แต่ท่านต้องให้สิทธิในการอภิปราย สิทธิที่จะชี้แจงครับ ท่านประธานครับ เราจะใช้วัน ๗ วัน ๑๕ วัน จะเป็นไรไปครับ ในเมื่อ ท่านจะแก้กฎหมายของบ้านของเมืองแก้กติกาสูงสุดของประเทศ นี่ไม่รวมถึง ผมไม่เข้าใจว่า ทําไมท่านไม่เอางบประมาณเข้ามาก่อน ท่านจะรีบร้อนไปไหน มีเวลาอีกตั้งนานละครับ เพราะฉะนั้นเรามีเวลาพอที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะดําริของท่านนายกรัฐมนตรี ที่อยากตั้งสภาปฏิรูปการเมือง ท่านเชิญ ๖๙ คน ท่านเชิญผมด้วย แล้วท่านจะปรองดอง ได้อย่างไรครับ ในเมื่อเริ่มต้นท่านไม่ได้คิดจะปรองดองท่านคิดบอกว่าท่านมี ๓๓๐ คน ท่านโหวตเอาโหวตเอา ผมก็เสนอครับถ้าพรุ่งนี้เดินต่อไปท่านโหวตไปเลยครับ
เอาเฉพาะรัฐธรรมนูญครับ
อันนี้ผมขออนุญาต ฝากท่านประธานด้วยความเคารพว่า ท่านหารือกับท่านประธานรัฐสภาเถอะครับ ท่าที แบบบรรยากาศวันนี้มันไปไม่ได้ ถ้าท่านปรับท่าทีกันใหม่ผมคิดว่าเราเดินต่อได้ครับ แล้วก็ ให้เวลากับพวกเราทุกคนโดยเฉพาะเสียงข้างน้อยซึ่งจะอธิบายเหตุผล ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน
ท่านสิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ แล้วก็ท่านสุนัยนะครับ เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายสิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ สมาชิกวุฒิสภาจจากจังหวัดนครศรีธรรมราช ผมอยากกราบเรียนท่านประธานว่าที่จริงไม่อยากจะอภิปรายเท่าไร แต่ผมเห็นว่าถ้าไม่ อภิปรายรัฐสภานี้เราก็ไปได้ยาก ผมอยากเรียนท่านประธานและเพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติว่า ผมนั้นไม่ได้เป็นคนที่ลงชื่อแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะเป็นพวกของ พรรคประชาธิปัตย์หรือ ส.ว. สรรหา ไม่ใช่ ลงมติ ก็ผมว่ากันตามเนื้อผ้าเป็นเรื่อง ๆ ไป แต่ท่านประธานครับเพื่อความสบายใจของบางท่านที่อาจจะเห็นว่าถ้าหากว่ามีการเห็นด้วย กับการแก้ไขให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งทั้งหมดแล้วจะเป็นผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะว่าจะไปลงเลือกตั้งหรือว่าเร่งมีการพิจารณากันเพื่อให้สมาชิกวุฒิสภาชุดนี้ที่มาจาก การเลือกตั้งไปลงเลือกตั้งได้ทันอีก ผมกราบเรียนว่าสําหรับผมนั้นประกาศให้ชัดเจนว่า ไม่ลงเลือกตั้งแม้ว่าจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาได้ อันนี้เพื่อต้องการให้ท่านได้สบายใจว่า ที่ผมลุกขึ้นมาพูดนั้นไม่ได้มีผลประโยชน์ทับซ้อนและไม่ได้ต้องการที่จะช่วยเหลือฝ่ายใด อันนี้ เพื่อต้องการให้ท่านสบายใจว่าที่ผมลุกขึ้นมาพูดนั้นไม่ได้มีผลประโยชน์ทับซ้อน และไม่ได้ ต้องการที่จะช่วยเหลือฝ่ายใด ท่านประธานครับ เพื่อให้รัฐสภาของเรามันไปได้ เพราะถ้าหาก รัฐสภาไปไม่ได้ผมคิดว่าประเทศก็ลําบากมาก ผมเสนออย่างนี้ได้ไหมครับ ผมรู้ว่าการเสนอ ในยามนี้ไม่ง่ายถ้าหากว่าทุกฝ่ายมีธง ไม่อยากจะว่าอะไรท่านนะครับ เพราะว่าท่านก็เป็น ผู้ใหญ่กันมากกว่าผมโดยส่วนใหญ่ ผมอยากเห็นการรอมชอม ท่านประธานครับ ท่านประธานวิปฝ่ายค้านท่านเสนอว่าไม่ได้มีปัญหากันระหว่างวิป ๓ ฝ่าย แต่เป็นปัญหา ระหว่างอาจจะเป็นพรรคของท่านก็ได้นะครับ ถ้าผมพูดผิดก็ต้องขออภัยกับท่านประธาน ผมจึงเสนออย่างนี้ได้ไหมครับ ท่านประธานพักการประชุม แล้วท่านประธานก็คุยกับทาง ฝ่ายค้านเรื่องของเวลาท่านประธานทราบว่าฉบับนี้มี ๑๓ มาตรา ผ่านไปแล้ว ๑ มาตรา เหลืออีก ๑๒ มาตรา ๑๒ มาตราท่านประธานและฝ่ายค้านย่อมจะรู้ด้วยกันว่ามีคนสงวน คําแปรญัตติหรือกรรมาธิการสงวนความเห็นไว้เท่าไร ผมคิดว่าเหลืออีกเกือบ ๒๐๐ คนครับ ใน ๒๐๐ คนนี้ หลายท่านแปรญัตติเกือบทุกมาตรา ท่านประธานให้ไปรวม ๆ ดูว่าจะใช้เวลา เท่าไร ถ้าหากว่ารวมกันแล้วสมมุติว่าท่านฝ่ายค้านท่านบอกว่ารวมแล้ว ๗ วัน ท่านประธาน บอกว่า ๓ วันได้ไหม เอาข้อเสนอเหล่านี้มาแบกันเลยครับ ถ้าตกลงกันได้ก็จบครับ แต่ถ้า ตกลงกันไม่ได้ อย่างน้อยพี่น้องประชาชนก็จะได้รู้ว่าท่านประธานอาจจะให้น้อยให้มาก ท่านฝ่ายค้านอาจจะขอน้อยขอมาก เอามาแบกันเลยครับ เพราะผมเชื่อว่า ณ ขณะนี้มีความ ไม่ไว้วางใจกัน ฝ่ายค้านก็เชื่อว่าอาจจะมีการรวบรัดเร่ง ฝ่ายรัฐบาลก็อาจจะเชื่อว่าฝ่ายค้าน สร้างเกมเตะถ่วง ดังนั้นก็ไปคุยกันแล้วหลังจากนั้นก็เอามาแบ ผมคิดว่าผมมีข้อเสนอเท่านี้ครับ เพราะไม่อย่างนั้นผมคิดว่ามันไปไม่ได้ อยากย้ําว่าใครก็ตามที่ทําให้รัฐสภานี้ไปไม่ได้ ผมคิดว่า เป็นเรื่องที่ท่านจะต้องรับผิดชอบกับประวัติศาสตร์หน้านี้ซึ่งจะทําให้เศรษฐกิจ สังคม การเมือง และในทุกด้านของเรานั้นไม่หายนะ เราจะวิกฤติเต็มทีครับท่านประธาน ไม่อยาก ให้เหมือนประเทศอียิปต์ อย่าสร้างเงื่อนไขให้เหมือนประเทศอียิปต์ ไม่ได้ว่าใครนะครับ ใครก็ตาม ขอบพระคุณครับท่านประธาน
ท่านสุนัยครับ แล้วท่านหมอวรงค์ครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สุนัย จุลพงศธร ในนามสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมเองเป็นคนเสนอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีการกล่าวว่าการนํารัฐธรรมนูญฉบับนี้ เข้ามาอย่างเร่งรัด ผมเองเกรงว่าจะเกิดความเข้าใจผิดกัน ผมเป็นผู้เสนอรัฐธรรมนูญนี้ด้วย ในการแก้ไข แล้วก็เป็นกรรมาธิการด้วย ท่านประธานครับ ผมอยากจะให้เราได้ยอมรับ ความเป็นจริงกันเถอะครับว่าเมื่อปีที่แล้วเราได้เสนอการแก้ไขทั้งระบบด้วยการเลือก ส.ส.ร. ขณะนี้ยังอยู่ในวาระที่สาม แต่ว่าเมื่อเกิดข้อขัดแย้งกันต้องยอมรับความเป็นจริงครับว่า ฝ่ายรัฐบาลนั้นพยายามที่จะประคับประคองที่สุด เราจึงให้อยู่ในวาระที่สามเฉย ๆ มีการฟ้อง ศาลรัฐธรรมนูญ ในขณะนั้นผมเข้าใจว่าผู้ใหญ่ของพรรคฝ่ายค้านเอง ศาลรัฐธรรมนูญเอง ก็แนะนําให้เราแก้เป็นรายมาตรา ดังนั้นหลักฐานอย่างนี้มันไม่ใช่เราเร่งรัด แต่เนื่องจากว่า สัปดาห์ที่แล้ว ท่านครับ กําหนดเวลาต่าง ๆ ก็วางไว้ ใครจะไปคิดละครับว่าเรื่องงบประมาณ มันจะไม่เสร็จ การอภิปรายงบประมาณก็ไม่ได้ต่างจากรัฐธรรมนูญเท่าไรเลยครับ ท่านประธาน เมื่อบรรยากาศเป็นอย่างนี้มันก็เจอสภาพอย่างนี้ ประเด็นที่ ๑ ก็อยากจะให้ พวกเราเข้าใจตรงกันเสียก่อนว่ามันไม่มีการเร่งรัดอะไร ประเด็นที่ ๒ การทําลายประธานสภา ไม่ใช่เพิ่งทําวันนี้ครับ สภาผู้แทนราษฎรเราประชุมสภาผู้แทนราษฎรก็มีความมุ่งหมาย จะทําลายประธานสภาผู้แทนราษฎรและรองประธานสภาผู้แทนราษฎรเหมือนกัน วันนี้ พอประชุมรัฐสภาก็จะทําลายทั้ง ๒ ท่าน ผมคิดว่าวันนี้พี่น้องประชาชนอยู่ทางบ้านได้เห็นมาตลอดครับ ๑๒ ชั่วโมง ได้พบความจริงว่า อะไรที่เราไม่ต้องตําหนิติเตียนกันแต่ประชาชนจะตัดสินเอง ท่านประธานได้ใช้ความอดทน ที่สุดครับ พยายามจะรักษากติกาที่สุด แต่ว่าเหตุการณ์มันก็เป็นเรื่องที่เราป้องกันไม่ไหว จริง ๆ ครับ เพราะคนบางคนเขาก็มีเจตนาอะไรบางอย่าง ท่านประธานครับ จริง ๆ เรารู้ อะไรลึกกว่านั้นครับว่าความมุ่งหมายของการก่อจลาจลเหตุการณ์ไม่สงบในสภานี้มันมีอะไร มากกว่านั้นครับ แต่เราคิดว่าเราพยายามจะหาทางลงกันได้ ดังนั้นผมอยากจะให้ยืนยัน ด้วยอย่างน้อยที่สุดผมและประชาชนทางบ้านยืนยันว่าท่านประธานได้ทําหน้าที่อย่างดีที่สุด ล่าสุดท่านรองประธานเจริญท่านได้เสนอทางออกก็เห็นชัดเจนว่าเราอยากจะหาทาง ที่จะลงกัน ก็อยากจะกราบเรียนครับว่าคําพูดว่าปิดปากเพื่อน ส.ส. เพื่อนสมาชิกรัฐสภา ๕๗ คนนี้ ไม่จริงครับ แม้จะมีการโหวตไปแล้วก็ตามทีครับท่าน ผมขอยืนยัน ไม่ใช่ว่า เป็นประธานสภานะครับ เนื่องจากว่าเกือบทุกมาตรามีการแก้ไขหมด เมื่อมีการแก้ไขหมด ท่านมีสิทธิที่จะไปใช้สิทธิอภิปรายได้ทุกมาตราเลยก็ว่าได้ ทําไมต้องมาจํากัดจําเขี่ย เกี่ยงงอนกันว่าต้องเอา ๕๗ คน เข้ามาอย่างนั้นอย่างนี้ ท่านประธานครับบทเรียนจาก รัฐธรรมนูญชุดใหญ่ที่เราเคยจะเสนอยกร่างนั้นเราก็เคยเจอแล้วครับ แปรญัตติอย่างชนิด ที่เรียกว่าเป็นขยะทีเดียวครับ ผิดหลักการ จนกระทั่งประชาชนเขาก็ตําหนิติเตียนกัน ดังนั้นกรณีนี้ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่าไม่มีใครเสียประโยชน์เลยครับ
ให้เขาพูดไปก่อน ให้เขาพูด จบก่อนครับ
ท่านประธานครับ ไม่มีใครเสียประโยชน์เลย ไม่มีการปิดปากใครเลย วันนี้ผมก็ใจเย็นมาก แล้วครับ
ท่านสุนัยครับ ท่านบุญยอด เขาบอกเสียดสีนะ เสียดอย่างไรสีอย่างไรท่านบอกมาสิครับ มันสีอย่างไรครับ
ท่านประธานรัฐสภาครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกรัฐสภา ท่านปล่อยให้สมาชิกใช้โอกาส ในสภาอย่างนี้ ในขณะที่บรรยากาศเราก็พยายามทําบรรยากาศให้ดีขึ้น เขาก็บอกนะครับ ก่อจลาจล ทําลายประธานรัฐสภา มีวัตถุประสงค์แอบแฝง มีการแปรญัตติแบบเป็นขยะ เข้ามาในสภา นี่เท่าที่รวบรวมง่าย ๆ แต่ละคําแต่ละลีลาของเขา ยกตนข่มท่านตลอดเวลา ตัวเองดีหมด วิเศษวิโสมาจากไหนไม่ทราบ คนอื่นเลวหมด ทําอย่างนี้บรรยากาศมันไม่ได้ หรอกครับ พูดจาเอาใจประธาน ประธานดีแล้วอะไรทั้งหลาย ดูเงาหัวตัวเองบ้าง ตักน้ํา ใส่กะโหลกชะโงกดูเงาตัวเองบ้างครับ ผมต้องใช้คํานั้นครับท่านประธาน
ท่านบุญยอดครับ เวลาเขาพูดอย่างนี้ ท่านจะให้เขา
ก็เขาด่า พวกผมครับ
แต่ท่านอย่าได้ใช้วาจา ที่มันฟังแล้ว
ผมก็ บอกให้เขาย้อนไปดูตัวเขาเองบ้างว่าพฤติกรรมของเขา ก็คือว่าในการยกร่างมาทั้งหมด แล้วรวบรัดกันในสภาแห่งนี้มันเป็นพฤติกรรมครับ พวกผมต่อสู้ในข้อบังคับการประชุม วิธีการต่อสู้ของพวกเราก็ทําไปเท่าที่บรรยากาศมันเป็น ประธานก็บีบคั้นพวกเราทุกเรื่อง อย่างที่ท่านผู้นําฝ่ายค้านบอกนะครับ จริง ๆ เราไม่ได้มีปัญหากับฝ่ายรัฐบาลเลย เรามีปัญหา กับประธานที่ทําหน้าที่อยู่ตลอดเวลา พวกท่านไม่ให้เราอธิบาย พวกท่านไม่ให้เราพูด แล้วก็ไม่ได้แปลว่าพวกเราจะเข้าไปแล้วต้องการที่จะทําลายท่านประธาน แต่พฤติกรรม ที่มันเกิดขึ้น เห็นใจพวกเราบ้างสิครับ
ท่านบุญยอดครับ
พวกผม ไม่ได้ก่อการจลาจลในที่นี้ ผมไม่รู้ว่าจะให้เขาต้องถอนคําพูดอะไรบ้างนะครับ ขอให้ลบ การอภิปรายของเขาเมื่อสักครู่นี้ออกทั้งหมด ขอบพระคุณครับ
ท่านสุนัยครับ ระวังอย่าไป เสียดและสีนะครับ ท่านสุนัยจบได้แล้วนะครับ จบได้นะครับ
ท่านประธานครับ เพื่อให้เพื่อนฝ่ายค้านสบายใจ อะไรที่ท่านว่าไม่ชอบ ผมถอนให้หมด เพราะผมไม่มีเจตนาอื่นเลยจริง ๆ ครับท่านประธาน ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่า ผมจะแสดงความรู้สึกว่าเป็นไมตรีกับท่านจริง ๆ ก็คือไม่โกรธท่านครับ ผมขอพูดตรง ๆ ครับ ว่าวันนี้นั่งเฉย ๆ นี่สุญญตาแล้วครับ ไม่มีตัวตน ท่านจะว่าผม ผมก็ไม่โกรธ เพราะสิ่งที่ผม อยากได้ที่สุดคือได้ความสามัคคีกลับมา ผมจึงบอกกับท่านประธานว่า ๕๗ คนนี้ โดยกลไก ของการอภิปรายถ้าท่านสามารถเริ่มต้นได้เลยนะครับ เชื่อได้ว่าไม่มีใครเสียประโยชน์ ท่านจะ ได้สิทธิอภิปรายหมด เพราะเกือบทุกมาตรามีการแก้ไขหมด ตรงนี้ต้องให้พี่น้องทางบ้าน เข้าใจ ดังนั้นการเล่นเกมอะไรต่าง ๆ คนหนึ่ง สามคนไมโครโฟนเดียวกันมันไม่มีครับ
พอแล้วนะ ท่านนั่งลง พอแล้วครับ เข้าใจแล้ว พอแล้วครับท่านสุนัย เชิญคําเดียวนะครับ
ท่านครับ ไม่โกรธครับ ขอขอบพระคุณมากครับ
คุณหมอวรงค์ครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์จังหวัดพิษณุโลก ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมคิดว่าตอนแรกทุกอย่างกําลังจะไปด้วยดีท่านประธานครับ แต่บางครั้งท่านเปิดโอกาสให้เพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ฝ่ายแสดงความคิดเห็นไปเรื่อย ๆ ท่านเชื่อหรือครับว่าคําพูดของแต่ละคนเสนอเข้ามาแล้วจะทําให้บรรยากาศทุกอย่างมันดีขึ้น แล้วก็ทุกอย่างจะจบ ผมอยากจะเสนอให้ท่านในการจัดการความขัดแย้ง เพราะผมเชื่อว่า ในบางสถานการณ์ถ้าท่านมีวิธีคิดที่ดีนิดหนึ่งทุกอย่างจบได้ด้วยดีครับ ผมเสนอทางออก นะครับท่านประธาน เพราะผมเชื่อว่าถ้าผมไปตอบโต้เพื่อนสมาชิกก็ทะเลาะกันอีก ผมย้ําว่า ขณะนี้ข้อแสดงความคิดเห็นของเพื่อนทั้ง ส.ว. ส.ส. รัฐบาลและฝ่ายค้านเพียงพอแล้ว ทางออกขณะนี้คือท่านต้องสั่งพักการประชุมหรือปิดการประชุม แล้วก็หลังจากนั้นท่านเชิญ ทุกฝ่ายมาคุยกันมันมีทางออก เพราะว่าประเด็นของพวกเรามันมีนิดเดียวครับท่านประธาน ท่านเปิดโอกาสให้พวกเราในฐานะ ส.ส. เป็นตัวแทนประชาชนได้แสดงความคิดเห็น อย่างเต็มที่ เวลาโหวตอย่างไรก็แล้วแต่พวกท่านก็ชนะ แล้วก็ประเด็นที่ ๒ พวกเรารับไม่ได้ ครับท่านประธาน ในการที่เอากําลังเจ้าหน้าที่ตํารวจมาที่สภาผมว่าอย่าไปทําอย่างนี้แค่นี้เอง คือมันต้องเป็นความไว้วางใจซึ่งกันและกันท่านประธาน แล้วก็โดยเฉพาะภาพที่ท่าน เอาตํารวจเข้ามาเยอะแยะไปหมดเลย มันเป็นปรากฏการณ์ที่ความรู้สึกว่าเรากําลังถูกคุกคาม ท่านประธาน อย่างนั้นทางออกท่านประธานครับ ท่านไม่ต้องให้ใครแสดงความคิดเห็น สั่งพักการประชุมแล้วก็นัดแต่ละส่วนมาคุยกันแล้วก็เคลียร์ (Clear) ใจกันว่าพรุ่งนี้เราจะ เริ่มต้นอย่างไร เพราะข้อต้องการมันไม่เยอะท่านประธาน มันเป็นไปตามหลักของการประชุม รัฐสภาทั่ว ๆ ไปเท่านั้นเองครับ ท่านสั่งพักการประชุมเลยครับท่านประธาน ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ท่านเจริญ อีกครั้งเดียว เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม เจริญ จรรย์โกมล ท่านประธานครับ ถ้าท่านประธานเลื่อนไปวันนี้นะครับ เดี๋ยววันพรุ่งนี้เก้าโมงเช้าผมกับท่านประธานวิปรัฐบาลจะไปหารือกับท่านเลขาธิการ พรรคประชาธิปัตย์และประธานวิปฝ่ายค้าน เพื่อที่จะให้การประชุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และราบรื่นถ้าท่านประธานเลื่อนไปก่อนนะครับ
ขอบพระคุณครับ เพราะฉะนั้นผมขอแจ้งให้ที่ประชุมทราบนะครับ การประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันพุธ และวันพฤหัสบดีของด แล้ววันนี้เราจะพักการประชุมแล้วมาต่อพรุ่งนี้เก้าโมงครึ่งนะครับ ผมขอพักประชุมครับ
พักประชุมเวลา ๒๑.๓๙ นาฬิกา
ของวันอังคารที่ ๒๐ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๖
เริ่มประชุมต่อเวลา ๑๐.๒๘ นาฬิกา
ของวันพุธที่ ๒๑ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๖
ท่านสมาชิกครับ มีผู้มาลงชื่อ ๓๕๑ ท่านนะครับ ครบองค์ประชุม ผมขออนุญาตดําเนินการต่อนะครับ ขอเชิญกรรมาธิการเข้าประจําที่ด้วยนะครับ
(คณะกรรมาธิการเข้าประจําที่)
เริ่มที่มาตรา ๒ นะครับ เชิญท่านเลขาธิการครับ
มาตรา ๒ ไม่มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น และมีผู้แปรญัตติขอสงวนคําแปรญัตติครับ
ท่านแรกครับ กรรมาธิการ ที่สงวนความเห็นนะครับ เชิญท่านเทพไท เสนพงศ์ ครับ
กราบเรียนท่านประธาน กระผม เทพไท เสนพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องเรียนกับท่านประธานว่าในมาตรา ๒ ที่ท่านประธาน
ท่านรสนาครับ
ท่านประธานค่ะ ดิฉัน นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภากรุงเทพมหานคร คือดิฉันเอง ต้องการขอให้บันทึกไว้ในที่ประชุมนะคะว่าเมื่อวานนี้ มาตรา ๑ นั้น เมื่อประธานนั่งเป็น ประธานในที่ประชุม ได้ผ่านไปแล้ว แล้วก็ให้เลขาธิการรัฐสภาได้อ่านมาตรา ๑ เสร็จแล้ว หลังจากที่มีการพักประชุมไปแล้ว เมื่อมีการเปิดประชุมใหม่ ท่านประธานนิคมมานั่ง เป็นประธานในที่ประชุมท่านสั่งให้มีการลงมติมาตรา ๑ ที่ได้ผ่านไปแล้ว ซึ่งดิฉันคิดว่า เป็นกระบวนการที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งอันนี้ดิฉันคิดว่าการลงมติในมาตรา ๑ที่แก้ไข โดยที่ท่านประธานสมศักดิ์สั่งให้ผ่าน แล้วก็ข้ามมาที่มาตรา ๒ โดยมอบหมายให้ท่านวีรวิทเป็นผู้อภิปราย แต่มีการย้อนกลับไป ลงมติในมาตรา ๑ อีกครั้งหนึ่ง ดิฉันคิดว่าเป็นกระบวนการที่ไม่ถูกต้องนะคะ ดิฉันเอง อยู่ในวุฒิสภา เคยแปรญัตติใน พ.ร.บ. ว่าด้วยเรื่องอัยการ ปรากฏว่าดิฉันเองเป็นผู้แปรญัตติ แต่ว่าในขณะที่มีการลงมติดิฉันเองยังทักท้วงอยู่ แล้วไม่ได้อยู่ในห้อง ปรากฏว่ามีการลงมติไปแล้ว ดิฉันขอให้มีการทบทวนกลับมาใหม่ ท่านประธานวุฒิสภาในขณะนั้นคือท่านประสพสุข บุญเดช บอกว่าผ่านไปแล้วไม่สามารถย้อนกลับมาได้ จะขอแก้ไขโดยไปปรับปรุง ในมาตราอื่น ๆ ต่อไป เพื่อให้คําแปรญัตติของดิฉันนั้นได้ปรากฏในมาตราอื่น แต่นี่เป็นการ แก้ไขรัฐธรรมนูญนะคะ ซึ่งดิฉันคิดว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นเมื่อได้ผ่านมาตรา ๑ ไปแล้ว แล้วย้อนกลับมาลงมตินั้น น่าจะเป็นกระบวนการที่ไม่ถูกต้อง ดิฉันอยากจะขอให้บันทึก ในที่ประชุมแห่งนี้ว่าไม่ถูกต้อง แล้วก็รวมไปถึงในเรื่องของการที่เมื่อวานนี้ที่ได้มีการ ตัดสิทธิพวกเรา ๕๗ คน ว่ามีการแปรญัตติขัดหลักการ ดิฉันไปดูรัฐธรรมนูญแล้วนะคะ ในมาตรา ๑๓๔ นั้น ระเบียบข้อบังคับในรัฐสภานั้นใช้เฉพาะ
ท่านรสนาครับ เมื่อประเด็นท่านใช้สิทธิประท้วงนะครับ ผมก็ให้ท่านได้ใช้สิทธิตามข้อบังคับ แล้วทีนี้สิ่งที่ ท่านประท้วงประเด็นแรกก็อยู่ในสาระนะครับ แต่ประเด็นที่ ๒ ที่กําลังจะพูดมันผ่านมาแล้ว มันจบไปแล้วครับ อย่าไปพูดถึงเลยครับ เราเดินหน้ากันดีกว่าครับ เอาประเด็นแรกก็พอแล้ว ท่านรสนาครับ คงไม่อนุญาตให้พูดถึงนะครับ เพราะมันจบไปแล้ว แล้วพูดเมื่อวานทั้งวันแล้ว ไม่อนุญาตแล้วครับ ไม่ทบทวนแล้วครับ
ท่านประธานต้องฟังนะคะ เพราะว่าถ้าท่านประธานไม่ฟังสมาชิก ดิฉันคิดว่าสภาเป็นที่พูดกัน แต่การพูดกันนี่
ท่านรสนาครับ ไม่ใช่ ผมไม่ฟังนะครับ ฟังเมื่อวาน ๑๐ กว่าชั่วโมงแล้ว ฟังมาตลอดเลยครับ เพราะฉะนั้น ก็ประเด็นเดิมก็ถือว่าจบไปแล้ว คงไม่อนุญาตให้พูดถึงหรอกครับ
แต่ดิฉันขอให้บันทึกเอาไว้นะคะว่าท่านทําผิดหลักการของการพิจารณารัฐธรรมนูญนะคะ
ครับ ไม่เป็นไรครับ ขอบคุณครับ จบกันครับ เชิญคุณหมอครับ
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน สมาชิกรัฐสภา ประเด็นข้อหารือ ของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติกรณีมาตรา ๑ ที่มีการลงมติ แล้วท่านสมาชิกให้ความเห็น ว่าอาจจะเป็นการย้อนกลับมาเป็นการลงมติ ตอนที่ท่านประธานนิคม ต้องขออภัย ที่เอ่ยนามท่านขึ้นมาทําหน้าที่ประธาน ท่านประธานครับ ถ้าจะเป็นการบันทึก ผมก็อยากให้ บันทึกด้วยว่าสภาพขณะนั้นท่านประธานเองสรุปว่าถ้าไม่มีผู้เห็นเป็นอื่นก็ถือว่าผ่านมาตรา ๑ ไป แต่ประเด็นที่มีการทักท้วงถึงแม้จะไม่ได้พูดในเครื่องขยายเสียง แต่มีทักท้วงว่าถ้าผ่านไป โดยไม่ลงมติก็อาจจะไม่ชอบ เพราะมีการทักท้วงอย่างนี้นะครับ พอท่านประธานนิคมขึ้นมา ก็ฟังคําทักท้วงนั้น ก็กลับมาลงมติ ผมถือว่าถ้าสภาแม้ไม่เจตนาที่จะพูดในเครื่องขยายเสียง ที่จะต้องบันทึก แต่ลักษณะของการทักท้วงที่เป็นหมู่คณะ แล้วก็แสดงกิริยาทักท้วงที่ชัดเจนนี่ ก็น่าจะรับฟัง ก็ต้องมาลงมติเพื่อให้ชอบด้วยข้อบังคับ ให้มันเป็นการวินิจฉัยของสภาไป ประเด็นนี้ก็น่าจะบันทึกไว้ด้วยนะครับ เพราะว่าเราจะได้ดูว่ากระบวนการขั้นตอนของเรา ไม่ได้บอกว่าเราผ่านไปแล้ว แล้วกลับมา เป็นการสรุปของท่านประธานเองว่าถ้าไม่มีผู้ติดใจ ในมาตรา ๑ ก็จะถือเป็นการผ่านมาตรา ๑ ไปโดยไม่ลงมติ เหตุการณ์มันเป็นอย่างนั้นนะครับ
ประเด็นที่ ๒ ครับท่านประธาน ผมเองเมื่อวานก็พยายามจะทําหน้าที่ ช่วยประธาน เรื่องของการวินิจฉัยการตีความข้อบังคับ การวินิจฉัยการตีความข้อบังคับจบไป ตามมาตรา ๑๑๗ แต่ผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพนะครับ เพื่อหาทางออก การวินิจฉัยการตีความข้อบังคับตรงนั้นเป็นการวินิจฉัยการตีความข้อบังคับเป็นหลักการ ไม่ได้ลงไปในรายละเอียดว่าใครที่จะต้องถูกตัดสิทธิ เพราะฉะนั้นในรายงานการประชุมฉบับนี้มีผู้สงวนคําแปรญัตติอยู่ ถ้าท่านประธานจะใช้ ดุลยพินิจว่าคําแปรญัตติของเขานั้นจะไปเข้ากับคําวินิจฉัยว่าตีความข้อบังคับว่าขัดหลักการ ให้เขาพูดครับ แต่เมื่อพูดแล้วมีประเด็นที่สื่อว่าสอดคล้องกับการตีความข้อบังคับแล้ว ก็เป็นสิ่งที่ท่านประธานก็จะวินิจฉัยแต่ละบุคคลไป ไม่ได้ตัดสิทธิ ๕๗ คนครับ ได้พูดครับ แต่ท่านประธานก็ใช้ดุลยพินิจในการที่จะวินิจฉัยในแต่ละครั้งไปในการที่เขาจะพูดเป็นรายมาตรา ซึ่งเขามีชื่ออยู่แล้วครับ อันนั้นผมเชื่อว่าเป็นทางออก ไม่ได้ตัดสิทธิ มาตรา ๑๑๗ เราวินิจฉัย ในหลักการนะครับ ไม่ได้ระบุว่าใครจะต้องถูกตัดสิทธิ แต่เพียงจะยกตัวอย่างมาว่า ๕๗ คน ยื่นแปรญัตติอย่างนี้ ขอให้ตีความข้อบังคับหน่อยเพราะมีข้อเห็นแย้งว่าข้อบังคับนี้อนุญาตให้ แปรญัตติได้ในความเห็นของสมาชิกกลุ่มหนึ่ง อีกกลุ่มหนึ่งเห็นว่าทําไม่ได้ เมื่อสภาวินิจฉัย แล้วก็เป็นที่ยุติตรงนั้น แต่รายละเอียดนะครับ พอลงมาตรา ๑ มาตรา ๒ มาตรา ๓ ก็ให้ สมาชิกเขาพูดขึ้นมา ให้เหตุผลมา ถ้าเหตุผลนั้นเข้าประเด็นที่สภาวินิจฉัยไว้ก็สามารถสรุป ได้ว่ามันขัดกับหลักการ ก็เป็นอันยุติการอภิปรายไป กราบขอบคุณท่านประธานครับ
พาดพิงไม่มีอะไรเสียหาย ผมฟังอยู่ครับ เชิญครับ
คือดิฉัน คิดว่าสิ่งที่ท่านประธานให้ตัดสิทธิโดยท่านใช้มตินะคะเป็นสิ่งที่ไม่ชอบค่ะ เพราะว่า ในมาตรา ๑๑๗ ที่ท่านผู้อภิปรายก่อนหน้านี้ได้อ้าง ไม่สามารถมาใช้กับการพิจารณา รัฐธรรมนูญได้ เมื่อวานนี้มีการอ้างถึงมาตรา ๑๓๔ นะคะ ดิฉันต้องการให้บันทึกอันนี้ไว้ด้วย นะคะว่ามาตรา ๑๓๔ นั้น ระเบียบ ข้อบังคับในรัฐสภานั้นใช้กับการพิจารณากฎหมาย และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ไม่ได้มีการระบุถึงรัฐธรรมนูญนะคะ เพราะฉะนั้น การตัดสิทธิสมาชิก ๕๗ คน ซึ่งดิฉันเป็นหนึ่งในผู้ที่เสียหาย อันนี้ดิฉันไม่ถูกต้อง และเมื่อวานนี้ มีการอ้างมาตรา ๑๕๓ ท่านลองไปอ่านให้ครบถ้วนนะคะว่ามาตรา ๑๕๓ นั้นจะใช้เมื่อมี การยุบสภา และเมื่อมีการตั้งรัฐบาลใหม่ขึ้นมา รัฐบาลรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นเข้ามา พิจารณา จึงมาใช้ในเรื่องของระเบียบ ข้อบังคับ ตามสิ่งที่ท่านอ้างถึงในมาตราต่าง ๆ เหล่านี้ เพราะฉะนั้นดิฉันยังเห็นว่าสิ่งที่ท่านประธานให้มีการลงมติตัดสิทธิสมาชิก ๕๗ คนนั้น เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องและดิฉันต้องการขอให้มีการบันทึกไว้ในที่ประชุมนี้ว่าการตัดสิทธิ ดิฉันนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และการพิจารณาในเรื่องของรัฐธรรมนูญนั้นจะต้องเปิดโอกาสให้ สมาชิกที่มีความเห็นแตกต่างนั้นได้มีโอกาสพูด สภาของเราเป็นสภาที่มีการมาพูดคุยกันนะคะ ถึงอย่างไรเสียงข้างมากก็ต้องชนะอยู่แล้ว แต่การที่ตัดสิทธิไม่ให้คนที่มีความเห็นแตกต่าง หรือเสียงข้างน้อยในการอภิปราย ดิฉันเห็นว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และการอ้างระเบียบต่าง ๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญนะคะ ถ้าหากท่านไม่ต้องการทบทวนในเรื่องนี้ดิฉันก็ต้องการ ขอให้บันทึกไว้ว่าการพิจารณาของท่านนั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญค่ะ ขอบพระคุณค่ะ
ประเด็นนี้เมื่อวานพูดกัน ทั้งวันนะครับ เพราะฉะนั้นก็อยากจะให้จบ รัฐสภายินดีต้อนรับคณะนักเรียนจาก โรงเรียนนุรุลอิสลามภูมีวิทยา จังหวัดปัตตานี ด้วยความยินดีครับ เชิญท่านสมชาย เชิญครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ความจริงไม่อยากประท้วงท่านประธานตั้งแต่เช้า แต่ว่าจําเป็นต้องใช้ ข้อบังคับ ข้อ ๕ นะครับ ผมอยากให้ท่านประธานดําเนินการประชุมวันนี้ไปด้วยความราบรื่น มีเรื่องที่ต้องหารือท่านประธานจริง ๆ ครับ แล้วก็อยากให้ท่านประธานคณะกรรมาธิการ วิสามัญได้ชี้แจงให้ถูกต้องด้วย เพราะเมื่อวานนี้ท่านชี้แจงแล้วมีปัญหาจริง ๆ ครับ ในข้อกฎหมาย เมื่อวาน ๒ ประเด็นครับ ประเด็นแรกก็คือท่านประธานตัดสิทธิพวกเรา ในการที่จะต้องใช้สิทธิในการอภิปรายในเรื่องของการแปรญัตติและเราสงวนไว้ ๕๗ คน โดยใช้ข้อบังคับซึ่งผมต้องกราบเรียนท่านประธานว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นต้องใช้ มาตรา ๒๙๑ ตามรัฐธรรมนูญซึ่งใหญ่กว่า ท่านจะอาศัยข้อบังคับเพียงอย่างเดียวนั้น ใช้สําหรับการประชุม แต่ไม่สามารถใช้กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑ ซึ่งต้องบัญญัติไว้ชัดเจนว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญให้กระทําได้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการ ดังต่อไปนี้ เมื่อเข้าถึงวาระที่สอง ก็ต้องเรียงไปครับ วาระที่หนึ่งอย่างไร วาระที่สองอย่างไร ผมว่าต้องเดินตามนั้น เพราะฉะนั้นสิทธิของพวกเราในรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑ ยังอยู่ อันนี้เป็นประเด็นที่ ๑ นะครับ ส่วนท่านจะหาทางออกในวิป ๓ ฝ่ายอย่างไร ผมสนับสนุนครับ ไม่ว่าจะเป็นการที่เอาสิทธิของเรากลับมาแล้วก็อภิปรายกันในสภา ส่วนท่านลงมติ ในที่ประชุมเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ก็ว่ากันไปนะครับ อันนี้ประการที่ ๑
ประการที่ ๒ ผมต้องการให้ท่านประธานคณะกรรมาธิการ ซึ่งเมื่อวาน ท่านชี้แจง แล้วผมคิดว่ามีความเข้าใจผิดในสภานะครับ แล้วมันบันทึกอยู่ ท่านชี้แจงว่า ท่านใช้ข้อบังคับมาพิจารณาโดยอ้างมาตรา ๑๕๓ วรรคท้าย ว่าการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติมหรือร่างพระราชบัญญัติต่อไปตามวรรคสองให้เป็นไปตามข้อบังคับการประชุม สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภาหรือรัฐสภาแล้วแต่กรณี เมื่อวานเกิดเหตุการณ์วุ่นวาย ก็เลยไม่ได้มาทักท้วงท่าน ซึ่งผมคิดว่าถ้าทักท้วงก็ท่านประธานก็ไม่ชี้ให้พวกเราพูดนะครับ โดยเลือกการชี้เป็นบางส่วน ผมคิดว่าเรื่องมันจําเป็นที่ต้องอธิบายแล้วสังคมต้องเข้าใจแล้ว รวมถึงบันทึกไว้ในสภาให้ท่านประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญได้แก้ไขครับ เพราะมาตรา ๑๕๓ นั้นจะใช้กรณีที่อายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงหรือมีการยุบ สภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น กรณีนี้มาใช้ตามที่ท่านอ้างไม่ได้นะครับ มิฉะนั้นการบันทึก ในสภาจะผิดพลาดนะครับ ก็กราบเรียนว่าทั้ง ๒ กรณี ผมอยากให้มีการชี้แจง แล้วมีการทบทวนเพื่อให้เราเดินหน้าต่อไปได้ในการประชุมแก้ไขรัฐธรรมนูญขณะนี้ ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ
ย้ําอีกทีนะครับ เป็นเรื่องเดิม ที่ได้ถกกันเมื่อวานนี้ทั้งวันไม่ต่ํากว่า ๑๐ กว่าชั่วโมง ก็เอามาพูดกันอีกทั้งที่มันจบไปนานแล้ว นะครับ ผมก็จะไม่วินิจฉัยอีกนะครับเพราะวินิจฉัยไปแล้ว ก็ขออนุญาตให้ท่านประธาน คณะกรรมาธิการได้ชี้แจงครับ
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ กระผม สามารถ แก้วมีชัย ก็ขออนุญาตกราบเรียนชี้แจงประเด็นข้อกฎหมาย นะครับ จะได้บันทึกไว้เช่นกัน ก็ด้วยความเคารพในความเห็นด้านกฎหมายของแต่ละท่าน นะครับ ผมอยากกราบเรียนเพื่อให้ชัดเจนนะครับ ท่านประธานครับ ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๖ นะครับ อยู่ในส่วนที่ ๕ เรื่องการประชุมร่วมกันของรัฐสภา มาตรา ๑๓๖ เขาจะพูดถึงกรณีต่อไปนี้ ในรัฐสภาให้ประชุมร่วมกัน ท่านไปดูที่ (๘) นะครับ พูดถึงการตรา ข้อบังคับการประชุมรัฐสภาตามมาตรา ๑๓๗ แล้วท่านกรุณาโยงไปดูมาตรา ๑๓๗ นะครับ ในมาตรา ๑๓๗ บอกว่า ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภาให้ใช้ข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ทีนี้พอมาประชุมรัฐธรรมนูญ เป็นการประชุมร่วมกันเราก็ใช้ข้อบังคับของรัฐสภา และในข้อบังคับของรัฐสภา ท่านไปดูในหมวด ๗ จะเป็นหมวดเฉพาะที่จะพูดถึงการแก้ไข รัฐธรรมนูญ หมวด ๗ ก็จะบอกว่า การเสนอและการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ก็มีบัญญัติตั้งแต่ข้อ ๘๖ ไปเรื่อย ๆ นะครับ ทีนี้ข้อที่มันมาเกี่ยวข้องกับที่เราพูดกันมัน ก็คือ ข้อ ๙๖ วรรคท้าย เรื่องการยื่นคําแปรญัตติว่าต้องไม่ขัดกับหลักการ ฉะนั้นทุกสิ่งทุกอย่างนี้ ไม่ได้ว่าข้อบังคับจะใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญนะครับ ก็รัฐธรรมนูญให้อํานาจเราเขียนข้อบังคับ และรัฐธรรมนูญบอกว่าประชุมร่วมกันก็ให้ใช้ข้อบังคับการประชุมรัฐสภาและในข้อบังคับ การประชุมรัฐสภาก็เขียนเข้าไปอีกว่า ถ้าจะมีการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ให้ใช้ข้อบังคับหมวด ๗ ในหมวด ๗ ก็บัญญัติแต่ละข้อ โดยเฉพาะข้อ ๙๖ วรรคท้ายไว้ ท่านประธานที่เคารพ ผมก็กราบเรียนชี้แจงเพื่อบันทึกไว้และเพื่อความเข้าใจเช่นกันครับ ขอบคุณครับ
เราทบทวนเรื่องนี้มาทั้งวัน แล้วเมื่อวานนี้ ขออนุญาตดําเนินการต่อเลยนะครับ คงไม่อนุญาตให้ได้พูดแต่เรื่องเดิม ซึ่งพูดมาเมื่อวานนี้ ๑๐ กว่าชั่วโมงแล้วนะครับ แต่ถ้าเป็นประเด็นใหม่ผมจะอนุญาตนะครับ ถ้าเป็นประเด็นเดิมไม่อนุญาตนะครับ เชิญท่านอนุรักษ์ครับ
ผมพูดประเด็นใหม่ครับ ท่านประธาน
เชิญครับ
กระผม นายอนุรักษ์ นิยมเวช สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภานะครับ ผมเป็นประเด็นใหม่นะครับ ไม่ได้เป็นประเด็นเก่า คือประเด็นใหม่นี้ตามที่ท่านประธานวินิจฉัยมาตรา ๙๖ นี้นะครับ ในส่วนที่เป็นมติของสภา ผมก็ให้การเคารพนะครับ แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องบันทึกไว้ก็คือว่า ในมาตรา ๙๖ ในวรรคสาม ที่เมื่อวานนี้ผมก็ชี้แจงแล้วว่าในมาตรา ๙๖ นี้ เป็นเรื่องของ ผู้แปรญัตติไม่รวมในส่วนของกรรมาธิการนะครับ ซึ่งกรรมาธิการสามารถดําเนินการได้ เพราะว่าไม่อยู่ภายใต้มาตรา ๙๖ เพราะว่าเป็นเรื่องข้อบังคับที่เขียนไว้อย่างนั้น ถ้าดูแล้ว ผมขออนุญาตบันทึกไว้เลยว่าในส่วนของวุฒิสภาไม่มีกฎหมายมาตราอย่างนี้นะครับ ข้อบังคับ เพราะฉะนั้นในส่วนวุฒิสภาสามารถจะแปรญัตติทั้งกรรมาธิการแล้วก็ผู้แปรญัตติ ขัดต่อหลักการและเหตุผลได้ ในส่วนของมาตรา ๙๖ ก็เหมือนของสภาผู้แทนราษฎร เหมือนกัน ปัญหาของผมคืออย่างนี้ครับท่านประธาน ก็คือในวรรคสามว่า การแปรญัตติ เพิ่มมาตราขึ้นใหม่หรือตัดทอนแก้ไขรายมาตราเดิมต้องไม่ขัดกับหลักการแห่งรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม นี่คือหลักนะครับ แต่ข้อยกเว้นอยู่ตอนท้าย ของมาตรานี้บอกว่า เว้นแต่การ แก้ไขเพิ่มเติมมาตราที่เกี่ยวเนื่องกับหลักการนั้น ตรงนี้เว้นแต่การแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ที่เกี่ยวเนื่องกับหลักการนั้น ในกรรมาธิการได้มีการตัด ๕๗ คนทิ้งไป แต่ขณะเดียวกันการที่ ตัดทั้งหมด ๕๗ คน บอกว่าขัดต่อหลักการ แต่กรรมาธิการไม่ได้เข้าไปดูหรือว่าพวกผมเอง ในฐานะสมาชิกรัฐสภาก็ไม่ได้เข้าไปดูเลยว่าใน ๕๗ อันนี่มีอันไหนเป็นการแก้ไขเพิ่มเติม มาตราที่เกี่ยวเนื่องกับหลักการ ตัวอย่างเช่น เมื่อวานผมได้ยินสมาชิกรัฐสภาบางคน
ท่านอนุรักษ์ก็เรื่องเดิมครับ
ไม่เป็นไร ผมบันทึกไว้ว่า ถ้าในกรณีนี้
บันทึกทั้งวันแล้วครับ เมื่อวาน ๑๐ กว่าชั่วโมงแล้ว
ไม่เป็นไรครับ เพราะว่าเรื่องนี้ผมบันทึกไว้ในฐานะที่ผมบอกว่า ในกรณี ๕๗ คน ถ้าเขาไปพิสูจน์ได้ว่า เป็นเรื่องที่แก้ไขเพิ่มเติมมาตราเกี่ยวกับหลักการนั้น เพราะฉะนั้นการ
ผมไม่อนุญาตแล้วครับ ท่านนั่งเถอะครับ ผมไม่อนุญาตใครแล้ว เชิญท่านเทพไทต่อเถอะครับ ท่านเทพไทเชิญครับ
ท่านประธานครับ กระผม เทพไท เสนพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
ยังไม่ได้ทําอะไรเลย และไม่มีใครผิดข้อบังคับหรอกครับ เชิญท่านเทพไทต่อเถอะครับ
ในฐานะที่เป็นสมาชิกรัฐสภา
ท่านเทพไท ผมอนุญาต ให้ท่านได้พูด ให้ท่านได้ใช้สิทธิสงวนความเห็น
แล้วท่านประธานดูสิ เขาประท้วงมาอยู่ข้างหูผม
ไม่เป็นไรครับ ท่านต้องอภิปรายไป
แล้วผมจะพูดอย่างไรท่านประธาน เสียงแข่งกับเขา ท่านประธานจะให้ผมพูดแข่งกับ ผู้ประท้วงอย่างนั้นหรือครับท่านประธาน คือถ้าหากว่าการทํางานในสภาแบบสุกเอาเผากิน แบบนี้มันลําบากท่านประธาน ผมก็จะต้องใช้เหตุผล
ไม่เป็นไร ผมอนุญาต ให้ท่านเทพไทได้อภิปรายได้ใช้สิทธิ ท่านอภิปรายไปเถอะครับ ท่านอภิปรายไปเถอะ
จะใช้เจตนาเพื่อประท้วง ซึ่งประท้วงอย่างนี้มาทั้งวันแล้ว ๑๐ กว่าชั่วโมง แล้ววันนี้ก็ประท้วงต่ออย่างนี้อีก แล้วก็ประท้วง เรื่องเดิม ๆ ตั้งแต่เมื่อวานแล้วก็จะมาหาเหตุตรงนี้ ถ้าอย่างนั้นผมจะถือว่ามีเจตนาที่จะ ไม่อภิปราย ถือว่าไม่ได้ติดใจ ไม่เป็นไร ท่านอภิปรายไปเถอะ อนุญาตให้ท่านอภิปรายแล้ว ถ้าไม่อย่างนั้นถือว่าท่านไม่ติดใจนะครับ
ผมติดใจ สิครับท่านประธาน แต่ว่าท่านประธานบังคับให้ผมอภิปรายในขณะที่สภาพบรรยากาศ การประชุมมีการประท้วงตลอดเวลานี่ แล้วท่านประธานจะให้ผมอภิปรายอย่าไร แล้วท่านประธาน จะบังคับผม บอกถ้าอย่างนั้นผมสละสิทธิ มันได้อย่างไรท่านประธาน มันไม่ใช่ความผิด ของผม ผมอยากจะอภิปรายแต่มีคนประท้วง ผมจะไปบังคับเขาไม่ให้ประท้วงได้อย่างไร ท่านประธาน ท่านประธานก็ต้องทําหน้าที่สิครับ ต้องควบคุมตามข้อ ๕ คุณวัชระไปยืน ประท้วงหน้าท่านประธาน ท่านประธานก็ไม่เห็น ท่านประธานก็ทําเป็นตาบอดหูหนวกไป มันไม่ได้ครับท่านประธาน ความเรียบร้อยในสภานี้จะต้องเกิดเพราะตัวท่านประธานจะต้อง ควบคุมครับ ไม่ใช่ท่านประธานมาบังคับผมให้ผมอภิปราย ผมอภิปรายไม่ได้ ท่านประธาน ก็บอกว่าผมสละสิทธิ มันไม่ถูกครับท่านประธาน วันนี้ผมตั้งใจจากบ้านเลยว่าจะมาอภิปราย
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม วัชระ เพชรทอง แบบบัญชีรายชื่อ สมาชิกรัฐสภา ขอประท้วงท่านประธาน ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕ (๓) (๔) ท่านประธานครับ ประเด็นใหม่ครับ ท่านประธานฟังสมาชิก บ้างสิ อย่าฟังแต่ใบสั่งจากดูไบอย่างเดียวครับ
ท่านจะประท้วงเรื่องเดิม เมื่อวานนี้อีกสัก ๑ วันอย่างนั้นหรือเปล่า หรืออย่างไร
ท่านประธานจะรู้อย่างไร เขาประท้วงอะไรท่านประธาน ให้เขาพูดเถอะ
ก็ฟังมาทั้งวันแล้วครับ
ให้เขาพูด ท่านประธานอย่าทายใจ อย่าเป็นหมอดู ท่านประธานให้เขาพูด มันจะได้จบ มันเสียเวลา ไปไม่มากหรอกครับท่านประธาน อย่าเอาชนะคะคานเรื่องแบบนี้เลยท่านประธาน
ผมให้ฝ่ายละ ๑ ท่าน
ให้ประท้วงไปจนจบกระบวนความ ผมรอได้ท่านประธาน
เป็นสิทธิของสมาชิกแต่ต้อง อยู่ในข้อบังคับครับ
อยู่ในข้อบังคับ ข้อบังคับอยู่นี่ ข้อบังคับ ข้อ ๕
ผมจะอนุญาต แต่ถ้า ประท้วงเรื่องเดิมผมจะไม่อนุญาต ผมจะอนุญาตครับ แต่ต้องไม่ใช่ประท้วงเรื่องเดิม นะครับ เชิญ อย่าประท้วงเรื่องเดิมนะครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมได้ปฏิบัติตามข้อบังคับทุกประการในการลุกขึ้น ประท้วงท่านประธาน แต่กว่าท่านประธานจะอนุญาตให้ประท้วง
เข้าประเด็นเลย ท่านประท้วงอะไร ประท้วงใคร ผิดข้อบังคับข้อไหน
ประท้วงท่านประธานนั่นละครับ ผม วัชระ เพชรทอง แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก็ผมประท้วงท่านประธานนั่นละครับ
ผิดข้อบังคับข้อไหน เรื่องอะไร
ก็ยังไม่ทันพูดเลยท่านประธานก็ปิดไมโครโฟน ท่านประธานครับ ผมกราบเรียนท่านประธาน และพี่น้องประชาชนทั้งประเทศว่าท่านประธานผิดข้อบังคับ ข้อ ๕ (๓) และ (๔) ท่านประธาน เปิดดู ผมอ่านให้ฟัง ข้อ ๕ ประธานรัฐสภามีอํานาจและหน้าที่ดังต่อไปนี้ (๓) ควบคุมและ ดําเนินกิจการของรัฐสภา (๔) รักษาความสงบเรียบร้อยในที่ประชุมรัฐสภา ตลอดถึงบริเวณ รัฐสภา ท่านประธานครับ แต่ท่านประธานไม่ได้ดําเนินการรักษาความสงบเรียบร้อยในที่ประชุม ทําให้ผมไม่สามารถอภิปรายในมาตรา ๑ ได้ ท่านประธานครับ ท่านสมาชิกวุฒิสภา ท่านรสนา โตสิตระกูล ก็ต้องการอภิปรายในมาตรา ๑ ซึ่งเมื่อวานนี้ท่านประธานเป็นผู้ มีอํานาจในการรักษาความสงบเรียบร้อย แต่ในขณะที่ผมอภิปรายมาตรา ๑ ไปได้เพียงแค่ ไม่ถึง ๕ นาที ยังไม่ได้ครบประเด็นทั้งหมด และยังไม่จบการอภิปราย ท่านประธานก็ตัดบท ให้ลงมติ ซึ่งถือว่าเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญและผิดต่อข้อบังคับ ถ้าท่านประธานในฐานะ ประธานในที่ประชุมได้ดําเนินการรักษาความสงบภายในสภาผู้แทนราษฎรเป็นที่เรียบร้อย และผู้อภิปรายคือกระผมอย่างน้อย ๑ คน ในฐานะที่ได้แปรญัตติเอาไว้ในมาตรา ๑ ซึ่งผม แปรญัตติไว้เพื่อเพิ่มเติมคําว่า โดยไม่ผ่านการลงประชามติ พ.ศ. .... เพราะอะไรครับ ท่านประธาน เพราะว่าการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญต้องฟังเสียงของพี่น้องประชาชน ทั้งประเทศ ต้องฟังประชามติของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศก่อนที่จะมาแก้ไขให้เกิดสภาผัว สภาเมียหรือสภาพี่สภาน้อง ท่านประธานครับ การที่เราจะแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญที่จะให้ ส.ว. เป็นทั้งสภาผัวสภาเมียได้เหมือนดังแต่ก่อนนั้น เป็นเรื่องที่ลิดรอนสิทธิของพี่น้อง ประชาชน โดยเฉพาะคนดีมีความรู้ความสามารถ
ท่านครับ มันเข้าข่าย อภิปรายแล้วนะครับ ไม่ใช่ประท้วงแล้ว
ท่านประธานที่เคารพ ท่านวินิจฉัยเช่นนั้นชอบธรรมแล้วครับท่านประธาน ที่ผมได้อภิปราย เพิ่มเติมเล็กน้อยนั้น เพื่อต้องการกราบเรียนท่านประธานว่า โปรดฟังเสียงจากสมาชิก เถอะครับ ไม่ว่าจะเป็น ส.ว. หรือ ส.ส. เพราะในที่สุดเสียงของรัฐบาลก็มากกว่า รัฐบาลก็ชนะ แต่ทําไมทนฟังเสียงคัดค้าน เสียงที่มีเหตุผลของพี่น้องประชาชนไม่ได้เพราะไปลิดรอนสิทธิ ของพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ต่อไปท่านประธานครับ ในจังหวัดของท่านประธาน คนดีมีความรู้ความสามารถถ้าไม่ได้มาจากตระกูลนักการเมือง ก็จะเป็น ส.ว. ไม่ได้ แล้วอย่างนี้ พี่น้องประชาชนก็ถูกลิดรอนสิทธิเสรีภาพ ผมจึงขอความเมตตาจากท่านประธาน ได้โปรด ให้ท่าน ส.ว. รสนาได้อภิปรายในมาตรา ๑ และผมก็จะใช้สิทธิอภิปรายในมาตรา ๑ และตัวผมเอง ท่านประธานครับ ผมสงวนคําแปรญัตติเพียงมาตราเดียวคือมาตรา ๑ และมาตราอื่นผมไม่ได้สงวนคําแปรญัตติเอาไว้ และผมต้องการชี้ให้ประชาชนเห็นว่า การที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างนี้นั้น ประชาชนที่นั่งอยู่ทางบ้าน นั่งอยู่หน้าจอโทรทัศน์นั้น เสียสิทธิอย่างไร พี่น้องคนจน พี่น้องตระกูลที่ไม่มีเป็นนักการเมืองจะเสียสิทธิอย่างไร ท่านประธานครับ ผมเชื่อว่าท่านประธานนั้นหัวใจกว้าง โปรดฟังเสียงที่แตกต่างจาก ท่าน ส.ว. รสนา โตสิตระกูล และเสียงของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรท่านอื่น ๆ รวมทั้ง ๕๗ คนที่ถูกตัดสิทธิการแปรญัตติ ขอขอบคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ ขอสลับ นะครับ เชิญท่านปรีชาพล
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดขอนแก่น ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมขอประท้วงท่านประธานตามข้อ ๕ ครับท่านประธาน ผมคิดว่าเมื่อสักครู่นี้ เกิดความวุ่นวาย แล้วก็ลักษณะก็จะเป็นเหมือนเมื่อวานนี้อีก ขออนุญาตท่านประธานครับว่า เมื่อคืนนี้ก่อนที่มีการปิดประชุมได้ทราบว่าได้มีการนัดหมายที่จะพูดคุยกันในระหว่าง ๓ ฝ่าย นั่นก็คือ ฝ่ายค้าน รัฐบาล และวุฒิสภา ผมก็คิดว่าเรา ผมเองในส่วนที่เป็นสมาชิก รัฐสภาแห่งนี้ เมื่อมีการประชุมแล้ว ผมคิดว่าในเรื่องของการตกลงหรือการเจรจาใด ๆ ก็ควรจะต้องมีการแจ้งต่อที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้ เพื่อให้การดําเนินการในการประชุม ของเรานั้นเรียบร้อย แล้วก็ตามที่พี่น้องประชาชนนั้นมีความคาดหวัง เพราะว่าเมื่อวานนี้ เราเสียเวลาไปมากพอสมควรแล้ว ก็ขอให้ท่านประธานได้สอบถามผู้ที่เข้าร่วมประชุม ๓ ฝ่าย เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการประชุมของวันนี้ และแนวทางที่เราจะเดินต่อไปครับ ท่านประธานครับ
ผมขออนุญาตดําเนินการ ต่อเลยครับ ก็เป็นเรื่องเดิม ๆ เมื่อวานนี้นะครับ เชิญท่านเทพไทเถอะครับ ท่านใช้สิทธิ หรือเปล่าครับ
ใช้สิครับท่านประธาน
ใช้ก็อภิปรายได้เลยครับ
ท่านประธานครับ ผม เทพไท เสนพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช
เชิญท่านประเสริฐ
ให้คนประท้วงพูดเถอะครับท่านประธาน ทุกอย่างมันจะได้เรียบร้อย อย่าดุดันนะครับ
นิดเดียว เชิญ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ด้วยความจริงใจและด้วยความหวังดีอยากให้สภานี้เดินได้จริง ๆ ครับ ท่านประธานครับ เพราะดูจากปัญหาเมื่อวานนี้แล้ว มันสรุปได้ก็คือว่า ท่านประธาน ไม่ให้โอกาสสมาชิกพูดครับ ที่จริงถ้าให้เขาพูดมันก็จบโดยเร็ว ผมประท้วงท่านประธาน ข้อ ๔๕ กรณีที่สมาชิกมีสิทธิใช้สิทธิประท้วง แล้วเขามีสิทธิในการพูดประกอบคําประท้วง ของเขา แต่ท่านประธานมักจะฟังไม่จบครับ ก็เลยทําให้สมาชิกเขาไม่ยอมนั่งลง แล้วคนอื่น ก็ประท้วงแทรกขึ้นมา ท่านประธานเห็นไหมครับ ว่าอันนี้มันคือปัญหาจริง ๆ ที่เกิดขึ้น อย่างเช่นเมื่อสักครู่ท่าน ส.ว. ผมขออนุญาตเอ่ยนามครับ ท่านอนุรักษ์ ท่านกําลังพูดเข้า ประเด็นสําคัญพอดีเลย คือประเด็นที่ผมได้พูดเมื่อวานเกี่ยวกับข้อบังคับ ข้อ ๙๖ วรรคสาม ที่ผมเชื่อว่าเมื่อวานนี้คําชี้แจงของท่านประธานคณะกรรมาธิการต่อวรรคนี้ตอนท้ายสุดที่ว่า มาตราที่เกี่ยวเนื่องกับหลักการนี่ ท่านอธิบายได้ไม่ชัดเจนครับ ตอบไม่เคลียร์ ผมว่า ท่านค่อนข้างที่จะใช้ความคิดของตัวเอง แล้วในที่สุดก็มาใช้พวกมากในสภาลากไป ผมเชื่อว่า เราผิดข้อบังคับกันทั้งสภาเลยครับเมื่อวาน เพราะฉะนั้นวันนี้อย่างไรก็ตามครับ เรื่องนั้น ก็ว่ากันไป แต่เรื่องของการประท้วง ข้อ ๔๕ นี้ ผมอยากให้ท่านประธาน เปลี่ยนประธานใหม่แล้ว นะครับ ท่านฟังอยู่ไหมครับ
ผมฟังท่านอยู่ครับ คุณหมอครับ
ขอบคุณครับ ผม อยากให้ท่านให้โอกาสสมาชิกที่ลุกขึ้นประท้วงตามข้อไหนก็ตามละครับ ให้เขาพูดให้จบความ แล้วท่านถึงค่อยวินิจฉัย นอกจากว่าเขาพูดมากมายกลายเป็นการอภิปรายอย่างนั้นก็ว่ากันไป อีกอย่าง เพราะฉะนั้นตอนนี้ผมอยากจะทวงสิทธิให้กับ ส.ว. อนุรักษ์ ที่ท่านพูดไม่จบ เมื่อสักครู่ อนุญาตให้ท่านประท้วงแล้วก็พูดให้จบได้ไหมครับ
ท่านประเสริฐครับ ท่านมีอะไร ชี้แจงครับ เดี๋ยวเอาที่ท่านจะชี้แจงที่ไปคุยก่อนนะครับ เชิญท่านประเสริฐครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ทําความเข้าใจ กันหน่อยครับ เรื่องการอภิปรายนะครับ ท่านประธานฟังอยู่นะครับ
ฟังอยู่ครับ
แล้วจริง ๆ เมื่อสักครู่นี้ท่านจะมาเปลี่ยนท่านประธานสมศักดิ์ลงไปนี่ ความเป็นจริงอยากให้ประธาน ทั้ง ๒ ท่าน อันนี้ด้วยความเป็นจริงนะครับ ไม่ใช่เรื่องประชด อยากให้ทั้ง ๒ ท่าน นั่งฟังสักครู่ ถึงประเด็นที่จะบริหารการประชุมรัฐสภาของเราให้เป็นไปได้ด้วยความเรียบร้อย ผมว่า ประการที่ ๑ นะครับ ท่านประธานต้องยึดข้อบังคับให้ถูกต้องครับ ข้อบังคับ ข้อ ๔๕ ท่านประธานมีอยู่ในมือไหมครับ ช่วยอ่านตามผมเลยครับ ท่านประธานฟังนะครับว่า ข้อ ๔๕ เขาเขียนไว้ว่า สมาชิกรัฐสภาผู้ใดต้องการประท้วงว่ามีการฝ่าฝืนข้อบังคับ ให้ยืนและยกมือขึ้น พ้นศีรษะ อันนี้ต่อไปเป็นสาระสําคัญแล้วนะครับ ประธานต้องให้โอกาสผู้นั้นชี้แจงครับ ท่านประธานครับ
ผมฟังอยู่ครับท่านประเสริฐครับ ผมฟังด้วยนะครับ
ข้อ ๔๕ ท่านประธานครับ ถ้ามีผู้ใดประท้วงนะครับ ประธานต้องให้โอกาสผู้นั้นชี้แจง เมื่อวานที่ผ่านมา ประธานทั้ง ๒ ท่านเลยครับ ตัดสิทธิไม่ให้ผู้ประท้วงได้มีโอกาสชี้แจง ปัญหาในสภาถึงเดินไม่ได้ครับ อันนี้ประการที่ ๑ วันนี้ขอให้ผู้ประท้วงทุกท่านได้ใช้สิทธิตาม ข้อ ๔๕ และท่านประธานอย่าไปปิดกั้น ท่านประธานอย่าไปทําผิดข้อบังคับการประชุม รัฐสภา ข้อ ๔๕
ประการที่ ๒ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๐ ท่านประธานมีไหมครับ อ่านตามผม รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๐ เขียนไว้ว่า ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่ประชุมวุฒิสภา หรือที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ต่อไปนี้เป็นสาระสําคัญครับ สมาชิกผู้ใดจะกล่าวถ้อยคําใด ในทางแถลงข้อเท็จจริง แสดงความคิดเห็นหรือออกเสียงลงคะแนน ย่อมเป็นเอกสิทธิ์ โดยเด็ดขาด เมื่อวานข้อนี้ประธานทั้ง ๒ ท่านละเมิดครับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๐ ก็ทําให้ สภานี้เดินไปไม่ได้
แล้วประการสุดท้ายครับ ประธานทั้ง ๒ ท่าน มีข้อวินิจฉัย มีมาตรฐาน ที่แตกต่างกัน ท่านนิคมให้ ท่านสมศักดิ์ไม่ให้ วันนี้อย่าได้ทําครับ ๓ ประการนี้จะทําให้สภา เดินหน้าด้วยความเรียบร้อย ขอให้ปฏิบัติตามนี้เถอะครับ ขอบคุณครับ
ครับ ผมจะพยายามปฏิบัติ ตามนะครับ เมื่อสักครู่ใครยังประท้วงค้างอยู่ ไม่ต้อง เดี๋ยวผมจะให้คนประท้วง ท่านสุรศักดิ์ ใช่ไหมครับ ท่านสุรศักดิ์ก่อน ท่านนั่งก่อน ท่านอื่นนั่งก่อนนะครับ เดี๋ยวท่านอนุรักษ์นั่งก่อน ท่านสุรศักดิ์เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ผมได้ประท้วงท่านประธานท่านที่แล้ว ประเด็นใหม่ครับ สืบเนื่องจากเหตุ ที่ผมประท้วง ก็เพราะว่าในขณะที่ท่านรสนา โตสิตระกูล ขออภัยที่เอ่ยนาม กําลังชี้แจงต่อ ท่านประธานท่านที่แล้วอยู่นะครับ เอ่ยคําว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๔ ท่านประธานก็กดปุ่ม ซึ่งการกระทําเช่นนี้ผมคิดว่าท่านประธานได้ทําผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๕ ข้อ ๕ และรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๙ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๙ นั้น ท่านประธานจะต้องวางตัวเป็นกลาง การที่ท่าน ไปกดปุ่ม ผมมีความเห็นว่าท่านไม่วางตัวเป็นกลาง ขณะนี้เรากําลังจะสร้างบรรทัดฐานใหม่ ในสภา โดยการอ้างว่าข้อบังคับนั้นมีศักดิ์เหนือรัฐธรรมนูญ ผมย้ํานะครับ ขณะนี้ทางรัฐสภา กําลังจะสร้างบรรทัดฐานใหม่ว่าข้อบังคับนั้นมีศักดิ์เหนือรัฐธรรมนูญ มันไม่เป็นความจริงครับ มาตรา ๑๓๔ ซึ่งท่านสมาชิกวุฒิสภาท่านที่แล้ว ท่านได้อภิปรายไปนั้นนะครับ ไม่ได้ให้อํานาจ วุฒิสภาหรือรัฐสภาในการที่จะตราข้อบังคับเกี่ยวกับแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ท่านจะไปอ้าง หมวด ๗ หรือหมวด ๖ อะไรต่าง ๆ นั้นถ้าไปดูดี ๆ นะครับ เขาให้เฉพาะพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญนะครับ เช่นเดียวกันครับท่านประธาน ทั้งหมดเป็นข้อเท็จจริงซึ่งน่าจะ เปิดโอกาสให้สมาชิกรัฐสภาทุกท่านได้มีโอกาสชี้แจงพี่น้องประชาชน เพราะรัฐธรรมนูญ เป็นเรื่องใหญ่ ถ้าสมมุติเราทําอะไรไปโดยไม่รอบคอบ มันจะทําให้เกิดความเสียหายต่อ ประเทศชาตินะครับ เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่า วันนี้ ท่านประธานกรุณาให้สมาชิกรัฐสภา ๕๗ ท่านที่ถูกตัดสิทธิไปได้มีโอกาสชี้แจงข้อเท็จจริง ขอบคุณครับ
เดี๋ยวท่านมีโอกาสนะครับ ทั้ง ๕๗ ท่าน ท่านมีโอกาสแล้วนะครับ ในมาตรา ๓ มาตรา ๔ มาตรา ๗ มาตรา ๑๒ ท่านมีโอกาสอยู่แล้วทั้ง ๕ มาตรานะครับ เวลานี้ท่านที่ประท้วง ขออนุญาตอย่างนี้นะครับว่า ถ้าท่านจะประท้วงตามข้อบังคับ ท่านบอกว่าจะประท้วงตามข้อบังคับอะไร เรื่องอะไรบ้าง ท่านอย่าใช้การประท้วงเป็นการอภิปรายนะครับ เพราะฉะนั้นเมื่อสักครู่ท่านอนุรักษ์ยังค้าง อยู่ใช่ไหมครับ ท่านเทพไทท่านยืนก่อน มีอะไรนะครับ ขอให้เขาประท้วงก่อนนะครับ ท่านเมื่อยก็นั่งก่อนได้ ไม่เป็นไรนะครับ เชิญท่านอนุรักษ์ครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอนุรักษ์ นิยมเวช สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก็คือในเรื่องของมาตรา ๔๕ ที่ประท้วงกับท่านประธานคนเก่า เพียงแต่ว่าผมเพิ่มประเด็น อีกนิดหนึ่งนะครับ เพื่อที่จะช่วยให้สภาเดินไปได้ ไม่ได้มีเจตนาที่จะเป็นอย่างอื่น ก็คือว่า ผมเคารพในเรื่องมติของสภานะครับที่บอกว่า ในกรณีผู้แปรญัตติขัดต่อหลักการ ทําไม่ได้ แต่ขณะเดียวกันในส่วนของตัวข้อบังคับในส่วนของมาตรา ๙๖ ขออนุญาตนะครับ ท่านประธาน ก็คือในวรรคสุดท้ายบอกว่า เว้นแต่การแก้ไขเพิ่มเติมมาตราที่เกี่ยวเนื่องกับ หลักการนะครับ ซึ่งผมมองว่าในกรณีบางประเด็นของผู้แปรญัตติ ๕๗ คนนี้ถ้าเขาคิดว่า เขามีสิทธิในฐานะผู้แปรญัตติ เขาบอกว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับการแก้ไขหลักการนี้ ผมว่า เขาก็ต้องมีสิทธิตามข้อบังคับ เพราะว่าข้อบังคับเปิดเป็นข้อยกเว้นไว้ว่า หลักการแปรไม่ได้ แต่ถ้าเกี่ยวเนื่องก็แปรได้ ผมเลยอยากให้ท่านประธานช่วยพิจารณาว่าถ้าส่วนของ ๕๗ คน คนใดคนหนึ่งเป็นเรื่องเข้าตามเงื่อนไขข้อยกเว้นตามมาตรา ๙๖ เขาควรจะมีสิทธิ ถ้าไป ตัดสิทธิเขานี่เราก็ยังไม่เคยมีมตินี้ว่า ถึงแม้เป็นกรณีข้อยกเว้นก็จะตัดสิทธิด้วย ซึ่งผมคิดว่า ตรงนั้นเป็นเรื่องของการที่จะต้องเป็นการยกเว้นข้อบังคับของข้อบังคับอีกครั้งหนึ่งนะครับ ซึ่งสภาแห่งนี้ยังไม่มีการยกเว้นอย่างนั้นไว้ ก็ต้องเป็นไปตามข้อบังคับนั้น นั่นเหตุผลประการที่ ๑
เหตุผลประการที่ ๒ นะครับท่านประธาน ในกรณีที่คําว่า ขัดต่อหลักการ ความหมายมันคืออะไร ซึ่งตรงนี้ในตัวข้อบังคับไม่มีการกําหนดไว้ ผมขอยกตัวอย่างข้อหนึ่ง ให้เห็นชัดเจน เพื่อประกอบการพิจารณาของสมาชิก กรณีวันกําหนดการใช้บังคับของ ประกาศรัฐธรรมนูญฉบับนี้ กรรมาธิการมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของหลักการ ซึ่งผมไม่เห็นด้วย ในการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติต่าง ๆ ไม่ว่าวุฒิสภาหรือสภาผู้แทนราษฎร มีการกําหนด วันใช้บังคับแตกต่างกันไป วันถัดจากวันประกาศ ๔๕ วัน ๖๐ วัน ๑๘๐ วัน กรณีนี้ กรรมาธิการบอกว่าการแก้ไขในเรื่องวันมีผลใช้บังคับ เป็นเรื่องขัดต่อหลักการนะครับ ซึ่งตรงนี้ ผมคิดว่าผมไม่เห็นด้วยนะครับ ตัวอย่างที่ผมเพิ่งดู ณ ตอนนี้กรรมาธิการขัดต่อหลักการ ซึ่งผมมองว่าประเด็นนี้เป็นประเด็นที่เรื่องความชอบธรรมหรือเปล่าที่ไปตัดในส่วนที่ว่า กรรมาธิการเห็นเองว่าส่วนนี้เป็นเรื่องขัดต่อหลักการแล้วก็ยังไม่มีการชี้แจงเลยว่าสภาแห่งนี้ เห็นชอบหรือเปล่าว่าตรงนี้เป็นเรื่องหลักการหรือว่าไม่ใช่เรื่องหลักการนะครับ เพราะฉะนั้น ผมขอให้บันทึกไว้นะครับว่าเรื่องนี้ผมไม่เห็นด้วยนะครับ กราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ อย่างนี้ท่าน อย่าเพิ่งประท้วงนะครับ เดี๋ยวผมจะให้ประธานคณะกรรมาธิการได้ชี้แจงก่อนนะครับ พอดีวันนี้มีนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยรังสิตมานั่งฟังอยู่ด้วยนะครับ เพื่อเป็นความรู้สําหรับ ท่านที่ศึกษากฎหมาย วันนี้เป็นการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระที่สองนะครับ ซึ่งเรา พิจารณาไปจนถึงมาตรา ๒ ซึ่งวันนี้มีทางวุฒิสภา ท่านไม่ให้เห็นชอบที่จะให้ท่านสมาชิก ๕๗ คนที่แปรญัตติขัดต่อหลักการ เช่น ท่านไปตัดมาตรา ๑ ก็คือมาตราที่ชื่อหัวข้อเรื่อง หรือมาตรา ๒ วันบังคับใช้นะครับ อย่างนี้เป็นความเห็นที่มันขัดต่อหลักโครงสร้างกฎหมาย อยู่แล้วนะครับ รายละเอียดเป็นอย่างไรนั้นผมจะเชิญให้ประธานคณะกรรมาธิการได้ชี้แจง ก่อนนะครับ ท่านอย่าเพิ่งประท้วงขอให้ท่านประธานได้ว่าก่อนครับ เชิญท่านสามารถครับ
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ กระผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ผมมี ๓ ประเด็น ที่อยากเรียนชี้แจงทําความเข้าใจเพื่อความชัดเจนนะครับ
ประเด็นแรก กรณีว่าข้อบังคับจะใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญหรือเปล่า ก็อยาก กราบเรียนนะครับ เมื่อสักครู่ผมก็เรียนท่านสมาชิกไปรอบหนึ่งแล้ว ก็คือถ้าท่านดูส่วนที่ ๙ ของรัฐธรรมนูญว่าด้วยการประชุมร่วมกันของรัฐสภา มาตรา ๑๓๖ พูดถึงเรื่องการประชุม ร่วมกันของรัฐสภา ใน (๘) บอกว่าในการประชุมร่วมกันนี้ก็เพื่อให้รัฐสภาตราข้อบังคับ การประชุมรัฐสภาตามมาตรา ๑๓๗ ทีนี้ถ้าท่านมาดูมาตรา ๑๓๗ จะบัญญัติบอกว่า ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภาให้ใช้ข้อบังคับการประชุมรัฐสภานะครับ ทีนี้เราก็มีข้อบังคับ การประชุมรัฐสภาที่รัฐธรรมนูญให้อํานาจ ๒ สภานี้ไปเขียนขึ้นมา และในข้อบังคับนี้ ก็ได้บัญญัติรายละเอียดกระบวนการในการพิจารณากรณีแก้ร่างรัฐธรรมนูญไว้ในหมวด ๗ ชัดเจนนะครับ และในหมวด ๗ ข้อ ๙๖ วรรคท้าย ก็พูดถึงเรื่องการแปรญัตติว่าต้องไม่ขัดกับ ข้อบังคับนะครับ
อันนี้ผมจะตอบข้อ ๒ เลยนะครับที่เป็นประเด็นที่ท่านเพิ่งอภิปรายเมื่อสักครู่ ท่านพูดถึงว่าตอนท้ายนี่ทําไมไม่อ่านว่า เว้นแต่การแก้ไขเพิ่มเติมมาตราที่เกี่ยวเนื่องกับ หลักการนั้น คําว่า เกี่ยวเนื่องกับหลักการ กระผมอยากกราบเรียนอธิบายและขอยกตัวอย่าง และขออนุญาตท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรเอามาเป็นตัวอย่างชัด ๆ เลย หลักการ ในร่างรัฐธรรมนูญที่เรากําลังแก้ไขกันนี่นะครับ ก็คือให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งของ ประชาชน ถ้าท่านจะแก้ให้เกี่ยวเนื่องกับหลักการนะครับ ในร่างของกรรมาธิการเสียงข้างมาก เขียนบอกว่า ให้มีสมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งของประชาชนจํานวนสองร้อยคน และให้ใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง ท่านผู้นําฝ่ายค้านท่านก็ไปยื่นคําแปรญัตติ ซึ่งถือว่า เป็นการยื่นคําแปรญัตติไม่ขัดหลักการ แต่เกี่ยวเนื่องกับหลักการก็คือ ท่านเห็นว่าสมาชิก วุฒิสภาต้องมาจากการเลือกตั้ง แต่ท่านขอแบ่งจังหวัดต่าง ๆ เป็นกลุ่มจังหวัดอยู่ ๔๐ กลุ่ม และแต่ละกลุ่มให้มีสมาชิกวุฒิสภาได้ ๕ คน ๕ คูณ ๔ เท่ากับ ๒๐ ก็ ๒๐๐ เหมือนกัน อย่างนี้ครับเขาเรียกว่าเกี่ยวเนื่องกับหลักการ ท่านก็ไม่เห็นมีปัญหาอะไรนะครับ
และประเด็นที่ ๓ เมื่อสักครู่นี้ที่ท่าน ส.ว. ขออนุญาตนะครับ ที่ท่านบอกว่า ท่านไปห้ามพวกแปรญัตติที่เขาไปเปลี่ยนกําหนดวันที่จะประกาศใช้รัฐธรรมนูญได้อย่างไร ไม่มีเลยที่จะไปห้าม ใครจะแปรญัตติให้อย่างไรก็ตาม ผมยกตัวอย่างอย่างนี้มีท่านหนึ่ง อันนี้มันอยู่ในมาตรา ๒ ท่านแปรญัตติว่า ให้ใช้บังคับ เอาของท่าน พลอากาศเอก วีรวิท ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ท่านแปรญัตติมาตรา ๒ ว่า รัฐธรรมนูญนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกําหนด หนึ่งปีนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ท่านก็มีสิทธิแปรญัตติได้ ไม่ได้ขัดหลักการ นะครับ ฉะนั้นอาจจะเป็นความเข้าใจผิดหรือท่านอาจจะไม่ได้ดูรายละเอียดก็กราบเรียน เพื่อทําความเข้าใจครับท่านประธานครับ
เดี๋ยวนะครับ เพราะว่า ผมจะให้ท่านประท้วงกับท่านที่ยกมือเพื่ออภิปรายนะครับ เดี๋ยวท่านอนุรักษ์ท่านต่อเนื่อง เดี๋ยวให้จบทีละคนไป
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายอนุรักษ์ นิยมเวช สมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกรัฐสภา ขอใช้สิทธิถูกพาดพิง แล้วก็ขอใช้สิทธิประท้วงต่อนิดหนึ่งครับ ผมจะยกตัวอย่างให้ท่านประธาน คณะกรรมาธิการดูไปเลยนะครับ แล้วท่านจะรู้เลย ตัวอย่างเช่น ร่างพระราชบัญญัตินี้ท่านดู หลักการ ท่านบอกว่าอะไรขัดต่อหลักการหรือไม่หลักการนี่ ท่านต้องมาดูคําว่าหลักการของ ร่างพระราชบัญญัตินี้คืออะไร ผมขออนุญาตอ่านครับ หลักการ คือ แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย โดยกําหนดให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง แค่นี้นะครับ แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๒ มาตรา ๑๑๓ มาตรา ๑๑๖ วรรคสอง มาตรา ๑๑๗ มาตรา ๑๑๘ มาตรา ๑๒๐ มาตรา ๒๔๑ วรรคสอง และยกเลิกมาตรา ๑๑๓ และมาตรา ๑๑๔ มีตรงไหนครับที่พูดถึงเรื่องกําหนดระยะเวลาในการบังคับใช้ แล้วท่านใช้ดุลยพินิจของ ท่านเอง ท่านมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของการยกเลิกหลักการ นี่ผมแค่ยกตัวอย่างเรื่องเดียว เดี๋ยวผมจะมีเวลาอ่านอีกเยอะว่ามีเรื่องไหนที่ท่านใช้ดุลยพินิจของท่านที่ท่านวินิจฉัยเองว่า เป็นเรื่องของขัดหลักการ ผมมองว่าเรื่องกําหนดเวลาในการประกาศใช้บังคับรัฐธรรมนูญนี้ ไม่ใช่เรื่องหลักการนะครับ เพราะเรื่องหลักการมันเขียนไว้อยู่แล้วอะไรคือหลักการนะครับ นี่คือเรื่องที่ ๑
เรื่องที่ ๒ ผมมองว่าอย่างเรื่องของอํานาจของสมาชิกวุฒิสภามาจาก การเลือกตั้งจะมีอํานาจกําหนดกันอย่างไรต่าง ๆ เหล่านั้น ไม่ใช่เรื่องหลักการ เป็นเรื่อง สามารถที่จะเพิ่มเติมเกี่ยวเนื่องกับหลักการได้ แล้วท่านกรรมาธิการเกิดไปตัดทิ้ง ผมคิดว่า ไม่ใช่ นี่เรื่องที่ ๒
เพราะฉะนั้นเรื่องที่ ๓ ถ้าพูดกันอย่างนี้นะครับ ทําไมกรรมาธิการไปตัดทอน อํานาจของสมาชิกวุฒิสภาในช่วงระหว่างของการที่จะมีการเลือกตั้งใหม่ ไปตัดทอนอํานาจ ซึ่งเดิมสมาชิกรัฐสภามี ๔ อํานาจ แต่ไปตัดทอนลดอํานาจให้เขาเหลือแค่ ๓ อํานาจ ในช่วงเวลาดังกล่าว แต่กรรมาธิการบอกว่าตรงนั้นสามารถทําได้ มันก็ขัดแย้งกับมาตรฐาน ในสิ่งที่ท่านบอกกับสิ่งที่ท่านคิด ผมคิดว่าเรื่องนี้ท่านต้องดูว่าดุลยพินิจของกรรมาธิการ บอกว่าอะไรคือขัดหลักการ ตรงนั้นเป็นดุลยพินิจของท่าน ซึ่งถ้าท่านจะทําอย่างนั้นจริง ๆ ท่านต้องเอาเคสบายเคส (Case by case) มาให้สภาวินิจฉันว่าอะไรคือสิ่งที่ท่านคิด ชอบ ไม่ชอบ อย่างที่ท่านลงมติไปเมื่อวาน เราไม่ได้มีการดูเลยเป็นรายกรณีเป็นคน ๆ เราไปตัดสิน แบบลวก ๆ สิ่งนี้ก็จะปรากฏเป็นบันทึกหลักฐานอยู่แล้วว่าสิ่งที่ท่านทําไปคืออะไร ผมอยาก ให้สภาทํางานด้วยความรอบคอบ เพราะกฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด ของประเทศ จะทําอะไรลวก ๆ รวบ ๆ รัด ๆ ไม่ได้นะครับ เพราะว่าวุฒิสภาในการแก้ไขนี่ วุฒิสภาถือว่าเป็นองค์กรสูงสุดอํานาจทางการเมืองตามที่ศาลรัฐธรรมนูญกําหนดไว้ เพราะฉะนั้นการที่คุณจะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างองค์กรสูงสุดทางการเมือง ซึ่งเป็นหนึ่ง ในอํานาจอธิปไตย วุฒิสภาเป็นหนึ่งในอํานาจนิติบัญญัตินะครับ ทําอะไรไปรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถูกสถาปนาโดยการลงประชามติ คุณจะทําอะไรไปต้องไม่มีการรวบรัด ต้องทําให้เกิด ความรอบคอบรัดกุมและต้องให้สิทธิทุกคนในการที่จะอภิปรายตามสิทธิที่เขามีอยู่นะครับ ถ้าจะไปปิดปากรวบรัดเขาก็ไม่ถือว่าดําเนินการตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญที่กําหนดว่า การพิจารณาต้องเรียงมาตราและพิจารณาโดยให้สิทธิสมาชิกนะครับ กราบขอบคุณครับ
เดี๋ยวให้ท่านประธาน คณะกรรมาธิการได้ชี้แจงอีกสักครั้งนะครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม สามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมาธิการครับ ก็ทําความเข้าใจเพื่อนสมาชิก อีกนิดเดียวครับ มาตรา ๒ ที่ท่านไปบอกว่าผมวินิจฉัยว่ามันขัดหลักการเมื่อเขามีการ เปลี่ยนแปลงกําหนดวันบังคับใช้ ซึ่งในหลักการไม่ได้เขียนนี่ คือที่ผมไม่ให้แปรญัตติมีเฉพาะ คนที่ตัดมาตรา ๒ ส่วนใครจะแปรญัตติว่าใช้ไปอีกหนึ่งปีใช้บังคับ จะเมื่อไรนี่ผมไม่ได้ตัด เพียงแต่ว่าใครที่แปรญัตติตัดมาตรา ๒ ท่านก็ดูสิครับ เขียนกฎหมายไม่มีวันประกาศใช้ มันเป็นไปได้อย่างไรครับ อันนี้ไปบอกนักกฎหมายที่ไหนเขาก็คงว่าผมทําถูกแล้วนะครับ แล้วอันที่ ๒ ที่ท่านพูดถึงเรื่องว่าเกี่ยวเนื่อง ในเมื่อ ส.ว. จะอยู่อย่างนี้ทําไมไปแก้อํานาจ ส.ว. ก็ในร่างที่เรากําลังพิจารณาในหลักการไม่มีพูดถึงเรื่องอํานาจของ ส.ว. เราก็ไปแตะมาตรา เรื่องอํานาจ ส.ว. ไม่ได้ แต่ท่านก็มาบอกว่าแล้วที่ท่านไปเขียนในวรรคสอง มาตรา ๑๒ เรื่องห้ามไม่ให้ ส.ว. ที่คงสถานะอยู่ตรงนั้นไม่สามารถที่จะถอดถอนหรือแต่งตั้งได้ ก็กราบเรียนนะครับว่าตรงนั้น ในร่างของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากเราเขียนเหมือนบทเฉพาะกาลที่รองรับสถานภาพ ของ ส.ว. สรรหาที่ยังคงสมาชิกภาพอยู่ให้ท่านอยู่ต่อจนท่านสิ้นวาระ แต่เนื่องจาก ส.ว. เลือกตั้งท่านสิ้นสมาชิกภาพ วันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๕๗ ฉะนั้นจะเหลือ ส.ว. สรรหาอยู่ ๗๓ คน เราก็คิดว่า ๑. ส.ว. สรรหานี้ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชนนะครับ ๒. ส.ว. สรรหาเหลืออยู่ ๗๓ คน ฉะนั้นอํานาจแต่งตั้งถอดถอนก็ควรจะให้พักไว้ก่อนรอจนกระทั่งมีการเลือกตั้ง ส.ว. ครบ ๒๐๐ คนอํานาจนั้นก็กลับคืนมา ทีนี้ท่านครับ ผมว่ามาตรานี้กรรมาธิการเสียงข้างมาก มีการแก้ไขเพิ่มเติม เดี๋ยวพอถึงมาตรา ๑๒ เราคงใช้เหตุใช้ผลมาถกเถียงกันแล้วหา ข้อสรุปว่าจะเอาอย่างไรนะครับ ขอบคุณท่านประธานครับ
เพื่อความเป็นธรรมนะครับ เมื่อกี้ทาง ส.ว. ไป ๒ คน แล้วเดี๋ยวพรรคประชาธิปัตย์แล้วก็พรรคเพื่อไทยแล้วก็ไปที่ ส.ว. อีกทีหนึ่ง ผมบอกเลยนะครับว่าเดี๋ยวท่านธนาเสร็จแล้วมาที่ท่านปรีชาพล แล้วก็ไปที่ ท่านคํานูณนะครับ เอาอย่างนี้นะครับ จะได้มีความเป็นธรรมท่านธนาก่อนครับ ถ้าประท้วง อะไรบอกผมด้วยนะครับข้อประท้วงอะไรแล้วก็ว่าด้วยเรื่องอะไรผมจะได้วินิจฉัยได้นะครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา สืบเนื่องจากข้อทักท้วงของเพื่อนสมาชิกเกี่ยวกับการวินิจฉัย เรื่องของกรรมาธิการที่ขัดต่อหลักการหรือไม่ขัดหลักการ เมื่อวานนี้ผมอภิปรายแล้วครับว่า รัฐธรรมนูญใหญ่กว่าข้อบังคับ ท่านเอาข้อบังคับ ข้อ ๙๖ ขึ้นมาตัดสิทธิรัฐธรรมนูญไม่ได้ แต่ไม่เป็นไรครับ ผมได้บันทึกไว้ในที่ประชุมนี้เรียบร้อยแล้ว ประเด็นนี้ผมเชื่อว่านักกฎหมาย ที่รู้กฎหมายหรือแม้กระทั่งท่านประธานสามารถเองท่านก็คงปฏิเสธผมไม่ได้ว่าสิ่งที่ผมพูดนั้น เป็นความจริง กฎหมายที่ศักดิ์เหนือกว่าเอากฎหมายที่มีศักดิ์รองกว่ามาตัดสิทธิไม่ได้ ผมเชื่อว่าเวลาที่ท่านตอบสภาท่านก็มีความรู้สึกตะขิดตะขวงใจอยู่ในตัวท่านเองในฐานะ นักกฎหมาย ผมจะไม่หยิบประเด็นนี้ต่อ เพราะผมเชื่อว่าชัดเจนแล้วในสาระสําคัญ แต่สิ่งนี้ที่ผม อยากจะกราบเรียนว่ากรรมาธิการวิสามัญไปดําเนินการ สิ่งใดก็ตามที่เป็นประโยชน์ เป็นสิทธิ ของท่านสมาชิก ในรัฐธรรมนูญท่านจําได้ไหมครับที่ไปร้องศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยเมื่อคราวมาตรา ๒๙๑ ว่า การตัดสิทธิประชาชนนั้นเป็นการขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ วันนี้การตัดสิทธิสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในการทําหน้าที่ โดยเฉพาะการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็เสมือนหนึ่งลักษณะเดียวกัน แต่ไม่เป็นไรครับ เรื่องนี้เมื่อท่านยืนยันเสียงข้างมากก็บันทึกไว้ ในที่ประชุม แต่สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะเรียนท่านประธานด้วยความเคารพก็คือ ร่างกฎหมาย รัฐธรรมนูญขัดกันเองครับ ขัดในหลักการของท่านเอง แล้วกรรมาธิการก็ไปดําเนินการให้มัน ขัดต่อลักษณะของกฎหมายชัดเจน สิ่งที่ผมจะพูดก็คือว่าวันที่กฎหมายนี้เข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภา หลักการท่านคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยกําหนดให้มีสมาชิกวุฒิสภา มาจากการเลือกตั้ง แก้ไขเพิ่มเติมมาตราอะไรผมจะไม่อ่านจะได้ไม่เสียเวลา แล้วเหตุผลของ ท่านครับ โดยที่เป็นการสมควรกําหนดให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งเพื่อให้วิธีการ ได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา มีลักษณะเช่นเดียวกับวิธีการได้มาซึ่งสภาผู้แทนราษฎร โดยการ ได้รับเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนอันเป็นการส่งเสริมหลักประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วม ทางการเมืองของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ จึงจําเป็นต้องตรารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับนี้ ท่านเห็นไหมครับ หลักการของท่านคือให้มีสมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งอย่างเดียว ที่ท่านบอกที่มีคนไปแปรญัตติแล้วขัดต่อหลักการ ท่านมาดูมาตรา ๑๐ สิครับ ให้สมาชิก วุฒิสภาซึ่งมีสมาชิกภาพอยู่ในวันที่รัฐธรรมนูญนี้ ใช้บังคับ ยังคงมีสมาชิกภาพและปฏิบัติ หน้าที่วุฒิสภาต่อไป ในกรณีที่การดํารงตําแหน่งของสมาชิกวุฒิสภาตามวรรคหนึ่งว่างลง ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญนี้ ไม่ต้องดําเนินการเลือกตั้งหรือสรรหาสมาชิกวุฒิสภาขึ้นใหม่แทนตําแหน่งที่ว่าง หมายถึง อะไรครับท่านประธาน
ท่านธนามีคนประท้วงท่านครับ เชิญครับ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมประท้วง ท่านประธานตามข้อ ๕ และประท้วงผู้อภิปราย ผู้ประท้วงตาม ข้อ ๔๓ ท่านประธานครับ ผู้ประท้วงใช้สิทธิประท้วง แต่ผู้ประท้วงได้อภิปราย แล้วการอภิปรายซ้ําซากกับเมื่อวานนี้ ๘ ชั่วโมงแล้วครับท่านประธาน ผมขอให้ท่านประธานวินิจฉัยด้วยครับ
ผมขอวินิจฉัยนะครับ ท่านธนาครับ เดิมผมก็บอกว่าท่านจะประท้วงผมข้อบังคับอะไร แต่เห็นว่าด้วยความเคารพ นะครับ เห็นท่านเป็นนักกฎหมายและท่านพยายามอธิบายหลายครั้งแล้ว ผมก็จะจําความ ที่ท่านอภิปรายได้แล้วนะครับ ท่านกรุณานะครับขอสรุปสั้น ๆ ผมเชื่อว่าทุกท่านที่ฟังคงฟังมา หลายรอบแล้วนะครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ ประเด็นนี้ยังไม่มี การหยิบยกขึ้นพูดในที่ประชุมรัฐสภาเลยครับ ผมเรียนท่านว่ามาตรา ๑๐ ขัดต่อหลักการ ที่รับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะหลักการรัฐธรรมนูญฉบับนี้คือให้มีสมาชิกวุฒิสภามาจาก การเลือกตั้งทั้งหมด แต่เมื่อวันที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ใช้บังคับ จะมีสมาชิกวุฒิสภาที่มีการสรรหา คงอยู่ ๗๕ คน รวมกับสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง ขัดหลักการไหมครับ เพราะคุณ เขียนว่าสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหาเป็นตัวที่ถ่วงความเจริญหรือขัดต่อหลักประชาธิปไตย อะไรของคุณก็แล้วแต่ หลักการก็คือต้องมีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสสภามาจากการเลือกตั้ง ทั้งหมด แต่วันที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ใช้บังคับมีสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหาทําหน้าที่ เป็นสมาชิกวุฒิสภาด้วย ขัดหลักการไหมครับ แล้วขัดหลักการไหมครับที่ระบุไว้ว่ามี ๒๐๐ คน แต่วันที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ใช้บังคับจะมีสมาชิกวุฒิสภาอยู่ ๒๗๕ คน เพราะฉะนั้น ผมถึงกราบเรียนว่าสิ่งที่กรรมาธิการวิสามัญไปพิจารณา ท่านพิจารณาในส่วนที่ท่านพยายามที่จะ ตัดสิทธิท่านสมาชิกรัฐสภา ถ้าท่านปล่อยให้คนที่มีความเห็นต่างได้มีการอภิปราย ผมเชื่อว่า ปัญหาไม่เกิดขึ้น แล้วสิ่งที่ผมเรียนท่านประธานว่าท่านอภิปรายว่าไปตัด มาตรา ๑ มาตรา ๒ ทําให้กฎหมายเดินไม่ได้ ก็ผมไม่เห็นด้วยในหลักการของท่านมาตั้งแต่แรกอย่างไรครับ ผมไม่ต้องการให้กฎหมายนี้เดินได้อย่างไรครับ ผมถึงต้องแปรญัตติตัดเพื่อไม่ให้กฎหมายนี้ เดินได้ ใครที่เห็นด้วยกับผมก็โหวตตามผม ใครที่เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมากก็โหวต ไปสิครับ แต่ท่านไม่มีสิทธิมาตัดคําอภิปรายที่จะชี้เหตุและผลว่าทําไมผมถึงไม่เห็นด้วยกับการ แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ขอบพระคุณครับ
ผมขอวินิจฉัยนิดเดียวนะครับ ท่านธนาครับเราผ่านวาระที่หนึ่งมาแล้วนะครับ เราผ่านมาแล้วจนเราลงมติรับไว้พิจารณา ในวาระที่สอง เพราะฉะนั้นเมื่อผ่านวาระที่สามไปแล้ว ถ้าอะไรที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญผมเชื่อว่า เป็นหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญในการที่วินิจฉัยนะครับ เอาทางพรรคเพื่อไทยนะครับ ถ้าไม่มี ขอท่านวีระพล
(นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
ท่านครูมานิตย์นะครับ ผมให้สิทธิท่าน ท่านบอกผมว่าข้อบังคับอะไร เรื่องอะไรนะครับ เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา จริง ๆ ท่านประธานครับผมเป็นคนที่พูดง่าย ท่านประธานจําได้ ไหมครับ เมื่อวานนี้ผมกําลังลุกขึ้นท่านประธานชี้ผมแล้ว แต่ท่านประธานบอกว่าให้พี่ชายผม พี่นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ผมก็เลยยอมแล้วก็นั่ง แล้วตั้งแต่นั้นมาผมก็ไม่ได้พูด ผมประท้วง ท่านประธานครับ
เดี๋ยวท่านครูมานิตย์ครับ ท่านมณเฑียรประท้วงด้วยหรือเปล่าครับ ถ้าท่านประท้วงใช้สิทธิ ไม่เป็นอะไรครับเพราะมัน อยู่ในคิวอยู่แล้ว ท่านอยู่ในคิวอยู่แล้วครับ ท่านนั่งลงเถอะ แต่ท่านจะประท้วงท่านครูมานิตย์ แล้วก็ค่อยว่ากัน
(พลเอก สมเจตน์ บุญถนอม สมาชิกวุฒิสภาภาครัฐ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ท่านสมเจตน์ท่านประท้วง เรื่องอะไรครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม พลเอก สมเจตน์ บุญถนอม สมาชิกวุฒิสภาสรรหาภาครัฐ ผมจะชี้ให้ท่านได้เห็นถึงท่านมณเฑียรว่าท่านยืนนานแล้ว ท่านเป็นผู้พิการท่านไม่เห็นว่า ท่านประธานเห็นหรือไม่ ก็จะชี้บอกว่าท่านมณเฑียรยืนประท้วงนานแล้ว ส่วนท่านครูมานิตย์นั้น ทีหลังตั้งนาน แต่ขออนุญาตครับว่าท่านชายตามองมาทางด้านขวาบ้าง ขอบคุณมากครับ
ความจริงแล้วท่านครูมานิตย์ เขายืนขึ้นตั้งนานแล้วนะครับ ให้ท่านมณเฑียรก่อนนะครับ เพราะท่านมณเฑียรอยู่ในคิวที่ผม จะต้องให้อยู่แล้ว ไม่ใช่ไม่เห็นนะครับ ผมเห็นแล้วอยู่ในคิวผมด้วยครับ พอจากท่านคํานูณ แล้วท่านมณเฑียร เอาอย่างนั้นนะครับ อย่างนั้นให้สิทธิท่านมณเฑียรก่อนได้ไหมนะครับ ถ้าอย่างนั้น ตกลงกันครับ ตกลงกัน เชิญท่านมณเฑียรครับ
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา จากการสรรหาภาคอื่น ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมอยากจะขอใช้ข้อบังคับข้อ ๓๑ (๑) นะครับ ขอให้มีการปรึกษาหารือ หรือพิจารณาเป็นการด่วน กรณีที่ได้มีการลงมติตามข้อบังคับ ข้อ ๑๑๗ เมื่อวานนี้ ซึ่งอาจจะ มีผลทําให้เกิดความไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญในกระบวนการพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ จึงขอให้มีการพิจารณาปรึกษาหารือว่าควรจะมีการทบทวนมติดังกล่าว ขอผู้รับรองครับ
คือท่านเสนอญัตติจะให้ มีการทบทวนนะครับ มันก็ต้องมีคนที่เสนออีก หมอชลน่าน เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน สมาชิกรัฐสภา ต้องขออนุญาต ท่านประธานด้วยความเคารพ ต่อกรณีท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้เสนอญัตติให้นําเรื่องอื่น ขึ้นมาพิจารณาหรือปรึกษาหารือ โดยกลับไปทบทวนการลงมติของรัฐสภาในข้อบังคับ ข้อ ๑๑๗ ท่านประธานครับ ในประเด็นนี้ตามข้อบังคับแล้ว สิ่งที่ต้องพึงระวัง ขณะนี้เราเข้าสู่ การพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ผ่านมาตรา ๑ ไป อยู่ในวาระที่สองนะครับ ถ้าสภามีมติหรือลงมติให้ยกเรื่องอื่นขึ้นพิจารณาปรึกษาหารือ ผมก็เกรงว่าสิ่งที่เป็นปัญหา ท่านประธานครับ ในข้อบังคับการประชุมของรัฐสภา ในประเด็นถ้ายกเรื่องอื่นขึ้นมา ปรึกษาหารือ ก็จะเป็นเหตุให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกตีความว่าตกไป ถ้าสภามีมติ ให้ยกเรื่องอื่นขึ้นปรึกษาหารือ ซึ่งข้อบังคับเขียนไว้ ผมกราบเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพครับ เหตุที่เราต้องขอความเห็นจากรัฐสภาก่อนในการวินิจฉัย ก่อนจะเข้า ร่างเพราะประเด็นนี้ครับ เราเกรงว่ามันจะตกไป จะมีการตีความ ผมกราบเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพครับ ญัตตินี้เสนอไม่ได้ครับ เป็นข้อห้ามครับ
ขอบคุณครับ ความจริงแล้ว คือผมไม่อยากวินิจฉัยเองครับ ระหว่างที่เรากําลังพิจารณาญัตติใดญัตติหนึ่ง ห้ามยกญัตติอื่น ขึ้นมา ถ้ามาพิจารณาปั๊บก็จะทําให้ญัตติที่พิจารณานั้นตกไป เพราะฉะนั้นผมก็จะไม่อนุญาต ให้เป็นญัตตินะครับ เดี๋ยวครับ ผมให้ทาง ส.ว. เขายืนครับ อาจารย์เดี๋ยวครับ เดี๋ยวให้เขา อธิบายพวกนี้ก่อนนะครับ เพราะเขาเป็นคนเสนอญัตตินะครับ เป็นคนรับรอง อาจารย์ตรึงใจ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉัน ศาสตราจารย์เกียรติคุณตรึงใจ บูรณสมภพ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นดิฉันขอประท้วงท่านประธานคณะกรรมาธิการ ที่ได้กล่าวว่า ส.ว. สรรหาไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน
เดี๋ยวครับอาจารย์ เอาประเด็นเรื่องของญัตติก่อน
พอดีดิฉันยกมือค้างไว้นานแล้ว
อาจารย์เอาไว้ก่อนครับ เอาประเด็นนี้ก่อน
ในญัตติอันนี้ดิฉันก็ไม่เห็นจะมีข้อบังคับข้อไหนบอกว่าจะตกไปได้ค่ะ เพราะฉะนั้นการที่ ท่านสมาชิกเกรงว่าญัตติจะตกไปนี้ ขอให้อธิบายด้วย แต่ดิฉันอยากจะขอประท้วง ท่านประธานคระกรรมาธิการที่บอกว่า ส.ว. สรรหาไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน เพราะว่า ส.ว. สรรหาแต่ละท่านนี่จะมาจากองค์กรต่าง ๆ เป็นผู้แทนองค์กร องค์กรที่ดิฉันมา มีสมาชิกถึง หมื่นกว่าคน จะไม่ยึดโยงกับประชาชนได้อย่างไรคะ แล้วยังต้องมากลั่นกรองอีกรอบหนึ่ง โดยประธานองค์กรอิสระต่าง ๆ ซึ่งท่านมีวุฒิภาวะ มีอาวุโสที่จะพิจารณา จะคิดว่าไม่ยึดโยง ได้อย่างไรนะคะ อันนี้ดิฉันขอประท้วงก่อน
ส่วนอีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าถ้าท่านใช้วิจารณญาณ ของท่านไม่ยอมรับให้ ๕๗ สมาชิกที่แปรญัตติได้มีโอกาสพูด ในสภานี้ก็จะไม่สงบเช่นเดียวกับ เมื่อวานนี้ เพราะว่าการจํากัดสิทธิของสมาชิกรัฐสภา ซึ่งอยู่ในรัฐสภาที่ใช้คําว่า พาลิเมนท์ (Parliament) มาจากคําว่า พาร์ล (Parle) แปลว่าพูด หลายภาษาเลยจะใช้คํานี้ จะเป็นลาติน ฝรั่งเศส อะไรก็ตาม พาร์ล แปลว่าพูดค่ะ แล้วถ้าจะจํากัดสิทธิไม่ให้พูดดิฉันคิดว่าเป็นการ ไม่ถูกต้องในฐานะของประธานรัฐสภาที่จะใช้วิจารณญาณอันนี้ค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ
อาจารย์ครับ ผมขอวินิจฉัย ของอาจารย์นะครับ ด้วยความเคารพจริง ๆ นะครับอาจารย์ ความจริงเรื่องของมาตรา ๕๗ เรื่องของการแปรญัตติที่ขัดต่อหลักการนั้นที่ประชุมได้ลงมติไว้เรียบร้อยนะครับ เพราะฉะนั้น เมื่อมติเป็นอย่างไรก็ต้องเป็นไปอย่างนั้นนะครับ เพราะฉะนั้นการที่ท่านมณเฑียรเสนอญัตตินี้ ขึ้นมาก็เป็นการเสนอญัตติเพื่อให้ย้อนกลับไปอันเก่า แล้วก็เป็นญัตติที่อยู่ระหว่างที่เรา พิจารณาอยู่ ท่านมณเฑียรครับ เชิญท่านมณเฑียรอีกทีครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภาจากการสรรหาภาคอื่นในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมอยากจะขอเรียนว่า เหตุที่ผมได้เสนอญัตติเพื่อให้มีการปรึกษาหารือนี้เป็นไปด้วยความปรารถนาดีต่อที่ประชุม แห่งนี้ แล้วก็การพิจารณาการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะผมคิดว่าเมื่อมีการ ลงมติโดยปราศจากข้อมูลที่ครบถ้วนชัดเจนอาจจะถูกหยิบยกไปกล่าวได้ว่าเป็นการลงมติ ที่มิชอบ เพราะว่าสิทธิ
เดี๋ยวท่านมณเฑียรครับ ท่านวิภูแถลงท่านประท้วงครับ ให้เขาอธิบายก่อนนะครับ เชิญท่านมณเฑียรครับ
กรณีเดียวกันนะครับ เมื่อท่านประธาน ได้ขึ้นมานั่งบัลลังก์เมื่อวานนี้ท่านประธานก็ได้ให้มีการลงมติทั้ง ๆ ที่ได้มีการผ่านมาตรา ๑ ไปแล้วก็ไม่ได้ทําให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ตกไปแต่ประการใดครับ ถ้าจะใช้แนวคิดเดียวกัน หลักการเดียวกันก็แสดงว่าตอนนี้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ได้ตกไปแล้ว เพราะว่าท่านประธานได้ให้มีการลงมติในขณะที่ได้มีการพิจารณาเริ่มเข้าสู่การพิจารณา มาตรา ๒ แล้ว เพราะฉะนั้นเมื่อมีการลงมติซ้ําในขณะที่ได้ผ่านไปแล้วก็แสดงว่าจะมีผลต่อ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้หรือไม่ ผมคิดว่ากรณีที่มีการเสนอให้มีการปรึกษาหารือในครั้งนี้ เป็นไปเพื่อความรอบคอบ และเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในเรื่องของการชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ของการพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ครับ ขอบพระคุณมากครับท่านประธาน
ผมขอชี้แจงท่านมณเฑียร นิดเดียวครับ เมื่อวานนี้เรายังไม่เข้าสู่วาระการพิจารณารัฐธรรมนูญนะครับที่เราขอมติ เพราะฉะนั้นญัตติอันนั้นหรือมตินั้นก็ไม่ได้ขัดแล้วไม่ทําให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ตกไปนะครับ เพราะเราเริ่มก่อนที่จะไปพิจารณาวาระที่สองครับ เดี๋ยวให้ท่านประธานสามารถได้ชี้แจง หน่อยเพราะว่าพาดพิง เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม สามารถ แก้วมีชัย ฐานะประธานคณะกรรมาธิการ มี ๒ ประเด็นครับ ประเด็นแรก ต้องกราบขออภัยท่านอาจารย์ตรึงใจ บูรณะสมภพ ที่อาจจะกล่าวว่าท่านไม่ยึดโยง ส.ว. สรรหา ไม่ยึดโยงประชาชนนะครับ ก็เป็นความเข้าใจผิดของผมนะครับ ก็ยินดีถอนว่า ก็เข้าใจว่ายึดโยงอยู่กับกลุ่มอาชีพที่ได้สรรหาท่านมานะครับ
เรื่องที่ ๒ ที่ท่าน ส.ว. เมื่อสักครู่ ท่านได้อภิปรายว่าเกรงว่า ๕๗ ท่านนี้ เหมือนจะถูกปิดปากไม่สามารถจะอภิปรายได้เลย ผมกราบเรียนอย่างนี้ว่าท่านจะอภิปราย ไม่ได้เฉพาะประเด็นที่มีการแปรญัตติขัดหลักการ แต่ถ้าท่านดูในร่างรัฐธรรมนูญที่กรรมาธิการ เสียงข้างมากได้แก้ไขเพิ่มเติมมา มีมาตราสําคัญ ๆ ซึ่งท่านมีสิทธิจะอภิปรายได้ทั้งนั้น ผมยกตัวอย่างเช่น มาตรา ๓ ซึ่งแก้ไขมาตรา ๑๑๒ ว่า ส.ว. จะมีจํานวนเท่าไร จะมาอย่างไร จะเลือกตั้งแบบไหน จะนับคะแนนอย่างไร อย่างนี้กรรมาธิการก็แก้มา ท่านก็พูดได้นะครับ มาตรา ๕ ซึ่งแก้ไขมาตรา ๑๑๕ จะพูดถึงคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครวุฒิสภา อันนี้ก็มีประเด็นที่สําคัญที่อยู่ในที่ถกเถียงสาธารณะทั้งหลาย ท่านก็สามารถจะอภิปรายได้ ตลอดจนถึงมาตรา ๖ มาตรา ๗ ไปจนถึงมาตรา ๑๒ ที่มีท่านสมาชิกอภิปรายเมื่อสักครู่ ก็มีการแก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งท่านก็มีสิทธินะครับในฐานะสมาชิกรัฐสภาที่จะอภิปรายได้อยู่แล้ว ครับท่านประธาน
เมื่อสักครู่ความจริงแล้ว ผมให้คิวท่านคํานูณอยู่นะครับ พอดีมาอีก ๒ คน เพราะฉะนั้นถ้าที่ประชุมไม่ว่านะครับ ถ้าผมจะให้เพิ่มอีกสักคนหนึ่ง ให้ท่านคํานูณอีกสักคนนะครับ ท่านวิภูแถลงนั่งก่อนครับ เดี๋ยวถึงท่าน
(นายคํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภาภาควิชาการ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
เชิญท่านคํานูณครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม คํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เป็นครั้งแรกที่กระผมยืนขึ้นประท้วงในสภาแห่งนี้นะครับ อันที่จริงที่ไม่ยืนขึ้นประท้วงไม่ใช่ เพราะว่าเมื่อยขาหรืออะไรนะครับ แต่ว่าต้องการจะให้เป็นไปตามกฎและตามเจตนารมณ์ กระผมไม่ได้มีเจตนารมณ์ที่จะประท้วง แต่ต้องการหารือพูดคุยเพื่อให้สภาแห่งนี้เดินหน้า ไปได้ แต่ตั้งแต่เมื่อวานจนกระทั่งถึงวันนี้ก็เพิ่งได้พูดนี่ละครับ ท่านประธานครับ อันที่จริง เมื่อวานเราจบการประชุมลงด้วยความหวังที่วันนี้เราจะเดินหน้าไปได้ดีตามสมควรนะครับ และเช้านี้จากคําอภิปรายของคุณหมอชลน่าน เท่าที่กระผมจับใจความได้ ถ้าท่านประธาน จะเดินหน้าตามนั้น หรือว่าหารือสมาชิกว่าจากนี้ไปเราจะเดินหน้าตามนั้น การประชุมก็จะ เดินหน้าไปได้ตามสมควร ท่านประธานครับ ย้อนหลังสักนิดหนึ่งครับ ประเด็นทั้งหมดตั้งแต่ บ่ายวานนี้จนถึงวันนี้ก็คืออยู่ที่ประเด็นที่สมาชิก ๕๗ คนถูกตัดสิทธิโดยการวินิจฉัยของ ประธานกรรมาธิการว่าขัดกับหลักการ แล้วก็นํามาลงมติในชั้นหารือในที่ประชุมร่วมแห่งนี้ ในช่วงรอยต่อของประธาน ๒ คน และในช่วงความวุ่นวายยุ่งเหยิงรอบแรกของสภาแห่งนี้ ท่านประธานครับ ตราบใดที่ยังไม่สามารถจะหาข้อสรุปได้ว่า ๕๗ คนนั้นจะได้สิทธิพูดหรือไม่ ความวุ่นวายก็ยังคงจะเกิดขึ้นต่อไป ท่านประธานอาจจะพูดว่าไม่ต้องห่วง เดี๋ยวถึงมาตรา ๓ ก็ได้พูดแล้ว สมาชิกทั้ง ๕๗ คนนั้นได้พูดแน่ มันเป็นคนละประเด็นกันครับ ท่านประธานครับ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้กรรมาธิการแก้ไขเกือบทุกมาตรา กระผมก็ไม่ได้แปรญัตติและไม่ได้ สงวนไว้ แต่มีสิทธิพูดนั้นแน่นอน แต่นั่นก็เป็นสิทธิประการหนึ่งโดยทั่วไป แต่ที่เพื่อนสมาชิก ๕๗ คนเขาเรียกร้องก็คือว่าสิทธิของเขาในการแปรญัตติแล้วถูกกล่าวว่าขัดหลักการ และจาก การอภิปรายตั้งแต่เมื่อวานจนถึงวันนี้ก็มีประเด็นกว้างขวางไปไกลว่าอาจจะถึงขั้นขัดกับ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ ด้วยซ้ําไป ประเด็นการขัดรัฐธรรมนูญนั้นจะขัดหรือไม่ ในที่สุดก็คง ต้องอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญ ผมเชื่อว่าแต่ละฝ่ายก็ได้อภิปรายแสดงเหตุผลของตัวเองเพื่อบันทึกไว้ เป็นหลักฐานในบันทึกการประชุมในสภาแห่งนี้ว่าได้ทักท้วงไว้แล้ว ทุกฝ่ายตามสมควรแล้ว แต่ประเด็นที่ว่าเราจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร กระผมไม่ได้อยู่ใน ๕๗ คนนั้น แต่กระผมเข้าใจว่า สิ่งที่ ๕๗ คนนั้นเรียกร้องก็คือเขาเรียกร้องสิทธิของเขาในการแปรญัตติ ไม่ใช่เรียกร้องสิทธิ ของเขาในการอภิปรายทั่วไปในมาตราอื่นที่กรรมาธิการแก้ไข ทีนี้เมื่อวานนี้สิ่งที่จบลงไป โดยท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรก็ได้มีข้อเสนอออกมา และวันนี้สิ่งที่สมาชิก อยากได้ยินได้ฟังจากผู้เป็นประธานทั้ง ๒ ท่านก็คือว่าการประชุมตกลงระหว่างวิป ๓ ฝ่าย เป็นอย่างไร หรือท่านประธานทั้ง ๒ ท่านได้มีความพยายามที่จะเชิญสมาชิกที่มีความคิดเห็น แตกต่างกันมาพูดคุยกันแล้วหรือไม่ประการใด และสิ่งที่คุณหมอชลน่าน ศรีแก้ว ขออนุญาต ที่เอ่ยนามนะครับ ท่านก็พยายามหาทางออกว่าการลงมติในชั้นหารือในเมื่อวานนี้ที่ว่า ขัดหลักการ ๕๗ คนนั้น ก็เป็นการลงมติในเชิงหลักการ ในเชิงทั่วไป แต่ว่าเมื่อถึงเวลา อภิปรายแล้วก็น่าจะเปิดให้ทั้ง ๕๗ คนนั้นอภิปรายกันไป และลงมติเป็นกรณี ๆ ไปว่า ขัดหลักการหรือไม่ ถ้าท่านประธานจะเดินตามนี้หรือหารือสมาชิกตามนี้ว่าเราจะเดินไป ตามนี้ต่อไป สมาชิกทั้ง ๕๗ คนนั้นเขาก็จะได้มีหลักประกันว่าเขาจะได้พูด แล้วจากนั้นก็มีการวินิจฉัยเป็นกรณี ๆ ไป หรือจะวินิจฉัยเป็นรายกลุ่ม จะ ๔ กลุ่ม ๕ กลุ่ม ตามแต่ที่จะตกลงกัน ตามที่ท่านผู้นําฝ่ายค้านได้ลุกขึ้นเสนอเมื่อคืนนี้ การประชุมมันก็จะ เดินหน้าไปได้ อย่างน้อยไม่ติดประเด็นปัญหาว่า ๕๗ คนถูกตัดสิทธิ แต่จากนั้นจะไปติด ปัญหาอื่นหรือไม่อย่างไรนั้น กระผมว่าก็ต้องเป็นเรื่องของอนาคต แล้วก็เป็นเรื่องของพี่น้อง ประชาชนจะได้ตัดสินต่อไปว่าความประพฤติของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทุกฝ่ายนั้นใครถูก ใครผิด ใครเหมาะสมไม่เหมาะสมแต่ประการใด ทีนี้พอเปิดประชุมขึ้นมาในวันนี้ท่านประธาน คนที่แล้วท่านก็เดินหน้าไปเลยจะเอา มาตรา ๒ เลยนะครับ สักครู่หนึ่งก็เปลี่ยนประธาน ขึ้นมาใหม่ กระผมเห็นว่าสิ่งที่ผู้เป็นประธานจะต้องทําในวันนี้ก็คือตัดสินไปให้จบว่า ในประเด็น ๕๗ คนนั้น จะเดินต่อไปอย่างไร มีเพื่อนสมาชิกเสนอญัตติขอให้ทบทวนมติ เมื่อวานนี้ ท่านประธานบอกว่าบรรจุไม่ได้ กระผมก็ขอทวงถามในประเด็นที่คุณหมอชลน่าน ศรีแก้ว เสนอเป็นทางออกไว้นั้น ท่านผู้เป็นประธานเห็นว่าอย่างไร เพื่อนสมาชิกเห็นว่า อย่างไร ถ้าตกลงกันได้ในประเด็น ๕๗ คนนี้ อย่างน้อยสภาแห่งนี้ก็จะลดความขัดแย้งลงไป ระดับหนึ่ง ในประเด็น ๕๗ คนที่ถูกตัดสิทธิว่าขัดกับหลักการแล้วก็ไปมีความเห็นแตกต่างกัน ในประเด็นอื่นต่อไป ถ้าท่านประธานเห็นด้วยก็ได้โปรดหารือในประเด็นนี้ ขอบพระคุณครับ
เดี๋ยว ๆ จะหาทางออก นะครับ คุณหมอชลน่านหาทางออก เมื่อสักครู่และพาดพิง เดี๋ยว ๆ ครับ เดี๋ยวผมกําลังจะ มีทางออกแล้ว ผมกําลังจะมีทางออกแล้วนะครับ เชิญคุณหมอชลน่านเลยครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน สมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาต ใช้ข้อบังคับ ข้อ ๔๕ ที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้กรุณากล่าวถึงผม ไม่ได้เสียหายครับ แต่ว่า ประเด็นที่อยากจะเพิ่มเติมในรายละเอียดเท่านั้นเอง เพราะว่าท่านอภิปรายบอกว่า ให้อภิปรายไปแล้วก็มาลงมติ คลาดเคลื่อนจากที่ผมได้นําเรียนกับท่านประธานนิดเดียวครับ ของผมเองในประเด็น ๕๗ ท่าน ผมได้พูดชัดเจนว่าการลงมติตีความข้อบังคับนั่นเป็นเชิง หลักการ ถ้าสมาชิกแปรญัตติขัดหลักการ มติสภาชัดเจนว่าเป็นญัตติที่มันขัดกับหลักการ ทีนี้มาลงรายละเอียดในรายมาตรา ผมก็เสนอว่า ถ้าสมาชิกท่านนั้นได้ขึ้นอภิปราย เหตุที่ ผมใช้ว่าได้ขึ้นอภิปรายเพราะในรายงานได้บรรจุชื่อและรายละเอียดของผู้แปรญัตติและ สงวนความเห็นเอาไว้ หรือสงวนคําแปรญัตติเอาไว้ มีรายชื่อครับ แต่มี คําว่า อนึ่ง ขัดกับ หลักการไหมเท่านั้นเอง ก็ให้สิทธิอภิปราย แต่ถ้อยคําอภิปรายนะครับ ก็ต้องโยงไปถึงมติสภา ในการวินิจฉัย ถ้ามีถ้อยคําที่ขัดหลักการ ก็เป็นอํานาจท่านประธานหรือที่ประชุมแห่งนี้จะให้ ผู้นั้นไม่อภิปรายในประเด็นนั้นได้ เพราะสภาได้วินิจฉัยแล้ว ส่วนประเด็นอื่นก็อภิปรายไปได้ นั่นคือประเด็นของผมนะครับ ไม่จําเป็นต้องมาลงมติว่าจะเห็นชอบกับประเด็นที่เขาอภิปราย ขัดหลักการหรือไม่ คล้าย ๆ กันครับ ใกล้เคียงกัน แต่ว่าขอเติมในประเด็นนี้เท่านั้นเองครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ
เดี๋ยวนะครับ ท่านวิภูแถลง เดี๋ยวก่อนนะครับ ท่านธนาผมคิดว่าหลายรอบแล้วนะครับ เอาสั้น ๆ เอาท่านธนาก่อน
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมมี ๒ ประเด็นครับท่านประธาน ผมได้รับข่าวว่าผลการถกวิป ๓ ฝ่าย ให้ ๕๗ คนอภิปราย หากวันนี้ไม่จบถกต่อสัปดาห์หน้า แล้วผมก็ได้รับแจ้งจากวิป ฝ่ายค้านว่าให้ทุกท่านได้เตรียมตัวอภิปราย แต่พอฟังคําชี้แจงในที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้ ท่านประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญก็ยังยืนยันว่าไม่ให้อภิปราย ๕๗ คน เพราะขัดหลักการ ท่านชลน่านก็ลุกขึ้นมาว่าให้อภิปรายได้ แต่ขัดหลักการเมื่อไรก็ไม่ให้อภิปราย ผมเรียน ท่านประธานครับ ความจริงวันนี้ท่านประธานก็จะเห็นว่าบรรยากาศมันก็จะเริ่มดีแล้ว ทุกคน ก็พยายามที่จะให้การประชุมเดินหน้าได้ถ้าท่านประธานให้ ๕๗ คนอภิปรายแล้วยัง ตั้งข้อแม้ว่าขัดหลักการเมื่อไรก็จะไม่ให้อภิปราย ผมเตือนท่านประธานเลยครับจะยุ่งกว่า ในขณะนี้ด้วยซ้ําไป เพราะคําวินิจฉัยนี้มันก็จะเป็นที่เคลือบแคลงของท่านสมาชิก ความจริง ถ้าให้ท่านทั้ง ๕๗ ท่านอภิปราย ผมเชื่อว่าอาจจะมีคนใช้สิทธิไม่ถึง แล้วเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ รัฐธรรมนูญให้การรับรองไว้ ผมขออนุญาตท่านประธานว่าสับสนมา ๒ วันแล้ว ประธาน แต่ละท่านก็วินิจฉัยต่างกัน ข่าวสารที่ได้รับก็ต่างกัน เปลี่ยนไป ๕ นาทีก็เปลี่ยนไปอีกเรื่องหนึ่ง เพราะฉะนั้นในประเด็นแรกก็คือว่าตกลงจะเอาอย่างไร
ประเด็นที่ ๒ สิ่งที่ท่านสมาชิกวุฒิสภาเสนอ เขาเรียกว่า การขอทบทวนมติ ที่ประชุม ทําได้ครับ ไม่ได้เป็นการเสนอเรื่องอื่นขึ้นมาพิจารณา ไม่ทําให้ญัตติตกไป แต่ท่านครับ รัฐธรรมนูญมันมีความศักดิ์สิทธิ์ของมัน แม้แต่ร่างประกอบรัฐธรรมนูญ กฎหมายก็เขียนว่า ถ้าหยิบยกเรื่องอื่นมาก็ไม่ตกครับ เพราะฉะนั้นไม่ต้องห่วงรัฐธรรมนูญครับ รัฐธรรมนูญเขามีความหนักแน่นของเขาอยู่แล้ว อะไรก็กระทบเขาไม่ได้ ไม่ตก ไม่กระทบ และสิ่งที่ท่านสมาชิกวุฒิสภาเสนอก็คือ การทบทวนมติว่าที่ประชุมจะอนุญาตไหมที่จะให้ ทบทวนมติว่าให้กลับไปพิจารณาในมาตรา ๑ ใหม่เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นในประเด็นที่ผม กราบเรียนท่านประธาน ๒ ประเด็น ผมขอคําชัดเจนอีกครั้งครับว่าที่ตกลงไปคุยกันมานี่ ท่านไม่ยึดหลักการที่คุยกันแล้วอีกอย่างนั้นใช่ไหม ขอบคุณครับ
เดี๋ยวท่านวัชระ เดี๋ยวให้ ท่านวิภูแถลงก่อน เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม วิภูแถลง พัฒนภูมิไท ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ผมใช้สิทธิลุกขึ้นมาประท้วง ๒ ปีไม่เคยใช้สิทธินี้เลยครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอประท้วงท่านประธานตามข้อ ๕ ถึงแม้จะเห็นใจท่านสักเพียงใดก็ตาม แต่ผมขออนุญาตใช้สิทธิประท้วงท่านครับ ไม่สามารถ ที่จะดําเนินการประชุมให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยได้ ยิ่งมืดเท่าไรผมก็ยังหวังเล็ก ๆ อยู่ว่า มันจะยิ่งใกล้สว่างเท่านั้นครับท่านประธาน คือการแก้ปัญหาในขณะนี้มันเกาไม่ถูกที่คัน ปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมันเป็นแต่เพียงปลายน้ําเท่านั้นเองท่านประธาน มันไม่ใช่ ต้นทางของปัญหา ฉะนั้นผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าต้นทางของปัญหาที่ ไม่สามารถดําเนินการประชุมให้เป็นไปด้วย มันมีธาตุแท้ของบุคคลบางคนที่ไม่ประสงค์จะให้ การพิจารณาการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ฉะนั้นท่านครับ ให้แก้ปัญหาที่ต้นทาง
ท่านวิภูแถลงอย่างนี้ เดี๋ยวมีประท้วง ท่านนั่งลงเถอะครับ ไม่ต้อง เพราะผมวินิจฉัยแล้ว ผมบอกให้ท่านหยุด ท่านวิภูแถลงนั่งลงเถอะครับ ผมกําลังจะวินิจฉัยแล้ว ผมกําลังจะรอมชอมกับที่ประชุมแห่งนี้ ฟังผมครับ ผมจะรอมชอมดู เพื่อให้การทํางาน ทุกท่านนั่งลงได้เลยครับ และท่านฟังผมก่อน ท่านไม่ต้องยกมือ คืออย่างนี้ขณะนี้เราพิจารณาเรื่องของมาตรา ๑ ผ่านไปเรียบร้อยแล้ว แล้วที่ประธานหารือเรื่องของการผิดต่อหลักการ ๕๗ ท่านนั้นที่ประชุมลงมติไปแล้ว และท่านสมาชิกก็ประสงค์จะอภิปราย อย่างนี้ได้ไหมครับ ในมาตรา ๑ เนื่องจากว่ามันผ่านไปแล้ว หลักกฎหมายนี่ก็คือพิจารณาไปแล้ว เราก็จะไม่พูดถึงแล้ว เรามาพูดถึงในมาตรา ๒ ท่านที่ได้ ขอสงวนคําแปรญัตติไว้ซึ่งผิดต่อหลักการนั้น ถ้าผมจะอนุญาตให้ท่านพูดตั้งแต่มาตรา ๒ ไป ขออย่างนี้นะครับ ขอเวลาคนที่อภิปราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ขัดหลักการนั้น ขอเวลาทุกท่าน ถ้าจะจํากัดเวลาสักคนละ ๔-๕ นาทีท่านจะได้ไหมครับ ผมจะให้ท่านอภิปรายในวาระที่สอง เลยนะครับ
(นายสุรเชษฐ์ แวอาแซ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส ได้ยืน และยกมือขึ้น)
ท่านสุรเชษฐ์ เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม สุรเชษฐ์ แวอาแซ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดนราธิวาส ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมขอประท้วงผู้ที่ประท้วงเมื่อสักครู่นี้ แล้วก็ขอให้ประธาน วินิจฉัยแล้วก็ให้ถอนคําพูดคําที่ว่า
ผมให้เขาหยุดแล้ว
ไม่ใช่หยุดครับ ต้องถอน
ขอเถอะครับ ถอนเถอะ บรรยากาศกําลังดีอยู่แล้วครับ
ต้องถอนครับ ท่านประธาน
ท่านวิภูแถลงครับ คือการอภิปรายหรือการทักท้วงขอความกรุณาเถอะครับ ขอให้ถือปฏิบัติตามข้อบังคับ ข้อ ๔๕ โดยเคร่งครัด ท่านอย่าทําอะไรที่บรรยากาศเสียนะครับ ไม่อย่างนั้นต่อไปผมไม่ให้ ท่านพูดนะครับ เดี๋ยวให้ท่านสุรเชษฐ์พูดก่อนครับ
ต้องถอน สิครับ ที่ว่ามีอะไรในใจของคนบางกลุ่ม
เอาอย่างนี้ง่าย ๆ ครับ มันไม่มีสาระเลย ท่านวิภูแถลงครับ ถอนคําพูดว่ามีอะไรในใจของคนบางกลุ่ม ถอนไปเถอะ
คําว่า มีในใจของคนบางกลุ่มเป็นกลุ่มของเขาอย่างนั้นหรือครับที่ให้ผมถอน ผมไม่ได้เอ่ยชื่อ นายดํา นายแดง แต่ผมเห็นว่ามีคนบางกลุ่มที่ไม่ประสงค์ให้พิจารณาได้ ถ้าคนบางกลุ่มหมายถึง ส.ว. อย่างนั้นหรือครับ
ท่านวิภูแถลงท่านกรุณานั่ง เถอะครับ ผมกําลังจะเดินหน้าต่อนะครับ ถ้าท่านไม่ถอน ผมสั่งให้ถอนออกจากรายงาน การประชุม ผมขอใช้สิทธิ เอาอย่างนี้ ท่านสุรเชษฐ์ท่านนั่งเถอะครับ ผมบอกให้ถอนในบันทึก การประชุม ผมขอดําเนินการ ถ้าอย่างนี้ท่านจะมีความเห็นอย่างไร ท่านสมชายครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เดิมว่าจะประท้วง ท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๕ แต่ว่าก็ขออนุญาต ถ้าท่านประธานอนุญาตให้ผมแสดง ความเห็น ผมก็จะกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ
ประการแรก มีการประชุมวิป ๓ ฝ่ายแล้วจริงหรือไม่ ปัญหาคือว่ามีข่าวสาร ออกมาจากเอสเอ็มเอส (SMS) ทุกสํานักข่าว ผมอยากให้ท่านรองประธานเจริญที่เป็นตัวแทน ไปประชุมหรือประธานวิปของรัฐบาลมาชี้แจงให้ชัดเจนเพื่อให้เกิดความชัดเจนว่าสิ่งที่วิป ๓ ฝ่าย ตกลงกันอย่างไร เพราะประเด็นจะมาบอกว่าผ่านไปแล้ว ไม่ผ่านไปเลย เมื่อมันผิดกฎหมาย ผิดรัฐธรรมนูญท่านก็ต้องย้อนครับ มติสภาเป็นที่สุดครับ อะไรที่ลงไป ไม่ใช่วาระหนึ่ง แต่มัน ลงไปเพราะว่าท่านตีความเอาเองว่าเป็นข้อบังคับที่ผิด เราก็เห็นว่าอันนี้ไม่ขัดกับข้อบังคับ ไม่ขัดหลักการ รวมถึงเรายังเห็นอีกครับว่ากรรมาธิการก็แก้เกินหลักการตั้งหลายประเด็น เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้มันเป็นเรื่องหนึ่งต้องชี้แจง
ประการที่ ๒ ท่านบอกว่าจะให้ ส.ส. ส.ว. ๕๗ คน อภิปรายกลม ๆ ไป ผมคิดว่า เรื่องนี้ไม่ถูกครับท่านประธาน กลับมาทําให้ถูกต้อง เรื่องที่ท่านลงมติไปแล้ว เมื่อมันไม่ถูก ก็กลับมาเดินเสีย ก็คือ ๕๗ คนไม่ถูกตัดสิทธิ ถ้าเป็นอย่างนี้ท่านประธานครับ เราเดินต่อ ไม่ได้แล้วก็ขออีกนิดครับท่านประธาน เมื่อวานนี้ก่อนท่านประธานจะลงจากบัลลังก์ไป แล้วท่านประธานสมศักดิ์มาใช้มติมัดมือชก ผมได้เคยอ่านข่าวที่ท่านประธานทราบแล้วว่า มีบุคคลภายนอก ไม่เอ่ยนามแล้วนะครับ อดีตนายกรัฐมนตรีบอกว่าให้อภิปรายคนละไม่เกิน ๕-๑๐ นาที ท่านประธานกําลังเอาอันเดิมมาใช้อีกแล้ว และไม่ควรให้ ส.ส. ส.ว. ๕๗ คน ที่สงวนคําแปรญัตติขัดต่อหลักการรัฐธรรมนูญลุกขึ้นอภิปรายด้วย ท่านประธานทําตาม อาณัติของคนนอกสภา ที่ผมเรียนอย่างนี้เพื่อท่านประธานกําลังจะถามว่าถ้าเราจะอภิปราย จะมาจํากัดเวลาได้ไหม ผมรู้โผท่านประธานอยู่แล้ว ก็เลยขออนุญาตว่าอย่าทําอย่างนั้นเลย เราใช้สิทธิรัฐธรรมนูญในการแก้รัฐธรรมนูญ เราเดินไปตามมาตรา ๒๙๑ เท่านั้นเองครับ ท่านประธาน เรื่องนี้ก็เดินต่อไป จะใช้เวลา ๕ วัน ๗ วัน ผมว่าทันครับท่านประธาน วันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๕๗ อย่างไรก็ทัน ท่านประธานลงแน่ ๆ ครับ ขอบคุณครับ
เดี๋ยวผมให้ท่านจุรินทร์ เพราะเมื่อเช้าท่านได้ประชุม เชิญท่านจุรินทร์ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตท่านประธานสั้น ๆ นะครับที่จะทําความเข้าใจถึงประเด็นที่เพื่อนสมาชิก พรรครัฐบาลท่านหนึ่งก่อนหน้านี้ที่ได้ลุกขึ้นแสดงความเห็นประเด็นที่กระผมเข้าใจว่า คงพาดพิงถึงการปฏิบัติหน้าที่ของพวกกระผม โดยเฉพาะในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ประเด็นที่ท่านได้อภิปรายทํานองว่ามีคนบางกลุ่มไม่ต้องการให้การแก้รัฐธรรมนูญเป็นไปด้วย ความเรียบร้อย ขออนุญาตชี้แจงทําความเข้าใจว่า สําหรับพวกกระผมนี่ ผมเรียนยืนยัน กับท่านประธานตรงนี้เลยครับว่า พวกกระผมไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็น ที่เรากําลังถกอยู่ ที่ไม่เห็นด้วย พวกกระผมมีเหตุผลครับ ที่ไม่เห็นด้วยเหตุผลอย่างน้อยที่สุด
ประการที่ ๒ พวกกระผมเชื่อว่าเรื่องนี้มีการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กัน ฝ่ายหนึ่งจะได้ยึดวุฒิสภา อีกฝ่ายหนึ่งจะได้ต่ออายุในการลงสมัครรับเลือกตั้งอีกครั้งหนึ่ง เพราะรัฐธรรมนูญปัจจุบันไม่เปิดโอกาสให้ลงสมัครซ้ํา และอีกฝ่ายหนึ่งบุพการีลูกหลานบ้านเครือ ก็จะสามารถส่งลงสมัครสมาชิกวุฒิสภาในอนาคตได้ ถ้าการแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านรัฐสภา
ท่านจุรินทร์ครับ
ตรงนี้จึงเป็นเหตุผลที่พวกกระผมไม่เห็นด้วย แต่ไม่ได้แปลว่าเมื่อพวกประท้วงไม่เห็นด้วย พวกกระผมจะมีความประสงค์ที่จะทําให้การพิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญในรัฐสภานี้ เป็นไปด้วยความไม่เรียบร้อยด้วย ไม่ใช่เลยครับ ท่านประธานคงเห็นว่าเมื่อวานที่มีประเด็น ปัญหาเกิดขึ้น หัวใจสําคัญอยู่ที่การปฏิบัติหน้าที่ของท่านประธานที่ ๒ คนใช้ ๒ มาตรฐาน ท่านประธานนิคมอนุญาตให้ ๕๗ ท่าน ที่เรากําลังถกกันอยู่เดี๋ยวนี้ ที่เขาสงวนคําแปรญัตติไว้ สามารถแสดงความเห็นได้ แต่พอท่านประธานสมศักดิ์ขึ้นมาท่านกลับไม่อนุญาตบอกให้พูด ได้แค่ ๒ คน แล้วก็รวบรัดลงมติ ตรงนี้จึงเป็นที่มาของปมปัญหา และมันก็ยืดเยื้อมา จนกระทั่งถึงขณะนี้ที่พวกเราพยายามที่จะขอให้ ๕๗ ท่านได้ใช้สิทธิ สมาชิกวุฒิสภา จํานวนหนึ่งเมื่อสักครู่ ท่านก็เสนอว่าท่านควรได้รับสิทธิ เพราะท่านย่อมมีสิทธิตามรัฐธรรมนูญ และข้อบังคับ ในฐานะผู้ที่สงวนคําแปรญัตติไว้ หรือผู้สงวนความเห็น หรือแม้แต่เป็น สมาชิกปกติไม่ได้แปรญัตติและสงวนความเห็น ถ้ามาตรานั้นมีการแก้ไข ท่านก็ควรได้รับสิทธิ อันนี้ ตรงนี้จึงเป็นประเด็น ถ้าท่านประธานเปิดโอกาสให้ดําเนินการได้ในลักษณะนี้ ผมคิดว่า ประเด็นปัญหาที่มันจะบานปลายก็จะไม่เกิดขึ้น และเท่ากับพิทักษ์สิทธิการปฏิบัติหน้าที่ของ สมาชิกรัฐสภาโดยชอบตามรัฐธรรมนูญและข้อบังคับ ส่วนการที่ท่านจะไปวินิจฉัยตัดสิทธิเขา ๕๗ คนนั้น ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่อาจจะมีปัญหาในเรื่องของข้อบังคับ และรัฐธรรมนูญต่อไป ในอนาคต และเมื่อเช้าถ้าหากว่าตัวแทนของฝ่ายรัฐบาลไปพบกระผมแล้ว กลับมาไม่ปฏิบัติ ตามสิ่งที่ได้คุยกันไว้ ไปพบผมทําไมครับ การประชุมวิป ๓ ฝ่าย ตั้งแต่วาระที่หนึ่งประชุมแล้ว ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง ตกให้ฝ่ายค้านอภิปราย ๑๕ ชั่วโมง พูดได้ ๑๐ ชั่วโมง ๑๘ นาที แล้วก็ปิดการอภิปราย ถ้าอย่างนั้นไปประชุมกันเพื่ออะไรครับ นี่ก็คือสิ่งที่อยากตั้งคําถาม เพราะฉะนั้นอยากให้ทุกฝ่ายได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและข้อบังคับเท่านั้นครับ พวกกระผมไม่เรียกร้องอะไรเกินเลยไปกว่านี้เลย ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ
ผมว่าอย่างนี้ครับ คือผมว่า ผมจะไม่พูดนะครับ ในฐานะที่เป็นประธานวิป ๓ ฝ่าย ผมยังจําได้นะครับ ที่เราตกลงกันว่า เราจะอภิปรายกัน ๓ วัน โดยแบ่งสัดส่วนตามชั่วโมง ก็คือ ส.ว. ๘ ชั่วโมง พรรคประชาธิปัตย์ ๑๑ ชั่วโมง พรรคเพื่อไทย ๑๕ ชั่วโมง อันนี้เป็นหลักการที่ผมยังยืนยันนะครับ แต่อยู่ ๆ ออกมากลายเป็น ๑๕ ชั่วโมงไปได้อย่างไรผมไม่ทราบนะครับ แล้วเราก็ทําหน้าที่อันนั้น คือ ๓ ชั่วโมง เพราะฉะนั้นวันนั้นที่มีผู้ที่เสนอปิดประชุมนั้น เพราะว่าเราครบ ๓ วัน ตรงนี้ ผมขอได้พูด เพราะว่าผมเป็นประธานเองนะครับ เอาอย่างนี้ท่านก็ไม่ต้องประท้วงครับ เมื่อเช้านี้ท่านได้คุยกับท่านจุรินทร์ไหมเมื่อเช้า ท่านอํานวยหรือท่านสุรชัย เดี๋ยวครับ ผมจะ เอาให้ต่อเนื่องกับท่านสุรชัย เมื่อเช้าได้ไปคุยว่าอย่างไรครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายสุรชัย ชัยตระกูลทอง สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดชลบุรี ในฐานะเลขานุการ วิปวุฒิสภา และกรรมการวิป ๓ ฝ่าย ผมเองนั้นก็อยากจะกราบเรียนในที่ประชุมให้ได้ทราบ ถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผมเองนั้นได้เข้าร่วมประชุมหารือวิป ๓ ฝ่ายนะครับ แต่ไม่ได้เป็น การประชุมที่มีการเชิญอย่างเป็นทางการ ก็สืบเนื่องจากเมื่อวานนี้ก่อนจะมีการพัก การประชุมนั้น ก็มีท่านเจริญ จรรย์โกมล ท่านรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ได้เสนอ ต่อที่ประชุมว่าได้รับการประสานจากท่านเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ในขณะที่ประชุมนั้น ในสถานการณ์ที่ไม่ได้ดีเลย เราก็จึงหารือกันว่าจะพักการประชุม แล้วท่านเจริญเองนั้นท่านก็ อาสาว่าท่านจะทําหน้าที่โดยการประสานทุกฝ่ายเข้ามาหารือกัน เพื่อให้การประชุมในวันนี้ สามารถเดินหน้าไปด้วยดีนะครับ ผมเองนั้นก็ได้ถูกโทรศัพท์มาเชิญเข้าร่วมหารือในฐานะ ที่เป็นเลขานุการวิปวุฒิสภา แล้วก็เป็นกรรมการวิป ๓ ฝ่ายด้วยนะครับ ผมเองก็ได้พูดคุย ในที่ประชุมกัน ในที่ประชุมนั้นเองท่านเจริญท่านก็ให้ความเห็นว่าเราควรจะรอมชอมกัน แล้วก็ทําให้การประชุมนั้นดําเนินการไปด้วยดีเพื่อภาพลักษณ์ของรัฐสภาของเรา ก็โดย ให้ความเห็นว่าสิ่งที่เราประชุมกันเมื่อวานนี้เราคงจะไม่ขอยกกลับมาพูดกันอีก เราคงจะขอ เดินหน้าไปในมาตรา ๒ เลยนะครับ แล้วในรายละเอียดที่ผมเองนั้นก็ได้เสนอในที่ประชุม ในวิป ๓ ฝ่ายที่หารือกันนะครับว่า เหตุการณ์ที่ผมได้สังเกตการณ์เมื่อวานนี้มันไม่สามารถ ดําเนินการประชุมได้
ประการแรก ก็คือการตัดสิทธิ ๕๗ ท่าน ที่เรากําลังถกอยู่ในเช้าวันนี้ ผมเองก็ได้เรียนว่าตามที่เมื่อวานนี้เองนั้นท่านประธานคณะกรรมาธิการก็ดี ผมเองก็ได้อ่าน ข้อบังคับก็ดี มาตราในรัฐธรรมนูญก็ดี ซึ่งเห็นว่าตรงนั้นค่อนข้างจะถูกต้องในมุมมองของผม และในการดําเนินการประชุมเมื่อวานนี้ก็มีการลงมติไปเรียบร้อยแล้ว ก็ทําความเห็นว่า ใน ๕๗ ท่านนั้นถูกตัดสิทธิขอให้ยอมรับ แต่สิทธิของท่านนั้นยังมีอยู่เหมือนเดิมก็คือว่า ในมาตราที่กรรมาธิการขอแก้ไขนั้นท่านมีสิทธิที่จะขออภิปรายตามประเด็นตามมาตรานั้นได้ อันนี้สิทธิยังคงมีอยู่ เราก็ได้คุยในประเด็นนี้ แล้ววิธีการผมเองก็ขอร้องว่าทุกครั้งเราประชุม ร่วมกันในรัฐสภานี้ ไม่ว่าจะฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน และวุฒิสภา ในรายชื่อที่ไม่ถูกบรรจุไว้ ในกรรมาธิการขอสงวนความเห็นหรือผู้แปรญัตตินั้น เราก็จะส่งชื่อไปให้ท่านประธาน เพื่อให้ ท่านประธานนั้นได้ลําดับฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน และวุฒิสภาสลับกันอภิปรายไป ก็เพื่อจะทํา ให้การประชุมนั้นดําเนินการไปได้อย่างราบรื่น อันนี้ในที่ประชุมก็ได้รับฟังความเห็น ก็บอกว่าจะมาช่วยกันทําให้การประชุมตรงนี้ดําเนินการไปได้
ประการที่ ๒ ที่ท่านเจริญได้บอกว่าอย่าพูดถึงอีกก็คือว่าเมื่อวานนี้มันก็ มีเหตุการณ์ที่ชุลมุนวุ่นวายในรัฐสภาในห้องประชุมแห่งนี้ ซึ่งมีทั้งตํารวจอะไรต่าง ๆ นานา ก็ถือว่าเอาละเราจะไม่พูดกันต่อไปนะครับ
ประการที่ ๓ ก็คือว่าเมื่อท่านประธานเองขอร้องหรือเรียกให้ผู้อภิปรายหรือ ผู้แปรญัตตินั้นได้พูด ก็ขอให้ผู้นั้นได้พูด เพราะสภาพเมื่อวานนี้เองเรามีการประท้วง แต่การประท้วงในรูปแบบในรัฐสภาแห่งนี้มันปรับเปลี่ยนไปครับ คือมีการประท้วงกันเอง พอประท้วงกันเองก็เลยไม่รู้จะดําเนินการประชุมอย่างไร ท่านประธานก็คงจะต้องลําบาก ผมเองก็ได้เสนอว่าเมื่อถึงคิวท่านพูดท่านก็ต้องอภิปรายไปในประเด็น ในมาตราที่กําลัง แปรญัตติกันอยู่นะครับ ตรงนี้ก็ได้หารือกันทั้ง ๓ ประเด็นนี้ ที่ประชุมทั้ง ๓ ฝ่าย ได้หารือกัน ว่าจะไปพูดคุยในส่วนของตนเองนั้นเพื่อให้การประชุมวันนี้เดินหน้าไปด้วยดี แต่สิ่งหนึ่งที่ผม อยากจะกราบเรียนในที่ประชุมแห่งนี้นะครับว่า ผมเองเป็นวิป ผมรู้บทบาทความเป็นวิปดี ถ้าวิปนั้นไม่มีความสําคัญต่อการประชุมสภาก็ดี ไม่มีความสําคัญต่อพรรคการเมืองก็ดี ผมคิดว่าโครงสร้างการเมืองการปกครองคงไม่มีวิปแน่นอน ฉะนั้นวันนี้วิปจะต้องทํางานครับ ต้องเสียสละครับ ที่จะต้องเห็นประโยชน์กับประเทศชาติและประชาชนเป็นที่ตั้งมากกว่า ประโยชน์ส่วนตน ฉะนั้นการดําเนินการทั้งหลายในสภาแห่งนี้ต้องอาศัยวิป ผมเลยเรียกร้อง ว่าเราคงจะต้องประชุมกันบ่อย ๆ ด้วย ถึงแม้การประชุมนั้นอาจจะไม่สามารถเกิดขึ้น อย่างเป็นทางการ ก็อาจจะให้ท่านเจริญ จรรย์โกมล ในฐานะที่ท่านเองเป็นผู้ที่ริเริ่ม รวมทั้ง ท่านเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์เองทั้ง ๒ ท่านนี้ให้เป็นแกน แล้วให้วิปทั้ง ๓ ฝ่ายมาหารือกัน เมื่อเกิดข้อโต้แย้งในที่ประชุมแห่งนี้ จึงขอเรียนให้ที่ประชุมได้ทราบดังนี้ครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่านจุรินทร์อีกทีหนึ่ง นะครับ
ขอบคุณครับ เอาละครับ ผมสรุปนะครับ อย่างนี้แล้วกันนะครับ ท่านปรีชาพลท่านมีอะไรครับ ผมจะสรุปแล้วจะ เดินหน้าต่อแล้วครับ เชิญท่านปรีชาพลครับ
ครับ ถ้าอย่างนี้ก็คือผมให้ ท่านประธานวิปรัฐบาลได้พูดหน่อยนะครับ
กระผม นายอํานวย คลังผา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี พรรคเพื่อไทย ในฐานะวิปรัฐบาล จากการหารือ ตั้งแต่ที่ท่านประธานวิปฝ่ายค้านได้พูดนั้นนะครับ ก็ถือว่าเป็นการตกลงเบื้องต้นนะครับ จริงตามที่ท่านประธานวิปฝ่ายค้านพูด ซึ่งวันนั้นผมก็ไม่คิดว่าจะมีเหตุการณ์เกิดขึ้นนะครับ ผมได้ตกลงว่าให้ทางฝ่ายค้าน ๑๕ ชั่วโมง แล้วรัฐบาล ๑๕ ชั่วโมง และ ส.ว. ๘ ชั่วโมง จริงครับเรื่องนี้ แต่ท้ายสุดวันนั้นก็มีเหตุการณ์เกิดขึ้นในรัฐสภาโดยท่านสมาชิกวุฒิสภา ได้เสนอปิดประชุม ทําให้การตกลงนั้นวันนั้นคลาดเคลื่อนไป ดังนั้นสําหรับตรงนี้ผมต้องกราบ ขออภัยท่านผู้นําฝ่ายค้าน ซึ่งผมไม่สามารถปฏิบัติได้ในวันนั้น นี่เรื่องที่ ๑
เรื่องที่ ๒ สําหรับวันนี้ก็เป็นการพูดคุยกันซึ่งมีท่าน ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านเจริญ จรรย์โกมล นะครับ รองประธานได้ทําหน้าที่เป็นคนกลางคนหนึ่ง แล้วก็มี ท่านเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ และก็มีผม มีท่านชวลิต มีท่านผู้นําฝ่ายค้าน และท่านประเสริฐ ที่ได้ร่วมพูดคุยกัน มีท่าน ส.ว. อยู่ด้วย เบื้องต้นก็มีข้อสรุปดังนี้นะครับ ท่านประธานที่เคารพ ว่าวันนี้เราจะไม่พูดถึงเรื่องในอดีตตั้งแต่เมื่อวานนี้ที่ผ่านมาทั้งหมดจะไม่พูดถึงและวันนี้เราจะ เริ่มต้นในสิ่งที่ดีเพื่อให้งานในสภาของเราเดินไปได้ นี่คือประเด็นที่ ๒
ในส่วนประเด็นที่ ๓ นั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่สงวนคําแปรญัตติที่ ๑๕ ท่าน ที่ขัดหลักการซึ่งไม่สามารถที่จะอภิปรายได้นั้น แต่เราจะให้ร่างมาตราที่มีการแก้ไขสามารถ อภิปรายได้ นี่คือเป็นข้อตกลงส่วนหนึ่งที่เราได้พูดคุยกัน ดังนั้นก็อยู่ในดุลยพินิจของ ท่านประธานที่จะให้ผู้อภิปรายจํานวน ๕๗ ท่านนั้น อภิปรายบางมาตราที่มีการแก้ไข ส่วนร่างมาตราที่ไม่มีการแก้ไขไม่สามารถที่จะอภิปรายได้นะครับ ตรงนี้ก็เป็นข้อตกลง ส่วนหนึ่งที่ในช่วงเช้า จึงกราบเรียนให้ท่านประธานและท่านผู้ทรงเกียรติได้รับทราบเบื้องต้น ขอบคุณครับ
เอาท่านสมชายก่อนครับ เดี๋ยว ๆ ท่านมณเฑียรท่านประท้วง ท่านยืนมานานแล้วครับ ให้เกียรติท่านมณเฑียร หน่อยครับ เชิญครับ
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภาจากการสรรหาภาคอื่น ในฐานะ สมาชิกรัฐสภาครับ ผมได้เสนอญัตติขอให้มีการทบทวนมติเมื่อวานนี้นะครับ ท่านประธาน จะอนุญาตให้ผมได้ชี้แจงเหตุผลไหมครับ
ท่านมณเฑียรครับ ผมคงอนุญาตท่านมณเฑียรได้เสนอญัตติหรือว่าอะไรที่มันทําให้กระบวนการในการพิจารณานั้น มันถูกยกเลิกไปหรือว่าไปโดยผลของข้อบังคับประชุมไม่ได้หรอกครับ ท่านผมอนุญาตไม่ได้ นะครับ ท่านมณเฑียรครับ
ท่านประธานครับ มิได้ครับ การทบทวนมตินั้นไม่เป็นผลทําให้ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้เป็นผลให้มี การแปรต้องยกเลิกนะครับ ท่านประธานครับ
คืออย่างนี้ครับ ท่านมณเฑียรขออนุญาตนะครับ คือระหว่างที่เราพิจารณาญัตติใดญัตติหนึ่งคือห้ามเสนอ ญัตติที่มีลักษณะเดียวกันขึ้นมาซ้อนกันนะครับ ถ้าซ้อนกันปั๊บทําให้ญัตติแรกนั้นตกไป ท่านกําลังจะบอกว่าขณะนี้เรากําลังพิจารณาเรื่องญัตติของการแก้รัฐธรรมนูญ วาระที่สอง แต่ท่านเสนอมาชี้แจงขอให้มีการทบทวนเรื่องของมติที่ลงไปเมื่อวานนี้ มันก็เป็นการซ้อน นะครับ ซ้อนกับมติซึ่งผมอนุญาตไม่ได้ด้วยความเคารพ ท่านมณเฑียรครับ ขอความกรุณา เถอะครับ
ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพนะครับ ผมไม่ทราบว่าท่านทั้งหลายที่ฟังคําชี้แจงของ ขอประทานโทษที่ต้อง เอ่ยนามนะครับ ท่านอํานวยซึ่งเป็นประธานวิปรัฐบาล แล้วก็ทางผู้ประสานงานของวิป วุฒิสภาเมื่อสักครู่นะครับ ท่านได้รายงานต่อที่ประชุมว่าสําหรับ ๕๗ ท่าน ซึ่งผมไม่ได้เป็น ๑ ใน ๕๗ คนนะครับ ผมไม่ได้มีส่วนได้เสียนะครับ ๕๗ ท่านนี้กรณีที่กรรมาธิการมีการแก้ไข ก็สามารถอภิปรายได้ ผมว่าไม่ได้เป็นเรื่องอะไรใหม่นะครับ เป็นสิทธิที่สมาชิกรัฐสภา ทุกท่านมีอยู่แล้วไม่ได้เกี่ยวอะไรกับการถูกตัดสิทธิ เนื่องจากการขอแปรญัตติที่ท่านบอกว่า เป็นการขัดหลักการแต่ประการใด เพราะฉะนั้นผมก็ยังเชื่อว่าจะไม่ทําให้การดําเนินการ ประชุมนั้นเป็นไปด้วยความสงบครับ เพราะว่ายังไม่ได้มีการแก้ปัญหาเรื่องสิทธิของบุคคล ดังกล่าวนะครับ เพราะว่าสิทธิในการอภิปรายตามร่างที่คณะกรรมาธิการมีการแก้ไขนั้น ทุกคนมีอยู่แล้วครับท่านประธาน ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ครับ ขอบพระคุณมากครับ
อย่างนี้ที่ผมจะหารือ ที่ประชุมนะครับ เพราะเนื่องจากว่าผมต้องการอยากจะรอมชอม และต้องการให้เดินหน้า ไปได้ หมายความว่าผมกําลังจะบอกว่าผมจะเริ่มที่มาตรา ๒ แล้วท่านใดที่ขอแปรญัตติไว้ ทุกท่าน ผมก็จะให้อภิปราย แต่ขอความกรุณาอภิปรายในประเด็นที่มีการแก้ไขเท่านั้นครับ ประเด็นที่มีการแก้ไขหรือประเด็นที่ท่านเสนอไว้ ที่ขอแปรญัตติไว้ ส่วนท่านที่บอกว่าที่ไป ขัดต่อท่านกรุณางดเว้น ถ้าผมทําอย่างนี้ได้แต่ละคนใช้เวลาไม่กี่นาทีหรอกครับ ไม่กี่นาที จริง ๆ นะครับ ได้ไหมครับ ผมเริ่มไปที่มาตรา ๒ แล้วผมจะให้ทุกคนอภิปรายได้หมด เฉพาะประเด็นที่ขอแปรญัตติไว้ หรือประเด็นที่มีความเห็นต่างนะครับ ถ้าอย่างนี้ แล้วไม่ต้องมี การประท้วงนะครับ อย่างนี้มันก็เดินหน้าไปได้ ผมว่าคนหนึ่งใช้เวลาสักนาที ๒ นาที อย่างมาก ก็ไม่เกิน ๕ นาทีนะครับ ท่านสมชายเดี๋ยวก่อนครับ ท่านวิชาญครับ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม วิชาญ มีนชัยนันท์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ สืบเนื่องจากปัญหาที่เมื่อสักครู่มีการถกเถียงกัน ถ้าไม่ได้มีการบันทึกในส่วนที่ไม่ตรงกัน ผมในฐานะที่เป็นเลขานุการของวิป ๓ ฝ่าย คงไม่ชอบ ประเด็นก็คือว่าสรุปมติคณะกรรมการ ประสานงานรัฐสภา ครั้งที่ ๓ วันพฤหัสบดีที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๕๖ ในมติที่มีการประชุมหารือกัน ได้กําหนดเวลาในการใช้ในการอภิปราย ๓๖ ชั่วโมง รวมเวลาการอภิปรายทั้งหมด โดยแบ่งเป็นของวุฒิสภา ๘ ชั่วโมง ของฝ่ายค้าน ๑๑ ชั่วโมง ฝ่ายรัฐบาล ๑๕ ชั่วโมง นี่คือบันทึกที่ได้มีการทําข้อตกลง ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานครับว่า ส่วนในการ ที่จะมาตกลงกันใหม่ แล้วก็มีการขอกันใหม่ ซึ่งเป็นการขอกันภายในห้องประชุมแห่งนี้ ก็คงจะต้องเอามาพูดกันอีกส่วนหนึ่ง ควรจะต้องแยก ไม่อย่างนั้นคนที่ไปทําหน้าที่เป็นวิป ทั้ง ๓ ฝ่ายจะเสียหาย รวมถึงตัวท่านประธานซึ่งเมื่อสักครู่ท่านประธานเองยืนยันในที่ประชุม ว่าท่านเองบอกไปแล้วว่าสมาชิกวุฒิสภา ๘ ชั่วโมง ของฝ่ายค้าน ๑๑ ชั่วโมง ฝ่ายรัฐบาล ๑๕ ชั่วโมง ซึ่งตรงกัน ผมจึงขออนุญาตขึ้นมากราบเรียนต่อที่ประชุมรัฐสภาเพื่อบันทึกไว้ครับ ในฐานะที่เป็นเลขานุการครับ
ขอบคุณครับ ผมขอหารือ ท่านอํานวยอีกครั้งหนึ่งครับ ผมกําลังจะหาทางออก ท่านไม่ต้องครับ ท่านอํานวยครับ คือทั้ง ๕๗ ท่าน ตอนนี้จะเหลือกี่ท่านผมไม่ทราบนะครับ ผมบอกจะเริ่มมาตรา ๒ ถ้าสมมุติว่า เราจะให้เขาได้อภิปรายในประเด็นที่หมายความว่าอาจจะขัด แต่ขอให้อยู่ในประเด็นที่เขา ขอแปรญัตติ คือไม่ให้พูดนอกเรื่องนะครับ อย่างนี้มันจะเป็นไปได้ไหม เพราะเนื่องจากว่า ถึงแม้มติที่เราหารือไปในข้อ ๑๗ เมื่อหารือไปแล้วเราก็อะลุ่มอล่วย พูดง่าย ๆ จะอะลุ่มอล่วย กันนะครับที่จะให้อภิปราย ถ้าท่านบอกว่าทุกคนสามารถอภิปรายได้ กรณีที่กรรมาธิการ แก้ไข มันเป็นหลักธรรมดาอยู่แล้วถูกไหมครับ ตามข้อ ๙๙ มันเป็นไปได้ไหมท่าน ท่านลอง หารือครับ
ท่านประธาน สภาที่เคารพ กระผม นายอํานวยคลังผา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี ผมอยากจะ ให้สภาเดินไปได้ด้วยความรอมชอมนะครับ คือกําหนดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านผู้ทรงเกียรติ จํานวน ๕๗ ท่าน ตามที่ผมได้เสนอไปเบื้องต้นนะครับ มาตราที่มีการแก้ไขก็กําหนดเวลากันเสีย อยากให้ท่านได้อภิปรายอย่างสร้างสรรค์ ตรงนี้ผมคิดว่าสภาเราน่าจะเดินไปได้ท่านประธาน ก็อยากจะให้ท่านประธานได้วินิจฉัยตรงนี้ครับ
คือผมจะใช้บัญชีรายชื่อ ซึ่ง ๕๗ ท่านนั้นจะไปอยู่ในหลายมาตรานะครับ ไม่ใช่มาตราหนึ่ง ๕๗ คนนะครับ เดี๋ยวเอา คุณหมอชลน่านครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน สมาชิกรัฐสภา ประเด็นข้อหารือ ท่านประธาน กระผมเองกราบเรียนไว้ด้วยความเคารพท่านประธานครับ อยากจะกราบเรียน เพิ่มเติมข้อหารือท่านประธานเป็นไปได้ครับ เหตุที่ผมหาทางออกอย่างนี้ถึงแม้ว่าในการ วินิจฉัยของรัฐสภาตามข้อ ๑๑๗ นั่นคือบรรทัดฐานครับ เหตุที่ต้องมีคําวินิจฉัยอย่างนี้เอาไว้ เพื่อเป็นบรรทัดฐานในการที่จะมาดูในรายละเอียด กรณีเพื่อนสมาชิกได้เสนอคําแปรญัตติไว้ เรายังไม่ได้ฟังเขาพูดครับแต่เรารู้ว่าทางด้านโน้นวินิจฉัยว่ามันขัด แต่เราก็อยากฟังว่าเขาพูด มันขัดจริงหรือไม่ ถ้าพูดแล้วขัดก็เป็นอํานาจท่านประธานที่จะใช้บรรทัดฐานว่ามาตรา ๑๑๗ ที่วินิจฉัยไว้ วินิจฉัยว่ามันขัด ท่านก็ให้ข้อยุติการอภิปรายได้อันนี้ก็ชอบด้วยข้อบังคับ แล้วก็ ไม่ขัดกับสิ่งที่เราได้กระทํามาในการลงมติวินิจฉัย การตีความข้อบังคับ แล้วก็ไม่ได้ไปตัดสิทธิ เพื่อนสมาชิกด้วย แต่เพื่อนสมาชิกเองต้องยอมรับว่าถ้ามันขัดหลักการ ถ้าท่านประธาน ได้บอกว่าขัดหลักการตามคําวินิจฉัยก็ต้องหยุดอภิปราย หรือสมาชิกด้านล่างนี้ก็สามารถที่จะ ทักท้วงว่าขัดกับหลักการ ไม่ชอบด้วยข้อบังคับ ก็ต้องหยุดอภิปรายในประเด็นนั้นไป อันนี้ ข้อเสนอครับไม่ใช่ตัดสิทธิ อภิปรายได้เลยครับแต่ฟังคําอภิปรายเป็นหลัก สิทธิเขาที่จะ อภิปรายมีสิทธิที่จะอภิปรายแต่ต้องฟังเนื้อหาสาระเป็นหลักว่าขัดหรือไม่ขัดครับ
ผมให้กรรมาธิการได้ชี้แจง เชิญคุณหมอเชิดชัยครับ
ขอบคุณครับท่านประธาน กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายแพทย์เชิดชัย ตันติศิรินทร์ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ กรรมาธิการที่เราเป็นห่วงเป็นกังวล ก็คือการกระทําพวกเรามีการทําขัดหลักการมาตลอดนี่ละครับ คือวันนี้จะได้เป็นบรรทัดฐาน ว่าหากทําขัดหลักการแล้ว คําแปรญัตตินั้นจะได้ตกไปเอาไว้สําหรับให้ประธานได้ตัดสิน ความเห็นของคุณหมอชลน่านถูกต้องครับ ท่านประธานครับ ท่านลองมาตรา ๒ ก่อนก็ได้ครับ ท่านเทพไทพูด ท่านธนาขอตัดทั้งมาตราออก ถือว่าขัดหลักการไหม ก็จะได้เห็นตัวอย่างครับ ท่าน พลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์ ท่านก็พูดไป ที่สําคัญคือกลุ่มท่านสมาชิกรัฐสภา ทั้งกลุ่มเลยนะครับ ผมไม่เอ่ยนามนะครับ ขอแปรญัตติตัดมาตรา ๒ ทั้งมาตรา ต้องมีตัวแทน พูดสักพักหนึ่งแล้วก็มาดูว่าการตัดมาตรา ๒ ทั้งมาตรานี่ขัดหลักการไหมครับ ท่านประธาน ก็จะได้ใช้ ที่เรามีมติเมื่อวานนี้มาตัดสินครับ ขอบคุณครับ
ท่านไม่ต้องประท้วงผม แล้วครับ เดี๋ยวให้สมาชิกผู้ทรงเกียรติก็คือท่านสมชาย แสวงการ ได้ไหมครับ ได้นะครับ แล้วเดี๋ยวมาฝั่งนี้นะครับ ท่านพูดในทางที่สร้างสรรค์เพื่อหาทางออกนะครับ ท่านสมชายครับ
ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ ก็เรียนเพื่อหาทางออกร่วมกันนะครับ ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่า ข้อเสนอของท่านประธาน ความจริงแล้วผมสนับสนุน แต่ฟังจากท่านกรรมาธิการแล้วก็ ท่านที่ไปเจรจากันบางส่วน ผมคิดว่ายังไปไม่ได้ ประการแรกที่ต้องกราบเรียนครับ ข้อเท็จจริง ที่ต้องสอบถามตัวแทนของวิปวุฒิสภา ๒ ท่าน ขออภัยที่เอ่ยนาม รองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ ทัศนา บุญทอง ซึ่งเป็นอดีตรองประธานวุฒิสภาและเป็นรองประธานของ วิปรัฐสภา ท่านที่ ๒ แพทย์หญิงพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ทั้ง ๒ ท่านไม่ได้รับการติดต่อให้ไป ประชุมวันนี้ แล้วท่านรองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ทัศนา บุญทอง ได้โทรศัพท์ถาม ท่านประธานด้วยว่ามีการประชุมหรือไม่ ท่านประธานบอกว่าไม่มีการประชุม ที่ผมกราบเรียน เพราะว่าไม่ใช่การประชุมวิป ๓ ฝ่ายหรือวิปรัฐสภา อันนี้ต้องเรียนทําความเข้าใจนะครับ เพราะว่าสื่อสารข่าวสารมา ซึ่งผมเห็นท่านรองประธานเจริญอยู่ในที่นี้ด้วยผมอยากให้ชี้แจง ด้วยนะครับเพราะข่าวสารมันออกมาไม่ชัดเจน แล้วท่านประธานวิปรัฐบาลก็ชี้แจงอย่างหนึ่ง ท่านกรรมาธิการก็ชี้แจงอย่างหนึ่ง ซึ่งอ่านกฎหมายตีความเป็นครับ สรุปก็คือว่าท่านยัง เดินหน้า ๕๗ คนเหมือนเดิม ก็คือว่าเป็นอํานาจวินิจฉัยของประธานคือตัดสิทธิเพราะว่าขัด เพราะฉะนั้นเมื่อผมอยู่ในมาตรา ๓ หรือมาตรา ๒ ขึ้นมา ทันทีที่ลุกขึ้นพูดท่านก็บอกว่า มันขัดแล้ว เพราะมันมีคําว่า สรรหา สิ่งเหล่านี้มันไปไม่ได้ครับท่านประธาน ผมอยากให้กลับไปที่ท่านประธานได้กรุณาตอนต้นว่า เอาละครับผมก็ตีความว่าสภาลงมติ ขัดรัฐธรรมนูญไปแล้ว เพราะไปตัดสิทธิผม ตามมาตรา ๒๙๑ ท่านตีว่าไม่ขัดก็ไม่เป็นอะไร เรื่องนี้คงไปจบที่ศาลรัฐธรรมนูญนี่ขอกราบเรียน แต่เพื่อให้สภาเดินไปได้มันต้องเปิดโอกาส อันนี้เป็นการผ่องถ่าย เบาด้วยนะครับ ก็คือ ๕๗ คนก็มีสิทธิอภิปราย ส่วนท่านลงมติว่า ไม่เห็นด้วยก็แล้วแต่ครับ แต่ไม่ใช่บอกว่าเอาตัวกํากับ กํากับไว้แล้วท่านประธานวินิจฉัย ท่านประธานวินิจฉัยอย่างไรพวกผมก็ไม่ได้อภิปรายครับ พอขึ้นต้นปั๊บไม่ทันเป็นลําไม้ไผ่ ท่านก็ตัดแล้ว อย่างนี้ไปไม่ได้ ผมกราบเรียนว่ามันต้องช่วยกันครับ สิ่งที่ท่านประธานเสนอนั้น ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งเลยนะครับท่านประธาน ท่านประธานมาจากวุฒิสภา ท่านประธานต้อง รักษาสิทธิของวุฒิสภาด้วยเช่นกันครับ ก็กราบเรียนว่าการประชุมร่วมกันต้องมีมติที่สภา รับได้ แต่ถ้าต้องประชุมแล้วสภารับไม่ได้เลย กลับไปเหมือนเดิม ผมว่ามันเสียเวลาครับ แล้วเราก็เดินต่อยากครับท่านประธาน ขอบพระคุณครับ
เดี๋ยวเอาคุณวัชระเขาหน่อย วันนี้เขานั่งอยู่ใกล้ผมด้วยครับ แล้วยืนตั้งแต่เช้า
รอนานแล้ว ครับท่านประธาน ต้องขออภัยท่าน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ท่านดูปกรายงานของคณะกรรมาธิการในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญสิครับ ดูปกแล้วนี่คล้าย ๆ หนังสืองานศพไหมครับ มันเป็นลางสังหรณ์ครับท่านประธาน
ท่านวัชระครับ อย่างนี้ ๆ ครับท่านวัชระ เอาเข้าเรื่องครับ
ผมกําลังจะ อภิปรายท่านประธาน บอกท่านประธานว่าในเรื่องนี้ผมเห็นด้วยว่าเพื่อนสมาชิก
เดี๋ยวท่านถอนคําพูด เมื่อสักครู่ก่อนครับ หนังสือนี้หนังสือของนั่นนะครับ ท่านอย่าดูถูกอาชีพของตัวเองนะครับ เพราะว่าหน้าปกนี่เป็นตราของรัฐสภา ท่านถอนคําพูดหมดเลย ไม่อย่างนั้นผมไม่ให้พูดต่อ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ที่ผมบอกว่า ยินดีถอนครับท่านประธาน แต่ว่าเพื่อนสมาชิกหลายท่านก็บ่น คล้าย ๆ กับผมนะครับ
พูดอีก พูดเกินไปครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ การที่ท่านประธานสามารถ แก้วมีชัย ได้ตัดสิทธิเพื่อนสมาชิกวุฒิสภา และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง ๕๗ ท่าน ว่าขัดหลักการแล้วไม่ให้อภิปรายนั้น ท่านประธานครับ ท่านประธานดูสิครับ เพื่อนสมาชิก ๕๗ ท่าน ล้วนแต่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้งสิ้น และรวมถึงผู้แทนราษฎรจาก ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เราจะไปตัดสิทธิผู้แทนราษฎร จาก ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ให้อภิปรายได้อย่างไรครับ รวมทั้งท่านศาสตราจารย์ เกียรติคุณตรึงใจ บูรณสมภพ ท่านได้อภิปรายไปแล้วครับว่าถ้าไม่ให้สิทธิสมาชิก ๕๗ ท่านนี้ อภิปราย สภาก็จะไม่สงบ ท่านประธานครับ แล้วเมื่อวานนี้ก็พิสูจน์ได้ว่าไม่สงบจริง ๆ และมี เพื่อนสมาชิกอีกหลายท่านนะครับ ไม่ว่าจะเป็นท่านรสนา โตสิตระกูล ท่าน พันเอก วินัย สมพงษ์ ท่านบุญเลิศ ไพรินทร์ หรือท่านอันวาร์ สาและ ท่านเจะอามิง โตะตาหยง ท่านผู้ช่วย ศาสตราจารย์พีรยศ ราฮีมมูลา เป็นต้น เพราะฉะนั้นผมยืนยันว่าเพื่อนสมาชิกทั้ง ๕๗ คน ควรจะมีสิทธิอภิปราย และไม่ควรจํากัดเวลาเพียงแค่ ๒ นาที ๓ นาทีหรือ ๕ นาที ท่านประธานที่เคารพ เมื่อวานนี้ครับท่านประธานได้วินิจฉัยอย่างสง่างามไปแล้วว่า เพื่อนสมาชิกทั้ง ๕๗ คน มีสิทธิอภิปราย และท่านประธานได้อ่านรายชื่อท่านที่ ๑ ท่านที่ ๒ ท่านที่ ๓ นั่นละครับท่านประธาน ท่านประธานวินิจฉัยอย่างเที่ยงธรรมไปแล้วครับ ว่าสมาชิกทั้ง ๕๗ ท่านนี้มีสิทธิอภิปราย แต่ก็ไม่ทราบว่าประธานท่านถัดมาได้รับคําสั่งอะไร ไม่ทราบ อาจจะมีผู้มีบารมีจากนอกประเทศสั่งมา
ไม่ต้องครับ เดี๋ยวท่านวัชระ ผมว่าพอแล้วนะครับ
ท่านประธานครับ ผมอีกนิดเดียวครับท่านประธาน ทําให้มีการไม่วินิจฉัยตามที่ท่านประธาน ได้วินิจฉัยไปแล้ว ถ้าปฏิบัติตามที่ท่านประธานวินิจฉัยผมเชื่อว่าการอภิปรายของเพื่อนสมาชิก ทั้ง ๕๗ ท่าน เมื่อวานนี้จบสิ้นไปแล้วครับ มันมีปัญหา เพราะว่าการวินิจฉัยไม่เที่ยงธรรม ของผู้ทําหน้าที่ประธาน ท่านประธานครับ ผมเชื่อครับว่าใครกินข้าวของใครต้องรับใช้คนนั้น ผมกินข้าวของพี่น้องประชาชนผมต้องรับใช้ประชาชน
พอแล้วท่านวัชระ พอแล้วครับ
ผมจึงกราบเรียน ท่านประธานครับ ขอความกรุณาให้ นี่ท่านเหวง ท่านเชิดชัย แนะนําท่านประธานให้ปิด ไมโครโฟนผม กรรมาธิการวางตัวไม่เป็นกลางได้อย่างไรครับ ผมได้ยินครับ ก็ผมยืนอยู่ตรงนี้ ท่านประธาน
ท่านวัชระ ท่านพอแล้วครับ
ผมกําลังจะ ปิดการอภิปราย ผมกําลังจะจบแล้วครับท่านประธาน ผมขอความกรุณาท่านประธาน ได้โปรดรับฟังความคิดเห็นของเพื่อนสมาชิกทั้ง ๕๗ ท่านเถอะครับ ให้อภิปรายโดยทั่วถึงกัน เพราะไม่ขัดหลักการและเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญทุกประการ ท่านประธานครับ นี่เป็น รัฐสภาของประชาชน ไม่ใช่รัฐสภาของชินวัตร ขอขอบคุณ
ถอนคําพูด รัฐประชาชน เท่านั้นพอ ถอนคําพูดเลยนะ
ถอนคําว่า อะไรครับท่านประธาน
รัฐสภาของชินวัตร คุณต้อง ถอนไปเลย
รัฐสภาของ ชินวัตร
ไม่ต้องคํานี้คุณถอนไป
รัฐสภาของ ชินวัตร ให้ถอนไปเลย ยินดีครับท่านประธานครับ เพราะว่าผมเคารพท่านประธาน ผมถอน คําว่ารัฐสภาของชินวัตร แต่จริงหรือไม่พี่น้องประชาชนก็เห็นอยู่ทางจอโทรทัศน์ ขอกราบ ขอบพระคุณครับ
ถ้าอย่างนั้นต่อไปผมจะไม่ให้ ท่านพูดนะ ผมให้เกียรติท่านนะครับ
ผมถอน แล้วครับ ท่านประธานอย่าได้โกรธเลยครับ
ปกติผมก็ไม่โกรธนะ แต่วันนี้
แต่ท่านประธาน โกรธเรื่องนี้ผมก็แปลกใจ ถอนแล้วครับท่านประธาน และนั่งลงแล้ว กราบขอบพระคุณครับ
ผมไม่อยากให้พาดพิงถึง คนอื่น บุคคลภายนอก นี่รัฐสภาของประเทศไทย
ผมจะหาทางออกเพื่อ ดําเนินการต่อ เอาคนเดียวนะครับ เชิญครับ ผมกําลังจะให้ทางออกอยู่แล้ว
เรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม ธนิตพล ไชยนันทน์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดตาก ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และในฐานะวิปด้วยครับ ท่านประธานครับ ผมต้องกราบเรียนกับท่านประธานตรง ๆ ว่า จริง ๆ แล้วปัญหาที่เราพูดกันมา ๒ ชั่วโมง ๓ ชั่วโมง ก็คือปัญหาที่เกิดขึ้นจากเมื่อวานนี้ แล้วผมก็ได้เรียนกับท่านประธานก่อนที่จะปิดประชุมไปครับ ว่าท่านประธานต้องเป็นผู้ตัดสิน และแยกประเด็นในการที่จะตัดสินว่า เราจะเริ่มจากการแก้ปัญหาเรื่องอะไรก่อน ผมคิดว่า ตัวท่านประธาน คือวันนี้ถ้าท่านประธานให้เพื่อนสมาชิกยกมือกัน โดยที่ท่านประธานไม่แยก ประเด็นอย่างนี้ ผมว่าวันนี้เดี๋ยวก็เป็นเหมือนเมื่อวานนี้ ผมจะเรียนท่านประธานว่าประเด็นแรก ที่ผมในฐานะวิปที่คุยกัน คือเรื่องของเวลา เอาประเด็นนี้ก่อน สิ่งที่พวกผมต้องการอภิปรายกัน ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์แปรญัตติไว้ทุกคน และพวกผมต้องการเวลาในการอภิปราย ส่วนจะผิดข้อบังคับไม่ผิดข้อบังคับก็อยู่ที่ท่านประธาน ท่านถือข้อบังคับอยู่ ท่านถือ ไมโครโฟนอยู่ด้วย ถ้าส่วนไหนที่ผิดข้อบังคับท่านก็ตัดสินไปว่าเรื่องนี้ผิดข้อบังคับมันก็จบ แต่เวลาในการอภิปรายจะมากําหนดไม่ได้ครับ พวกผมเองก็รู้จักมารยาทครับ ว่าเวลาที่จะ อภิปรายอะไรควรอภิปราย อะไรยาวเกินไป อะไรสั้นเกินไป แต่บางครั้งถ้าท่านประธาน เห็นว่า มันควรจะได้ย่นในการอภิปรายลงไป ท่านประธานก็เตือนพวกผม มันก็จบครับ แต่ปัญหา ผมเรียนท่านประธานก่อน เมื่อวานนี้ที่เกิดเรื่องขึ้นเพราะตัวท่านประธานรับปากไว้ พอท่านประธานสมศักดิ์ขึ้นพูด ปรากฏว่าคําที่ท่านประธานนิคมรับปากไว้ไม่เป็นไปตามที่ ท่านประธานสมศักดิ์บอก แปลว่าประธานทั้งสองท่านไม่ได้คุยกัน ผมก็จะขออนุญาต เชิญท่านสมศักดิ์มา แล้วรับปากกันทั้งคู่ว่า เวลาในการอภิปรายของฝ่ายค้าน กับเวลาที่ อภิปรายของวุฒิสภาเสียงข้างน้อย รวมไปถึงผู้ที่เสนอแปรญัตติไว้ แล้วทางสภาบอกว่า ขัดหลักการทุกคนต้องได้อภิปราย ทั้ง ๒ ท่านต้องพูดให้ตรงกันครับ
เรื่องต่อมาคือเรื่องที่ผมอยากจะกราบเรียนว่า เรื่องของผู้อภิปรายที่บอกว่า แปรญัตติไว้แล้วขัดหลักการ พวกผมเห็นว่าการตัดสินตรงนี้ โดยที่ท่านประธานสมศักดิ์ ใช้มติในการเสนอญัตติของตัวเอง ไม่มีผู้รับรอง แล้วผมเห็นว่า เรื่องนี้เป็นการที่ทําให้พวกผม ทํางานเป็นการตรวจสอบไม่ได้ ผมก็จะเรียนกับท่านประธานว่าถ้าเกิดคน ๕๗ คนที่แปรญัตติไว้ ซึ่งเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนล้านกว่าคน ถ้าท่านประธานไม่ให้เขาพูด ไม่ฟังเขา ผมก็เรียนว่า สภาก็คงเดินต่อลําบากครับ ประเด็นผมมีแค่นี้ครับท่านประธาน ผมก็เรียนว่า สภาก็คงเดินต่อลําบากครับ ประเด็นผมมีแค่นี้ครับท่านประธาน ท่านประธานขออนุญาต เรียนเชิญท่านสมศักดิ์ขึ้นมาแล้วยืนยันทั้งคู่ครับ
เอาอย่างนี้ครับ คืออย่างนี้ครับ ผมว่าท่านฟังอยู่ ตอนที่เขามาแล้วถ้าผมตกลงในที่ประชุมได้ผมจะบอกท่านครับ เพราะฉะนั้น ท่านธนิตพลพอแล้วครับ ผมเข้าใจที่ท่านได้พูดแล้วนะครับ
ท่านประธานครับ ขออนุญาตนิดเดียวครับ ท่านประธานคงทราบว่าผมไม่ใช่จะมาเล่นแง่กับท่านประธานนะครับ แต่ว่าที่ผมรับคําสั่งกันมา คือวันนี้เพื่อนผมเขาไม่มั่นใจแล้วครับ แล้วท่านประธานเอง ทั้ง ๒ ท่าน มีหน้าที่ในการดําเนินการประชุมตามข้อบังคับ ผมก็เรียนว่าท่านสร้างความมั่นใจ ให้พวกผม จะสร้างได้ก็ต่อเมื่อท่านทั้งสองขึ้นมาแล้วพูดเป็นเสียงเดียวกัน เพราะฉะนั้น ผมเรียนท่านประธานครับ ด้วยความเคารพ ขออนุญาตเรียนเชิญท่านสมศักดิ์ขึ้นมาครับ แล้วบอกด้วยว่าถ้าจะยอมก็ยอมกันตรงไหน จุดไหน เอาเรื่องเวลาก่อน และค่อยไปเรื่องของ การแปรญัตติครับ
อย่างนี้ครับ คือในเมื่อ ประธานที่ประชุมจะขอออมชอมเพื่อให้ที่ประชุมได้ ท่านอย่ากดดันนะครับ ท่านกรุณา ท่านอย่ากดดันประธานนะครับ ผมเป็นคนที่อะลุ่มอล่วย แต่เวลาผมแข็ง ผมแข็งหักไม่ยอมงอ ผมกําลังอะลุ่มอล่วย ผมกําลังจะบอกว่าผมกําลังจะเข้าสู่วาระที่สอง และให้ท่านอภิปราย และพอท่านอภิปรายแล้ว ท่านอภิปรายโดยเคร่งครัดของข้อบังคับการประชุม ก็คือท่าน แปรญัตติอย่างไรท่านต้องพูดอย่างนั้น ถ้าพูดซ้ําผมเตือน พูดซ้ําไม่ได้ ใครพูดซ้ําอาจจะได้บ้าง แต่ว่าอย่าพูดซ้ํา อย่าเยิ่นเย้อ แล้วก็โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านแปรญัตติอย่างไรท่านว่าตรงนั้น ท่านอย่าไปกล่าวพาดพิงผู้อื่น และถ้ากรรมาธิการแก้ไขตรงไหนท่านอธิบายตรงนั้น เท่านั้นนะครับ ถ้าอย่างนี้ผมไม่กําหนดเวลาหรอกครับ แต่ขอความร่วมมือเท่านั้นนะครับ เป็นข้อบังคับ ข้อ ๙๙ โดยเคร่งครัด แค่นี้ ผมก็จะได้เริ่มต่อทันที โดยผมจะเริ่มจาก ท่านเทพไท อย่างนี้มันก็จะจบ แล้วก็ทุกคนก็จะมีสิทธิอภิปราย เพียงแค่นี้จบแล้ว ไม่ต้องมี อะไรแล้วนะครับ เชิญท่านนั่งลงนะครับ ผมขอดําเนินการในวาระที่สอง ท่านธนิตพลถามก่อน หรือว่าท่านประเสริฐ ท่านประเสริฐถามครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมถามท่านประเด็นสั้น ๆ ประเด็นเดียวครับ คือ ๕๗ ท่านจะได้อภิปรายทุกมาตราไหมครับ ประเด็นแค่นี้ ถ้าท่านตอบว่า อนุญาต ผมว่าทุกอย่างก็คลี่คลายเดินหน้าไปได้โดยไม่เป็นอุปสรรคนะครับ ถ้าเกิดท่านตอบ มาแล้ว ผมฟังแล้วนะครับ ถ้าเกิดผมเห็นว่ายังมีปัญหา ผมจะขอสงวนสิทธิถามท่านอีกนิดหนึ่ง เพื่อให้เดินหน้าไปได้ แค่นี้ละครับ
ขอบคุณครับ ผมจะเอาตาม บัญชีรายชื่อที่ปรากฏอยู่ในรายงานกรรมาธิการ อาจจะมากกว่า ๕๗ คน ไม่ได้ ๕๗ คน มากกว่า ตามนั้นเลยครับ เดี๋ยวพอดีกํานัน ผู้ใหญ่บ้านเขามา ผมก็ไม่ได้ต้อนรับเขาเลย นะครับ วันนี้กํานันจากตําบลโนนทอง จังหวัดชัยภูมิ ๒๐๐ คน ได้มาเยี่ยมชมการประชุม ของรัฐสภา ซึ่งขณะนี้เป็นการประชุมแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระที่สองอยู่ ยินดีต้อนรับนะครับ ถ้าอย่างนี้ตกลงนะครับ ผมเอาตามนี้เลยครับ เพราะฉะนั้นผมตามนี้ จะกี่คนแล้วแต่นะครับ คุณวัชระคุณนั่งลงเถอะ ไปทานข้าวได้แล้วท่านวัชระ ท่านประเสริฐ โอเคนะครับ
ท่านประธานครับ ประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ถามให้ชัดเจน หมายถึงว่าที่ท่านพูดว่าอาจจะมีมากกว่า ๕๗ ท่าน ตามบัญชีนี้ คําถามคือทุกมาตราจากนี้ไปใช่หรือไม่ครับ
ตั้งแต่มาตรา ๒ เป็นต้นไป นะครับ
ขอบคุณครับ
พี่นิพนธ์ครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม นิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา แล้วก็ในฐานะกรรมาธิการด้วยครับ ผมมีประเด็น สําคัญที่จะต้องถามท่านประธาน แล้วก็ให้ปรากฏอยู่ในสภาแห่งนี้นะครับว่ากรรมาธิการชุดนี้ ในช่วงระยะเวลาวันที่ ๔ ถึงวันที่ ๑๘ เป็นการประชุมที่ชอบหรือไม่ มีการแต่งตั้งประธาน คณะกรรมาธิการ ประเด็นสําคัญคืออย่างนี้ครับ คือเมื่อวันที่ ๔ นี่มีการประชุมรัฐสภา พิจารณารัฐธรรมนูญ จนไปถึงวันที่ ๕ เวลาตีสอง
ท่านนิพนธ์ครับ ประเด็นอย่างนี้ท่านไม่ต้องหารือ
เดี๋ยวสิครับ ผมจะถามให้ปรากฏ เดี๋ยวสิครับ
ท่านครับ ผมกําลังตกลงกัน เรียบร้อยแล้วที่จะเดินหน้าต่อ
ไม่ใช่ มันเกี่ยวข้องด้วยเพราะมันมีประเด็นที่ตัดสิทธิเขาด้วย แล้วก็มันชอบหรือไม่ชอบด้วย ในการพิจารณาของกรรมาธิการ คืออย่างนี้ครับ วันที่ ๔ ช่วงวันที่ ๕ นี่วาระแรกในการ รับหลักการจบหรือยัง ถ้าจบแล้วไปประชุมกรรมาธิการได้ ผมประชุมกรรมาธิการ ผมไม่รับ เบี้ยประชุมนะครับ ผมถือว่าไม่ชอบ แต่ทีนี้ไปนัดวันที่ ๑๘ อีกทําไม ถ้าชอบแล้ว ถือว่า การประชุมรัฐสภาในวาระแรก วันที่ ๔ ช่วงวันที่ ๕ ยังไม่จบสิ้น การพิจารณาวาระแรก ขั้นรับหลักการ ถ้าจบแล้วทําไมไปนัด วันที่ ๑๘ อีก และระหว่างนั้นมีการประชุมกรรมาธิการ ตั้งประธาน ช่วงนั้นเป็นกรรมาธิการเถื่อนหรือเปล่า กรรมาธิการเถื่อนไหม เป็นปัญหาตรงนี้ ที่ต้องพิจารณาด้วยครับ อย่างน้อยให้บันทึกไว้ปรากฏอยู่ในสภาแห่งนี้ครับ
เอาอย่างนี้ท่านนิพนธ์ครับ สิ่งที่ท่านแสดงความคิดเห็น บันทึกเอาไว้ในรายงานการประชุม บันทึกเอาไว้ แค่นั้นครับ บันทึกเอาไว้
นั่นเป็นเรื่องสําคัญครับ เรื่องสําคัญที่สุด
และเรื่องจะผิดหรืออะไรนั่น เราก็ว่ากันต่อไป
เพราะว่าประธานจะชอบหรือไม่ เพราะไปแต่งตั้งในช่วงนั้น ประธานคณะกรรมาธิการ
เชิญนั่งครับ คุณหมอชลน่าน ไม่ต้องแล้วครับ พอแล้วครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน นิดเดียวครับ เพื่อจะได้บันทึก เช่นกัน สมาชิกรัฐสภา กระผมจําเป็นต้องกราบเรียนท่านประธานในประเด็นที่ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติได้ยกขึ้น จริง ๆ ท่านประธานได้วินิจฉัยไปแล้วเรื่องนี้นะครับว่าตามข้อบังคับ ข้อ ๙๖ สิ่งที่มีการแปลความว่ารับหลักการหรือวาระรับหลักการ ได้มีการพูดกันในสภาแห่งนี้ สิ่งที่เขียนชัดเจน ท่านประธานครับ ที่ผมต้องเน้นย้ํา ขออนุญาตท่านประธาน ข้อ ๙๖ เฉพาะวรรคที่สําคัญครับ กําหนดสิบห้าวันนับแต่วันถัดจากวันที่รัฐสภารับหลักการ เขียนประโยคนี้ครับ ถัดจากวัน ประโยคนี้สําคัญมากครับ ถ้าไม่เขียนว่าถัดจากวัน อาจจะ อนุโลมได้ว่าเป็นช่วงรับหลักการ แต่อันนี้คือเขียนว่าถัดจากวันรับหลักการ ก็ถามว่า รับหลักการวันไหน คืนวันที่ ๔ คืนวันที่ ๕ ตีสอง สรุปก็คือรับหลักการวันที่ ๕ ถัดจากวัน ก็มีผลตั้งแต่วันที่ ๖ เป็นต้นไป ก็คือ ๑๕ วัน มาถึงวันที่ ๒๐ เขียนชัดเจนครับ ถัดจากวัน ทีนี้การตั้งกรรมาธิการ การเสนอคําแปรญัตติกรณีเห็นเป็นอย่างอื่นจากข้อบังคับเกี่ยวเนื่องกับ การรับหลักการหรือไม่ ไม่เกี่ยวครับ เป็นการกระทําเพื่อเข้าสู่วาระที่สองที่จะไปเตรียมการ ในการพิจารณาวาระที่สอง แต่เป็นการกระทําต่อเนื่องจากรับหลักการแล้วต้องวินิจฉัยอย่างนี้ ครับท่านประธาน ถ้าจะบันทึกต้องบันทึกของผมด้วยครับ กราบขอบคุณครับ
บันทึกเอาไว้นะครับ พอแล้วครับ ผมก็จะเริ่มที่วาระที่สองนะครับ เอาอย่างนี้ครับท่านเทพไท พอแล้วครับ ทุกอย่างบันทึกไว้หมดแล้ว เป็นความเห็นส่วนตัวนะครับ ถ้ามันมีประเด็นปัญหาท่านค่อยว่า ศาลรัฐธรรมนูญ ส่งไปนะครับ ไม่ต้องแล้วครับ คือผมเข้าใจแล้วนะครับ คือต่างคนต่างเข้าใจ นะครับ เมื่อเข้าใจคนละมุม ต่างคนต่างยกคนละประเด็น ถ้าอย่างนี้ก็ต้องมาเถียงกันใหม่อีก พอแล้วครับ ไม่เอา ไม่อนุญาตแล้วครับ เพราะฉะนั้นท่านเทพไทครับ ผมไปวาระที่สอง นะครับ ท่านคนแรก ท่านตัดคําว่า ถัดจากวัน ท่านอธิบายเฉพาะตรงนี้นะครับ อธิบายอันนี้ เมื่อสักครู่ผมตอบท่านประเสริฐแล้ว ต่อที่ประชุมแล้วว่าผมขอดําเนินการตามข้อบังคับ การประชุม ข้อ ๙๙ โดยเคร่งครัด อภิปรายได้เฉพาะประเด็นที่ท่านได้ขอแปรญัตติไว้ ประเด็นที่ท่านสงวนความเห็นหรือประเด็นที่กรรมาธิการแก้ไขเท่านั้น เชิญแสดงเหตุผลได้ครับ
ท่านประธานครับ ผม เทพไท เสนพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานไม่ต้องย้ําหรอกครับว่าเฉพาะตรงที่ ผมพูด ผมเป็นผู้แทนมาก็หลายสมัย เข้าใจครับ แต่ว่าสิ่งที่ตัดมันต้องอธิบายเหตุผลครับ ท่านประธานว่าทําไมต้องตัด ทําไมต้องเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่จะให้พูดสัก ๓ คําแล้วนั่งลง ไม่ได้หรอกครับ ไม่คุ้มกับภาษีประชาชนเดือนละแสนกว่าบาทหรอก
เข้าเรื่องครับ เข้าเรื่องครับ
ก็ท่านประธานเริ่มต้นก่อนนี่ครับ ผมก็ต้องต่อว่าท่านประธานสิครับ
ผมทําอย่างนี้ผมต้องเตือน เพราะว่าอันนี้ข้อบังคับนะ ผมบอกข้อบังคับการประชุมให้ท่านฟัง เชิญครับ
ก็ไม่ว่ากัน แต่ว่าให้ท่านประธาน ให้ออกนอกกรอบก่อน แล้วท่านประธานค่อยเตือนครับ อย่าตีตนไปก่อนไข้ ก่อนที่จะเข้ามาตรา ๒ ผมจะขอพูดให้ได้บันทึกไว้ในที่ประชุมสภาแห่งนี้ สืบเนื่องจากกรณีที่คุณรสนา โตสิตระกูล และคุณหมอชลน่านได้พูดเมื่อเช้านะครับ เกี่ยวกับมาตรา ๑
ท่านครับ นี่เรามาตรา ๒ แล้วครับ ท่านพูดเฉพาะประเด็นของท่านนะครับ ไม่อย่างนั้นผมจะไม่อนุญาตนะครับ ผมปฏิบัติตามที่ให้คํายืนยันเมือสักครู่นะครับว่า ท่านจะเคร่งครัด ท่านอย่าได้พูดมาตรา ๑ อันนี้มาตรา ๒ ท่านว่าไปเลยครับ
ผมพูดเพื่อให้มีการบันทึก เมื่อเช้านี้ท่านประธานสมศักดิ์ให้คุณรสนาพูด
ไม่ต้องครับ เป็นหน้าที่ของท่าน
แล้วคุณหมอชลน่านก็พูดแล้ว ให้บันทึกไว้ในที่ประชุม ผมเป็นคนแปรญัตติมาตรา ๑ และผมไม่ได้พูด ผมแค่บอกให้เป็นบันทึกเป็นหลักฐานไว้ในที่ประชุม
มาตรา ๑ เราผ่านไปแล้ว ท่านพูดมาตรา ๒ ขอความกรุณานะครับท่านเทพไทครับ
ผมไม่ได้ให้รื้อฟื้นมาตรา ๑ มาพิจารณาใหม่ แต่ผมต้องการที่จะพูดเพื่อบันทึกไว้ แล้วผมจะมามาตรา ๒ แค่นั้นเองท่านประธาน เพราะเมื่อเช้าคุณรสนาก็พูดบันทึกไว้
ไม่ได้ครับ เพราะว่ารายงาน ประชุมนี้มันเรามันจบไปแล้ว ท่านอยู่สภามานานพิจารณากฎหมายมานานนะครับ แล้วผม เข้าใจว่าคนฟัง คนทางบ้านเขากําลังจะรู้ว่าเวลาพิจารณาวาระที่สอง การออกกฎหมายนั้น เขาออกอย่างไร เวลานี้เราอยู่ที่มาตรา ๒ ท่านได้กรุณานะครับ เข้ามาตรา ๒ ถ้าท่าน ไม่ประสงค์จะอภิปรายนะครับ ผมตัดสิทธิท่านเลยนะ ตามข้อ ๓๘ นะครับ ท่านไม่ประสงค์
คือไม่เป็นปัญหาครับ ถ้าท่านประธานจะท้าท้ายกับผมไม่มีปัญหา ท่านจะตัดผมก็ไม่ว่าหรอก แต่ผมต้องการจะรักษาสิทธิของผมว่าผมต้องการพูดมาตรา ๑ เพื่อบันทึกไว้
ไม่ใช่ นี่มันเลยมาตรา ๑ มาแล้ว ท่านไม่เข้าใจหรืออย่างไรครับ
ผมเข้าใจท่านประธาน ไม่เข้าใจได้อย่างไร เพราะเมื่อเช้ามีคนบันทึกไว้ ๒ คน แล้วผม เป็นผู้แปรญัตติมาตรา ๑ แล้วผมก็จะใช้สิทธิว่าผมบันทึกไว้
ก็เราตกลงแล้ว เราตกลงว่า เราจะเริ่มจากมาตรา ๒ ไป เราตกลงกันเรียบร้อยนะ เพราะฉะนั้นผมเตือนท่านอีกครั้งหนึ่ง ถ้าท่านไม่เข้าสู่มาตรา ๒ ตามที่ท่านแปรญัตติ ผมตัดสิทธิท่านทันทีครับ
คือผมอภิปรายในมาตรา ๒ ครับท่านประธาน แต่ผมก็บอกว่าผมจะใช้สิทธิในการบันทึก ขอบันทึกไว้หรือท่านจะไม่ให้บันทึกไว้ หรืออย่างไร
ไม่ละครับ ท่านว่ามาตรา ๒ เลยครับ
อันนี้ละ ถ้าท่านไม่ให้บันทึกก็ไม่เป็นไรครับ ผมไม่ว่า แต่ให้มันเป็นที่รู้ พี่น้องประชาชน ทางบ้านรู้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ เพราะประธานสภานี้ เผด็จการ ลุแก่อํานาจอย่างไร
ท่านเอาอย่างนี้ ผมนะครับ ท่านเทพไทครับ ขอความร่วมมือนะครับ ผมเป็นคนที่อะลุ่มอล่วยให้ท่านแล้วนะครับ ถ้าท่านยังไม่ให้ความร่วมมือผมจําเป็นที่จะต้องยกเลิกวิธีการที่ผมได้อธิบายให้ฟังนะครับ ขอความร่วมมือนะครับ
ก็แล้วแต่ท่านประธาน แต่ว่าผมต้องเรียนท่านประธาน ท่านประธานนี้จริง ๆ ผมก็เชื่อว่า ท่านประธานมาสมาชิกวุฒิสภา ท่านน่าจะเป็นกลางให้ความเป็นธรรมกับพวกผม ท่านประธานสมศักดิ์ สังกัดพรรคการเมือง ผมไม่ได้ติดใจอะไรมาก แต่ว่าถ้าท่านจะเป็น สมาชิกวุฒิสภาที่สังกัดพรรคการเมืองผมก็ไม่ได้ว่าอะไรครับ
ท่านอย่าได้ก้าวล่วงนะครับ
ผมไม่ได้ก้าวล่วง ก็ตั้งข้อสังเกตไว้
ให้ท่านอภิปรายเฉพาะ ประเด็นที่ท่านตัดในมาตรา ๒ ออกนะครับ
ก็ผมจะอภิปรายแต่เมื่อผมบอกแล้วว่า
แต่ท่านจะบันทึกมาตรา ๑ มันไม่ได้เพราะมันเลยมาแล้ว
ก็ไม่ให้บันทึกก็ไม่เป็นอะไร ผมก็ไม่ได้ว่าอะไรก็บอกแล้วว่าท่านไม่ให้บันทึกก็ไม่เป็นอะไร จะได้รู้ว่าประธานไม่ให้บันทึก ก็แค่นั้นเอง
ท่านกําลังผิดหลักการ พิจารณากฎหมายนะครับ
ก็ท่านประธานไม่ให้บันทึก ผมก็เข้ามาตรา ๒ ครับท่านประธาน
โอเคครับ มาตรา ๒ ว่าไปครับ
มีเพื่อนสมาชิกประท้วงครับ
ท่านไม่ได้ฟังหรืออย่างไรครับ ผมจะอ่านตามบัญชีรายชื่อนี้มันมากกว่า ๕๗ คน ตามบัญชีรายชื่อ ท่านนั่งลงครับ มีชื่อท่านด้วย ผมจะเอาตามบัญชีรายชื่อที่มีอยู่ในนี้มันจะกี่คนผมไม่ทราบนะครับ ท่านไม่ต้องไปนั่นนะ ท่านนั่งลงได้ครับ เชิญท่านเทพไทครับ
คือเพื่อนสมาชิกกําลังประท้วงอยู่ครับท่านประธาน ท่าน สว. รสนา ท่านกําลังส่งเสียงอยู่ แล้วท่านจะให้ผมเดินหน้าอภิปรายต่อ แล้วเขากําลังประท้วงอยู่ครับ
ท่านไม่ต้องแล้วครับ การประท้วงมันหน้าที่ผมครับ หน้าที่ท่านคืออภิปราย
ก็เสียงมันเข้าหูผมครับท่านประธาน
คือถ้าท่านสมาธิไม่ดี ท่านออกไปนั่งรอข้างนอกก่อนนะครับ
มันเกี่ยวอะไร แล้วท่านประธานสมาธิดีหรือเปล่าล่ะ
ท่านเทพไท ผมให้เกียรติ ท่านอย่างมากนะครับ ถ้าท่านไม่ให้เกียรติผม ผมจะไม่ให้ท่านอภิปราย
ผมให้เกียรติท่านประธาน แต่ท่านประธานต้องให้เกียรติสมาชิกทุกคนด้วย เมื่อเขาประท้วง ตามข้อ ๕
ไม่เป็นไรครับ ผมบอกอย่างนี้ ผมจะดําเนินการตามที่ปรากฏชื่ออยู่ในนี้ ซึ่งจะกี่คนแล้วผมไม่ทราบ อาจจะมากกว่า ๕๗ คน เพราะเห็นว่า ๒๐๐ คน ถูกไหมครับ
เขาใช้สิทธิประท้วงครับ
ไม่ใช่ครับ
เอกสิทธิ์ครับ
มาประท้วงอะไร มาประท้วงผมกําลังอภิปราย ผมยังไม่ทันทําอะไรเลยครับ
ถามคุณรสนา ท่านไม่ต้องพูดกับผม ให้คุณรสนานั่งลงสิครับ
ไม่ต้อง คุณทําหน้าที่ไป ผมจะดําเนินการตามบัญชีรายชื่อนะครับ บัญชีรายชื่อที่อยู่ในนี้ ขอให้ท่านนั่งลงครับ ท่านจะ กี่คน ถ้า ๕๗ คน คนอื่นผมตัดเรียบเลยนะครับ ทําไมท่านดื้ออย่างนี้ ทําไมดื้อล่ะครับ
ไปกลัวอะไรท่านประธาน ท่านประธานก็คนเหมือนกันจะไปกลัวอะไรล่ะ ให้มันรู้สิครับ ท่านประธานไปรับใช้นักโทษหนีคดี ท่านอย่าใช้อารมณ์สิครับ ถ้าท่านใช้อารมณ์ก็จะเป็น ปัญหามันเดินไปไม่ได้ เมื่อวานนี้ท่านก็ใช้อารมณ์ไปครั้งหนึ่งแล้วกับสมาชิก
เดี๋ยวท่านเทพไท ผมจะขอ อนุญาตแจ้งที่ประชุมอีกทีครับ ผมจะเรียกตามบัญชีรายชื่อที่อยู่ปรากฏในนี้นะครับ หน้า ๑๓ ตั้งแต่มาตรา ๒ เราเริ่มจากมาตรา ๒ ไม่ได้เริ่มมาตราอื่นนะครับ ผ่านวาระที่หนึ่งเรียบร้อย ไปแล้ว เราลงมติไปเรียบร้อยนะครับ เราลงมติไปเรียบร้อยแล้ว
มีสมาชิกประท้วงเต็มไปหมดเลย แล้วท่านประธานจะให้ผมอภิปรายต่อได้อย่างไร ๑๐ กว่าคน ผมอาจจะสมาธิไม่ดีเหมือนท่านประธานหรอก แต่ว่ามัน ๑๐ กว่าคนและผมจะทําอย่างไร ท่านก็ดําเนินการประชุมตามข้อ ๕ สิครับให้มันเป็นระเบียบเรียบร้อย แล้วผมก็อภิปรายต่อได้ ในการที่ผมอภิปรายแล้วก็มีการประท้วง
ผมจะขออธิบายให้ฟัง อีกครั้งหนึ่ง เอาอย่างนี้ท่านไม่ต้องตะโกนครับ
ท่านประธานให้เขาพูดสิครับ เขาให้พูดผ่านไมโครโฟน
เอาอย่างนี้ เอาท่านสุรเชษฐ์ ก่อนนะครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายสุรเชษฐ์ แวอาแซ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดนราธิวาส ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงท่านประธานในข้อ ๕ ท่านประธานครับ ถ้าหากว่า ท่านประธานใช้ข้อบังคับ ข้อ ๕ ให้เคร่งครัด ไม่เกิดปัญหา การรักษาความสงบเรียบร้อยนั้น แน่นอนครับ เราก็ต้องให้สิทธิและความเป็นธรรมกับทุกท่าน ท่านประธานรับฟังสักนิดเถอะ ใครใช้สิทธิขึ้นมาประท้วงตามข้อบังคับ รับฟังเหตุผลสักนิดหนึ่ง แล้วก็ตัดสิน ไม่ใช่ว่าเราไปรู้ ในใจของสมาชิก ขึ้นมาประท้วงในเรื่องอะไร แต่ท่านประธานมักจะรู้ล่วงหน้าไปตัดสิน หรือว่าไปขัดขวาง ถ้าหากว่าปฏิบัติลักษณะอย่างนี้นี่ผมคิดว่าสภาไม่สามารถที่จะพิจารณาได้ ด้วยความเรียบร้อยได้ ท่านประธานครับ ฟังสักนิดเถอะ สงบสติอารมณ์แล้วก็ทําสมาธิรับฟัง ฟังเหตุผลแล้วก็ให้สิทธิให้กับเพื่อนสมาชิกทุกฝ่ายด้วยความเป็นธรรม ผมเชื่อว่าถ้าหากว่า ท่านประธานได้ใช้สติ สงบสติอารมณ์แล้วก็สุขุมรอบคอบวันนี้ปัญหาไม่เกิดแน่ แต่ถ้าหากว่า ท่านประธานทําหน้าที่คอยถกเถียง โต้เถียงกับสมาชิกที่จะแสดงเหตุผล และไม่ให้สิทธิในการที่จะ แสดงเหตุผล วันนี้รับรองว่าจะรุนแรงหรือว่าจะไม่ยุติเหมือนเมื่อวานนี้ก็เป็นได้ ขอบคุณครับ
ท่านรสนาเชิญ
ดิฉัน ขอประท้วงท่านประธานในข้อ ๕ ในข้อ ๕ ประธานรัฐสภาต้องมีอํานาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ ข้อ ๓ ควบคุมและดําเนินกิจการของสภานะคะ ข้อ ๒ กําหนดการประชุมรัฐสภา ดิฉันต้องการ ให้ท่านประธานกําหนดว่าบุคคลที่จะได้พูดตามรายชื่อในหน้า ๑๐ หรือหน้า ๑๓ เพราะดิฉันเอง ทักท้วงว่า ๕๗ คน ซึ่งดิฉันเป็นผู้มีส่วนได้เสีย ดิฉันถูกตัดสิทธิ ดิฉันเห็นว่าการตัดสิทธิของ ดิฉันนั้นไม่ถูกต้อง เพราะดิฉันเองทักท้วงว่า ๕๗ คนซึ่งดิฉันเป็นผู้มีส่วนได้เสียนะคะ ดิฉันถูก ตัดสิทธิ ดิฉันเห็นว่าการตัดสิทธิของดิฉันนั้นไม่ถูกต้องค่ะ ท่านประธานกรรมาธิการตัดสิทธิ ดิฉันได้อย่างไร ดิฉันบอกว่าให้มีการเลือกโดยไพร์มารี โหวต (Primary Vote) ก่อน เลือกมา ๒ เท่า หลังจากนั้นให้เลือกเหลือเท่าเดียวโดยประชาชน ดิฉันขัดหลักการตรงไหน ให้ท่านชี้แจง แล้วอยู่ ๆ ท่านบอกว่าข้อบังคับ ข้อ ๑๑๗ ให้รัฐสภาลงมติเลย ยังไม่ได้ฟังเลย ลงมติได้อย่างไร ดิฉันคิดว่าสิ่งนี้เป็นเรื่องการกระทําที่ขัด แล้วการกระทําเมื่อวานนี้ดิฉันคิดว่า ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖ ท่านเอาหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ข้อบังคับทั้งหลายที่ขัดรัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๖ ของรัฐธรรมนูญบอกว่า รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใด ของกฎหมาย กฎหรือข้อบังคับที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ บทบัญญัตินั้นเป็นอันใช้บังคับ มิได้ ดิฉันเห็นว่าสิ่งที่ท่านทํานั้นมันเป็นเรื่องที่ขัดรัฐธรรมนูญ แต่ท่านไม่ฟัง ดิฉันเห็นว่า ถ้าท่านกําหนดการประชุมให้เรียบร้อยเรื่องจะไม่เกิด ถ้าท่านประธานกําหนดการประชุมรัฐสภา ตามข้อ ๒ ในข้อ ๕ นี้นะคะ แล้วก็ (๓) เรื่องการควบคุมและดําเนินการกิจการของรัฐสภา ให้ดี วันนี้ก็จะไม่เกิดความวุ่นวาย ดิฉันคิดว่าท่านประธานนึกถึงคําพังเพยนะคะ รักยาวให้บั่น รักสั้นให้ต่อ หรือ น้ําร้อนปลาเป็น น้ําเย็นปลาตายนะคะ ถ้าท่านคิดว่าท่านมีอํานาจ ท่านอยากจะบั่น บั่น บั่น อยากจะใช้อํานาจนิยมอย่างนี้ เรื่องก็ยืดยาวอย่างนี้ หรือท่านคิดว่า ท่านมีอํานาจ อยากจะใช้น้ําร้อนราดลงไปแล้วก็ให้ทุกคนสยบยอมกลายเป็นปลาตาย มันก็ไม่ตายค่ะ มันก็วุ่นวานอย่างนี้ เพราะฉะนั้นดิฉันขอเสนอให้ท่านประธานกรุณา กําหนดให้ถูกต้องว่า ๕๗ คนนั้นจะได้อภิปรายหรือไม่ ถ้าได้อภิปราย เรื่องนี้จบ ทุกอย่าง ดําเนินไปได้ แต่ถ้าท่านไม่พูดมันก็ไม่จบค่ะ ขอบพระคุณค่ะ
คืออย่างนี้ ในหน้า ๑๐ ก็คือคัดเอามาจากทั้งเล่ม คัดออกมาทั้งเล่มถูกไหมครับ เพราะฉะนั้น ๕๗ คนนี้ยังอยู่ ยังอยู่ ในหน้า ๑๐ นั้นคัดมาทั้งเล่มนะครับ เพราะฉะนั้น ไม่ใช่ครับ คือผมไปอย่างนั้นไม่ได้เพราะผม ตกลงแล้วว่าผมจะเริ่มที่มาตรา ๒ เพราะมาตรา ๑ นั้นมันไปแล้วนะครับ แล้วที่ ๕๗ คนนั้น คือเราพิจารณาก่อนที่จะเข้าสู่วาระการประชุมวาระที่ ๒ ถูกไหมครับ เราขอมติ แต่เวลานี้ ใน ๕๗ คนนั้นมันอยู่ตั้งแต่ มาตรา ๑ ไล่ไปจนถึง มาตรา ๑๒ มันอยู่ในนี้หมด มันอยู่ ๆ แล้ว เพราะฉะนั้นในนี้ก็คือยังอยู่ก็คือในเล่มนี้
(นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภาระบบสรรหา ได้ยืนและยกมือขึ้น)
มันอยู่ในทุกมาตรา ท่านพูดได้ ท่านพูดได้ในทุกมาตราที่อยู่ในนี้ แต่ในมาตรา ๑ เราผ่านไปแล้ว ท่านไม่ต้องตะโกน นั่งลงได้ แค่นี้ผมก็ว่ามันน่าจะเข้าใจง่ายนะครับ
(นายอนุรักษ์ นิยมเวช สมาชิกวุฒิสภาภาควิชาชีพ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
เชิญท่านอนุรักษ์ต่อครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอนุรักษ์ นิยมเวช สมาชิกวุฒิสภา ผมขอสิทธิประท้วงท่านประธานใน ๒ ข้อ ขอประท้วงท่านประธานตามข้อ ๔๕ กับข้อ ๔๓ วรรคสอง คือข้อ ๔๕ นะครับท่านประธาน ในกรณีที่มีคนประท้วง อย่างกรณีนี้มีท่านรสนาประท้วงนี่ ผมคิดว่าท่านประธานคงต้องรับฟัง ข้อประท้วงเขาก่อนว่าเขาจะประท้วงเรื่องอะไรแล้วท่านประธานก็ค่อยวินิจฉัย ไม่ใช่ ท่านประธานเห็นว่ามีคนประท้วงอยู่ท่านประธานก็ไม่ให้สิทธิประท้วง ให้สิทธิคนอภิปราย ผมคิดว่าคงไม่ใช่ เพราะว่าท่านประธานเองบอกผมว่า เรามีข้อบังคับ เราจะปฏิบัติตาม ข้อบังคับอย่างเคร่งครัด ผมคิดว่าท่านประธาน เมื่อมีคนประท้วงท่านประธานต้องฟังก่อนว่า เขาประท้วงเรื่องอะไรแล้วค่อยวินิจฉัย นี่คือข้อ ๑ นะครับท่านประธาน อยากให้ ท่านประธานปฏิบัติตามข้อ ๔๕ ซึ่งผมคิดว่าสมาชิกหลายคนพูดเรื่องนี้เยอะแล้วนะครับ ข้อ ๒ ที่ท่านประธานพูดว่าทําไมดื้อกันจังเลย ผมคิดว่าท่านประธานเป็นประธานในที่ประชุม อยากให้ท่านประธานใช้วาจาสุภาพนิดหนึ่ง เพราะว่าเราเป็นสมาชิกรัฐสภา ไม่มีใครดื้อ นะครับ เพราะว่าเป็นการที่เขาใช้สิทธิในการที่เขาจะประท้วงท่านประธานจะพูดคําว่า ดื้อ กับสมาชิกรัฐสภาไม่ถูก ท่านประธานเป็นคนที่ผมก็ให้ความเคารพในฐานะท่านเป็นประธาน ท่านก็ต้องเคารพผมบ้าง แล้วก็เคารพสมาชิกรัฐสภาคนอื่น ในฐานะที่เราเป็นตัวแทนพี่น้อง ปวงชนชาวไทย กราบขอบพระคุณครับ
ไม่ต้องวินิจฉัยนะครับ ท่านครูมานิตย์ครับ
(นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
ท่านครูมานิตย์ครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐภาแห่งนี้ ผมพยายามที่จะลุกขึ้นหลายครั้ง แล้วท่านประธานได้ขอผม หลายที ผมก็ได้กรุณาให้เกียรติท่านประธาน ถือว่าท่านประธานนั้นเป็นประธานในที่ประชุม แล้วเป็นประมุขสูงสุด ถึงแม้ว่าท่านประธานเป็นรองประธานรัฐสภา แต่ท่านประธานที่เคารพครับ ที่ผมลุกขึ้นมาประท้วงนี้ ผมประท้วงข้อ ๕ เดี๋ยวท่านประธานจะถามว่าผมประท้วงข้อไหน คือการควบคุมองค์ประชุม ผมไม่เท้าความหรอกครับ แต่ดูจากเมื่อวานนี้นิดเดียว แล้วผม เป็นคนตั้งข้อสังเกตไว้ ท่านประธานคงจําได้ แล้ววันนี้ ท่านประธานจะเดินไปข้างหน้า ไม่ได้หรอก จริง ๆ คนที่กําลังอภิปรายนี้ พรรคพวกผมเองครับ ท่านเทพไทนี้ผมเป็นแฟน บลูสกาย (Blue Sky) ท่านครับ ท่านเก่ง แต่วันนี้ ท่านกลับไม่เก่ง เพราะท่านไม่อยากเก่ง เห็นไหมครับ มันเป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นวิธีการ ผมคิดว่าต้องพักสักนิดหนึ่ง แล้วก็ไปหารือ กันอีกที ผมคิดว่าประธานต้องหาวิธีการ ถ้าไม่อย่างนั้นแล้ว ผมมองว่าบรรยากาศมันอาจจะ ไปเหมือนเมื่อวานนี้อีกครับ ซึ่งทุกคนรู้กันหมดละครับ มีภูมิปัญญาที่ไม่ต่างกันหรอกครับ ในสภาแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เหตุที่เกิด เหตุที่เห็น แต่ผมคิดว่ามันต้องหารือกัน แล้วผมอยากเรียนไปถึง ท่านเจริญ จรรย์โกมล เมื่อวานนี้ ในฐานะเป็นคนเสนอหาทางออกกับท่านเลขาธิการพรรค คือท่านเฉลิมชัย ศรีอ่อน นี่เคารพ ท่านนะครับ ไม่ได้คิดจะก้าวล่วงอะไรนะครับ มันต้องกลับไปคุยกันใหม่ครับ แล้วจะเอากัน อย่างไร เดี๋ยวก็ ๕๗ ขึ้น เดี๋ยวก็ ๗๕ ขึ้น มันก็เดินไปไม่ได้หรอกครับ น้องผม เพื่อนผม ก็เท้าความกลับมามาตรา ๑ จริง ๆ เราเป็นกรรมาธิการด้วยกัน จริง ๆ ท่านเป็นคนน่ารัก นะครับ ท่านเทพไทน่ารักมากในสายตาผม ครอบครัวผมชอบท่านทั้งครอบครัวครับ แต่วันนี้ ท่านแกล้ง ผมรู้ว่าแกล้ง แต่ก็ไม่เป็นอะไรครับ มันเป็นเรื่องของกระบวนการในการอภิปราย ของท่าน แต่ผมคิดว่ามันเดินไปไม่ได้หรอกครับอย่างนี้ มันเสียเวลาไปเฉย นี่บ่ายโมงแล้ว ทุกคนงัดมาหมดแล้ว แล้วทีนี้ท่านประธานก่อนลง ท่านประธานครับ ทุกคนอ่านออก รัฐธรรมนูญ ข้อบังคับ ร่างขึ้นมาเอง เขียนขึ้นมาเอง แต่เวลาหยิบยกมาพูดไม่หมดทุกข้อ หรอกครับ เดี๋ยวนิดเดียวประธาน จะจบแล้วครับ นาน ๆ ท่านประธานขอผม ผมผ่านให้ทุกที ผมบายพาส (Bypass) ทุกครั้ง แต่ส่วนใหญ่จะหยิบขึ้นมานิดเดียว ช่วงที่ตัวเองคิดว่าน่าจะ เป็นประโยชน์ มันอย่างนี้ละครับ มันไม่เอาความทั้งหมดมาว่ากัน มันถึงเดินไปไม่ได้ ผมอยาก เรียนหารือท่านประธานว่า น่าจะนัด ๓ ฝ่ายอีกทีหนึ่งไปเจอกันตรงไหนก็ได้ครับ มันจะได้จบ มันถึงเดินได้ นี่ผมกราบเรียนเป็นเบื้องต้นครับท่านประธานครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ เข้าใจแล้วครับ เชิญท่านธนิตพลครับ
ได้แล้วกระมังครับ ผมว่า พอแล้วกระมังครับ อย่างนี้ครับ ผมบอกว่า มาตรา ๑ มันผ่านไปแล้ว แต่บอกว่า ๕๗ คนนี้ มีสิทธิอภิปรายอยู่แล้ว มีสิทธิอภิปรายตั้งแต่มาตรา ๒ เป็นต้นไปเลยนะครับ มีสิทธิอยู่แล้ว มาตรา ๒ นะครับ
(นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
พอแล้วกระมังครับ ไม่ต้อง คือประท้วงอะไร ประท้วงผมหรือครับ เดี๋ยวค่อยประท้วงผมครับ เดี๋ยวจะอภิปรายไหมครับ ท่านชํานิเดี๋ยวครับ เขาจะประท้วงผมครับ ประท้วงเรื่องอะไรครับ
ท่านประธานครับ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับการประชุม ข้อ ๕ ท่านประธานครับ ท่านประธานได้ปล่อยให้เพื่อนสมาชิกประท้วงกันหลายท่าน หลายท่านนี่ลุกขึ้นประท้วง ไม่ได้บอกว่าผิดข้อบังคับข้อใด แล้วท่านประธานก็ปล่อยให้ อภิปรายประกอบ ซึ่งอันนี้เป็นการผิดข้อบังคับอย่างชัดเจน แต่ผมไม่ติดใจในประเด็นนี้ แต่ผมติดใจท่านประธานในข้อ ๕ เช่นกันว่าท่านประธาน เมื่อมีคนประท้วงเพื่อให้งานเดินได้ ผมขอเสนอเป็นทางเลือกท่านประธาน ก็คือให้วินิจฉัยเป็นราย ๆ พอวินิจฉัยเสร็จแล้ว ใครขึ้นมาประท้วงในข้อเดิม ในรายละเอียดเดิม ท่านก็จะได้ตัดประเด็นได้ งานจะได้เดินไป ข้างหน้าครับท่านประธาน
ขอบคุณครับ แล้วขออภัย นะครับ ได้ เอาท่านชํานิก่อนนะครับ เชิญครับ ท่านจะประท้วงผมท่านบอกด้วยนะครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชํานิ ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมอยู่กับห้องประชุมนี้ มาตลอดเวลาทั้ง ๒ วัน และผมตั้งใจที่จะรอให้ท่านประธานสามารถนําการประชุมนี้เดินหน้า ไปได้ แต่ท่านประธานครับ ท่านแปลกใจไหมล่ะครับว่า ๒ วันแล้วเรายังเดินหน้าไม่ได้ เพราะเราไม่สามารถแก้ปมที่สมาชิกเขาติดใจมาตั้งแต่ต้น ปมนั้นคืออะไรครับ ปมนั้นคือ ข้อวินิจฉัยของท่านประธานคณะกรรมาธิการ ไปวินิจฉัยว่าสมาชิกทั้ง ๕๗ คน ที่เสนอ คําแปรญัตตินั้นขัดต่อหลักการ แล้วก็ไม่ยอมให้เขาสงวนความเห็น ข้อตรงนี้จึงเป็นปมของ เพื่อนสมาชิกมาตลอด เราถึงไม่สามารถเดินเข้าสู่ที่ประชุมได้ ที่ประชุมได้ถกเถียง โต้เถียง เรื่องนี้กันมา ๒ วันเต็ม ๆ เฉพาะคุณเทพไท เสนพงศ์ ยืนขึ้นเพื่อรออภิปรายเป็น ๑๐ ชั่วโมง
ท่านชํานิครับ
ท่านประธานครับผมขอนิดเดียว
โอเคครับ
ผมนี่เป็น เสียงข้างน้อย และผมท้วงติงกับท่านประธานคณะกรรมาธิการในกรรมาธิการมาแล้ว ตั้งแต่ต้นว่าท่านประธานทําอย่างนี้ไม่ได้ คณะกรรมาธิการมีสิทธิที่จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย กับคําแปรญัตติ แต่ไม่มีสิทธิที่จะไม่รับคําแปรญัตติ แล้วก็ไม่มีสิทธิที่จะไม่ให้เขาไม่สงวน ความเห็น พอกลับมาถึงสภาเป็นอย่างไรครับท่านประธาน
ท่านชํานิครับ
นิดเดียว ท่านครับ ผมจะจบแล้ว ผมตั้งใจจะช่วยท่านประธานแก้ปัญหา แล้วที่ท่านประธานบอกว่า ขัดกับหลักการนั้น มีชื่ออยู่ในรายนี้ทุกมาตรา ซึ่งทุกคนมีสิทธิพูด ซึ่งไม่จริง ท่านประธานครับ ท่านประธานเปิดต่อไปในภาคผนวกสิครับ เขาบอกไว้เลยว่าที่สงวนไว้ทั้งหมดที่มีชื่อนี่มันมี มาตราไหนขัด มาตราไหนไม่ขัด มาตราไม่ขัด มาตราขัดนั้นพูดไม่ได้ ซึ่งตรงนี้มันยังเป็นปม แล้วเราก็เดินไปสู่การประชุมในวันนี้ไม่ได้ นี่พูดด้วยความเคารพต่อท่านประธาน แล้วผมเอง นี่พูดกับท่านประธานมาตั้งแต่เมื่อวานนี้หลังห้องประชุม ผมบอกท่านประธานยุติเรื่องนี้เถอะ แล้วสภาก็จะเดินหน้าไปได้ นี่วันนี้ผมมาตั้งแต่เก้าโมงเช้า บ่ายโมงแล้วยังเดินไม่ได้อีก
ท่านชํานิครับ เรื่องเหล่านี้ มันยุติไปแล้วนะครับ
ยุติอย่างไร แล้วคุณรสนายังลุกขึ้นประท้วงอยู่
ไม่ใช่ ได้เข้าใจนะครับว่า ทั้งหมดนี้ผมจะดูตามบัญชีรายชื่อในนี้นะครับ ทั้งหมดก็จะมีสิทธิอภิปรายในประเด็นที่ตัวเอง ขอแก้ไขนะครับ เพียงแต่ว่า ๕๗ คนนั้นก็คือดึงออกมาจากทั้งหมดนี่เอามาสรุปอีกทีหนึ่ง ซึ่งเวลานี้ ๕๗ คนมันอยู่ในนี้ อยู่ในเล่มนี้นะครับ ท่านไม่ต้องห่วงครับ เพราะว่าได้วินิจฉัย แล้วก็ได้พิจารณาไปเรียบร้อยนะครับ
ถ้าอย่างนั้น ท่านครับ ขอประทานโทษครับ ถ้าอย่างนั้นท่านประธานยืนยันกับสมาชิกเขาไปเลยสิครับว่า ใครที่มีชื่ออยู่ทุกมาตราเขามีสิทธิได้พูดทุกคนถ้าเขาประสงค์จะพูด ถ้ายืนยันอย่างนี้มันก็จบได้
ถูกต้องครับ
แสดงว่า ภาคผนวกข้างหลังนี้ไม่ต้องใช้แล้วถูกไหมครับ
ไหนครับ
ภาคผนวก ที่บอกไว้เลย
ผมจะดําเนินการตาม หนังสือฉบับนี้ตั้งแต่มาตรา ๒ จนถึงมาตรา ๑๒
ถ้าอย่างนั้น ผมบอกอย่างนี้ครับ มาตราแรก นายบุญยอด สุขถิ่นไทย มาตราที่ขัดต่อหลักการ มาตรา ๑๑๒ มาตรา ๑๑๓ มาตรา ๑๑๔ มาตรา ๑๑๗ มาตรา ๑๑๘
ไม่ต้องหรอกครับ
มาตรา ๑๒๐ แสดงว่ามาตรานี้พูดไม่ได้ แต่ว่ามาตรา ๑๑๕ มาตรา ๑๑๖ มาตรา ๑๒ นี้พูดได้ อย่างนี้ใช่ไหม
ไปมาตรา ๒ เลยครับ พูดตั้งแต่มาตรา ๒ ไปเลยนะครับ
ก็นี่อย่างไร ผมกําลังบอกท่านประธานว่า ในนี้คําแปรญัตติที่เขียนไว้มันมีทั้งมาตราที่ขัดต่อหลักการ กับไม่ขัดต่อหลักการ ถามว่าคนที่แปรญัตติมีชื่อทุกคนไหม มีชื่อแล้ว แต่มีชื่อในนี้มีอย่าง มีเงื่อนไขว่าถ้าไม่ขัดหลักการพูดได้ ถ้าขัดหลักการพูดไม่ได้
ผมจะอนุญาตให้ทุกคนพูด ท่านชํานิครับ
ถ้ายืนยัน อย่างนั้นก็จะได้เดินหน้าได้
ผมอนุญาตให้พูดครับ พูดในประเด็นที่เขาขอแปรญัตติไว้นะครับ
ยืนยัน นะครับว่าทุกคนมีสิทธิพูดตามชื่อนี้นะครับ
ผมยืนยันต่อหน้า ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่มาจากอนุกรรมการสื่อสารและมวลชนสัมพันธ์รัฐสภา ในโครงการ พิธีมอบรางวัลต้นแบบคนพอเพียงในวิถีประชาธิปไตย ซึ่งมาดูท่านอยู่นะครับ ผมพูดมา หลายรอบแล้วนะครับ ท่านอาจจะเพิ่งมาฟังนะครับ เอาแล้วกระมัง เชิญท่านสุดท้าย ผมจะ ให้ท่านเทพไทว่าไปนะครับ
(นายแทนคุณ จิตต์อิสระ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ได้ยืน และยกมือขึ้น)
ประท้วงเรื่องอะไร เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม แทนคุณ จิตต์อิสระ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ผมประท้วงท่านประธาน ในข้อ ๕ (๔) และประท้วงผู้อภิปรายจากพรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์นะครับ เมื่อสักครู่นี้ ผมอยากขอให้ถอนคําพูดนะครับ ท่านผิดการอภิปราย ข้อ ๔๓ นะครับ ที่ว่าด้วยเรื่องของ การใส่ร้ายหรือเสียดสีบุคคล ที่ท่านกล่าวว่าพวกเราแกล้งให้การดําเนินการอภิปรายนั้น ไม่เป็นไปตามที่ควรจะเป็น ไม่มีใครแกล้งนะครับท่านประธานที่ติดตามการดําเนินการอยู่ จะทราบดีอยู่แล้วว่าเหตุปัจจัยที่มันมีผลที่ทําให้เราไม่สามารถดําเนินการได้ครับ
คือถ้าท่านพูดอย่างนี้มันก็ ต้องมีคนประท้วงอีก
ท่านก็วินิจฉัยเลยครับว่าคําว่า แกล้ง
ผมวินิจฉัยแล้วนะครับ ไม่ได้ มีเจตนาและไม่ได้มีอะไรอย่างที่ท่านคิดหรอกครับ เชิญท่านนั่งลงนะครับ
ท่านประธานครับ คําว่า แกล้ง เป็นคําเสียดสี ใส่ร้ายนะครับท่านประธาน
ไม่ครับ ไม่อย่างนั้น ผมบอก แต่แรกแล้ว ผมจะเป็นคนที่ตัดบททุกทีเวลาท่านพูดอะไรที่ไม่ถูกต้องนะครับ เชิญท่านนั่ง เถอะครับ ท่านเทพไทครับ นิมนต์ครับ
สาธุครับ ท่านประธานครับ ผม เทพไท เสนพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ผมขอใช้สิทธิพาดพิงจากคุณครูมานิตย์ก่อนครับท่านประธาน เมื่อสักครู่ คุณครูมานิตย์บอกผมว่าผมนี่เป็นคนฉลาด แต่ว่าวันนี้ไม่ฉลาด
ท่านครับ เขาชมครับ ผมฟัง ตลอดเลย เขาชม แล้วเขาสนิทกับท่านนะ ครอบครัวท่านด้วย เขาชมท่าน ไม่ต้องหรอกครับ คําชมของท่านนั้นถูกบันทึกเอาไว้แล้วนะครับ ท่านว่าไปเลยครับ
เขาชมว่า ผมฉลาดแต่วันนี้ผมไม่ฉลาด อันนี้มันแสดงว่าไม่ชมครับ คือท่านอาจจะเข้าใจ แต่พี่น้อง ประชาชนในเขตเลือกตั้งผมเขาไม่เข้าใจแบบท่านนะครับ ผมต้องอธิบายครับ คือต้องเรียน กับคุณครูมานิตย์ เรียนผ่านท่านประธานครับว่า ผมไม่ให้ท่านถอนหรอกครับ คือชอบพอกัน
เอาอย่างนี้ ผมจะให้ ท่านถอน ครูมานิตย์ถอนนะครับ
ไม่ต้องถอนครับ เพียงแต่ผมบอกว่า ผมอยากชี้แจงแค่นั้นเองว่าครอบครัวท่านครูมานิตย์ ผมทราบว่าเป็นแฟนบลูสกาย สายล่อฟ้าผม เพราะคุณครูมานิตย์เอาลูกชายมาถ่ายรูปกับผม เพราะผมเป็นไอดอล (Idol) ลูกชายเขา รักใคร่กัน แต่วันนี้ท่านบอกว่าผมไม่ฉลาด ต้องเรียน กับคุณครูมานิตย์ว่าผมฉลาดทุกวัน ไม่ใช่ฉลาดบางวัน
เชิญครับ
มาตรา ๒ ท่านประธานครับ มาตรา ๒ คําที่ผมแปรญัตติแล้วก็สงวนความเห็นสั้น ๆ ครับ ท่านประธาน แต่ว่าผมจําเป็นต้องใช้เหตุผลในการอธิบาย เพราะเพื่อนสมาชิกอาจจะสงสัยว่า เอ๊ะ ทําไมผมมาแปรญัตติในมาตรา ๒ ซึ่งเป็นเรื่องเงื่อนไขการบังคับใช้ในราชกิจจานุเบกษา ของกฎหมาย ผมต้องเรียนนะครับว่ามันมีเจตนาหรือว่ามีความประสงค์ที่จะต้องแก้ ก็คือว่า ตามร่างเดิมเขียนว่ารัฐธรรมนูญนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป ผมขอแก้ ให้รัฐธรรมนูญนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป คือเจตนารมณ์ของผมต้องการที่จะให้มีผลบังคับใช้ทันที ผมไม่อยากจะให้รอ ถามว่าทําไมผมต้องการให้ประกาศใช้ทันที เพราะผมต้องการสนองเจตนารมณ์ของบุคคล บางคนที่ต้องการที่จะให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เสร็จสิ้นโดยเร็ว ถ้าท่านประธานเห็นกระบวนการ พิจารณารัฐธรรมนูญท่านประธานจะทราบครับ มีการกระตือรือร้น มีการกระเหี้ยนกระหือรือ ที่จะให้รัฐธรรมนูญที่จะให้รัฐธรรมนูญบังคับใช้โดยเร็ว มีผลโดยเร็ว ดูจากไหนครับท่านประธาน ดูจากการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ๓ ฉบับ ในวาระแรกครับ วาระแรกท่านประธานก็เห็นครับ มีการตกลงกันพูดกัน ๓ วันจริง มีเงื่อนไขตามที่ประธานวิปฝ่ายรัฐบาลได้พูดกับท่านประธานว่า ฝ่ายละ ๑๕ ชั่วโมง แล้วก็ฝ่ายวุฒิสภา ๘ ชั่วโมง แต่ว่าสุดท้ายพอ ๓ วัน ก็มีการรวบรัดเสนอปิด
ท่านเทพไทด้วยความเคารพ นะครับ ท่านบอกเหตุผลว่าทําไมท่านถึงบอกให้มีผลทันทีนะครับ
ก็นี่ผมกําลังเรียงลําดับว่าทําไมผมมีเหตุผล ผมจะชี้ปรากฏการณ์ให้เห็นนะครับ เป็นแต่ละ เหตุการณ์ ๆ และเพื่อจะนํามาซึ่งคําแปรญัตติของผมว่าทําไมต้องมีผลทันทีท่านประธาน เพราะฉะนั้นท่านประธานอย่าขัดคอครับ ผมกําลังลื่นไปสบาย ผมสมาธิสั้นนะท่านประธาน ใครมาโหวกเหวกโวยวายไม่ได้ผมหยุดทันที จะหาว่าผมแสดงอีกหรือว่าเล่นเกมอีกไม่ได้ นะท่านประธาน ท่านประธานจะเห็นว่าอันดับแรกวาระที่หนึ่งมีการรวบรัดให้ปิดอภิปราย โดยบอกว่าครบ ๓ วันแล้ว ทั้ง ๆ ที่เงื่อนไขจํานวนชั่วโมงไม่ครบ ถัดจากนั้นในคืนวันที่ ๔ ตีสอง มีการลงมติวาระแรกครับท่านประธานลงเสร็จวาระแรกระหว่างนั้นมีการตั้งกรรมาธิการ ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าระหว่างการตั้งกรรมาธิการมีองค์ประชุมครบหรือไม่
ผมบอกเป็นครั้งที่ ๒ บอกให้ท่าน บอกเหตุผลว่าทําไมท่านถึงต้องให้มีผลทันที ท่านอย่าได้ไปเอาวาระที่หนึ่งมาพูดอีกเลย เชิญครับ
ก็เหตุผลของผมที่จะให้มีผลทันที
ครั้งที่ ๒ นะครับ
เพราะผมต้องการจะชี้ให้ประธานเห็นว่ามันมีการเร่งรีบอย่างไรท่านประธาน มีการเร่งรีบทํา รัฐธรรมนูญฉบับนี้ แล้วเมื่อต้องการที่จะเร่งรีบให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ใช้ ผมก็เลยสนองตัณหา อย่างไรท่านประธาน ให้มันมีผลไปเลย ไม่ต้องรอวันถัดไปท่านประธาน นี่เหตุผลของผม เพียงแต่ผมยกตัวอย่างปรากฏการณ์ขึ้นมาอธิบายท่านประธาน ว่ามันมีการเร่งรัด ตั้งแต่องค์ประชุมไม่ครบแล้วก็ดึงดันว่าองค์ประชุมครบ และก็รีบประชุมกรรมาธิการวันถัดไป แล้วหลังจากนั้นเกรงว่าจะขัดต่อรัฐธรรมนูญก็นัดประชุมใหม่วันที่ ๑๘ ท่านประธาน นี่ก็เห็นได้ชัดท่านประธานว่ามีการเร่งรัด ในวาระที่สอง ระหว่างพิจารณา ผมต้องเรียนกับ ท่านประธานนะครับ กรรมาธิการชุดนี้ขยันมากครับ พิจารณาสัปดาห์วัน ๒ วัน ตลอดเวลาครับ แล้วก็เร่งรีบจนเสร็จครับ พอเสร็จแล้วท่านประธานจะเห็นไหมครับว่า ในสมัยประชุมนี้วาระสําคัญของสภาแห่งนี้ที่เป็นเรื่องสําคัญ เป็นเรื่องปากท้อง ของพี่น้องประชาชน เรื่องการเงินการทองของรัฐบาลโดยเฉพาะอย่างยิ่ง พ.ร.บ. งบประมาณ ปี ๒๕๕๗ พ.ร.บ. เงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ การแถลงผลงานของรัฐบาลในรอบ ๑ ปี อันนี้รอบ ๒ ปี ก็ยังไม่แถลง แต่ว่าที่ประชุมไม่ได้เอาเรื่องนี้มาพิจารณาเลยครับ เร่งดันแก้ไข ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เข้ามาก่อนนะครับท่านประธาน และท่านประธานก็จะเห็นนะครับ ร่างรัฐธรรมนูญมี ๓ ฉบับนะครับ เอาฉบับนี้ฉบับเดียวเข้ามาก่อนเลย ถามว่าทําไมเร่งรีบที่จะ เอารัฐธรรมนูญฉบับนี้เข้ามาครับ เพราะต้องการที่จะให้รัฐธรรมนูญแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ที่มาของ ส.ว. เสร็จโดยเร็วครับ เพื่อผมจะได้นําโยงไปถึงการแก้ไขว่าทําไมผมจะให้มีผลประกาศใช้ในทันทีท่านประธาน เหตุผลที่ต้องการให้โดยเร็วเพราะกลัวครับท่านประธาน สมาชิกวุฒิสภาชุดนี้จะหมดวาระ ในวันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๕๗ ซึ่งท่านประธานรู้ดีเพราะท่านประธานให้สัมภาษณ์ในไทยโพสต์ ไปแล้วว่าท่านประธานจะสมัครต่อ เพราะฉะนั้นก็มีการเร่งเอาเรื่องนี้เข้ามาถ้าจะช้า เหมือนกับ ๒ ฉบับโน้นก็กลัวจะไม่ทันวันที่ ๒ มีนาคม ท่านประธาน ที่มันดันกันเมื่อวานนี้ นะครับที่องค์ประชุมยังไม่ครบ ที่เกิดความวุ่นวาย ตํารวจอยู่ล้อมท่านประธานเต็ม ท่านประธานก็ดึงดันที่จะลงมติ เพราะรวบรัด เร่งรีบ กระเหี้ยนกระหือรือให้รัฐธรรมนูญ ฉบับนี้มันทันอย่างไรท่านประธาน ผมว่าอยากให้มันทันปั๊บท่านประธานก็เห็นนะครับ ถ้าหากว่าออกช้าไปมันก็ต้องออกกฎหมายลูกอีกอะไรอีกมากมาย มันจะทําให้สมาชิกวุฒิสภา ที่จะประสงค์ไปลงเลือกตั้ง เลือกตั้งไม่ทันตามแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็มีการดันกันเต็มที่ อันนี้ผมเข้าใจครับ ผมก็เข้าใจความรู้สึกของเพื่อนสมาชิกส่วนหนึ่งครับ เพราะฉะนั้นเพื่อสนอง เจตนารมณ์ เมื่อต้องการที่จะให้มันเสร็จโดยเร็ว ผ่านโดยเร็ว ผมเกรงท่านประธานว่าถ้าหากว่า จะใช้ตามร่างเดิมก็คือรัฐธรรมนูญนี้ให้ใช้บังคับในวันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ผมกลัวมันจะช้าไป เดี๋ยวประกาศวันที่ ๒ วันที่ ๓ เดี๋ยวจะไม่มีผล เดี๋ยวจะหมดวาระเสียก่อน ผมก็สนองความต้องการเลย เอาให้เป็นทันทีไปเลยท่านประธาน วันไหนเสร็จก็ประกาศว่า มีผลบังคับใช้ตรงนี้ไปเลย
เอาละ ผมเข้าใจแจ่มแจ้ง เลยนะครับ
ท่านเข้าใจสิเพราะท่านจะสมัคร ส.ว. ต่อนี่ ท่านเข้าใจอยู่แล้วเพราะท่านจะเป็น ส.ว. ต่ออีกสมัยหนึ่ง นี่ท่านเข้าใจความรู้สึกผมอยู่แล้วเพราะผมก็เข้าใจความรู้สึกของท่านประธาน ผมก็เลยต้องการที่จะแก้ให้มันถูกใจท่านประธาน วันนี้ทําในสิ่งที่ถูกใจท่านประธานแล้ว
ดีมาก ขอบคุณมากครับ เอาละครับ เข้าใจแล้วครับ ท่านต่อไปครับ ท่านต่อไปท่านธนา เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้แปรญัตติตัดมาตรา ๒ ออกทั้งหมด การที่ผมแปรญัตติตัดมาตรา ๒ ออกทั้งหมดซึ่งบัญญัติไว้ว่า รัฐธรรมนูญนี้ให้ใช้บังคับ ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ผมมีเหตุผลอย่างนี้ครับ ท่านประธาน ๑. ผมไม่เห็นด้วยกับหลักการของการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทั้งหมด ซึ่งผมจะ กราบเรียนที่มาให้ท่านประธานได้ทราบว่าทําไมผมถึงไม่เห็นด้วย และทําไมผมถึงต้องไม่ยอม ให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีการประกาศใช้ได้ นั่นคือหลักการและอํานาจหน้าที่ของผมที่จะได้ใช้ สิทธิในฐานะสมาชิกรัฐสภาที่จะได้อภิปรายให้ท่านประธานเห็นถึงความเสียหาย หากรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ใช้บังคับ
ท่านธนาครับ เดี๋ยวผมขอ ทําความเข้าใจกับท่านนิดหนึ่งนะครับ เพราะเนื่องจากกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้มันผ่าน วาระที่หนึ่งมาแล้วนะครับ ขณะนี้ท่านก็ให้เหตุผลว่าท่านไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งผ่านวาระที่หนึ่งไปแล้ว ท่านกําลังทําในสิ่งที่ฝืนต่อมติที่ประชุม ก็คือเราผ่านวาระที่หนึ่ง มาแล้ว ท่านกรุณาบอกเหตุและผลว่าทําไมถึงขอตัด แล้วผมเคารพในความเป็นนักกฎหมาย ของท่านนะครับ นักกฎหมายท่านนั้นไม่มีกฎหมายใดฉบับนี้ในโลกที่ไม่มีวันประกาศใช้ ท่านกรุณาให้เหตุผลเถอะครับ
ท่านรู้จักการทําหน้าที่ในรัฐสภาไหมครับ
ครับ ผมดําเนินการตาม ข้อ ๕ นะครับ
ก็ท่านอย่าขัดผมสิครับ
เชิญท่านอภิปรายต่อครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านบอกผมว่า วาระที่หนึ่งผ่านไปแล้ว ผมก็กําลังจะเรียนให้ท่านประธานทราบว่าการพิจารณากฎหมาย มันไม่ชอบธรรมอย่างไร มันเกิดปัญหาอย่างไร และทําไมผมถึงไม่เห็นด้วยที่จะให้มี การประกาศใช้ วาระที่หนึ่งผมจะต้องได้รับสิทธิในการอภิปรายเพื่อโน้มน้าวเพื่อนสมาชิก ให้เห็นด้วยกับผมว่าไม่สมควรรับหลักการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้อย่างไร แล้วผม ได้อภิปรายไหมครับท่าน เสียงข้างมากท่านปิดประชุมก่อนที่ผมจะได้ใช้สิทธิอภิปรายนะครับ แล้วผมมาวาระที่สอง ท่านก็บอกไปพูดวาระที่หนึ่ง เอาอย่างไรละครับท่านประธาน ผมไม่ได้ ถามท่านนะ ท่านฟังผม ไม่ต้องตอบครับ
ผมนึกว่าถามผมครับ
ท่านประธานรู้จักลีลาในการอภิปราย ไหมครับ นี่เป็นลีลาของผมครับท่านประธาน
ผมรู้จักลีลาท่านมาตั้งแต่ อยู่ กทม. แล้วครับ ท่านเชิญเถอะครับ
ผมถึงบอกว่ารัฐสภาแห่งนี้ต้องพูด ความจริงกันครับ พอวาระที่สองท่านก็บอกวาระที่สองมันผ่านไปแล้วให้พูด เรื่องนี้มันต้องพูด ในวาระที่หนึ่ง แล้ววาระที่หนึ่งสมาชิกพรรคฝ่ายค้านได้พูดกี่คน ผมได้พูดไหมครับ พอผมจะ พูดท่านก็ใช้มติเสียงข้างมากลากไป ท่านตัดสิทธิพวกผมไม่ให้ผมอภิปรายอย่างไรครับ พอผมไปยื่นกรรมาธิการ ท่านก็ใช้สิทธิในฐานะเสียงข้างมากในกรรมาธิการซึ่งเป็นผู้เสนอ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ตัดสิทธิผมครับว่าขัดหลักการ ผมก็ยืนยันกับท่านว่าการแก้ไข รัฐธรรมนูญนั้นข้อบังคับไม่ใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญ ถามว่าท่านฟังผมไหมครับ ท่านก็ไม่ฟัง เมื่อวานนี้เกิดความวุ่นวายเกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากอะไรเลยครับ ถ้าท่านประธานไม่มีธงว่าจะต้อง พิจารณาอย่างไร ไม่มีกําหนดเวลาของการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาที่จะหมดในวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๕๗ ผมถามสิว่าท่านจะต้องเร่งรีบกันหรือไม่ ก็ไม่มีความจําเป็นครับ แต่เพราะว่า ที่มาของการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้มันไม่สุจริตอย่างไรครับ ผมถึงให้ประกาศใช้ไม่ได้ครับ ผมถึงใช้สิทธิในฐานะผมเป็นสมาชิกรัฐสภาคนหนึ่งที่จะไม่ให้กฎหมายฉบับนี้ผ่าน ความเห็นชอบของที่ประชุมรัฐสภา ผมแปรญัตติเพื่อที่ผมจะได้ลุกขึ้นใช้สิทธิของผมตาม บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ เรื่องนี้พอเข้าที่ประชุมรัฐสภา มีปัญหาครับท่านประธาน พี่น้อง ประชาชนเขาก็เกิดความรู้สึกไม่สบายใจกัน ท้ายที่สุดอาทิตย์ที่แล้วท่านประธานก็เห็นภาพ มีพี่น้องประชาชนจํานวนหนึ่งลุกขึ้นมา แสดงให้รัฐบาลได้เห็นว่ารัฐบาลไม่ได้เอาใจใส่ในการ แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน มุ่งเน้นที่จะแก้ปัญหาของตัวเอง มุ่งเน้นที่จะ แก้ปัญหาทางการเมืองของตัวเอง มุ่งเน้นที่จะช่วยพวกพ้องของตัวเอง เขามาแสดงพลัง ให้รัฐบาลได้รับรู้ว่าทําไมไม่ใช้สิทธิที่ประชาชนมอบให้มาดูแลแก้ไขปัญหาของเขา ทําไม เอาเรื่องแต่ที่จะเป็นผลประโยชน์ส่วนตัว ส่วนพรรคส่วนพวกเท่านั้น อาทิตย์ที่แล้วตํารวจ อยู่รัฐสภากี่คนครับท่านประธาน เรื่องมีปัญหาถึงขนาดว่านายกรัฐมนตรีต้องตั้งคณะกรรมการ ปฏิรูปการเมือง เพราะนายกรัฐมนตรีเห็นว่าขณะนี้เกิดปัญหา แล้วนายกรัฐมนตรีพูดว่า อย่างไรครับ
ท่านครับ เอาประเด็นที่ท่าน ขอตัดนะครับ เรื่องของวันประกาศใช้นะครับ เอาแค่นั้นนะครับ ผมขอให้ท่านดําเนินการ ให้เป็นไปตามข้อบังคับการประชุม ข้อ ๙๙ ด้วยนะครับ ในประเด็นที่ท่านจะขอตัดนี้นะครับ ท่านอย่าไปพูดเรื่องอื่นเลยครับ ขอบคุณมากครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่เรากําลัง พิจารณาคือบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ท่านประธานจําคําพิพากษาศาลรัฐธรรมนูญได้ไหมครับ การที่จะแก้ไขบทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับโครงสร้างหลักในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นพระประมุข จะไม่สามารถกระทําได้ยกเว้นจะได้รับความเห็นชอบ หรือทําประชามติจากประชาชนเสียก่อน ผมกําลังพูดในหลักการสําคัญให้ท่านประธาน ได้เห็น ถ้าท่านประธานยังเห็นว่าสิ่งที่ผมพูดไม่ใช่อยู่ในหลักการมาตรา ๒ แสดงว่า ท่านประธานมีอะไรในใจ ผมกราบเรียนท่านประธานว่าศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคําสั่งให้รัฐสภา ยุติการลงมติในวาระที่สามเพราะอะไรครับ เพราะท่านไปตัดสิทธิประชาชนที่เขาจะใช้สิทธิ ในการดําเนินการเพื่อปกป้องพิทักษ์รัฐธรรมนูญ จําได้ไหมครับ แล้วรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นอย่างไรล่ะครับ ไปเปลี่ยนอํานาจหลักในการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่สมาชิก นิติบัญญัติมาจากทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ท่านไปเปลี่ยนโครงสร้างหลักที่เขามาจาก การสรรหาครึ่งหนึ่ง มาจากการเลือกตั้งครึ่งหนึ่ง ท่านไปบอกว่าต่อไปนี้เอามาจากการเลือกตั้ง ทั้งหมด ถามว่าท่านถามประชาชนหรือยังครับ ว่าท่านกําลังทําในสิ่งที่เป็นการไปเปลี่ยนแปลง โครงสร้างหลักในการปกครองระบอบประชาธิปไตย ท่านจะมาจากประชาชนได้เสียงข้างมาก อย่างไร แต่ท่านไม่มีสิทธิที่จะอ้างประชาชนว่าสิ่งที่ท่านทําอยู่นั้นเป็นความต้องการของ ประชาชนทั้งประเทศ ทําไมไม่กล้าทําประชามติล่ะครับ ไหนตอนแรกบอกว่ามาแก้ไข รัฐธรรมนูญ แล้วจะทําประชามติก่อน เพราะท่านมั่นใจว่าประชามติจะเห็นด้วยกับท่าน แล้ววันนี้ทําไมไม่ทําครับ วันนี้ท่านไม่ทํา เพราะท่านไม่มั่นใจอย่างไรครับสิ่งที่ท่านทําอยู่นั้น จะเป็นสิ่งเดียวกับที่ประชาชนเสียงข้างมากเขาต้องการหรือเปล่า แต่ท่านก็อ้างอยู่อย่างเดียวว่า ท่านมีเสียงข้างมากแล้วท่านจะทําอะไรก็ได้ ซึ่งผมเป็นเสียงข้างน้อยผมจะลุกขึ้นเรียน ในที่ประชุมแห่งนี้ครับว่า เสียงข้างมากไม่ได้หมายถึงท่านมีสิทธิที่จะทําในสิ่งที่ผิดกฎหมาย ท่านไม่มีสิทธิที่จะทําในสิ่งที่ขัดต่อจริยธรรม ศีลธรรมอันดี ครรลองประเพณีปฏิบัติของ ประเทศ ถ้าท่านแก้รัฐธรรมนูญโดยที่ท่านพูดเรื่องการเลือกตั้ง ผมจะไม่ว่าท่านครับ แต่เจตนาของท่านมันไม่ได้มีแค่นั้น ท่านบอกตลอดว่าองค์กรอิสระเป็นองค์กรที่สร้างปัญหา ให้กับพวกท่าน องค์กรอิสระ ๒ มาตรฐาน ตัดสินแต่พวกท่านผิด พวกผมยื่นอะไรก็ถูก แล้วไม่ดูเหตุการณ์ที่ผ่านมาล่ะครับ รัฐธรรมนูญที่ผ่านมาพวกผมลุกขึ้นทักท้วงท่านประธาน ในที่ประชุมกี่ครั้งกี่คราว
อย่างนี้ครับ คือผมฟังแล้ว ท่านไปเข้าสู่วาระที่หนึ่ง อยู่เหมือนเดิมนะครับ ท่านพูดในสิ่งที่ผมบอกแล้ว รักษาข้อบังคับ หน่อยนะครับ ท่านได้อภิปรายเฉพาะประเด็นนะครับที่ท่านจะขอตัดวันประกาศบังคับใช้ ท่านเอาแค่นั้นนะครับ ว่าทําไมท่านถึงไม่เห็นด้วยกับการประกาศในราชกิจจานุเบกษา ท่านบอกเถอะครับ ท่านอย่าไปพูดถึงวาระที่หนึ่ง เลยครับ ขอความกรุณาเถอะครับท่านธนา
ท่านประธานที่เคารพครับ การอภิปราย ในสภานี้ผมต้องทําผิดข้อบังคับ ผมต้องอภิปรายนอกประเด็น สิ่งที่ผมได้อภิปรายมาตลอด ระยะเวลา ๑๐ กว่านาที มีตรงไหนบ้างครับที่ผมอภิปรายนอกประเด็นที่ไม่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ ที่กําลังแก้ไขอยู่ในฉบับนี้
ผมเตือนท่านอีกครั้งนะครับ นี่ผมให้เกียรติท่านนะ ความจริงแล้วท่านเป็นทนาย เป็นนักกฎหมายนะครับ เพียงแค่ ท่านบอกขอตัดวันประกาศมีผลบังคับใช้ แค่นี้มันก็ผิดโครงสร้างกฎหมายแล้ว อุตส่าห์ให้ ท่านอภิปรายท่านก็อภิปรายให้เข้าประเด็นหน่อยครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมพยายาม ที่จะไม่ใช้อารมณ์นะครับท่านประธาน แต่สิ่งที่ผมกําลังทําหน้าที่ผมไม่ได้ร้องขอจาก ท่านประธาน ผมกําลังใช้สิทธิของผมตามรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นผมกราบเรียน ท่านประธานว่าท่านต้องให้สิทธิผมอภิปรายตราบใดที่ผมไม่อภิปรายนอกประเด็น ผมกําลัง อภิปรายว่าทําไมผมถึงรับหลักการและผมถึงไม่สามารถให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ประกาศใช้ได้ เพราะผมเห็นว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่จะสร้างความเสียหายให้กับประเทศ นี่เป็นกฎหมาย รัฐธรรมนูญนะครับท่านประธาน มันเป็นหลักปรัชญา เป็นหลักทางการเมือง เป็นหลักของ ประชาชน ท่านประธานจะให้ผมพูดอย่างไรครับเรื่องปรัชญาทางการเมือง หรือท่านประธาน ให้ผมพูด ๑ นาที ๒ นาที ถ้าผมไม่ทําความเข้าใจกับประชาชน กับท่านสมาชิกรัฐสภา แล้วเขาจะโหวตตามผมได้อย่างไรครับ ท่านประธานอย่าใช้หลักเล็ก ๆ น้อย ๆ เลยครับ ปล่อยให้ผมอภิปราย ถ้าผมอภิปรายแล้วไม่อยู่ในประเด็น ไม่เกิดประโยชน์กับสังคม ผมฆ่าตัวตายทางการเมือง แต่ท่านประธานอย่ามาต้องทําให้ผมต้องขอท่านประธานในการ ใช้สิทธิเพราะผมจะไม่ทํา แต่ถ้าท่านประธานจะใช้เสียงข้างมากลากไปอีก ถ้าท่านประธาน คิดว่าอยากทําก็เชิญ ผมกราบเรียนท่านประธานครับ ความจริงเคารพกันดี ท่านก็มีความคิด ของท่าน ผมก็มีความคิดของท่าน แต่อย่างไรก็ตามในความที่เรารู้จักกันผมเคารพ เพราะฉะนั้นท่านต้องปล่อยให้พวกผมได้ทําหน้าที่ ท่านจะรีบไปไหนครับ ถามจริง ๆ ครับ ท่านจะรีบไปไหนครับ
คือผมไม่ได้รีบร้อนไปไหน นะครับ อย่างนี้ครับ คือเนื่องจากว่าคนที่ติดตามดูทางบ้าน คนที่ติดตามฟังทางวิทยุ เรากําลัง พิจารณาในวาระที่สองนะครับ วาระที่สองนี้คือพิจารณาจากชื่อร่างคําปรารภ พิจารณาลําดับ มาตรา อภิปรายในประเด็นเฉพาะที่ท่านขอแปรญัตติ ประเด็นที่กรรมาธิการเสียงข้างน้อย สงวนความเห็น หรือกรณีที่กรรมาธิการแก้ไข ท่านก็อภิปรายเฉพาะประเด็นที่แก้ไข นี่คือ หลักวิธีการพิจารณากฎหมาย แต่ขณะนี้ท่านกําลังพิจารณา เหมือนท่านอยู่ในวาระที่หนึ่ง ในขั้นรับหลักการ ขอความกรุณานะครับ นักกฎหมายนะครับ คนที่ฟังอยู่ ประชาชนที่ดูอยู่ เขาจะได้เข้าใจครับ เป็นการสอนวิธีการร่างกฎหมายด้วยครับ เชิญท่าน ขอความร่วมมือครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ธนา ชีรวินิจ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานไปอ่านดูครับ การอภิปรายวาระที่หนึ่ง วาระที่สอง เขาเขียน หรือครับว่าต้องอภิปรายอย่างไร มีอยู่มาตราเดียวครับ ข้อ ๖๑ การอภิปรายต้องอยู่ ในประเด็น หรือเกี่ยวกับประเด็นที่กําลังปรึกษาหารือ
ท่านไปดูข้อ ๙๙ นะครับ ผมไม่ต้องดูคู่มือ ผมบอกได้ทุกข้อครับ ท่านไปดูข้อ ๙๙ ครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจะใช้สิทธิ อภิปรายต่อนะครับ แล้วก็ขอให้ท่านประธานอดทนฟังด้วย
เชิญต่อครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผมไม่รับหลักการ และไม่ต้องประสงค์ที่จะให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ใช้บังคับ เพื่อใช้กับประเทศ เพราะมันจะสร้าง ความเสียหายอย่างใหญ่หลวงให้กับประเทศ การเลือกตั้งไม่ใช่ทางออกทางเดียวสําหรับ การแก้ไขปัญหาทุกอย่าง วันนี้ท่านสมาชิกหลายคนพูดว่า นี่คือการเลือกตั้งจากประชาชน ทําไมยอมให้ประชาชนเลือก ส.ว. ไม่ได้ เปล่าครับท่านประธาน ผมไม่ได้คัดค้านการที่ ประชาชนจะใช้สิทธิเลือกตั้ง ส.ว. แต่วันนี้ ส.ว. มีอํานาจหน้าที่ที่สําคัญและศักดิ์สิทธิ์มากกว่า การเป็น ส.ว. ในอดีตที่ผ่านมา ผมจําเป็นต้องกราบเรียนครับว่าวิวัฒนาการของรัฐธรรมนูญ มันมีมาเป็นลําดับ มีการต่อสู้เรียกร้องรัฐธรรมนูญเป็นลําดับ ๆ เสียชีวิตเลือดเนื้อมามากมาย แต่ผมจะสรุปในตอนปี ๒๕๔๐ ท้ายที่สุดพี่น้องประชาชนเขาเห็นว่า ระบบการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยที่มี ๓ อํานาจที่เป็นเสาหลัก นิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ วันนี้ ไม่เพียงพอครับ ไม่เพียงพอเพราะคนที่มีอํานาจรัฐ คนที่มีอํานาจนิติบัญญัติ ไม่ได้ใช้อํานาจ อยู่ในคุณธรรมและจริยธรรม และหาช่องทางที่จะหลีกเลี่ยงกฎหมายเพื่อที่ให้ตัวเอง ได้ประโยชน์ ท้ายที่สุดก็เลยต้องเกิดองค์กรอีกองค์กรหนึ่งขึ้นมา เรียกว่า องค์กรอิสระตาม รัฐธรรมนูญ เพื่ออะไรครับ เพื่อให้องค์กรเหล่านี้สามารถทําหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ในการที่จะ ปกป้องผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน ไม่ได้อยู่ใต้อาณัติของรัฐบาล หรือสภานิติบัญญัติ องค์กรนี้มีอะไรครับ ท่านประธาน ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งวันนี้ศาลรัฐธรรมนูญก็ได้ใช้อํานาจ ในการที่จะปกป้อง พิทักษ์รักษาสิทธิของพี่น้องประชาชนหลายครั้ง ผู้ตรวจเงินแผ่นดิน คณะกรรมการการเลือกตั้ง ป.ป.ช. ท่านประธานที่เคารพครับ จากปี ๒๕๔๐ เป็นต้นมา เราก็คิดว่า กฎหมายรัฐธรรมนูญเราดีที่สุดแล้ว พวกท่านหลายคนครับ ยืนยันกันชัดเจนครับ ว่า นี่เป็นกฎหมายของพี่น้องประชาชน เป็นกฎหมายที่ดีที่สุดของประเทศไทย แต่ท้ายที่สุด เกิดอะไรขึ้น มันเกิดการแทรกแซงอํานาจองค์กรอิสระ และอํานาจทางศาล เกิดมีกลุ่มบุคคล คณะบุคคล ผู้มีอํานาจรัฐ ใช้อํานาจรัฐในการเข้าแทรกแซงอํานาจนิติบัญญัติ อํานาจศาล และองค์กรอิสระ สิ่งที่ผมพูดไม่ได้พูดโดยไม่มีข้อมูลหรือข้อเท็จจริง ท่านประธานจํา คําพิพากษาศาลรัฐธรรมนูญในกรณียุบพรรคประชาธิปัตย์กับยุบพรรคไทยรักไทยได้ไหมครับ เขาบอกเลยครับว่าได้มีการใช้อํานาจที่ไม่ชอบเข้าไปแทรกแซงองค์กรอิสระ ศาล และวุฒิสภา มีการตอบแทนผลประโยชน์เป็นรายเดือน และสามารถสั่งการให้วุฒิสภาดําเนินการตามที่ รัฐบาลในขณะนั้นต้องการ แล้วท้ายที่สุดก็เป็นที่มาที่เราเรียกท่านว่าสภาทาส เกิดการปฏิวัติรัฐประหาร พวกผมขอยืนยันกับท่านประธานครับว่า ไม่เห็นด้วยกับการปฏิวัติ รัฐประหาร วันนั้นถ้าทหารไม่ลุกขึ้นมาทําการปฏิวัติ รออีกนิดเดียวครับท่านประธาน บ้านเมืองจะได้เห็นว่ามันเกิดความเสียหายอย่างไรจากคนที่ใช้อํานาจโดยไม่ชอบ สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงให้กับประเทศ แต่พอเกิดปฏิวัติรัฐประหาร ท่านใช้เหตุนี้ มาอ้าง ว่ามาขัดขวางกระบวนการในระบอบรัฐสภา เอาละครับ อย่างน้อย ๆ การปฏิวัติ รัฐประหารครั้งนั้น ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบ แต่สิ่งหนึ่งที่เขาทํา เขาได้พิสูจน์ให้ประชาชน เห็นว่ากระบวนการในการปกป้องผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน แค่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ไม่เพียงพอ เพราะกฎหมายไม่มีวันก้าวทันบุคคลที่ใจมันคิดทรยศ ใจมันคิดที่จะ ฉ้อฉลฉ้อโกงหรือเอาเปรียบ เพราะฉะนั้นนี่คือที่มาของการดําเนินการให้มีการเลือกตั้ง และสรรหาสมาชิกวุฒิสภา เหตุผลหลักอย่างหนึ่งก็คือว่าเมื่อไรก็ตามที่สมาชิกวุฒิสภามาจาก การเลือกตั้ง ท่านปฏิเสธไม่ได้ครับว่าท่านต้องอิงพรรคการเมือง ท่านต้องมีฐานทางการเมือง ท่านต้องใช้ปัจจัยทุนทรัพย์ในการหาเสียงเลือกตั้ง และท้ายที่สุดท่านก็ไม่สามารถทําหน้าที่ ได้อย่างอิสระและเป็นกลาง ผมเรียนเลยครับ หัวใจของการเป็นสมาชิกวุฒิสภาและวุฒิสภา คือต้องเป็นอิสระและเป็นกลาง นี่คือที่มาที่เขาคิดว่านี่คือน่าจะแก้ไขปัญหาการครอบงํา และแทรกแซงสมาชิกวุฒิสภาได้ จึงให้มีตัวแทนจากการสรรหาจากอาชีพต่าง ๆ เข้ามา ท่านประธานที่เคารพครับ ท้ายที่สุดเมื่อท่านชนะการเลือกตั้งและท่านก็คิดว่าท่านสามารถ ทําทุกอย่างได้ ท่านก็จะรื้อระบบการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ถ้าท่านมองประเด็นของ ประเทศชาติและประชาชนเป็นที่ตั้ง ท่านต้องหาทางออกให้กับประเทศชาติและประชาชน ครับว่าทําอย่างไรให้สมาชิกวุฒิสภาจะเป็นที่ยอมรับ ทําหน้าที่ได้อย่างถูกต้อง เพราะสมาชิก วุฒิสภานับตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ เป็นต้นไป มาจนถึงทุกวันนี้ และจะใช้ต่อไป ไม่ได้มีอํานาจในการ กลั่นกรองกฎหมายอย่างเดียว แต่มีอํานาจในการแต่งตั้งและถอดถอนบุคคลสําคัญของประเทศ ถอดถอนได้แม้กระทั่งผู้พิพากษาศาลฎีกา ประธานศาลฎีกา องค์คณะทั้งหมด อัยการสูงสุด ป.ป.ช. ศาลรัฐธรรมนูญ กกต. ท่านเห็นไหมครับ แล้วมันสอดคล้องกับความคิดของคนที่อยู่ ในกลุ่มเดียวกับขบวนการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ว่าท้ายที่สุดจะไม่เอาองค์กรอิสระ ท่านตอบให้ผมกับพี่น้องประชาชนสบายใจหน่อยสิครับ ว่าการมีองค์กรอิสระกับการไม่มี องค์กรอิสระ อันไหนประเทศชาติได้ประโยชน์มากกว่ากัน ผมเชื่อว่าท่านก็ต้องคิด ถ้าท่านไม่มี ผลประโยชน์ที่จะขัดแย้งกับการทําหน้าที่ขององค์กรอิสระ ท่านก็ต้องเห็นด้วยกับผมว่าวันนี้ เราต้องให้คนเป็นกลางที่จะมาทําหน้าที่ วันนี้ถ้าท่านให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด แล้วกฎหมายไปแก้ด้วยครับ ต่อไปนี้หาเสียงเลือกตั้งได้ ท่านเห็นหรือยังครับว่าหลักการ ของการเป็นกลาง อิสระ มันเสียไปขนาดไหน ในอดีตทําไมเราต้องเอา ส.ว. มาจากการสรรหา หรือพยายามที่จะหลีกเลี่ยงว่าทําอย่างไรให้เขาได้มา แล้วทําหน้าที่อย่างอิสระและเป็นกลาง สิ่งที่บัญญัติอย่างหนึ่งเพื่อให้เห็นก็คือเขาพยายามครับ ว่าให้ ส.ว. ดํารงตําแหน่งได้เพียง ๖ ปี ๖ ปี เพื่ออะไรครับ เพื่อที่จะต้องไม่มีความกังวลว่าจะต้องอยู่ในอํานาจต่อไป จะได้ไม่ต้อง ไปต่อรองเพื่อที่จะให้ตัวเองได้มีอํานาจ และไม่ต้องทํางานเพื่อสนองใครที่จะให้สนับสนุน ตัวเองได้มีอํานาจในการเป็นสมาชิกวุฒิสภาต่อไป นี่คือหลักการสําคัญ การที่กรรมาธิการไปตัด วันนี้ไม่เอาแล้วครับ ส.ว. ดํารงตําแหน่งได้ตลอดไป ให้มาจากการเลือกตั้ง ตัดไปเลยครับ หาเสียงเลือกตั้งได้ หมายความว่าอย่างไรครับ หมายความว่าต่อไปนี้ท่านก็จะได้เห็นภาพของ สมาชิกวุฒิสภาที่อิงแอบกับพรรคการเมือง มีพรรคการเมือง มีนักการเมืองสนับสนุน และ ท้ายที่สุดก็จะมีกลุ่มทุนสนับสนุนเพื่อให้ได้รับการเลือกตั้งเข้ามา แล้วคนดี คนที่ทํางานเป็นที่ประจักษ์ที่เราต้องการให้มาเป็น ส.ว. จะมีโอกาสมาเป็นสมาชิก วุฒิสภาไหมครับ และคนเหล่านี้เข้ามาเพราะฐานทางการเมือง เข้ามาเพราะทุนทางการเมือง แล้วมีหรือครับที่จะไม่ตอบแทนทางการเมืองให้แก่กัน การเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน ไม่ได้จะตอบว่าดีที่สุด แต่ต้องดูว่าคนที่จะมาทําหน้าที่จากการเลือกตั้งทางการเมืองโดยตรงนั้น ทําอะไร ผมถึงกราบเรียนท่านประธานว่าผมยิ่งไม่สบายใจ ถ้าการแก้ไข ส.ว. ครั้งนี้เกิดขึ้น ก่อนหน้านี้สักปีหนึ่ง ผมก็อาจจะไม่มีประเด็นต่อไปที่ผมจะพูด เพราะอะไรครับท่านประธาน เพราะคนที่มาจากการเลือกตั้งวันนี้มันอ้างประชาชนครับ อ้างประชาชนและทําทุกอย่าง ไม่เกรงกลัวอะไรทั้งสิ้น อ้างประชาชนอย่างเดียวว่าเมื่อประชาชนมอบอํานาจมาผมทําได้ ทั้งหมด ทําได้แม้กระทั่งนิรโทษกรรมให้ตัวเอง ทําได้แม้กระทั่งนิรโทษกรรมสิ่งที่ขัดต่อ หลักนิติรัฐ นิติธรรม จริยธรรมทางการเมือง คนที่ทําผิดกฎหมายอาญา คนที่ใช้ความรุนแรง คนที่เสนอกฎหมายเหล่านี้มาจากการเลือกตั้งไหมครับ และวันนี้สมาชิกวุฒิสภาชุดนี้ ผมขออนุญาตจริง ๆ ครับ อภิปรายในหลักการ ไม่ได้อยากจะพาดพิงท่านเลย ที่มาของ การแก้ไขที่มาของสมาชิกวุฒิสภาที่เรากําลังอภิปรายอยู่ในขณะนี้ ท่านยอมรับไหมครับว่า ส.ว. ส่วนหนึ่งได้ประโยชน์ พวกผมพูดกันมากครับว่ามันขัดต่อการขัดกันแห่งผลประโยชน์ หรือไม่ จริยธรรม คุณธรรมของท่านอยู่ตรงไหน ท่านยืดอกขึ้นมาทําหน้าที่ในที่ประชุมนี้ ได้อย่างไร ในเมื่อสิ่งที่ท่านพูดอยู่นั้นท่านได้ผลประโยชน์ แล้วท่านจะสอนหลักนี้ให้กับพี่น้อง ประชาชนลูกหลานของเราอย่างไรครับว่าการทําหน้าที่อะไรก็ตามที่ตัวเองได้ประโยชน์ ไม่เป็นไรครับ และลุกขึ้นมาทําอย่างเต็มที่เลยครับ เป็นขบวนการเลยครับ หลายคนบอกว่า เป็นการต่างตอบแทนกันก็ทํา ฝ่ายหนึ่งต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้ไปสู่เป้าหมายของ การมีอํานาจเบ็ดเสร็จในประเทศเพื่อแก้ไขปัญหาทางการเมืองของตัวเอง เพื่อแก้ไขความ เสียหายที่เกิดขึ้นของตัวเองและพวกพ้อง แลกกับการที่ให้สมาชิกวุฒิสภาสามารถกลับมา เลือกตั้งได้อีก ที่เขาเรียกว่าผลัดกันเกาครับ และผมเชื่อว่าท่านประธานก็รู้สึกเหมือนผม นะครับ ท่านประธานจะปฏิเสธว่าอย่างไรก็แล้วแต่ วันนี้ท่านประธาน ผมเชื่อว่าในใจของ ท่านประธานก็รู้สึกว่าสิ่งที่ท่านทํานั้นมันไม่สง่างาม สิ่งที่สมาชิกวุฒิสภาส่วนหนึ่งทํา มันไม่สง่างาม แต่เมื่อประเทศนี้ปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย
เอาอย่างนี้ครับท่านธนา ความจริงแล้วผมไม่อยากให้มีประท้วงเลยครับ ท่านพร้อมพงศ์ครับ ประท้วงด้วยข้ออะไร คือผมพยายามที่จะควบคุมอยู่แล้วนะครับ เชิญท่านพร้อมพงศ์ครับ
ท่านประธานครับ ผม พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ผมประท้วงประธานในข้อบังคับ ข้อ ๕ ครับ ให้ควบคุมการประชุมนะครับ แล้วก็ประท้วงผู้ที่อภิปรายว่าผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ และข้อ ๙๙ ครับ คือวกเวียน ซ้ําซาก แล้วก็ที่สําคัญการประท้วงของผู้อภิปรายขณะนี้ไม่ตรงกับการสงวนคําแปรญัตติครับ ผมอยากให้ท่านประธานได้พิจารณาและวินิจฉัยครับ
ขอบคุณครับ ผมกําลัง ดําเนินการตามข้อ ๕ อยู่นะครับ ก็คือควบคุมการประชุมอยู่นะครับ ท่านธนาครับ ท่านยังมี เวลาเพราะท่านขอแปรญัตติทุกมาตราเลยนะครับ ท่านยังมีเวลาที่จะอภิปรายมาตราอื่น ท่านเก็บแรงเก็บเสียงไว้ ตรงนี้ผ่านไปก่อนนะครับ เดี๋ยวไปอีกมาตราหนึ่ง เพราะท่านมีเวลาเยอะ ผมเป็นห่วงท่านครับ ขอความร่วมมือด้วยครับ
กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ ไม่ต้องห่วงผมครับท่านประธาน ผมยังหนุ่มแน่นครับ ยังพอทําหน้าที่ได้ แล้วก็ถ้าเป็น ผลประโยชน์ของประชาชน ยินดีครับท่านประธาน ผมกราบเรียนท่านประธานว่าเราไม่สบายใจ เลยครับ ว่าท้ายที่สุดนี้ท่านกําลังพูดความจริงแต่ไม่หมด ถ้าวันนั้นสมาชิกวุฒิสภาที่มาจาก การเลือกตั้งไม่ได้ทําหน้าที่อย่างเป็นกลางและอิสระ ซึ่งบทบัญญัติรัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัดเจน นะครับว่าสมาชิกวุฒิสภาจะต้องทําหน้าที่อย่างไร เป็นกลางและอิสระอย่างไร แต่ภาพที่มัน เกิดขึ้นมันสะท้อนให้เห็นแล้วว่าวันนี้การต่อสู้ทางการเมืองมันรุนแรง มันมีการแบ่งข้างชัดเจน แทนที่วุฒิสภาซึ่งเป็นสภาสูง สภาผู้ใหญ่ จะได้ทําตัวให้เป็นตัวอย่างกับสังคม วินิจฉัยชี้ขาด ในเรื่องที่เป็นทางออกให้กับประเทศชาติ แต่ถ้าเกิดการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาแล้ว บุคคล เหล่านี้จะต้องทํางานเพื่อรับใช้ทางการเมืองท่านคิดดูสิครับว่าอะไรจะเกิดขึ้น ผมถึงอนุญาต เรียนท่านประธานว่าผมเห็นภาพแล้วผมไม่สบายใจ แล้วผมเห็นคิดว่ามันจะต้องเกิดความ เสียหายอย่างรุนแรงแน่นอน ผมจึงไม่เห็นด้วยที่จะให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ใช้บังคับ
ประเด็นที่ ๒ ครับท่านประธาน ท่านประธานเห็นไหมครับ ว่าที่มาของ การแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้มันไม่สุจริต อะไรครับท่านประธาน เป็นไปได้อย่างไรครับท่านประธาน รัฐธรรมนูญฉบับเดียวมีการเสนอแก้ไขและพิจารณา ๓ คณะในที่ประชุมรัฐสภา มีที่ไหนครับ ท่านประธาน ถ้าเราต้องการที่จะแก้รัฐธรรมนูญ โดยยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติ ประชาชนอย่างแท้จริง ก็แก้รัฐธรรมนูญก็ไม่มีใครว่านี่ครับ
ผมเคารพในการอภิปราย ท่านนะครับ แต่ท่านตัดข้อมาตรา ๒ ออกนะครับ วันบังคับใช้นะครับ ท่านได้พิจารณาเรื่อง วันบังคับใช้นะครับ ท่านอย่าไปพูดถึงรัฐธรรมนูญจะเป็นกี่ร่างก็แล้วแต่นะครับ ท่านพูดเรื่องนี้ ท่านธนาครับ ท่านเป็นทนายนะครับ ท่านเป็นนักกฎหมาย ขอความกรุณาท่าน เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ นักกฎหมายนะครับ เขาถือหลักหนึ่งครับ คนที่จะใช้กฎหมายต้องมาด้วยมืออันสุจริต มืออันบริสุทธิ์ครับ ท่านประธาน ผมกําลังจะเรียนท่านประธานว่าการเสนอแก้บทบัญญัติรัฐธรรมนูญครั้งนี้ มาโดยไม่สุจริตมีผลประโยชน์แอบแฝง มีการตอบแทนกันทางการเมือง มีการตอบแทนทาง ผลประโยชน์ ผมอภิปรายได้ครับท่านประธาน เป็นไปได้อย่างไรครับ รัฐธรรมนูญฉบับเดียว เสนอแก้ไขโดยคณะกรรมาธิการ ๓ คณะ แล้วพิจารณาไม่ได้เกี่ยวเนื่องกันเลยครับ คณะกรรมาธิการชุดนี้ที่มา ส.ว. ท่านก็เคร่งครัด มีการพิจารณาคําแปรญัตติของสมาชิก ขัดต่อหลักการ แต่ท่านไปดูอีก ๒ คณะสิครับ มีการแก้ไขรุนแรงกว่าอีกครับ แต่ไม่มี การวินิจฉัยว่าขัดต่อหลักการ ท่านเห็นหรือยังครับ สิ่งหนึ่งที่ผมบอกว่ามันไม่สุจริต เพราะว่า ท่านมีกระบวนการและเวลารออยู่ ท่านเอากฎหมายฉบับนี้เข้าก่อน เพราะ ๑. เพื่อสร้าง ความสบายใจให้กับคนที่จะลงคะแนนให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านคนเหล่านั้นจะได้รับสิทธิ ในการไปลงเลือกตั้งอีกครั้งหนึ่ง ไม่ต้องตอบผมครับว่าจะลงหรือไม่ลง ยังไม่ตัดสินใจเพราะ อันนั้นเป็นเรื่องของท่าน แต่หลักการของประเทศ สิทธิที่ท่านได้มันเป็นผลประโยชน์ที่ขัดกัน กับการทําหน้าที่ของท่าน นั่นคือความไม่สง่างาม
ประเด็นที่ ๓ สมาชิกอภิปรายกันตลอดเวลาครับ ว่ามันมีเงื่อนเวลาอยู่ครับ วันที่ ๗ มีนาคม ๒๕๕๗ สมาชิกวุฒิสภาจะต้องหมดวาระ แล้วก็มีการเลือกตั้ง นับจากเวลานี้ เป็นต้นไปเวลามันกระชั้นอย่างไรครับ เพราะว่าหลังจากที่ประชุมรัฐสภานี้ให้ความเห็นชอบ ต้องมีการออก พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ว. เพราะท่านไปแก้ไข พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ต้องใช้เวลาอีกครับ แต่ท้ายที่สุดต้องให้ทันวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๕๗ ทําไมล่ะครับท่านประธาน ทําไมการทําหน้าที่ ของผมในฐานะสมาชิกรัฐสภาต้องผูกมัดกับผลประโยชน์ที่คนกลุ่มหนึ่งไปแลกกับอีกกลุ่มหนึ่ง ทําไมท่านต้องผูกมัดผมอย่างนั้นครับ นี้คือหลักการของประเทศ ให้ผมทําหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ ไม่ใช่เรื่องของใคร ไม่ใช่เรื่องของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง แต่เป็นเรื่องที่ผมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย มีสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็นเพื่อรักษาไว้ ซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ถ้าวันหนึ่งสมาชิกวุฒิสภาไม่ได้ทําหน้าที่อย่างที่ พี่น้องประชาชนคาดหวัง เขาก็จะหมดศรัทธาในการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และท้ายที่สุดใครเสียหายล่ะครับ ที่ประชุมสภาแห่งนี้เสียหาย ระบบการปกครองนี้เสียหาย แล้วใครจะเชื่อมั่นในการปกครองระบบรัฐสภาล่ะครับ นี่คือสิ่งหนึ่งที่ผมต้องออกมาพูด อย่างไรครับท่านประธาน เอากฎหมายฉบับนี้เข้าก่อน ในขณะที่กฎหมายอีก ๒ ฉบับ ซึ่งพี่น้องประชาชนและสมาชิกรัฐสภาทราบกันดีว่า ผ่านไปเพื่อเป็นหลักประกันในการที่ ได้รับเสียงสนับสนุนจาก ส.ว. อีกส่วนหนึ่ง เพราะเสียงของที่ประชุมรัฐสภานั้นสมาชิก พรรครัฐบาลไม่ได้ครองเสียงข้างมาก ท่านถึงต้องอาศัยเสียงจากสมาชิกวุฒิสภาอย่างไรครับ นี่คือผลประโยชน์ตอบแทนกันครับ หลักการที่ในการปกครองระบอบประชาธิปไตย ถ้าท่าน เชื่อมั่นในการเลือกตั้งเขาเลือกตั้งกัน ๔ ปีทั่วโลกครับ มีที่ไหนบ้างครับเลือกกัน ๖ ปี ถ้าจะตอบแทนให้หนําใจก็เขียนแล้วรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ส.ว. เลือกตั้งเข้ามาให้ดํารงตําแหน่ง ๖ ปี ไม่มีประเทศไหนในโลกครับที่ระบบการปกครองในการเลือกตั้งให้คนมาจาก การเลือกตั้งดํารงตําแหน่ง ๖ ปี ท่านก็จะพูดบอกว่า แล้วทําไม ส.ว. ชุดที่แล้ว ๖ ปี เขามีความหมายครับ เขามีความหมาย เพราะเขาดํารงตําแหน่งได้เพียงสมัยเดียว และ ส.ว. สรรหานั้น ๓ ปีเปลี่ยนกันครั้งหนึ่ง ท่านเห็นไหมครับ เดิมอยู่ ๆ ๔ ปี ผมไม่ทราบว่าเจรจา ต่อรองกันอย่างไรครับ ท้ายที่สุดก็กลายเป็น ๖ ปี แล้วถ้าการเลือกตั้ง ส.ว. ไม่ได้แตกต่างจาก ส.ส. ประชาชนเขาก็ถามผมว่า ถ้าอย่างนั้นมีสภาผู้แทนราษฎรอย่างเดียวไม่ดีกว่าหรือครับ ไม่ต้องเสียเงินงบประมาณอีกจํานวนมหาศาลหลายพันล้านบาทต่อปี เพราะมันมาจาก กระบวนการเดียวกัน มาจากการเลือกตั้งเหมือนกัน ก็เอากันไปเลยสิครับ แต่เพราะวันนี้ ท่านแยบยลในการที่จะแบ่งอํานาจหน้าที่ในการที่จะทํางานเพื่อให้คนที่จะมาทักท้วง คนที่จะ มาชี้ว่าสิ่งไหนมันถูกไม่ถูกนี่มันทํางานลําบากขึ้น ตอบผมสิครับว่าเปลี่ยนการเลือกตั้ง ส.ว. ครั้งนี้แล้วท่านจะไม่ก้าวล่วงไปถึงการเปลี่ยนองค์กรอิสระ เพราะท่านพูดมาตลอด ทําไม ผมจะไม่มีสิทธิอภิปรายล่ะครับ ในเมื่อนี่คือประเทศของผมเหมือนกัน แล้วต่อไปกระบวนการ แต่งตั้งองค์กรอิสระ ถอดถอนองค์กรอิสระ จะมีหลักประกันอย่างไรให้กับพี่น้องประชาชน ในวันสองวันที่ผ่านมาท่านประธานไม่สบายใจ ผมก็ไม่สบายใจกับภาพที่ปรากฏ ถ้าวันนี้ เราจะช่วยกันประคับประคองในระบอบประชาธิปไตยท่านประธานมาจากการเลือกตั้ง สมาชิกวุฒิสภา วันนี้ประสบความสําเร็จในอาชีพทางการเมืองของท่าน เป็นถึงประธาน วุฒิสภา ผมดีใจกับท่าน ผมรู้จักท่าน แม้ว่าแนวความคิดทางการเมืองท่านกับผมต่างกัน สิ้นเชิง แต่เราก็เคารพกัน แต่วันนี้ท่านประธานครับ สิ่งหนึ่งที่บั่นทอนและทําลายการทํา หน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือรัฐสภา ท่านไม่ได้ช่วยปกป้องไว้เลย ถ้าท่านจะต้อง ตายเพื่อปกป้องให้รัฐสภาแห่งนี้ยังมีอยู่ ยังเป็นที่ยอมรับของประชาชน ท่านก็ต้องทํา ท่านนั่ง ได้อย่างไรครับ ทําหน้าที่ในขณะที่ตํารวจรุมล้อมท่านขนาดนั้น พวกผมไม่ต้องการเห็นภาพนี้ครับ แต่ผมกําลังจะบอกว่านี่คือสิ่งที่พวกเรารู้สึกว่ามันไม่ปกติ อย่างไรครับท่านประธาน เพราะท่านก็จะต้องดําเนินการให้เสร็จก่อนวันที่ ๗ มีนาคม ผมถามท่านประธานว่าถ้าไม่มีหลักเกณฑ์ของการเลือกตั้งวันที่ ๗ มีนาคมนี้ ถ้าไม่ต้องมี การตอบแทนที่จะมีการโหวตร่างรัฐธรรมนูญอีก ๒ ฉบับ จะต้องมีเหตุการณ์อย่างนี้ที่เกิดขึ้น เมื่อวานนี้ไหมครับ ไม่มีครับ กฎหมายสําคัญที่ผ่านมาในที่ประชุมรัฐสภา ในที่ประชุม สภาผู้แทนราษฎรรุนแรงกว่านี้อีกยังไม่ถึงขนาดนี้เลยครับ วันนี้ท่านบอก เป็นอย่างไรเป็นกัน หมายความว่าอย่างไรครับ พวกผมไปเป็นศัตรูกับท่านเมื่อไร พวกผมกําลังขอใช้สิทธิในการ ทําหน้าที่ในฐานะเป็นตัวแทนปวงชนชาวไทย ท่านขัดกระบวนการทําหน้าที่ของผมทุกระยะ วาระที่หนึ่งไม่ให้พูด ให้มาพูดวาระที่สอง วาระจะพูดบอกต้องไปพูดวาระที่หนึ่งแล้ววาระที่สอง พูดไม่ได้ แปรญัตติก็ขัดหลักการ พอผมทักท้วงท่านก็ใช้เสียงข้างมากปิดปากผมไม่ให้พูด สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ผมขออนุญาตท่านประธานครับว่านี่เป็นการต่อสู้อย่างหนึ่งของพรรค ฝ่ายค้าน ที่ไหนในโลกเขาก็ทํากันเพื่อแสดงให้เห็นว่ารัฐสภาแห่งนี้มีปัญหาของความชอบธรรม ในการทําหน้าที่ ท่านประธานที่เคารพครับ มาตราในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญทั้งหมด ผมขออนุญาตท่านประธานที่จะอ่านมาตรา ๒๗๐ ให้ท่านประธานฟังอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเป็น หัวใจสําคัญอย่างยิ่ง ผู้ดํารงตําแหน่งนายกรัฐมนตรี
ก่อนท่านอ่านนะครับ พอดี มีนักเรียนจากโรงเรียนในเครือประภามนตรีมาเยี่ยมชมการประชุมของรัฐสภา วันนี้กําลังประชุม แก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระที่สอง ซึ่งอยู่ในมาตรา ๒ ยินดีต้อนรับครับ ท่านพุทธิพงษ์มีอะไรครับ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมมี ๒ เรื่องสั้น ๆ ก่อนที่ท่านประธานกําลัง จะลงจากบัลลังก์ครับ
เรื่องที่ ๑ ผมขอให้ท่านประธานที่ทําหน้าที่อยู่ปัจจุบันช่วยให้ความกรุณา ตกลงกับท่านประธานที่กําลังจะขึ้นมาว่าเกณฑ์มาตรฐานในการอภิปรายต่าง ๆ ขอให้เป็นไป ในกรอบเดียวกันครับ
เรื่องที่ ๒ ก็คือขออย่าให้ท่านประธานได้ขัดจังหวะผู้ที่กําลังอภิปรายและทํา หน้าที่อย่างถูกต้อง ถ้าไม่เกินกรอบในแนวทางที่จะอภิปราย ผมเห็นท่านประธานขัดท่านธนา ตลอดเวลาครับ
ขออภัย พอดีท่านกําลัง จะอ่าน เมื่อจะอ่านปั๊บมันอยู่ช่วงของการที่ท่านอภิปราย ผมก็ให้อภิปรายตลอด แต่ว่า ขอหยุดนิดเดียว คือขอต้อนรับนักเรียนหน่อย
ผมคิดว่านี่เป็นการทําหน้าที่ ท่านประธานขอดูจังหวะ ท่านอาจจะมองว่าเป็นจังหวะของ ท่านประธาน แต่ผมคิดว่าในการอภิปรายของหลาย ๆ คนเขาก็มีลําดับขั้นตอนของแต่ละ บุคคลที่ต่างกันไป มีการตั้งสมาธิที่ต่างกันไป ก็ต้องขอความกรุณาท่านประธานช่วยพิจารณา ตรงนี้ด้วย ขอบคุณครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ธนา ชีรวินิจ สมาชิกรัฐสภา มาตรา ๒๗๐ ผู้ดํารงตําแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด หรืออัยการสูงสุด ผู้ใดมีพฤติกรรมร่ํารวยผิดปกติ ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ ส่อว่ากระทําผิด ต่อตําแหน่งหน้าที่ราชการ ส่อว่าจะกระทําผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ส่อว่าจงใจ ใช้อํานาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตาม มาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง วุฒิสภามีอํานาจถอดถอนผู้นั้นออกจากตําแหน่งได้ บทบัญญัติวรรคหนึ่งให้ใช้บังคับกับผู้ดํารงตําแหน่งดังต่อไปนี้ด้วย คือ (๑) ตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน และกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (๒) ผู้พิพากษาหรือตุลาการ พนักงานอัยการหรือผู้ดํารงตําแหน่งระดับสูง ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ท่านประธานเห็นไหมครับ ต่อไปนี้ถ้าสมาชิกวุฒิสภาไม่ได้ทําหน้าที่ให้เป็นกลางและสุจริต กฎหมายรัฐธรรมนูญ เขียนไว้นะครับว่า ส่อไปในทางทุจริต ส่อไปในทางว่าจงใจใช้อํานาจขัดต่อบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญ ส่อว่าจงใจใช้อํานาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมาย หรือไม่ปฏิบัติ ตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ถ้าวันนั้นสมาชิกวุฒิสภาไม่ได้ทําหน้าที่ อย่างที่ผมกราบเรียน แล้วเป็นเครื่องมือหนึ่งทางการเมือง แล้วปฏิบัติหน้าที่คุกคาม ข่มขู่และใช้อํานาจในการถอดถอนบุคคลต่าง ๆ ซึ่งเป็นบุคคลชั้นนําของประเทศ เกิดอะไรขึ้นครับ อย่าว่าผมคิดไกลเกินไปด้วยความหวาดวิตกเลยครับ วันนี้แม้องค์กรอิสระ มีคําพิพากษาหรือมีคําสั่งเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ยังมีการยกขบวนไปข่มขู่ถึงที่ทําการศาล ใช้คนข้างมากไปกดดัน โดยที่คนมีอํานาจ รัฐบาลไม่ได้ดําเนินการอะไรเพื่อให้เป็น หลักประกันในความปลอดภัยขององค์กรอิสระเหล่านั้นเลย แล้วผมจะเชื่อมั่นได้อย่างไรครับ ว่าถ้าสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสนับสนุนของกลุ่มทุนของพรรคการเมืองจะไม่ทํา ในลักษณะที่ให้เกิดประโยชน์กับกลุ่มการเมืองที่ตัวเองฝักใฝ่อยู่ นี่คือสิ่งที่ผมกราบเรียน ว่านี่คือความเลวร้ายที่สุดที่จะเกิดขึ้นในสังคมไทย ถ้าท่านเห็นว่าการเลือกตั้ง ส.ว. ปี ๒๕๕๐ มันไม่ถูกต้อง มันไม่ชอบ ตรงไหนมันไม่ดี ท่านต้องหาทาง แต่อย่าตั้งอยู่บนผลประโยชน์ ของพวกท่าน เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องของพรรคการเมือง ไม่ใช่เรื่องของกลุ่มการเมือง แต่เป็น เรื่องของประเทศชาติและประชาชน ท่านจะปล่อยให้บทบัญญัติรัฐธรรมนูญอย่างนี้ ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาหรือครับ คนที่จะทําหน้าที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภา เมื่อวานนี้เจอไปแล้วครับ กลางสภาเลยครับ ถ่ายทอดสดให้พี่น้อง ประชาชนชมทั้งประเทศ ถูกข่มขู่คุกคามไปเรียบร้อยครับ ประธานศาลฎีกาที่จะต้องวินิจฉัย และเป็นประธานองค์คณะในประธานศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมือง จะมีความมั่นใจได้อย่างไรว่าจะสามารถทําหน้าที่และไม่ถูกกลุ่มบุคคล กลั่นแกล้ง เพื่อที่จะดําเนินการไปสู่การถอดถอนตามมาตรา ๒๗๐ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด หรืออัยการสูงสุด คนเหล่านี้จะมีความมั่นใจได้อย่างไรครับ ผู้พิพากษาศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการการเลือกตั้ง ที่เราต่อสู้กันมานานครับว่า ให้ฝ่ายปกครอง ทําการเลือกตั้ง ท้ายที่สุดก็จะไปช่วยเหลือกลุ่มผู้มีอํานาจ ถึงต้องมีกรรมการการเลือกตั้ง อํานาจนี้เข้าไปเกี่ยวข้องแล้วก็ครอบงํากรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน กรรมการ ตรวจเงินแผ่นดิน เท่านั้นไม่พอครับ ผู้พิพากษาหรือตุลาการทุกคน ท่านเห็นหรือยังครับว่า อํานาจของวุฒิสภามันยิ่งใหญ่ขนาดไหน วันนี้แค่มีบัตรสนเท่ห์เข้ามาใบเดียวว่า ส่อ หรือ จงใจ หรือไม่ปฏิบัติให้เป็นไปตามจริยธรรมอย่างร้ายแรง ก็ดําเนินการแต่งตั้งกรรมการและถอดถอนได้ นั่นหมายถึงอํานาจหลักของนิติบัญญัติสามารถเข้าไปดําเนินการที่เกี่ยวข้องกับองค์กรที่มี ความสําคัญต่อประเทศชาติ รวมถึงอัยการ และผู้ดํารงตําแหน่งระดับสูงทั้งหมดของประเทศ ผมถึงไม่แปลกใจว่าทําไมถึงต้องมีการเสนอแก้ไขที่มาของ ส.ว. และผมก็ต้องยืนยันกับ ท่านประธานครับ ว่าสิ่งที่ผมได้อภิปรายมานั้น ทุกส่วนอยู่ในคําแปรญัตติของผมในมาตรา ๒ ที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้เมื่อใช้บังคับแล้วจะไม่เป็นหลักประกันให้กับคนบริสุทธิ์ คนที่ต้อง ทําหน้าที่เพื่อให้ประเทศชาติสามารถเดินต่อไปได้ คนที่จะต้องยึดมั่นให้หลักการความถูกต้อง ของประเทศ แม้ว่าจะถูกข่มขู่คุกคามอย่างไรก็ตาม แต่องค์กรที่มีฐานะจะต้องปกป้องให้เขา ทําหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ แต่วันนี้ผมไม่มั่นใจครับถ้ารัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ผ่านความ เห็นชอบของรัฐสภา บุคคลต่าง ๆ เหล่านี้จะทําหน้าที่ได้หรือไม่ เพราะฉะนั้นในมาตรา ๒ ท่านประธานที่เคารพ ผมให้กฎหมายฉบับนี้ผ่านไม่ได้จริง ๆ แล้วผมเรียนท่านประธานว่า
ท่านมีอะไรครับ กําลังจะ จบอยู่พอดีเลย เชิญครับ
ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางเปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันขอประท้วงท่านประธานนะคะ ข้อบังคับรัฐสภา ข้อ ๔๔ ดิฉันเห็นว่าอยากให้ท่านประธานพิจารณานะคะว่าตอนนี้ผู้อภิปรายได้ใช้เวลา อภิปรายอันพอสมควรแล้ว ก็ควรที่จะมีคําสั่งให้ยุติการอภิปราย และขอประท้วงผู้อภิปราย ข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ว่าผู้อภิปรายใช้การอภิปรายนี้ฟุ้งเฟ้อ วนเวียน ซ้ําซาก แล้วก็มีบางสิ่งบางอย่าง ที่ผู้อภิปรายก็พยายามที่จะใส่ร้ายป้ายสี จิตวิตก กังวล
ถอนคําว่า จิตวิตก เถอะครับ ถอนคําว่า จิตวิตก
ท่านประธานคะ ดิฉันคิดนั่งฟังอยู่เป็นชั่วโมงแล้วนะคะ
ให้ถอนคําว่า จิตวิตก
ดิฉันเคารพ ท่านประธานนะคะ ดังนั้นดิฉันขอถอนคําว่า จิตวิตก แต่ว่าท่านกังวลมากไปหรือเปล่า เหตุการณ์ที่หลาย ๆ คําพูดที่ท่านกล่าวมานี้ยังไม่เกิดขึ้นเลย ท่านพูดว่าการใช้อํานาจ เสียงข้างมาก
เอาละครับ ผมว่าพอสมควรครับ ผมเข้าใจแล้ว นั่งเถอะครับมันกําลังมาดีแล้ว แล้วก็จะจบอยู่แล้วด้วย ขอความกรุณาครับ นั่งเถอะครับ เชิญครับ
ท่านประธานคะ ดังนั้นดิฉันอยากให้ท่านประธานช่วยใช้อํานาจของท่านในการสั่งการ ถ้าท่านจะรีบลงได้ก็ยิ่งดี กราบขอบพระคุณค่ะ ยังมีเพื่อนสมาชิกรัฐสภาอยากจะอภิปรายต่อจากท่านอีกหลายคนค่ะ
เข้าใจครับ ขอบคุณครับ ท่านเชิญต่อครับ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม ธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ความจริงท่านประธานไม่ต้องให้ถอนก็ได้นะครับ เพราะผมจิตวิตกจริง ๆ เพราะอะไร ที่มันไม่เคยเกิดขึ้น มันได้เกิดขึ้นให้ผมเห็นแล้วครับ ท่านประธานจะเห็นได้ว่าเมื่อวานนี้ ถ้าไม่พูดผมก็คงจะจบแล้ว แต่เมื่อพูดผมก็ต้องใช้สิทธิพาดพิง ทําไมผมจะไม่วิตกล่ะครับ ผมเป็นตัวแทนปวงชน
ท่านครับ เขาถอนไปแล้ว ข้ามประเด็นนี้ไปดีกว่าครับ พูดของท่านต่อดีกว่านะครับ
ท่านประธานครับ ก็จะพูดในประเด็น ต่อครับว่า ผมวิตกอย่างยิ่งว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เมื่อใช้บังคับแล้ว ประชาชนคนไทยทุกคน จะถูกคุกคาม ใครที่มีความเห็นทางการเมืองที่แตกต่าง นักธุรกิจที่ไม่ได้มีแนวความคิด ไปในแนวทางเดียวกับกลุ่มทุน กลุ่มอํานาจ หรือผู้บริหารประเทศก็จะถูกคุกคาม วันนี้เกิดขึ้น ครับท่านประธาน เป็นข้อเท็จจริงที่ยอมรับกันครับ หลายบริษัทถูกตรวจสอบ เพราะมี แนวความคิดไม่ตรงกับรัฐบาล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกรัฐสภาอย่างพวกผม ทําหน้าที่ในที่ประชุมรัฐสภายังถูกคุกคาม เพราะฉะนั้นเหตุการณ์เมื่อวานนี้พวกผมถึงต้อง
ท่านธนาครับ ไม่อยากขัด จริง ๆ นะครับ ท่านขอตัดมาตรา ๒ ทั้งมาตรา ตัดคําว่า รัฐธรรมนูญนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่ วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ก็อยากให้อยู่ในกรอบตรงนี้นะครับ แล้วท่านใช้เวลามาพอสมควรแล้วครับ ก็อยากให้กระชับสักนิดครับ ขอความกรุณานะครับ
ท่านประธานครับ จะจบแล้วครับ ผมถึง บอกว่าเหตุการณ์เมื่อวานนี้ที่พวกผมเห็นว่าเป็นเรื่องสําคัญ แต่ท่านประธานเห็นว่าไม่สําคัญ ผมถึงบอกว่าเหตุการณ์เมื่อวานนี้ที่พวกผมเห็นว่าเป็นเรื่องสําคัญ แต่ท่านประธานเห็นว่า ไม่สําคัญ เพราะนี่คือหลักประกันของการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้อย่างไรครับ วันนี้ผมมี ความเชื่อมั่นว่ารัฐธรรมนูญที่มีอยู่แม้จะไม่ถูกใจใครบางคน แต่ผมก็ยังมีความเชื่อมั่นในการ ทํางานของวุฒิสภา แต่ถ้าวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งทั้งหมดแล้วอยู่ภายใต้อาณัติของ พรรคการเมืองและนักการเมือง พวกผมจะเชื่อมั่นได้อย่างไรครับ พวกผมจะมั่นใจได้อย่างไร ครับว่าการทําหน้าที่ของผมเมื่อวานนี้อาจจะถูกสมาชิกวุฒิสภายื่นถอดถอนการทําหน้าที่ได้ ซึ่งมันมีเส้นบาง ๆ ครับท่านประธานที่จะวินิจฉัย และการทําหน้าที่ของที่ประชุมวุฒิสภา เป็นอิสระและสามารถที่จะดําเนินการถอดถอนได้ ผมถึงกราบเรียนท่านประธานว่า เหตุการณ์เมื่อวานนี้ก็ดี เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยทั้งหมดก็ดี ทําให้ผมจิตวิตก อย่างไรครับว่าถ้าสมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งและถ้าเมื่อไรก็ตามมาภายใต้กลุ่มทุน พรรคการเมือง นักการเมืองหนุนหลัง ก็จะมีพรรคการเมืองพรรคใหญ่อยู่ในวุฒิสภา และอยู่ภายใต้การสั่งการของพรรคการเมือง แล้วบ้านเมืองจะเดินอยู่ด้วยความผาสุก ได้อย่างไรครับท่านประธาน ขอบคุณครับ
เชิญ พลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์ เชิญครับ มีอะไรอีกหรือครับ
ท่านประธานครับ ผม ศิริโชค โสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ท่านประธานจะเห็นว่าเมื่อวานนี้ผมก็ไม่ได้ลุกขึ้นมาประท้วงนะครับ แต่ขออนุญาต หารือนะครับ ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่จําเป็นมาก เนื่องจากว่าหลังจากที่เกิดเหตุการณ์ไปเมื่อวานนี้ ผมก็วิตกกังวลว่ามันไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะสภาแห่งนี้ เพราะว่าเจ้าหน้าที่ของท่านประธานรัฐสภา คือท่านสมศักดิ์นะครับ ได้จ้างบริษัทที่ทําเรื่องของเฟซบุ๊ก (Facebook) แล้วก็ใช้เฟซบุ๊ก ซึ่งเป็นเฟซบุ๊กของรัฐสภา ใช้เป็นเครื่องมือในการโจมตีฝ่ายตรงข้าม ผมยกตัวอย่างรูปนี้ครับ เฟซบุ๊กข้างหน้า ชื่อว่ารัฐสภาไทย เป็นของรัฐสภาแห่งนี้ครับ ผมได้ตรวจสอบกับเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ก็ยอมรับว่าเป็นของรัฐสภาแห่งนี้ แต่บอกว่าคนที่โพสต์ (Post) ข้อความ คนที่บริหารจัดการนี่คือสํานักงานของท่านประธานเอง ท่านประธานดูสิครับ เอาภาพ ไปเลือกภาพของ ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ที่กําลังฉุดกับเจ้าหน้าที่ตํารวจ แล้วเขียนว่า ผู้ทรงเกียรติ แล้วก็มีตั้งคําถาม เลือกเอาเฉพาะภาพเดียวครับ หรือแม้กระทั่ง ร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรมครับ ซึ่งมันเป็น พ.ร.บ. ต้องพิจารณาในสภา แต่ก็เอาไปเชียร์ ในโพสต์ในเฟซบุ๊ก บอกว่าร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรม ทางรอดเหยื่อความขัดแย้งโดยกลไกแห่งรัฐสภา ผมถาม ท่านประธานครับว่าเงินภาษีของพี่น้องประชาชนกลับกลายมาเป็นเครื่องมือในการที่ให้ คนของท่านมาทําลายล้างฝ่ายตรงข้ามโดยใช้เฟซบุ๊กของสภาหรือครับ ผมอยากให้ ท่านประธานดําเนินการกับคนที่เกี่ยวข้อง เพราะในข้อเท็จจริงเฟซบุ๊กของรัฐสภามีหน้าที่ ในการประชาสัมพันธ์เผยแพร่ภาพลักษณ์ที่ดีของสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ไม่ใช่เป็นเครื่องมือ ในการทําลายล้างฝ่ายตรงข้าม แล้วที่แย่ไปกว่านั้นมันมาจากสํานักงานของท่านเป็นผู้จ้าง เป็นผู้ดูแล เป็นผู้กํากับ แล้วอย่างนี้พวกผมจะไว้ใจท่านได้อย่างไรครับ เมื่อวานนี้ท่านให้ ตํารวจมาหิ้วพวกผมออก พอตกกลางคืนท่านให้คนเขียนโพสต์เฟซบุ๊กด่าพรรคฝ่ายค้าน ผมถามว่าท่านจะรับผิดชอบเรื่องนี้อย่างไรครับ ขอคําตอบด้วยครับ
เดี๋ยวผมจะตรวจสอบ ข้อเท็จจริงนะครับ ถ้ามีพฤติกรรมอย่างว่านี้จริงจะได้ให้เขาหยุดการทําเรื่องทํานองอย่างนี้ อีกต่อไปนะครับ เชิญท่านวีรวิทครับ เชิญครับ
ผม ศิริโชค โสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ในนามสมาชิกรัฐสภา ถ้าเป็น ความจริงละครับว่ามันเกิดจากเจ้าหน้าที่ เกิดจากสํานักงานของท่าน ท่านจะมีความรับผิดชอบ อย่างไรต่อเรื่องนี้ เพราะประธานสภาทําเองครับ ใช้เฟซบุ๊กของรัฐสภาด่าฝ่ายค้าน ถามว่า ท่านจะรับผิดชอบอย่างไรถ้ามันปรากฏว่าเป็นฝีมือของลูกน้องท่านครับ
เดี๋ยวผมไปดูข้อเท็จจริง นะครับ แล้วข้อความเมื่อสักครู่ก็ต้องไปดูกันอีกทีนะครับ แล้วก็ถ้ามันไม่เหมาะสมผมก็จะให้ เขาหยุดดําเนินการ เชิญต่อเถอะครับ
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม พลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์ สมาชิกวุฒิสภาสรรหาภาควิชาชีพ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและผู้สงวนความเห็นในฐานะกรรมาธิการ ขอเสนอความเห็นประกอบ กับการสงวนความเห็นของผมในการแก้ไขมาตรา ๒ ผมได้ขอแก้ไขโดยยืดระยะเวลาในการ ประกาศใช้กฎหมายฉบับนี้ไปเป็น ๑ ปีนะครับ โดยความในมาตรา ๒ ผมขอแก้ไขเป็น รัฐธรรมนูญนี้ให้ใช้บังคับเมื่อวันพ้นกําหนดหนึ่งปีนับถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป ท่านประธานครับ ผมเรียนว่าสิ่งที่เราคงต้องใช้เหตุผลมาคุยกันว่ากฎหมายฉบับนี้ มีปัญหาอะไร สิ่งที่หลายคนพูด สิ่งที่หลายคนกังวลก็คือเรื่องของประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งในเรื่องนี้ ผมมีเหตุผลในการที่จะขอยืดระยะในการขยายวันบังคับไปอีก ๑ ปี ด้วยเหตุผล ๒ ประการครับ
ประการแรก ก็คือเรื่องของการขัดกันแห่งผลประโยชน์หรือประโยชน์ ทับซ้อนนั่นเอง
ส่วนประการที่ ๒ นั้นหลังจากที่ประกาศใช้กฎหมายฉบับนี้แล้ว จําเป็นจะต้อง มีกิจกรรมบางอย่างที่มีการกระทําก็คือการแก้ไขกฎหมายนะครับ
ในเรื่องของการขัดกันในแห่งผลประโยชน์นั้น จริงอยู่ในรัฐธรรมนูญ หมวด ๑๒ การตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ ส่วนที่ ๒ การกระทําที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ได้กล่าวไว้เพียง ๒ มาตรา คือมาตรา ๒๖๕ และมาตรา ๒๖๖ มีเพื่อนสมาชิกหลายท่าน ได้พยายามที่จะตีความผลประโยชน์ทับซ้อนนั้นเฉพาะในเรื่อง ๒ กรณี ซึ่ง ๒ กรณีนั้นเป็น เรื่องของการใช้อํานาจรัฐหรืออํานาจอิทธิพลในส่วนที่เรามี เพื่อดําเนินการในการที่จะไป ก้าวก่ายในเรื่องการบริหารราชการแผ่นดินก็คือส่วนราชการต่าง ๆ แต่บทบัญญัติใหญ่ของ รัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับสมาชิกรัฐสภาโดยตรงก็คือในมาตรา ๑๒๒ นะครับ ผมขออนุญาต ท่านประธานอ่านให้ฟังก็คือว่า มาตรา ๑๒๒ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ย่อมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย โดยไม่อยู่ในความผูกพันแห่งอาณัติมอบหมายหรือความ ครอบงําใด ๆ และต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของปวงชน ชาวไทยโดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ความหมายตรงนี้จะโยงไปถึงเรื่องของ กฎหมายป้องกันและปราบปรามทุจริตประพฤติมิชอบในมาตรา ๑๐๐ หรือหนึ่งศูนย์ศูนย์ ซึ่งไปขยายความและมีการแก้ไขว่าความผิดต่อการขัดกันในผลประโยชน์นั้นเป็นเรื่องที่ เกี่ยวข้องกับความผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ซึ่งจะต้องมีการดําเนินคดีอาญาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๕ โดยที่ประชาชนหรือมีการร้องต่อศาลฎีกาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ซึ่งในมาตรา ๒๗๕ นั้น ผมเอาเฉพาะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภากระทําผิด ต่อตําแหน่งหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญาหรือกระทําความผิดต่อตําแหน่งหน้าที่หรือ ทุจริตต่อหน้าที่ในกฎหมายอื่น ๆ ให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งการเมือง มีอํานาจในการพิพากษา สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ผมกังวลว่าในหลายส่วนที่เกิดประโยชน์นั้นจะเกิด ประโยชน์อย่างไร แต่เดิมในความหมายของคําว่า การเมือง ที่เราอยู่กันนั้นจะมีความหมาย เฉพาะเรื่องของอํานาจและอิทธิพลในการที่จะทําอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่หลังจากที่ สงครามโลกครั้งที่ ๒ ได้สิ้นเสร็จลง แนวคิดทางรัฐศาสตร์ได้เปลี่ยนใหม่ มามองถึงเรื่องของ ความหมายของการเมืองที่ขยายขึ้น ผมขออนุญาตนําความคิดของนักรัฐศาสตร์ท่านหนึ่งคือ เดวิด อีสตัน เดวิด อีสตัน ได้ให้แนวคิดว่าเรื่องของการเมืองนั้นไม่ใช่เรื่องของอํานาจและ อิทธิพลเท่านั้น แต่เรื่องของการเมืองนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับการจัดสรรประโยชน์ให้กับสังคม การจัดสรรสิ่งที่มีคุณค่าให้กับคนในสังคมอย่างเป็นธรรมและเท่าเทียมกัน สิ่งนี้เป็นผลจาก บทเรียนจากสงครามโลกครั้งที่ ๒ และมาถึงในช่วงของสงครามเย็นที่ทําให้เกิดแนวคิด ในการพัฒนาการเมืองการปกครอง ในส่วนนี้ครับ สิ่งที่เดวิด อีสตัน ได้ให้ความคิดไว้ว่า สิ่งที่ผู้มีอํานาจรัฐทุกคนจะต้องจัดสรรให้กับประชาชนอย่างเท่าเทียมกันนั้น แบ่งเป็น ๒ ส่วน ส่วนหนึ่งในภาษาอังกฤษเขาใช้คําว่า แมททีเรียล (Material) ก็คือเป็นสิ่งที่จับต้องได้ เป็นสิ่งที่มีสัมผัสได้ อย่างเช่น ถนน ประปา หรืออะไรก็แล้วแต่
ส่วนที่ ๒ ก็เป็นนอน แมททีเรียล (Non-Material) ก็คือสิ่งที่เป็นนามธรรม คือความสุข เกียรติยศ ศักดิ์ศรี หรือสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่อาจจะไม่สามารถเห็นได้ ด้วยรูปธรรม สิ่งนี้ทําให้เกิดความคิดว่า สิ่งที่เป็นรูปธรรม หรือแมททีเรียลนั้นสามารถจะ มองเห็นได้ชัดเจน แต่สิ่งที่เป็นนอน แมททีเรียล หรือเป็นสิ่งที่เป็นนามธรรมนั้นไม่สามารถ ที่จะมองได้ ก็มีนักรัฐศาสตร์อีกท่านหนึ่ง คือฮาโรลด์ ลาสเวลล์ ท่านได้พยายามให้คําอธิบาย ตรงนี้ว่า การเมืองนั้นเป็นเรื่องของสิ่งที่ใครได้ ได้เมื่อไร แล้วได้อย่างไร ซึ่งอันนี้เป็นสิ่งที่ นํามาใช้ แล้วเป็นทฤษฎีที่นํามาสู่เรื่องของประโยชน์ทับซ้อน ท่านประธานครับ ที่ผมต้อง กล่าวตรงนี้เพราะว่า สิ่งที่เรากําลังตีความเรื่องการผลักดันแห่งผลประโยชน์นั้น เราคงต้อง มองว่า ต้องถามว่าใครได้อะไรจากกฎหมายฉบับนี้ ถ้าอ่านในตัวร่างที่ออกมาแล้ว ก็ต้องยอมรับ ว่าคนที่จะได้ผลประโยชน์จากการแก้ไขกฎหมายอันนี้กลุ่มแรก ก็คือ สมาชิกวุฒิสภา รวมทั้ง ตัวผมเอง สิ่งที่จะมีผลประโยชน์อันแรก ก็คือสามารถจะเป็นได้เกินกว่าหนึ่งวาระ เพราะว่า มีการแก้ไขในมาตรา ๖ ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องของระยะเวลา ซึ่งแต่เดิมนั้นไม่สามารถที่จะเป็น สมาชิกวุฒิสภาได้ ต้องเว้นวรรค ๕ ปี แล้วก็มาแก้ไขเป็นสามารถเป็นต่อเนื่องอีกวาระได้
ส่วนประเด็นที่ ๒ ที่จะมีประโยชน์ทับซ้อนต่อมาก็คือ สมาชิกวุฒิสภานั้น สามารถจะปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีพระราชกฤษฎีกาในการปฏิบัติงาน มีการเลือกตั้ง ใหม่ ในมาตรา ๑๒ นอกจากนั้นสิ่งที่มีการแก้ไขในมาตรา ๑๑๕ นั้น ที่มีการแก้ไขใน (๕) (๖) (๗) (๙) จะเห็นว่าประโยชน์จะเกิดขึ้นกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และผู้ดํารงตําแหน่ง การเมืองด้วย เพราะฉะนั้นจะเห็นว่ากฎหมายฉบับนี้หลังจากที่มีการประกาศใช้ จะมีผลต่อ ประโยชน์กับผู้ที่จะต้องลงคะแนนเสียงโดยตรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีการเสนอญัตติ ในช่วงแรก เพราะฉะนั้นการที่จะบรรเทาผลร้ายจากการที่ท่านได้ลงนามไปแล้ว หรืออาจจะ มีการลงมติเพื่อให้ดําเนินการแล้วไม่เข้าข่ายในการที่จะต้องดําเนินคดีอาญาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๕ ก็น่าจะมีระยะเวลาปลอดเพื่อไม่ให้บางคนนั้นได้มีสิทธิกระทบ ท่านประธาน คงจะมีข้อสงสัยว่าแล้วกฎหมายแบบนี้ออกไม่ได้หรือ ผมกราบเรียนว่าเท่าที่ไปตรวจสอบแล้ว ในต่างประเทศเขาออกได้ครับ แต่กระบวนการในการที่จะออกนั้นเขาจะมีระยะเวลาปลอดไว้ ยกตัวอย่าง เช่น ประเทศสวีเดน เขาจะเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่มีสิทธิประโยชน์กับผู้หนึ่งผู้ใดนั้นให้พิจารณาในสมัยประชุมหนึ่ง แล้วการลงมติเพื่อ ประกาศใช้ในวาระที่สามนั้นให้เป็นหน้าที่ของสภาชุดต่อไป สิ่งนี้ประเทศสวีเดนทําได้ครับ เพราะว่าเวลาในการทํางานของเขามีระยะเวลา ๔ ปีแน่นอน เพราะฉะนั้นถ้าเป็นสภาชุดนี้ มีการดําเนินการแก้ไขเพื่อให้เกิดสิทธิประโยชน์นั้น เราสามารถที่จะทิ้งไว้ แล้วไปมติลงวาระที่สาม ในสมัยการเลือกตั้งหน้า ซึ่งจะช่วยให้ไม่เกิดสิทธิประโยชน์ สิ่งอันนี้ท่านประธานคงจะนึกได้ ถึงเรื่องของการที่มีหน่วยงานหนึ่งมีการขึ้นเงินเดือนตัวเอง แล้วก็ต้องคําพิพากษาคดีอาญา ในเรื่องของการขึ้นเงินเดือนตัวเองนะครับ เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เป็นสิ่งที่น่าจะเป็นอุทาหรณ์ หรือข้อควรระวังกับสมาชิกรัฐสภาทุกท่านที่จะโหวตว่าสิ่งไหนที่ท่านจะได้ประโยชน์ จากส่วนนี้นั้น อาจจะมีข้อกล่าวหาที่ตามมาว่า ท่านตรากฎหมายเพื่อประโยชน์ของตัวเอง ในเรื่องประโยชน์ของตัวเองอันนี้ได้มีการพูดจากันในชั้นกรรมาธิการที่ผมเป็นกรรมาธิการอยู่ หลายท่านได้ชี้แจงว่าสิทธิที่ได้นั้นเป็นสิทธิ เพียงแต่มีโอกาสที่จะเข้าสมัครรับเลือกตั้ง เป็นสมาชิกวุฒิสภา แต่ส่วนจะได้หรือไม่ได้นั้นขึ้นอยู่กับพี่น้องประชาชนในการที่จะเลือก เข้ามา สิ่งเหล่านี้ถ้านิยามของในต่างประเทศก็ถือว่าเป็นประโยชน์ทับซ้อน ไม่ใช่ว่าเป็นสิทธิ ที่พึงมีพึงได้เฉย ๆ เพราะว่าสิ่งเหล่านี้จะเปลี่ยนชีวิตของท่าน ท่านอาจจะต้องไปดําเนินการ ที่จะทําให้ได้มาซึ่งตําแหน่งของสมาชิกวุฒิสภา เพระฉะนั้นในประเด็นอันนี้ผมอยากเรียนว่า เรื่องประโยชน์ทับซ้อนนั้นมีความชัดเจนและแน่นอนว่าถ้ามีการลงคะแนนแล้ว หรือมีการยื่น ญัตติเข้ามาอาจจะมีส่วนที่ท่านจะมีผลกระทบต่อเรื่องของการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๒๒ แล้วก็รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๕ ที่จะต้องมีการดําเนินคดีอาญา ด้วยเหตุนี้ผมจึงขอขยายเวลาในการบังคับใช้เพื่อให้เพื่อนสมาชิกของผมที่ลงชื่อในการเสนอ ร่างนั้นไม่ต้องข้อครหาในเรื่องของประโยชน์ทับซ้อน อันนี้ก็เป็นเหตุผล และประการที่ ๑ ที่ผมเรียนว่าเรื่องของการขัดกันแห่งประโยชน์ครับ
ในส่วนประเด็นที่ ๒ ที่เป็นเหตุผลที่ผมขอขยายระยะเวลาในการบังคับใช้ ไปอีก ๑ ปีนั้นเพราะว่ากฎหมายฉบับนี้มีความจําเป็นที่จะต้องมีการแก้ไขกฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยที่มาของ ส.ส. และ ส.ว. ซึ่งกฎหมายรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. นั้นมีความสําคัญที่เป็นแม่บทในสิ่งที่จะต้องมีการดําเนินการในการแก้ไข แต่ร่างนี้ ได้กําหนดไว้ว่าให้ กกต. ดําเนินการร่างภายใน ๓๐ วัน ผมมีความเห็นว่าการที่ให้ กกต. จัดทําร่างใน ๓๐ วันนั้นเป็นสิ่งที่ค่อนข้างจะลําบาก เพราะว่าประเด็นสําคัญที่จะต้อง เกี่ยวข้องก็คือเรื่องของวิธีหาเสียงของสมาชิกวุฒิสภา ในส่วนกฎหมายนั้นได้พูดไว้แต่เพียงว่า จะต้องมีการออกกฎหมายที่มีการหาเสียงได้เฉพาะในกรณีที่เกี่ยวข้องกับงานในหน้าที่ ของท่าน ทีนี้ประเด็นในกฎหมายในมาตรา ๔ วรรครองสุดท้ายนะครับได้บอกว่า เพื่อประโยชน์ในการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งสามารถหาเสียงเลือกตั้ง ได้เฉพาะที่เกี่ยวกับการปฏิบัติงานในหน้าที่ของวุฒิสภา ความหมายตรงนี้ค่อนข้างกว้างครับ ปัญหาก็คือหลักเกณฑ์และวิธีการที่ กกต. จะออกมานั้นจะสามารถกําหนดได้อย่างไรที่เป็น ที่ยอมรับแล้วก็พอเพียงสําหรับผู้ที่จะสมัคร ในครั้งที่แล้วเมื่อมีการเลือกตั้งเมื่อปี ๒๕๔๘ คงจําได้นะครับ มีการร้องเรียนกันเยอะด้วยวิธีการระบบหาเสียงนั่นเอง เพราะฉะนั้นถ้าเรา สามารถยืดระยะเวลาในการที่ กกต. นั้นไปหาข้อมูลที่แน่นอนแล้วก็สอบถามความเห็น มีเวทีรับฟังความเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งผู้ที่จะสมัครเป็นสมาชิกวุฒิสภานั้นได้ดู อย่างรอบคอบ ซึ่งในร่างที่ผมขอสงวนความเห็นไว้จะใช้เวลาประมาณ ๙๐ วัน หลังจากนั้น ก็เข้ามาในกระบวนการการตรากฎหมายปกติ ซึ่งจะอยู่ในสภาผู้แทนราษฎรแล้วก็ในวุฒิสภา ซึ่งทั้งหมดผมลองประมาณการแล้วน่าจะใช้เวลาประมาณ ๑ ปี ด้วยเหตุผลดังกล่าวนั้นผมจึง ได้ขอแก้ไขตามมาตรา ๒ ให้มีระยะเวลาในการบังคับ ๑ ปี ท่านประธานครับ ผมอยากจะ เรียนข้อเท็จจริงว่าในใจจริงผมอยากจะให้มีการยืดระยะเวลามากกว่า ๑ ปี ก็คือน่าจะเป็น ๓ ปี แต่เท่าที่สอบถามนักกฎหมายทั้งหลายบอกว่า กฎหมายต่าง ๆ ที่เราออกมานั้นไม่เคยมี การประกาศใช้หลังจากที่ในประกาศมีผลบังคับใช้ หลังจากประกาศในราชกิจจานุเบกษาเกินกว่า ๑ ปี เพราะฉะนั้นผมก็เลยต้องลงมาที่ ๑ ปี ในเรื่องนี้ก็เป็นสิ่งที่ผมกังวลแล้วก็อยากจะ ให้มีการแก้ไขเพื่อป้องกันผลร้ายที่อาจจะเกิดขึ้นกับเพื่อนสมาชิกที่เสนอกฎหมายฉบับนี้ และรวมทั้งผู้ที่แปรญัตติแก้ไขที่มีประโยชน์ที่ได้จากเรื่องนี้ก็เป็นสิ่งที่ถามแล้ว ประเด็นที่ ๒ ก็เป็นเรื่องของมีเวลาไม่เร่งรีบจนเกินไปในการที่จะทํากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับ การเลือกตั้ง ส.ว. ส.ส. ให้ครอบคลุม ก็จะเรียนประธานเท่านี้ครับ ผมอยากจะกราบเรียน อีกนิดหนึ่งครับเนื่องจาก ส.ว. รสนา กับ พลเอก สมเจตน์ ได้แปรญัตติในข้อความคล้าย ๆ กับผม แต่ปรากฏว่ารายชื่อในเอกสารหน้า ๑๓ นั้นไปอยู่ในกลุ่มหลังนะครับถ้าเป็นไปได้ก็ขอ ความกรุณาท่านประธานให้ทั้ง ๒ คนได้อภิปรายต่อเพื่อจะได้มีข้อมูลที่ต่อเนื่องแล้วก็ได้เป็นที่ รับทราบทั่วกัน ขอบคุณครับ
รายชื่อมีอยู่แล้วครับ มีอยู่ในนี้อยู่แล้วไม่เป็นอะไร ต่อไปท่านพีรยศ ราฮิมมูลา
กราบเรียนประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายพีรยศ ราฮิมมูลา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนที่กระผมจะลงในรายละเอียดสั้น ๆ นะครับ ผมก็ต้องขอบคุณทุกฝ่ายที่คืนสิทธิ ให้แก่พวกผม ๕๗ คน ได้กลับมาสู่อิสรภาพครั้งหนึ่ง สามารถที่จะใช้สิทธิ
ท่านเข้าประเด็นเลยครับ
ท่านประธานไม่ต้องห่วงครับ ผมจะใช้เวลาสั้น ๆ จะชี้แจงเหตุผลในการที่ ผมขอสงวนคําแปรญัตติในมาตรา ๒ นี้นะครับ คือผมเองได้พิจารณาแล้วตอนที่เราอภิปราย วาระที่หนึ่ง และมีการลงมติ ผมยืนยันว่าผมไม่เห็นด้วยและผมไม่รับหลักการ เพราะฉะนั้น เหตุผลในการที่สงวนคําแปรญัตติในมาตรา ๒ ผมไม่เห็นด้วยในการที่จะแก้ไขอันนี้นะครับ เนื่องจากว่ามันมีเหตุผล ๒ ประการ บทเรียนที่ผ่านมาเราก็ทราบดีอยู่แล้ว ถ้าเรากลับไปสู่ จุดนั้นมันจะนําไปสู่ความเสียหายอย่างไรต่อสภา ต่อประเทศชาติ
ประการที่ ๒ ก็คือเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนที่จะเกิดขึ้น เท่าที่ทราบว่า แน่นอนครับการแก้ไขครั้งนี้จะมีคนบางกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการแก้ไข เพราะฉะนั้นผมคิดว่า มันไม่มีความจําเป็นใด ๆ ที่เราจะต้องแก้ไขมาตรานี้ เพราะประชาชนไม่ได้ประโยชน์อะไร นอกจากคนบางกลุ่ม ท่านประธานครับ แน่นอนครับกฎหมายรัฐธรรมนูญนั้นมันแก้ไขได้ แต่ต้องมีเหตุและผลการแก้ไขนั้น ๑. ประเทศชาติได้ประโยชน์อะไร ประการที่ ๒ ประชาชน ได้อะไร แต่ถ้าเมื่อพิจารณาตรงนี้แล้วผมดูแล้วประชาชนไม่ได้อะไรเลย ๒. ประเทศชาติไม่ได้ อะไรเลย จะได้เฉพาะคนบางกลุ่มที่จะได้ประโยชน์จากการแก้ไขครั้งนี้ครับ ขอบคุณครับ
ท่านวิทยา แก้วภราดัย ไม่อยู่นะครับ ถือว่าสละสิทธิ์นะครับ ท่านจุฤทธิ์เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม จุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ในมาตรา ๒ รัฐธรรมนูญนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ผมได้ ตัดทิ้งทั้งมาตรา ก่อนที่เข้าไปสู่การแปรญัตติอภิปรายในวาระที่สอง ผมขอเรียนทําความเข้าใจ ให้ที่ประชุมสภาได้เข้าใจตรงกันก่อนว่า ในวาระที่สองขั้นตอนแปรญัตตินี้ไม่ใช่แค่การ อภิปรายครับ ในทุกมาตราสมาชิกทุกคนมีสิทธิอย่างน้อย ๓ ประการ ประการที่ ๑ สิทธิใน การอภิปรายส่งเสริม สนับสนุน
ท่านครับ ไม่อยากขัดจริง ๆ ในวาระที่สองท่านเข้าประเด็นที่ท่านตัดดีกว่าครับ อย่าไปเกริ่นตรงนั้นเลย เข้าประเด็นที่ท่าน ตัดแล้วก็อธิบายเหตุผลประกอบเอาตรงนั้นเลยดีกว่า ขอความร่วมมือนะครับ บรรยากาศก็ กําลังไปด้วยดีครับ
ผมยังไม่ตําหนิเสียดสีใครเลยครับ ผมกําลังพูดถึงสิทธิของผมในแปรญัตติในวาระที่สองนี้ครับ ในมาตรา ๒ นี้ครับ ในวาระที่สองนะครับ สิทธิอย่างหนึ่งของผมคือสิทธิในการอภิปราย ซึ่งเมื่อวานนี้ก็ได้มีปัญหาไปแล้วผมไม่ย้อนกลับไปครับ ว่าสิทธิการอภิปรายผมถูกตัดไปแล้ว สิทธิที่ ๒ สิทธิในการรับฟัง วิเคราะห์ วินิจฉัย การแปรญัตติของสมาชิกท่านอื่น ๆ ซึ่งการที่ ผมตัดทิ้งทุกมาตราหรือตัดทิ้งมาตรา ๒ ไปแล้ว ถ้ามีสมาชิกท่านอื่นอภิปรายแล้วผมเห็นชอบ การลงมติของผมก็อาจจะแปรเปลี่ยนไปตามสมาชิกท่านอื่นได้ ไม่จําเป็นต้องตรงกับความเห็น ของผมแต่เดิมที่ผมได้แปรญัตติไว้ นํามาสู่สิทธิของผมในเรื่องที่ ๓ ครับ คือสิทธิในเรื่องการลงมติ แม้ว่าผมจะแปรญัตติว่า ตัดไปแล้วในมาตรา ๒ แต่ถ้ามีสมาชิกท่านอื่นอภิปรายและผมเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อ ประเทศชาติ ผมก็อาจจะลงมติตามสมาชิกที่ได้แปรญัตติเป็นอย่างอื่นก็เป็นได้ เพราะฉะนั้น สิทธิทั้ง ๓ ประการในการแปรญัตติของผม ผมย่อมมีสิทธิโดยสมบูรณ์ทุกมาตรานับจากนี้ เป็นต้นไป จึงได้เรียนทําความเข้าใจท่านประธานเป็นเบื้องต้นก่อน ท่านประธานครับ เหตุที่ ผมตัดทิ้งมาตรา ๒ ออกไปทั้งมาตรา เพราะอะไรครับ เพราะผมฟังความเห็นประชาชน ผมได้ร่วมเวทีพูดจาหาทางออกประเทศไทยครับ ๑๐๘ เวทีเสวนาหาทางออกประเทศไทย ผมไปร่วมด้วยครับ รัฐบาลใช้งบไป ๑๖๐ ล้านบาท ความเห็นของประชาชน ๗๕,๗๐๐ คน ไม่เห็นชอบกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ๑. ทั้งฉบับ ไม่เห็นชอบ ๒. ถ้าแก้ไขรายมาตรา ซึ่งรวมอยู่ในมาตรา ๒ นี้ด้วย เห็นว่าไม่สมควรแก้ไขในส่วนของที่มาของสมาชิกวุฒิสภา สิ่งที่ เห็นชอบว่าควรแก้ไขมีเรื่องเดียวครับ เรื่องยุบพรรคการเมือง เวทีเสวนาดังกล่าวเห็นว่า การยุบพรรคการเมืองง่ายเกินไป เพราะฉะนั้นเห็นควรว่าไม่ควรต้องยุบพรรค แต่ผู้ทําผิด กฎหมายเลือกตั้งสมควรถูกลงโทษ อันนี้ชัดเจนครับ เพราะฉะนั้นในส่วนของที่มาของสมาชิก วุฒิสภานี่ครับ หรือรูปแบบของสมาชิกวุฒิสภา เมื่อประชาชนจากการเสวนาหาทางออก ประเทศไทยบอกว่า ไม่เห็นด้วย ไม่เห็นชอบ ผมก็เอาความคิดเห็นตรงนี้มาครับ เป็นที่มาของ ผมในการแปรญัตติว่าให้ตัดออกมาตรา ๒ ทั้งมาตรา ท่านประธานครับ ความเห็นที่น่าสนใจ ของเวทีเสวนาดังกล่าว ที่ผมยึดเป็นหลักในการแปรญัตติดังกล่าว ความเห็นที่น่าสนใจก็คือว่า ถ้ามีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือแก้ไขที่มาของ ส.ว. จะนําไปสู่อันตรายของประเทศไทยครับ โดยเฉพาะในข้อ ๓.๙ คือความขัดแย้งแบบเดิมพันสูง คืออะไรครับ ลักษณะความขัดแย้ง ที่เกิดขึ้นเป็นแบบผู้ชนะกินรวบ กินรวบในที่นี้หมายถึงว่า กินรวบทั้ง ส.ส. และ ส.ว. สําคัญที่สุดครับ รู้สึกแพ้ไม่ได้ เพราะมีต้นทุนที่จะสูญเสียเป็นจํานวนมาก เมื่อความขัดแย้ง ดําเนินไป การเดิมพันแพ้ชนะก็ยิ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ จึงนํามาสู่การระดมสรรพกําลังแบบทุ่มสุดตัว เหมือนเมื่อวานนี้เลยครับ ระดมสรรพกําลังทุ่มสุดตัวในลักษณะที่ไม่ให้ทางเลือก หรือประนีประนอมรอมชอมกับฝ่ายที่เป็นคู่ขัดแย้ง นี่เป็นที่มาหรือเปล่าครับ ที่การพิจารณา แปรญัตติเมื่อวานเราเดินหน้ากันไม่ได้ ความขัดแย้งสูงเพราะมีต้นทุนสูง เดิมพันก็สูงครับ เพราะถ้าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เรื่องการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา แก้ไข ไม่ได้จะเกิดความขัดแย้งขึ้น เพราะแต่ละฝ่ายมีเดิมพันสูงแต่ผมคิดว่าไม่ใช่เรื่องแต่ละฝ่ายครับ เป็นเรื่องฝ่ายเดียว ที่ต้องการสิ่งที่ต้องการ และต้องการให้ได้เร็ว ถูกใจตรงใจตัวเองมากที่สุด สําคัญที่สุดครับ อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นความเห็นของเวทีเสวนาก็คือ ฝ่ายผู้มีอํานาจเลือกที่จะอยู่ใน ตําแหน่ง และปราบปรามผู้ชุมชุนมากกว่าการลาออก ผมไม่ได้หมายถึงสมาชิกวุฒิสภา เพราะสมาชิกวุฒิสภาคงไม่ใช้กําลังปราบปราม และผมก็ไม่ได้กล่าวหาใครที่ใช้กําลังปราบปราม ส.ส. เมื่อวาน ท่านประธานครับ นอกเหนือจากเรื่องความขัดแย้งเดิมพันสูง อีกประการหนึ่ง ที่ผมไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีเหตุผลเพิ่มเติมอีก ๓ ประการ
ประการที่ ๑ ก็คือ ผมคิดว่าการปฏิบัติงานของกรรมาธิการดังกล่าวนี้มิชอบ มิชอบตั้งแต่เริ่มต้นนับหนึ่งด้วยกระบวนการได้มาซึ่งกรรมาธิการวิสามัญคณะนี้ เหตุผล ที่ผมเห็นว่าการปฏิบัติงานของกรรมาธิการนี้มิชอบ และกรรมาธิการชุดนี้มิชอบ เพราะ ในการพิจารณาวาระที่หนึ่ง เราเสร็จสิ้นการอภิปรายเมื่อเวลาประมาณ ๐๒.๐๐ นาฬิกา วันที่ ๔ ตอนเช้า จากนั้นก็มีการขยายเวลาให้แปรญัตติ ระหว่างกําหนดเวลาแปรญัตติ ยังไม่เรียบร้อย องค์ประชุมไม่ครบ ท่านประธานก็บอกว่าให้ยึดการแปรญัตติภายใน ๑๕ วัน คือให้เริ่มนับตั้งแต่วันที่ ๕
ท่านจุฤทธิ์ ไม่อยากขัด นะครับ ประเด็นนี้เราพูดกันเมื่อวานนี้ใช้เวลาทั้งวันแล้วครับ แล้วก็ได้ใช้ดุลยพินิจวินิจฉัย ไปแล้ว จบไปแล้วครับ เพราะฉะนั้นขอให้เข้าประเด็น เอาเป็นประเด็นอื่นดีกว่าครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ ผม จุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา คือที่ประชุม จะมีความเห็นอย่างไรก็แล้วแต่นะครับ แต่ผมกําลังให้ความเห็นส่วนตัวครับ และสิทธิในการ อภิปรายของผมก็ยังอยู่นะครับ ไม่ว่าที่ประชุมตรงนี้จะเห็นตามผมหรือไม่ แต่สิทธิของผม ก็ยังอยู่นะครับ ท่านประธานครับ
ท่านครับ สิทธิมีครับ แต่ต้องอยู่ในข้อบังคับ ไม่วกวน ซ้ําซาก เรื่องนี้เราซ้ําซากทั้งวันแล้วเมื่อวาน ขอความกรุณา เถอะครับ กําลังไปด้วยดี
ฉะนั้นผมสรุปว่าผมเห็นว่าการได้มาถึงกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้มิชอบ เพราะมีการขัด รัฐธรรมนูญในการคาบเกี่ยวระหว่างวาระที่หนึ่ง และวาระที่สองตามข้อ ๒๙๑ ผมไม่ลง รายละเอียดครับ เพื่อให้ท่านประธานได้เป็นที่เข้าใจกัน
เหตุผลที่ ๒ ผมคิดว่าการวินิจฉัยของประธานคณะกรรมาธิการมิชอบ ซึ่งเรื่องนี้ยังไม่มีใครอภิปรายครับ ประเด็นก็คือท่านประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ ได้เรียกผมเข้าไปเพื่อถามเรื่องการแปรญัตติการตัดออกทั้งมาตรา ผมเอาแค่ในมาตรา ๒ นะครับ ท่านก็เรียกผมไปถามในการตัดออกทั้งมาตรา
ท่านจุฤทธิ์ ด้วยความเคารพ นะครับ ไม่อยากขัดจริง ๆ เมื่อวานทั้งวันก็พูดเรื่องนี้ครับ ขอเถอะครับ เข้าประเด็นที่ท่าน ขอสงวนตัดไว้ ประเด็นที่มันไม่วกวน ซ้ําซาก เมื่อวานที่คุยทั้งวันแล้วอย่าเอามาพูดอีกเลย นะครับ เชิญท่านต่อเลยครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชินวรณ์ บุณยเกียรติ พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานเป็นคนพูดเองว่าบรรยากาศกําลังเดินไปได้ดี ผมก็นั่งฟังอยู่ เพื่อนสมาชิกก็พูดตามข้อบังคับ และกําลังอธิบายเหตุผล แล้วก็อยู่ในเวลาที่ได้ขอแปรญัตติ อยากจะเรียนกับท่านประธานอีกครั้งหนึ่ง เมื่อวานนี้ผมลุกขึ้นยืนแล้วก็เรียนตามที่ท่านประธาน ได้ชี้ให้หารือ ท่านประธานก็ใช้วิธีการอย่างนี้บอกไม่อยากรบกวน ขัดข้อง แต่ท่านประธาน ก็ไม่ให้พูด แล้วในท้ายที่สุดก็ต้องมีการประท้วง ความจริงข้อเสนอแนะของผมก็คือข้อที่ ท่านประธานดําเนินการในวันนี้ครับ เมื่อวานเลยเสียเวลาไปทั้งวัน เพราะการวินิจฉัยของ ท่านประธานเอง เพราะฉะนั้นวันนี้ท่านประธานต้องอดทนนะครับ ไม่ใช่ให้เพื่อนสมาชิก อดทน ท่านประธานต้องอดทน เมื่อเพื่อนสมาชิกกําลังอภิปรายอยู่ในข้อบังคับ และอยู่ ในประเด็นที่ท่านประธานอนุญาตให้เขาแปรญัตติ เขาก็ย่อมมีสิทธิและใช้เวลาก็อยู่ใน ระยะเวลาที่ครอบคลุมเหตุผลดังกล่าว เพียงแต่ว่าอาจจะไม่ได้ดั่งใจท่านประธาน ผมเข้าใจว่า ถ้าท่านประธานได้ตัดสินใจใช้วินิจฉัยโดยความเป็นกลางความชัดเจน ก็ไม่มีปัญหา แต่เวลา มีปัญหาคือท่านประธานจะรวบรัด แล้วก็จะทําตามสิ่งที่ท่านประธานคิดเอาเองหรือมีใบสั่งมา เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นผมจึงเรียนท่านประธานว่าท่านประธานอดทน ผมจะให้ความร่วมมือครับ
ผมอดทนอยู่แล้วครับ ประเด็นอดทน อดทนอยู่แล้ว แล้วที่ผมทักท้วงนี้ เพราะการอภิปรายผิดข้อบังคับ ชัดเจนครับ วกวน ซ้ําซาก เมื่อวานพูดทั้งวันนะครับ ก็ชัดเจน เพราะฉะนั้นขอความกรุณาเถอะครับ เชิญท่านจุฤทธิ์ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมเรียนว่า ท่านประธานไม่ได้เห็นหรอกครับ ตอนที่ผมไปแปรญัตติในมาตรา ๒ กับท่านประธาน คณะกรรมาธิการวิสามัญท่านสามารถ แก้วมีชัย ท่านไม่เห็นหรอกครับ เพราะฉะนั้น ท่านไม่ทราบหรอกครับ เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นในห้องนั้น และผมคิดว่าเมื่อวานทั้งวัน ผมไม่ได้พูด จะมีใครในที่ประชุมนี้ทราบได้อย่างไรเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น เพราะฉะนั้นท่านมาบอกว่าผมซ้ําประเด็นผมว่าผมก็ไม่ซ้ําประเด็น และท่านอื่นก็ไม่มีสิทธิ มารับรู้ครับ ท่านสุเทพก็ไม่ได้ไปร่วมกับผมด้วยเมื่อวันนั้น หลาย ๆ ท่านไม่ได้ไปร่วมกับ ผมด้วย ท่านจะทราบได้อย่างไร ท่านประธานก็ไม่ได้ไปร่วมด้วย ท่านประธานครับ วันนั้น ที่ท่านประธานคระกรรมาธิการวิสามัญ ท่านสามารถ แก้วมีชัย เรียกผมเข้าไปในห้องประชุม เพื่อไปสอบถามว่าทําไมถึงต้องตัดมาตรา ๒ ทิ้งทั้งมาตรา ท่านทราบไหมครับมีใครนั่งอยู่บ้าง ท่านประธานนั่งหัวโต๊ะครับ ผมนั่งอยู่ข้างหลัง มี ๒ คนครับ มีคุณหมอสุกิจ ขอประทานอภัย ที่ขานชื่อ มีอีกท่านหนึ่ง ท่านก็เรียกเข้าไปถามว่าทําไมต้องตัดออกทั้งมาตรา สอบทีละคน เหมือนผมเป็นผู้ต้องหาครับ ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมมีสิทธิครับ ความเห็นของผม ผมถือว่าผมเคารพความเห็นของผม ประเด็นก็คือประธาน คณะกรรมาธิการวิสามัญเคารพความเห็นของสมาชิกหรือไม่ เป็นที่มาถึงต้องนํามาสู่การลงมติ เมื่อวานนี้ครับ ลงมติแบบรีบร้อน เร่งรีบ วุ่นวายที่สุดตั้งแต่มีรัฐสภานี้มา เพราะท่านประธาน คณะกรรมาธิการวิสามัญไม่เคารพความเห็นของสมาชิก เพราะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ ไม่เคารพความเห็นของสมาชิกรัฐสภา ไม่ว่าเสียงส่วนน้อยหรือเสียงส่วนใหญ่ นี่คือปมปัญหาครับ ประเทศไทยหาทางออกไม่ได้หรอกครับตราบใดที่ยังมีสมาชิกทําหน้าที่อย่างไม่ถูกต้อง
ท่านประธานครับ ในส่วนที่ ๓ กระผมได้เรียนไปแล้ว สิทธิของพวกกระผม หรือตัวกระผมเองในการอภิปรายย่อมยังอยู่ครับ สิทธิในการวิเคราะห์วินิจฉัยและรับฟัง ในการแปรญัตติวาระที่สองย่อมยังอยู่ เมื่อวานนี้ลงมติวาระที่หนึ่งไป พวกผมไม่มีโอกาสครับ ไม่ว่าจะเป็นการอภิปราย รับฟัง หรือวิเคราะห์ วินิจฉัย นําไปสู่การลงมติข้างเดียวเมื่อวานนี้ เพราะฉะนั้นวันนี้สิทธิในการลงมติของผมก็ย่อมยังอยู่เหมือนเดิม ในการวิเคราะห์วินิจฉัย ก็ย่อมอยู่เหมือนเดิม การอภิปรายย่อมอยู่เหมือนเดิม เพราะฉะนั้นผมยินดีที่จะได้ใช้สิทธิ ทั้ง ๓ ในวันนี้ การใช้สิทธิของผม ท่านประธานครับ นําไปสู่เมื่อผมวินิจฉัยแล้ว ได้อ่านแล้ว ได้ศึกษาแล้ว ถ้าท่านไม่ให้ผมตัดออกทั้งมาตรา ผมเห็นด้วยกับสมาชิกคือท่านรสนา โตสิตระกูล ถ้าไม่ให้ตัดทิ้งทุกมาตรา ผมเห็นด้วยกับถ้อยความในมาตรา ๒ ก็คือว่าเห็นด้วยว่า ให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ใช้บังคับเมื่อพ้นกําหนด ๑ ปี นับแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป คือหลังจากเราผ่านกฎหมายฉบับนี้ สมาชิกวุฒิสภาที่จะลงสมัครได้ในชุดนี้ที่เราอ้าง เรื่องมีผลประโยชน์ทับซ้อนก็จะไม่เข้าข่ายผิดรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๒๑ และมาตรา ๑๒๒ ท่านประธานครับ ประเด็นเพื่อไม่ให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนหรือขัดกันแห่งผลประโยชน์ กระผมไม่ได้เห็นชอบเพื่อตัวกระผมเองครับ แต่เห็นชอบให้กับรัฐสภาแห่งนี้ครับ อย่างน้อยสมาชิกวุฒิสภาหลาย ๆ ท่านที่กําลังจะโดนข้อครหาจะได้หมดข้อครหาครับว่า ท่านไม่ได้แก้กฎหมายเพื่อตัวท่านเอง นี่คือที่มาว่าผมทําไมให้มีผลบังคับใช้หลังจาก ๑ ปี ที่มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา
เหตุผลข้อที่ ๒ เพื่อข้อครหาดังกล่าวครับจะไม่ได้กระทบไปยังญาติพี่น้อง ลูกเมียพ่อแม่ของสมาชิกวุฒิสภาที่ร่วมแก้ไขดังกล่าว เพราะที่สุดท่านยังไม่ได้เสียชื่อเสียง แค่ตัวท่านเองครับ ทั้งครอบครัววงศ์ตระกูลไปหมดครับ เพราะกลายเป็นว่าท่านแก้กฎหมาย เพื่อตัวท่านเองไม่พอ ยังแก้ให้ลูกหลาน วงศ์ตระกูล สามีภรรยา หรือลูก ลงได้หมดครับ
เหตุผลข้อที่ ๓ ที่ผมต้องการให้เวลาพ้นไปอีก ๑ ปีถึงจะมีการบังคับใช้ อย่างน้อย ๆ ประชาชนจะได้ประโยชน์ ๓ ประการครับ
ประการที่ ๑ จะได้ทราบว่าถ้าเรามีการแก้ไขการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาแล้ว ระบบใหม่เป็นอย่างไร ให้เวลาไปอีก ๑ ปีครับ ทําความเข้าใจกับประชาชนครับถ้าเราต้อง บังคับใช้จริง ๆ ให้ประชาชนรู้ว่า ส.ว. ที่จะเป็นระบบใหม่จะเป็นอย่างไร ให้เวลาประชาชน ศึกษาไปอีก ๑ ปีครับ
ประการที่ ๒ ประชาชนจะได้เข้าใจถึงสิทธิอํานาจหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภา ชุดใหม่ว่ามีอํานาจหน้าที่อย่างไร จะโดนตัดสิทธิออกเหมือนชุดเก่าไหม หรือจะคงไว้ เหมือนเดิม อย่างน้อยประชาชนจะได้มีความรู้เพิ่มขึ้นครับ
เหตุผลประการที่ ๓ จะได้สอบถามข้อสงสัยจากประชาชนเพราะอะไรครับ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ มีการลงประชามติอย่างถูกต้อง วันหนึ่งรัฐสภามาแก้ไข ผมคิดว่าอย่างน้อยควรกลับไปถามความเห็นประชาชนครับ ถ้าไม่ใช่การทําประชามติ อย่างน้อย ๆ ถามความเห็นประชาชนว่าโอเคไหม เอาด้วยไหม เวลา ๑ ปีถ้าต้องมีการแก้ไขอีก ประชาชนไม่เอาด้วย ท่านจะได้มีเวลากลับมาแก้ไขใหม่ให้เป็นไปตามใจประชาชนครับ เพราะประชาชนคือเจ้าของเสียงส่วนใหญ่ในประเทศไทย และย่อมมีสิทธิที่จะรู้ว่ากฎหมาย ที่จะใช้กับเขานี้คืออะไร และประชาชนย่อมมีโอกาสที่จะเข้ามาแก้ไข ไม่ใช่รวบรัดให้จบก่อน วันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๕๗ ปีหน้า และเพื่อให้เกิดสิทธิกับบางคนบางพวกที่ต้องการต่อสิทธิ ตัวเอง นี่คือเหตุผลที่ผมตัดทิ้งทั้งมาตรา ๒ ในเบื้องต้น และต่อมาผมเห็นว่าผมวินิจฉัยแล้ว ควรเปลี่ยนเป็น ให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้บังคับใช้เมื่อพ้นกําหนดหนึ่งปี นับจากวันประกาศ ในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ขอขอบคุณครับ
ท่านอันวาร์ สาและ ท่านประกอบ รัตนพันธ์ ท่านประเสริฐ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้เป็นวันที่สภามีความราบรื่นมากกว่าเมื่อวานนี้ เมื่อวานนี้พวกผมตั้งใจจะพูดครับ แต่ก็ไม่ได้พูด ถูกปิดหูปิดตา ปิดปากมาโดยตลอดครับ เรียกแล้วก็ไม่ได้พูด ยกมือประท้วง ก็ไม่ได้พูด
ท่านประเสริฐครับ ท่านประเสริฐครับ มันจบไปแล้วครับ เราคุยกันแล้ววันนี้ครับ
ท่านประธานครับ ผมเข้าใจ
อยากให้เข้าประเด็นเลยดีกว่า
ท่านประธาน ผมไม่ตั้งใจว่าจะหาเรื่องอะไร แต่ผมตั้งใจจะ เนื่องจากเป็นรัฐธรรมนูญ ผมจะอภิปรายแล้วผมต้องการเก็บเป็นซีดี (CD) ไว้ให้ลูกผมครับ ซึ่งต่อไปก็ต้องมาเป็น นักการเมืองในสภาใหม่ที่ท่านประธานกําลังสร้างไว้ศึกษาครับ
ไม่เป็นไรครับ เราพูด มามากแล้ว เอาเข้าประเด็นเลยดีกว่าครับ
ท่านประธานครับ มาตรา ๒ ในฉบับรายงานของกรรมาธิการ หน้า ๑๓ เขียนไว้ว่า ไม่มีการแก้ไข แล้วก็ไล่ไปครับ มีที่ขีดเส้นใต้ก็มีเริ่มจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์พีรยศ มีชื่อผมด้วยครับ นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ แล้วก็เขียนต่อไปว่า คณะกรรมาธิการไม่เห็นด้วย ผู้แปรญัตติ ขอสงวน ทีนี้ท่านก็ถือว่า อนึ่ง ก่อนจะไปถึงที่อนึ่งนะครับ ผมอยากกราบเรียนท่านประธาน เมื่อวานนี้เราไม่ได้พูดกันเรื่องข้อบังคับการประชุม ข้อ ๙๗ ผมเพียงแต่อยากเล่าให้ ท่านประธาน และท่านประธานคณะกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการได้เข้าใจแค่นั้นเองครับ ว่าในข้อ ๙๗ นี้ ถ้าท่านกรรมาธิการหรือท่านประธานได้เปิดไปดูพร้อม ๆ กับกระผม เขาจะ เขียนไว้ว่าเมื่อคณะกรรมาธิการได้พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เสร็จ ให้เสนอร่าง รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมโดยแสดงร่างเดิมและการแก้ไขเพิ่มเติมพร้อมทั้งรายงานต่อ ประธานรัฐสภา ได้ทําแล้วครับ ได้ทําเสร็จแล้วครับ ตามที่รายงานอยู่ในสภาและในรายงานนั้น อย่างน้อยต้องระบุว่า อันนี้เป็นข้อบังคับนะครับ ระบุว่า ข้อที่ ๑ ได้มีหรือไม่มีการแก้ไขเพิ่มเติม ในมาตราใดบ้าง อันนี้ก็ได้ทําเรียบร้อย ประการถัดมาเขียนว่าถ้ามีการแปรญัตติ มติของ คณะกรรมาธิการ อันที่ขีดเส้นใต้นะครับ มติของคณะกรรมาธิการเกี่ยวกับคําแปรญัตตินั้น เป็นประการใด หรือมีการสงวนคําแปรญัตติของผู้แปรญัตติหรือมีการสงวนความเห็นของ กรรมาธิการก็ให้ระบุไว้ในรายงานด้วย เขียนไว้อย่างนี้ครับ ทีนี้พอมาดูรายงานของกรรมาธิการ กรรมาธิการเขียนหมดครับ แต่กรรมาธิการไปใส่เกินกว่าข้อบังคับการประชุมครับ ไปใส่ว่า อนึ่ง ประธานคณะกรรมาธิการได้วินิจฉัยว่า จุด จุด จุด ต่อไป ซึ่งในข้อบังคับ ข้อ ๙๗ ไม่ได้เขียนว่าให้อํานาจประธานคณะกรรมาธิการวินิจฉัยครับ เพราะฉะนั้นรายงานฉบับนี้ผมไม่ได้ว่าสมบูรณ์ ไม่สมบูรณ์ ผิด ไม่ผิด แต่อย่างน้อยเขียนไว้ เพื่อบันทึกให้เห็นว่าประธานคณะกรรมาธิการคณะใดคณะหนึ่งก็แล้วแต่ แม้แต่เรื่องสําคัญ ในระดับรัฐธรรมนูญก็ยังไม่มีอํานาจใช้คําว่า ประธานคณะกรรมาธิการได้วินิจฉัยครับ เพราะเขาใช้คําว่า มติของคณะกรรมาธิการ อันนี้เขียนบันทึกไว้นะครับ ท่านประธานครับ ผมตัดมาตรา ๒ ออก เพราะผมให้เหตุผลอย่างนี้ครับ มาตรา ๒ ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เขียนไว้ว่า รัฐธรรมนูญนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ผมตัดออกทั้งมาตราครับ ทําไมผมถึงตัดออกทุกมาตรา เพราะผมไม่ต้องการให้รัฐธรรมนูญ ที่เรากําลังพิจารณาฉบับนี้อยู่มีผลบังคับใช้ครับ เหตุผลที่ผมไม่ต้องการให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีผลบังคับใช้เพราะ เพราะอะไรครับ เพราะมีคําถามง่าย ๆ ครับ คําถามว่าเมื่อแก้กฎหมายฉบับนี้ ออกไปแล้ว ประโยชน์จะได้กับใครครับ ระหว่าง ๑. นายทุน ๒. ประชาชน ๓. ประเทศชาติ ๔. นักการเมือง ใครได้ประโยชน์ครับ ท่านต่อเติมไปอีกไหมครับ ๕. ชาวนา ๖. กรรมกร ผู้ใช้แรงงาน ใครได้ประโยชน์จากกฎหมายฉบับนี้ คําตอบก็คือนักการเมืองได้ประโยชน์ เกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา ชาวสวนยางพารา กรรมกรผู้ใช้แรงงานไม่ได้ประโยชน์ครับ ได้ประโยชน์เฉพาะนักการเมือง และที่สําคัญการแก้กฎหมายฉบับนี้คือให้ ส.ว. มาจาก การเลือกตั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ การเลือกตั้งของ ส.ว. ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ มีผลดีผลเสียอย่างไร การเลือกตั้งถึงแม้จะเป็นการแสดงออกครั้งสําคัญในระบอบประชาธิปไตยของการมีส่วนร่วม ของประชาชนก็จริงครับ แต่บางเรื่องก็ทําไม่ได้ครับ เพราะเนื่องจากจะทําให้ประโยชน์ของ ประชาชนและประเทศชาติเสียหายมากกว่า กฎหมายฉบับนี้เอาประชาชนมาเลือกตั้ง ประชาชนไม่ได้ประโยชน์ ประชาชนมีแต่เสียเวลาในการทํามาหากินมาลงเสียง มากากบาท ให้กับกฎหมายฉบับนี้ เพราะฉะนั้นผมถึงเห็นว่าไม่มีความจําเป็นครับ ถ้ามีกฎหมายฉบับนี้ แล้วคําถามก็ต้องมี ส.ว. มาจากการเลือกตั้ง แต่ถ้าถอยกลับไปคําถามเก่าถ้าไม่มีกฎหมาย ฉบับนี้แล้วมี ส.ว. หรือไม่ครับ คําตอบก็คือมีครับไม่มีกฎหมายฉบับนี้ก็มี ส.ว. อยู่แล้ว และ ส.ว. ที่มีตามกฎหมายเก่าปฏิบัติหน้าที่ได้หรือไม่ คําตอบคือได้ครับ ไม่ได้เสียหายอะไรเลย ม่มี ส.ว. คนหนึ่งคนใดเสียหายจากกฎหมายเก่าไม่มี ส.ว. คนหนึ่งคนใดไม่สามารถปฏิบัติ หน้าที่ได้ตามกฎหมายฉบับเก่าครับ ประการสําคัญ ส.ว. ต้องอยูเหนือความขัดแย้งครับ แต่ถ้ามี ส.ว. มาจากการเลือกตั้งตามกฎหมายฉบับใหม่นี้จะมีผลในด้านลบหลายประการครับ
ประการที่ ๑ ส.ว. ต้องอยู่เหนือความขัดแย้ง ย้ํานะครับ ส.ว. ที่มาจาก การเลือกตั้งถ้าไปอิงฐานการเมืองไปอิงพรรคการเมือง ไปอิงนายทุน ไปอิงผู้มีอิทธิพล ในแต่ละจังหวัดแล้วให้ได้ตัวเองมาเป็น ส.ว. จากการเลือกตั้งเพราะต้องใช้เงินมหาศาลครับ ส.ว. คนนั้นจะปฏิบัติหน้าที่ได้โดยอิสระหรือไม่ ถ้ามีคู่ขัดแย้งกัน ปรากฏว่าคู่ขัดแย้งนั้น ฝ่ายที่เป็นฝ่ายผิด แต่เป็นผู้มีบุญคุณกับ ส.ว. คนนั้น กับ ส.ว. ท่านนั้น กับ ส.ว. กลุ่มนั้น ส.ว. ท่านนั้นจะอยู่เหนือความขัดแย้งได้หรือไม่ ท่านประธานไม่ต้องตอบ ท่านคณะกรรมาธิการ ก็ไม่ต้องตอบครับ ประชาชนตอบให้แล้วครับว่าไม่มีทาง
ประการที่ ๒ ส.ว. ต้องเป็นผู้ชี้ขาดความยุติธรรมในหลายเรื่องครับ ฐานะหนึ่ง ที่เป็นผู้ชี้ขาดทางความยุติธรรมเป็นฐานะที่มีความสําคัญยิ่งยวดอีกฐานะหนึ่ง เช่น แต่งตั้ง องค์กรอิสระ องค์กรอิสระเข้ามา ถ้าพรรคการเมืองหนึ่งพรรคการเมืองใดที่ท่านไปอิงแอบ แนบแน่นกันอยู่ อาศัยฐานเสียงของเขา อาศัยเงินของเขา อาศัยการหาเสียงของเขาให้ได้มา ซึ่ง ส.ว. เขาส่งนาย ก นาย ข เข้ามา เขาบอกว่าเอาคนนี้ ท่านก็ต้องให้เขาครับ ไม่ให้ เที่ยวหน้า ท่านก็หมดสิทธิแล้วครับซึ่งจะได้มาซึ่ง ส.ว. ความที่ท่านจะเป็นผู้ชี้ขาดทางความยุติธรรมของ ท่านก็เอียงไปแล้วครับ
ประการถัดมา ถ้าเกิดมีกรณีคนยื่นถอดถอนบุคคลใดบุคคลหนึ่ง คณะใด คณะหนึ่ง แต่ท่านก็มีผลประโยชน์มาก่อน ท่านจะถอดถอนบุคคลนั้น คณะนั้นได้หรือไม่ เพราะที่มาของท่านมาจากการเลือกตั้ง มาจากการอยู่ซีกข้างหนึ่งข้างใดไปแล้วครับ เพราะฉะนั้นความชี้ขาดของท่านเป็นอันยุติจบสิ้นลงแล้วครับ ท่านปฏิบัติหน้าที่ได้เป็นเพียง เงาของตัวแทนทางการเมือง ตัวแทนของกลุ่มผลประโยชน์เท่านั้นเองครับ สุดท้ายสภาของ ส.ว. ไม่แตกต่างอะไรจาก ส.ส. ครับ ใช้เสียงข้างมากลากกันไปครับ ลากไม่ได้ก็ลากอีกครับ ลากไม่ไหวก็ดันกันเข้าไปครับ
ประการถัดมาครับ ใครกันแน่ที่เสียผลประโยชน์ถ้ามีเรื่องนี้ขึ้นมา ผมเป็น ฝ่ายค้านครับ พวกผมที่นั่งด้านซ้ายมือของท่านประธานเป็นฝ่ายค้านครับ ไม่มีผลประโยชน์ ที่ต้องเสีย เพราะพวกผมไม่ไปเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ใด ๆ ไม่มีผลประโยชน์อะไรที่พวกผม ต้องเสีย และพวกผมไม่ต้องกลัวครับว่าจะเสียอะไรอีกแล้วครับ เพราะสิ่งที่พวกผมเสีย เสียไปหมดแล้วครับ ตอนนี้เหลือแต่ของดี ๆ แล้วครับ แต่กลไกบางกลไกของรัฐบาลอาจจะมี ผลประโยชน์ครับ อาจจะไม่สามารถเดินไปข้างหน้าได้ และบางกลไกของรัฐบาลอาจจะมี เรื่องขัดผลประโยชน์เป็นพิเศษบางอย่าง ถ้ารัฐบาลต้องการให้คนของตัวเองไปนั่งอยู่ ในองค์กรอิสระ ถ้ารัฐบาลต้องการให้ไม่ถอดถอนคนบางคนในองค์กรนั้น ๆ รัฐบาลสั่งได้ครับ วุฒิสภาก็สั่งได้ครับ สุดท้ายประเทศชาติเหลืออะไรครับ ประเทศชาติก็ต้องล่มจมแน่นอนครับ อย่างนี้เขาก็เรียกว่ากินรวบประเทศไทย ประเทศไทยไม่เหลือ ถูกกินรวบหมด พวกท่านต้อง คิดถึงสาธารณะครับ คิดถึงประชาคนครับ ในฐานะที่เป็นกลุ่มคนที่ควรได้รับผลประโยชน์ ควรได้รับประโยชน์จากนักการเมือง จากประเทศชาติครับ ท่านอย่าคิดว่าสาธารณะ และประชาชนเป็นเพียงฝูงชนขนาดใหญ่เพื่อใช้เป็นเครื่องมือให้ท่านใช้ในการเลือกตั้งเท่านั้น อย่างนี้ไม่ใช่การเมืองเพื่อประชาชนครับ พวกผมจึงเห็นว่ากฎหมายฉบับนี้ไม่มีความจําเป็น ตามเหตุผลที่ผมได้อธิบายชี้ความให้ทราบ ผมจึงขอตัดมาตรา ๒ ออกทั้งมาตราครับ ขอบคุณครับ
ท่านอิสสร.ะ สมชัย ครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายอิสสระ สมชัย แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมเป็นผู้หนึ่งที่ได้ยื่นคําแปรญัตติร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยฉบับที่กําลังพิจารณาอยู่นี้ แล้วก็เป็น ๑ ใน ๕๗ คนครับ ที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการวินิจฉัยชี้ขาดในชั้นกรรมาธิการว่า คําแปรญัตติของผมนั้น ขัดหลักกฎหมาย ขัดข้อบังคํา ข้อ ๙๖ ครับ กระผมได้ยื่นคําแปรญัตติในมาตรา ๑ มาตรา ๒ มาตรา ๓ มาตรา ๔ มาตรา ๓ ว่าด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๒ มาตรา ๔ รัฐธรรมนูญ ๑๑๔ มาตรา ๕ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๕ มาตรา ๖ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๖ วรรคสอง มาตรา ๗ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๗ มาตรา ๑๑๘ มาตรา ๘ ในรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๒๐ มาตรา ๙ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๔๑ วรรคหนึ่ง แล้วก็ มาตรา ๑๐ มาตรา ๑๑ มาตรา ๑๒ มาตรา ๑๓ คือทั้ง ๑๓ มาตรานั้น กระผมขอแปรญัตติ เข้ามาท่านประธานครับ ปรากฏว่าท่านประธานคณะกรรมาธิการวินิจฉัยว่า คําแปรญัตติ ของผมนั้นขัดข้อบังคับเกือบทั้งหมดเลยครับท่านประธาน เช่น มาตรา ๑ ก็ขัด มาตรา ๒ ก็ขัด มาตรา ๓ มาตรา ๔ มาตรา ๕ มาตรา ๗ มาตรา ๘ มาตรา ๙ ขัดนะครับ ถ้าขัดแล้ว ถ้าตามที่ได้พิจารณากันเมื่อวานนี้ แปลว่าผมนั้นถูกตัดสิทธิไม่ได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็น ในการเสนอคําแปรญัตติเข้ามาเลยนะครับ ถ้าท่านได้ฟังท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ท่านได้อภิปรายเมื่อวานนี้ บอกว่าอาจจะมีบางเรื่องที่มองเห็นว่าขัด แต่เรื่องที่ไม่ขัดนั้น ก็ควรจะมีโอกาสให้เขาได้ขึ้นมาชี้แจงนะครับ แต่ปรากฏว่าทั้ง ๕๗ คนนั้น ผมเป็นคนที่ ๕๗ ถูกตัด ถือว่าเป็นการยื่นแปรญัตติขัดกฎหมาย ขัดข้อบังคับ ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมมีเหตุผลทั้ง ๑๓ มาตราครับที่ได้ยื่นคําแปรญัตติเข้ามา ตอนนี้เราพิจารณา ในมาตรา ๒ ความจริงมาตรา ๑ ผมก็แปรญัตติตัดออก ว่าด้วยชื่อร่าง พ.ร.บ. เหตุที่ตัด เพราะว่าไม่ต้องการให้มีการแก้ไข ส่วนมาตรา ๒ นั้น ว่าด้วยเรื่องวันที่กฎหมายมีผลบังคับใช้ ซึ่งร่างเดิมก็เขียนว่า ให้มีผลบังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป กระผมขอกราบเรียนว่าผมได้เสนอขอให้ตัดออกทั้งหมดเลย ทําไมถึงตัดออกทั้งหมดครับ ก็เพราะไม่ต้องการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าด้วยเรื่องสมาชิกวุฒิสภานี้ ในความคิดเห็น เบื้องต้นนั้น ผมขอกราบเรียนให้ทราบว่ามันไม่ได้เป็นข้อเรียกร้อง ไม่ได้เป็นความต้องการ ของพี่น้องประชาชนเลยครับ ว่าเขาเดือดร้อนเรื่องสมาชิกวุฒิสภา ไม่มีใครเดือดร้อน ไปถามเดี๋ยวนี้ก็ได้ครับ เขาเดือดร้อนเรื่องปากเรื่องท้องเขาต่างหากครับ ความไม่พออยู่พอกิน ความมีรายได้น้อย สิ่งเหล่านี้เขาอยากได้ แต่เรามาดันกัน ๒-๓ วันมานี้ หรือตลอดระยะเวลา ๒ ปีที่ผ่านมานี้ ไปทําแต่เรื่องซึ่งประชาชนเขาไม่ต้องการ และเนื้อหาสาระในการขอแก้ไข ท่านประธานครับ ว่าด้วยเรื่องสมาชิกวุฒิสภานี้ผมขอเรียนให้ทราบว่า จริง ๆ แล้ว ก็เหมือนกับเอาร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ ว่าด้วยเรื่องวุฒิสภามาใช้ ซึ่งในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๐ ซึ่งเวลาใครมีการพูดถึงก็มักจะบอกว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ดีที่สุด ถ้าว่าด้วย เรื่องสมาชิกวุฒิสภา เขาก็บอกว่าในรัฐธรรมนูญฉบับนั้นบอกว่าให้มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ทั่วประเทศจะไม่มีสมาชิกวุฒิสภาฉบับสรรหา แต่ในปีนั้นรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ นั้น ห้ามเบื้องต้นคือเมื่อสมาชิกวุฒิสภาอยู่ครบวาระแล้วห้ามสมัครต่อ แต่ไม่ห้ามบุพการี คู่สมรส หรือบุตรของผู้เป็นสมาชิกวุฒิสภาซึ่งพ้นตําแหน่งไปตามวาระนั้น ไม่ห้ามที่จะกลับมาสมัคร ต่อจากคนซึ่งครบวาระไป ซึ่งเขากล่าวกันว่าเป็นสภาผัว สภาเมีย แล้วก็ในปี ๒๕๔๐ นั้นครับ ผมเข้าใจว่าหลาย ๆ ท่านก็คงได้ยินสมาชิกวุฒิสภาสมัยนั้นบางส่วนไปรับเงินเดือนจากผู้นํา บางท่านเป็นรายเดือน มีการพูดกันทั่วไป และมีคนตั้งตนเป็นขาใหญ่ เอาเงินเดือนมาจ่ายให้ สมาชิกวุฒิสภาตลอดเวลา ก็เพราะเหตุนี้ละครับความเป็นกลางของสมาชิกวุฒิสภามันจึง ไม่เกิดขึ้น เพราะเมื่อไปรับเงินเดือนจากฝ่ายการเมืองอีกซีกหนึ่งแล้ว ก็แน่นอนละครับ ก็ต้องพยายามดําเนินการทําอย่างไรเพื่อจะให้การทํางานของสมาชิกวุฒิสภานั้นจะได้ สนองนโยบาย สนองโอกาสรับใช้ของผู้ที่จ่ายเงินเดือนให้ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้น เมื่อมีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมาปี ๒๕๕๐ จุดอ่อนอันนี้จึงได้มีการแก้ไข แก้ไขว่า สมาชิกวุฒิสภานั้นก็เป็นตัวแทนประชาชนเหมือนกัน แต่หน้าที่จะแตกต่างจากสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภานั้นหน้าที่หลักก็คือเรื่องกลั่นกรองกฎหมาย การแต่งตั้ง การถอดถอน องค์กรอิสระ การอนุมัติบางเรื่องที่จะต้องไปทําสัญญากับต่างประเทศ เรื่องสําคัญมาอยู่ ตรงนั้นครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นในปี ๒๕๕๐ เป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่เราใช้อยู่เวลานี้ จึงได้เขียนไว้บอกว่าถ้าเช่นนั้นก็ควรจะแยกสมาชิกวุฒิสภาออกเป็น ๒ ประเภท ประเภทหนึ่ง ให้มาจากการเลือกตั้งจากจํานวนสมาชิกวุฒิสภาทั้งหมด ๑๕๐ คน เป็นสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งมาจากการเลือกตั้งครึ่งหนึ่ง เอาจังหวัดละ ๑ คน อีกครึ่งหนึ่งนั้นให้มีการเลือกตั้งทางอ้อม จากสาขาอาชีพต่าง ๆ เช่นสาขารัฐศาสตร์ สาขานิติศาสตร์ สาขาเศรษฐศาสตร์ รวมกระทั่งถึง เกษตรกร ชาวนา ชาวไร่ หรือแม้กระทั่งหน่วยงานตัวแทนจากคนพิการ ท่านประธานครับ ท่านจะเห็นใช่ไหมครับ อย่างท่าน ส.ว. มณเฑียร บุญตัน เวลานี้ก็เป็น ส.ว. อยู่ในรัฐสภา แห่งนี้ ก็ได้ทําหน้าที่เป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนซึ่งเป็นคนพิการทั่วประเทศได้อย่าง มีประสิทธิภาพและเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลก ท่านประธานครับ โดยวิธีการอย่างนี้ทําให้เราได้ คนหลากหลายเข้ามาทํางาน ในเบื้องต้นคนก็เข้าใจว่ามันไม่น่าจะถูก น่าจะให้มี ส.ว. มาจาก การเลือกตั้งทั้งหมด ผมขอเรียนให้ทราบว่าถ้ามีการเลือกตั้งทั้งหมด คนพิการอย่างท่าน ส.ว. มณเฑียรจะไปหาเสียงแข่งคู่กับคนซึ่งมีรูปร่างกายดีสมประกอบทุกประการเป็นไปไม่ได้ หรอกครับ คงจะไม่มีโอกาสเลือกตั้ง แล้วใครล่ะครับจะไปเป็นตัวแทนคนพิการเหล่านี้ ไปทําหน้าที่ดูแลกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเขา สวัสดิภาพที่เกิดกับเขา ท่านประธานที่เคารพ แต่พอกฎหมายฉบับนี้มาตัดอย่างหนึ่งออกไปก็คือว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่าด้วยเรื่องสมาชิก วุฒิสภานี้ ห้ามมิให้บุพการี คู่สมรสและบุตรของ ส.ว. ซึ่งพ้นตําแหน่งหน้าที่ไปนั้น ให้มาสมัคร รับเลือกตั้งต่อ จะสมัครรับเลือกตั้งต่อ จะเป็นปี ๒๕๔๐ ก็ดี จะเป็นปี ๒๕๕๐ ก็ดี จะต้อง เว้นวรรคไป ๑ เทอมแล้วกลับมาสมัครใหม่อีกครั้งหนึ่ง เขาก็เขียนไว้อย่างนั้นครับ แต่ผมรับไม่ได้ในร่างนี้ก็เพราะอะไรท่านประธานครับ รับไม่ได้ก็เพราะเห็นว่าเปิดช่องครับ เปิดช่องถึงขั้นว่าประธานวุฒิสภาไปให้สัมภาษณ์ว่าจะต้องพยายามออกกฎหมายนี้ให้ได้ เพื่อตัวเองจะได้มาสมัครทัน แล้วจะไม่ให้คนอื่นกล่าวว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนได้อย่างไร ท่านประธานครับ แล้วปรากฏว่ามีการดึงดันกันเข้ามาเป็นที่น่าผิดสังเกต ท่านประธาน ที่เคารพ โดยการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ก็เปิดช่องว่าเมื่อสมาชิกวุฒิสภาครบเทอมแล้วสามารถ ลงสมัครรับเลือกตั้งแข่งได้ รับเลือกตั้งเข้ามาเป็นสมาชิกต่ออีกได้เลย ท่านประธานครับ ถ้าหากว่าสมาชิกวุฒิสภาจะไม่มีการเว้นเทอมในการมาทําหน้าที่ในสภา ต่อไปนี้สมาชิก วุฒิสภานั้นจะทําหน้าที่ไม่แตกต่างจาก ส.ส. หรอกครับ จะทําหน้าที่ไม่แตกต่างจาก ผู้แทนราษฎร อาจจะถามว่าแล้วมันจะเสียหายอะไร มันเสียหายแน่นอนครับท่านประธาน เสียหายเพราะเห็นว่าเมื่ออยากจะได้รับเลือกตั้งต่ออีกสมัยหน้า ท่านประธานครับ ก็ต้องหาสังกัด หาค่าย ทั้งโดยทางตรงหรือทางอ้อมเพื่อจะได้มวลชนสําหรับสนับสนุน ให้ตัวเองได้รับเลือกตั้งเข้ามาเป็น ส.ว. นอกจากนั้นแล้วการออกไปพบปะประชาชน ประชาชนยังเข้าใจว่ามี ส.ว. มาก ๆ จังหวัด กทม. นี้มี ส.ว. น้อยไป ๑ คน ผมเรียนให้ทราบว่า ๑ คน ไม่ได้น้อยไปหรอก ไม่ว่าจังหวัดใหญ่ จังหวัดเล็ก เพราะเขาไม่ได้ให้ทําหน้าที่มาหาเสียง ให้ผู้แทนเลือก เขาให้ไปทําหน้าที่กลั่นกรองกฎหมาย ให้ไปทําหน้าที่แต่งตั้ง ถอดถอนองค์กร อิสระ ไม่ให้ไปขุดบ่อ ก่อศาลา ไม่ให้ไปทําถนนคอนกรีต ท่านประธานครับ ไม่ให้ไปทํา ถนนลาดยาง ไม่ให้ไปทําเครือข่ายอะไรต่าง ๆ เขาให้ทําหน้าที่เป็นสภาสูง ถ้าไม่เช่นนั้น เขาไม่เรียกวุฒิสภาหรอกครับท่านประธาน แล้วถ้าจะมาทําหน้าที่แข่งกับผู้แทนราษฎร อยู่ลักษณะเช่นนี้ มันจะหาความเป็นกลางได้จากไหนท่านประธานครับ ถ้าคิดจะทําอย่างนั้น ผมว่าอย่ามีเลยวุฒิสภา อย่ามีเลยครับ เอาเป็นสภาเดียว ให้สภานั้นมีสภาผู้แทนราษฎร สภาเดียว ไม่ต้องมีสภากลั่นกรองแล้ว ในเมื่อสมาชิกวุฒิสภาจะต้องออกมาทํางานคล้าย ๆ หน้าที่ผู้แทนราษฎรและไม่มีเว้นวรรคอยู่อย่างนี้ นี่ละครับท่านประธาน ยังมีอีกหลายประเด็น เพราะฉะนั้นเพราะผมไม่ต้องการให้มีการแก้ไข ผมจึงเสนอขอแปรญัตติแก้ไขตัดออกทั้งหมด ในมาตรา ๒ แห่งร่าง พ.ร.บ. นี้ เพื่อจะไม่ให้มีการแก้ไขในหมวดต่อ ๆ ไป ท่านประธานครับ ขอขอบคุณที่ให้ผมเป็น ๑ ใน ๕๗ คน เกือบจะไม่ได้พูด เกือบจะไม่ได้แสดงความคิดเห็น แต่ผมมีชื่ออยู่ในมาตราต่อ ๆ ไป ผมจะขอใช้สิทธิทุกมาตราในการอภิปรายประกอบคําแปรญัตติ ของผม ในชั้นนี้ขอเพียงแค่นี้ครับ ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ
เชิญคุณหมอสุกิจครับ
เรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในมาตรา ๒ ของร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งได้เขียนเอาไว้ว่า รัฐธรรมนูญนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป สําหรับผม ผมแปรญัตติตัดออกทั้งมาตรา ที่จริงเมื่อเช้านี้ท่านประธาน คณะกรรมาธิการท่านก็ได้พูดเรื่องนี้นะครับ ตอนที่ผมไปยืนประท้วงอยู่ข้างหน้า ท่านก็บอกว่า มันเป็นการขัดกับหลักการในการที่มาตัดเรื่องนี้ โดยเฉพาะท่านบอกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสําคัญ พวกเราเคยเห็นกันไหมว่ามีกฎหมายฉบับไหน ที่ไม่มีวันประกาศใช้ ผมก็ไม่เคยเห็นเหมือนกันครับ และผมก็เชื่อว่ากฎหมายทุกฉบับ ต้องมีวันประกาศใช้ครับ แต่ท่านประธานครับ เรื่องของกฎหมายมันก็คือเรื่องของกฎหมาย แต่เรื่องของการแปรญัตติมันก็เป็นเรื่องของการแปรญัตติครับ กฎหมายเป็นกฎหมาย ทุกคนเข้าใจ แต่การแปรญัตติมันเป็นกระบวนการที่จะได้มาซึ่งกฎหมายครับ เพราะฉะนั้น การที่พวกผมมาแปรญัตติแล้วตัดออกทั้งมาตรา มันก็ไม่ได้ผิดอะไรครับ โดยเฉพาะถ้ามาถาม เหตุผล เหตุผลของผมว่าทําไมผมถึงตัดออกทั้งมาตรา ก็ต้องสืบเนื่องมาจากวาระที่หนึ่ง เมื่อรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขฉบับนี้เข้ามาในสภา ผมก็ได้อภิปรายแสดงความคิดเห็นให้กับ ท่านประธาน วันนั้นท่านประธานก็ยังชมเชยผมด้วยนะครับว่าพูดอยู่ในประเด็นและไม่กระทบใคร ไม่กระทบกระทั่งใคร ไม่เสียดสีใคร เป็นครั้งแรกเลยครับ มาถึงวันนี้เมื่อถึงวาระที่สอง เรื่องของการแปรญัตติ คือผมเสแสร้งไม่เป็นครับ ผมคิดอย่างไรผมก็ต้องทําอย่างนั้น แล้วก็ยึดมั่นกับความคิดอันนั้นตลอดไป เพราะฉะนั้นถ้าผมมาแปรญัตติในวาระที่สอง มารองรับการประกาศใช้ของกฎหมายฉบับนี้ ก็แปลว่าผมก็ยังไปสนับสนุนกฎหมาย รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขอันนี้อยู่ดี เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมทําได้ก็คือผมต้องตัดออกทั้งมาตรา อย่างที่ปรากฏอยู่นี่ครับ ส่วนที่ท่านจะเห็นว่ามันขัดกับหลักการหรือไม่ อันนั้นผมก็ ขอเรียนนะครับว่าวันที่ไปชี้แจงกับคณะกรรมาธิการ ผมได้ไม่ได้ดื้อนะครับ กรรมาธิการให้ไป ชี้แจงวันไหนผมก็ไปตามนั้นละครับ แล้วบรรยากาศวันชี้แจงเมื่อวานผมก็ได้พูดไปแล้ว เมื่อสักครู่คุณจุฤทธิ์ก็พูดไปแล้วครับ เพราะว่าเข้าไปด้วยกันครับ ปรากฏว่าในที่สุด หลังจากที่เราพูดความคิดเห็นของตัวเอง โต้กันไปโต้กันมาระหว่างผมกับท่านประธาน คณะกรรมาธิการ ท่านก็สรุปว่า มันก็เป็นกฎหมายที่เรามีมุมมอง มีความเห็นที่แตกต่างกัน ซึ่งผมรู้สึกพอใจมากครับ ก็ยังนึกอยู่ว่าถ้าเป็นอย่างนี้แสดงว่าความเห็นของผมไม่เหมือนกับ กรรมาธิการ ผมก็มีโอกาสที่จะได้มาพูดแสดงความคิดเห็นของผมในที่ประชุมใหญ่ ตามข้อบังคับ ข้อ ๗๑ แต่ปรากฏว่าไม่ได้เป็นอย่างนั้นครับ พอมาถึงที่ประชุมใหญ่ สภาใหญ่ ท่านมาตัดสิทธิของผม อย่างเหตุการณ์เมื่อวานครับ ผมถือว่าท่านได้ทําลายหลักปฏิบัติ ที่เราได้ทําสืบเนื่องกันมาเป็นเวลานานเกี่ยวกับเรื่องของการแปรญัตติ
คุณหมอครับ ผมว่า เข้าประเด็นเลยดีกว่า ให้ได้ชมท่านได้อีกสักครั้งหนึ่ง เคยชมท่านแล้วนะครับ
ทั้งหมดนี้ ก็คือเรื่องของการแปรญัตติตัดมาตรานี้นะครับท่านประธานครับ ผมพูดไม่ยาวหรอกครับ และทุกคนก็พูดไม่ยาวครับ ผมเชื่อว่าถ้าอนุญาตให้พูดตั้งแต่เมื่อวานนี้ ป่านนี้ไปถึง มาตรา ๕ มาตรา ๖ ไปแล้วครับ ท่านได้ทําลายหลักแห่งการอะลุ่มอล่วย การให้เกียรติซึ่งกันและกัน ซึ่งเรายึดถือกันมานานแล้ว เดี๋ยวท่านก็อาจจะมาโต้กับผมบอกว่ามันเป็นข้อบังคับ หลีกเลี่ยง ไม่ได้ แต่ท่านประธานครับ ในสภาของเราท่านก็เห็นว่าเรามีการอะลุ่มอล่วยกันมากมาย ยกตัวอย่างง่าย ๆ ที่ประชุมอยู่ขณะนี้องค์ประชุมครับ ที่จริงแล้วมันต้องเกินกึ่งหนึ่ง แต่เราก็ อะลุ่มอล่วยกัน เพราะว่าเราให้เกียรติซึ่งกันและกัน แล้วผลจากการที่ท่านทําเป็นอย่างไรครับ ก็คือเหตุการณ์วุ่นวายต่าง ๆ ที่มันเกิดขึ้นเมื่อวานนี้นะครับ ที่ผมเอามาพูดก็เพื่อเป็นตัวอย่าง ให้เห็นว่าวิธีการอย่างนี้ในอนาคตไม่ควรจะนําออกมาใช้อีกต่อไปนะครับ ไม่อย่างนั้นแล้ว การไปจํากัดสิทธิของ ส.ส. ก็คือไปจํากัดสิทธิของพี่น้องประชาชนที่เขาเลือกเรามาครับ ผมว่าไม่มี ส.ส. คนไหนยอมรับได้ แล้วความวุ่นวายมันก็จะเกิดขึ้นครับ อย่างน้อยที่สุดสิ่งที่ ผมได้ตัดสินไปแล้วก็ตัดออกทั้งมาตรานี้ ผมใช้ง่าย ๆ ครับ คือสิ่งที่เขาเรียกว่าสามัญสํานึก เพราะกฎหมายมันก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวอยู่กับสามัญสํานึกอยู่แล้ว ถ้าเราคิดง่าย ๆ ว่าเรา ไม่ยอมรับการแก้ไข แล้วเราจะมากําหนดว่าให้กฎหมายฉบับนี้ประกาศใช้วันโน้น วันนี้ ได้อย่างไรครับ มันต้องไม่เอามาใช้สิครับ ผมจึงต้องตัดออกทั้งมาตรา และก็มีความมั่นใจว่า ไม่ขัดกับข้อบังคับ เพราะผมเชื่อว่าอันนี้ละครับคือที่มาที่ท่านอ้างบ่อย ๆ คือข้อบังคับ ข้อ ๙๖ วรรคสาม ที่ท่านอ้างอยู่เสมอว่าพวกเราทําผิดข้อบังคับข้อนั้น การแปรญัตติเพิ่มมาตราขึ้นใหม่ หรือตัดทอน หรือแก้ไขมาตราเดิมต้องไม่ขัดกับหลักการแห่งร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม อันนี้แน่นอนครับ ถ้าอ่านแค่นี้มันผิดแน่นอนอยู่แล้วครับ แต่ถ้าอ่านต่อไปครับ วรรคสุดท้าย ที่บอกว่า เว้นแต่การแก้ไขเพิ่มเติมมาตราที่เกี่ยวเนื่องกับหลักการนั้น ผมมั่นใจของผม มาตั้งแต่แรกแล้วว่าการที่ผมมาตัดวันประกาศใช้ วันประกาศใช้กฎหมายก็ต้องเป็นเรื่องที่ เกี่ยวเนื่องกับกฎหมาย ซึ่งกฎหมายก็คือเกี่ยวเนื่องอยู่กับหลักการ ทั้งหมดนี้ครับท่านประธาน คือสิ่งที่ทําให้ผมมั่นใจว่าการแปรญัตติของผมครั้งนี้ไม่ได้ผิดข้อบังคับ ไม่ได้ผิดรัฐธรรมนูญ ผมจึงขอตัดมาตรา ๒ ออกทั้งมาตราครับ ขอบคุณครับ
ท่านเกียรติศักดิ์ ส่องแสง ครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายเกียรติศักดิ์ ส่องแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตเลือกตั้งที่ ๕ อําเภอลําลูกกา จังหวัดปทุมธานี พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ผมได้เสนอขอแปรญัตติมาตรา ๒ นะครับ ตัดทิ้งทั้งมาตรา เพราะผมไม่อยากให้ กฎหมายฉบับนี้ประกาศใช้ เหตุผลนั้น ผมจะได้ขออภิปรายในมาตรา ๓ กระผมจึงขอสงวน เวลาที่จะอภิปรายในมาตรา ๒ ในส่วนของผมนี้นะครับ ไปรวมเป็นเวลาที่จะอภิปราย ในมาตรา ๓ ที่มีสาระ มีรายละเอียด มีแง่มุม มีความสลับซับซ้อนมากกว่าเยอะในมาตรา ๓ ขอขอบคุณครับ
ท่านมนตรี ปาน้อยนนท์ ท่านบุญเลิศ ไพรินทร์ ท่านสมบัติ ยะสินธุ์ ถ้าใครอยู่ยกมือครับ ทีนี้ประเด็นคือถ้ายกมือแล้ว ผมจะไม่ย้อนกลับนะครับ ก็ต้องถือว่าเดินหน้าไปเรื่อย อย่างนั้นนะครับ ขอความร่วมมือ เพราะเป็นข้อตกลงไว้อย่างนั้น เขาบอกผมว่าอย่างนั้น ประธานวุฒิสภาบอกผมว่าอย่างนั้นครับ
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภา กระผม เจือ ราชสีห์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตเรียนกับท่านประธานเพื่อความเข้าใจ ท่านบอกว่า ไม่ย้อน ความหมายคืออะไรครับท่าน ขออนุญาตซ้อมให้พวกเราได้เข้าใจนะครับ
ท่านประธานวุฒิสภาบอก ผมไว้นะครับ ในส่วน ๕๗ ท่านที่ว่า ผมก็ยึดถือปฏิบัติตามที่ว่านั้นนะครับ ไหน ๆ ก็ได้ ดําเนินการกันไปแล้ว แล้วอีกประเด็นหนึ่ง ในรายชื่อที่พูดสงวนเอาไว้ ก็จะเรียกตามลําดับ ถ้าเรียกแล้วไม่อยู่ก็ถือว่าสละสิทธิ์ ท่านบอกผมไว้อย่างนี้ครับ
คืออย่างนี้ ในความเห็นของผม คือท่านก็ไล่ไปตามหน้า ขณะนี้เรากําลังอภิปราย ตามที่ท่านประธาน ได้กรุณาเรียกตามหน้าที่ ๑๓ ใช่ไหมครับ ท่านก็ไล่ชื่อไป แต่ว่าผมคิดว่ารายชื่อที่แปรญัตติ เอาไว้ก็ไปตามนี้นะครับเพียงแต่ว่าอาจจะอยู่บ้างไม่อยู่บ้างแต่ว่าสิทธิของเขาควรที่จะอยู่ ในกลุ่มนั้น ไม่ใช่ว่ารายชื่อข้ามเขาไปแล้วก็บอกว่าเขาเสียสิทธิแล้ว ในความเห็นของผม เขาควรจะมีสิทธิอยู่ เพียงแต่ว่าในกลุ่มนั้นเขามีสิทธิอยู่ ยกเว้นว่าในกลุ่มนั้น
เอาอย่างนี้อะลุ่มอล่วยกัน ก็อย่าเอาถึงต้อง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เลยครับ
ก็อยู่ในกลุ่มนี้เขาก็ มีสิทธิอภิปรายถูกต้องไหมครับ
ทีนี้ประเด็นอย่างนี้ ประเด็น คือ ๕๗ ท่านเขาก็ยอมให้แล้ว เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็ขอเรียงตามนี้ ถ้าใครจะพูดก็รู้อยู่แล้วว่า คิวตัวเองจะถึงเมื่อไร ถ้าสามารถมาใช้สิทธิได้ แต่ถ้าไม่อยู่ก็ถือว่าสละสิทธิ์ไป
ต้องอยู่ในกลุ่มเขาก็ มีสิทธิย้อนมาพูดได้ในกลุ่มนะครับ ถ้าเลยกลุ่มก็ไปว่ากันนะครับ
เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ กรณีท่านใช้วิธีขานชื่อ เรียงตามลําดับ ผมคิดว่าบางท่านมีภารกิจที่ต้องไปประชุมกรรมาธิการ วันนี้ก็มีหลายคณะ แล้วบางท่านก็มีภารกิจที่ต้องไปเตรียมตัวในการอภิปราย ท่านประธานครับ เอาอย่างนี้ ได้ไหมครับ
ท่านประเสริฐเอาอย่างนี้ ส่งชื่อมาก็แล้วกัน
ใช้วิธีส่งชื่อหรือครับ ได้ครับ
ขอชื่อเลยครับ ขอท่านที่จะ อภิปรายต่อไปยกมือเลยครับ เชิญครับ ที่มีชื่อนะครับ มีไหมครับ มาตรา ๒ ครับ ไปที่ ท่านรสนา เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภากรุงเทพมหานคร ในฐานะสมาชิกรัฐสภานะคะ ดิฉันได้แปรญัตติในมาตรา ๒ ไว้ว่า รัฐธรรมนูญนี้ให้ใช้บังคับ เมื่อพ้นกําหนดหนึ่งปีนับถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เหตุที่ดิฉันต้อง แปรญัตติอันนี้เข้ามา เนื่องจากว่าการแก้รัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของการปลดล็อกให้กับ สมาชิกวุฒิสภาจากการเลือกตั้งให้สามารถเข้าสู่การเลือกตั้งได้อีกครั้งหนึ่ง ดิฉันเองเห็นว่า การพิจารณาลักษณะเช่นนี้นั้น เป็นเรื่องของการมีผลประโยชน์ที่ขัดกัน เพราะฉะนั้นการที่ ดิฉันแปรญัตติให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับให้มีการใช้หลังจากประกาศราชกิจจานุเบกษา แล้ว ๑ ปีนั้น เพื่อที่จะแก้ปัญหาในเรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ประเด็นเรื่องการขัดกัน แห่งผลประโยชน์นั้นดิฉันคิดว่าเป็นเรื่องที่มีความสําคัญอย่างยิ่ง เพราะว่าถ้าหากว่าเราให้ ผู้ที่มีส่วนได้เสียมาเป็นผู้พิจารณาหรือออกกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกติกาสําคัญ เป็นกติกา เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ มันจะนําไปสู่การขาดความ เที่ยงธรรม ขาดความสุจริตและมีอคติ ซึ่งทําให้หลักการของกฎหมายที่จะออกมานั้นเป็นสิ่งที่ จะขัดต่อรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่เราใช้อยู่นะคะ แต่ก่อนที่ดิฉันจะอธิบายไปถึงว่าขัดอย่างไร ดิฉันอยากจะขอพูดสักนิดหนึ่งว่า โดยปกติแล้ว สังคมของคนเราที่จะอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุขนั้นจําเป็นที่จะต้องใช้กฎหมายเป็นหลักของ การปกครองนะคะ การใช้กฎหมายเป็นหลักของการอยู่ร่วมกันของสังคมนั้น กฎหมายนั้น จะต้องไม่ใช่กฎหมายที่ออกโดยคน ๆ เดียว หรือคนเพียงคณะเดียวเป็นผู้ใช้อํานาจ โดยที่อํานาจนั้นปราศจากการควบคุม เพราะว่าเหตุใดที่เราจะต้องปฏิเสธการใช้อํานาจ ที่เป็นไปตามอําเภอใจของบุคคลหรือคณะบุคคล ก็เพราะว่าที่จริงมีคําพูดที่นักประวัติศาสตร์ ชาวอังกฤษชื่อ ลอร์ด แอคตัน เคยพูดเอาไว้นานแล้วว่า อํานาจนั้นมีแนวโน้มที่จะนําไปสู่ การทุจริต และอํานาจเบ็ดเสร็จก็จะนําไปสู่การทุจริตที่เบ็ดเสร็จ การคอร์รัปชันที่เบ็ดเสร็จ ด้วยเหตุนี้การที่จะแก้ปัญหาที่จะไม่ให้มีกฎหมายที่ออกโดยบุคคลคนเดียว กลุ่มคน ๆ เดียวนั้น ซึ่งจํานําไปสู่การใช้อํานาจตามอําเภอใจ และการใช้อํานาจตามอําเภอใจโดยขาดการ ตรวจสอบนั้นจะนําไปสู่การทุจริตคอร์รัปชัน ถ้ามีการควบคุมอํานาจที่เบ็ดเสร็จมากเท่าไร การทุจริตคอร์รัปชันนั้นก็จะมากขึ้นเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ดิฉันคิดว่าในกฎหมายที่ได้บัญญัติไว้ ในมาตรา ๑๒๒ ในมาตรา ๑๒๒ นั้นกล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า สมาชิกของสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภานั้น ย่อมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย โดยไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติ มอบหมายหรือความครอบงําใด ๆ และต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทย โดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์ คําว่า โดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ดิฉันคิดว่าเป็นประเด็นที่มีความสําคัญอย่างยิ่ง ถ้าหากว่าเราปล่อยให้กฎหมายมีการขัดกันแห่งผลประโยชน์เกิดขึ้นนั้น กฎหมายเหล่านั้น ก็จะขาดสิ่งที่เราเรียกว่าหลักนิติธรรม ซึ่งในรัฐธรรมนูญในวรรคสองของมาตรา ๓ ได้ระบุ อย่างชัดเจนนะคะ ที่จริงต้องบอกว่าเป็นครั้งแรกในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ ที่ได้มีการบัญญัติวรรคสองในมาตรา ๓ ไว้ว่า การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานของรัฐต้องเป็นไปตาม หลักนิติธรรม คําว่าหลักนิติธรรมนั้นอาจจะมีความลึกซึ้งมาก แต่ดิฉันคงไม่อรรถาธิบาย ยาวมากนักนะคะ ดิฉันคิดว่าหลักนิติธรรมนั้นก็อาจเป็นคํา ๆ เดียวคําว่า รูล์ ออฟ ลอว์ (Rule off Law) หรือการใช้หลักธรรมแห่งกฎหมายที่จะเข้ามาใช้ หลักธรรมแห่งกฎหมายนั้น จะต้องเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อบุคคลและก็ประโยชน์ส่วนรวมซึ่งเป็นประโยชน์ สาธารณะ กฎหมายที่เป็นธรรมนั้นจะเกิดขึ้นได้มันต้องเกิดขึ้นโดยปราศจากการมี ผลประโยชน์ที่ขัดกัน เพราะเราต้องยอมรับว่ามนุษย์เราแต่ละคนนั้นมีอคติ แล้วก็เป็นปุถุชน ที่อาจจะสามารถฉ้อฉลหรือทุจริตได้ถ้ามีโอกาส เพราะฉะนั้นการที่เราจะออกกฎหมายอะไร ต่อมิอะไรนั้น การบัญญัติในเรื่องของการต้องไม่มีผลประโยชน์ขัดกันจึงเป็นสิ่งที่มีความสําคัญ เพราะถ้าหากว่าเรามีผลประโยชน์ขัดกันเราย่อมมีอคติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าบุคคลที่ ออกกฎหมายนั้นมีส่วนได้เสียในกฎหมายฉบับนั้น มันก็ย่อมมีอคติในการที่จะเข้าข้างตัวเอง หรือออกกฎหมายในลักษณะที่ทําลายประโยชน์ของส่วนรวมได้ เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่า ถ้าหากว่ากฎหมายนั้นออกโดยไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรมนั้นมันก็เป็นสิ่งที่ไม่สามารถที่จะ บังคับใช้ได้ ทีนี้การที่เราไม่ให้มีประเด็นเรื่องของการขัดกันในเรื่องของผลประโยชน์นั้นนะคะ ดิฉันคิดว่าต้องกลับไปดูที่เจตนารมณ์หรือสาระของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ ถ้าท่านประธาน ท่านสมาชิกได้ลองดู ในหน้า ๑๐ ของรัฐธรรมนูญที่อยู่ ในสภาของเราจะมีระบุเอาไว้ในหน้า ๑๐ วรรคสองว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่จัดทําใหม่ มีสาระสําคัญเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ร่วมกันของประชาชนชาวไทย คือทั้งหมดที่เขียน เอาไว้ แบ่งได้ประมาณ ๘ ข้อ
ข้อที่ ๑ คือการทําธํารงรักษาไว้ซึ่งเอกราชและความมั่นคงของชาติ
ข้อที่ ๒ การทํานุบํารุงรักษาศาสนาทุกศาสนาให้สถิตสถาพร
ข้อที่ ๓ การเทิดทูนพระมหากษัตริย์เป็นประมุขและเป็นมิ่งขวัญของชาติ
ข้อที่ ๔ การยึดถือระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นวิถีทางในการปกครองประเทศ
ข้อที่ ๕การคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน
ข้อที่ ๖ ให้ประชาชนมีบทบาทและมีส่วนร่วมในการปกครองและตรวจสอบ การใช้อํานาจรัฐอย่างเป็นรูปธรรม
ข้อที่ ๗ การกําหนดกลไกลสถาบันทางการเมือง ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติและ ฝ่ายบริหารให้มีดุลยภาพและประสิทธิภาพตามวิถีการปกครองแบบรัฐสภา
และสุดท้ายข้อที่ ๘ ให้สถาบันศาลและองค์กรอิสระอื่น สามารถปฏิบัติหน้าที่ ได้โดยสุจริตเที่ยงธรรม
ดิฉันคิดว่าเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ระบุอย่างชัดเจน อย่างน้อย ข้อที่ ๗ ระบุว่า การกําหนดกลไกสถาบันทางการเมือง ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร ให้มี ดุลยภาพและประสิทธิภาพตามวิถีการปกครองแบบรัฐสภา ดิฉันเห็นว่าความหมายอันนี้ การมีดุลยภาพ คือการต้องมีการถ่วงดุลอํานาจกัน การถ่วงดุลอํานาจนั้น ถ้าหากว่าปราศจาก การถ่วงดุลอํานาจกัน ก็จะทําให้เกิดปัญหาขึ้นมาได้ ระบอบการปกครองของเรานั้น เราพูดถึง ระบอบรัฐสภา คือการมีการแบ่งแยกอํานาจแล้วก็มีการถ่วงดุล ตรวจสอบซึ่งกันและกันได้ แม้แต่ประเด็นในเรื่องของมาตรา ๓ การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภาต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม ถ้าเราไปดูในหมวด ๕ ว่าด้วยแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ มาตรา ๗๘ (๖) อันนี้ก็ชัดเจนว่า การดําเนินงาน หน่วยงานทางกฎหมายที่มีหน้าที่ให้ความเห็นเกี่ยวกับการดําเนินงานของรัฐ ตามกฎหมายและตรวจสอบการตรากฎหมายของรัฐ ดําเนินการอย่างเป็นอิสระ เพื่อให้ การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปตามหลักนิติธรรม ดิฉันคิดว่าคําว่าหลักนิติธรรมนั้น ถูกบัญญัติอย่างเป็นรูปธรรมในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ การขัดกันแห่งประโยชน์นั้นจะเป็น การทําลายหลักนิติธรรมอย่างชัดเจน เพราะฉะนั้นดิฉันเองเห็นว่าการที่เรามาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยเรื่องของ ส.ส. ส.ว. โดยการปลดล็อกให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง สามารถ เลือกตั้งใหม่ได้ มีการแก้ไขที่จะให้สามี ภรรยา บุพการีของ ส.ส. นั้น เข้ามาดํารงตําแหน่ง เข้ามาสมัครสมาชิกวุฒิสภาได้ ดิฉันเห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปไกลยิ่งกว่า รัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ ซึ่งสภาแห่งนี้เคยชื่นชมว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ยังไม่เปิดโอกาสให้ขนาดนี้ สมาชิกวุฒิสภาต้องเว้น ๑ วาระ คือ ๖ ปี และถ้าหากว่า จะไปสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ต้องเว้นวรรค ๑ ปี หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จะมาลงสมัครเป็นสมาชิกวุฒิสภาก็ต้องเว้นวรรค ๑ ปี แต่ปรากฏว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้เปิดช่องตรงนี้ทั้งหมด ซึ่งสิ่งที่ดิฉันเห็นก็คือว่า ในกระบวนการที่เราล้วนแต่เป็นผู้มี ผลประโยชน์ได้เสีย แล้วเราออกกฎหมาย เราแก้ไขรัฐธรรมนูญในแง่นี้ จะทําให้วุฒิสภานั้น ซึ่งควรจะมีที่มาแตกต่างจากสภาผู้แทนราษฎร ก็จะกลายเป็นส่วนเดียวกัน
(นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ได้ยืน และยกมือขึ้น)
อยากจะ ประท้วงหรือคะ ท่านประธานอนุญาตให้เขาประท้วงไหมคะ
เชิญครับ
ท่านประธานครับ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ไม่อยากจะประท้วงท่านอาจารย์รสนาครับ แต่ว่าจริง ๆ อยากฟังท่านอภิปรายตอนมาตรา ๓ หรือมาตรา ๑๑๑ ซึ่งท่านกําลังพูดไปถึงมาตรา ๑๑๑ ท่านแปรญัตติไว้ในมาตรา ๒ เพียงแค่ ตัดคําว่า ตั้งแต่วัน มาเป็น เมื่อพ้นกําหนด ๑ ปี เท่านั้นเองครับ แต่จริง ๆ ที่ท่านอภิปราย มันไปถึงมาตรา ๓ มาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๒ อะไรโน่นแล้วครับ ก็เลยอยากจะให้ท่านประธาน ช่วยควบคุม อยากจะไปฟังท่านตอนนั้น มันจะได้ไม่ซ้ํากับตอนนี้ครับ ท่านประธานโปรด วินิจฉัยครับ
คือไม่ซ้ํา นะคะ ดิฉันต้องการที่จะตัดเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อน
ขออนุญาตวินิจฉัยนิดหนึ่ง ที่จริงบรรยากาศกําลังดีครับ ผมก็ฟังอยู่ เอาอย่างนี้ท่านรสนาครับ ขอให้กระชับสักนิด เข้าประเด็นนะครับ
อันนี้ก็อยู่ ในประเด็น และดิฉันก็พูดไม่นานนะคะ ดิฉันก็ใกล้จะจบแล้วค่ะ
เชิญครับ
ดิฉันพูดถึงว่า การที่เราให้สภาแห่งนี้มาพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าด้วยเรื่อง ส.ว. นี้นะคะ โดยที่เรา แต่ละคนล้วนแต่เป็นผู้มีส่วนได้เสีย การที่เราเป็นผู้มีส่วนได้เสียนั้น ย่อมทําให้การออก กฎหมายนั้นขัดหลักนิติธรรม เพราะฉะนั้นดิฉันเองขอให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีผล บังคับใช้หลังจากประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ๑ ปี นั้น ก็เพื่อแก้ไขปัญหาการทับซ้อน ในเรื่องของผลประโยชน์ ดิฉันยังพูดอยู่ในประเด็นนะคะท่านประธาน เพราะดิฉันเห็นว่า การที่เรายกร่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ ที่จะทําให้ ส.ส. และ ส.ว. เป็นผู้มีประโยชน์ได้เสีย อันนี้มันมีความผิดนะคะ มันมีความผิด แม้แต่องค์กรที่เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ขึ้นเงินเดือนให้ตัวเองก็ยังถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองตัดสินว่า มีความผิด เพราะฉะนั้นปัญหาเรื่องการที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์นั้นเป็นเรื่องใหญ่ แล้วก็ผู้มีส่วนได้เสียที่มาพิจารณาในเรื่องนี้อาจจะมีความผิดตามกฎหมายได้ ท่านลองกลับไป ดูมาตรา ๒๗๐ นะคะ มาตรา ๒๗๐ นี้นะคะ พูดถึงเรื่องของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองนั้น มีความผิด มาตรา ๒๗๐ เขียนไว้อย่างนี้ ผู้ดํารงตําแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธาน ศาลปกครองสูงสุด หรืออัยการสูงสุด ผู้ใดมีพฤติการณ์ร่ํารวยผิดปกติ ส่อไปในทางทุจริต ต่อหน้าที่ ส่อว่ากระทําผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ราชการ ส่อว่ากระทําผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ ในการยุติธรรม ส่อว่าจงใจใช้อํานาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ดิฉันคิดว่าถ้าหากว่าดิฉันเอง แล้วก็เพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่านอภิปรายในเรื่องนี้ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยเรื่องสมาชิก วุฒิสภานั้น ถ้าผ่านไปโดยที่ไม่เว้นอย่างที่ดิฉันขอแปรญัตตินะคะว่าขอให้ประกาศใช้หลังจาก ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ๑ ปี พวกเราทั้งหลายที่อยู่ในสภาแห่งนี้เป็นผู้ที่ มีประโยชน์ได้เสีย และการมีประโยชน์ได้เสียโดยที่เรามีการพูดในสภาแห่งนี้อย่างชัดเจน แต่ถ้าหากว่าสภาแห่งนี้ยังคงลงมติตามอย่างเดิม ดิฉันเห็นว่าจะเข้าข่ายมาตรา ๒๗๐ ว่าด้วยการใช้อํานาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ซึ่งดิฉันเองไม่อยากเห็นเพื่อน สมาชิกที่ลงมติในเรื่องนี้จะต้องไปขึ้นศาลฎีกา แผนกคดีอาญาผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ว่าด้วยเรื่องขัดกันแห่งผลประโยชน์ เพราะแค่การขึ้นเงินเดือนก็เป็นตัวอย่างที่สําคัญอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นดิฉันเองก็ขออภิปรายว่าสาเหตุที่ขอแปรญัตติอันนี้เพื่อป้องกันเพื่อนสมาชิก ทั้งสภาผู้แทนราษฎรแล้วก็สมาชิกวุฒิสภา ดิฉันเองเป็นสมาชิกจากการเลือกตั้งกรุงเทพมหานคร เป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง เพราะฉะนั้นดิฉันเองต้องการป้องกันตัวดิฉันเอง ด้วยการอภิปราย อย่างชัดเจนในที่ประชุมแห่งนี้ว่า การแก้ไขอันนี้เป็นเรื่องที่มีผลประโยชน์ขัดกัน โดยผู้ที่ มีส่วนได้เสีย และถ้าหากท่านไม่แก้ไขตามการแปรญัตติของดิฉันให้เว้นไป ๑ ปี เพื่อการใช้ ดิฉันเชื่อว่าพวกเราทุกคนที่ลงมติในเรื่องนี้จะมีความผิดค่ะ ขอบพระคุณค่ะ
เชิญท่านวิชัย ล้ําสุทธิ ครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวิชัย ล้ําสุทธิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ในมาตรา ๒ เรื่องรัฐธรรมนูญให้ใช้บังคับตั้งแต่วันพ้นกําหนด ๑ ปี นับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไปนะครับ มาตรานี้ผมได้เสนอขอตัด ทั้งมาตรา เราตัดตั้งแต่มาตรา ๑ แล้วนะครับ เพราะว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญนี้ผมก็ไม่อยาก ให้แก้ในเรื่องของ ส.ว. เพราะว่าพวกผม ส่วนตัวผมเองนั้นผมไม่เห็นด้วย เพราะ ส.ว. ก็คือ สภาสูงนะครับ สภาสูงส่วนมากก็มีหน้าที่ดูแลประเทศชาติที่ผู้ใดมาดําเนินการแล้วก็ขัดแย้ง ของสภา สภาสูงก็ต้องมีอํานาจ ไม่อย่างนั้นถ้าสภาเป็นเหมือนเดิม งวดที่แล้วหลาย ๆ คน ก็บอกว่าเป็นสภาผัวเมียบ้าง เป็นสภาพ่อลูกบ้าง อันนี้มันก็กลับมาใช้ ก็มีปัญหา ก็เลยกลับมา ใช้เป็นแบบจังหวัดละคน ตอนนี้ก็กลับไปใหม่ครับ กลับไปใช้เหมือนเดิมอีก เดี๋ยวปัญหาก็ เกิดซ้ําซากอีก ผมก็เลยบอกว่า แก้ ส.ว. นี่ จริง ๆ แล้วไม่ต้องแก้ได้ไหม เอาเหมือนเดิม เอาเหมือนปี ๒๕๕๐ ครับ จังหวัดละคน ถ้าแก้ไปเป็นเหมือน ส.ส. ส.ส. ก็เป็นอยู่แล้วครับ ใช้จํานวนประชากรเป็นที่ตั้ง แล้วก็หาร แล้วก็จังหวัดก็ได้ตามจํานวน ส.ส. แล้วก็อันนี้หนัก ไปกว่าเดิมอีก เพราะว่าตอนนี้ก็ไม่มีวาระแล้วนะครับ กฎหมายที่พวกท่านมานี่วาระไม่มีแล้ว ใครลงก็ได้นะครับ ส.ว. เป็นสมาชิกพรรคก็สามารถลงได้ เป็น ส.ว. เสร็จแล้วเดี๋ยววันที่ ๑ มีนาคม หมดวาระก็ลงได้อีก ก็เป็นการทําซ้ําซากอยู่เหมือนเดิม แทนที่จะเอาบุคลากรที่มี ความรู้ความสามารถ เพราะฉะนั้นการแข่งขันในการเป็น ส.ว. ที่มีความรู้ความสามารถเขาก็ ไม่อยากมาเล่นครับ เพราะมาก็เป็นเหมือนเดิมอีกครับ พวกมากลากไป หรือไม่ได้ใช้ความรู้ จริง ๆ ส.ว. ผมก็อยากให้คนที่มีความรู้ มีความสามารถจริง ๆ เข้ามาทํานะครับ ลดขั้นตอน การซื้อเสียง ซื้อสิทธิ ในเรื่องของการเป็นสมาชิก ไม่อย่างนั้น ส.ว. เข้ามาพ่อเป็น ส.ส. ก็มี ฐานเสียง มีอํานาจ มีในการบริหารแล้ว ก็เอาลูกมา ลูกก็เป็น พ่อก็เป็น เพราะฉะนั้นก็เป็น การบริหารโดยเบ็ดเสร็จ จริง ๆ แล้วการเลือกตั้ง ส.ว. มันเป็นอํานาจที่ประชาชนทุกคนต้อง ใช้ดุลยพินิจในการใช้ความสามารถเป็นพิเศษ เพราะว่า ส.ส. เราก็เลือกตั้งกันมาแล้ว โดยสมาชิกทุกคนเลือกตั้งกันมา แล้วก็ไม่ได้ใช้นักวิชาการที่เป็นเฉพาะด้าน เพราะฉะนั้น ถ้าเลือกตั้งเข้ามาชุดใหม่ ๒๐๐ คน แล้วก็ไม่ได้มาเฉพาะด้าน สังคมก็ไม่มี สมมุติว่าสังคม ไม่มา ศาสนาไม่มี คนพิการไม่มา เพราะว่าเราเลือกตั้งเหมือน ส.ส. ใช้ระบบเขตเข้ามา มันก็ทําให้เราจะได้ ส.ว. ไม่ครอบคลุมทุกด้าน ผมก็อยากยกเว้นสักอย่างหนึ่งว่า ส.ส. เราเลือกตั้งกันมาโดยสมาชิกแล้ว ส.ว. นี่เอาเถอะ เอาให้นักวิชาการ เอาที่ผู้มีความสามารถ พิเศษมาเป็นสักสภาหนึ่งเพื่อมันจะได้คานอํานาจกันระหว่าง ส.ส. กับ ส.ว. ไม่อย่างนั้น ส.ส. กับ ส.ว. ไม่อย่างนั้น ส.ส. เลือกตั้งกันมา มีทุกอย่างพร้อม ส.ว. ก็เหมือนกัน มันก็คานอํานาจ กันไม่ได้ มันก็เป็นการรวบอํานาจ เป็นวิธีการเสนอ ผมก็ไม่เห็นด้วยนะครับว่าจะแก้ ส.ว. ในฉบับนี้ นี่คือกลไกรัฐสภา แล้วก็หลาย ๆ ครั้งในวาระที่หนึ่งก็เหมือนกัน ก็จริง ๆ แล้ว ท่านประธานครับ ใครจะ อภิปรายอะไรก็อภิปรายไปครับ เพราะว่าการอภิปรายอย่างไรถึงมาลงมติเสียงข้างมาก ก็ชนะอยู่แล้ว นั่นคือสิ่งที่กลไกของรัฐสภาดําเนินการ แต่ว่าต้องให้เขาออกสิทธิออกเสียง นะครับ เขาให้ออกความคิดว่าเขาคิดอย่างไรนะครับ ที่เขาแปรญัตติเพราะว่าเขามีเหตุผล ต้องคิด ต้องทํา ท่านประธานไม่ทราบก็ให้ประชาชนรู้ก็ยังดี เพราะเขาถ่ายทอดไปนะครับ เพราะฉะนั้นคือสิ่งที่พวกเราอยากเห็นว่าการทํางานของสภานี้ ทํางานแบบโปร่งใสนะครับ ถึงแม้เสียงข้างน้อยจะอภิปรายพวกท่านก็ต้องยินยอมครับ ลองฟังหน่อยอดทนหน่อยนะครับ นี่คือสิ่งที่พวกเราทํา แล้วก็ผมที่แปรญัตติมาตรา ๒ นี้ ก็เพราะว่าผมไม่อยากเห็นสภาบน กับสภาล่างทํางานเหมือนกันการได้มาที่ตั้ง ส.ว. เหมือนกัน เหมือนกับ ส.ส. ส.ส. เลือกตั้งมา ประชาชนเลือกตั้งมา ผมเห็นด้วยซ้ําไปในการเลือกตั้ง ส.ว. ด้วยซ้ําไป ที่จริง ส.ว. ต้องมาจาก ทุกภาคส่วนนะครับ ในการไปหาจะได้คานอํานาจซึ่งกันและกันนะครับ แล้วถ้าเลือกตั้งกันมา แล้วก็ได้มาโดยคุณสมบัติโดยประชาชนเลือกจริงครับ ประชาชนเลือกก็คือคนส่วนใหญ่เลือก แล้วคนส่วนใหญ่เห็นด้วย แต่ว่าความสามารถเฉพาะตัว ความสามารถพิเศษ คนที่มีความรู้ มาก ๆ คนที่เป็นดาวเด่นของประเทศไทย ที่มีความรู้เฉพาะด้านมันจะไม่มา เพราะว่าเขาจะ ไม่สมัครลงมาคัดเลือกนะครับ นี่คือสิ่งที่ผมไม่เห็นด้วยกับการมีแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมจึงตัดมาตรา ๒ นี้ทั้งมาตราครับ เพื่อให้พวกเราได้พิจารณาในโอกาสต่อไป ขอบคุณครับ
หมดผู้อภิปรายนะครับ ผมขอมติเลยนะครับ เชิญท่านครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ผม พลเอก สมเจตน์ บุญถนอม สมาชิกวุฒิสภาสรรหาภาครัฐ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา จะขออนุญาตอภิปรายตามที่ผมได้แปรญัตติเอาไว้ในมาตรา ๒ นะครับ ว่าถึงระยะเวลาในการบังคับใช้ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่แก้ไขจากเดิมถัดจากวันที่ประกาศใน ราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เป็นเมื่อพ้นกําหนด ๑ ปีนับถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไปนะครับ ผมขออนุญาตอธิบายเหตุผลถึงการที่ขอแปรญัตติเพิ่มเติมระยะเวลาเป็น ๑ ปี ด้วยเหตุผล ๒-๓ ประการ ดังต่อไปนี้นะครับ
ประการแรก อยากจะเรียนท่านประธานรัฐสภาครับว่า ผมในฐานะที่เป็น ทหารคนหนึ่งขอสนับสนุนในเรื่องของการประชาธิปไตย แล้วก็มีความเห็นว่าสมาชิกวุฒิสภา มาจากการเลือกตั้งนั้นมันมีความสําคัญนะครับ แต่อยากจะเรียนท่านว่าประชาธิปไตย ของประเทศไทยเรานั้นในปัจจุบันยังไม่มีความสมบูรณ์ที่เพียงพอ เมื่อไม่มีความสมบูรณ์ ที่เพียงพอ มันจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงปรับไปตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เรียนว่า ถ้าประชาธิปไตยของเรามันมีความสมบูรณ์แล้ว เมื่อนั้นท่านจะมีสมาชิกวุฒิสภามาจาก การเลือกตั้งอย่างเดียวก็ไม่ขัดข้อง แต่เนื่องจากสถานการณ์ในขณะนี้ผมมีความเห็นว่า มันยังเป็นประชาธิปไตยที่ไม่เต็มรูปแบบอย่างแท้จริงนะครับ เพราะฉะนั้นยังมีประโยชน์ของ การที่จะมามีสมาชิกวุฒิสภาจากการสรรหาอยู่ โดยเหตุนี้เองจึงขอเลื่อนระยะเวลาในการที่จะ พิจารณานั้นออกไปอีก ๑ ปีนะครับ การแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นการแก้องค์กรที่สําคัญของ อํานาจนิติบัญญัติคือการแก้ที่มาของสมาชิกวุฒิสภาจากสมาชิกวุฒิสภาเลือกตั้งและสรรหา เป็นเพียงสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหาเพียงประเภทเดียวนั้น มันเป็นการดําเนินการ ที่ขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ซึ่งอยากจะยกขึ้นมาสัก ๒-๓ ประเด็น
ประเด็นแรก ในเรื่องที่มาของสมาชิกวุฒิสภา ในอดีตเราได้มีสมาชิกวุฒิสภา มาทั้ง ๒ ประเภท ไม่ว่าจะมาจากการแต่งตั้งหรือจะมาจากการเลือกตั้ง ก่อนปี ๒๕๕๐ ปี ๒๕๔๐ นั้น สมาชิกวุฒิสภามาจากการแต่งตั้งนั้นก็ได้รับการตําหนิติเตียนว่ามาจาก ฝ่ายบริหาร มาจากฝ่ายรัฐบาล ไม่สามารถที่จะทําหน้าที่การตรวจสอบถ่วงดุลได้ พอมาถึง รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็ได้มีการปรับเปลี่ยนมาเป็นสมาชิกวุฒิสภาจากการเลือกตั้ง ๒๐๐ ท่าน ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้นมีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาจากการเลือกตั้งนั้น ๒ ชุด ชุดแรกในปี ๒๕๔๓ ในระยะเริ่มแรกนั้นชื่อเสียงของสมาชิกวุฒิสภาในชุดนั้น เป็นที่ยอมรับของประชาชนโดยทั่วไปว่าเป็นความหวังหนึ่งว่าจะสามารถทําหน้าที่ การตรวจสอบถ่วงดุลอํานาจได้ แต่ในภายหลังตั้งแต่ปี ๒๕๔๔ เป็นต้นมา มีการผลัดเปลี่ยน รัฐบาล สมาชิกวุฒิสภาชุดนั้นก็ได้รับการตําหนิติเตียนว่าเป็นสภาทาส เพราะว่าฝ่ายรัฐบาลนั้น ได้สามารถเข้ามาคุมเสียงข้างมากในวุฒิสภาได้
ต่อมาในชุดที่ ๒ ในปี ๒๕๔๙ นั้น มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาขึ้นมาใหม่ ปรากฏการณ์ซ้ําร้ายที่มันเกิดขึ้นก็คือ ได้เกิดปรากฏการณ์ที่บรรดาเครือญาติของสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรและผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองได้เข้ามาสู่วุฒิสภาเป็นจํานวนมาก ทั้งนี้ ด้วยเหตุผลว่าฐานเสียงของการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภานั้น มันมีฐานเสียงเดียวกัน บุคคลอื่นที่ไม่มีความสัมพันธ์กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือผู้ดํารง ตําแหน่งทางการเมืองหมดสิทธิที่จะมาเป็นสมาชิกวุฒิสภา เพราะว่าในต่างจังหวัดนั้น ท่านก็คงทราบเป็นอย่างดีว่ามีการวางระบบการลงคะแนนเสียงไว้อย่างมั่นคงเป็นหลักฐาน ก็เป็นการยากยิ่งที่บุคคลอื่นที่ไม่ใช่มีความสัมพันธ์กับสมาชิกต่าง ๆ หรือผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมืองจะสามารถสอดแทรกเข้าไปได้ จากปัญหาของวุฒิสภาในอดีตที่ผ่านมา ก็ทําให้วุฒิสภานั้นไม่มีความเป็นกลาง ไม่สามารถทําหน้าที่ในการตรวจสอบถ่วงดุลอํานาจได้ พอมาถึงรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ จึงได้นําประสบการณ์จากปัญหาที่เกิดขึ้นจากสมาชิก วุฒิสภาทั้ง ๒ แบบมาออกแบบโครงสร้างใหม่ มันจึงออกแบบโครงสร้างเป็นสมาชิกวุฒิสภา จากการสรรหา และสมาชิกวุฒิสภาจากการเลือกตั้ง ทั้งนี้ก็ด้วยความมุ่งหวังว่าจะให้ การผสมผสานของสมาชิกวุฒิสภาทั้ง ๒ ประเภท สามารถปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นกลาง ตรวจสอบ ถ่วงดุลอํานาจกับฝ่ายบริหารได้ อันนี้เป็นประการแรกของเรื่องที่มาของสมาชิก วุฒิสภาที่มีการเปลี่ยนแปลงไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐
ประเด็นที่ ๒ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๐๐ ฉบับที่จะแก้ไขนี้ได้มีการแก้ไขในเรื่อง คุณสมบัติของสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งผมได้กราบเรียนมาข้างต้นแล้วว่า สมาชิกวุฒิสภาที่มาจาก การเลือกตั้งปี ๒๕๔๐ โดยเฉพาะชุดปี ๒๕๔๙ นั้นได้มีความสัมพันธ์อย่างเหนียวแน่นกับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ทําให้เกิดปัญหาของความไม่ เป็นกลาง ไม่สามารถที่จะทําการตรวจสอบถ่วงดุลได้ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ จึงได้กําหนด คุณสมบัติของผู้ที่จะลงสมัครเป็นสมาชิกวุฒิสภาไว้ โดยไม่ให้บุพการี คู่สมรส และบุตรของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองสามารถลงสมัครเป็นสมาชิก วุฒิสภาได้ ทั้งนี้ก็เพื่อพยายามที่จะตัดความเชื่อมโยงให้สมาชิกวุฒิสภานั้นสามารถดํารงตน เป็นกลาง ไม่ตกอยู่ภายใต้อาณัติของใครได้ เพื่อต้องการที่จะให้สามารถทําการตรวจสอบ และถ่วงดุลฝ่ายบริหารได้ นั่นคือเจตนารมณ์ของการกําหนดคุณสมบัติบางประการของ ผู้สมัครเป็นสมาชิกวุฒิสภาไว้
ประเด็นที่ ๓ ในเรื่องวาระการดํารงตําแหน่งของสมาชิกวุฒิสภา ในญัตติ แก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ได้แก้ไขวาระการดํารงตําแหน่งของวุฒิสภาไว้เป็นการดํารงตําแหน่ง อย่างไม่จํากัดระยะเวลา ทั้งที่ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐ นั้นได้กําหนดไว้ว่า ไม่ให้ดํารงวาระติดต่อกันเกิน ๑ วาระ ทั้งนี้ก็ด้วยเหตุผลที่ว่าเพื่อที่จะป้องกันการเสพติดอํานาจ ให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเป็นอิสระ เป็นกลาง สามารถที่จะตรวจสอบฝ่ายบริหาร และถ่วงดุลได้นะครับ การที่ไปเปิดโอกาสให้ดํารงตําแหน่งอย่างไม่มีวาระได้ มันเป็นโอกาส ให้ผู้ที่ดํารงตําแหน่งอยู่ในปัจจุบันนั้นพยายามที่จะหาวิธีการที่จะเอารัดเอาเปรียบบุคคลอื่น ที่ไม่ดํารงตําแหน่ง ผมอยากเรียนท่านประธานรัฐสภานะครับว่าเพียงแค่ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับแก้ไขฉบับนี้เสนอไปเมื่อต้นเดือนเมษายน ๒๕๕๖ ที่ผ่านมา ในวุฒิสภาได้มีปรากฏการณ์ เกิดขึ้นนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นมา อยากจะยกตัวอย่างมาให้ท่านดูสัก ๒ โครงการ ซึ่งจะชี้ให้เห็นว่าพอจะสามารถที่จะไปดํารงตําแหน่งทางการเมืองเป็นสมาชิกวุฒิสภาได้ ก็เกิดโครงการที่ส่อว่าจะเป็นโครงการที่เอื้อต่อการที่จะไปลงเลือกตั้งใหม่ได้ โครงการแรก ก็คือโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาเครือข่ายในโครงการเสริมสร้างความพร้อม แก่ท้องถิ่นของสํานักงานเลขาธิการวุฒิสภา โครงการนี้
ท่านครับ มีผู้ประท้วงครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา จริง ๆ ไม่อยากขัดคอท่านผู้อาวุโส ท่านอภิปรายได้ดีมาก แต่ว่าจริง ๆ แล้ว รอไปมาตรา ๓ หรือมาตรา ๑๑๑ จะได้ยาวมากกว่า เพราะว่าตอนนี้ท่านอภิปรายในมาตรา ๒ ท่านแค่บอกว่าวันประกาศใช้ ๑ ปีนับจากวันประกาศเท่านั้นเอง อยากให้ท่านสรุปครับ จะได้ไปมาตรา ๓ ครับ
เข้าใจครับ ท่านสมเจตน์ ด้วยความเคารพ
ขออนุญาตครับ คือผมไม่ใช่พวกสํานวนโวหาร ขออนุญาตว่า
ท่านสมเจตน์ครับ ท่านครับ ไม่มีอะไร ขอให้กระชับหน่อยเถอะครับ ท่านต่อของท่านเลยครับ เชิญครับ
ผมบอกมันมี โครงการขึ้นมานะครับ มีโครงการนําเป้าหมายจากกลุ่มต่าง ๆ เข้ามาที่กรุงเทพมหานคร ใช้เวลา ๔ วัน ๓ คืน ในโครงการนี้มีปรากฏการณ์สําคัญ มีรายละเอียดสําคัญนะครับว่า มีกิจกรรมการเรียนรู้นอกสถานที่ ศึกษาเส้นทางชีวิตทางสายน้ําของคนกรุงเทพมหานคร เวลา ๑๘.๐๐-๒๒.๐๐ นาฬิกา ผมไม่ทราบว่าโครงการอย่างนี้หมายความว่าอย่างไร
อีกโครงการหนึ่งครับ สั้น ๆ เป็นโครงการที่ใช้งบประมาณจาก กสทช. กสทช. นี้ขึ้นอยู่กับวุฒิสภา อยู่ภายใต้การตรวจสอบของวุฒิสภา แต่วุฒิสภาไปใช้งบประมาณ จาก กสทช. มาจัดโครงการสัมมนาเพื่อพัฒนาเครือข่ายและชุมชนเข้มแข็ง ประเทศชาติ ยั่งยืน มีการทําทั้งหมดถึงปัจจุบัน เตรียมการไว้ ๑๐ รุ่น ปัจจุบัน ๙ รุ่น มีนําแกนนํามวลชน มาจาก ๒๔ จังหวัด ในภาคอีสาน ในภาคเหนือ ภาคกลาง มาสัมมนาที่พัทยา ขณะเดียวกัน มีการนําแกนนําจากจังหวัดฉะเชิงเทราในพื้นที่ภาคกลาง ซึ่งควรจะอยู่ที่พัทยากลับไปสัมมนา ที่จังหวัดเชียงใหม่ อย่างนี้ผมไม่รู้ว่าเรียกว่าอะไร เป็นการเตรียมการหาเสียงไว้ล่วงหน้า หรือเปล่า ต้องเป็นสิ่งที่จะฝากไปคิดว่า เมื่อมีเพียงวาระเดียวมันก็จะปรากฏการณ์อย่างนี้ เกิดขึ้น โดยสรุปนะครับ ผมคิดว่าสาเหตุที่ในการยื่นญัตติเพื่อยื่นระยะเวลาเป็น ๑ ปีนั้น ก็เพื่อมีความประสงค์ต้องการที่ว่าให้บรรดาสมาชิกรัฐสภา สังคม ได้มีโอกาสทบทวนนะครับ ว่าเมื่อแก้อย่างนี้ขึ้น อํานาจนิติบัญญัติมันมีการเปลี่ยนแปลงไป แล้วผลสุดท้ายมันจะเกิด อะไรกับประเทศ จะได้มีเวลาในการทบทวนนะครับ
ประเด็นที่ ๒ ในการยื่นระยะเวลาของผมนั้น เพื่อต้องการที่จะแก้ไขปัญหา ของบรรดาเพื่อนสมาชิกนะครับ ไม่ต้องมีส่วนเข้ามามีส่วนแก้ไข โดยมีส่วนได้เสีย เนื่องจาก ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับเแก้ไขพิ่มเติมนี้ มีผู้เสนอญัตติจํานวน ๓๐๙ ท่าน ในจํานวนนี้ เป็นสมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง ๔๗ ท่าน ซึ่งแน่นอนละครับ สมาชิกวุฒิสภานี้จะหมด วาระในวันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๕๗ ซึ่งอยู่ระยะเวลาอันใกล้เพียง ๖ เดือนเศษ ถ้าหากว่า เราสามารถเลื่อนระยะเวลาไปอีก ๑ ปี มันจะเป็นการช่วยสมาชิกวุฒิสภาจากการเลือกตั้งนี้ ไม่ต้องมามีส่วนได้เสียกับผลประโยชน์นี้นะครับ
ประเด็นที่ ๓ ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีการแก้ไขในเรื่องขั้นตอน เกี่ยวกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา มีการกําหนดระยะเวลาไว้ว่ากระบวนการต่าง ๆ นั้น จะต้องดําเนินการ ให้เสร็จภายใน ๑๒๐ วัน เมื่อเสร็จ ๑๒๐ วันให้นําร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาที่ผ่านสภาผู้แทนราษฎรแล้ว เสนอให้นายกรัฐมนตรีเพื่อทูลเกล้าฯ เลย การดําเนินการนั้นเป็นการดําเนินการที่ขัดต่อ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาตรา ๑๔๑ ซึ่งตัดขบวนการของศาลรัฐธรรมนูญ ในการพิจารณา พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญไป ซึ่งการดําเนินการอย่างนี้ผมมีความห่วงว่าเป็นการ แก้ไขรัฐธรรมนูญที่ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นการเว้นระยะไว้ เป็นระยะเวลาที่เพียงพอพอสมควรจะช่วยการแก้ปัญหาต่าง ๆ เพราะฉะนั้นจึงเสนอต่อ ท่านประธานรัฐสภา และต่อสมาชิกรัฐสภาทุกท่านเพื่อทราบครับ ขอบคุณครับ
หมดผู้อภิปรายนะครับ ผมขอมติเลยนะครับ เชิญท่านบุญยอดครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนที่ท่านประธานจะได้ลงมตินะครับ ผมคิดว่า คําถามของสมาชิกหลายคนมีคําถามที่ชัดเจนว่าจะต้องขอให้มีการประกาศเลื่อนระยะเวลาไป เพื่อไม่ให้มีผลประโยชน์ทับซ้อน ท่านผู้อภิปรายท่านสุดท้ายเมื่อสักครู่นี้ก็พูดถึงเรื่องของ การที่จะไปให้ศาลได้ทําการพิจารณาด้วย ก็เป็นการขอให้มีการเลื่อนระยะเวลาต่อไป ผมคิดว่าสภาแห่งนี้ต้องฟังประธานคณะกรรมาธิการครับว่าประธานคณะกรรมาธิการจะตอบ อย่างไร จะให้เหตุผลอย่างไรที่จะไม่เปลี่ยนหรือจะเปลี่ยนอย่างไร ผมคิดว่าถ้าท่านประธาน คณะกรรมาธิการได้ฟังให้เห็นเข้าใจถึงเหตุผลต่าง ๆ ท่านอาจจะเปลี่ยนก็ได้นะครับว่า ให้ประกาศหลังจากที่มีผลใช้บังคับ๑ ปีไปอย่างน้อยเป็นต้นครับ ขอฟังจากประธานครับ
ขอบคุณครับ เชิญท่าน ศิริโชคครับ
ท่านประธานรัฐสภา ผม ศิริโชค โสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ กระผมต้องขออนุญาตทวงถามท่านประธาน เพราะเมื่อ ประมาณ ๒ ชั่วโมงที่แล้ว ผมได้ขอให้ท่านประธานได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องของเฟซบุ๊ก ของรัฐสภาไทย ปรากฏว่าหลังจากที่ผมได้ไปแถลงข่าวแล้วก็มีการลบรูป ๒ รูป ที่ผมได้ นําเสนอท่านประธานรัฐสภาได้เห็นเมื่อประมาณ ๒ ชั่วโมงที่แล้ว แล้วก็เพิ่มรูปขึ้นไปอีก รูปหนึ่งครับ คราวนี้หนักกว่าเดิมอีก กลายเป็นว่าเพจ (Page) ของรัฐสภาไทยกลายเป็น เพจส่วนตัวของ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ไปแล้วครับ เพราะมีเจ้าหน้าที่ของท่าน โดยความยินยอมของท่านหรือไม่ ผมไม่ทราบนะครับ แต่ใช้โอกาสนี้ในการลงข้อความ ซึ่งทําให้สร้างความขัดแย้งเพิ่มขึ้นอีก บอกว่าประธานรัฐสภาได้ทําหน้าที่ตามข้อบังคับ อย่างสมบูรณ์ ไม่มีใครอยู่เหนือข้อบังคับของรัฐสภา ซึ่งถือว่าเป็นกติกาที่ ส.ส. ทุกคน ต้องยึดถือปฏิบัติ เป็นการตอกย้ําในสิ่งที่เรามีความขัดแย้งตั้งแต่เมื่อวานนะครับ เพราะฉะนั้น ผมก็ต้องทวงถามท่านประธานก่อนที่จะเดินหน้าต่อไปนะครับว่า สรุปว่าเพจนี้ มันเป็นเพจ ของรัฐสภาไทย แต่ทําไมไปโพสต์ข้อความใส่ร้าย ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ และเชียร์ ประธานสภานะครับ ข้อ ๒ บริษัทไหนเป็นคนทําครับ ข้อ ๓ ใครเป็นคนว่าจ้าง และข้อ ๔ ใช้งบประมาณเท่าไรครับ ผมคิดว่าประธานรัฐสภาต้องตอบประเด็นนี้ก่อนนะครับ เพราะ มันสร้างความเสียหายให้กับวิธีการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา ซึ่งควรที่จะเป็นกลาง แถมใน เฟซบุ๊กยังไปลงอีกว่าสภาผู้แทนราษฎรเป็นหน่วยงานของรัฐ ทั้ง ๆ ที่ในข้อเท็จจริงมันไม่ใช่ เพราะฉะนั้นท่านประธานรับปากผมว่าจะไปตรวจสอบข้อเท็จจริง ก็อยากจะทราบว่า ข้อเท็จจริงคือใคร และท่านจะรับผิดชอบอย่างไรครับ
ผมยังไม่ได้ลงไปจากบัลลังก์ เลยนะครับตั้งแต่พูดคุย เอาไว้อีกครึ่งชั่วโมงผมลงไปแล้วผมจะได้ไปดูและสั่งการเลย ผมจะได้ ช่วยแก้ไขให้ครับ ไม่มีนโยบายอย่างที่เราพูดกันนะครับ ถ้ามีผมจะได้สั่งให้หยุด เดี๋ยวสัก ครึ่งชั่วโมงผมก็ลง ท่านบุญยอดเชิญครับ
ขอบคุณ ท่านประธานครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกรัฐสภา จากที่ท่านศิริโชคได้พูดถึงเฟซบุ๊กอันนี้ ท่านประธานครับ มันมีอีก ๓-๔ ภาพ ที่ยังคงอยู่นะครับ เมื่อสักครู่นี้พอผมได้ยินท่านศิริโชค พูดผมก็เปิดดู ก็ได้เห็นภาพที่ลบไปแล้ว อันนั้นก็ต้องขอบคุณที่ได้ลบให้ แต่อย่างไรก็ตามครับ ก็ยังมีคําว่า เหตุวุ่น ไม่รู้หรือไม่เคารพ อีก ๑ อันนะครับ นอกจากนั้นถ้าเปิดต่อไปข้างหลัง จะมีภาพครับท่านประธาน ภาพที่เป็นภาพของนายประสพ บุษราคัม แสดงความคิดเห็น ทางการเมืองที่ไม่เป็นกลาง แต่เฟซบุ๊กนี้ถ้าเป็นรัฐสภาไทยซึ่งท่านประธานเกี่ยวข้องต้องเป็นกลาง ถูกไหมครับ ความคิดเห็นส่วนตัวอย่างนี้ไม่ควรจะมาลงครับ โฆษกของท่านนะครับ โฆษก ของท่านก็แสดงความคิดเห็นที่ไม่เป็นกลางเช่นเดียวกันครับ ยังอยู่ในเฟซบุ๊กฉบับนี้ครับ โฆษกท่านเองกินเงินเดือนจากภาษีประชาชน จากรัฐสภาเช่นเดียวกัน แต่ให้ความเห็นที่ ไม่เป็นกลางแล้วก็ลงในเฟซบุ๊กนี้ ผมคิดว่าเฟซบุ๊กนี้เกี่ยวข้องกับโฆษกของท่านโดยตรงครับ ท่านสั่งโฆษกของท่านได้ครับ ขอบพระคุณครับ
รับจะไปแก้ไขนะครับ ถ้ามีอย่างที่ว่านะครับ เชิญท่านประธานคณะกรรมาธิการครับ ท่านมีอะไรครับ เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม กุลเดช พัวพัฒนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดอุทัยธานีนะครับ ผมสืบเนื่องจากที่ท่านศิริโชคหารือท่านประธานเมื่อสักครู่ครับ กับท่านบุญยอด วันนี้ปรากฏรูปเว็บไซต์ (Web site) ของรัฐสภาไทย ในเฟซบุ๊กเขาเอามา จากรัฐสภาไทย เป็นรูปที่ผมถูกลงในหน้าหนังสือพิมพ์ ผมถือว่าผมเสียหายครับ มีการ ได้ตรวจสอบกันบ้างหรือยัง ว่าสาเหตุตรงที่ภาพออกมันเป็นอย่างไร ผมจะเรียนท่านนะครับ ว่าภาพนี้ไม่ใช่ผมค้ําคอตํารวจนะครับ เนื่องจากตํารวจมาเหยียบเท้าผมซึ่งเป็นตาปลา แล้วผมเจ็บ ผมก็เลยผลักเขาครับ
รักษามารยาทหน่อยครับ
หรือใคร อยากจะทดสอบว่าระหว่างผมผลักกับผมบีบคอมันเป็นอย่างไร มา จะได้รู้ครับว่าลักษณะ การผลักกับการบีบคอมันเป็นอย่างไร ผมถาม ให้สอบเจ้าหน้าที่ที่ถูกผมผลักก็ได้ครับ เขาไม่ได้อะไรกับผมเลย เพราะผมพูดกับเขาตลอดเวลานะครับ เฟซบุ๊กของใคร ท่านประธาน ต้องหาคนเอามาลงนะครับ เพราะว่าลงรูปนี้แล้วเขียนว่าผู้ทรงเกียรติ ผมเสียหายครับ ผมถือว่าเสียหาย เอาภาษีราษฎรมาปรักปรําผมอย่างนี้ไม่ได้ แล้วเมื่อวานนี้อย่างที่ทุกคน ทราบครับ ปัญหาที่เกิดไม่ได้เกิดระหว่างฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาล มันเกิดจากประธาน ทั้ง ๒ คนทําตัวนั่นละครับ
เอาละครับ พอแล้วครับ พอแล้วกระมังครับ
ผมจะพออยู่แล้วครับท่านประธานครับ เพียงแต่ผมจะให้ท่านหาคนรับผิดชอบเรื่องนี้ครับ ท่านประธาน เงินของราษฎรไม่ควรเอาภาพพวกนี้ออกหรอกครับ ขอบพระคุณครับ
เชิญท่านประธาน คณะกรรมาธิการครับ
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ กระผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ กราบเรียน ท่านประธานว่าในมาตรา ๒ นี้ คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากขอยืนตามร่างของกรรมาธิการ ก็มีเหตุผลประกอบดังนี้นะครับ เนื่องจากมาตรา ๒ นี้เป็นมาตราที่บัญญัติการใช้บังคับ รัฐธรรมนูญฉบับที่เรากําลังแก้ไขนี้นะครับ เหตุผลที่ต้องบัญญัติและต้องยืนเพราะอะไรครับ เพราะรัฐสภาด้วยเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่ง ได้รับหลักการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉะนั้น การดําเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เมื่อผ่านกระบวนการลงมติในวาระที่สามแล้วก็จําเป็น ที่จะต้องนําไปประกาศใช้ ฉะนั้นจะต้องกําหนดวันประกาศใช้ให้ชัดเจน ซึ่งคณะกรรมาธิการ เสียงข้างมากก็เห็นว่าน่าจะประกาศใช้ในวันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งก็เป็น ธรรมเนียม เป็นจารีตประเพณีปฏิบัติกันมาในกฎหมายแทบจะทุกฉบับนะครับ ทีนี้กรณีที่ มีเพื่อนสมาชิกได้สงวนคําแปรญัตติและให้เหตุผลว่า น่าจะยืดระยะเวลาการใช้บังคับไปก่อน ด้วยเหตุผลซึ่งผมฟังแล้วเหมือนกัน ก็คือว่าไม่อยากจะให้ท่านสมาชิกวุฒิสภาซึ่งดํารงตําแหน่ง อยู่ในขณะนี้ และจะสิ้นวาระลงในวันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๕๗ ได้มีโอกาสไปลงสมัคร เพราะเกรงว่า จะเกิดผลประโยชน์ทับซ้อนหรือการขัดกันแห่งผลประโยชน์ อาจจะมีการนําเรื่องสู่ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองนั้นนะครับ ก็อยากกราบเรียนว่า ตัวอย่างที่ ท่านยกขึ้นมานี้ว่ามีการออกกฎหมายเพื่อขึ้นเงินเดือนตัวเอง แล้วมีการนําเรื่องไปสู่ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง อันนี้ชัดเจนครับ อันนี้คือผลประโยชน์ขัดกัน ทําเพื่อตัวเอง แต่การที่เราแก้รัฐธรรมนูญ เปิดโอกาสให้ท่านทั้งหลายได้มีสิทธิไปลงสมัคร สมาชิกวุฒิสภานี่ไม่ได้หมายความว่าท่านลงสมัครแล้วท่านจะได้เป็นเลยนะครับ มันอยู่ที่ พี่น้องราษฎรเขาจะเลือกท่านหรือไม่ ฉะนั้นมันไม่ใช่เรื่องของผลประโยชน์ขัดกัน ก็กราบเรียน เหตุผลให้ท่านประธาน และกรรมาธิการขอยืนตามร่างเดิมของกรรมาธิการครับ ขอบคุณครับ
ท่านรสนามีอะไรครับ
ท่านประธานคะ ดิฉัน นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภากรุงเทพมหานคร ดิฉันเห็นว่าสิ่งที่ท่านประธาน คณะกรรมาธิการตอบก็ไม่ได้ลบล้างความผิดที่จะเกิดขึ้นค่ะ การที่ผู้มีส่วนได้เสียจากการที่จะ ได้รับจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะทําให้มีอคติในการที่จะลงมติต่าง ๆ แล้วก็จะ รวมไปถึงเรื่องอื่น ๆ ด้วย เพราะว่าสิ่งที่ถูกครหาก็คือว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับผลัดกันเกาหลัง หรือผลัดกันชงผลัดกันกิน ดิฉันคิดว่าหลักนิติธรรมนั้นบังคับให้การปฏิบัติงานของ สมาชิกรัฐสภาทุกคนจะต้องปฏิบัติตาม กฎหมายที่ออกอย่างมีหลักนิติธรรมนั้นจะต้อง ปราศจากการมีส่วนได้เสียในเรื่องของผลประโยชน์ เพราะเมื่อเรามีส่วนได้เสียจาก ผลประโยชน์นั้น เราจะมีอคติ อคติจากความอยากได้ เพราะเราจะเห็นได้ชัดเจนว่าทําไม เราจะต้องเร่ง เราเร่งเพราะเรากลัวว่ากําหนดเวลาจะไม่ทัน เรากลัวว่าถ้าหากว่าพลาดจาก การอภิปรายที่จะต้องกําหนดให้เสร็จภายในวันพรุ่งนี้ ถ้าเกิดยืดเยื้อออกไปนี่มันก็จะไม่เสร็จ ทําให้เราไม่มีโอกาสที่จะพิจารณาอย่างถี่ถ้วนนะคะ ดิฉันคิดว่าสิ่งที่ท่านประธานกรรมาธิการ ตอบนั้น ดิฉันคิดว่าไม่สามารถที่จะแก้ข้อดิฉันได้อภิปราย แล้วดิฉันเองคิดว่าสมาชิก ทั้งวุฒิสภาและรัฐสภาที่จะลงมติในมาตรานี้ ท่านมีความเสี่ยงนะคะ มาตรา ๒๗๐ และมาตรา ๒๗๕ ท่านอาจจะเจอการร้องของประชาชนในการที่กระทําผิด ทั้ง ๆ ที่มีการ ทักท้วงแล้ว แต่ก็ยังกระทํานะคะ อันนี้ถือว่าเป็นการจงใจกระทําผิดต่อตําแหน่งหน้าที่แล้วก็ มีผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งจะนําไปสู่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ดิฉันหวังดีกับเพื่อนสมาชิกนะคะ ดิฉันเองเป็นผู้จะได้รับประโยชน์ แล้วดิฉันเชื่อว่าถ้าดิฉัน ลงเลือกตั้งดิฉันได้แน่นอน ดิฉันได้แน่นอนค่ะ แต่ว่าหลายคนอาจจะไม่ได้ แต่ดิฉันเห็นว่าสิ่งนี้ เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เราไม่ควรเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าผลประโยชน์ส่วนรวม เพราะฉะนั้นดิฉันอยากจะขอให้ทางเพื่อนสมาชิกได้พิจารณาเรื่องนี้ให้ดีค่ะ ขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณครับ
(นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุม ทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
ก่อนลงมตินะครับ ผมขอ ตรวจสอบองค์ประชุมนะครับ ท่านเสียบบัตรแสดงตนได้เลยครับ เชิญครับ ที่มาทีหลัง เสียบบัตรแสดงตนได้เลยครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
เรียบร้อยนะครับ ส่งผล ได้เลยครับ ผู้เข้าประชุม ๔๐๗ ท่านนะครับ ครบองค์ประชุม
ขอมติเลยนะครับ มติสั้น ๆ ครับ เห็นด้วยกับร่างของกรรมาธิการเสียงข้างมาก หรือไม่ครับ เห็นด้วยหรือไม่ครับ เชิญครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
เรียบร้อยนะครับ ปิดการลงคะแนนครับ ส่งผลได้เลยครับ มติครับ เห็นด้วย ๓๔๙ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑๕๗ ท่าน ถือว่าที่ประชุมมีมติเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมากนะครับ
เชิญท่านเลขาธิการต่อเลยครับ
มาตรา ๓ แก้ไขมาตรา ๑๑๑ และมาตรา ๑๑๒ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการ ขอสงวนความเห็นและผู้แปรญัตติขอสงวนคําแปรญัตติ มาตรา ๑๑๑ ไม่มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็นและผู้แปรญัตติขอสงวนคําแปรญัตติ มาตรา ๑๑๒ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็นและผู้แปรญัตติขอสงวนคําแปรญัตติ
เชิญท่านอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมได้เสนอ คําแปรญัตติไว้ในมาตรา ๓ ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับมาตรา ๑๑๑ และมาตรา ๑๑๒ ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งการแก้ไขเพิ่มเติมของกระผมนี้กระผมได้ยื่น คําแปรญัตติไว้ภายในกรอบระยะเวลาที่คณะกรรมาธิการกําหนด ที่สภาได้กําหนด ขณะเดียวกันก็ได้ใช้สิทธิในการเข้าไปชี้แจงต่อที่ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๑๑๑ โดยมีท่านประธาน คณะกรรมาธิการได้มีโอกาสรับฟังคําแปรญัตติของกระผมแล้วก็คําสงวนความเห็น พร้อมด้วยเหตุผลต่าง ๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่บรรยากาศในการประชุมของ คณะกรรมาธิการในห้วงเวลานั้นมีการเร่งรัดที่จะให้สมาชิกได้ไปสงวนคําแปรญัตติ แสดงเหตุผลให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว เนื่องจากว่ามีผู้แปรญัตติเป็นจํานวนมาก อย่างไรก็ตาม นะครับก็ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนกับท่านประธานคณะกรรมาธิการ แล้วก็คณะกรรมาธิการ บางส่วนถึงแนวทางในการแปรญัตติ แล้วก็สงวนความเห็นของกระผมในครั้งนั้น ก็เป็นประโยชน์ แล้วก็หลายท่านก็ได้แสดงความเห็นว่าเห็นด้วยในบางประเด็นที่กระผม ได้นําเสนอ กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ ว่าการเสนอคําแปรญัตติของผมนั้นได้เขียนขึ้นมา จากการได้แสดงความคิดเห็นไว้ในชั้นรับหลักการเมื่อมีการพิจารณาวาระที่หนึ่ง แล้วก็ได้ แสดงความกังวลต่อการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาตามร่างที่มีผู้เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพิ่มเติมฉบับนี้ว่าปัจจุบันนี้พี่น้องประชาชนให้ความสนใจ แล้วก็ติดตามการทําหน้าที่ของ สมาชิกวุฒิสภาอย่างใกล้ชิด แล้วก็มีการแสดงความคิดเห็นต่อบทบาทสถานภาพของสมาชิก วุฒิสภาในปัจจุบันนี้มาโดยตลอด แล้วก็ต้องเรียนกับท่านประธานด้วยความไม่สบายใจว่า ในช่วงเวลาที่การเมืองได้เปลี่ยนแปลงไปมาก เช่น ในระยะ ๒-๓ ปีที่ผ่านมานี้ วุฒิสภาที่เคย เป็นที่คาดหวังของสังคมของบ้านเมือง ก็อยู่ในสถานภาพที่เริ่มจะสิ้นหวังจากพี่น้องประชาชน มากขึ้นเรื่อย ๆ การประคับประคองประชาธิปไตย การเป็นที่พึ่งหวังของพี่น้องประชาชน ในที่สุดแล้วก็ไม่สามารถที่จะหวังได้จากสถาบันวุฒิสภาในช่วงที่ผ่านมา ท่านประธานครับ เรามีสมาชิกวุฒิสภาที่ทํางานทุ่มเทเพื่อผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนอยู่จํานวนมากก็จริง แต่มีอีกจํานวนมากที่พี่น้องประชาชนแล้วก็สังคมตําหนิวิพากษ์วิจารณ์ แล้วที่เพื่อนสมาชิก หลายท่านได้หยิบยกในระหว่างการหารือในมาตราก่อน ๆ หน้านี้ พูดถึงบทบาทของสมาชิก วุฒิสภาบางส่วนที่ไปมีผลประโยชน์ร่วมกับฝ่ายรัฐบาล แล้วก็แสดงออกพฤติกรรมที่ค่อนข้าง จะโจ่งแจ้งขึ้นเรื่อย ๆ ว่าพร้อมที่จะเป็นเครื่องมือเป็นกลไกทางการเมืองให้กับผู้มีอํานาจ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าวิตกกังวล และพี่น้องประชาชนก็มองด้วยความไม่สบายใจ ผมได้พูด ถึงว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้ได้มอบความเป็นอิสระให้กับสมาชิกวุฒิสภา แต่นับวัน ท่านทั้งหลายเหล่านั้นซึ่งมีที่มาที่แตกต่างกันนั้นไม่ได้ใช้ความเป็นอิสระของท่านไม่ได้ดํารงตน อย่างเป็นอิสระด้วยเหตุผลหลายเรื่องหลายประการ บางส่วนก็เอาความเป็นอิสระนั้น ไปสนองตอบไปรับใช้ผู้มีอํานาจทางการเมือง ซึ่งเป็นเรื่องที่สังคมกังวลใจ และวันนี้เมื่อมีการ มาแก้ไขรัฐธรรมนูญ เปลี่ยนแปลงที่มาของสมาชิกวุฒิสภาโดยการให้ไปเลือกตั้งกันมาทั้ง ๒๐๐ คนนั้นยิ่งเพิ่มความกังวลให้กับพี่น้องประชาชนอีกเป็นทับเท่าทวีคูณ เพราะนี่จะเป็น ช่องทางสําคัญที่ทําให้กลไกผู้มีอํานาจในบ้านเมืองนี้จะเข้าไปครอบงําสถาบันที่ชื่อ วุฒิสภา ได้ง่ายขึ้น ท่านประธานที่เคารพครับ มีงานวิจัยที่ฝ่ายสํานักวิชาการของสภาผู้แทนราษฎรเอง ก็ได้หยิบยกมานําเสนอว่าปัญหาการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภานั้นมีข้อเสียที่น่ากังวลใจอยู่ หลายประเด็น เขาบอกว่ามีโอกาสที่สมาชิกวุฒิสภาที่ได้รับเลือกตั้งอาจจะมีการกระจุกตัว ในบางมิติ เช่น สาขาอาชีพ วุฒิการศึกษาอย่างนี้เป็นต้น รวมทั้งอาจมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับนักการเมืองในพื้นที่ด้วย ซึ่งจะยิ่งทําให้ การกลั่นกรองกฎหมายไม่มีประสิทธิภาพ กล่าวคือสมาชิกวุฒิสภาได้รับเงินทุนจากนายทุน พรรคการเมือง แล้วก็อาศัยฐานจากพรรคการเมือง เนื่องจากว่ามีผู้อยากเป็นสมาชิกวุฒิสภา เป็นจํานวนมาก แต่ไม่เป็นที่รู้จักกว้างขวางในเขตเลือกตั้งในพื้นที่ของทั้งจังหวัด ไม่มีทักษะ ในการพูดอภิปราย จึงจําเป็นต้องใช้อิทธิพลทางการเมืองในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ มาช่วย สําคัญที่สุดก็คือว่าในแต่ละพื้นที่นั้นมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งอยู่ในสังกัด พรรคการเมืองอยู่แล้ว เป็นฐานคะแนนเสียงที่ผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภาจะต้องเข้าไป ขอความช่วยเหลือก็ทําให้อิทธิพลทางการเมืองของระดับชาติและระดับท้องถิ่นในพื้นที่ เหล่านั้นเข้ามามีส่วนในการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา งานวิจัยนี้ก็บอกว่า ท้ายที่สุดสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภาก็จะเป็นพวกเดียวกัน ก็คือเป็นพวกเดียวกันกับ พรรคการเมือง เขาบอกว่า จึงไม่แปลกที่หลายคนจะเล่นบทผิด หลงไปเล่นบทสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร เพราะคิดว่าตนก็มาจากการเลือกตั้งเช่นกัน นี่เป็นเรื่องที่งานวิจัยเขาเขียนไว้ แล้วก็เพื่อนสมาชิกหลายท่านก็ได้หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาบอกกับท่านประธานว่ารู้สึกกังวล กับบทบาทที่สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งนั้นกําลังเล่นบทบาทเดียวกับสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร นี่จึงเป็นที่มาของการที่ผมได้เสนอคําแปรญัตติในมาตรา ๓ ที่เกี่ยวข้อง กับมาตรา ๒ มาตราต่อเนื่องกันก็คือ มาตรา ๑๑๑ ท่านประธานครับ ความกังวลนั้น จริง ๆ แล้วยังมีร่องรอยอยู่ในร่างของผู้เสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ ไม่เพียงแต่ ในมาตรา ๑๑๑ เท่านั้น แต่ในหลักการและเหตุผลนี่ก็ยังไปผูกโยงไว้ซึ่งทําให้การเลือกตั้ง สมาชิกวุฒิสภากับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้นเดินไปในทิศทางเดียวกันจะได้คนกลุ่ม เดียวกัน เขียนไว้ในเหตุผลนี่ครับ ซึ่งผมคิดว่าไม่รู้จะเขียนไปแบบนี้ทําไม โดยที่เป็นการ สมควรกําหนดให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งเพื่อให้วิธีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา มีลักษณะเช่นเดียวกับวิธีการได้มาซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผมไม่เห็นความจําเป็นที่ท่าน จะต้องยกว่าวิธีการได้มานั้นเป็นวิธีการได้มาเดียวกับวิธีการของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นั่นจึงนําไปสู่การออกแบบในมาตรา ๓ ที่ให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งในเขตเลือกตั้ง ทั้งหมด ท่านประธานครับในร่างของคณะกรรมาธิการที่ผ่านความเห็นชอบมาแล้วมีข้อยุติว่า ในมาตรา ๑๑๑ วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกซึ่งราษฎรเลือกตั้งจํานวนสองร้อยคน ผมอ่านแล้วก็เกิดความสงสัยว่าในรัฐธรรมนูญ ผมไม่เคยเห็นในมาตราไหนที่เขียนคําว่า การเลือกตั้งมาจากราษฎร เพิ่งมีมาตราที่คณะกรรมาธิการได้ให้ความเห็นชอบ นี่และครับ ที่ระบุว่า ประกอบด้วยสมาชิกซึ่งราษฎรเลือกตั้ง ท่านไปพลิกดูรัฐธรรมนูญฉบับที่ใช้ปัจจุบัน เถอะครับ นอกจากคําว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้วไม่มีบทบัญญัติตรงไหนที่เขียนว่า ราษฎร เขาใช้คําว่า ประชาชน นี่เป็นประเด็นแรก ไม่มีความจําเป็น แล้วท่านก็สามารถที่จะ เขียนเลี่ยงเป็นอย่างอื่นก็ได้ วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกที่ผ่านการเลือกตั้งจํานวนสองร้อยคน อะไรก็ว่าไป ทําไมต้องใช้คําว่า ราษฎร และมาตรานี้ก็จะผิดแผกแตกต่างไปจากมาตราอื่น ๆ ในรัฐธรรมนูญทุกมาตรา ประเด็นที่ผมได้นําเสนอเพื่อไปสู่การแปรญัตติก็คือว่า มาตรา ๑๑๑ วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งจํานวน ๑๕๔ คน เห็นไหมครับ ผมไม่ใช้คําว่า ราษฎร เพราะใช้คํานี้ล้อมาจากรัฐธรรมนูญที่เขียนในมาตราอื่น ๆ อยู่แล้ว วุฒิสภา ประกอบด้วยสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งจํานวน ๑๕๔ คน แตกต่างกับที่คณะกรรมาธิการ ให้ความเห็นชอบคือ ๒๐๐ คน ทําไมผมถึงได้เสนอว่าเป็นจํานวน ๑๕๔ คน เหตุผลเป็นดังนี้ ครับท่านประธาน ผมมีความเห็นว่าการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภานั้นน่าที่จะได้สมาชิกวุฒิสภา จากการเลือกตั้งจากจังหวัดละ ๒ คน ซึ่งระบุไว้ในมาตรา ๑๑๒ จังหวัดละ ๒ คน ปัจจุบันนี้ เรามี ๗๗ จังหวัด คูณ ๒ ก็คือ ๑๕๔ คน มาจากจังหวัดละเท่ากันคือจังหวัดละ ๒ คน ไม่ว่าจังหวัดนั้นจะมีฐานจํานวนประชากรมากหรือน้อยแต่ว่าได้สิทธิจํานวน ๒ คน ซึ่งถามว่า ๒ คนนี้มันสะท้อนตัวแทนอะไร คําตอบก็คือว่า ๒ คนนั้นสะท้อนที่มาของความเห็น ที่แตกต่างกันอย่างน้อย ๒ ฝ่าย ๑. คือฝ่ายเสียงข้างมากในเขตเลือกตั้งจังหวัดนั้น ซึ่งผม เห็นด้วยว่าใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง มาจากเสียงข้างมากของเขตเลือกตั้งของจังหวัดนั้น และมาจากเสียงข้างน้อยของเขตเลือกตั้งในจังหวัดนั้น อย่างน้อยที่สุดมีหลักประกันว่า แต่ละจังหวัดมีตัวแทนของตัวเองนั่งอยู่ในวุฒิสภาที่มาจากตัวแทนของเสียงสะท้อน ๒ ส่วน ทั้งเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อย และนี่เป็นธรรมชาติของการเลือกตั้งครับ ในกระบวนการ เลือกตั้งผมก็เห็นด้วยว่าให้มีการเลือกตั้งโดยที่พี่น้องประชาชน ๑ คน มีสิทธิออกเสียงได้ ๑ เสียง คือเลือกได้คนเดียว เมื่อเลือกได้คนเดียวคะแนนที่ ๑ และที่ ๒ มันจะสะท้อนออก โดยอัตโนมัติว่าที่ ๑ คือเสียงข้างมาก ที่ ๒ คือเสียงข้างน้อย เป็นเช่นนี้มาในเกือบทุกสนาม เลือกตั้งและในเกือบทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งระดับใดล่ะครับ เสียงข้างมากกับเสียงข้างน้อยจะมาที่ ๑ และที่ ๒ การออกแบบให้สมาชิกวุฒิสภามาจาก จังหวัดละ ๒ คนนั้นมันเป็นการรวบรวมเอาตัวแทนของทั้ง ๒ ฝ่ายมานั่งอยู่ในวุฒิสภาด้วยกัน ท่านประธานที่เคารพครับ ถามว่าที่อื่นเขาทําแบบนี้ไหม สหรัฐอเมริกาก็เป็นตัวอย่างว่า การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาของเขาก็กําหนดให้แต่ละรัฐมีรัฐละ ๒ คนเท่ากัน ไม่ว่ารัฐนั้น จะเป็นรัฐขนาดใหญ่หรือขนาดเล็กก็ใช้วิธีคิดเดียวกัน เขาก็ได้ตัวแทนที่มีลักษณะที่มาจากก็ อย่างน้อยก็ ๒ พรรคการเมืองที่เขาให้สังกัดพรรคนี่ละครับ หรือบางพื้นที่เขาอาจจะได้ สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากเสียงข้างมากอย่างเดียวนั่นก็เป็นรูปแบบ เป็นลักษณะเฉพาะของ พื้นที่ของประเทศของเขา แต่หลักคิดก็คือว่าประชากรมากหรือประชากรน้อยมีจํานวน สมาชิกวุฒิสภาเท่ากัน ปัจจุบันนี้เราก็ใช้หลักนี้อยู่นะครับ เพียงแต่ว่าสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งของแต่ละจังหวัดนั้นมาจากจังหวัดละ ๑ คน เท่านั้น ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อลงไปดูบทบาทอํานาจหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภา เราก็จะเห็นว่าอํานาจหน้าที่ ๓ เรื่องชัดเจน ก็คือการมีหน้าที่ในการกลั่นกรองกฎหมาย มีหน้าที่ในการตรวจสอบรัฐบาลและมีหน้าที่ในการแต่งตั้ง ถอดถอนผู้ดํารงตําแหน่ง แล้วแต่ รัฐธรรมนูญกําหนด ท่านประธานที่เคารพ อํานาจทั้ง ๓ ส่วนนี้เป็นอํานาจที่พี่น้องประชาชน คาดหวังว่า เราจะได้สมาชิกวุฒิสภาที่มีคุณสมบัติพิเศษประการหนึ่ง ก็คือมีความเป็นกลาง และมีความเป็นอิสระในการตัดสินใจ กระผมถึงไม่เห็นด้วยกับร่างของคณะกรรมาธิการที่ไป ออกแบบในมาตรา ๓ ซึ่งมีการแก้ไขมาตรา ๑๑๑ และมาตรา ๑๑๒ นี้ให้มีสมาชิกวุฒิสภา ตามจํานวนสัดส่วนของประชากร ท่านประธานที่เคารพ เราก็จะได้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่มีเขตเลือกตั้งใหญ่ขึ้น แต่ไปเรียกชื่อว่า เป็นสมาชิกวุฒิสภา ก็เท่านั้นเอง และเป็นอีแอบ ทางการเมืองโดยไม่ต้องสังกัดพรรคแต่แท้จริงแล้วก็คือการแอบอิงกับพรรคการเมือง อยู่นั่นเอง การออกแบบในลักษณะเช่นนี้ ไม่มีเหตุผลอื่น ไม่ใช่มีเหตุผลเพื่อว่าจะให้สมาชิก วุฒิสภานั้นเข้าไปทําหน้าที่ในการตรวจสอบรัฐบาล เข้าไปกลั่นกรองกฎหมาย หรือเข้าไป มีอิสระในการแต่งตั้งถอดถอนผู้ดํารงตําแหน่ง แต่มีเป้าหมายประการเดียวก็คือว่า ต้องการ ได้พวกของพรรคการเมืองเข้าไปอยู่ทําหน้าที่ในสถาบันที่สังคมคาดหวังว่าเป็นกลาง นี่เป็น สิ่งที่ผมคิดว่าร้ายแรงมาก ผมได้พยายามนําเสนอประเด็นนี้ต่อที่ประชุมคณะกรรมาธิการ วิสามัญ แต่เสียดายว่าท่านไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของผม ท่านบอกว่ากรรมาธิการมีข้อสรุป แล้วว่าต้องใช้สัดส่วนของประชากรเฉลี่ยในแต่ละจังหวัดเพื่อกําหนดจํานวนสมาชิกวุฒิสภา และจํานวน ๒๐๐ คน ก็เป็นคําตอบสุดท้ายไปแล้ว ผมก็ถามว่า ๒๐๐ คนนี้มาจากไหน ทําไมต้อง ๒๐๐ คนด้วยทําไมไม่ ๑๘๐ คนทําไมไม่ ๑๗๐ คน และทําไมไม่ ๒๕๐ คน ผมก็ไม่ได้รับคําตอบนี้ เมื่อเทียบกับข้อเสนอของผม คําตอบผมคิดว่าของผมน่าจะชัดเจนกว่า อย่างน้อยที่สุดจังหวัดละ ๒ คน ๑๕๔ คน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมไม่ได้ขัดแย้ง ในประเด็นอื่น ๆ เลย ในเรื่องของกระบวนการบัญญัติกฎหมายและสาระที่สอดรับ เช่น ในวรรคสาม วรรคสี่ เพียงแต่ผมขอตัดในมาตรา ๑๑๒ ในที่คณะกรรมาธิการให้ความเห็นชอบ ก็คือ เรื่องของการคํานวณเกณฑ์จํานวนสมาชิกวุฒิสภาที่แต่ละจังหวัดจะพึงมี ให้คํานวณตาม วิธีการที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๙๔ โดยอนุโลม อันนี้ก็ตัดไปเพราะว่าไม่สอดคล้องกับคําแปรญัตติ ของผม รวมทั้งในมาตราที่ท่านคณะกรรมาธิการได้เพิ่มในวรรคที่กรรมาธิการได้เพิ่มมา ก็ไม่มี ความจําเป็น เพราะฉะนั้นเหตุผลที่กระผมได้นําเรียนกับท่านประธานมา ก็เพื่อที่จะโน้มน้าว ท่านสมาชิกแล้วก็ต้องการสอบถามกับคณะกรรมาธิการด้วยในประเด็นที่ผมได้ตั้งทั้งเรื่อง การบัญญัติคําว่า ราษฎร การเลือกตั้งจากราษฎร ซึ่งผิดแผกแตกต่างไปจากบทบัญญัติอื่น ๆ ในมาตราอื่น ๆ ของรัฐธรรมนูญ และความจําเป็นที่จะต้องมี ๒๐๐ คน และรูปแบบที่ท่าน ได้เปลี่ยนแปลงแก้ไขไป ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ เชิญท่าน เจะอามิง โตะตาหยง ครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม เจะอามิง โตะตาหยง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมขออนุญาตต่อเนื่องการอภิปรายต่อจากท่านอภิชาต ท่านประธานที่เคารพ ถ้าจะมองดูว่าการแก้ไขปัญหา การแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ อย่างที่ท่านอภิชาตได้พูดถึงนี่ชัดเจน ว่าวันนี้การแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญวันนี้มันไม่มี เหตุผลอะไรเลยครับท่านประธาน ความสําคัญของการแก้ไขรัฐธรรมนูญเรานี้มันไม่ใช่ เป็นปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนและประเทศชาติเลย ความสําคัญ มันอยู่ที่ไหนครับท่านประธาน ความสําคัญก็อยู่ที่ผลประโยชน์ทับซ้อนของสมาชิกที่ต้องการ ให้มีการแก้ไข ท่านประธานครับ สิ่งเหล่านี้พวกผมก็นั่งดูในร่างกฎหมาย ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ มองดูว่ามันเป็นอะไรไปไม่ได้ นอกจากเป็นแผนอะไรสักอย่างหนึ่งเพื่อที่จะลุกคืบ ยึดสภา ยึดประเทศ เพื่อผลประโยชน์ของตัวเองและพวกพ้อง ในขณะที่พี่น้องประชาชน มีความเดือดร้อน เรื่องค่าครองชีพก็ดี เรื่องค่าครองชีพสูงขึ้น ผลผลิตตกต่ํา ปัญหาราคา ยางพาราตกต่ํา สิ่งเหล่านี้ซึ่งเป็นปัญหาซึ่งเป็นความเป็นความตายของพี่น้องประชาชน ยังไม่ได้รับการแก้ไข ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พี่น้องประชาชนอยู่บนพื้นฐานของความ วิตกกังวล มีการก่อเหตุกันอย่างต่อเนื่อง สิ่งเหล่านี้ไม่ได้รับการแก้ไขจากในสภาแห่งนี้ และรัฐบาล ท่านประธานครับ สิ่งเหล่านี้ต่างหากครับ ที่พวกผมเป็นห่วง ว่ากฎหมาย รัฐธรรมนูญวันนี้การออกกฎหมายในสภาผู้แทนราษฎรหรือในรัฐสภาแห่งนี้ ออกกฎหมาย เพื่อประโยชน์ของคนกลุ่ม ๆ หนึ่งเท่านั้นเอง ไม่ได้เพื่อพี่น้องประชาชน และไม่ใช่มีเป้าหมาย ไปสู่ประเทศชาติและบ้านเมือง มันไร้เหตุผลครับท่านประธาน ที่อยู่ ๆ แล้วจะนําเรื่องการ แก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญมาแก้เอาเรื่องที่มาของสมาชิกวุฒิสภา ประเด็นเหล่านี้ถ้าจะมองว่าการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญในขณะนี้มันเป็นการแก้ไข มีการวางแผนอย่างเป็นระบบ นอกจากการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญซึ่งอยู่ในขณะนี้ ๒-๓ ฉบับไปแล้ว หลังจากนี้จะตามมาเป็นดอกเห็ด สิ่งเหล่านี้ต่างหากครับ ที่พวกผมเป็นห่วง ท่านประธานที่เคารพครับ ประเด็นที่สําคัญที่สุดว่าความวุ่นวายของสังคมที่เกิดขึ้นในขณะนี้ มันเกิดไม่ได้เกิดจากข้างนอกเลยครับ มันเกิดจากในสภาผู้แทนราษฎรเป็นจุดไฟทั้งนั้นครับ มันเกิดจากในพื้นที่ตรงนี้ครับ จนเป็นที่มาว่าเป็นการที่ไม่ยอมรับของสังคม เป็นที่ไม่ยอมรับ ของคนทั้งประเทศ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้เรียนท่านประธานว่าผมได้แปรญัตติไว้ ได้ขอแปรญัตติแก้ไขเพิ่มเติมความในมาตรา ๓ ที่ผมได้แปรญัตติในมาตรา ๓ ไว้ดังนี้ครับ ท่านประธาน ในมาตรา ๓ ที่ผมได้แก้ไขความในมาตรา ๑๑๑ และในมาตรา ๑๑๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน ในมาตรา ๑๑๑ วุฒิสภา ประกอบด้วย สมาชิกวุฒิสภา ซึ่งแต่เดิมนี่บอกว่าต้องมาจากการเลือกตั้ง แต่ผมขอแก้ไขเป็น ๒๐๐ คนมาจากการเลือกตั้งในแต่ละจังหวัด จังหวัดละ ๒ คน มาจากการสรรหา เท่ากับ จํานวนข้างต้นหักด้วยจํานวนของวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง ท่านประธานที่เคารพ ผมขอ อนุญาตให้เหตุผลตรงนี้ว่าความหมายของการเลือกตั้ง ๒๐๐ คน คือสมาชิกวุฒิสภาก็ต้องมี การเลือกตั้งทั้งหมดทั่วประเทศ ๒๐๐ ท่าน ใน ๒๐๐ ท่านนี้มาจากการเลือกตั้งจังหวัดละ ๒ ท่าน ๗๗ จังหวัดก็คือ ๑๕๔ ท่าน แต่ส่วนที่เหลืออีก๔๖ ท่าน เหล่านี้มาจากไหนครับ มาจากการสรรหาครับท่านประธานครับ มาจากการสรรหา ท่านประธานที่เคารพครับ แต่กระบวนการในการจัดสรร ในการเลือกตั้งก็ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง เขาได้กําหนดไว้ ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งเหล่านี้ครับที่ผมบอกว่าโดยทั่วไปแล้ว ที่อยากจะเห็น วุฒิสภายังมีความจําเป็นที่จะต้องมีสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง เหตุผลเพราะอะไรครับ เหตุผลเพราะจะเป็นการถ่วงดุล และไม่ให้สมาชิกวุฒิสภาซึ่งมาจาก กระบวนการการเลือกตั้งในอนาคตที่จะมีถึง ผมไม่เชื่อว่าบุคคลซึ่งมาจากสมาชิกวุฒิสภา ที่ผ่านการเลือกตั้งไม่อยู่ใต้กรอบหรือใต้อาณัติของพรรคการเมือง สิ่งที่ผมเป็นห่วงมากที่สุด คือเวลาที่สมาชิกวุฒิสภาไปอยู่ในใต้อาณัติของพรรคการเมือง อํานาจหน้าที่ของสมาชิก วุฒิสภาในรัฐสภาแห่งนี้หน้าที่คือการกลั่นกรองกฎหมาย ฉะนั้นความเป็นกลางของสมาชิก วุฒิสภาจะไม่มีอะไรถ่วงดุลจากสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง ท่านประธานที่เคารพครับ กระบวนการถ้าเอาสมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ทั้ง ๒๐๐ ท่าน ถ้าพรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่งเข้าไปครอบงํา ใช้อํานาจทางการเมือง ซึ่งมาจากส่วนของพรรคการเมืองไปสนับสนุนให้กับสมาชิกวุฒิสภา จนสมาชิกวุฒิสภา ท่านนั้นได้เป็นวุฒิสภา ถามว่ากระบวนการในการกลั่นกรองตามอํานาจหน้าที่ของสมาชิก วุฒิสภาในสภาแห่งนี้จะมีความเป็นกลางหรือไม่อย่างไร แต่ในความรู้สึกของผม สมาชิก วุฒิสภาถ้าอยู่ภายใต้การกํากับการดูแล การควบคุม การคอนโทรล (Control) ของ พรรคการเมือง มันไม่มีทางครับที่สมาชิกวุฒิสภาจะเป็นกลาง ฉะนั้นกระบวนการที่มีสภาบน และสภาล่างมันก็ไม่มีความจําเป็นที่จะต้องมีสภาบน ถ้าหากได้มีการถูกครอบงําจาก พรรคการเมือง ท่านประธานยอมรับไหมครับว่าในรัฐสภาของเราในขณะนี้ สมาชิกวุฒิสภา ปลอดจากพรรคการเมืองครอบงํา ยิ่งดูกระบวนการในขณะนี้ครับสมาชิกวุฒิสภาที่มีอํานาจ อยู่ในขณะนี้ ก็ต้องยอมรับเวลาตามดูในการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญในขณะนี้จะมี ความผูกพัน ผูกพันไปถึงไหนครับ ผูกพันไปถึงพรรคการเมือง อย่างที่ผมได้นําเรียนว่า มันมีกระบวนการที่ทําไว้อย่างเป็นระบบเพื่อการแก้ไขเพื่อไปสู่ในการยึดอํานาจในระบบ รัฐสภา ท่านประธานที่เคารพ ความสําคัญในขณะนี้ถ้าตามไปดูในความลึก ๆ จริง ๆ แล้ว ในการร่างเสนอกฎหมายต่อสภาในขณะนี้ มันเป็นการสับขาหลอก ในส่วนที่สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกวุฒิสภามีประโยชน์ ก็ให้ทางสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นคนที่เซ็นชื่อในการเสนอ ชื่อร่าง ในขณะที่ฝ่ายที่นําเสนอที่ฝ่ายสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะได้ประโยชน์ วุฒิสภา จะเป็นตัวนําร่างในการที่จะนําเสนอต่อรัฐสภา กระบวนการวันนี้ผมถึงแยกไม่ออกครับว่า สภาผู้แทนราษฎรกับสมาชิกวุฒิสภาเขาทําอะไรกันมันถึงเกิดความล้มเหลวในระบบการเมือง การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มันเกิดอยู่ที่นี่ครับ มันเกิดอยู่ที่ตัวนักการเมืองที่เห็นประโยชน์แก่ตัวเองมากกว่าประเทศชาติและบ้านเมือง บ้านเมืองถึงวุ่นวายถึงขนาดนี้นะครับ มีอํานาจแค่ ๖ ปี วันนี้อยู่ ๆ บอกว่าต่อไปนี้ ๖ ปีไม่เอา ต้องต่อไปอีก สิ่งเหล่านี้อย่างไรครับ เพราะคนเรายังไม่มีความพึงพอใจในอํานาจในการที่จะ พึงพอใจในอํานาจที่ตัวเองมีอยู่ ท่านประธานที่เคารพครับ การเข้ามาของสมาชิกวุฒิสภา ในขณะนี้ ก่อนที่จะมีการแก้ไขกฎหมายขณะนี้ ซึ่งเป็นผลประโยชน์ของตัวเอง แม้กระทั่งท่านประธาน ท่านประธานเองก็เหมือนกัน ก่อนเข้ามาเป็นสมาชิกวุฒิสภา ในขณะนี้ ท่านยอมรับกติกาเดิมใช่ไหม ยอมรับว่ากติกาเดิมนี้มันดีอยู่แล้วผมถามว่าเหตุผล อะไรที่จะต้องไปแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญอันเป็นที่มาของ ส.ว. ในขณะนี้ ถ้าไม่ใช่ ผลประโยชน์ของตัวเองมันไม่มีเหตุผลเลยครับ ในมาตรานี้มันไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่ต้องไป แก้ไขเลย ท่านประธานที่เคารพครับ เวลาสิ่งที่จะใช้อะไรที่เป็นประโยชน์กับตัวเอง อะไรที่ ได้ประโยชน์ในกฎหมายที่ตัวเองได้ประโยชน์ก็ใช้ อันไหนที่มองเห็นว่าตัวเองไม่ได้ประโยชน์ ก็แก้ไขกฎหมายเพื่อให้ตัวเองเป็นประโยชน์ ได้ประโยชน์ ผมถามว่าในการแก้ไขกฎหมาย ในลักษณะอย่างนี้ ประเทศที่มีความเจริญในระบอบประชาธิปไตยเขาไม่ทํากันครับ แล้วเรา ชอบอ้าง ชอบอ้างประเทศที่มีประชาธิปไตยอย่างประเทศอังกฤษ อย่างอีกหลาย ๆ ประเทศ ในยุโรปซึ่งเป็นระบอบประชาธิปไตย อ้างในสิ่งที่เราอยากจะอ้าง เพราะเราได้ประโยชน์ ท่านประธานลองกลับมาดูสิครับ ที่ผมแปรญัตติไว้ในมาตรา ๑๑๒ ต่อครับ ที่ผมได้แปรญัตติ ไว้การเลือกตั้งวุฒิสภา สมาชิกวุฒิสภา ให้ใช้เขตจังหวัดเป็นเขตการเลือกตั้ง และให้สมาชิก วุฒิสภาจังหวัดละ ๒ ท่าน โดยให้จังหวัดเป็นเขตการเลือกตั้งนะครับ มาดูในวงเล็บที่ผมได้มี การแก้ไขคือที่มาของวุฒิสภาที่ต้องมาจากการสรรหา จํานวน ๔๖ ท่าน ประมาณ ๔๖ ท่านนี้ นะครับ ผมบอกว่ามันมีความจําเป็นที่จะต้องมีสมาชิกวุฒิสภาที่จะต้องมาจากการสรรหา เพราะจะเป็นวุฒิสภาซึ่งจะสามารถถ่วงดุลภายในวุฒิสภาด้วยกันเอง ภายในสมาชิกวุฒิสภา ด้วยกันเอง จะสังเกตเห็นวันนี้ที่มีปัญหาอยู่ในขณะนี้ถ้าไม่มีวุฒิสภาที่มาจากการสรรหา เป็นผู้ที่มาคัดค้าน กระบวนการทั้งหลายมันผ่านไปได้อย่างสบาย ๆ เลยครับท่านประธาน ทีนี้เวลาไปดู ผมขออนุญาตท่านประธานว่า การเลือกสมาชิกวุฒิสภาแบบสรรหา หลายท่าน ในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ต้องตัดออก ผมบอกในกรอบความคิดของผม ผมมีเหตุผลของผม ว่าสมาชิกวุฒิสภาสรรหาคือเป็นสมาชิกที่เป็นการเลือกตั้งทางอ้อมครับท่านประธาน เป็นการเลือกตั้งทางอ้อมส.ว. สรรหา ที่ประชาชนเขาเรียกว่า ส.ว. สรรหา ส.ว. สรรหานี้ ในกรอบความคิดของผมคือเป็นการเลือกตั้งทางอ้อมเหตุผลเพราะอะไรครับ เพราะสมาชิก วุฒิสภาที่มาจากการคัดสรรโดยตัวแทนต่าง ๆ คัดเลือกเข้ามาก็ต้องผ่านกระบวนการในการ คัดสรร และในการคัดเลือก ท่านประธานที่เคารพ แล้วสมาชิกวุฒิสภาที่ผ่านกระบวนการ ในการเลือกตั้งมาจากไหนครับ มาจากท่านประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นผู้เลือก มาจากผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ประธานกรรมการและคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ประธานกรรมการและคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม ประธาน ศาลปกครองสูงสุดและตุลาการในศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการ ตุลาการศาลปกครอง ประธานคณะกรรมการและกรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติ ท่านเหล่านี้จะเป็นคณะกรรมการที่ไปคัดสรร ไปเลือก และท่านเหล่านี้ เป็นบุคคลที่มีศักยภาพสูง เป็นบุคคลที่เป็นความน่าเชื่อถือของคนทั้งประเทศ ไปคัดสรร ไปคัดเลือกสมาชิกวุฒิสภามา ผมถึงถือว่านี่คือผ่านกระบวนการในการสรรหาโดยทางอ้อม ผมไม่ทราบว่าท่านประธานกรรมาธิการได้มีการถกแถลงในขั้นกรรมาธิการในประเด็นที่ผม พูดถึงหรือไม่ ผมอยากจะฟังคําตอบ ผมอยากจะฟังคําตอบว่าในขั้นกรรมาธิการได้มีการพูด อย่างนี้ไหม เพราะผมติดตามในการประชุมของประธานคณะกรรมาธิการที่ได้มีการแก้ไข กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้นี่ครับ ส่วนใหญ่ตั้งธงมาเป็นที่กล่าวขานของเพื่อนสมาชิก ในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ ท่านประธานที่เคารพครับในคณะกรรมการต่าง ๆ เหล่านี้เราต้อง ยอมรับ ในเมื่อมีการตั้งหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการสรรหา แต่ท่านประธาน ที่เคารพครับ เราต้องยอมรับว่ากระบวนการทั้งหลายทั้งปวงนี่มันเกิดขึ้นเพราะอะไร มันเกิดขึ้นเพราะนักการเมือง มันเกิดขึ้นเพราะคนต้องการอํานาจ หวงอํานาจมากกว่า หวงประเทศชาติและบ้านเมือง ถ้าคิดอยู่เรื่องผลประโยชน์ของตัวเอง ไม่ห่วงบ้านเมือง ผมเชื่อครับการทํากฎหมายลักษณะอย่างนี้มันไม่พ้นจากการให้เกิดความวุ่นวายในประเทศ ได้ครับ ท่านประธานครับ นี่คือด้วยความเห็นห่วงที่ผมจะต้องพูดเพื่อสะท้อนท่านประธาน ไปถึงท่านกรรมาธิการ ซึ่งทําหน้าที่ในฐานะตัวแทนของเราไปพิจารณาในขั้นกรรมาธิการ ท่านประธานที่เคารพครับ บางคนตั้งข้อรังเกียจที่มาของวุฒิสภาที่มาจากการสรรหานี่ ตั้งข้อรังเกียจว่าไม่ได้ผ่านกระบวนการการเลือกตั้ง แต่ที่จริงท่านเหล่านั้นผ่านกระบวนการ การเลือกตั้ง การสรรหามาด้วยซ้ําไป และท่านประธานถ้าหากจะย้อนดูในระบอบประชาธิปไตย เกือบทั่วโลกครับ ลองไปดูในประเทศอังกฤษสิครับ ในขณะนี้วุฒิสภานี่มาจากไหน วุฒิสภา ในประเทศอังกฤษวันนี้มาจากกระบวนการการแต่งตั้ง คือการสรรหา ประเด็นเหล่านี้ ถ้าในทางกรรมาธิการได้พูดถึงไหมครับ ได้มีการสอบถามไหม แล้ววันนี้ในประเทศเรากลับ ไม่ยอมรับ และในอีกหลายประเทศใช้กระบวนการในการสรรหาสมาชิกวุฒิสภามาจาก ทางอ้อม การเลือกตั้งทางอ้อม ท่านประธานครับ วันนี้เหมือนกับว่าในประเทศไทยมันจะไม่ จําเป็นที่จะต้องยึดหลัก และไม่จําเป็นที่จะต้องเหมือนใครในโลก เพราะมันไม่ได้ดังใจที่ฉัน ไม่ได้ดังใจที่นักการเมืองบ้านเราต้องการอย่างไร วันนี้ทําทุกอย่างตามกฎหมายทุกอย่าง เพื่อตัวเอง เพื่อพรรคพวกตัวเอง ไม่ได้มุ่งหวังในการที่จะดูแลประเทศชาติและบ้านเมือง ท่านประธานที่เคารพครับ ผมถึงมีความจําเป็นที่ผมจะต้องแปรญัตติในมาตรา ๓ ตามที่ผมได้ ให้หลักการและเหตุผลต่อท่านประธานผ่านไปถึงทางกรรมาธิการ และผมอยากจะฝากไปถึง ท่านสมาชิกว่าขอให้ดูในรายละเอียดในการที่แปรญัตติที่ผมได้แปรญัตติไว้ เผื่อท่านสมาชิก อาจจะให้ความสนใจ แล้วก็มาใช้สิทธิให้เป็นไปตามที่ผมได้แปรญัตติไว้ในมาตรา ๓ ผมขออนุญาตท่านประธานว่าสิ่งที่ผมได้แปรญัตติไว้ ผมขออนุญาตท่านประธานว่าผมต้อง ยืนยันที่จะต้องแปรญัตติตามที่ผมได้นําเรียนเมื่อสักครู่ครับ ขอบคุณครับท่านประธาน
ท่านเชน เทือกสุบรรณ ครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม เชน เทือกสุบรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดสุราษฎร์ธานี ท่านประธานครับ ผมได้ขอแปรญัตติเพิ่มเติมแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ตาม พ.ร.บ. แก้ไขร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่..) พ.ศ. .... โดยผมขอแปรญัตติแก้ไขเพิ่มเติมความในมาตรา ๑๑๑ เป็นดังนี้ครับ คือมาตรา ๑๑๑ วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกจํานวนสองร้อยคนดังต่อไปนี้ (๑) เป็นสมาชิกที่มาจาก การเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนจํานวนหนึ่งร้อยคน และ (๒) สมาชิกที่มาจากการเลือกตั้ง โดยสมาชิกองค์กรวิชาชีพ องค์กรอาชีพที่ได้รับการจดทะเบียนจํานวนหนึ่งร้อยคน โดยแบ่งเป็นประเภทละสิบคน ท่านประธานครับ โดยผมเสนอองค์กรวิชาชีพและองค์กร ต่าง ๆ ดังนี้นะครับ มีสภาทนายความ องค์กรวิชาชีพด้านสาธารณสุข เช่น แพทย์สภาหรือ สภาการพยาบาล ทันตแพทย์สภา สภากายบําบัด สภาเทคนิคการแพทย์ สภาเภสัชกรรม เป็นต้น แล้วก็กลุ่มหนึ่งก็มาจากคุรุสภา สภาวิชาชีพบัญชี และสมาคมธนาคารไทย สภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สภาวิศวกรและสภาสถาปนิก สภาเกษตรแห่งชาติ สภาอุตสาหกรรมและสภาหอการค้า สมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ท่านประธานครับ สมาคมข้าราชการพลเรือนแห่งประเทศไทย สมาคมทหาร ตํารวจ นอกราชการแห่งประเทศไทย ในกรณีตําแหน่งสมาชิกวุฒิสภาว่างลงไม่ว่าด้วยเหตุผลใด และยังมีการเลือกตั้งขึ้นแทนตําแหน่งว่าง ให้วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกวุฒิสภาเท่าที่มีอยู่ ข้อความอื่น ๆ ก็คงเดิมตามร่างของกรรมาธิการ ท่านประธานครับ ในกรณีนี้ผมเรียน ท่านประธานว่าผมได้เสนอในประเด็นนี้ก็เพื่อที่จะให้สมาชิกวุฒิสภามีที่มาจาก ๒ แห่งด้วยกัน แต่ด้วยทั้ง ๒ แห่งนี้มาจากการเลือกตั้ง ทางหนึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน จํานวน ๑๐๐ คน อีกทางหนึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยเลือกตั้งมาจากความหลากหลายของ องค์กรอาชีพ เพื่อที่จะให้สมาชิกวุฒิสภาเป็นแหล่งที่มีการรวมบุคคลเกือบทุกวงการ เข้าด้วยกัน ท่านประธานที่เคารพ ทั้งนี้ทั้งนั้นผมตระหนักถึงความสําคัญของสมาชิกวุฒิสภา ว่าสมาชิกวุฒิสภาเป็นบุคคลที่ทรงคุณค่ายิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐธรรมนูญปัจจุบันนี้ เรากําหนดให้สมาชิกวุฒิสภามีหน้าที่และความรับผิดชอบที่ค่อนข้างมากกว่ารัฐธรรมนูญ ฉบับอื่น ๆ โดยเฉพาะที่มาของวุฒิสภาจะเป็นปัญหาที่วิพากษ์วิจารณ์กัน เพราะว่าวุฒิสภา ถ้ามาจากการเลือกตั้งโดยตรงเพียงอย่างเดียวจากจังหวัดต่าง ๆ ท่านประธานคงทราบ นะครับว่ามันเป็นความเป็นห่วงของพี่น้องประชาชนว่าในที่สุดวุฒิสภาที่ได้รับการเลือกตั้ง จะเป็นร่างทรงของพรรคการเมือง หรือมีความผูกพันทางการเมืองกับพรรคการเมืองหนึ่ง พรรคการเมืองใด หรือฝ่ายการเมืองอื่น ๆ จะทําให้วุฒิสภาไม่เป็นอิสระในการทํางาน ท่านประธานครับ จึงยอมรับความเป็นจริงนะครับว่าองค์กรที่อยู่ใกล้ชิดประชาชน อยู่ในปัจจุบันนี้ในการเลือกตั้ง พรรคการเมืองมีอยู่ทุกภาคส่วนในวงการการเลือกตั้ง สิ่งเหล่านี้มันจะเป็นเรื่องที่ทําให้ประชาชนที่ประสงค์ที่จะสมัครลงแข่งขันในตําแหน่งของ พรรคการเมือง ในตําแหน่งของสมาชิกวุฒิสภาโดยตรงจากพี่น้องประชาชนเป็นการกระทํา ได้โดยยาก ทั้งนี้ทั้งนั้นเพราะว่ากว่าที่พี่น้องประชาชนที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งจะสร้าง ความคุ้นเคยกับพี่น้องประชาชนทั้งจังหวัดหรือในวงกว้าง จําเป็นอย่างยิ่งที่ต้องใช้ระยะเวลา จํานวนมาก รวมทั้งกําลังเงินทองอุปกรณ์มากมายนะครับที่จะทําให้ถึงประชาชน แล้วก็ จะเป็นที่รู้จักของประชาชน เป็นไปได้ยาก เพราะฉะนั้นที่มาของสมาชิกวุฒิสภาไม่พ้น ที่จะต้องมาพึ่งพวกเราพรรคการเมือง ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อความเป็นอิสระของการทํางานของ วุฒิสภา สมาชิกวุฒิสภาควรจะมาจาการเลือกตั้งครึ่งหนึ่ง แล้วก็มาจากการเลือกตั้งทางอ้อม อีกครึ่งหนึ่ง โดยเลือกตั้งทางอ้อมนี้ผมได้เสนอเพื่อที่จะให้องค์กรต่าง ๆ ในทุกภาคส่วน ของสังคม เป็นองค์กรที่สามารถที่จะเป็นตัวแทน เลือกตัวแทนขององค์กรเหล่านั้นมาแทน พี่น้องประชาชน เราก็จะได้มีสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งจะเป็นองค์ประกอบของความหลากหลาย อย่างมาจากพี่น้องประชาชนโดยตรง อย่างหนึ่งมาจากทางอ้อมที่มาจากองค์กรต่าง ๆ เช่น ที่ผมได้เรียนท่านประธานไปเมื่อสักครู่ว่า จะเป็นองค์กรวิชาชีพทางด้านสาธารณสุขก็ดี แพทยสภา สภาการพยาบาล หรือเทคนิคการแพทย์ สภาเภสัชกร คุรุสภา หรือสภาวิชาชีพ อื่น ๆ อย่างเช่น วิศวกร สถาปนิก เกษตรกร อุตสาหกรรม หอการค้า ผู้สื่อข่าว นักข่าว นักหนังสือพิมพ์ ก็จะมีช่องทางสําหรับที่พวกเขาจะสามารถเข้ามาสู่การเป็นสมาชิกวุฒิสภาได้ จะมีตัวแทนของทุกภาคส่วนที่จะมองเห็นความหลากหลายของสังคมในวงกว้างขึ้นกว่าที่จะ มาจากการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว ท่านประธานครับ ในกรณีนี้ผมคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ อย่างยิ่ง ท่านประธานลองดูอย่างนี้ครับ จากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้ เรากําหนดคุณสมบัติ ของสมาชิกวุฒิสภาไว้หลายอย่าง แต่ว่าในการแก้ไขตามร่างของกรรมาธิการนี้ ไม่ได้แก้ไข และตัดออก บางส่วนก็ยังคงอยู่นะครับ แต่ว่ากลับไปแก้ไขในบางเรื่อง ซึ่งทําให้ตัวสมาชิกวุฒิสภาสามารถที่จะไปดํารงตําแหน่งอื่นได้ แม้ว่าเขาจะพ้นจากตําแหน่งเป็นสมาชิกวุฒิสภาไปแล้วยังไม่เกิน ๒ ปี ตามรัฐธรรมนูญเดิม เขาห้ามเป็นรัฐมนตรี ห้ามเป็นผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง แต่ถ้าเป็นอย่างนี้ท่านแก้ไข บางส่วน แต่ยังคงบางส่วนไว้จะทําให้องค์ประกอบที่เกิดมา ผมว่าวุฒิสภาจะพิกลพิการ พอสมควร เราประสงค์ที่จะให้วุฒิสภาเป็นผู้ที่มีอํานาจนอกจากการกลั่นกรองกฎหมายแล้ว ยังมีอํานาจหน้าที่ในการแต่งตั้ง ถอดถอนข้าราชการ หรือผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ท่านประธานลองคิดดูครับ การที่จะมีประชาชนเพียง ๒๐,๐๐๐ คนเข้าชื่อถอดถอนบุคคล โดยให้วุฒิสภาเป็นคนถอดถอนนี้ ตําแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แม้แต่กระทั่งสมาชิกวุฒิสภาเอง ประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธาน ศาลปกครองสูงสุด ยังให้รวมไปถึงผู้ดํารงตําแหน่งต่าง ๆ เช่น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน หรือผู้ดํารงตําแหน่ง เช่น ผู้พิพากษา ตุลาการ พนักงานอัยการ หรือผู้ดํารงตําแหน่งระดับสูงตามพระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการนะครับ ท่านประธานครับ อย่างนี้เราเห็นได้ชัดเลยว่าอํานาจหน้าที่ของ ส.ว. หรือสมาชิกวุฒิสภาในขณะนี้ยังมีอํานาจ เต็มที่ แต่ว่าที่มานี่มันใกล้ชิดกับพรรคการเมือง ใกล้ชิดกับการเมืองมากเกินไป สิ่งเหล่านี้ จะทําให้เกิดอะไรขึ้นครับ ท่านประธานครับ อํานาจแบบเบ็ดเสร็จมันจะไปรวมศูนย์ที่ พรรคการเมืองหนึ่งพรรคการเมืองใดที่มีอํานาจ ที่สามารถครอบงําได้ ต่อไปไม่ว่าข้าราชการ หรือว่าองค์กรอิสระต่าง ๆ ก็จะถูกกดดัน แล้วก็ทําให้ทุกองค์กรไม่เป็นอิสระ สิ่งเหล่านี้ย่อมไม่ เป็นที่พึงปรารถนาของใคร ไม่เป็นที่พึงปรารถนาของพี่น้องประชาชน ไม่เป็นที่พึงปรารถนา ของแม้กระทั่งพวกเราทุกคน เพราะเราอยากเห็นวุฒิสภาเป็นที่มาของผู้ทรงเกียรติที่มีอํานาจ มีหน้าที่ที่พวกเราสามารถพึ่งพาได้ แต่ถ้าเป็นอย่างนี้วันข้างหน้าท่านประธานอาจจะถูก ถอดถอนโดยท่านประธานอาจจะเห็นว่าไม่เป็นความชอบธรรม แต่ว่าทําอะไรไม่ได้ เพราะว่า วันนี้มันจะเป็นการครอบงํามาเป็นทอด ๆ ท่านประธานครับ ผมถึงมีความเห็นว่าโดยมาตรานี้ ผมกําหนดถึงคุณสมบัติ ที่มาของสมาชิกวุฒิสภาว่าไม่ควรจะมาจากการเลือกตั้งโดยตรง จากประชาชนเพียงอย่างเดียว ควรจะมาใน ๒ ทางอย่างที่ผมได้เรียนท่านประธานไป เบื้องต้นแล้ว ซึ่งผมเชื่อว่าถ้าเราได้กระทําอย่างนี้ ผมเลยเห็นว่าสมควรแปรญัตติที่ไม่เห็นด้วย กับคณะกรรมาธิการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญนะครับ
ท่านประธานครับ อีกมาตราหนึ่งซึ่งผมได้ขอเสนอแก้ไขในมาตรา ๓ เพื่อแก้ไขข้อความในมาตรา ๑๑๒ เรื่องการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ตามมาตรา ๑๑๑ วรรคหนึ่งนะครับ ที่ให้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง โดยให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งออกเสียงลงคะแนน รับเลือกตั้งได้หนึ่งเสียง และให้ใช้วิธีออกเสียงคะแนนโดยตรงและลับ การคํานวณเกณฑ์ ราษฎรต่อสมาชิกหนึ่งคน ให้คํานวณจากจํานวนราษฎรทั้งประเทศตามหลักทะเบียนราษฎร์ ที่ประกาศในปีสุดท้ายก่อนมีการเลือกตั้งเฉลี่ยโดยจํานวนสมาชิกวุฒิสภาจํานวนหนึ่งร้อยคน จํานวนสมาชิกวุฒิสภาแต่ละจังหวัดจะพึงมีตามจํานวนราษฎรต่อสมาชิกหนึ่งคนที่คํานวณได้ ตามวรรคสองมาเฉลี่ยจํานวนราษฎรในจังหวัดนั้น จังหวัดใดไม่มีราษฎรถึงเกณฑ์จํานวน ราษฎรต่อสมาชิกวุฒิสภาหนึ่งคนตามวรรคสอง ให้มีสมาชิกวุฒิสภาในจังหวัดนั้นได้หนึ่งคน จังหวัดใดมีราษฎรเกินเกณฑ์ จํานวนราษฎรต่อสมาชิกหนึ่งคน ให้สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดนั้น เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคนทุกจํานวนราษฎรที่ถึงเกณฑ์จํานวนราษฎรต่อสมาชิกวุฒิสภาหนึ่งคน เมื่อได้จํานวนสมาชิกวุฒิสภาแต่ละจังหวัดตามวรรคสามแล้ว ถ้าจํานวนสมาชิกวุฒิสภา ยังไม่ครบหนึ่งร้อยคน จังหวัดใดมีเศษเหลือจากคํานวณตามวรรคสามมากที่สุด ให้จังหวัดนั้น มีสมาชิกวุฒิสภาเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคน และให้เพิ่มสมาชิกวุฒิสภาดังกล่าวแก่จังหวัดที่มีเศษ เหลือจากการคํานวณตามวรรคสามลําดับสองจนครบหนึ่งร้อยคน จังหวัดใดมีการเลือกตั้ง สมาชิกวุฒิสภาได้ไม่เกินหนึ่งคน ให้ถือจังหวัดนั้นเป็นเขตเลือกตั้ง และจังหวัดใดที่มี การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาที่พึงมี โดยให้แต่ละเขตเลือกตั้งมีจํานวนสมาชิกสภาหนึ่งคน ในกรณีจังหวัดใดมีการแบ่งเขตเลือกตั้งมากกว่าหนึ่งเขต ต้องแบ่งพื้นที่ของเขตเลือกตั้ง แต่ละเขตให้ติดต่อกัน และจํานวนราษฎรในแต่ละเขตใกล้เคียงกัน ท่านประธานครับ ในกรณีนี้ ผมเรียนท่านประธานว่าเพื่อให้เกิดความเสมอภาคกัน ท่านประธานครับ ผมประสงค์ที่ให้ แต่ละจังหวัด ให้พี่น้องประชาชนมีสิทธิมีเสียงในการออกสิทธิออกเสียงโดยเสมอภาคกัน ๑ คนต่อ ๑ เสียง หรือที่เรียกกันว่า วันแมนวันโหวต (One man one vote) ทั้งนี้เพื่อให้มี ความเสมอภาคกัน ท่านประธานครับ ถ้ามีบางจังหวัดที่จะมีผู้แทนมากกว่า ๑ คน ก็ให้เป็น เขตจังหวัดนั้นมีเพิ่มเป็นอีกเขตหนึ่ง แต่ว่าต้องแบ่งเขตเลือกตั้งออกไปโดยเท่า ๆ กัน อันนี้ก็จะเป็นประโยชน์สําหรับพี่น้องประชาชนประการหนึ่งก็คือว่ามีความเสมอภาคกัน ในการออกสิทธิเลือกตั้งแล้วได้สมาชิกวุฒิสภาที่เป็นของตนเอง ท่านประธานครับ อีกประการหนึ่งก็จะเป็นประโยชน์ต่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง ถ้าจังหวัดไหน ที่ใหญ่แล้วก็มีสมาชิกวุฒิสภามากกว่า ๑ คน ก็จะมีเขตเลือกตั้งที่ย่อมลง แบ่งเขตเลือกตั้ง เป็นเขตละ ๑ คน จะทําให้สะดวกในการเข้าถึงพี่น้องประชาชน และพี่น้องประชาชนเองก็จะ มีความผูกพันใกล้ชิดกับสมาชิกวุฒิสภา ท่านประธานครับ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อให้สมาชิกวุฒิสภา ที่มาจากการเลือกตั้งจะได้ตระหนักว่าตนเองเป็นผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งไปจากประชาชน เพราะฉะนั้นจําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทํางานเพื่อแก้ปัญหาและสนองตอบต่อพี่น้องประชาชน มีความใกล้ชิด มีความสามารถในการคลุกคลีกับพี่น้องประชาชน ท่านประธานครับ เพื่อประโยชน์ในการที่กระผมเรียนท่านประธานนี่นะครับ กระผมจึงเห็นว่าในการแก้ไขที่มา ของสมาชิกวุฒิสภาแล้วก็วิธีการของการเลือกตั้งของกรรมาธิการ กระผมไม่เห็นด้วย ผมแปรญัตติเพื่อจะให้ที่มาของวุฒิสภามาจาก ๒ สถานะด้วยกัน แต่ยังเป็นการเลือกตั้ง มีทั้งการเลือกตั้งทางตรงและทางอ้อม เพื่อให้ศักดิ์และศรีของสมาชิกวุฒิสภายังคงดํารงอยู่ ผมก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและเพื่อนสมาชิกวุฒิสภาก็จะเห็นว่า ความจําเป็นเช่นที่ผมได้เรียนต่อท่านประธานนี้เป็นความจําเป็นอย่างยิ่งที่พวกเราจะต้อง ร่วมกันในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติของพวกเรา ท่านประธานครับ ผมจึงเรียนว่าผมขอแปรญัตติตามที่ได้นําเสนอต่อท่านประธาน มาในมาตรา ๓ จํานวน ๒ มาตรา แก้ไขมาตรา ๑๑๑ และมาตรา ๑๑๒ ครับท่านประธาน ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณหมอเจตน์ ศิรธรานนท์ แล้วต่อด้วยท่านศุภชัย ใจสมุทร เชิญหมอเจตน์ครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมแก้รัฐธรรมนูญในร่างมาตรา ๓ แล้วก็แก้ไขมาตรา ๑๑๑ นะครับ ผมจะพูดโยงไปถึงมาตรา ๑๑๒ ด้วยเพื่อจะได้ไม่เป็นการเสียเวลา แต่ขออนุญาตท่านประธาน ท่านประธานครับ ในกรณีนี้ฟังจากการอภิปรายในสภาแห่งนี้มา ๒ วันเต็ม ๆ ก็พบได้ชัดเจน ว่า ส.ว. เลือกตั้งก็มีความกังวลว่าถ้าหากว่าเป็นไปตามแบบที่คณะกรรมาธิการวิสามัญ ออกแบบในร่างที่ส่งให้กับพวกเราแล้วนี่มันก็จะกลายเป็นการกินรวบประเทศไทย ดังนั้นผมก็ เห็นว่าในส่วนที่ผมสามารถจะทําได้ก็คือ การแปรญัตติให้มีการยึดโยงทางการเมืองน้อยที่สุด เท่าที่จะน้อยได้ จึงเป็นที่มาของการที่ผมแปรญัตติในร่างมาตรา ๓ แก้ไขมาตรา ๑๑๑ โดยลดจํานวน ส.ว. เลือกตั้งลง จาก ๒๐๐ คนให้เหลือจํานวน ๑๕๐ คน หรือให้เหลือ ๑ ใน ๓ ของ ส.ส. ที่มีจํานวน ๕๐๐ คน เหมือนกับ ส.ว. หลายท่านที่แปรญัตติแล้วสงวนคําแปรญัตติ ไปก่อนหน้าผมและได้พูดไปแล้ว รวมถึงที่จะพูดต่อจากผม ซึ่งจะมีแปรญัตติทั้งให้มีจํานวน ๑๐๐ คน ๑๕๐ คน ๒๐๐ คนถึง ๒๕๐ คน ท่านประธานครับการแบ่งพื้นที่สําหรับคํานวณ ส.ว. ๑๕๐ คน แบ่งไม่ยาก เราเคยมีการแบ่งพื้นที่สําหรับการเลือกตั้ง ส.ว. ในการเลือก ส.ว. ปี ๒๕๔๓ มาแล้ว ตอนนั้นก็ใช้จํานวน ส.ว. ทั้งสิ้น ๒๐๐ คน คราวนี้คณะกรรมาธิการวิสามัญ ก็ออกแบบมา ๒๐๐ คน ก็คือยึดโยงกับแบบเดิมที่มีการเลือกตั้งในปี ๒๕๔๓ ของผมนี่ คํานวณ ส.ว. ๑๕๐ คนนี่แบ่งไม่ยาก เพราะว่าใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้งและก็เคยใช้ มาแล้วดังกล่าว การคํานวณเกินเกณฑ์จํานวนสมาชิกวุฒิสภาที่แต่ละจังหวัดจะพึงมีก็คํานวณ ตามวิธีที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ในมาตรา ๙๔ ประกอบมาตรา ๑๑๒ โดยอนุโลม คืออย่างน้อยจังหวัดละ ๑ คน ท่านประธานครับ เราเห็นได้ชัดเจนว่าถ้าเราใช้ เขตใหญ่กว่าเขตจังหวัดคือถ้าจังหวัดที่มีพลเมืองน้อย แต่ถ้าหากว่าเราแบ่งพื้นที่แล้วไปรวม กับเขตพื้นที่ของจังหวัดอื่น ตรงนี้มันก็มีปัญหานะครับ เพราะว่าเท่ากับเขาไม่ได้มี ส.ว. เป็น ของจังหวัดของเขาเอง ดังนั้นเมื่อเราใช้เขตจังหวัดเป็นเขตพื้นที่ตามมาตรา ๑๑๒ แล้ว ผมเห็นด้วย แล้วก็ผมคิดว่ามันเป็นหลักการที่ดี แล้วก็ผมจะพูดเลยไปเพราะฉะนั้นไม่ต้อง พูดซ้ําอีกทีให้เสียเวลาสภาแห่งนี้ ก็คือว่าในการคํานวณเกณฑ์จํานวนสมาชิกวุฒิสภาที่แต่ละ จังหวัดจะพึงมี เราใช้การคํานวณตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๙๔ ตามที่กล่าวแล้วนะครับ ก็คือใช้ ๔๐๐,๐๐๐ คน เป็นตัวหาร หารลงตัวก็ได้ ส.ว. ๑ คน ๘๐๐,๐๐๐ คนก็ได้ ๒ คน เศษเก็บเอาไว้ จากประชากรที่เรามีทั้งหมด ๖๔ ล้านคน จังหวัดที่ประชากรน้อยกว่า ๔๐๐,๐๐๐ คน จํานวน ๓๙ จังหวัด กรุงเทพมหานครมี ส.ว. เบื้องต้น ๑๔ คน จังหวัดนครราชสีมามี ๖ คน จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดขอนแก่น จังหวัดเชียงใหม่ มี ๔ คน จะได้ ส.ว. ทั้งสิ้นในเบื้องต้น ๑๓๗ คน ปัดเศษให้ครบ ๑๕๐ คน โดยคิดจากเศษที่สูงสุดลดหลั่นกันไป ตรงนี้ก็เป็นวิธีที่บัญญัติไว้แล้วตามรัฐธรรมนูญรวมถึง ร่างในมาตรา ๑๑๒ ที่ทางคณะกรรมาธิการวิสามัญเสนอมาเพราะฉะนั้นในความเป็นไปได้ ผมเห็นด้วยและผมก็ไม่ได้ติดใจในร่างของมาตรา ๑๑๒ แต่ผมเห็นว่าจํานวน ๒๐๐ คน เป็นจํานวนที่ผมคิดว่าน่าจะลดลงมาเหลือ ๑๕๐ คน เหตุผลทําไมถึงคิดตัวเลขที่ ๑๕๐ คน ทําไมไม่คิดที่ ๒๐๐ คน ง่ายมากครับท่านประธาน ส.ว. ที่ผ่านมาที่ผมทํางานตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ รวมถึงในสมัยที่ ๒ คือปี ๒๕๕๔ ซึ่งอาศัยบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ ถึงมี ส.ว. สรรหา ๒ ชุดติดกันได้แล้วก็จะมีชุดเดียว เพราะว่าต้องการให้เหลื่อมกัน ๓ ปี แต่ว่าอายุ ส.ว. ทั้งหมดก็มี ๖ ปีนะครับ จากประสบการณ์ที่ทํางานมาแล้วเราเห็นว่าการทํางานร่วมกันมา เกือบ ๖ ปี ส.ว. ที่ประกอบด้วยสรรหาและเลือกตั้งสามารถทํางานได้ จํานวน ๑๕๐ คน ทํางานได้ ไม่มีปัญหาแต่อย่างใดนะครับไม่มีเสียงบ่นว่าคนไม่พอต้องเพิ่มจํานวน ส.ว. ผมไม่เคยได้ยินคํากล่าวเหล่านี้เลย ผลงานที่ถ่วงดุลตรวจสอบการบริหารงานของรัฐบาล ผลงานกลั่นกรองกฎหมาย ผลงานในการตั้งและถอดถอนกรรมการในองค์กรอิสระ ในความคิดส่วนตัวของผมเองท่านประธาน ผมว่าทําได้ดีทั้ง ส.ว. เลือกตั้งและ ส.ว. สรรหา แม้ผมจะไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยน ส.ว. เลือกตั้งทั้งหมด เพราะไม่สามารถดํารงความ เป็นกลางได้อย่างแท้จริง แต่ผมเคารพมติรัฐสภาแห่งนี้ที่ผ่านหลักการในวาระแรกให้มี ส.ว. ประเภทเดียวคือ ส.ว. เลือกตั้งเท่านั้น ท่านประธานครับ ส.ว. เลือกตั้งเพื่อนผม หลายคนทํางานได้ดี ผมคงไม่ต้องเสียเวลาพูดในที่นี้แต่ว่าในความรู้สึกของ ส.ว. ด้วยกันก็จะ รู้ว่า ส.ว. เลือกตั้งมีหลายคนที่ทํางานได้ดี แล้วก็หลายคนทํางานได้ดีกับ ส.ว. สรรหา ด้วยซ้ําไปนะครับ เมื่อไม่มี ส.ว. สรรหาตามหลักการของร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้แล้ว ผมก็ยึดหลักการออกแบบ ส.ว. เลือกตั้งให้เป็นกลางสามารถตรวจสอบถ่วงดุล รัฐบาลและเสียงข้างมากได้ ผมต้องการให้ถูกแทรกแซงให้น้อยที่สุด ผมไม่อยากได้ยินคําว่า สภาผัวเมีย สภาครอบครัว ซึ่งเรื่องนี้จะได้ไปพูดในร่างของมาตราอื่น ๆ ต่อไปเพื่อไม่ให้ เสียเวลานะครับ เพราะฉะนั้นเมื่อ ส.ว. ทั้งสรรหาและเลือกตั้งทํางานได้ดีในเวลา ที่ผ่านมาร่วม ๖ ปี ผมไม่เห็นมีเหตุผลใด ๆ ที่จะเพิ่ม ส.ว. เป็น ๒๐๐ คน ให้เปลืองงบประมาณ ท่านรู้ไหมครับ ท่านประธาน เงินเดือน ส.ว. เดือนละ ๑๑๓,๕๖๐ บาทต่อคนต่อเดือน ผู้เชี่ยวชาญประจําตัว ๑ คน เงินเดือน ๒๔,๐๐๐ บาท ผู้ชํานาญการและผู้ช่วย ๗ คน เงินเดือนคนละ ๑๕,๐๐๐ บาท รวมทั้งหมดตก ๒๔๒,๕๖๐ บาทต่อ ส.ว. ๑ คนต่อเดือน ไม่นับเบี้ยประชุมทั้งกรรมาธิการ สามัญ วิสามัญ และอนุกรรมาธิการ รวมทั้งคณะกรรมการชุดต่าง ๆ งบไปดูงานต่างประเทศ ปีที่ผ่านมาอีกคนละ ๒๖๐,๐๐๐ บาท ค่าเครื่องบินค่าเดินทางในประเทศ นอกประเทศ สวัสดิการรักษาพยาบาล ค่าดูงาน สุดท้ายยังมีเงินบํานาญอีก คิดตัวเลขกลม ๆ ประมาณ คนละเกือบ ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท ท่านประธานครับเกือบ ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาทคูณด้วย ๕๐ คน ที่ตัดไปมันเป็นเงิน ๒๐๐ ล้านบาท ผมบอกตรง ๆ เสียดายเงินครับ ผมคิดว่าน่าจะประหยัด งบประมาณจํานวนนี้ได้ จึงเสนอให้ลดจํานวน ส.ว. เลือกตั้ง ๕๐ คนจาก ๒๐๐ คน ลดเหลือ ๑๕๐ คนครับ ท่านประธานครับ เมื่อย้อนไปดูที่มาที่ไปของจํานวน ส.ว. ๑๕๐ คน ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จากเอกสารของคณะกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็น ขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ จาก ส.ส.ร. ที่พิจารณารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ จากองค์กร ตามรัฐธรรมนูญ ๑๑ แห่ง และสถาบันอุดมศึกษา ๑๖๓ แห่ง เป็นของภาครัฐ ๗๘ แห่ง เอกชน ๖๗ แห่ง วิทยาลัยชุมชน ๑๘ แห่ง รวมทั้งหมดตอบกลับคณะกรรมาธิการรับฟัง ความคิดเห็นชุดนื้ เอกสาร ๑๕,๗๐๐ ชุด เขาเห็นควรแก้ไขลดจํานวนลงจาก ๒๐๐ คน เหลือ ๑๐๐ คน อันนี้เป็นความคิดเห็นจาก สนช. จาก กกต. ป.ป.ช. สนช. ครม. และผู้ตรวจการ เสนอ ๑๕๐ คน และใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง ในการทําประชาพิจารณ์ ในภาคใต้ของคณะกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชนของ สภาร่างรัฐธรรมนูญมีความเห็นว่าสมาชิกรัฐสภาควรมีจํานวนรวมกันไม่เกิน ๕๐๐ คน ท่านประธานครับ อีกประการหนึ่งเรามีจํานวน ส.ส. มากเกินไป ประเทศสหรัฐอเมริกา มี ส.ว. ๑๐๐ คน ประเทศเยอรมนีมี ส.ว. ๗๖ คน ดูประเทศเขาใหญ่ขนาดไหนนะครับ ทั้ง ส.ส. เขตพื้นที่และ ส.ส. แบบบัญชี สัดส่วน สภาเรามีถึง ๕๐๐ คน เพราะฉะนั้น เมื่อรวมกับ ส.ว. แล้วจะมีจํานวนถึง ๗๐๐ คนตามร่างของคณะกรรมาธิการ ผมเสนอให้ ลดเหลือเท่าจํานวนในปัจจุบันคือ ๖๕๐ คน ความแออัดยัดเยียดในสภาพปัจจุบันนะครับ ขนาดนี้ยังไม่มีที่จอดรถ ห้องอาหารก็แน่น ไม่มีเก้าอี้จะนั่ง การเพิ่มจํานวนอีก ๕๐ คน จะยิ่งเป็นปัญหาเพิ่มขึ้น
ประการสุดท้ายท่านประธาน ส.ว. ๑๕๐ คน ย่อมใช้เขตเลือกตั้งที่ใหญ่กว่า ส.ว. ๒๐๐ คน การขยายเขตเลือกตั้งให้มีขนาดใหญ่เพื่อให้ครอบครอบคลุมฐานเสียง ของพรรคการเมืองที่มีความหลากหลายในพื้นที่ก็เป็นวิธีหนึ่งที่ทําให้พรรคการเมืองมีบทบาท ต่อการตัดสินใจของประชาชนน้อยลง ถ้าการเลือกตั้งเป็นไปโดยโปร่งใส เท่าเทียม และสามารถแยกขาดออกจากการเมืองได้จริง เราก็สามารถมี ส.ว. ที่ดีได้ และทั้งนี้ และทั้งนั้นด้วยความคิดจะลดจํานวนของ ส.ว. จาก ๒๐๐ คนเหลือ ๑๕๐ คน ผมคิดว่า มันเป็นเพียงวิธีหนึ่งที่ตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จําเป็นลง แล้วก็ทําให้เขตมันกว้างขวางใหญ่ขึ้น แล้วก็ ทําให้การซื้อเสียงเป็นไปได้ยากขึ้น แล้วก็เป็นช่องทางหนึ่งที่จะทําให้ความยึดโยงของ ส.ว. กับพรรคการเมืองลดลง แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นคงจะต้องอาศัยในร่าง พ.ร.บ. ในมาตราอื่น ๆ ประกอบด้วยนะครับ ซึ่งก็คงจะมีการอภิปรายในสภาแห่งนี้ รวมทั้งผมก็จะสงวนสิทธิ ที่จะอภิปรายในมาตราที่จะมาถึงเพื่อเป้าหมาย ทําให้ ส.ว. เลือกตั้งจะเป็นจํานวนเท่าไร ก็แล้วแต่ ถ้าเป็นไปตามร่างของคณะกรรมาธิการมันจะได้ไม่มีการยึดโยงกับการเมือง หรือยึดโยงกับการเมืองให้น้อยที่สุด เพราะเราต้องการ ส.ว. ที่มีอิสระ เป็นกลาง สามารถ ตรวจสอบถ่วงดุลกับรัฐบาล แล้วก็เสียงข้างมากในสภาแห่งนี้ได้ ขอบคุณครับ
ครับ ต่อจากท่านศุภชัย ใจสมุทร เป็นท่านสุรเชษฐ์ แวอาแซ นะครับ แล้วก็ต่อด้วยพลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์ เชิญท่านศุภชัย ครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ กระผม นายศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้เป็นกรรมาธิการ วิสามัญร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้และเป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่ได้สงวนความเห็นไว้ กระผมจึงขออนุญาตที่จะแสดงความคิดเห็นเพื่อให้ท่านสมาชิกรัฐสภาได้แสดงความรับรู้ ในเรื่องของเหตุผลที่กระผมได้ดําเนินการในการสงวนความเห็น ผมได้มีการสงวนความเห็น โดยขอให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมความในมาตรา ๑๑๑ และมาตรา ๑๑๒ ซึ่งผมจะขออนุญาต ที่จะได้กราบเรียนต่อท่านประธานเพื่อให้ท่านสมาชิกได้ฟังร่วมกันนะครับ ในมาตรา ๑๑๑ ผมได้ขอแก้ไขเพิ่มเติมโดยได้ระบุว่า มาตรา ๑๑๑ วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกซึ่งมาจาก การเลือกตั้งในแต่ละจังหวัด จังหวัดละสองคน มาจากการเลือกตั้งโดยตรงหนึ่งคนและ เลือกตั้งโดยอ้อมหนึ่งคน แล้วก็มีข้อความอย่างอื่นซึ่งท่านสมาชิกก็สามารถที่จะอ่านได้ ในหน้าที่ ๒๐ ประเด็นที่ผมอยากจะขอกราบเรียนต่อท่านประธานก็คือว่า ผมเคยได้มี การอภิปรายในวาระที่หนึ่งไปแล้ว และได้แสดงความคิดเห็นชัดเจนว่าประเทศไทยของเรา ระบอบประชาธิปไตยของเราซึ่งได้พัฒนามาตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองตั้งแต่ ปี ๒๔๗๕ ประเทศนี้มีสถาบันทางการเมืองเป็นสถาบันหลัก สถาบันหนึ่งก็คือสถาบันวุฒิสภา และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาก่อนปี ๒๕๔๐ วุฒิสภา หรือท่านสมาชิกวุฒิสภาท่านก็ได้ ทําหน้าที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลานั้น ตามภารกิจของท่านก็คือการกลั่นกรองกฎหมาย ได้เป็นอย่างดี และผมคิดว่าหน้าที่อันสําคัญ ภารกิจอันสําคัญในเรื่องของการกลั่นกรอง กฎหมายเป็นภารกิจที่วุฒิสภาหรือสมาชิกสภาสูงทั้งโลกเขาก็มีกัน ก็คือการกลั่นกรอง กฎหมาย เพราะสภานั้นเป็นสภาของผู้อาวุโส ผู้มีประสบการณ์ ผู้มีความรู้ความสามารถที่ ทําหน้าที่กลั่นกรองกฎหมายที่สภาผู้แทนได้มีการพิจารณากัน เป็นการกลั่นกรองกฎหมาย ให้ออกมาบังคับใช้คนทั้งประเทศ เป็นกฎหมายที่ดี และผมเห็นตลอดมาว่าจนกระทั่ง ไม่ว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่เปิดให้มีท่านสมาชิกวุฒิสภามาจากการ สรรหาด้วย ผมก็ได้เห็นว่าท่านทั้งหลายก็ได้ทําหน้าที่ในการทําการกลั่นกรองกฎหมายก็ดี หรือหน้าที่ หรือภารกิจอื่นตามที่รัฐธรรมนูญได้กําหนดไว้เป็นอย่างดี ท่านสมาชิกวุฒิสภา ที่เดินพบปะกันเราแทบไม่ค่อยทราบด้วยซ้ําไปว่าท่านเป็นสมาชิกมาจากการสรรหรือมาจาก เขตจังหวัดใด และเท่าที่เห็นการแสดงความคิดเห็น การแสดงให้ปรากฏในการทําหน้าที่ของท่าน ท่านก็ทําหน้าที่ของท่านได้เป็นอย่างดี สิ่งหนึ่งผมก็คิดว่าประเทศนี้กําลังจะบอกกับ ประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศว่าท่านสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งเท่านั้น จะเป็นสมาชิกวุฒิสภาที่สามารถทํางานได้ดีกว่าคนที่มาจากการสรรหา นั่นคือสิ่งที่พวกเรา กําลังจะบอก นั่นหมายถึงว่าการที่ท่านสมาชิกผู้ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เข้าสู่ การพิจารณาของสภากําลังบอกสังคมอย่างนั้น นั่นคือสิ่งที่ผมคิดว่าคําตอบนั้นเป็นคําตอบ ที่ถูกต้องหรือไม่ และผมคิดว่าผมไม่เห็นด้วย นั่นก็คือที่มาที่ผมเองในคณะกรรมาธิการ เสียงข้างน้อยจึงสงวนความเห็น และผมคิดว่าไม่ว่าอย่างไรก็ตามสถานการณ์เวลานี้หรือเวลา ต่อไปในอนาคต บ้านเมืองของเรา ประเทศไทยยังมีความจําเป็นที่จะต้องมีผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้มีความรู้ ผู้มีประสบการณ์ จากหลากหลายสาขาอาชีพที่จะเข้ามาทําหน้าที่เป็นผู้กลั่นกรอง กฎหมายหรือปฏิบัติหน้าที่อื่น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของแต่งตั้ง ถอดถอน ผู้ดํารงตําแหน่งต่าง ๆ ได้โดยไม่จําเป็นที่จะต้องมาจากการเลือกตั้งเท่านั้น ผมจะไม่พูดว่าวันนี้สังคมเองเขากําลังพูด เขาก็ว่ากันว่า วันนี้รัฐธรรมนูญจะมีการแก้ไข ในเรื่องนี้ที่เรากําลังพิจารณาอยู่ ก็คือเรื่องที่สภาล่างของเรากําลังจะเข้าไปเทคโอเวอร์ (Take Over) หรือจะเข้าไปครอบงําสภาสูง คงไม่บอกกันว่าวันนี้ฝ่ายบริหารเองกําลังจะ ทําหน้าที่อันสําคัญก็คือพอแก้รัฐธรรมนูญนี้เสร็จแล้วก็จะเข้าไปเป็นผู้มีอํานาจในการชี้นํา ชี้แนะในสภาสูง ซึ่งถ้าตรงนี้มันเป็นอย่างนี้จริง ๆ ก็มีคนตั้งคําถามว่าแล้วเราเลือกกันไปทั้ง ๒ สภาทําไม เมื่อคุณสมบัติทั้งหลายซึ่งเราจะมีการพิจารณากันในลําดับต่อ ๆ ไป วันนี้ แทบว่าไม่มีข้อห้ามอะไรเลย แล้วเราจะมี ๒ สภาไปให้เหนื่อยยากทําไม ให้มันเปลือง งบประมาณทําไม ผมเองผมเข้าใจว่าเรื่องที่มีการเสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เป็น การเสนอเข้ามาด้วยความเร่งรีบ ผมได้แสดงความคิดเห็นในที่ประชุมในชั้นกรรมาธิการ ในวาระที่สองว่าแท้จริงแล้วท่านมีเจตนาอะไรกันไม่ทราบ แต่ท่านไม่ได้ดูละเอียดเลยว่า ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้งเท่านั้น พอท่านเสนอมา ถ้ามันเสร็จแล้วผ่านออกเป็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มันจะมีมาตราบางมาตรา ในรัฐธรรมนูญจะเป็นขยะที่อยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถามว่าเป็นขยะเพราะอะไร มันเป็นสิ่งซึ่ง ไม่ได้มีประโยชน์เหลืออยู่เลยในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ ที่พวกเราแก้กันบางส่วน เฉพาะส่วนที่ท่านกําลังจะแก้กันอยู่ ๓ ฉบับ สิ่งที่ผมจะขอยกตัวอย่างก็คือในส่วนที่ ๓ ของรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวุฒิสภา มาตรา ๑๑๓ รัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้ว่า ให้มีคณะกรรมการ สรรหาสมาชิกวุฒิสภาคณะหนึ่ง แล้วว่าไปเรื่อย ๆ นะครับ มีอยู่หลายวรรค อันนี้คือเรื่องของ คณะกรรมการสรรหา ส.ว. ถ้าท่านคิดว่าต้องการให้ประเทศนี้ แผ่นดินนี้ จะคงไว้เฉพาะ ส.ว. เลือกตั้งอย่างเดียว ทําไมท่านไม่ขอยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับนี้เสีย ปล่อยไว้ทําไม แค่นั้นไม่พอ ในรัฐธรรมนูญซึ่งว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้งในเรื่องเกี่ยวกับเรื่องอํานาจหน้าที่ของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง มาตรา ๒๔๐ กรณีมีการคัดค้านการสรรหา ส.ว. ท่านก็ไม่ได้มี การขอยกเลิกเสีย ผมก็คิดว่า ๒ มาตราที่ผมยกตัวอย่างก็คือขยะ หลังจากที่ไม่ว่าท่านจะมี การโหวตลงมติกันแล้วทําให้รัฐธรรมนูญนี้ผ่านไปโดยมีการเลือกตั้ง ส.ว. เท่านั้น ตรงนี้ก็เลย ตั้งคําถามว่าจริง ๆ แล้วท่านรีบเร่งจนกระทั่งไม่ได้ดูรัฐธรรมนูญกันทั้งฉบับหรืออย่างไร มันเป็นการทําให้สภาของเราซึ่งควรจะมีความศักดิ์สิทธิ์มากกว่านี้มันมีความตรวจสอบกันได้ ขนาดไหน ผมจึงขอตําหนิท่านสมาชิกที่ได้มีการเสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ว่าท่านไม่ได้ ดูให้มันครบถ้วน ถ้วนถี่
เรื่องต่อมาก็คือตามที่ในหลักการที่ท่านบอกว่าจะมีคณะกรรมการ ให้มี สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งนะครับ แล้วก็มีเหตุผลว่าให้มีสมาชิกวุฒิสภามีลักษณะ เช่นเดียวกันกับวิธีการซึ่งได้มาซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยการได้รับการเลือกตั้งโดยตรง จากประชาชน ท่านประธานครับ ผมเองผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ผมก็ยังสงสัยเหมือนกันว่าผมนี่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้รับการเลือกตั้งโดยตรง จากประชาชนหรือเปล่า คําถามตรงนี้ก็คือก่อให้เกิดย้อนกลับไปว่า ส.ว. ที่ท่านจะบอกว่า เลือกตั้งโดยตรงแบบ ส.ส. เลือกตรงแบบไหน ถามว่าผมเป็น ส.ส. ที่มาจากการเลือกตั้ง โดยตรงไหม ผมก็คิดว่ามันไม่ใช่ แต่เป็นการเลือกตั้งโดยอ้อม ประชาชนที่เข้าไปเลือก ไม่ได้ตั้งใจเข้าไปคูหาเลือก นายศุภชัย ใจสมุทร เป็น ส.ส. แต่เขาเข้าไปเลือกพรรคการเมือง ที่ชื่อพรรคภูมิใจไทย จํานวนหนึ่งมีมากพอทําให้ผมซึ่งเป็นสมาชิกที่อยู่ในบัญชีรายชื่อ ของพรรคภูมิใจไทยก็ได้รับการเลือกตั้งมาตามคะแนนที่ผมได้รับ นี่คือการเลือกตั้งโดยอ้อม เพราะฉะนั้นเหตุผลของท่านเป็นเหตุผลที่จะเลือกตั้งโดยอ้อมหรือโดยตรง เพราะฉะนั้น เมื่อเป็นอย่างนี้ท่านประธานที่เคารพ ผมก็คิดว่าถ้าท่านเป็นอย่างนั้น ผมก็ขอสงวนความเห็น ว่าแท้จริงแล้ว อย่างด้วยเหตุผลที่ผมได้กราบเรียนไปก็คือ ผมคิดว่าบ้านเมืองนี้จําเป็น ที่จะต้องมีบุคลากรท่านที่เป็นผู้อาวุโส ผู้มีประสบการณ์ ผู้มีความรู้ความสามารถ แต่ยืนยัน ได้ว่าถ้าลงไปสมัคร ส.ว. ในจังหวัดเมื่อไรแล้วท่านสอบตกเมื่อนั้น แต่ท่านเหล่านี้ยังมี คุณูปการ มีคุณค่าเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองในการที่จะทําหน้าที่ที่จะเป็นสภาสูงในการ กลั่นกรองกฎหมาย หรือท่านนําความรู้ที่มาเป็นประโยชน์ช่วยกลั่นกรองสิ่งที่รัฐบาล ฝ่ายบริหารกําลังทําและมีปัญหา ท่านก็มีสิทธิตั้งกระทู้ถาม นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่ารัฐบาลเอง ท่านต้องคิดเรื่องนี้ ว่าวันนี้เป็นเรื่องจําเป็น และผมคิดว่าบ้านเมืองนี้จําเป็นต้องมีบุคลากร เฉกเช่นที่ผมได้กราบเรียนไป เพราะฉะนั้นผมจึงได้มีการสงวนความเห็นให้มีการเลือกตั้ง ส.ว. แต่ละจังหวัดมา ๒ ท่าน จังหวัดละ ๒ คน คนหนึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรง แล้วอีกคนหนึ่ง ก็คือเป็นการเลือกตั้งโดยอ้อม ซึ่งท่านศึกษารายละเอียดตรงนี้ได้
เรื่องต่อมาที่ผมจะขอกล่าวเกี่ยวเนื่องไป ถึงแม้จะเป็นเรื่องซึ่งอาจจะดูว่า เหมือนเป็นการอภิปรายคล้าย ๆ เรื่องวาระที่หนึ่ง แต่ผมขอต้องการให้มีการบันทึกไว้ อีกครั้งหนึ่ง ผมคิดว่าสิ่งที่พวกเรา ณ ที่นี้กําลังทําหน้าที่ของเราในฐานะเป็นสมาชิกรัฐสภาอยู่ เรื่องสําคัญที่สุดก็คือ เรากําลังทําหน้าที่เกินขอบเขตอํานาจหน้าที่ที่เราพึงจะมีหรือไม่ คําถาม ที่ผมจะถามก็คือว่า พวกเราสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา มีอํานาจจนถึงขนาด ที่จะไปแก้รัฐธรรมนูญในเรื่องสําคัญ ๆ อย่างนี้หรือไม่ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจะขอพูด ประเด็นนี้สั้น ๆ เพียงแต่ผมคิดว่าอย่างที่ผมได้กราบเรียนไปว่า สถาบันวุฒิสภาเป็นสถาบันหลัก ที่คู่กับระบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสําหรับประเทศไทยมานาน เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าอํานาจในการก่อตั้งองค์กรสูงสุดทางการเมืองอย่างวุฒิสภา ผมถือว่าเป็นการใช้อํานาจ สถาปนารัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยเรื่องทํานองนี้ มาตรา ๒๙๑ กระมังครับ ท่านก็บอกว่าอํานาจนี้ไม่ใช่เป็นอํานาจของพวกเราที่อยู่กันที่นี่ แต่เป็นอํานาจโดยตรง ของประชาชน พวกเราเป็นผู้แทน พวกเราเป็นเอเยนต์ (Agent) เราไม่สิทธิที่จะทําเหนือ สํานักงานใหญ่เขาหรอกครับ เพราะฉะนั้นผมอยากให้ท่านทั้งหลาย ที่นี่ได้ตรึกตรองว่า ณ วันหนึ่งถ้ามีใครก็ตาม มีการร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญว่าเราทําเกินหน้าที่ ไปสถาปนา รัฐธรรมนูญ ทั้ง ๆ ที่เราไม่มีอํานาจ ผมว่าสิ่งที่เรากําลังทํากันอยู่ตรงนี้เป็นการเสียเปล่า เปลืองเปล่าหรือเปล่า เพราะผมคิดว่าสิ่งที่เราทํามันเป็นอํานาจที่มันเกินกว่าที่พวกเราจะมีอยู่ แน่นอนครับ เรื่องการแก้รัฐธรรมนูญบางประเด็น บางเรื่อง เช่น มาตรา ๑๙๐ ผมก็คิดว่า เรื่องนี้ไม่น่าจะมีผลกระทบ มาตรา ๒๙๑ ก็มีอํานาจที่จะให้พวกเราดําเนินการกันได้ แต่เรื่อง ถึงขนาดว่าปรับโครงสร้างจากการที่มี ส.ว. ทั้ง ส.ว. แต่งตั้ง ส.ว. สรรหา กับ ส.ว. เลือกตั้ง มาผสมผสานกัน แล้ววันหนึ่งผสมเหลือแต่เป็น ส.ว. เลือกตั้งอย่างเดียว และคุณสมบัติ แทบไม่ต้องห้ามอะไรเลย ผมว่านี่คือสิ่งที่เป็นจุดเปลี่ยนสําคัญของประเทศ ที่ผมได้เรียน ไปสักครู่ว่าสภาล่างกําลังไปเทคโอเวอร์ (Take over) สภาบน หรือเผลอ ๆ สภาบนก็จะมา เทคสภาล่างก็เทคกันไปเทคกันมา แต่ไม่ทราบว่าใครจะชนะ ผมเห็นห่วงว่าเทคกันไปเทคกันมา แล้วประชาชนจะเป็นผู้แพ้ นี่คือสิ่งที่ผมจะกราบเรียนท่านประธานครับ แน่นอนครับ ผมไม่คัดค้านเรื่องของการเลือกตั้ง เพราะผมคิดว่าการเลือกตั้งเป็นวิธีการที่ดีที่สุดในการ เลือกสรรคนดีมาทํางานแทนพวกเราเป็นตัวแทนก็ทําหน้าที่ แต่อย่างไรก็ตามพวกเราที่นี่ก็พูดกันมานาน เราต้องยอมรับว่าการเลือกตั้งในตัวของมันเอง ก็มีจุดอ่อนอยู่มากมาย เราพูดกันมากมายว่าเหตุผลในการที่จะให้มีคณะกรรมการการ เลือกตั้งหรือ กกต. ขึ้นมานี่ ก็เพราะมีการโกงการเลือกตั้งกันเยอะ จึงให้มี กกต. ทั้ง ๆ ที่ เมื่อก่อนเราให้กระทรวงมหาดไทยเป็นคนทํา วันนี้การซื้อเสียงปรากฏให้เห็นกันเนือง ๆ ละครับ ถึงแม้ว่า กกต. ท่านจับไม่ค่อยได้ก็ตาม แต่ในที่สุดเราต้องยอมรับความจริงครับว่า วันนี้การเลือกตั้ง คงจะหาวิธีการอะไรที่ดีกว่าการเลือกตั้งมาไม่ได้ แล้วก็เป็นสัญลักษณ์ เลยครับ การเลือกตั้งนี้ก็ยอมรับว่าการเลือกตั้งคือสัญลักษณ์ของการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นการเลือกตั้งก็คงมีต่อไป แต่สิ่งที่อยากจะเรียนต่อท่านทั้งหลาย ต่อท่านประธานที่เคารพก็คือว่าการเลือกตั้งมันไม่ได้มีเฉพาะการเลือกตั้งโดยตรงเท่านั้น ผมได้เรียนไปเมื่อสักครู่ว่าผมได้รับการเลือกตั้งมาเป็น ส.ส. มายืนอภิปราย ทําหน้าที่เป็น ผู้แทนราษฎรตรงนี้ ผมก็ไม่ได้คิดว่าผมได้รับการเลือกตั้งมาโดยตรง และผมคิดว่าวิธีการ ในการเลือก โดยใช้ลงคะแนนแบบปาร์ตีลิสต์ (Party List) หรือเลือกพรรคแล้วได้มาซึ่ง ส.ส. อย่างผม ผมคิดว่านี่คือเป็นการเลือกตั้งโดยอ้อม เพราะฉะนั้นสิ่งที่อยากจะกราบเรียน ต่อท่านประธานคือผมคิดว่าการที่ผมได้สงวนความเห็นว่าควรจะต้องมีการเลือกตั้งโดยตรง และเลือกตั้งโดยอ้อม ซึ่งต้องขอขอบคุณท่านประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ ขออนุญาต เอ่ยนามท่าน ท่านสามารถ แก้วมีชัย ท่านก็ได้กรุณารับให้ผมเป็นการสงวนความเห็น ไม่จัดกลุ่มผมไปอยู่ประเภทกับท่านสมาชิก ๕๗ ท่านที่แปรญัตติ แล้วผมได้มีโอกาสได้มา อภิปรายได้ถกให้กับท่านทั้งหลายได้ทราบว่า ผมเห็นว่านอกจากมีการเลือกตั้งโดยตรงแล้ว ส.ว. ควรจะมีการเลือกตั้งโดยอ้อมมาด้วย การเลือกตั้งโดยอ้อมมันใช้กันทั่วโลกนะครับ และไม่ใช่เป็นสิ่งที่ชั่วร้าย ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ไม่ดีงาม ผมคิดว่าการเลือกตั้งประธานาธิบดี สหรัฐอเมริกา ผมคิดว่านั่นก็คือการเลือกตั้งโดยอ้อม โดยคณะเลือกตั้ง เขาไม่เอาป็อปปูลาร์ โหวต (Popular Vote) ไม่ได้เอาคะแนนที่ประชาชนทั้งประเทศไปคิด นอกจากเอาเรื่องของ อิเลคโทรอล โหวต (Electoral Vote) มาเป็นตัวสําคัญในการที่จะกําหนดว่าใครจะได้เป็น ประธานาธิบดี ท่านประธานที่เคารพครับ ประเด็นสําคัญมันอยู่ที่ว่า กรณีใดควรที่จะต้องใช้ การเลือกตั้งโดยตรง และกรณีใดที่ควรจะต้องใช้เลือกตั้งโดยอ้อม และจะต้องออกแบบ การเลือกตั้งอย่างไรอันจะทําให้การเลือกตั้งมันสุจริตเที่ยงธรรม และได้คนดี ถ้าคนดีในวงเล็บ หน่อยก็คือ (คนดีที่สุด) แต่ดีที่สุดขนาดไหนมันก็เท่านั้นนะครับ เข้ามาทํางานให้กับพี่น้อง ประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของประเทศ เฉพาะวุฒิสภาที่เรากําลังพูดคุยกันในที่ประชุมแห่งนี้ ท่านประธานที่เคารพ เราพูดกันมาตั้งเนิ่นนานนะครับว่า สภานี้เป็นสภาพี่เลี้ยง เป็นสภาสูง เป็นสภาที่มีหน้าที่กลั่นกรองการปฏิบัติหน้าที่ โดยเฉพาะกลั่นกรองเรื่องกฎหมายจากสภาล่าง หรือสภาผู้แทนราษฎร เพราะฉะนั้นที่ผมได้กราบเรียนที่ประชุมแห่งนี้ไปก่อนหน้านี้ก็คือ ผมคิดว่าสมาชิกวุฒิสภาท่านจะต้องเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติ ต้องเป็นผู้ทรงความรู้ เป็นผู้มี ประสบการณ์สูงในด้านใดด้านหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมว่าควรที่จะต้องมีคุณสมบัติ มีความรู้มากกว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโดยรวม เพราะท่านจะต้องมีหน้าที่สําคัญในการ ที่จะมองทะลุถึงเจตนารมณ์และถ้อยคําในร่างกฎหมายที่พวกเราสภาล่างได้ทํากันนี้ เหนือกว่าพวกเรา เพราะท่านเป็นผู้มีประสบการณ์ มีความรู้ ในประเทศอังกฤษพวกเราก็ เห็นกันนะครับ ว่าที่นั่นนอกจากมีเฮาส์ ออฟ คอมมอน (House of Common) ซึ่งเป็น สภาผู้แทนราษฎร สภาสูงคือเฮาส์ ออฟ ลอร์ดส (House of Lords) ความเป็นผู้มีอาวุโส และเป็นผู้มีประสบการณ์ของเฮาส์ ออฟ ลอร์ดส มันย่อมจะมีสูงกว่า ท่านมีหน้าที่สําคัญ ในการกลั่นกรองกฎหมาย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเราได้ศึกษาเรื่องของการเมือง ของอังกฤษ เราก็พบว่าเฮาส์ ออฟ ลอร์ดส หรือสภาสูงหรือวุฒิสภาของอังกฤษ ท่านประธาน ก็คงทราบดีว่า ก็มาจากไม่ใช่การเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ผมก็เห็นว่าเป็นประเด็นสําคัญ ที่วุฒิสภาของเราไม่ควรที่จะมี ส.ว. มาจากการเลือกตั้งอย่างเดียว ยิ่งท่านไปกําหนด คุณสมบัติซึ่งไม่ต่างจาก ส.ส. ผมก็คิดว่าในที่สุดหน้าที่อันพึงจะได้ประโยชน์จาก ส.ว. ในการ ที่จะกลั่นกรอง เพราะท่านเป็นสภาอาวุโส เราก็จะไม่ได้ เพราะเราก็มีใครก็ตามที่อยู่ใน เขตพื้นที่ สามารถที่จะเป็นที่รักของประชาชน และอาจจะมีความเหมาะสมจากพื้นที่ในการ ที่จะเป็น ส.ส. มากกว่า ก็ได้เข้ามาทําหน้าที่ ส.ว. ซึ่งผมคิดว่าเป็นการผิดฝาผิดตัว เพราะฉะนั้นเรื่องความอาวุโสนี้ ความเห็นของผมนะครับ ท่านประธานที่เคารพ มันเป็นเรื่อง สําคัญอย่างยิ่ง และความเป็นจริงแล้วในประเทศไทยของเรา สมาชิกวุฒิสภาในอดีตก็ให้ ความสําคัญกับสิ่งที่ผมได้กราบเรียนไปสักครู่ ในประเทศไทยท่านประธานที่เคารพ ผมใช้เวลาอีกไม่นานที่จะเรียนว่าที่มาของวุฒิสภาไทย คือพฤฒสภา ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๔๘๙ ไม่ได้มาจาก การเลือกตั้งโดยตรง พฤฒสภาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๔๘๙ มาจากการเลือกตั้งโดยทางอ้อมจากราษฎร และมีการกําหนดคุณสมบัติของผู้สมัคร รับเลือกตั้งที่เหนือกว่าผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่เห็นชัดเจนก็คือนอกจากจะมีอายุ ไม่ต่ํากว่า ๔๐ ปีบริบูรณ์แล้ว ก็จะต้องจบปริญญาตรีมาไม่ต่ํากว่า ๕ ปี นี่ปี ๒๔๘๙ นะครับ ส.ว. จะต้องจบปริญญาตรี และ/หรือเคยรับราชการดํารงตําแหน่งมาไม่ต่ํากว่าหัวหน้ากอง หรือเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาแล้ว คุณสมบัติดังกล่าวนี้ ท่านประธานที่เคารพ ก็ต้องการที่จะให้สมาชิกพฤฒสภาสามารถทําหน้าที่กลั่นกรองร่างกฎหมายได้อย่างมีคุณภาพ และประสิทธิภาพ ท่านประธานที่เคารพครับ ถึงแม้ว่ารัฐธรรมนูญในฉบับต่อ ๆ มาสภาสูง หรือพฤฒสภาได้เปลี่ยนชื่อเป็นวุฒิสภา แต่ในที่สุดแล้วเราก็จะพบว่าก็ได้มีการกําหนดให้ สมาชิกที่มีความรู้และประสบการณ์สูงและเพียงพอและเหมาะสม ก็ได้มีการยกเลิกวิธีการ เลือกตั้งโดยทางอ้อม แล้วก็พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิเข้ามา แล้วเราก็จะ พบว่าจริง ๆ แล้วนี่นะครับภาพที่พวกเราเห็นกันตั้งแต่ในอดีตมาก่อนรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็คือเป็นสภาสูง เป็นสภาพี่เลี้ยง มีหน้าที่ในการที่จะมากลั่นกรอง มาเป็นพี่เลี้ยง มีหน้าที่ ในการดูแล เหมือนกับเป็นพี่ใหญ่ให้กับสภาผู้แทนราษฎร และขณะนั้นผู้ที่เข้ามาดํารง ตําแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหลายซึ่งเป็นผู้มีความรู้ ความชํานาญในวิธีการหรือกิจการต่าง ๆ อันจะยังประโยชน์ให้กับการปกครองแผ่นดิน ที่พระมหากษัตริย์ทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ก็ไม่ได้มีการวิ่งเต้นหรือใช้เส้นสายเข้ามาเลย แต่ท่านทําหน้าที่ของท่านมาอย่างดี ประธาน วุฒิสภาคนแรกคือนายวิลาศ โอสถานนท์ ก็ดี หรือมือระดับท่านอาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ ก็เคยเป็นประธานวุฒิสภา และเป็นที่ยอมรับว่าเป็นสภาอันเป็นพี่เลี้ยง เป็นสภาอันเป็นหลัก ของสถาบันการเมืองในระบอบประชาธิปไตยในรัฐสภาของเราได้ ฉะนั้นเราจะเห็นว่าในการ เลือกตั้งนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ มันมีเพิ่งเปลี่ยนมาในปี ๒๕๔๐ ซึ่งผมจะไม่เข้าไป ในรายละเอียด และเรารู้ว่าจริง ๆ ปี ๒๕๔๐ ถึงแม้ว่าจะเป็นผู้ที่มีความสามารถอะไรก็ตาม แต่การเลือกตั้งเรายอมรับไหมว่ามันก็มีปัญหา มีการกล่าวหากันเรื่องมากมายในหลายเรื่อง หลายราวซึ่งผมจะไม่เข้าไป แต่เราเห็นว่าการแก้ไขในช่วงเวลานั้นนี่ครับจากการแต่งตั้ง มาเป็นเลือกตั้งเราก็พบว่ามันค่อนข้างจะมีอุปสรรค มีปัญหาพอสมควร สิ่งสําคัญที่สุดก็คือ ผมยอมรับว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มันเป็นปัญหาสําคัญ การเลือกสรร ส.ว. ในปี ๒๕๕๐ ซึ่งขออนุญาตที่แสดงความคิดเห็นต่อท่านสมาชิกซึ่งเป็น ส.ว. ในขณะนี้และท่านก็มาจาก รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ผมคิดว่าเรื่องนี้ก็ต้องขอแสดงความคิดเห็นด้วยความระมัดระวัง รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ จากคณะรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ได้มาออกแบบเรื่องของ ส.ว. เป็นการผสม คือเลือกตั้งโดยตรงครึ่งหนึ่ง โดยอ้อมคือสรรหาครึ่งหนึ่ง แล้วก็มีข้อห้าม ก็คือห้ามบุพการี คู่สมรส หรือบุตรของ ส.ส. หรือผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองเป็นสมาชิก วุฒิสภาทั้ง ๒ แบบในภาพรวม ซึ่งตรงนั้นสิ่งที่เห็นได้ชัดอย่างหนึ่งก็คือมันสามารถที่จะลบ สภาพผัวเมียออกได้อย่างสิ้นเชิง แต่ความจริงที่พวกเราต้องยอมรับกัน ท่านประธานที่เคารพ สิ่งที่มีการพูดกันเท็จจริงเป็นประการใดผมก็ไม่ทราบ ประเด็นที่เขามีการพูดว่ากล่าวกันก็คือ เขาบอกว่าข้อด้อยของ ส.ว. ที่มาจากการสรรหาครึ่งหนึ่ง ด้วยความเคารพต่อท่าน ส.ว. ที่มา จากการสรรหานะครับ ก็มีการกล่าวกันว่าการที่จะให้เพียงแต่ท่านผู้อาวุโสของบ้านของเมือง กรรมการสรรหา ๗ คน หรือที่เรียกกันว่า ๗ อรหันต์ มันมีปัญหาก็คือไม่มีการยึดโยงกับ ประชาชนแต่อย่างใด เป็นปัญหาว่าท่าน นี่เขานินทากันนะครับ ผมไม่ได้กล่าวว่าใครว่า แต่กําลังจะบอกว่ามันเป็นปัญหาก็คือมีการเลือกที่มันไม่ก่อให้เกิดเห็นถึงความโปร่งใส เพียงพอความชัดเจนในการที่จะทําให้ได้บุคคลที่เหมาะสมเข้ามามันยังไม่ถึง แล้วสิ่งที่มันเป็น จุดด้อยประการสําคัญก็คือในรัฐธรรมนูญเองนี้นะครับ บุคคลที่มีหน้าที่เป็นกรรมการสรรหา ๗ ท่าน ก็เป็นบุคคลที่วันหนึ่งท่านมีสิทธิที่จะถูกถอดถอนจาก ส.ว. ที่ท่านเลือกเข้ามาได้ ซึ่งตรงนี้มันเป็นประเด็นที่ว่าแท้จริงแล้วการออกแบบมาอย่างนั้นมันใช่หรือไม่ใช่ วันนี้ในประเทศไทยมีบรรยากาศเรื่องของการทํางานของท่านสมาชิกวุฒิสภา ของ ส.ส. สภาผู้แทนราษฎรที่ผมอยากจะเรียนว่าสถานการณ์อย่างนี้มันเป็นสถานการณ์ชั่วคราวที่มัน เกิดขึ้นในยามที่บ้านเมืองกําลังอยู่ถึงจุดเปลี่ยนผ่านในหลาย ๆ เรื่อง และผมคิดว่าวันนี้ถ้าเรา จะมาคิดกันว่าอันนี้คือบรรยากาศที่แท้จริง แล้วจะดํารงอยู่ตลอดไป เราจึงมาออกแบบ การเลือกตั้ง ส.ว. เสียใหม่นี่ โดยให้มาจากการเลือกตั้งอย่างเดียว ผมไม่เห็นด้วย ท่านประธานครับ ผมได้มีการขอสงวนความเห็นไว้ในมาตรา ๑๑๒ นะครับ ท่านสมาชิก สามารถดูได้ในมาตรา ๑๑๒ ที่ผมขอสงวนแล้วก็ขอแก้ไขไว้นะครับ มาตรา ๑๑๒ ผมได้เสนอ ขอแก้ไขในส่วนของการเลือก ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งโดยอ้อมแต่ละจังหวัด โดยให้มีคณะ ผู้เลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาโดยทางอ้อมคณะหนึ่ง ซึ่งท่านทั้งหลายอ่านนะครับ ตรงนี้ผมได้ เสนอว่า แทนที่ว่าประเทศไทย เห็นว่าบ้านเมืองกําลัง การเลือกตั้ง ส.ว. ที่ผ่านมา ส.ว. จาก การสรรหามีปัญหา เพราะว่ามีการเลือกเพียงแค่ ๗ อรหันต์นี่ ผมก็เปลี่ยนใหม่ครับ ผมสร้าง อรหันต์มาหลายท่าน อรหันต์ประมาณ ๕๐ ท่าน ซึ่งผมคิดว่าไม่ง่ายในการที่จะมีการขอกันได้ วิ่งเต้นกันได้ ที่เขานินทาว่ากล่าวกันว่ามีการวิ่งเต้นกัน ใช้งบประมาณกัน ซึ่งผมไม่เชื่อว่า มันจะมีจริงนี้นะครับ แต่ในที่สุดคํากล่าวหา การครหานินทานั้นควรจะต้องหมดไป เพราะถ้า มีอรหันต์จํานวนมากมาย วิ่งก็วิ่ง ดู ๕๐ อรหันต์ ได้ไหม ผมว่ามันยากกว่า ๗ คน เพราะฉะนั้น ผมเลยเสนอไปในมาตรา ๑๑๒ ว่าให้มีคณะกรรมการในการสรรหา เป็นการเลือกตั้งโดยอ้อม เป็นคณะเหมือนอิเลคโทรอล คอมมิตตี (Electoral Committee) ของสหรัฐอเมริกานะครับ ในการหาวิธีการในการที่จะดําเนินการในการไปสรรหาเลือกตั้งมาจากบุคคลทั้งหลาย ที่ไปสมัครแต่ละจังหวัด คัดบุคคลที่ดีที่สุดโดยคนประมาณ ๕๐ คนที่ผมได้เสนอตําแหน่งนี้ เข้าไป เพราะฉะนั้นผมคิดว่าถ้าตรงนี้มันสามารถที่จะดําเนินการ ท่านได้เห็นควรว่าเห็นสิ่งที่ ผมได้เสนอมาแล้วมาแล้วเป็นประโยชน์กับบ้านเมือง ผมก็อยากจะให้ท่านสมาชิกได้ช่วย สนับสนุนร่างพระราชบัญญัติที่ผมได้มีการสงวนความเห็นและได้ขอแก้ไขอย่างที่ปรากฏอยู่ใน เล่มทั้ง ๒ เล่ม ทั้งหน้า ๒๐ และหน้า ๔๐ ซึ่งผมคิดว่า แล้วหลังจากนั้นก็มีอีกหลายมาตรา ซึ่งผมคิดว่ามันน่าจะเป็นประโยชน์นะครับ ผมว่าวันนี้เป็นเรื่องสําคัญแล้วครับ ที่พวกเราเอง ต้องคิดกันว่าพวกเราทั้งหลายจะมาคิดจะสถาปนาประเทศ สถาปนาอํานาจบริหารเหล่านี้ ได้อย่างไร ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ควรที่จะต้องไปคิดกัน ผมอยากจะฝากไปยังทางสมาชิก ทุกท่านว่าวันนี้บ้านเมืองของเรามันมีเรื่องอันสําคัญ มีเรื่องอันจําเป็นมากมายที่จะต้อง ร่วมกันทํา และผมคิดว่าอํานาจสําคัญที่สุดของเราที่ เราควรจะต้องมีก็คือเรื่องของการที่ทั้ง ๒ สภา ในการที่จะร่วมกันบูรณาการทํางานร่วมกันในการปฏิรูปกฎหมายที่เป็นประโยชน์ ในของบ้านของเมืองและผมคิดว่าสิ่งที่เรากําลังจะทํากันด้วยความเคารพต่อความเห็นของ ท่านที่ได้เสนอออกความเห็น และเสนอร่างพระราชบัญญัตินะครับ ผมว่าวันนี้ประเทศไทย มีกฎหมายอันสําคัญที่น่าจะต้องมีการแก้ไขปรับปรุง สําคัญยิ่งกว่าการที่เราจะมาแก้ไข รัฐธรรมนูญกัน เมื่อวานพรรคภูมิใจไทยได้มีการจัดสัมมนาเรื่องของกฎหมายธุรกิจที่เป็น อุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจของภาคเอกชน ได้รับความสนใจมาก แล้วผมว่าร่างกฎหมาย ฉบับเหล่า ๆ นั้น น่าจะแก้ไขให้เป็นประโยชน์กว่า บางท่านผู้อาวุโสบางท่านบอกว่า วันนี้ ประเทศไทยน่าตกใจมากพอบอกว่าปี ๒๕๕๘ เรากําลังจะเข้าสู่เออีซี (AEC) นี่นะครับ เราเข้าสู่ ประชาคม เราต้องเตรียมตัวให้พร้อม ผมว่าการเตรียมตัวให้พร้อม ประเทศไทยไม่จําเป็นที่จะต้องเตรียมตัวที่จะทํารัฐธรรมนูญ ให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้งโดยตรงนะครับ ทํากฎหมายที่ดี เตรียมบุคลากรให้พร้อม สําคัญยิ่งกว่าอื่นใดครับ ผมไม่คิดว่าวันนี้รัฐธรรมนูญแก้มาแล้วจะทําให้บ้านเมืองของเรา ดีขึ้นได้หรือครับ เพียงแต่ร่างฉบับนี้จะก่อให้เกิดเหตุการณ์สําคัญก็คือในอนาคต ซึ่งผมคิดว่า มันจะเป็นวิกฤติของบ้านเมืองหรือเปล่า ก็คือว่าถ้าถึงเวลานั้นจะมีการแทรกแซงการใช้ อํานาจของวุฒิสภาอย่างมากมาย จากพรรคการเมืองที่แอบส่งผู้สมัคร ส.ว. เข้าไปประกวด ท่านสั่ง ส.ว. ได้ ฝ่ายบริหารสั่ง ส.ว. ได้ สภาร่างเทคโอเวอร์ ทํางานร่วมกับ ส.ว. ในลักษณะ ของการแบ่งปันผลประโยชน์กัน ผมคิดว่านั่นคือวิกฤตทางการเมือง วิกฤตของประเทศ ซึ่งผมว่าไม่ควรที่จะให้มันเกิดขึ้นครับ กระผมจะขออนุญาตกราบเรียนต่อท่านประธาน โดยเหตุผลดังกล่าวแล้วขอฝากให้ท่านสมาชิกทั้งหลายด้วยสนับสนุนสิ่งที่ผมได้สงวน ความเห็นไว้ด้วยครับ ขอบพระคุณครับ
ท่านสมาชิกครับ ก่อนจะถึง ท่านสุรเชษฐ์ ผมขอความร่วมมือ ขอจากท่านสมาชิกนะครับ เนื่องจากว่ายังมีคนรอคิว ที่จะต้องขอแปรญัตติสงวนความเห็นและอภิปรายอีกเยอะนะครับ เพราะฉะนั้นขอให้ทุกท่าน ท่านได้เข้าประเด็นเพื่อให้เป็นไปตามข้อบังคับการประชุม คือท่านสงวนความเห็นหรือว่า แปรญัตติอย่างไรท่านอธิบายนะครับ ถ้ากรรมาธิการแก้ไข อย่างเช่น มาตรา ๒ วรรคหนึ่ง กับวรรคสามนี้เขาแก้ไขอย่างไรท่านก็อภิปรายนั้นนะครับ ขอความร่วมมือนะครับ เพื่อจะได้ ให้คนอื่นไม่ต้องนั่งรอนาน เชิญท่านสุรเชษฐ์นะครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายสุรเชษฐ์ แวอาแซ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดนราธิวาส ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้บรรยากาศผมคิดว่าเป็นปกติแล้วก็ดีมาก ซึ่งต่างจากเมื่อวาน ก็เหตุผลนิดเดียวและครับ ถ้าหากว่าประธานทําหน้าที่ในลักษณะ อย่างวันนี้มันก็ไม่เกิด ผมหนึ่งในบุคคลที่ไม่มีสิทธิในการอภิปรายก็คือ ๕๗ คน ผมไม่ทราบว่า ที่ผมเสนอหรือว่าแปรญัตติมานั้นไปผิดหลักการของประธานหรือคณะกรรมาธิการชุดนี้ ซึ่งปกติแล้วเราก็ถือปฏิบัติกันมาอย่างนี้ ในเมื่อเรามีความเห็นที่แตกต่างกันอยู่ในระหว่าง การพิจารณาของกรรมาธิการนั้นเรามีสิทธิที่จะแสดงความเห็นได้ เมื่อเราให้รายละเอียดต่อ กรรมาธิการ กรรมาธิการไม่เห็นด้วยผมก็มีสิทธิที่จะสงวนมาพูดในสภาได้ เพื่อที่จะมาแสดง เหตุผลที่จะให้เพื่อนสมาชิกในสภาแห่งนี้ จากการโน้มน้าวของผมทําให้เขาได้คล้อยตาม และลงมติตามคําแปรญัตติของผม สภาก็จะเกิดกฎหมายที่มีประสิทธิภาพและได้ประโยชน์ ที่สูงสุดจากการยอมรับของบรรดาสมาชิกรัฐสภา แต่นี่เล่นเอาลักษณะที่ว่าต้องการที่จะ พิจารณาอย่างรวบรัด เร่งรีบ ในเมื่อทราบอยู่แล้วว่าผู้ที่ไม่เห็นด้วยหรือผู้ที่สงวนคําแปรญัตติ ส่วนใหญ่ก็เป็นผู้มีเสียงข้างน้อยของสภา ก็พยายามที่จะตัดทอนไม่ให้บรรดาผู้ที่แปรญัตติ ที่ไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการชุดใหญ่ตัดสิทธิในการที่จะอภิปรายหรือให้เหตุผล เมื่อวาน ถ้าหากว่าท่านประธานเปิดโอกาสให้พวกผม ๑ ในจํานวน ๕๗ คน แล้วผมก็เชื่อว่าในจํานวน ๕๗ คน เขาไม่ได้เรียกร้องหรือต้องการที่จะอภิปรายทุกคนหรอกครับ เช่นเดียวกันในมาตราที่กรรมาธิการเห็นว่าขัดหลักการนี้ผมเสนอไป ๕ มาตรา ขัดหลักการ ๔ มาตรา เหลือมาตราเดียว แต่ถ้าหากว่าเมื่อวานนี้เปิดโอกาสให้ผม ผมได้แสดงความเห็น อาจจะอภิปรายแค่ ๒ มาตราก็ได้ มันไม่ต้องยืดเยื้อ ภาพลักษณ์ของสภาก็ไม่ต้องเกิดความ เสียหายเหมือนอย่างที่ปรากฏ และวันนี้ใครรับผิดชอบล่ะครับ วันนี้แน่นอนพี่น้องประชาชน รู้สึกไม่แตกต่างกันหรือครับกับพวกเราที่อยู่ในสภาแห่งนี้ซึ่งมันไม่น่าจะเกิดขึ้น แต่ก็จําเป็น ที่จะต้องเกิด เพราะสภากําลังจะใช้วิธีการเผด็จการรัฐสภา ก็คือจะใช้เสียงข้างมากลากไป ถูไปชัดเจน เมื่อวานนี้ลงมติ ผมไม่ทราบว่าผู้ที่ลงมติเห็นพ้องไปตามหรือว่าสนับสนุนกรรมาธิการ เมื่อวานนี้ใช้เหตุผลอะไรว่าจะขัดหรือไม่ขัด เห็นลงมติกันเป็นเอกฉันท์ ผมถามว่าผู้ที่ลงมติ เมื่อวานนี้ใช้เหตุผลอะไรในการตัดสินใจไม่ทราบ เมื่อประธานหรือว่าข้อตกลงของกรรมาธิการ หรือว่าในพรรคบอกว่าให้ลงมติอย่างไรก็ต้องลงมติอย่างนั้น นี่ละครับถึงบอกว่าถ้าหากว่า เราใช้วิธีการเผด็จการรัฐสภา กฎหมายที่จะออกจากรัฐสภาหรือสภาอันทรงเกียรตินี้ จะศักดิ์สิทธิ์หรือ มันก็ไม่ศักดิ์สิทธิ์ครับ ผมเชื่อว่าในซีกของฝ่ายเสียงข้างมากก็มีหลายคนที่ คุ้นเคยแล้วก็เพื่อนรักกันเขาก็มีความรู้สึกว่าอึดอัดใจ ทั้ง ๆ ที่เขาก็ไม่เห็นด้วย ลักษณะ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ออกมาลักษณะที่จะให้มีการเลือกตั้งอย่างเดียว ซึ่งมันก็ไม่แตกต่างกับ ที่มาของ ส.ส. ซึ่งสภาทั้งสองสภามีลักษณะเดียวกัน และถามว่าประโยชน์ของสภาสองสภา ที่เหมือนกัน เพียงไปแตกต่างในเรื่องของวาระเท่านั้น เลือกตั้ง ส.ส. จะมีวาระในการดํารง ตําแหน่ง ๔ ปี แต่ ส.ว. ดํารงตําแหน่งได้ ๖ ปี ไปแตกต่างในเรื่องวาระ แต่ที่มาเหมือนกัน ใช้เหตุผลอะไร และที่มา ส.ส. ตั้ง ๒๐๐ คนนี้ใครคิด คิดอย่างไรถึงได้ ๒๐๐ คน ซึ่งผม ไม่เห็นด้วย ให้คงไว้จังหวัดละ ๑ คน และยังเห็นถึงสาระสําคัญของผู้ที่จะดํารงตําแหน่งเป็น สมาชิกวุฒิสภาเพราะสมาชิกวุฒิสภานั้นเรายกย่องให้เกียรติเป็นสภาสูง สภาผู้แทนราษฎร เป็นสภาล่าง เรื่องราวทั้งหมดให้สภาล่างเป็นผู้พิจารณาก่อนแล้วก็ส่งไปให้สภาสูงพิจารณาว่า เห็นด้วยหรือไม่ อะไรที่จะต้องทบทวน อะไรที่จะต้องแก้ไขเพื่อให้เป็นกฎหมายที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นกฎหมายที่เกิดประโยชน์ต่อสังคม ประเทศชาติ แต่ถ้าหากว่าที่มาเหมือนกัน แล้วก็ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณสมบัติที่เราไม่ได้ไประวัง หรือว่าไม่พิจารณาอย่างรอบคอบ แล้วเราได้ สภาสูงที่ด้อยกว่าสภาล่าง ผมถามว่าในการกลั่นกรองกฎหมายมันจะมีประสิทธิภาพหรือ ผมไม่ทราบว่าคณะกรรมาธิการที่ได้เป็นตัวแทนของสภาไปพิจารณาในวาระแรก และส่งมา ให้สภามาพิจารณาในวาระที่สอง และวาระที่สามนี้ทําตามใบสั่งหรือว่าคิดด้วยเหตุผล ผมไม่เชื่อว่าถ้าหากว่าจะใช้ดุลยพินิจ ด้วยความคิด ด้วยอิสระทําตามใบสั่งหรือว่าคิดด้วย เหตุผล ผมไม่เชื่อว่าถ้าหากว่าจะใช้ดุลยพินิจและความคิดด้วยอิสระของกลุ่มบรรดา คณะกรรมาธิการไปพิจารณาและกลับมาเป็นรูปแบบอย่างนี้ ผมไม่เชื่อ แน่นนอนต้องเป็น ใบสั่ง ผมอยากทราบว่าใบสั่งผู้ที่สั่งให้กระทําอย่างนี้เป็นใคร เพื่ออะไร อยู่ ๆ เข้ามาก็เอา ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่มาของ ส.ว. นี่จะต้องรีบเร่งจะต้องรวบรัด พิจารณาให้ผ่านโดยเร็ว สําคัญยิ่งกว่างบประมาณแผ่นดินด้วยซ้ําไป สําคัญยิ่งกว่างบเงินกู้ที่รัฐบาลนี้กําลัง ให้ความสําคัญที่จะต้องไปกู้ยืมมา ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แค่ที่มาของ ส.ว. นี่
ท่านสุรเชษฐ์ครับ มีผู้ประท้วงท่านครับ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอ ประท้วงผู้กําลังอภิปรายในข้อ ๔๓ ไม่ได้อยู่ในประเด็น ผมก็นั่งฟังตั้งนานนะครับท่านประธาน ท่านก็ยังไม่เข้าเรื่องว่าท่านแปรอะไรนะครับ อันนี้เป็นวาระที่สอง เรื่องที่ผ่านมาแล้วก็พูดกัน อยู่นั่นละครับท่านประธาน ท่านประธานช่วยใช้ข้อบังคับ ข้อ ๕ นะครับ ขอขอบพระคุณครับ
ท่านสุรเชษฐ์ครับ เอาเข้าประเด็นหน่อยนะครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ ก็ต้องขอขอบคุณผู้ที่ประท้วงว่าไม่ได้อยู่ในประเด็น ผมก็อยากจะให้ผู้ประท้วงอ่านข้อบังคับ แล้วไปดูในคําแปรญัตติ ว่าผมได้แปรญัตติอย่างไร และขณะนี้ที่ผมพูดนี่มันพูดเรื่องอะไรอยู่ ถ้าคิดจะประท้วงเบรกผมเท่านั้นก็ดี ก็ต้องขอขอบคุณให้โอกาสจังหวะให้ผมได้หายใจ ท่านประธานครับ ถ้าผมมีข้อเสนอว่าการที่จะให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ฉบับแก้ไขนี้ให้ผ่าน โดยรวดเร็ว ผมไม่แน่ใจว่าที่เร่งรัดต้องการที่อยากจะให้ได้มากฎหมายฉบับนี้ เพื่อต้องการที่จะ ไปพิจารณางบเงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทด้วยหรือเปล่า ผมไม่ทราบ เพราะฉะนั้นผมถึงได้ ตั้งข้อสังเกตไว้ว่าที่มาของการร่างกฎหมายฉบับนี้ แน่นอนไม่ใช่เป็นความคิดอิสระและเหตุผล ของคณะกรรมาธิการโดยตรง ไม่อย่างนั้นเหตุการณ์เมื่อวานนี้จะไม่เกิดขึ้นแน่นอน ถ้าหากว่าเป็นลักษณะของการเสนอกฎหมายปกติทั่งไป เพราะการเสนอกฎหมายปกติทั่วไปนั้น ใช้หลักการและเหตุผลจากบุคคลที่อยู่ในสภาแห่งนี้ เราสามารถที่จะตกลง ลงเอยกันได้ แต่อันนี้ในสภานี้ที่แปลกใจที่สุดก็คือว่า ในซีกของฝ่ายตรงข้ามกับผมนี้ ถึงแม้ว่าในใจไม่เห็นด้วย แต่ไม่มีสิทธิที่จะพูด ไม่มีสิทธิที่จะอภิปราย พวกผมที่อยู่ในซีกของฝ่ายค้าน แล้วก็ ส.ว. บางท่านต้องมาแบกภาระ ต้องมาอภิปรายแทนเพื่อสะท้อนให้เห็นเหตุผล ข้อดีข้อเสียของ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ รวมถึงการบริหารของฝ่ายรัฐบาลก็เช่นเดียวกัน เมื่อซีกส่วนข้างมาก ไม่สามารถที่จะอภิปรายท้วงติงได้ พวกผมต้องทําแบกภารกิจอันนี้ อย่ากล่าวหาว่าฝ่ายค้าน ทําหน้าที่คอยทําลายหรือว่าคัดค้านทุกเรื่อง ผมคิดว่าสังคมสามารถที่จะติดตาม และตรวจสอบได้ว่า การทําหน้าที่ตรวจสอบฝ่ายบริหารก็ดี หรือถ่วงดุลในเรื่องของ การพิจารณากฎหมายในสภาก็ดี ถ้าไม่มีฝ่ายค้านลักษณะอย่างนี้ ผมถามว่ากฎหมายเถื่อน กฎหมายเผด็จการ กฎหมายที่อยุติธรรมจะเกิดในสภาแห่งนี้ไม่รู้กี่ฉบับ เพราะฉะนั้น ท่านประธานครับ สําคัญเพราะว่าสภาสูงนั้นก็คือสภาของ ส.ว. ในอดีตเราเรียกว่า สภาสูงบ้าง เราเรียกว่า สภาพี่เลี้ยงบ้าง
ท่านสุรเชษฐ์หยุดนิดเดียว เชิญท่านวิชาญครับ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม วิชาญ มีนชัยนันทน์ ฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ขออภัยท่านสุรเชษฐ์นะครับ นิดเดียวครับ คือในส่วนของข้อบังคับการประชุม ข้อ ๔๓ คือพี่สุรเชษฐ์ ด้วยความเคารพส่วนตัวก็เข้าใจกันดีครับ แต่คําว่า ฝ่ายซีกนี้ คือพวกผม ไม่สามารถที่จะอภิปรายได้ ถึงแม้ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย แต่จริง ๆ แล้วข้อกฎหมาย ฉบับนี้ รัฐธรรมนูญพวกผมลงชื่อให้มีการแก้ไข แสดงว่าเห็นด้วย แล้วก็ที่ไม่อภิปราย เพราะเห็นว่าที่มอบหมายให้ทางกรรมาธิการไปแก้ไขเข้ามาสู่วาระที่สองเราก็เห็นชอบด้วย ฉะนั้นไม่ใช่บอกว่า เราไม่อยากอภิปรายนะครับ เราเห็นด้วยเราก็เลยไม่ใช้สิทธิตรงนั้น ฉะนั้น ก็ขออนุญาตบันทึกไว้ก็แล้วกันครับว่า ในส่วนของฝ่ายรัฐบาล ถ้าส่วนไหนที่เราไม่เห็นด้วย เราจะใช้สิทธิอภิปราย แต่ส่วนที่เรายังเห็นด้วย เราก็คงจะสงวนโดยไม่ใช้สิทธิตรงนั้นครับ ขอบคุณครับ
บันทึกไว้แล้วกันนะครับ ท่านต่อแล้วกัน ท่านสุรเชษฐ์ต่อนะครับ
ขอบคุณครับ ก็ไม่ได้ประท้วง เพียงแต่ว่าผมไปพาดพิงว่าฝ่ายซีกของรัฐบาลนั้นไม่ได้ใช้สิทธิของการอภิปราย ว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเกิดประโยชน์แล้วก็ความเสียหายอย่างไรนะครับ แต่ว่าก็ เป็นฝ่ายเสนอ เป็นผู้เสนอร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็ต้องขอขอบคุณ ผมเองก็ไม่ได้บอกว่า คัดค้านในระบบของการเลือกตั้ง แต่ว่าควรที่จะใช้เหตุผลให้เหมาะสม ให้สอดคล้องกับ ข้อเท็จจริง เพราะโดยเฉพาะอย่างยิ่งอย่างที่ผมได้เรียนว่าสมาชิกวุฒิสภานั้นเราเรียกว่า สภาสูง สภาพี่เลี้ยง เพราะฉะนั้นผู้ที่จะเป็นสมาชิกของสภาสูงหรือสภาพี่เลี้ยงจะต้องมีความรู้ ความสามารถที่ทางสภาล่างจะต้องยอมรับได้ ผมไม่เชื่อว่าระบบการเลือกตั้งที่ร่างฉบับนี้ ให้ความสําคัญ ในที่สุดหากว่าผ่านการเลือกตั้งแล้วบุคคลที่จะเป็น ส.ว. ที่จะมากลั่นกรอง คนที่จะมาเป็นพี่เลี้ยงให้กับสภาผู้แทนราษฎรจะฉลาดกว่าผม จะดีกว่าสภาผู้แทนราษฎร เพราะฉะนั้นบุคคลที่จะมาเป็น ส.ว. ในอนาคตมันไม่ใช่จะต้องมาโดยวิธีการเลือกตั้ง ในลักษณะเดียวกับ ส.ส. มันควรที่จะต้องมีในลักษณะพิเศษบ้าง ผมถึงได้แปรญัตติว่า ที่มาของ ส.ว. เราสนับสนุนว่าจะต้องมาจากการเลือกตั้ง แต่ควรที่จะมาจากการเลือกตั้ง จังหวัดละ ๑ คนเท่านั้น ส่วนจํานวนผมไม่สนับสนุนหรอกครับว่า ส.ว. ในอนาคตจะต้องมีจํานวนมากกว่าในปัจจุบันนี้ ผมไม่ทราบว่าจํานวนหรือตัวเลข ๒๐๐ คนที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเอามาจากไหน คิดได้อย่างไร ผมยังยืนว่า ส.ว. ที่จะมี สมควรที่จะอยู่ ที่จะมีจํานวนไม่เกิน ๑๕๐ คน ถ้าหากว่า เลือกตั้งไว้จังหวัดละ ๑ คน ส่วนที่เหลือก็มีท่านสมาชิกหลาย ๆ ท่านได้เสนอแนะว่าวิธีการ ได้มาอาจจะเลือกตั้งโดยทางอ้อมหรืออย่างไรก็สุดแล้วแต่ แต่ให้มีในฐานะที่จะเป็น ผู้ทรงคุณวุฒิ ที่มีความรู้ความสามารถเฉพาะด้าน ต้องมี ไม่ใช่ว่าจากการเลือกตั้ง มาแล้ว ขึ้นไปนั่ง ท่านต้องยอมรับความจริง วันนี้ระบบการเลือกตั้งนั้นไม่ใช่เฉพาะแต่ ส.ส. และ ส.ว. เท่านั้น วันนี้เลือกตั้งตั้งแต่ ส.อบต. ศอ.บต ส.อบจ. สท. เลือกตั้งกันหมดครับ แต่ที่ด้อย ที่สุดก็คือว่าเลือกตั้งได้คนใหม่มาแล้วคิดอะไรก็ไม่เป็น เข้าสภาก็ตื่นแล้ว และถ้าเข้าสภานี้ ถ้าตื่นสภา ตื่นสนาม ไม่พูด ไม่คิด คิดแล้วไม่กล้าแสดงออก ผมถามว่ามีไว้ทําไม ปัจจุบันนี้ ก็พอเป็นตัวอย่างแบบอย่างที่ดี เรามี ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้ง มาจากตัวแทนของแต่ละ จังหวัด เรามี ส.ว. ที่มาจากการสรรหา จากบุคคลผู้ทรงด้วยความรู้ความสามารถเข้ามาร่วม ทํางาน แต่เกิดความขัดแย้งเพราะการเมือง อันนี้เฉพาะบางคน ไปยอมเป็นขี้ข้า ไปยอมรับใช้ กับใครบางคน ในลักษณะอย่างนี้มันถึงไม่ได้เกิดความปรองดอง อย่าว่าแต่จะไปปรองดอง คนไทยทั้งประเทศเลย เอาปรองดอง ส.ว. ใน ส.ว. จํานวน ๑๕๐ คนเสียก่อนเถอะ ถึงอย่างไรผมก็ไม่เห็นด้วยว่าที่มาของ ส.ว. จะต้องมาจากการเลือกตั้งในจํานวน ๒๐๐ คน ผมเสียดาย จริง ๆ แล้วถ้าหากว่าเหตุการณ์การอภิปรายวันนี้ อภิปรายเมื่อวานนี้ ผมคิดว่า พี่น้องประชาชนเขาจะได้ใช้ดุลยพินิจคิดตามไปด้วย แต่บังเอิญว่าภาพของสภาของเรานั้น เลอะไปหมดแล้ว เพราะนี่ละ ฝ่ายผมก็อยากแสดงออกด้วยเหตุผลว่าทําไมที่ผมต้องแปรญัตติ ลักษณะที่เป็นขัดหลักการ แต่ประธานก็ยืนยัน ดื้อรั้น ไม่ได้ ผิดหลักการไม่ให้อภิปราย ก็เลยเป็นประเด็น เสียดายโอกาส เสียดายภาพลักษณ์ของประเทศด้วย เพราะฉะนั้นเวที แห่งนี้เป็นเวทีที่เราถกเถียงกัน เราใช้เหตุผล ไม่ใช้อารมณ์ เพราะฉะนั้นผมอยากจะให้สมาชิก ทุกท่านที่อยู่ในสภาแห่งนี้ใช้หลักการและเหตุผลที่มันจะส่อก่อเกิดประโยชน์ให้กับ ประเทศชาติและพี่น้องประชาชนเป็นหลัก ไม่ใช่ให้กับใครบางคนหรือบางกลุ่ม เพราะฉะนั้น ท่านประธานครับ ในระบบของการเลือกตั้งนั้นแน่นอนครับที่จะต้องตามมาก็คือความขัดแย้ง วันนี้เรายังไม่เพียงพออีกหรือครับ ที่มีกลุ่มต่าง ๆ ออกมาสนับสนุนก็เพื่อการเมืองในการ เลือกตั้งทั้งนั้น มีโรงเรียนอะไรต่าง ๆ นานาที่เกิดขึ้นขณะนี้เพื่อต้องการช่วงชิงอํานาจ เพื่อการเลือกตั้งทั้งนั้น เรายังส่งเสริมสนับสนุนที่จะให้องค์กรสถาบันของชาติต้องมาจาก การเลือกตั้งทั้งหมดหรือ ขออนุญาตท่านประธานลองใช้ดุลยพินิจสักนิดเถอะ ใช้เหตุผล สักนิดเถอะ วันนี้ทุกคนก็ทําหน้าที่เพื่อประเทศชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ อย่าไปคิด นอกกรอบนี้เลย เพราะฉะนั้นการแปรญัตติของผมทั้งมาตรา ๑๑๑ ซึ่งผมใส่คําว่า สรรหา ซึ่งประธานกรรมาธิการบอกว่าผิดหลักการ แต่ในมาตรา ๑๑๒ ผมไม่ทราบว่าของผมไปผิด หลักการตรงไหน
ท่านสุรเชษฐ์ครับ ท่านวรชัย หรือเปล่าครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม วรชัย เหมะ พรรคเพื่อไทย จังหวัดสมุทรปราการ ผมขอให้ท่านประธาน ใช้ข้อบังคับ ข้อ ๕ ควบคุมการประชุมครับ วันนี้ท่านผู้อภิปรายได้แปรญัตติมาตรา ๓ โดยเขาบอกว่า วุฒิสภาประกอบด้วยจํานวนสมาชิกสองร้อยคน มาจากการเลือกตั้งในแต่ละ จังหวัด จังหวัดละสองคน และมาจากสรรหาเท่ากับจํานวนเข้าร่วมหักด้วยจํานวนสมาชิก สภาที่มาจากการเลือกตั้งนะครับ ที่ท่านอภิปรายนั้นท่านอภิปรายนอกเหนือจากประเด็นนี้ ที่ท่านได้สงวนคําแปรญัตติไว้ท่านครับ ขอให้ท่านควบคุมการประชุมอยู่ในกรอบด้วยครับ ท่านครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ท่านสุรเชษฐ์ เอาตามที่ท่านขอแปรญัตติไว้ก็แล้วกันครับ ท่านไม่ต้องหรอกครับ ท่านสุรเชษฐ์ต่อเลยครับ เชิญท่านสุรเชษฐ์ครับ
เพราะว่า ไปสะดุดโรงเรียนบางโรงเรียนหรือว่ากลุ่มบางกลุ่ม ผมไม่ได้พาดพิงถึงใครเลย อย่าไป ร้อนท้องกัน อย่าไปร้อน
ต่อเลยครับ
ท่านประธานครับ ก็ที่ผมได้อภิปรายถึงสาระสําคัญจริง ๆ แล้วถ้าจะอภิปรายตามคําแปรญัตติของผมนี่ ไม่กี่บรรทัดหรอกครับ แต่สิ่งสําคัญที่สุดก็คือว่าการแสดงเหตุผลให้เห็นถึงสาระสําคัญที่ผมได้ แปรญัตตินี้ให้เพื่อนสมาชิกในสภาแห่งนี้ได้มีความเข้าใจในเหตุผลของผม และอาจจะ เห็นด้วยกับแนวความคิดของผม อาจจะเสนอหรือจะสนับสนุนหรือกรรมาธิการอาจจะ เห็นด้วย ก็อาจจะมีการแก้ไขก็ได้ เพราะเหตุผลในการเสนอของผมนั้นผมเชื่อว่าทุกบรรทัด ทุกคําที่ผมได้แปรญัตติเข้ามาถือว่าเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองทั้งสิ้น ผมไม่ได้มีอะไรในใจ เพื่อใครหรือว่าผลประโยชน์จะต้องมาแลกเปลี่ยนกับผม และการเลือกตั้ง ส.ว. นี้
ประทานโทษครับ ผมไม่อยากขัดจังหวะท่านครับ ท่านสุรเชษฐ์ครับ ท่านว่าต่อเลยเพราะว่าผมมี ส.ว. อีกตั้ง ๑๐ คนที่รออยู่เวลานี้ครับ ท่านว่าต่อเลยนะครับ ถ้าท่านจะกระชับหน่อยก็จะขอบพระคุณ อย่างยิ่งเลยครับ
เอาละครับ ท่านประธานครับ ผมได้แปรญัตติไว้ ๔-๕ มาตรา เอาเบื้องต้น มาตรา ๓ ที่ผมได้แปรญัตติ ถึงในเรื่องของสาระสําคัญเกี่ยวกับที่มาแล้วก็จํานวน ก็อยากจะให้ทางกรรมาธิการ ได้ตอบด้วยครับว่า ที่มาของ ส.ว. จํานวน ๒๐๐ คน ท่านคิดได้อย่างไร ทําไมจะต้องเป็น ๒๐๐ คน แล้วท่านคิดอย่างไรว่า ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งประเภทเดียว จะไม่เกิด ความขัดแย้งแล้วก็ไม่ซ้ําซ้อนที่มาของ ส.ส. แล้วก็ทําไมวาระของ ส.ว. จะต้อง ๖ ปี เหนือกว่า ส.ส. นะครับ เพราะฉะนั้นการแปรญัตติวันนี้ผมก็อยากจะให้ท่านประธาน แล้วก็ท่าน ผู้มีเกียรติในสภาแห่งนี้ ด้วยความตั้งใจที่เสนอคําแปรญัตติมา เหตุผลก็คือต้องการที่จะ ให้ร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นกฎหมายแล้วก็เป็นรัฐธรรมนูญที่เป็นประโยชน์ต่อ บ้านเมือง ขอบคุณครับ
เดี๋ยวผมให้ท่าน ส.ว. ได้อภิปรายสักหน่อยนะครับ และเดี๋ยวกรรมาธิการค่อยตอบนะครับ เอาอย่างนี้ครับ คือมีชื่อ ส.ว. เมื่อสักครู่ก็คือท่านวีรวิท ต่อจากท่านวีรวิทก็มาท่านเกียรติศักดิ์นะครับ ท่านเกียรติศักดิ์ แล้วกลับที่ ส.ว. ถ้าผมจะขอ ส.ว. ทั้ง ๒ คนได้ไหม เพื่อไล่ให้ทันครับ ท่านจะขัดข้อง หรือเปล่า หรือว่าสลับ ๑ ต่อ ๑ เอา ๑ ต่อ ๑ นะครับ พอท่านเกียรติศักดิ์นะครับ ก็ไป ท่านสุรจิต ท่านจะได้เตรียมไว้นะครับ ถ้าอย่างนั้นเชิญท่านวีรวิทครับ
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม พลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์ สมาชิกวุฒิสภาสรรหาภาควิชาชีพ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและผู้สงวนความเห็นในกรรมาธิการนะครับ ผมอยากเรียนอย่างนี้ครับ ในเรื่องที่ผมอยากจะเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านกรรมาธิการในฐานะที่ผมเป็น กรรมาธิการเสียงข้างน้อยอยู่ในเรื่องของมาตรา ๓ ในประเด็นที่ผมอยากเรียนว่าการแก้ไข มาตรา ๑๑๑ กับมาตรา ๑๑๒ นั้นเป็นเรื่องของจํานวนและที่มาของสมาชิกวุฒิสภา ตามโครงสร้างใหม่ จากการที่ประชุมผมได้สอบถามกรรมาธิการผู้เสนอร่างว่าในการกําหนด วิธีการของที่มานั้น ทราบว่ากลับไปที่ปี ๒๕๔๐ ก็คือเป็นการเลือกตั้งทั้งหมด แต่เมื่อถามถึง จํานวนว่ามีจํานวน ๒๐๐ คน ผมก็เรียนถามว่า ๒๐๐ คนนั้นมีที่มาหรือการคํานวณอย่างไร ท่านก็บอกว่ากลับไปสู่ปี ๒๕๔๐ ผมก็เรียนว่าปกติการเลือกตั้งของปี ๒๕๔๐ นั้นใช้จํานวน สัดส่วนของประชากรโดยเอาครึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิก ส.ส. เขตนะครับจาก ๔๐๐ คน ลดลงมาเหลือ ๒๐๐ คน เพราะฉะนั้นกระบวนการที่ผมคิดว่าแนวทางที่เราจะเลือกหรือมีการ กําหนดจํานวนและที่มาของ ส.ว. นั้นเราน่าจะมีการกําหนดที่มีหลักการและมีวิธีการ และอิงวิชาการ จากการไปตรวจสอบข้อมูลทั้งหมด ความเป็นมาของสมาชิกวุฒิสภาเรา มาตั้งแต่ปี ๒๔๘๙ โดยที่มีความคิดว่าสภาผู้แทนราษฎรซึ่งแต่เดิมมี ๒ ประเภทคือประเภท ๑ กับ ๒ นั้นอาจจะไม่สามารถทํางานได้น่าจะใช้ระบบ ๒ สภา เราก็ไปจําลองแบบระบบ พาร์ลิเมนทารี ซิสเต็ม (Parliamentary System) จากประเทศอังกฤษโดยที่โครงสร้างของ การเมืองเราตั้งแต่ปี ๒๔๘๙ นั้นเราใช้สภาผู้แทนราษฎรที่มีเสียงข้างมากสามารถที่จะ เป็นฝ่ายบริหารได้ เพราะฉะนั้นโครงสร้างของการเมืองของเรา ใครที่ถือเสียงข้างมาก ในสภาผู้แทนราษฎรก็จะเป็นฝ่ายบริหาร เมื่อเป็นทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติปัญหา ที่ตามมาก็คือการดําเนินนโยบายและการออกกฎหมายต่าง ๆ ก็มีความคล่องแคล่วสามารถ ปฏิบัติตามนโยบายได้เร็ว ด้วยเหตุนี้อังกฤษเขาก็เลยมีระบบของการถ่วงดุลด้วยการใช้เฮาส์ ออฟ ลอร์ดส หรือที่เรามาแปลว่าวุฒิสภาของเราเข้ามา แต่วุฒิสภาของอังกฤษนั้นใช้การ เข้ามาจากคนหลายส่วนที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ มีจํานวนประมาณ ๑,๐๐๐ คนเศษ แล้วก็ กระบวนการในการทํางานแตกต่างกับวุฒิสภาเรา กระบวนการของวุฒิสภานั้นของประเทศ อังกฤษเขาจะมาทํางานเฉพาะในกรณีที่มีกฎหมายหรือมีเรื่องที่จะต้องศึกษาเท่านั้น แล้วจะต้องมีการสําแดงสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ทับซ้อนให้กับคณะกรรมการจริยธรรม ของวุฒิสภาประเทศอังกฤษ แล้วก็ดําเนินงานภายใต้กรอบของการทํางาน รายได้ของ สมาชิกวุฒิสภาอังกฤษนั้นจะมีเฉพาะเบี้ยประชุมเท่านั้นจะไม่มีรายได้อื่นถือว่าการเป็นเฮาส์ ออฟ ลอร์ดส ได้ยกฐานะขึ้นเป็นลอร์ดสนั้นเป็นเกียรติยศสูงสุดที่จําเป็น แล้วการเป็นลอร์ดสนั้น จะสามารถเป็นสมาชิกได้จนกว่าจะเสียชีวิต นอกจากว่าไปทําความผิดอะไรในลักษณะที่เป็น ลักษณะต้องห้าม แต่ของเราพอเข้ามาใช้ในบ้านเราก็มีพัฒนาการมาเรื่อย ๆ ในหลาย ๆ ส่วน จากที่ผมตรวจสอบมารัฐธรรมนูญและธรรมนูญที่มีการดําเนินการทางรัฐสภาของเราตั้งแต่ ปี ๒๔๘๙ จนถึงปี ๒๕๕๐ นั้นมี ๑๔ ครั้ง ผมไม่อ่านรายละเอียดถึงจํานวน แต่อยากจะเรียนว่า ในจํานวนสภาทั้ง ๑๔ ครั้ง ไม่มีสมาชิกวุฒิสภา ๗ ครั้ง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของธรรมนูญ ก็อาจจะเป็นรูปของสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือสภานิติบัญญัติจะมีอยู่ ๗ ครั้งใน ๑๔ ครั้ง ก็แสดงว่าครึ่งหนึ่งของเราไม่จําเป็นต้องมีวุฒิสภาใช้สภาเดียว การที่มีวุฒิสภาแล้วกําหนด จํานวนโดยที่ผมมองว่าเป็นเรื่องของการใช้ผู้ทรงคุณวุฒินั้น ๔ ครั้งจะมีผู้ทรงคุณวุฒิ ๘๐-๑๕๐ คน อันนี้ก็มองดูว่ากระบวนการในการที่จะดําเนินการอย่างนี้ ผู้ทรงคุณวุฒิ ที่พอเพียงในการทํางานวุฒิสภาน่าจะมีจํานวน ๘๐-๑๕๐ คน แต่มีอีก ๓ ครั้งที่รัฐสภาของเรา ใช้วุฒิสภาเป็นตัวถ่วงดุลกับสภาผู้แทนราษฎร ก็เลยเอาไปเป็นสัดส่วนกับประชากรอยู่ ๓ ครั้ง นะครับ ครั้งแรกคือเมื่อปี ๒๔๙๐ ให้มีจํานวนเท่ากับ ส.ส. เลย ทั้งนี้เพื่อให้มีการถ่วงดุลไม่ให้ สภาผู้แทนราษฎรนั้นทําอะไรตามอําเภอใจนะครับ ในปี ๒๕๑๑ ให้มีวุฒิสภา ๓ ใน ๔ ของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และในปี ๒๕๔๐ ที่ผ่านมานั้นให้มีจํานวนครึ่งหนึ่งของสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรประเภทแบ่งเขต ก็คือมี ๔๐๐ คน แล้วก็เป็น ส.ว. ๒๐๐ คน เมื่อเป็นอย่างนี้ เราก็ต้องมาสอบถามว่าสิ่งที่เราต้องการ สมาชิกวุฒิสภาของเราหรือการทํางานของวุฒิสภา เราเป็นอย่างไร ในภารกิจของวุฒิสภาจะมีลักษณะอยู่ ๓ ประการที่ทํา หน้าที่หลักก็คือ การตรวจสอบถ่วงดุลกับสภาผู้แทนราษฎรหรือฝ่ายบริหารนั่นเอง เราจะต้องตรวจสอบแล้วก็ ถ่วงดุลการทํางานเพื่อไม่ให้การทํางานของฝ่ายบริหารนั้นมีการกระทําอะไรที่มีผลกระทบต่อ เสถียรภาพและความมั่นคงของประเทศ เพราะฉะนั้นกระบวนการกลั่นกรองกฎหมายก็ดี กระบวนการตรวจสอบเรื่องของการทํางานของฝ่ายบริหารก็ดีเป็นหน้าที่ของวุฒิสภา
ประการที่ ๒ วุฒิสภาต้องการผู้ทรงคุณวุฒิที่ทําหน้าที่กลั่นกรองกฎหมาย นั่นหมายถึงว่าการกลั่นกรองกฎหมายของวุฒิสภาก็จะต้องมีผู้ทรงคุณวุฒิที่หลากหลาย ทุกสาขาวิชาชีพแล้วก็มีกระบวนการในการที่จะหาคนที่มีทั้งความรู้ ประสบการณ์แล้วก็ บุคลิกภาพและคุณลักษณะที่เหมาะสมที่จะเป็นตัวแทนในวิชาชีพได้
ส่วนหน้าที่ที่ ๓ ของวุฒิสภาที่อยู่ในปัจจุบันก็คือเรื่องของการแต่งตั้ง ถอดถอน องค์กรตามรัฐธรรมนูญและองค์กรที่กฎหมายบัญญัติ ซึ่งอันนี้เป็นสิ่งที่เพิ่มมาจากสมัย การปฏิรูปการเมืองในปี ๒๕๔๐ เมื่อมองคุณลักษณะของคนที่จะเป็นสมาชิกวุฒิสภานั้น ผมอยากจะเรียนว่าในกฎหมายเขียนว่ามีความอิสระและเป็นกลาง ในสิ่งที่ประกาศมา หรือมีการดําเนินการกันมานั้น ผมอยากสรุปง่าย ๆ อยู่ ๓ ประการ สมาชิกวุฒิสภาจะต้อง ไม่อยู่ในอาณัติของผู้ใด ซึ่งอันนี้จะอยู่ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๒ อยู่แล้ว ไม่อยู่ในอาณัติ ก็คือว่าใครจะมาสั่งไม่ได้ จะมาสั่งซ้ายหัน ขวาหันไม่ได้ จะมาบอกให้โหวตคนนี้ หรือจะมีมติ ไม่ว่าจะเป็นมติกลุ่มหรือมติของผู้ใดที่มาสั่งการสมาชิกวุฒิสภาไม่ได้ ประการที่ ๒ สมาชิก วุฒิสภาจะต้องเป็นคนที่อาจจะใจแข็งสักนิดหนึ่งครับ ขอก็ไม่ให้ การที่ขอไม่ให้นั้น คนเรามี พรรคพวกก็ดี สิ่งไหนที่ขอแล้วให้นั้นจะต้องนึกถึงประโยชน์ส่วนรวมที่เป็นประโยชน์ของชาติ เป็นหลัก ถ้าสมาชิกวุฒิสภามีพวกมากแล้วขอได้ มีการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ได้ สิ่งอันนี้ ก็จะทําให้หน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภาไม่สามารถดําเนินการได้ ในประการที่ ๓ จะต้องไม่อยู่ใน อามิสสินจ้างใด ๆจะต้องไม่ถูกซื้อ ไม่ใช่เป็นคนที่ยังเป็นผู้หิวโหยหรือเป็นผู้กระหาย นั่นคือ สมาชิกวุฒิสภาจะต้องมีฐานะทางเศรษฐทรัพย์ที่พอเพียงในการที่ไม่ต้องการสิ่งอื่นหรือถ้ามี ลักษณะของมีความเป็นอยู่ที่พอเพียง ไม่จําเป็นจะต้องหาเงินหรือรายได้อื่นพิเศษก็จะช่วยให้ การทํางานนั้นมีความอิสระและเป็นกลางได้ ด้วยเหตุนี้สิ่งที่ทํามาตลอดก็คือสมาชิกวุฒิสภานั้น จะพยายามไม่ให้มีการเกี่ยวพันกับฝ่ายบริหาร ไม่ว่าจะเป็นสภาผู้แทนราษฎร ก็คือไม่เป็น ญาติมิตร ไม่เป็นคนที่เกี่ยวพันกัน เป็นเพื่อนสนิทกันหรือมีอาณัติอะไรที่ผูกพันกัน ประการที่ ๒ คือไม่มีผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับงานที่จะทํา เรื่องนี้จะคล้ายคลึงกับวุฒิสภาอังกฤษ จะต้อง มีการสําแดงหรือมีการบอกว่าผมเป็นตัวแทนของวิชาชีพนี้ ไม่ได้มีหน้าที่จะมาต่อสู้เพื่อ วิชาชีพนี้ เป็นหน้าที่ที่จะต้องมาช่วยให้ข้อมูลกับเพื่อน ๆ อันนี้คือสิ่งที่จะต้องเป็นอุดมการณ์ ของสมาชิกวุฒิสภา
ในประเด็นสุดท้ายที่ทํามาตลอดก็คือให้สมาชิกวุฒิสภาอยู่วาระเดียว เหตุผลของ การอยู่วาระเดียวเพราะว่าจะได้ไม่ต้องมีบุญคุณหรือจะต้องมาแสวงหาหนทางที่จะอยู่ต่อไป ในรอบที่ ๒ หรือรอบที่ ๓ รอบที่ ๔ เมื่อเป็นอย่างนี้ก็เป็นแนวคิดที่จะมองว่าหลักความเป็นมา ของวุฒิสภาเป็นอย่างไร จากนั้นผมได้ไปลองตรวจสอบว่าที่มาของ ส.ว. ปี ๒๕๔๐ นั้น หลักการ และเหตุผลที่เกิดขึ้นในสมัยนั้นเกิดจากการที่ว่าสมาชิกวุฒิสภาตัวเลขที่เหมาะสมจะคล้ายกับ ที่เพื่อนสมาชิกได้เสนอไปแล้วคือสมาชิกวุฒิสภาควรจะมีประมาณ ๑๐๐ คน แต่เนื่องจาก สมาชิกสัดส่วนนั้นจะต้องคํานึงถึงอํานาจหน้าที่และการถ่วงดุลด้วย เพราะฉะนั้นตัวเลขของ จํานวนสมาชิกวุฒิสภาในปี ๒๕๔๐ นั้นถึงได้คิดตัวเลขว่าน่าจะมีครึ่งหนึ่งของจํานวน ส.ส. เขต ทั้งนี้ในหลักคิดของเมื่อตอนร่างรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ ได้มองว่าจํานวน ส.ส. นั้นไม่น่าที่จะ มีเสียงข้างมาก พรรคการเมืองที่เป็นฝ่ายบริหารน่าจะเป็นรัฐบาลผสม เพราะฉะนั้นจํานวน ๒๐๐ คนก็น่าจะเป็นจํานวนที่เหมาะสมในการตรวจสอบถ่วงดุลด้วย เพราะฉะนั้น ในกระบวนการตรงนี้ก็มีกระบวนการที่คิดว่าในการที่เราเพิ่มอํานาจถอดถอนไป วุฒิสภาก็ ไม่จําเป็นต้องมีมากนักนะครับ แต่อย่างไรก็แล้วแต่ในเรื่องของแนวคิดก็มีความคิด ที่หลากหลายว่าน่าจะมีระบบผสม กึ่งสรรหาและกึ่งเลือกตั้ง แต่ช่วงนั้นก็มองดูว่าลักษณะ ตัวแทนของจังหวัดนั้นน่าจะเป็นสิ่งที่สําคัญ อย่างไรก็ตามในส่วนที่เกิดความคิดว่าแนวคิดของ ปี ๒๕๔๐ ได้มองว่าเหตุผลที่มาเลือกตั้งครั้งนี้เนื่องจากการสรรหาหรือมีการเสนอโดย ฝ่ายบริหารนั้นมักจะเป็นการให้ตอบแทนกัน เพราะฉะนั้นกระบวนการในการจะดําเนินการ ตรงนี้ก็เป็นสิ่งที่เป็นปัญหาก่อนปี ๒๕๔๐ แต่อย่างไรก็แล้วแต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากปี ๒๕๔๐ ก็คือเราพบว่าปัญหาของปี ๒๕๔๐ นั้นเกิดสิ่งที่เป็นปัญหามากมาย สิ่งที่เป็นรายงานของ การวิจัยออกมาว่า การแต่งตั้งของปี ๒๕๔๐ นั้น ปัญหาก็คือว่าสมาชิกวุฒิสภาถูกจํากัดในเรื่อง ของการห้ามหาเสียง ทําให้เป็นจุดอ่อน ผู้สมัครรับเลือกตั้งต้องพึ่งฐานเสียงจากทาง พรรคการเมืองและนักการเมืองในท้องที่ เมื่อชนะการเลือกตั้งเข้ามาเป็นสมาชิกวุฒิสภา ก็ย่อมที่จะถูกครอบงําจากฝ่ายบริหาร จนทําให้การทํางานไม่มีอิสระอย่างแท้จริงตาม เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ นี่คือรายงานของผลการศึกษาของปี ๒๕๔๐ นะครับ
ท่านวีรวิทครับ มีผู้ประท้วง ท่านครับ ความจริงท่านวีรวิทใกล้จบแล้วกระมังครับ
ยังครับ ผมเรียนอย่างนี้ครับ ผมจะโยงมาถึงสิ่งที่ผมจะออกมาตรงนี้ครับ
ครับ เดี๋ยวท่านก้าวไปไกล เกินไปครับ คือผมไม่อยากใช้เท้าความเล่าจนผมจะจําได้หมดแล้ว เดี๋ยวท่านประท้วงอยู่ เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ขอประท้วงท่านผู้อภิปรายในข้อ ๔๓ เพราะว่าท่านผู้อภิปรายได้อภิปรายนอกเหนือจากสิ่งที่ ท่านได้แปรญัตติเอาไว้ ท่านแปรญัตติเอาไว้เพียงแค่บอกว่า ลดจํานวนสมาชิกซึ่งราษฎร เลือกตั้งจาก ๒๐๐ คน เหลือ ๑๖๐ คน แล้วก็ปรับเรื่องอายุของวุฒิสภาที่เหลืออยู่ให้ผู้ที่ เลือกตั้งเข้ามาใหม่อยู่ได้เพียงจํานวนเท่าอายุวุฒิสภาที่เหลืออยู่ ก็ขอให้ท่านประธาน ได้ควบคุมให้อยู่ในกรอบครับ ขอบคุณครับ
ท่านวีรวิทครับ ขอให้ท่าน ดูสิว่า ๒๐๐ คนเหลือ ๑๖๐ คน เหตุเพราะอะไร ลดอายุ ท่านลดเพราะอะไรครับ ท่านไม่ต้อง เท้าความมากมายนะครับ เชิญครับ
ผมเรียนท่านว่าเพื่อนสมาชิก ต้องใจเย็นครับ เป็นสมาชิกรัฐสภาไม่ใช่พูดอย่างเดียวต้องฟังเป็น สิ่งที่ผมพูดอยู่นี่จะอยู่ใน ๒ มาตรานะครับ คือมาตรา ๑๑๑ กับ มาตรา ๑๑๒
เดี๋ยวครับท่าน ท่านประท้วง อีกแล้วครับ คือเวลาประท้วงท่านก็ฟังเขานะครับ ต่างคนต่างฟังครับ เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดเชียงใหม่ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ใช้สิทธิพาดพิงครับ ผมประท้วงด้วยความเรียบร้อยแล้วก็สุภาพ ก็ขอความกรุณาท่านอย่าได้พาดพิงในสิ่งที่ผมได้ประท้วงนะครับ ท่านประธานมีอํานาจ ในการวินิจฉัย ผมถูกหรือผิดเป็นสิทธิของท่านประธาน ผมประท้วงตามข้อบังคับในเรื่องของ ท่านที่ได้อภิปรายนอกจากกรอบการแปรญัตติในมาตรา ๒ ของท่านเท่านั้นครับ ขอบคุณครับ
ผมวินิจฉัยนะครับ คือท่านจุลพันธ์ท่านประท้วงท่านวีรวิท บอกว่าขอให้อยู่ในประเด็นที่ท่านขอแปรญัตติ ก็คือจํานวนจาก ๒๐๐ คน เหลือ ๑๖๐ คน แล้วก็ลดอายุลงนี้ ท่านก็ว่าตามนั้นนะครับ ท่านไม่ต้องไปกระแหนะกระแหนอีกนะครับ ไม่อย่างนั้นก็จะเกิดอย่างนี้ เชิญท่านต่อครับ
ขอบคุณครับ พลอาอากาศเอกวีรวิท คงศักดิ์ สมาชิกวุฒิสภา ผมเรียนว่ามาตรา ๓ นั้นจริง ๆ แล้วมี ๒ มาตรา คือมาตรา ๑๑๑ กับ มาตรา ๑๑๒ การที่ผมจะพยายามพูดว่าสภาต้องใช้เหตุผลในการที่จะบอกว่าตัวเลขจาก ๒๐๐ คน มาเป็น ๑๖๐ คนนั้นมีความเป็นมาอย่างไร คือถ้าอยู่ดี ๆ ผมบอกว่าผมเป็น ๑๖๐ คนมันก็กลับเป็น สิ่งที่หลายคนไม่เข้าใจว่าสิ่งนี้เป็นอะไร แล้วขณะเดียวกันในมาตรา ๑๑๒ ผมมีคณะกรรมการ จัดทําบัญชีรายชื่อ ซึ่งทั้งหมดมีที่มาทีนี้บังเอิญในเอกสารของคณะกรรมาธิการมันแยกอยู่ ๒ ส่วน แต่จริง ๆ แล้วเป็นเรื่องที่ทางวิปได้บอกว่าน่าจะอภิปรายพร้อมกัน เพราะมันเป็นเรื่องต่อเนื่องกัน ก็เรียนให้เพื่อนสมาชิกทราบนะครับ ผมขออนุญาตต่อนิดหนึ่งว่าจากตัวเลขที่ออกมา ผมเรียนว่า ตัวเลขจากการศึกษาทราบว่าความเป็นมาของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เกี่ยวกับเรื่องวุฒิสภานั้น เป็นการมาจากที่มาและอํานาจหน้าที่ของวุฒิสภาตามร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับรับฟังความคิดเห็นของสภาร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ในจํานวนนี้เขาบอกว่าสมาชิก วุฒิสภาควรจะมี ๑๖๐ คน ผมก็เลยคิดว่าตัวเลขจากประชาชนแล้วก็งานศึกษาทั้งหมดน่าจะ มี ๑๖๐ คน เพราะฉะนั้นก็จะเรียนเป็นเหตุผลว่า ทําไมในมาตรา ๑๑๑ ผมใช้ ๑๖๐ คน เพราะอันนี้เป็นตัวเลขที่มาจากงานวิจัย แล้วรับฟังความเห็นประชาชนในตัวเลขที่เหมะสมของ จํานวนสมาชิกวุฒิสภา ในสิ่งที่ผมจะเรียนต่อไปว่า ส่วนเรื่องของการแปรญัตติในส่วนที่คําว่า เป็นถ้อยคําเท่านั้นเองว่า เพียงอายุของสมาชิกวุฒิสภาที่เหลืออยู่นั้นเป็นเรื่องของถ้อยคํา ซึ่งถ้อยคําอันนี้เป็นถ้อยคําที่อยู่ในร่างเดิม คงไม่ใช่ประเด็นที่สําคัญนัก แต่สําคัญก็คือตัวเลข ที่ผมเรียนว่าอยู่ใน ๑๖๐ คน คงจะจบในประเด็นที่ ๑ นะครับว่า ทําไม ๑๖๐ คน
ทีนี้กระบวนการที่มาของสมาชิกวุฒิสภาที่จะอยู่ในมาตรา ๑๑๒ ที่ผมจะ เรียนต่อไปนั้น ในแนวคิดเมื่อตอนปี ๒๕๕๐ นั้น มีการรับฟังความเห็นประชาชนแล้วน่าจะมี สมาชิกวุฒิสภาอยู่ ๒ ประเภท ประเภทหนึ่งก็มาจากจังหวัด แล้วอีกประเภทหนึ่งมาจาก การสรรหาจากภาควิชาการ ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาชีพและภาคอื่น ในร่างเสนอของ งานรับฟังความเห็นประชาชนนั้น ในเรื่องของการที่จะขอเป็นตัวแทนจังหวัดก็น่าจะมองว่า ขอเป็นการสรรหาด้วย โดยให้จังหวัดเป็นคนเสนอชื่อขึ้นมาให้กรรมการสรรหา แต่เรื่องนี้ เป็นเพียงแนวคิดของงานศึกษาที่รับฟังความเห็นประชาชน แต่ผลสุดท้ายทาง ส.ส.ร. ปี ๒๕๕๐ ก็ตัดสินใจว่า ตัวแทนจากจังหวัดนั้นใช้วิธีการเลือกตั้งอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน แต่ส่วนการสรรหาก็ใช้ตัวเดิม กรรมการในการสรรหาก็เป็นไปตามที่เราทราบอยู่ในปัจจุบัน ทีนี้มาถึงในส่วนที่ผมไปดูแล้วว่า วิธีการที่จะมาของ ส.ว. ที่ดีและเหมาะสมในเรื่องของ การเลือกตั้งนั้นมีงานวิจัยอยู่ชิ้นหนึ่งที่เขาเสนอว่ากระบวนการในการทํางานของสมาชิก วุฒิสภานั้นน่าจะมีคณะกรรมการสรรหา แต่ผมพยายามไม่ใช้คําว่า สรรหา ผมก็เลยใช้คําว่า คณะกรรมการเสนอบัญชีรายชื่อ คณะกรรมการจัดทําบัญชีรายชื่อนั้นจะประกอบด้วย อดีตประธานรัฐสภา อดีตนายกรัฐมนตรี อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ อดีตประธาน ศาลฎีกา และประธานองค์กรตามรัฐธรรมนูญทุกองค์กร กรรมการจัดทําบัญชีรายชื่อ ตามวรรคสามจะต้องไม่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองภายใน ๕ ปี ก่อนทําหน้าที่กรรมการจัดทํา บัญชีรายชื่อต้องไม่ถูกคําพิพากษาให้จําคุก ต้องไม่ถูกถอดถอนออกจากตําแหน่ง ทั้งหมดนี้ มาจากงานวิจัย ในส่วนของหน้าที่ของคณะกรรมการ ก็จะเสนอคนเข้ามา ๔ กลุ่ม แต่ในงานวิจัยเสนอจํานวนมากกว่านี้ แต่ผมพิจารณาแล้วว่าเพื่อให้ได้ตัวเลข ๑๖๐ คน จากบัญชีกลุ่ม ๔ กลุ่ม ใน ๔ กลุ่มนั้นก็จะคล้ายกับตัวสรรหาในปัจจุบัน แต่จะรวม ภาควิชาการกับภาควิชาชีพเข้ามาด้วยกัน เพราะฉะนั้นกลุ่มที่จะสรรหานั้นก็จะมี ๔ กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มภาครัฐ กลุ่มภาคธุรกิจและเอกชน กลุ่มภาควิชาการและวิชาชีพ และอันสุดท้ายก็คือกลุ่มภาคสังคม คณะกรรมการเสนอบัญชีรายชื่อจะดําเนินการจัดทําบัญชี เป็น ๔ กลุ่ม กลุ่มละ ๘๐ คน กลุ่มละ ๘๐ คนนั้น ก็จะเสนอโดยสํานักงานคณะกรรมการ การเลือกตั้ง เป็นหน่วยทางธุรการของคณะกรรมการจัดทําบัญชีรายชื่อ ต้องจัดทําบัญชี รายชื่อสมาชิกวุฒิสภาที่รวบรวมรายชื่อ ส่งคุณสมบัติให้คณะกรรมการภายใน ๓๐ วัน นับตั้งแต่วันที่มีเหตุเลือกตั้ง หลังจากที่ส่งแล้วให้มีการเปิดเผยชื่อองค์กร กรรมการเสนอชื่อ รวมทั้งประวัติย่อและประสบการณ์ที่เหมาะสมในการปฏิบัติหน้าที่สมาชิกวุฒิสภาต่อ สาธารณะอย่างกว้างขวาง เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบก่อนทําการเลือกตั้งไม่น้อยกว่า ๓๐ วัน หลังจากนั้นก็เข้าสู่กระบวนการที่ใช้ประเทศในการเลือก ประชาชนจะมีสิทธิเลือก ๔ กลุ่ม กลุ่มละ ๑ คน จะเป็นสิทธิ ๔ คน ทั่วประเทศ ด้วยการเลือกตั้งจากกลุ่มวิชาชีพ การกระทําวิธีนี้จะทําให้เราได้นักวิชาการที่มีความรู้ที่หลากหลายแล้วก็มาจากประชาชน ยึดโยงกับประชาชนด้วย แล้วกระบวนการตรงนี้ก็จะเป็นกระบวนการในการที่จะได้คนที่ เป็นกลาง ปราศจากความเกี่ยวพัน อย่างไรก็ตามเรื่องของคุณสมบัติตามมาตรา ๑๑๕ นั้น ผมยังมีความเห็นที่จะต้องเป็นไปตามเดิม ก็ขอไว้อภิปรายเสนอข้อคิดเห็นในเมื่อถึง มาตรา ๑๑๕ แต่กระบวนการในการที่ขอแปรญัตติในมาตรา ๑๑๑ เรื่องที่มา เรื่องจํานวน ๑๖๐ คน และที่มานั้นก็จะมีคณะกรรมการจัดทําบัญชีรายชื่อเป็น ๔ กลุ่ม กลุ่มละ ๘๐ คน เสนอให้ประชาชน ประชาชนก็จะเลือกออกมาเป็นกลุ่มละ ๔๐ คน รวมแล้วเป็น ๑๖๐ คน ส่วนกระบวนการในการที่จะมีการเปลี่ยนครึ่งหนึ่งเมื่อครบวาระครึ่งทาง อันนี้ก็เป็นรายละเอียด ที่จะต้องพิจารณาต่อไป ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ เชิญท่านเกียรติศักดิ์ ส่องแสง แล้วก็ท่านสุรจิตเตรียมนะครับ แล้วก็ท่านยุคลนะครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายเกียรติศักดิ์ ส่องแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตเลือกตั้งที่ ๕ อําเภอลําลูกกา จังหวัดปทุมธานี พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ การสงวนคําแปรญัตติตามมาตรา ๓ ผมไม่เห็นด้วยกับ หลักการของกฎหมาย ที่มาของสมาชิกวุฒิสภาหรือว่า ส.ว. ซึ่งให้ได้มาจากการเลือกตั้ง ทั้งหมดตามร่างนี้ เพราะว่ากระผมมีเหตุผลที่จะชี้แจงถึงข้อดีข้อเสียของการได้มาซึ่งตัวแทน ที่จะให้ได้ตัวแทนที่ดีของประชากร ให้สัมพันธ์กับอํานาจหน้าหน้าที่ของตัวแทน อันจะส่งผล ต่อการปกป้องสิทธิประโยชน์ของประชาชนและของประเทศชาติ ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ กระผมได้เสนอชื่อเป็นผู้อภิปรายไม่เห็นด้วยในหลักการของร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในวาระที่หนึ่งเอาไว้ แต่ผมไม่ได้ อภิปรายทําหน้าที่ตอบแทนบุญคุณเจ้านายของผมในวันนั้นนะครับ พี่น้องประชาชนซึ่งเป็น เจ้านายผม ซึ่งประกอบไปด้วยพี่น้องซึ่งเป็นคนเสื้อแดง พี่น้องเจ้านายสีอื่น ๆ ในจังหวัด ปทุมธานีคอยรับฟังอยู่ แต่ว่าท่าน ส.ว. อาวุโส ท่านดอกเตอร์ไพบูลย์ ซําศิริพงษ์ ซึ่งเป็น ส.ว. เลือกตั้งจากจังหวัดปทุมธานี ได้เสนอญัตติปิดอภิปรายไปในวันนั้น ผมเห็นว่ายังมีเพื่อน สมาชิกอีกเป็นจํานวนมาก รวมทั้งตัวกระผมด้วย ยังไม่ได้ปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน และของประเทศชาติ ผมจึงได้ลุกขึ้นเสนอเปิดอภิปรายต่อ แล้วที่ประชุมเสียงข้างมากของ สภานี้ก็ได้มีมติปิดประชุมไป ทําให้ผม ส.ส. ผู้รับใช้พี่น้องคนปทุมธานีถูกปิดปาก ประชาชน ถูกปิดหูปิดตา มาวันนี้ก็เกือบจะโชคร้ายอีกครั้ง เพราะว่าผมอยู่ในข่ายของ ๕๗ คน ดังนั้น เมื่อมีโอกาสอันดีผมจึงขอถือโอกาสนี้ชี้แจงต่อสภาครับ ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ส.ว. มีหน้าที่สําคัญอย่างยิ่งยวดในการสรรหาและแต่งตั้งบุคคลเพื่อดํารงตําแหน่งในองค์กร อิสระตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งองค์กรอิสระมีหน้าที่สําคัญในการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ ผู้ใช้อํานาจรัฐอันได้แก่ นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ปลัดกระทรวง อธิบดี ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอําเภอ ตํารวจ ทหาร หรือข้าราชการทุก ๆ คนนั่นเอง ถ้าหากผู้ใช้อํานาจรัฐดังกล่าว
ท่านเกียรติศักดิ์ครับ หยุดนิดหนึ่ง ท่านไพบูลย์ ชาวปทุมธานีด้วยกันครับ เชิญครับท่านไพบูลย์ครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ไพบูลย์ ซําศิริพงษ์ สมาชิกวุฒิสภา จังหวัดปทุมธานี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมขออนุญาตโดนพาดพิงครับ ที่ท่านผู้อภิปรายนี้นะครับ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากจังหวัดปทุมธานีท่านได้เอ่ยถึงผมว่า กระผมเมื่อวันที่ ๓ ไปปิดหูปิดตาประชาชนด้วยการ เสนอการปิดอภิปราย
ให้ท่านใช้สิทธิพาดพิงก่อน เดี๋ยวครับ ท่านเจือครับ ให้เขาอธิบายก่อนครับ ให้เขาอธิบายก่อน เดี๋ยวนะครับ อย่าเพิ่ง ให้ท่านไพบูลย์อธิบายก่อนนะครับ ไม่ใช่ครับ เมื่อสักครู่ท่านเกียรติศักดิ์บอกว่าท่านไพบูลย์ ซําศิริพงษ์
(นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ได้ยืน และยกมือขึ้น)
คุณพุทธิพงษ์ครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา ผมจะเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ โดยปกติที่เราปฏิบัติกันปกติ สิทธิพาดพิง ก็ต้องคอยให้ทางผู้อภิปรายอภิปรายจนจบ และท่านประธานจะอนุญาตให้ใช้สิทธิพาดพิง ก็ทีหลัง แต่ไม่ใช่มาครึ่ง ๆ กลาง ๆ แบบนี้ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวคิวจากนี้ไปก็จะต้องถือปฏิบัติกัน แบบนี้โดยตลอด ปกติสิทธิพาดพิงก็คอยให้จบ และท่านประธานก็วินิจฉัยว่าจะอนุญาตให้ หรือไม่ ถ้าให้ก็ให้คอยหลังจากที่อภิปรายจบ อันนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งครับ
คืออย่างนี้ครับ เอาอย่างนี้ ท่านไพบูลย์ครับ ความจริงแล้วถ้าเราพูดถึงความสงบ เมื่อสักครู่ถ้าท่านบอกว่าท่านประท้วง ผมก็จะนั่น แต่ว่าไม่เป็นไรครับ คือให้เขาพูดก่อน เพราะคุณเกียรติศักดิ์เขาไม่พูดนาน หรอกครับ แล้วท่านไพบูลย์ค่อยใช้สิทธินะครับ ท่านไพบูลย์ครับ ขอความร่วมมือนะครับ ให้ท่านเกียรติศักดิ์ เชิญครับ
ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพครับ ผม นายเกียรติศักดิ์ ส่องแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อําเภอลําลูกกา จังหวัดปทุมธานี พรรคประชาธิปัตย์ ผมกราบเรียนว่าองค์กรอิสระมีหน้าที่สําคัญในการ ตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ ผู้ใช้อํานาจรัฐอันได้แก่นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ปลัดกระทรวง อธิบดี ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอําเภอ ตํารวจ ทหาร หรือข้าราชการทุก ๆ คนนั่นเอง หากผู้ใช้อํานาจรัฐดังกล่าวใช้อํานาจรัฐเกินหน้าที่ หรือละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้อง สิทธิประโยชน์ของประชาชนที่ถูกรัฐบาลเอารัดเอาเปรียบอย่างไม่เป็นธรรม ผมมีตัวอย่าง กรณีอยู่ ๒ ตัวอย่างที่จะกราบเรียนท่านซึ่งเป็นความจริงว่ากรณีที่พี่น้องเสื้อแดงกลุ่มหนึ่ง จากจังหวัดชัยภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดกาฬสินธุ์ จังหวัดมหาสารคาม จังหวัดขอนแก่น จังหวัดเลย มาร้องเรียน ถูกนายทุนเอาเปรียบ หลอกให้ชาวบ้านนําโฉนดที่ดินมาทําสัญญา ค้ําประกันแลกกับการไปทํางานต่างประเทศ แต่นายทุนทําผิดสัญญา ส่งชาวบ้าน ไปต่างประเทศแล้ว
ขอโทษครับ ท่านเกียรติศักดิ์ เอาเรื่องรัฐธรรมนูญนะครับ เรื่องปัญหาร้องเรียนนี้ท่านอย่าเพิ่งเลยนะครับ เชิญครับ
ท่านประธาน องค์กรอิสระนะครับ ที่ผมจะพูดต่อไปนี้นะครับ ได้มาจาก ส.ว. ครับ แล้วหากว่าองค์กรอิสระ เขาจะไปทําหน้าที่ตรวจสอบอํานาจรัฐตรงนี้และครับ สัมพันธ์กันครับท่านประธาน
คือตอนนี้เรากําลังพูดถึง เรื่องที่มาของ ส.ว.
นิดเดียว ท่านประธานครับ
เราพูดถึงมาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๒ แล้วครับ ท่านเอามาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๒ เลยครับ องค์กรอิสระไม่พูดถึง นะครับ เอาเฉพาะมาตรา ๑๑๑ ที่มา ส.ว. แล้วก็เขตเลือกตั้งอะไร มาตรา ๑๑๒
ผมทราบแล้ว ท่านประธานครับ
มาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๒ ก็คือที่มาของ ส.ว. ครับ ตอนนี้ผมเชื่อมโยงเพื่อที่จะจูงใจให้ทราบว่าทําไม ผมถึงได้เสนอที่มาของ ส.ว. อย่างที่ผมได้มีเหตุผลจะกล่าวต่อที่ประชุมครับ ท่านประธาน ด้วยความเคารพท่านจริง ๆ ครับ ผมเป็น ส.ส. ใหม่ให้โอกาสผมหน่อยครับท่านประธาน ปีเดียวเองครับท่าน
เอาทีละน้อยหน่อยนะครับ แล้วชื่อคนอื่นท่านอย่าไปกล่าวถึงนะครับ เชิญครับ
มีกรณีที่ นายทุนนะครับ ได้หลอกให้ชาวบ้านเอาโฉนดที่ดินมาทําสัญญาเพื่อแลกกับการไปทํางาน ต่างประเทศ แต่ว่านายทุนทําผิดสัญญาส่งชาวบ้านไปต่างประเทศแล้วไม่ได้งานทําหรือว่า ไม่ได้รับเงินเดือนและระยะเวลาที่ไปทํางานนั้นไม่เป็นไปตามที่นายทุนได้ตกลงกับชาวบ้าน เอาไว้ เมื่อชาวบ้านกลับเข้ามาประเทศจึงไม่มีเงินเหลือสักบาท ซ้ํายังเป็นหนี้โฉนดที่ดินถูกยึด ชาวบ้านนําคดีนี้ขึ้นฟ้องต่อศาล ชาวบ้านชนะคดีแล้วหลายคดี แต่นายทุนไม่ปฏิบัติตาม คําสั่งศาล สําคัญไหมครับท่านประธาน คือไม่คืนโฉนดและชดเชยความเสียหายให้กับ ชาวบ้านตามคําสั่งศาล ชาวบ้านหวังมาพึ่งตํารวจก็ไม่จัดการให้ มาหารัฐบาลก็ยังไม่ ดําเนินการให้ จึงมาที่สภาแห่งนี้ตํารวจสภาก็ไม่อนุญาตให้ชาวบ้านเข้า ชาวบ้านจึงมา ร้องเรียนในสภาอีก ผมเองได้มีโอกาสออกไปรับข้อร้องทุกข์ของพี่น้องชาวเสื้อแดงดังกล่าว เพื่อประสานชาวบ้านเหล่านั้นเข้ามาพบท่านในสภานี้ได้ สุดท้ายเรื่องก็ยังไม่จบ ประชาชน จะพึ่งใครครับ ท่านประธาน
อีกกรณีหนึ่งครับ ชาวบ้านเสื้อแดงจากจังหวัดขอนแก่น ถูกเจ้าหน้าที่รัฐ นั่นคือนายก อบต. นํารถตัก รถขุด ไปตักไปขุดที่ดินที่นา ข้าว กล้า ไม้สวนที่ดินทํากินของ ชาวบ้าน ชาวบ้านไปแจ้งตํารวจ เจ้าหน้าที่รัฐก็ไม่ยับยั้งให้ เพราะว่าเป็นพวกพ้องของภาครัฐ เช่นกัน และผู้นําท้องถิ่นนั้นยังเป็นหัวคะแนนให้กับนักการเมืองประชาชนเดือดร้อนไม่ได้รับ ความเป็นธรรมสุดแสนระทม ผู้มีอํานาจรัฐที่ใช้อํานาจรัฐไม่เป็นธรรมไม่เป็นกลาง แล้วประชาชน ถูกเอารัดเอาเปรียบเช่นนี้ประชาชนจะได้ขอให้องค์กรอิสระ
ท่านเกียรติศักดิ์ครับ
เข้าใจแล้ว ครับท่านประธาน
ผมเตือนท่านหลายครั้งแล้ว เรื่องเอาเข้าประเด็น ประท้วงท่านอีกแล้ว มีคนประท้วงนะครับ
เข้าประเด็นแล้วครับท่านประธานครับ
ท่านพิเชษฐ์ประท้วงอะไร คืออย่างนี้ครับ ท่านเข้าประเด็นแล้วกันเขาจะได้ไม่ประท้วงจะได้เร็วขึ้นนะครับ ท่านพิเชษฐ์ ผมเตือนเขาแล้วครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมต้องประท้วงท่านประธาน ตามข้อบังคับ ข้อ ๕ ถึงแม้ว่าทางฝ่ายผมจะโอนอ่อนผ่อนตาม แล้วก็ให้โอกาสนะครับ ท่านประธานช่วยกระชับนะครับ นอกประเด็นไปมากเลยเราเสียเวลามามากแล้วนะครับ ผมประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๕ ท่านประธานต้องใช้ข้อบังคับอย่างเคร่งครัด ด้วยครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ วินิจฉัยด้วยครับ
ผมวินิจฉัยนะครับ คือข้อ ประท้วงท่าน คือผมได้เตือนท่านเกียรติศักดิ์แล้ว ท่านครับ ขอความกรุณาได้เข้าเรื่องเลย นะครับ ถ้าท่านยังไปเรื่องเสื้อแดงมาร้องเรียนหรือเรื่องร้องทุกข์ประชาชนอีกผมก็จะ ไม่อนุญาตให้ท่านพูดอีก ผมจะไปที่ท่าน ส.ว. เลยนะครับ เชิญครับ
ด้วยความ เคารพครับท่านประธานครับ เข้าเรื่องแล้วครับท่านครับ
เข้าเรื่องเลยครับ เชิญครับ
(นายอรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี ได้ยืน และยกมือขึ้น)
ไม่ต้องประท้วงแล้วครับ เข้าเรื่องครับ เชิญครับ ท่านประท้วงอะไรครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา กระผม อรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมประท้วงท่านประธานตามข้อ ๕ นะครับ ท่านประธานต้องใช้สติครับ แล้วก็รับฟังการอภิปรายของท่านดอกเตอร์เกียรติศักดิ์ซึ่งเป็น ส.ส. ใหม่ แต่ว่าทํางานอย่างดีเด่นอย่างยิ่งในสภาเขาเป็นคนมีเหตุมีผล เขาไม่ใช่คนที่พูดจา ฟุ่มเฟือยครับ เขามีที่มาที่ไปและมีบทสรุป ท่านประธานต้องอดทนครับ ท่านต้อง ไม่ลุกลี้ลุกลนกับเรื่องพวกนี้ ต้องอดทนให้เขาได้อธิบายความ ผมไม่เชื่อว่าเขาจะอภิปราย นอกเหนือจากประเด็น ท่านต้องอดทนและให้โอกาสเขาทําหน้าที่อย่างสุดกําลัง ความสามารถครับท่านประธาน
ขอบคุณครับที่ได้ท้วงผม และช่วยแนะนํานะครับ ท่านเกียรติศักดิ์ผมรู้ว่าท่านเป็นดอกเตอร์ เพราะฉะนั้นความรู้ ดอกเตอร์ ท่านกรุณานะครับ ขอเอาเข้าเรื่องนะครับ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผม สมาชิกรัฐสภาครับ กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายเกียรติศักดิ์ ส่องแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อําเภอลําลูกกา จังหวัด ปทุมธานี พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ องค์กรอิสระ ทําหน้าที่ตรวจสอบการทําหน้าที่ของภาครัฐ ให้ผู้ใช้อํานาจรัฐได้ให้ความเป็นธรรม กับชาวบ้าน ให้ประชาชนผู้อ่อนแอ ประชาชนผู้ถูกเอารัดเอาเปรียบอย่างมากมายในสังคม ปัจจุบัน ทั้งถูกเอาเปรียบจากนายทุนการเมือง ถูกเอาเปรียบจากเจ้าหน้าที่ของรัฐทั้งในอดีต และในปัจจุบัน ประชาชนคนจนมีความเจ็บปวดสุดระทมขมขื่น ถูกกดขี่ ถูกข่มเหงเรื่อยมา จึงมีความจําเป็นอย่างยิ่งที่รัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้ว่าให้มีองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมาย ให้องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญให้ได้มาจากการสรรหาและแต่งตั้งโดยสมาชิก วุฒิสภา นี่อย่างไรครับท่านประธาน องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญได้จากการสรรหา และแต่งตั้งจาก ส.ว. ดังนั้น ส.ว. ผู้ซึ่งแต่งตั้งบุคคลเข้าดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระต่าง ๆ ส.ว. ยังทําหน้าที่ลงมติถอดถอนนายกรัฐมนตรี ถอดถอนรัฐมนตรี และผู้ดํารงตําแหน่งสําคัญ ๆ อื่น ๆ อีก สมาชิกวุฒิสภาหรือ ส.ว. จึงจะต้องได้มาอย่างอิสระ ส.ว. จะต้องมีความรู้ มีความสามารถในวิชาชีพต่าง ๆ เช่น จะต้องมีความรู้ทางด้านการแพทย์ เช่น จะต้องมี วิศวกร เช่น จะต้องมีอดีตอธิการหรืออธิการบดีมหาวิทยาลัย มีนักกฎหมายระดับศาล ระดับอัยการ มีตัวแทนเกษตรกร มีตัวแทนชาวบ้านและตัวแทนองค์กรอื่น ๆ อย่างไรครับ ท่านประธานที่เคารพ ส.ว. จะต้องอิสระ มีความอิสระทางการเมือง ไม่ถูกครอบงําจาก พรรคการเมือง ไม่ถูกครอบงําจากผู้มีอิทธิพลทางการเมือง เป็นอิสระจากระบบราชการ ไม่มีญาติมีเพื่อน มีพี่มีน้องเป็นข้าราชการ มีอิสระจากธุรกิจใด ๆ ทั้งสิ้น ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ ประเทศไทยมีประชากรทั้งสิ้น ๖๕ ล้านคน ตามร่างของกฎหมายให้มี ส.ว. ๒๐๐ คน คิดเป็น ๐.๐๐๐๓ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๓๐๐,๐๐๐ คน มี ส.ว. ได้ ๑ คน การให้มีจํานวนหรือว่าจํานวนของ ส.ว. จํานวนทั้งสิ้น ๒๐๐ คนนั้นประเด็นนี้ผมไม่ได้ติดใจ แต่ประเด็นที่ผมติดใจนั้นคือการได้มาของ ส.ว. ๒๐๐ คน ส.ว. ๒๐๐ คนได้จากการเลือกตั้ง โดยตรงจากประชาชน ที่ผมติดใจนั้นผมติดใจ ส.ว. ๒๐๐ คน ได้มาจากการเลือกตั้ง เหมือนกับ ส.ส. แต่ ส.ว. และ ส.ส. ทําหน้าที่แตกต่างกันต่างหากครับที่ผมติดใจ ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ เหตุนี้เองผมจึงไม่เห็นด้วยกับการได้มาของ ส.ว. จาก การเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนทั้งหมด จากผู้มีสิทธิเลือกตั้งกลุ่มเดียวกันและมีบัญชี เดียวกันกับการเลือกตั้ง ส.ส. ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาหรือ ส.ว. เพื่อให้เป็น ส.ว. เป็นตัวแทน ที่ดีตามสัดส่วนและตามลักษณะที่แตกต่างกันของคนไทย ๖๕ ล้านคน คน ๖๕ ล้านคนนั้นไม่ได้ประกอบอาชีพเดียวกัน มีเงินเดือน รายได้ไม่เท่ากัน มีความรู้ ความชํานาญการที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งความรู้ ความชํานาญการจากทุกสาขา อาชีพ ทั้งชาวนา ชาวสวน กรรมกร พนักงาน ลูกจ้าง นักวิชาการ ผู้พิการ นักกฎหมาย อาจารย์ แพทย์ วิศวกร นักสถาปัตยกรรม สื่อมวลชน นักธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม องค์กร ต่าง ๆ ควรนําความรู้ ความชํานาญการมาใช้ในสภาแห่งนี้ตามสัดส่วน กลุ่มใดมีสมาชิกหรือมีประชากรมากก็นํามาเป็น ส.ส. มากกว่า ส่วนกลุ่มใดที่มีประชากรน้อย ก็ขอให้มีจํานวน ส.ว. น้อยลงตามสัดส่วน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ความจําเป็นในการ ได้มาซึ่ง ส.ว. จํานวน ๒๐๐ คน ผมเองนั้นมิได้ปฏิเสธการเลือกตั้ง แต่การเลือกตั้งเป็นเรื่อง ที่ง่ายมากของคนมีเงิน เป็นเรื่องที่ง่ายมากของคนที่มีอํานาจและคนโกง แต่เป็นเรื่อง ที่ยากมากของคนอ่อนแอ เป็นเรื่องที่ยากของคนจน เป็นเรื่องที่ยากมากของเกษตรกร เป็นเรื่องยากของคนพิการ นักวิชาการแพทย์และคนดี ดังนั้นจะมีการเลือกตั้งนั้นให้กําหนด ดังนั้นการได้มาซึ่ง ส.ว. จะต้องกําหนดสัดส่วนและจํานวนของกลุ่มอาชีพก่อนแล้วจึงกําหนด จํานวน ส.ว. ตามสัดส่วนของประชาชนของกลุ่มอาชีพนั้น จากนั้นจึงให้มีการเลือกตั้ง ตามสัดส่วนที่กําหนดดังกล่าว กล่าวคือ ผมมีตัวอย่างอยู่ ๔ กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ ๑ กลุ่มประชาชนทั่วไปหรือว่าเกษตรกรทั้งประเทศ ซึ่งมีทั้งสิ้นประมาณ ๓๐ ล้านคน ครึ่งหนึ่ง ของคนทั้งประเทศ ก็ให้มี ส.ว. จากประชากรกลุ่มนี้ ๑๐๐ คน เลือกโดยตรงจากประชาชน กลุ่มนี้ กลุ่มที่ ๒ ผู้พิการ ประเทศไทยมีผู้พิการอยู่ประมาณ ๓,๐๐๐,๐๐๐ คน ก็ให้ ส.ว. จากกลุ่มนี้ ๑๐ คนเป็นผู้พิการ เลือกตั้งโดยตรงจากผู้พิการ กลุ่มที่ ๓ ผู้ประกอบอาชีพครู มีข้าราชการครู ๙๐๐,๐๐๐ คน ก็ขอให้มี ส.ว. ซึ่งเป็นตัวแทนของครู ๓ คน แล้วก็เลือก โดยตรงของประชากรของครู เช่น กลุ่มที่ ๔ กลุ่มแพทย์ กลุ่มพยาบาล มีประชากรมีแพทย์ มีพยาบาลในประเทศไทย ๓๐๐,๐๐๐ คน ก็ขอให้มีแพทย์หรือว่ามีพยาบาล ๑ คนโดยการ เลือกของแพทย์และพยาบาล ท่านประธานที่เคารพครับ หากว่าประชาชนในประเทศนี้ มีหลายอาชีพก็ขอให้เขาเลือกเข้ากลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง คุณหมอเติบโตมาจากชาวนา คุณหมอ จะไปเลือกลงที่ชาวนาก็ได้ หรือชาวนามาเป็นคุณหมอ ชาวนาก็จะมาเลือกลงกลุ่มของ คุณหมอหรือว่านายแพทย์ก็ได้ ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผมมิได้ปฏิเสธสมาชิกวุฒิสภา จากการเลือกตั้งโดยตรง แต่ผมปฏิเสธสมาชิกวุฒิสภาที่จะมารับใช้และเป็นทาสของ นักการเมือง ผมปฏิเสธสมาชิกวุฒิสภาที่จะมารับใช้ผู้มีอํานาจและหาผลประโยชน์ ผมกลัวจะ ไม่ได้สมาชิกวุฒิสภาซึ่งทรงไว้ซึ่งความเป็นธรรม รักษาผลประโยชน์ของประชาชนและรักษา ผลประโยชน์ของประเทศชาติครับท่านประธาน ขอบคุณครับ
ผมให้สิทธิท่านไพบูลย์ ซําศิริพงษ์ จากจังหวัดปทุมธานีนะครับ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม ไพบูลย์ ซําศิริพงษ์ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดปทุมธานี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอใช้ข้อบังคับ ข้อ ๔๕ โดนพาดพิง ท่านผู้ที่อภิปราย ที่เพิ่งแล้วเสร็จไปนี้ ท่านได้เอ่ยถึงชื่อผม แล้วได้พูดถึงวันที่ ๓ เมษายน ที่ผมได้เสนอญัตติ ปิดการอภิปรายนั้น ว่าเป็นการปิดหูปิดตาประชาชน ผมจําเป็นต้องอธิบายในเรื่องนี้ ว่าในวันนั้น กระผมได้ต้องด้วยเหตุผลทุกประการแล้ว ที่ผมเสนอการปิดอภิปราย มิได้เจตนาที่จะปิดหูปิดตาประชาชน และวันนั้น ก็มีซีก ส.ว. บางท่าน ก็ยังไม่ได้อภิปราย เช่นเดียวกัน แต่เห็นว่าเวลาล่วงเลยมามากแล้ว ผมจึงมีเหตุผลในการที่เสนอปิดอภิปราย ในวันนั้น ในคืนนั้น มิได้มีเจตนาที่จะปิดหูปิดตาใครเลย แล้วก็ใช้ข้อบังคับอย่างถูกต้อง ทุกประการ การที่ท่านผู้อภิปรายเมื่อสักครู่ได้เอ่ยถึงชื่อผม ผมจําเป็นต้องแก้ไขในข้อนี้ เกรงว่าจะเสียหาย ผมนี้เห็นท่านขึ้นมาอภิปรายนะครับ ผมก็ชื่นชมเพราะว่าได้เอ่ยถึง จังหวัดปทุมธานี จังหวัดที่ผมรัก และผมก็รักน้องคนนี้ เห็นขึ้นมาอภิปรายผมก็ตั้งใจฟัง ด้วยความชื่นชม ผมประท้วงด้วยมิตรภาพครับ ท่านประธาน
วินิจฉัยก็คือ ท่านเล่า เหตุการณ์วันที่ ๓ เมษายน ให้ฟังนะครับ ไม่มีอะไรครับ เชิญท่านต่อไปดีกว่า ท่านสุรจิต ชิรเวทย์ จากจังหวัดสมุทรสงครามครับ ไม่มีชื่อคนอื่นซ้ํานะครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธาน กระผม สุรจิต ชิรเวทย์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสมุทรสงคราม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และเป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่ได้ขอสงวนความเห็นไว้นะครับ โดยที่กระผมได้ขอแก้ไข เพิ่มเติมความในมาตรา ๑๑๑ ในประเด็นที่มาของ ส.ว. ความว่า โดยเป็นสมาชิกซึ่งมาจาก การเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งจํานวนหนึ่งร้อยห้าสิบคนและสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้ง แบบบัญชีรายชื่อจํานวนห้าสิบคนครับ สาระสําคัญก็อยู่ตรงนี้ โดยที่กระผมได้ไปขยายความ ระบบที่กําหนดให้ที่มาของ ส.ว. มาได้ ๒ ทาง ไว้ในมาตรา ๑๑๓ และมาตรา ๑๑๔ นะครับ ในการนี้กระผมก็เลยขอว่ามีความจําเป็นต้องอภิปรายเชื่อมโยงกันไปเลยนะครับ รวมทั้ง มีความจําเป็นต้องอภิปรายเชื่อมโยงกับมาตรา ๑๒ และมาตรา ๑๑๕ ด้วยนะครับ ในเรื่อง ประเด็นคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามนะครับ เพราะทุกอย่างเกี่ยวพันกันโดยเริ่มต้นจาก มาตรา ๑๑๑ เป็นเรื่องแรกครับ แต่ว่าการแก้รัฐธรรมนูญคราวนี้ใช้คณะกรรมาธิการ ๓ คณะ ๓ ร่างนะครับ มันก็เลยแยกการพิจารณากันเป็นส่วนเป็นท่อน ในขณะที่การร้อยเรียงนี้ ต้องให้เป็นระบบสอดคล้องกันนะครับ ถ้าเราไม่มองเป็นระบบแบบนี้ สมดุลต่าง ๆ ที่เจตนารมณ์ ได้ออกแบบไว้ก็จะเสียความสมดุลไปหมดนะครับ โดยมาตรา ๑๑๑ เจตนารมณ์กําหนดให้ สมาชิกวุฒิสภามีที่มาที่สะท้อนความหลากหลายเพื่อให้การตรวจสอบอํานาจรัฐเป็นไปโดยมี ประสิทธิภาพ แล้วก็ทําให้การทําหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภามีความเป็นกลางปราศจาก การแทรกแซงทางการเมือง เพราะอํานาจของวุฒิสภามีอํานาจหลักอยู่ ๕ ประการนะครับ ก็คือ กลั่นกรองกฎหมาย ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน ให้ความเห็นชอบในเรื่อง ที่สําคัญ เช่น การแต่งตั้งผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์ การให้ความเห็นชอบในการประกาศ สงคราม แล้วก็มีหน้าที่พิจารณาเลือกแต่งตั้งให้ความเห็นชอบให้บุคคลดํารงตําแหน่ง ในองค์กรต่าง ๆ ตามรัฐธรรมนูญ แล้วก็ประการสุดท้าย ก็คือถอดถอน ส.ส. ส.ว. และรัฐมนตรี โดยทั้งหมดนี้ ส.ว. ไม่ได้ไปเกี่ยวข้องใด ๆ กับการตั้งรัฐบาลหรือไม่ไว้วางใจ รัฐบาล จึงออกแบบสมาชิกวุฒิสภา โดยคาดหวังความเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้มีประสบการณ์ มีความหลากหลาย มีความสุขุมนะครับ ท่านประธานก็เป็นประธานวุฒิสภาด้วยนะครับ ท่านก็คงเห็นว่าในการประชุมของเราจะไม่มีการประท้วง ไม่มีการขัดจังหวะผู้พูด ไม่มีดูรูปโป๊ อะไรด้วย เพราะว่าหลายท่านก็อาวุโสมากนะครับ น้องชายตายไปก่อนหลายปีแล้วด้วย ไอแพดอะไรนี่ก็เล่นไม่เป็นนะครับ เพราะฉะนั้นเมื่อหน้าที่ของ ส.ว. เป็นอย่างนี้นะครับ ก็ไม่มีเหตุผลที่จะไปแก้ไขที่มาของ ส.ว. คุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม คือไม่มีเหตุผล ที่จะไปแก้สิ่งเหล่านี้นะครับ ก็ว่าเพื่อที่จะได้ดํารงความเป็นกลางปราศจากการแทรกแซง ทางการเมือง เพราะฉะนั้นผมก็จะอภิปรายรวมกันไปตั้งแต่มาตรา ๑๑๑ ถึงมาตรา ๑๑๕ นะครับ โดยที่เมื่อเราใช้รัฐธรรมนูญ
ท่านสุรจิตเอาแค่ มาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๒ นะครับ มาตรา ๑๑๕ เอาไว้อีกที
มันมีความจําเป็น แล้วผมจะได้ไม่ต้อง ไปพูดตรงนั้นครับ
โอเค ถ้าอย่างนั้นได้นะครับ เชิญครับ
ช่วยบันทึกไว้ด้วยแล้วกันนะครับ โดยที่เมื่อเราใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ มาเป็นเวลา ๖ ปีแล้ว เราก็ได้มีการมาขอแก้ไขกัน ในคราวนี้นะครับว่าให้มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ๒๐๐ คน โดยเสียงข้างมากได้รับหลักการ ในวาระที่หนึ่งไปแล้วนะครับ กระผมก็ยอมรับเมื่อเสียงข้างมากกําหนดอย่างนั้นนะครับ ทีนี้ในวาระที่สอง ภายใต้หลักการนี้กระผมก็พยายามหาทางแก้ไขว่า ทําอย่างไรจะดํารง ความหลากหลาย ความเป็นอิสระปราศจากการครอบงําไว้ เพื่อรักษาเจตนารมณ์อันนั้น ไว้ให้ได้นะครับ กระผมก็เห็นว่าน่าจะประยุกต์วิธีการได้มา โดยดูไปที่สภาผู้แทนราษฎรนั่นละ สภาผู้แทนราษฎรแต่เดิมก็มีสมาชิกจากระบบแบ่งเขตอย่างเดียวนะครับ ต่อมาก็ได้ วิวัฒนาการแบบประเทศเยอรมนีขึ้นมาว่าให้มี ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อขึ้นมา เพียงแต่ว่า สัดส่วนของสภาผู้แทนราษฎรนี้เป็นประมาณ ๔ : ๑ ใช่ไหมครับ ๔๐๐ : ๑๐๐ ซึ่งประเทศ เยอรมนีนี้ทําไปถึง ๑ : ๑ แล้วนะครับ ผมก็พยายามแก้ไขอย่างประนีประนอมนะครับ เพื่อหวังว่าจะเห็นวิวัฒนาการที่เป็นไปได้ เมื่อเรากําหนดหลักการให้มี ส.ว. มาจาก การเลือกตั้ง ๒๐๐ คน หากเราใช้สัดส่วนประมาณ ๓ : ๑ ก็คือให้มาจากการเลือกตั้ง แบบแบ่งเขตสัก ๑๕๐ คน ให้มาจากระบบบัญชีรายชื่อสัก ๕๐ คน สัดส่วนมันก็จะเป็น ประมาณ ๓ : ๑ ซึ่งก็น่าจะเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ง่าย เพราะว่าเป็นระบบที่คล้ายกับที่สภา ผู้แทนราษฎรเป็นอยู่แล้ว เพราะว่าอํานาจหน้าที่ของวุฒิสภาทั้ง ๕ ประการนั้นมันไม่ได้ เปลี่ยนแปลงอะไร ทีนี้เพื่อจะดํารงเจตนารมณ์ในส่วนที่เป็นความหลากหลายนอกเหนือจาก ส.ส. ระบบแบ่งเขตพื้นที่ใช่ไหมครับ ผมจึงได้ไปกําหนดไว้ในมาตรา ๑๑๓ และมาตรา ๑๑๔ ว่า ให้ ส.ว. ประเภทบัญชีรายชื่อนี้มาจากภาคส่วนต่าง ๆ ๕ ภาคด้วยกัน ภาคละ ๑๐ คน ก็คือภาควิชาการ ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาชีพและภาคอื่น ๆ ที่เป็นประโยชน์ในการ ปฏิบัติตามอํานาจหน้าที่ของวุฒิสภา และให้คํานึงถึงโอกาสความเท่าเทียมกันทางเพศของ หญิง ชาย ด้วยนะครับ ซึ่งตรงนี้ก็เป็นประเด็นที่อยากจะย้ําเอาไว้นะครับ เพราะจริง ๆ แล้ว ปัจจุบันเรามีประชากรหญิงมากกว่าชายด้วยซ้ําไปนะครับ โดยทั้ง ๕ ภาคส่วนนี้ให้ กกต. จัดทําบัญชีขึ้นภาคละไม่น้อยกว่า ๓๐ คน ให้ประชาชนทั้งประเทศเลือกตั้งในทํานองเดียวกับ ส.ส. บัญชีรายชื่อนะครับ โดยเอา ๑๐ อันดับแรกของแต่ละภาคส่วนนั้นมา แต่ว่าทั้งหลาย ทั้งปวงนี้เราจะต้องไม่ไปแก้คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของ ส.ว. นะครับ ตามที่ คณะกรรมาธิการแก้ไขมาในมาตรา ๑๑๕ นี้ ท่านได้ไปแก้ไขในสาระที่สําคัญยิ่งเลยนะครับ ซึ่งเป็นบุคลิกตัวตนเจตนารมณ์ของวุฒิสภา ซึ่งแบบที่ออกไว้นั้นมันจะไปได้หรือไม่ได้ ก็คือท่านไปแก้ใน (๕) เรื่องบุพการี คู่สมรส บุตร ผู้ดํารงตําแหน่ง ส.ส. หรือผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมือง อันนี้ซึ่งท่านไม่ควรจะไปแก้นะครับ แล้ว (๖) ไม่เป็นสมาชิกพรรคการเมือง หรือดํารงตําแหน่งในพรรคมา ๕ ปีก่อนที่จะมาเป็น ส.ว. ใช่ไหมครับ แล้วก็เคยเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้วพ้นมาแล้วไม่เกิน ๕ ปี แล้วก็ (๙) เคยเป็นรัฐมนตรีหรือผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองอื่น ซึ่งมิใช่สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นนะครับ โดยที่พ้นมาแล้วยังไม่เกิน ๕ ปี เหล่านี้ มันเป็นการล็อกข้างหน้าและล็อกข้างหลังไว้ เพราะวุฒิสภามันถูกออกแบบมาแบบนี้ ใช่ไหมครับ สรุปก็คือผมแก้ให้เหมือนเดิม ถ้าผมเห็นแก่ตัวผมคงไม่แก้แบบนี้นะครับ แต่ว่า ในส่วนที่ร่างมาแล้วก็กรรมาธิการแก้ไขมานี่ ใจผมก็เห็นว่ามันเกินหลักการ เพราะอะไร เพราะว่าหลักการที่ท่านเสนอมานี่มันมีถ้อยคําอยู่ประโยคเดียวเองนะครับที่ท่านเสนอแก้ รัฐธรรมนูญ ถ้อยคํานั้นก็คือ โดยกําหนดให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง เขาพูด ประโยคเดียว เขาไม่ได้บอกให้ไปแก้คุณสมบัติ แก้อะไรอย่างอื่นนะครับ แล้วท่านก็ไปใส่ วงเล็บว่า แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๑๑ อะไรของท่านนะครับ แล้วก็มาตรา ๑๑๗ มาตรา ๑๑๘ มาตรา ๑๒๐ หมายความว่าอะไร การเขียนแบบนี้ตอนเสนอร่างหลักการและเหตุผลมา ก็หมายความว่าหลักการคือกําหนดให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง ส่วนข้อความระบุ เลขมาตราต่าง ๆ นั่นก็หมายความว่าต้องไปแก้มาตราเหล่านั้นให้สอดคล้องกับหลักการนั้น ไม่มีที่ไหนระบุให้ไปแก้คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของสมาชิกวุฒิสภาแต่อย่างใดเลย นะครับ เพราะฉะนั้นว่ากันตามเนื้อผ้า การแก้ไขคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามตามร่าง จึงเกินหลักการที่กําหนดไว้ ซึ่งกําหนดไว้เพียงให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งเท่านั้น นะครับ ไม่ได้ให้ไปแก้สาระสําคัญที่จะเปลี่ยนแปลงเจตนารมณ์อันสําคัญของการมีอยู่ ของวุฒิสภานะครับ เพื่อปฏิบัติหน้าที่โดยมีประสิทธิภาพ มีความเป็นกลางและปราศจาก การแทรกแซงทางการเมือง การแก้คุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม ใน (๕) (๖) (๗) (๙) หมายความว่าในครอบครัวหนึ่ง ๆ จะมีบุพการี คู่สมรสและบุตรดํารงตําแหน่งทางการเมือง ได้พร้อมกัน เช่น สามีเป็น ส.ส. ภรรยาเป็น ส.ว. บุตรเป็นนายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แล้ววุฒิสภาซึ่งมีอํานาจถอดถอนคนเหล่านั้นจะทําหน้าที่ตรวจสอบใครได้ อันนี้มันผิดตรรกะ สิ้นเชิงอยู่แล้วนะครับ บทเรียนนี้ก็มีมาแล้ว เป็นที่ทราบกันอยู่แล้ว สภาทาสสภาผัวเมีย อะไรนี่นะครับ หมายความว่าท่านส่งเสริมเชื้อเชิญให้ตั้งราชวงศ์ท้องถิ่นกันตามสบาย ต่อไปข้าราชการ ประชาชนจะอยู่กันอย่างไรครับ มันก็จะมีจังหวัดที่มีเจ้าของเป็นตระกูลใด ตระกูลหนึ่ง ก็จะเป็นการเมืองแบบวงศาคณาญาติ สภาเครือญาติ แย่งชิงทรัพยากร แย่งชิงทุน ผูกขาดสัมปทาน ผูกขาดทุกชนิดนะครับ การเมืองนี้มันเน่าสนิทไม่พอหรืออย่างไร ที่มันเป็นอยู่ปัจจุบันนี้นะครับ ทุกวันนี้เราก็เป็นคนป่วยของอาเซียน (ASEAN) อยู่แล้วนะครับ แล้วก็ ๒-๓ วันนี้เราก็เป็นตัวตลกของอาเซียนไปด้วยนะครับ คือมาติดหล่มการเมืองอยู่อย่างนี้ เพราะฉะนั้นการที่ท่านไปแก้คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามก็คือว่าแก้กลไกการตรวจสอบ ให้มันล้มเหลวไปโดยสิ้นเชิงนะครับ ผลประโยชน์มันจะทับซ้อนไขว้เขวกันไปหมด เป็นอนาธิปไตย ไม่ใช่ประชาธิปไตยอะไรหรอก เพราะหลักประชาธิปไตยมันจะต้อง ตรวจสอบ คาน ถ่วงดุลกันได้นะครับ อันนี้ผมพูดด้วยความสุจริตใจนะครับ แล้วพี่น้อง ประชาชนก็ลองพิจารณาดูว่าการแก้รัฐธรรมนูญแบบนี้ แก้คราวนี้แก้เพื่ออะไรครับ แก้เพื่อ ความสะดวกในการควบคุมระบบตรวจสอบ ถ่วงดุลแบบเบ็ดเสร็จใช่ไหมครับ นอกจาก ฝ่ายการเมืองแล้วประชาชนได้อะไร มันไม่มีอะไรเกี่ยวกับประชาชนเลย นอกจากคน ๖๕๐ คน ที่นี่นะครับ เพราะฉะนั้นอันนี้มันเป็นประชาธิปไตยแบบที่เราต้องการหรือเปล่า คือไปส่งเสริม ให้การเมืองแย่งชิงอํานาจ พาประเทศนี้ดิ่งลงเหวลึกของการแย่งชิงอํานาจ ผูกขาดอํานาจ ติดกึกกันอยู่ตรงนี้นะครับ ทีนี้เพื่อให้บรรลุภาระอันนี้ ภารกิจของวุฒิสภาอันนี้นะครับ ผมก็จึง ไปแก้ไขในมาตรา ๑๑๒ ด้วยว่า ให้ผู้สมัคร ส.ว. ต่อจากนี้ไปทําได้แค่การแนะนําตัวเท่านั้น นะครับ เพราะ ส.ว. มันมีอะไรจะไปหาเสียง มันไม่มีนโยบายจะแถลง ไม่มีการควบคุม งบประมาณอะไรแบบนั้น มันสัญญาอะไรกับใครไม่ได้ หน้าที่เหล่านั้นก็ให้ กกต. จัดให้ เหมือนรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ใช่ไหมครับ ส่งเอกสารไปถึงผู้มีสิทธิ กําหนดตําแหน่ง ปิดป้าย ประกาศต่าง ๆ ถ้าเราทําอย่างนี้ได้นะครับ คนดี ๆ ก็จะกล้าลงมาสมัคร ประชาชนก็จะมีตัวเลือกมากขึ้น นะครับ ส.ว. มีอํานาจหน้าที่ต่างจาก ส.ส. นะครับ เพราะเป็นสภากลั่นกรองตรวจสอบ ไม่ใช่สภาที่จะไปตั้งหรือล้มรัฐบาล เพราะฉะนั้นที่กระผมแก้ไขในส่วนนี้ก็คือให้ผู้สมัคร ส.ว. ทําได้เสมอหน้าเท่าเทียมกันโดยการแจกเอกสารแนะนําตัวนะครับ เมื่อกําหนดให้กระทําได้ เพียงแค่นี้แล้วก็จะเป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย ทําให้คนดีต่าง ๆ เสนอตัวมาให้ประชาชนเลือก ได้มาก ประชาชนก็จะมีตัวเลือกมากนะครับ เป็นการส่งเสริมประชาธิปไตยนะครับ แล้วก็ จะได้หลุดพ้นจากการเมืองเงินตรานี้สักทีนะครับ ผมก็ได้เสนอข้อแก้ไขที่งามพร้อม ไม่หักหาญ ขอท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติช่วยพิจารณาด้วยนะครับ เพราะว่าผมดูทั้งหมดที่ ขอแก้กันมาเล่มโตนี้นะครับ ขอผมนี้มันดีที่สุดแล้วนะครับ แต่ว่าประธานอยู่จังหวัดเชียงราย ไม่เคยกินปลาทู ท่านก็ไม่ได้เห็นงามตามผมนะครับ แต่ว่าขอให้เชื่อผมเถอะ ผมนี่เป็นคน อยู่ง่ายเลี้ยงง่าย ไม่ทะเยอทะยานอะไร แล้วก็การแก้จะเป็นการแก้แบบสร้างวิวัฒนาการ ค่อยเป็นค่อยไป ใจผมอยากจะให้ส.ว. แบบแบ่งเขตกับแบบระบบบัญชีรายชื่อมัน ๑ : ๑ ด้วยซ้ําไป ๑๐๐ : ๑๐๐ ประเทศเยอรมนีนี่เป็นประชาธิปไตยผ่านเผด็จการฮิตเลอร์ (Hitler) มาใช่ไหมครับ แต่เดี๋ยวนี้ประเทศเยอรมนีแข็งแกร่งที่สุดในเรื่องประชาธิปไตย การตรวจสอบ ระบบศาลปกครอง สิ่งเหล่านี้มันถึงจะทําให้ประเทศเราเจริญได้นะครับ เพราะฉะนั้น ผมยืนยันว่าแบบที่ผมเสนอมานี่ผมดูแล้ว ใคร่ครวญแล้ว ของผมนี่มันดูที่สุดแล้วนะครับ หากว่าไปแก้ตามแบบที่กรรมาธิการทํามานี่บ้านเมืองไม่มีวันสงบสุขได้ ขอบพระคุณครับ
เดี๋ยวท่านยุคลนะครับ ท่านยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา เสร็จแล้วก็ไปที่ท่านนิรันดร์ ประดิษฐกุล แล้วก็กลับมาที่ ท่านพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ นะครับ เชิญท่านยุคลครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดจันทบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมขอ แปรญัตติในมาตรา ๓ และขอไปทุกมาตราเพื่อป้องกันไม่ให้เสียเวลาครั้งเดียวเลยจะได้จบ และแก้ไขเพิ่มเติมความในมาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๒ และทุกมาตราที่มาของสมาชิกวุฒิสภา หรือ ส.ว. ผมขอตัดทั้งหมดในมาตรา ๓ และทุกมาตรา แก้ไขเพิ่มเติมความในมาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๒ และทุกมาตรา ที่มาของ ส.ว. เช่นเดียวกัน ตามที่คณะกรรมาธิการรายงาน พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ พุทธศักราช .... ในวันนี้ครับ ท่านประธานครับ มีพี่น้องประชาชนทางบ้านถามมาเยอะมากว่าแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้พี่น้องชาวบ้านหรือ พี่น้องคนทั่วไปทั้งชาติได้อะไรบ้าง นี่คือคําถามของพี่น้องประชาชนที่อยู่ทางบ้านนะครับ ก่อนที่ผมจะลงในรายละเอียดด้วยหลักการและเหตุผลผม ขอถามท่านประธานผ่านไปยัง คณะกรรมาธิการร่างว่าท่านคิดอย่างไร คิดอะไรจึงแก้ไขเฉพาะที่มาของสมาชิกวุฒิสภาหรือ ส.ว. เฉพาะ ท่านทําไมไม่คิดจะแก้ไขเรื่องมาตรา ๒๖๕ มาตรา ๒๖๖ มาตรา ๒๓๗ ท่านคิดแล้วท่านต้องคิดไปให้ยาวดีกว่าคิดแก้ไขเฉพาะ ส.ว. เฉพาะ นี่คืออยากจะเรียนถาม เพราะสังคมมันแคลงใจผมอธิบายสังคมไทยและสังคมโลกไม่ได้จริง ๆ ท่านคณะกรรมาธิการ ต้องคิดครับเรื่องนี้ ผมพูดด้วยความจริงใจ ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผมไม่เห็นด้วยครับ ด้วยหลักการและเหตุผลที่เรียนให้ทราบตั้งแต่เบื้องต้นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ หรือฉบับปี ๒๕๕๐ หรือฉบับปัจจุบันนี้ที่คนไทยใช้อยู่ในขณะนี้ครับมันมีปัญหาตรงไหน ท่านจะต้องบอก ข้อบกพร่องของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ด้วยว่า มันมีข้อบกพร่องอะไร มีปัญหาตรงไหน ทําไม เราต้องแก้ นี่คือสิ่งที่คนไทยทั้งชาติ คนไทยทั่วโลกต้องการอยากจะถามคณะกรรมาธิการ ผ่านประธานรัฐสภาไปยังคณะกรรมาธิการร่าง นี่คือคนไทยอยากจะถาม และสําคัญกว่านั้นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นี้ผ่านประชามติของ พี่น้องประชาชนคนทั้งแผ่นดิน ถามว่าผ่านจริงหรือไม่ เมื่อผ่านจริงเพราะอยู่ในคําปรารภว่า ได้ผ่านประชามติของพี่น้องประชาชนคนทั้งชาติในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เมื่อผ่านจริง ทําไมท่านไม่สอบถามพี่น้องประชาชนอีกครั้งล่ะว่าท่านต้องการแก้ไขหรือไม่ ท่านจะต้องถาม ความต้องการของประชาชนในฐานะเจ้าของประเทศ เจ้าของอํานาจประชาธิปไตย อธิปไตย ที่แท้จริงว่าต้องการแก้หรือไม่ ถามคําถามสั้น ๆ ง่าย ๆ ไม่ต้องถามเยอะ เยิ่นเย้อ ถามสบาย ๆ ให้คนไทยทั้งชาติได้ตอบว่าต้องการแก้หรือไม่แก้ วันนี้ต้องเรียนบอกท่านประธานที่เคารพ ว่านี่คือการที่คาใจของพี่น้องในสังคมไทยและสังคมโลกครับ ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่ผ่านกระบวนการทําประชามตินะครับ หากแก้ไข ทันทีต้องแก้ให้เกิดความเป็นธรรม ให้ประชาชนได้รับผลประโยชน์สูงที่สุด ถ้าแก้แล้วพี่น้อง ประชาชนไม่ได้รับผลประโยชน์สูงที่สุด ท่านประธานคณะกรรมาธิการต้องคิดนะครับเรื่องนี้ ผมไม่ได้พูดติติงอะไรมากกว่านี้ว่าพวกเราต้องคิดในฐานะที่เป็นสมาชิกรัฐสภาทั้งสภาแห่งนี้ แต่การแก้ครั้งนี้ใครล่ะได้รับผลประโยชน์ ใครล่ะที่เสียผลประโยชน์ ผมเรียนบอกกันตรง ๆ ว่า ถ้าประชาชนได้รับผลประโยชน์ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง อาทิเช่น ตัวอย่างครับ พี่น้องประชาชน ชาวนามีที่นาเพิ่มขึ้น พี่น้องประชาชนมีที่สวน มีที่สวนเพิ่มขึ้น มีที่ไร่ มีที่ไร่เพิ่มขึ้น ที่ทํากิน เพิ่มขึ้น อยู่ในเขตป่าสงวน ทํากินมาสิบ ๆ ปี ๒๐ ปี เขามีเอกสารสิทธิเพิ่มขึ้น ผมเห็นด้วยครับ แก๊ส (Gas) หุงต้มลดลง จะขึ้นวันที่ ๑ กันยายน ลดลง ๆ เห็นด้วยครับ ประเทศเรามีแก๊สเยอะ ผมพูดถึงเรื่องผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนนะครับ ไข่ไก่ถูกลง เห็นด้วยครับ พี่น้อง ประชาชนได้รับผลประโยชน์ ยางพาราราคาเพิ่มขึ้น เห็นด้วยครับ พี่น้องประชาชนได้รับ ผลประโยชน์ ปาล์มแพงขึ้น เห็นด้วยครับ หอย ปู ปลา แพง พี่น้องได้รับผลประโยชน์ แก้เถอะครับ เห็นด้วยครับ ราคาผลไม้เพิ่มขึ้น แก้เถอะครับ นี่เป็นผลประโยชน์ของพี่น้อง ประชาชนทั้งสิ้น วันนี้ผมต้องเรียนบอกว่าเราต้องคิดรวม องค์รวมถึงปัญหาของพี่น้อง ประชาชนร่วมไปในรัฐธรรมนูญครั้งนี้ด้วย ถ้าเป็นอย่างนี้แล้วผมจะได้ตอบคําถามเขาได้ แต่ถ้าเป็นอย่างนี้แล้ว แก้แล้วเพื่อที่มาเฉพาะการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาอย่างเดียว ผมยัง ไม่เห็นด้วย เพราะอะไรครับ เขามองว่าเพื่อผลประโยชน์ของนักการเมือง เขาไม่ได้มอง เพื่อผลประโยชน์ของสังคม ประเทศ ของคนในประเทศ นี่คืออยากจะเรียนบอกกับท่านประธานผ่านไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการได้รับทราบ และเขามองลึกซึ้งไปกว่านั้นว่ามองเพื่อแทนในทางการเมือง ตอบแทนทางการเมือง หรือ แก่พรรคการเมือง หรือแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งในทางการเมือง หรือในส่วนอิทธิพลใช่หรือไม่ นี่คือชาวบ้านเขามองเลย วันนี้ต้องบอกกับท่านประธานว่าผมเป็นห่วงใยและเป็นห่วง ด้วยความจริงใจว่าถ้าคณะกรรมาธิการร่างในวันนี้สามารถตอบสังคมได้ ผมเห็นด้วย แต่ถ้า ไม่ตอบสังคมได้ผมเรียนบอกว่าด้วยหลักการและเหตุผลในการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๓ นี้ ให้ยกเลิกมาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๒ และมาตราอื่น ๆ นี้เพื่อวิธีการได้มา ส.ว. หรือสมาชิก วุฒิสภาที่มีลักษณะเช่นเดียวกับ ส.ส. หรือที่มาเช่นเดียวกับของ ส.ส. ที่มาจากการเลือกตั้ง โดยตรงของพี่น้องประชาชน โดยส่งเสริมหลักประชาธิปไตยหรือการมีส่วนร่วมทางการเมือง ของรัฐธรรมนูญ ก็เรียนว่าเหตุผลดังกล่าวผมเห็นด้วยกับท่าน แต่ผมไม่เห็นด้วยในหลักวิธีคิด คุณสมบัติ ที่มาของสมาชิกวุฒิสภา เพราะวุฒิสภาซึ่งเป็นสภาสูง เป็นสภากลั่นกรองกฎหมาย ด้วยความสง่างาม สมเกียรติของผู้เป็นสมาชิกสภาสูง หรือสภาผู้ใหญ่นั่นเอง เป็นสภาที่เป็น พี่เลี้ยงของ ส.ส. หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร คนที่เป็นสมาชิกวุฒิสภาต้องมีคุณสมบัติ รู้ไหมครับท่านประธานครับ ต้องเป็นอิสระ เป็นกลาง ไม่ถูกครอบงําและไม่อิงกับ พรรคการเมือง ผมนี่อาย ไปไหนอาย ไปประเทศอื่น ๆ เขาถามว่าเป็นสภาผัวเมียเป็นอย่างไร ผมตอบไม่ถูกครับท่านประธาน วันนี้ต้องให้คณะกรรมาธิการตอบว่าต่างประเทศเขาถามมา ลักษณะสภาผัวเมียเป็นอย่างไร สภาต่างตอบแทนเป็นอย่างไร เคยเป็นอดีต อดีตที่ผ่านมา รัฐธรรมนูญแ ปี ๒๕๔๐ ผมก็อยู่ในข่ายปี ๒๕๔๙ เป็นสมาชิกวุฒิสภา โดนปฏิวัติ ผมก็ได้ กาหน้าว่าสมาชิกวุฒิสภา ปี ๒๕๔๙ สมัยนั้นเป็นสภาผัวเมีย ผมแค้นมาตั้งแต่วันนั้นจนถึง บัดนี้ที่โดนปฏิวัติ ผมบอกว่าการปฏิวัติโดยมิชอบ ไม่เห็นด้วย ผมเกลียดเรื่องการปฏิวัติ มากที่สุดในชีวิตและครอบครัวของผม และเพื่อนผมที่เป็นสมาชิกวุฒิสภา ปี ๒๕๔๙ รุ่นนั้น เรารักกันมาก เราห่วงใยกันมาก และเพื่อนผมต้องจากสามี ภรรยา ลูก ทั้ง ๆ ที่เคยส่ง ลูกเรียนหนังสือ สามีเคยดี นอนกอดกันต้องเลิกกัน ทิ้งกัน เพราะเรื่องปฏิวัติ ปี ๒๕๔๙ วันนี้ต้องเรียนบอกกับพี่น้องประชาชนและพี่น้องคณะกรรมการ ถึงไม่ได้ถ่ายทอดสดแต่ผมก็ ต้องบอกกับท่านทั้งหลายได้รับทราบว่า ในขณะที่ปี ๒๕๔๐ ในรัฐธรรมนูญนั้นผมและทุกคน เข้าใจว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดแล้ว และเป็นประชาธิปไตยมากที่สุดและเป็นรัฐธรรมนูญ ที่ดีกว่า ๑๙ ฉบับ แต่ความจริงปรากฏว่า วุฒิสภาถูกครอบงําเกือบทั้งหมด แล้วกลายเป็นเครื่องมือของรัฐบาลในสมัยนั้น นี่คือข่าว ลงมาให้พวกเราได้รับทราบและสํานึก และองค์กรอิสระถูกครอบงํา ถูกแทรกแซง มันเลย ปฏิวัติ และผมสงสัยว่ามันครอบงําแบบไหน แทรกแซงแบบไหน องค์กรอิสระ วันนี้ คณะกรรมาธิการวิสามัญต้องอธิบายให้สังคมโลกได้รับรู้รับทราบ เมื่อมาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เราคิดว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ถึงไม่ดีก็เราได้ใช้ถึงปัจจุบันนี้ก็ยังไม่มีข้อบกพร่อง และถ้ามีข้อบกพร่องน่าจะแก้ตรงที่ข้อบกพร่องมาตรานั้น ๆ ไปเห็นด้วยครับ แก้ที่ ข้อบกพร่องของรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ ไม่ใช่ไปแก้เฉพาะสมาชิกวุฒิสภาอย่างเดียว ที่มา อย่างเดียว ทําไมล่ะครับ เพราะกฎหมายเขียนว่าเมื่อหมดสิ้นสุดวาระ ๖ ปี คุณต้องเว้นวรรค ๑ ปี และอย่างนี้ให้เขาลงต่อ ๆ เหมือนกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านเห็นด้วยหรือครับ ผมเรียนบอกกับท่านทั้งหลายว่าประชาชนเขาแคลงใจ เขาอยากจะถาม เขาถาม ส.ส. ในพื้นที่ ส.ส. ก็ตอบอ้ําอึ้ง ๆ ตอบไปไม่มีหลักที่แท้จริงว่าทําไม ส.ส. มาเลือกตั้ง แล้วตั้งเลือกตั้ง ส.ว. เลือกตั้งตลอดมันซ้ําแล้วซ้ําอีก เพราะเงินภาษีของเขาที่ต้องเสีย เงินเดือนให้กับพวกเรา มันอายตรงนี้ละครับ ท่านประธานรัฐสภาผ่านไปยังประธาน คณะกรรมาธิการพิจารณาร่าง และคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างทุกคนด้วย ท่านต้อง อธิบายสังคมให้ได้ ผมเห็นด้วยการได้มาสมาชิกวุฒิสภามาจากเลือกตั้งส่วนหนึ่ง เห็นด้วย และสมาชิกวุฒิสภาได้มาการเลือกตั้งจากบุคคลที่มีภูมิรู้ ๆ หลาย ๆ สาขาอาชีพคละกันไป เห็นด้วย ถามว่าทําไม นี่ผมไม่ได้ใช้คําพูดว่า สรรหา ผมไม่ใช้ เพราะสรรหาได้อะไร เขาก็ มาจากการเลือกตั้ง จากทุกสาขาอาชีพ เข้าใจใช่ไหมครับท่านคณะกรรมาธิการพิจารณาร่าง เขาได้มาจากการเลือกตั้งจากทุกสาขาอาชีพ ผมยกตัวอย่างมาตรา ๑๐๘ เห็นไหมครับ เราได้ บุคคลที่มีความรู้ความสามารถ ผู้ด้อยโอกาส ผู้พิการทางสายตาที่มีความรู้มีความสามารถมาก เข้ามานั่งเป็นสมาชิกวุฒิสภา ท่านประธานสมศักดิ์ครับ ผมเรียนบอกว่า สมาชิกวุฒิสภา ต้องมาหลายสาขาอาชีพและเป็นสิ่งที่เหมาะสมที่สุดกับประเทศเราประเทศไทย เลยอยากจะ เรียนบอกกับท่านประธาน ท่านคณะกรรมาธิการ ว่าถ้าเราได้บุคคลหลายทุกสาขาอาชีพ ทุกชนชั้นอยู่แล้ว แล้วตอนนี้รัฐธรรมนูญได้อยู่แล้ว มันดีอยู่แล้ว แล้วเราแก้ไปทําไม ผมไม่เข้าใจ ท่านต้องตอบสังคมด้วยครับท่านประธาน รู้ไหม ส.ว. มีอํานาจอะไร นี่ถ้าผมพูด ย้อนว่า ส.ว. มีอํานาจอะไร มีหน้าที่กลั่นกรองกฎหมาย แต่งตั้งองค์กรอิสระต่าง ๆ รวมถึง การถอดถอนผู้ดํารงตําแหน่งต่าง ๆ ตรวจสอบ ถ่วงดุลอํานาจของฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ ผมจึงไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการร่างแก้ไขมาตรา ๓ และทุกมาตรา ถ้าเราตอบสังคมไม่ได้ ผมจึงขอแปรญัตติให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนจํานวน ๑๐๐ ท่าน และอีก ๑๐๐ ท่านมาจากการเลือกตั้งทุกสาขาอาชีพ ผมคิดว่ามันแฟร์ (Fair) ดี ผมคิดว่าสมาชิกวุฒิสภามีวุฒิภาวะ มีความรู้ ความสามารถ เชี่ยวชาญหลากหลายอาชีพ เป็นธรรมกับเขา เป็นธรรมกับพี่น้องประชาชน และเป็นประโยชน์ของพี่น้องประชาชนในการ ถ่วงดุลอํานาจระหว่างสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา หรือ ส.ส. ส.ว. และ ฝ่ายบริหารได้ดีกว่า วันนี้ผมอยากจะให้ประธานรัฐสภาได้คิด ผมอยากจะให้ประธาน คณะกรรมาธิการพิจารณาร่างได้คิด พร้อมด้วยคณะกรรมาธิการร่างได้คิดทุกคน ถ้าไม่เป็น อย่างนั้นแล้ว ผมไม่ทราบว่าใครเสียงดัง ตกใจเหมือนกันนะครับ ผมมันคนขี้ตกใจ เพราะ เมื่อวานนี้ตกใจไปแล้ว ผมเลยอยากจะเรียนบอกกับท่านประธานสุดท้ายครับว่า ผมมี ความเห็นว่าหากจะแก้ไขที่มาของ ส.ว. หรือสมาชิกวุฒิสภาทั้งที จะแก้ทั้งทีก็ควรแก้ให้เป็น ประโยชน์ส่วนรวมกับพี่น้องประชาชนด้วย และประโยชน์ต่อประเทศชาติ ทําให้เป็นจริง เสียทีเถอะ เทวดาฟ้าดินจะให้พรเรา ทําให้เป็นจริงเสียที ไม่ใช่แก้เพื่อผลประโยชน์ต่างตอบแทน ไม่ใช่แก้เพื่อผลประโยชน์ตนเองและครอบครัว อย่างนี้ประเทศไม่ต้องการจริง ๆ นี่ผมพูด ตรง ๆ นะครับ ใครประท้วงก็ไม่เป็นไร เพราะผมพูดตรง ๆ เป็นคนพูดตรง ผมก็เหมือน ท่านประธานสมศักดิ์ ผมพูดตรง ๆ ผมไม่เห็นด้วยกับการแก้ให้กับผู้ที่เคยเป็นสมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกกําลังสิ้นสุดให้เขาเว้นวรรคไป ให้เขาได้ออกกําลังกายฟอร์ม (Form) ตัวเองให้มี ความพร้อม แล้วเขาได้ช่วยเหลือสังคม แล้วมาลงเลือกตั้งใหม่ เว้นวรรค๑ สมัย นี่เป็นการที่ เหมาะสมที่สุดและสามารถคุยกับสังคม บอกกับสังคมได้ ถ้าไม่อย่างนั้นแล้วผมเรียนบอกว่า นี่คือการสร้างอิทธิพลทางบวกและทางลบ เป็นบวกก็ได้ ถ้าเราคิดในทางบวกว่าดี เลือกตั้ง ทั้งหมดดี เป็นบวก แต่คิดอีกทางหนึ่งเราต้องคิดสวนด้วย เผื่อด้วย มันลบละ มันย้อนศรละ มันบาดเจ็บละ มันเจ็บปวดในสังคมไทยละ คณะกรรมาธิการผมรู้ว่าเสียงข้างมากโหวต เท่าไรก็แพ้ แล้วสํานึกคิดว่าเราจะคิดอย่างไรให้ทางบวกมากที่สุดกว่าทางลบ หรือเกิดขัดแย้ง น้อยที่สุด ซึ่งเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญทั่วโลกเขาไม่ทํากัน วันนี้ต้องเรียนบอกกับ ท่านประธานผ่านคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างว่าทําอย่างไรให้สมาชิกสภาของเรานี้เป็นกลาง ให้มากที่สุด ที่ไม่ถูกแทรกแซงครอบงําให้ขึ้น ทําอย่างไรต้องคิดและเขียนในกฎหมาย รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ให้ล้อมด้วยหนามให้หมดเลยว่าทําอย่างไรให้เขาเป็นกลางให้ได้ เชื่อเถอะ เมื่อแก้ไขที่มาได้สําเร็จ ถ้าเป็นอย่างนี้เราตอบกับสังคมได้ แต่ถ้าแก้ไม่สําเร็จ ยังตกอยู่ ใต้อํานาจของนักการเมือง ทางการเมือง ผลประโยชน์ทับซ้อนของทางการเมืองเก่า ๆ เหมือนเดิม เหมือนเดิม และเหมือนเดิม ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง และมันจะขัดต่อกฎหมาย ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ด้วยครับ ท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ
ท่าน ส.ว. นิรันดร์ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายนิรันดร์ ประดิษฐกุล สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอแปรญัตติตัดมาตรา ๓ ทั้งมาตรา ก่อนอื่นขอขอบคุณ ๓ ครั้ง ๒ ครั้งแรกกราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยังประธานคณะกรรมาธิการ ขอบคุณท่าน ที่ท่านได้คัดผมไปอยู่ในกลุ่ม หรือบ้านเลขที่ ๕๗ ขอบคุณครั้งที่ ๒ ที่ท่านได้กรุณามีความเห็นให้ตัดผมออกไปจาก การอภิปราย และขอบคุณอย่างยิ่งในครั้งที่ ๓ ที่ท่านประธานรัฐสภาได้กรุณา ผมไม่มีสิทธิ ตั้งแต่เมื่อวาน ให้มีสิทธิในวันนี้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นฉบับปี ๒๕๕๐ เดิมทีเดียว ส.ว. เท้าความนิดเดียวท่านประธาน ปี ๒๕๔๐ ก็มีวุฒิสภา ใช้มาได้ ๑๐ ปี ยกเลิกไป สั้น ๆ วันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้คลอดออกมาใช้บังคับ อีก ๓ วัน จะครบ ๖ ปี อายุยังไม่ถึง ฉบับที่แล้วคือ ๑๐ ปี ช่วงเกือบ ๖ ปีที่ผ่านมามีการแก้ไขแล้ว ๒ ครั้ง ครั้งที่ ๑ แก้ไขมาตรา ๙๓ มาตรา ๙๔ มาตรา ๙๕ มาตรา ๙๖ มาตรา ๙๗ และมาตรา ๙๘ ครั้งที่ ๒ แก้ไขมาตรา ๑๙๐ ผมเชื่อว่าการแก้ไขครั้งที่ ๓ ซึ่งก่อกําเนิดมาแล้วนั้นเป็นต้นเหตุของ การที่จะแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ครั้งที่ ๔ ครั้งที่ ๕ ครั้งที่ ๖ ๓ ฉบับนี้ เพราะเมื่อการแก้ไข ร่างรัฐธรรมนูญในมาตรา ๒๙๑ ท่านตั้งท้องมาตั้งนานแล้ว แต่ปรากฏว่าท่านไปสะดุดที่ ศาลรัฐธรรมนูญ แล้วเหตุที่ผมเชื่อว่าการแก้ไขร่างครั้งนี้ ซึ่งถ้านับครั้งที่ ๓ ผ่านไปได้ ครั้งนี้จะ เป็นครั้งที่ ๔ ซึ่งจะมีแก้ไขหรือไม่แก้ไขไม่ทราบ ถ้าเกิดครั้งที่ ๓ ท่านมีการแก้ไข คือแก้ไข มาตรา ๒๙๑ ซึ่งมันยังค้างวาระอยู่ คือวาระที่สาม ครั้งที่ ๔ นี้ก็มาจากเจตนารมณ์ในกรณีที่ ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้วินิจฉัยหรอกครับท่าน ศาลรัฐธรรมนูญบอกว่าปัจจุบันคือปี ๒๕๕๐ ได้มาจากการลงประชามติก็ควรที่จะให้ประชาชนผู้มีอํานาจสถาปนารัฐธรรมนูญ ใช้คําว่า สถาปนารัฐธรรมนูญ ได้ลงมติแก้ไขเสียก่อนว่าสมควรมีการ ประชามติเสียก่อนว่าควรมีการ แก้ไขหรือไม่ แล้วก็แนะนําอีกอันหนึ่ง หรือรัฐบาลจะใช้อํานาจในการแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราจะเป็นการเหมาะสมของรัฐสภาที่จะดําเนินการดังกล่าวได้ วรรคสุดท้ายในประเด็นที่ ๒ คือการแก้ไขมาตรา ๒๙๑ ซึ่งค้างอยู่นั่นละจึงไปเป็นที่มาของ การแก้ไขรวบ ๓ ฉบับ กรณีการแก้ไขฉบับนี้สั้น ๆ ง่าย ๆ เหตุที่ผมแปรญัตติขอตัดออก ทั้งมาตรา ๓ คือ มาตรา ๒๑๑ และมาตรา ๒๑๒ ก็หมือนกับท่าน ส.ส. คนที่แล้ว ท่านอภิปราย มันก็ไม่มีความจําเป็นอะไรที่จะต้องไปแก้ แต่ถ้ามีความจําเป็นที่จะแก้ไขเป็น รายมาตราตามที่ศาลรัฐธรรมนูญท่านแนะนํา มาตรา ๑๙๐ จะแก้ไขครั้งที่ ๒ ก็ได้ หรือ มาตรา ๖๘ ท่านจะแก้ไขครั้งที่ ๑ อีกก็ได้ ประทานโทษนะครับที่ก้าวล่วงไปตรงนั้นเพราะมัน เกี่ยวเนื่องกันกับการวินิจฉัยตรงนั้น แล้วก็การแก้ไขฉบับนี้ เมื่อมันดีอยู่แล้วก็ไม่จําเป็น ที่จะต้องไปแก้ไข เหตุที่มันดีอยู่แล้วก็เพราะว่าผมดูแล้ว การแก้ไข ๒ ครั้ง มันก็แก้ไขไปได้ ระดับหนึ่ง ถ้าจะแก้ไขนะครับ ผมว่าข้อแนะนําของศาลรัฐธรรมนูญวรรคแรกนั่นครับท่าน ไปขอประชามติ ได้ประชามติมาแล้วก็มาทําแบบสํารวจว่ามันควรจะแก้ไขทั้งฉบับอย่างไร เลยทีเดียว หรือท่านจะลงมติในวาระที่สามที่ค้างอยู่มันก็จบไปไปลงมติวรรคสามตรงนั้น แก้ไขครั้งที่ ๔ ครั้งที่ ๕ ครั้งที่ ๖ ตรงนี้มันก็ไม่จําเป็น การยกร่างขึ้นมาใหม่ในมาตรา ๒๑๑ มาตรา ๒๑๒ มันก็เป็นการสร้างภาระ อย่างน้อยที่สุดรัฐสภาเราก็ต้องมาวินิจฉัยวาระที่หนึ่ง วาระที่สอง วาระที่สาม แล้วก็รอไปอีกระยะหนึ่ง แล้วก็ทูลเกล้าฯ ถวาย ดีไม่ดีอาจจะไป ศาลรัฐธรรมนูญอีก ตรงนี้มันสร้างภาระกับรัฐสภาเรา แล้วก็ยังสร้างภาระในกรณีซึ่งกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญ ไปสร้างภาระให้ กกต. กกต. ก็ต้องไปออกกฎหมายลูกประกอบ บางคนก็อภิปรายว่าสร้างภาระให้กับงบประมาณแผ่นดิน ก้าวล่วงไปนิดเดียวท่าน ผมพูดเนื้อ ๆ การแก้ไขให้ผู้สมัครไม่เว้นวรรคผมก็เกรงนะครับ อันนี้ไม่อยู่ในมาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๒ กระผมสงวนคําแปรญัตติไว้เหมือนกัน แล้วก็น่าจะมีโอกาสที่ได้พูด ตรงนี้ผมก็เห็นว่ามันไม่ จําเป็นอะไรที่จะต้องไปยกอันนั้น คนเขาครหานินทากันว่ามันเป็นผลประโยชน์ต่างตอบแทน ผลประโยชน์ต่างตอบแทนนะท่าน ๒ ฉบับแรก ๑ ฉบับ หรืออะไรต่ออะไรแล้วแต่ มันเสียง ครหานินทาท่าน ผมไม่ได้ยืนยันอันนี้ แต่ด้วยความเคารพ ด้วยความเคารพในสมาชิกรัฐสภา ทุกท่าน ผมก็เห็นว่ากรณีลักษณะนี้มันเป็นข้อครหานินทาที่ควรจะรับฟัง สมควรอย่างยิ่งที่จะ มีการแก้ไขหรือมีการพิจารณาในทางที่มันจะสมควรดีกว่านี้ ผมมีเท่านี้ เนื้อ ๆ เท่านี้ครับ ขอบคุณท่านครับ
เชิญท่านพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ เชิญครับ
เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม พุทธพงษ์ ปุณณกันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเรียนท่านประธานว่าผมได้ เสนอคําแปรญัตติของผมไว้ในมาตรา ๓ นี้ด้วยความตั้งใจแล้วก็มีคําถามหลายคําถามนะครับ ท่านประธาน จริง ๆ อยากจะสอบถามไปยังท่านกรรมาธิการเป็นอย่างมาก เพื่อนสมาชิก หลายท่านได้อภิปรายไปแล้วว่าสาระสําคัญของรัฐธรรมนูญมีความผิดพลาดอย่างไร ด้วยเหตุผลอะไร ทําไมถึงต้องไปแก้ไขรัฐธรรมนูญในขณะนี้ โดยเฉพาะในเรื่องที่เรา กําลังจะพูดอยู่นี้ก็คือที่มาของสมาชิกวุฒิสภา
และอีกส่วนหนึ่งผมอยากจะเรียนในภาพรวมสักเล็กน้อยว่าในมาตรานี้ ท่านทราบไหมครับว่าเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญโดยปกติ เหตุผลอะไรทําไมถึงต้องมี สมาชิกวุฒิสภา ชัดเจนครับว่าเขาไม่ต้องการให้สมาชิกวุฒิสภามาซ้ําซ้อนกับสมาชิกรัฐสภา ก็คือสมาชิกที่เป็นผู้แทนราษฎร เขาถึงได้มีการแบ่งแยกอย่างชัดเจน ถ้าเขามีเหตุผลว่า ต้องการสภาทั้ง ๒ คณะเหมือนกัน ที่ผ่านมาทําไมเขาต้องแบ่งแยกว่านี่คือ ส.ส. นี่คือ ส.ว. หน้าที่ วิธีการ ในเรื่องของการปฏิบัติในสภาก็ต่างกัน เพราะเขาไม่ต้องการให้ ๒ สภานี้ มีความซ้ําซ้อน สภาผู้แทนราษฎรมาจากการเลือกตั้งโดยตรง มาจากฐานเสียงของ นักการเมืองของพรรคการเมือง อันนี้ก็ว่ากันไป แต่ในส่วนของสมาชิกวุฒิสภาเขาต้องการ ความหลากหลายทางความคิด ต้องการวุฒิภาวะ วุฒิพิเศษต่าง ๆ ที่เข้ามากลั่นกรอง กฎหมาย เข้ามาช่วยในเรื่องของการถอดถอน เข้ามากลั่นกรองในเรื่องของสิ่งที่มีความสําคัญ อีกระดับ อีกรูปแบบหนึ่ง เขาถึงได้บัญญัติไว้ว่าเป็นสมาชิกวุฒิสภา แล้วก็อีกสภาหนึ่งก็เป็น สภาผู้แทนราษฎร แต่ถ้าตามสิ่งที่ท่านกรรมาธิการได้เสนอมาในครั้งนี้ก็คือทั้ง ๒๐๐ คน สมาชิกวุฒิสภาให้มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือว่าเจตนารมณ์ที่เคยคิดกันไว้ว่า มี ๒ สภา มันก็กลับมาเหมือนมีสภาเดียวครับ เพียงแต่จะแตกต่างกันในเรื่องของการ ทําหน้าที่ ซึ่งเดี๋ยวผมจะเล่ารายละเอียดต่อไปว่าเหตุผลอะไร ทําไมวันนี้ทั้งกรรมาธิการ และคนที่เกี่ยวข้องพยายามเหลือเกินที่จะผลักดันให้รัฐธรรมนูญในวันนี้ได้มีการแก้ไขโดยเร็ว ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนทางบ้านก็สงสัยครับว่าภาพที่เห็นอยู่เมื่อวานนี้มันเกิดขึ้น เพราะอะไร ทําไมต้องเร่งด่วนรวดเร็วขนาดนั้น ก็เพราะว่าปีหน้าจะมีการเลือกตั้งสมาชิก วุฒิสภาใหม่ ท่านก็พยายามให้เสร็จในวันนี้เพื่อท่านจะได้สร้างฐานและนําไปสู่การครอบคลุม ครอบงําเข้าไปในสภาวุฒิสภาในอนาคตก็คือปีหน้า ผมเรียนนะครับว่าผมสันนิษฐาน แล้วผมฝากท่านประธานไปถามยังท่านกรรมาธิการ ไม่ได้มีเจตนาที่จะกล่าวหา พรรคการเมืองใดทั้งสิ้นนะครับ แล้วเพื่อให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น ท่านประธานครับ ผมมี ความจําเป็นที่จะขออนุญาตท่านประธานได้ใช้แผ่นสไลด์โชว์ (Slide Show) ๑ แผ่นครับ ไม่ได้เยอะ ไม่ได้มีอะไรที่ไปทําให้ใครเสียหายทั้งสิ้น และผมได้ทําเรื่องขออนุญาต ท่านประธานไป แจ้งว่าได้รับอนุญาตเรียบร้อยแล้วครับ ขออนุญาตท่านประธาน ห้องโสตทัศนูปกรณ์ช่วยเปิดสไลด์ ๑ แผ่น ที่ผมจะนําเรียนให้กับท่านประธานแล้วก็ทุกท่าน ได้ชมครับ
เชิญครับ
ขอบคุณท่านประธานครับ แผ่นสไลด์ที่เห็นอยู่ข้างบนนี้เป็นฐานความคิดและเป็นฐาน การเลือกตั้งเมื่อปี ๒๕๕๔ ที่ผ่านมา ที่พวกเราสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เข้ามาทําหน้าที่ อยู่ในสภาแห่งนี้ ผมอยากให้พี่น้องประชาชนได้ดูแผ่นสไลด์ที่ผมนําขึ้นมาให้ดี ๆ ครับ นี่คือฐานพื้นที่ของจํานวน ส.ส. ในแต่ละภูมิภาคที่เข้ามาในสภาผู้แทนราษฎรเมื่อปี ๒๕๕๔ ดังนั้นถ้ามีการแก้รัฐธรรมนูญแล้วนําเสนอให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ๒๐๐ ท่าน เลือกมาจากรายจังหวัดทั้งหมดตามที่กรรมาธิการได้เสนอมาในครั้งนี้ แล้วมีสัดส่วน ที่แตกต่างกันตามจํานวนประชากรที่ได้เขียนเอาไว้ จะเห็นว่าภาคเหนือ ภาคอีสาน จํานวนประชากรเยอะที่สุดครับ แล้วพื้นที่ฐานเสียงในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่แล้วถ้าเกิดมีการนะครับ ผมใช้คําว่า ถ้าเกิดมีการใช้ฐานการเมืองของพรรคการเมือง พรรคใดพรรคหนึ่ง ท่านจะเป็นว่าตัวเลข ๒๖๐ แล้วก็ตัวเลข ๑๖๐ บวกกับพรรคอื่น ๆ ก็จะเห็นว่าจากตัวเลขที่ท่านกรรมาธิการได้แก้มา ๒๐๐ คน แล้วใช้จํานวนประชากร ของภูมิภาคแต่ละภูมิภาคเพื่อแบ่งจํานวนการเลือกตั้งของ ส.ส. แต่ละจังหวัด เอาแผ่นนี้ ลงได้แล้วครับ ท่านทราบไหมครับ ท่านประธานและท่านประธานกรรมาธิการว่า ถ้าได้อิงฐานการเมืองตามปี ๒๕๕๔ ที่เลือกตั้งมานี่ สมาชิกวุฒิสภาที่มีการเลือกตั้งคราวหน้า ทั้ง ๒๐๐ คนนั้น แล้วใช้ฐานการเลือกตั้งแบบที่ผมได้นําเสนอเมื่อสักครู่นี้ สิ่งที่เกิดขึ้น คืออะไรครับ ใน ๒๐๐ ท่านที่มีการเลือกตั้งเข้ามาจากทั้งประเทศตามที่ท่านต้องการ นั่นละครับ ถ้าใช้ฐานการเมืองของพรรคเพื่อไทยจะได้ทั้งหมด ๑๒๐ คนครับ นั่นก็หมายความว่าจาก ๒๐๐ คน ใช้ฐานการเมืองที่ท่านมีเครือข่าย ไม่ว่าจะเป็นญาติ หรือจะเป็นคนสนิท หรือใช้ฐานการเมืองของพรรคการเมืองของท่าน ท่านสามารถมีเสียง เกินครึ่งหนึ่งของสมาชิกวุฒิสภาในอนาคตครับ ผมจึงสันนิษฐาน แล้วก็อยากฝาก ท่านประธานแล้วก็ให้พี่น้องประชาชนได้เห็นว่านี่คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวานว่าทําไมต้อง เร่งรีบ ทําไมต้องมีการผลักดันกฎหมายการแก้รัฐธรรมนูญจํานวนและที่มาของสมาชิก วุฒิสภาให้แล้วเสร็จทัน ปี ๒๕๕๗ เพราะจะมีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาที่กําลังจะหมดอายุ ลงครับ แล้วมีการคิดไปถึงว่าถ้ามีการอ้างอิงฐานการเมืองเท่าที่ผมสันนิษฐานไว้นะครับ แน่นอนหลังการเลือกตั้งในปี ๒๕๕๗ สมาชิกวุฒิสภาที่เราคิดว่าเป็นสภาอันทรงเกียรติ อีกหนึ่งสภาก็จะถูกครอบงําและมาจากฐานการเลือกตั้งของฝ่ายการเมือง เพราะฉะนั้นสิ่งที่ ผมนําเสนอไปนั้นเป็นเพียงสันนิษฐานและเป็นเพียงสิ่งที่มันเกิดขึ้น แล้วพยายามจะอธิบาย ให้ฟังว่าตัวเลข ๒๐๐ มันมาได้อย่างไร แล้วถ้าการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภารายจังหวัด ตามประชากรภูมิภาคไหน จังหวัดไหน มีคนเยอะแค่ไหนก็ตามที่ผมได้นําเสนอไปแล้ว ก็คือภาคเหนือ ภาคอีสาน ซึ่งก็ทราบดีอยู่แล้วครับว่าเป็นพื้นที่ฐานเสียงทางการเมือง ของพรรคอะไร นั่นคือสิ่งที่ผมพยายามจะนําเสนอให้เห็นว่าจาก ๒๐๐ คน ถ้าคิดคร่าว ๆ ประมาณ ๑๒๐ คน นี่ยังไม่นับบวกลบนะครับ ก็เกินครึ่งหนึ่งแล้ว อันนี้ใช่หรือไม่ นี่เป็นเหตุผลหรือเปล่าที่ท่านต้องพยายามแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้ได้ เพราะท่านต้องการ จะเข้าไปมีเสียงส่วนใหญ่เกินครึ่งหนึ่งของสมาชิกวุฒิสภา นี่คือเรื่องที่ ๑ ครับ ที่ผมตั้งคําถาม และผมเชื่อว่ามันน่าจะมีคําตอบ แล้วผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนที่อยู่ทางบ้านก็สงสัยว่า เหตุการณ์เมื่อวานมันเกิดขึ้นได้อย่างไร แล้วผมถึงมาโยงได้ว่าวันนี้ตัวเลข ๒๐๐ กับฐานเสียง ของพรรคเพื่อไทยซึ่งมีมาก แล้วเกิดใช้อ้างอิงทางการเมืองในการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ในครั้งหน้าอะไรจะเกิดขึ้น อาจเกิดการผูกขาดในสภาที่เราเรียกว่า วุฒิสภา ใช่หรือไม่
อีกเรื่องหนึ่งครับ นอกเหนือจากท่านไปแก้ตัวเลข ๒๐๐ จาก ๑๕๐ เป็น ๒๐๐ แล้วมีการเลือกตั้งอย่างเดียวโดยที่ไม่มีการสรรหา ผมจะพยายามแสดงให้เห็นในมาตรานี้ เช่นกัน เพราะมาตรานี้เกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้ที่จะเข้ามาเป็น เพราะเนื่องจากผมแปรญัตติ ไว้ว่านอกจากให้มีการเลือกตั้งส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งผมเสนอให้มาจากการเลือกตั้งแต่ เป็นการสรรหาตามกรอบวิชาชีพหรือสภาวิชาชีพต่าง ๆ ถามว่าทําไมผมถึงบอกว่าส่วนหนึ่ง ให้มีการเลือกตั้ง แน่นอนครับ ผมเข้าใจได้ว่าส่วนหนึ่งในการเข้ามาทําหน้าที่แทนพี่น้อง ประชาชนต้องมาจากการเลือกตั้งโดยตรงส่วนหนึ่ง แต่อย่างที่ผมเรียนไปแล้ว ผมเกรง การผูกขาดทางการเมืองก็เลยเสนอทางออกให้กับกรรมาธิการเอาไปพิจารณาว่าถ้าอย่างนั้น ท่านจะเอา ๒๐๐ ไม่เป็นไร ๒๐๐ ก็ ๒๐๐ ครับแต่ท่านต้องตอบว่า ๒๐๐ มาจากฐาน ความคิดอะไร แต่ในมิติหรือในมุมมองของผมคือ๑๐๐ มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ก็ไปกระจายตามประชากร แต่อีก ๑๐๐ น่าจะคัดสรร คัดเลือกมากจากสมาชิกที่มาจาก สภาทนายความ องค์กรสภาต่าง ๆ สภาวิชาชีพต่าง ๆ ที่มีความสําคัญ อย่างเช่นนะครับ ท่านประธาน สภาอุตสาหกรรม สภาหอการค้า ผมคิดว่าเรื่องนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าเวลาพวกเรา ทํางานกันในสภา แม้กระทั่งกรรมาธิการต่าง ๆ เป็นเรื่องปกติมาก ผมเชื่อว่าท่านประธาน ท่านกรรมาธิการก็ทราบดี เราต้องเชิญสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ตัวแทนจาก สภาอุตสาหกรรมมาชี้แจงอยู่เป็นประจํา เพราะเราไม่สามารถที่จะไปรู้รายละเอียดในลึก ๆ ได้ว่าในภาคของเอกชน ในภาคของธุรกิจนั้นเมื่อเราออกกฎหมายไปแล้วเขาสามารถปฏิบัติ ได้หรือไม่ แล้วผมเชื่อว่าถ้าเกิดท่านบอกว่า ส.ว. หรือสมาชิกวุฒิสภาต้องมาจากการเลือกตั้ง ท่านต้องยอมรับครับ นักธุรกิจที่เขาทําธุรกิจ ที่เป็นตัวแทนจากสภาอุตสาหกรรม สภาหอการค้า แห่งประเทศไทย หรือสมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เขาจะอาความสามารถที่ไหนไปลงแข่งในจังหวัดต่าง ๆ เพื่อชนะเข้ามาแล้วเป็นตัวแทน สมาชิกวุฒิสภา แล้วกลับเข้ามาทําหน้าที่ให้กับเรา เป็นไปไม่ได้ครับท่านประธาน เราต้องยอมรับว่าประเทศไทยเราถ้ามีการเลือกตั้งโดยตรง ฐานทางการเมืองของ แต่ละพรรคการเมืองก็มีไม่เท่ากัน นั่นคือเหตุผลที่ผมพยายามจะอธิบายว่าเลือกตั้ง โดยตรง ๑๐๐ เพื่อหาทางออกในการที่จะไม่ผูกขาดให้พี่น้องประชาชนเข้าใจได้ง่าย คืออีก ๑๐๐ ที่เหลือก็ไปคัดสรรให้เขาเลือกกันมาจากสภาวิชาชีพต่าง ๆ อย่างที่ ผมยกตัวอย่างไปแล้วครับ สภาอุตสาหกรรม สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ก็ให้เขาไป เลือกผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเข้ามาช่วยทําหน้าที่ในสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ในการกลั่นกรอง กฎหมายแต่ละฉบับ แล้วผมก็ต้องเรียนด้วยความเคารพว่าสมาชิกวุฒิสภาที่ผ่านมาหรือ ยุคปัจจุบันที่เรานั่งกันอยู่ในห้องประชุมแห่งนี้ผมให้ความเคารพเกือบทุกท่าน แล้วผมเชื่อว่า หลาย ๆ ท่านมีความสามารถเป็นทหารเกษียณอายุแล้วก็ใช้องค์ความรู้ของท่านเข้ามา อภิปราย เมื่อสักครู่หลาย ๆ ท่านก็เป็นประโยชน์เหลือเกิน หลาย ๆ ท่านเป็นนักธุรกิจ หลาย ๆ ท่านมาจากสายงานหลากหลาย ก็เพราะพวกท่านเหล่านั้นได้มาจากวิธีการสรรหา ความหลากหลายในวิชาก็เป็นประโยชน์กับสภาแห่งนี้ในการออกกฎหมาย แต่ผมเชื่อนะครับ ผมไม่ได้ไปก้าวล่วงหรือไปดูถูกท่านสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหานะครับ ผมบอกว่า ถ้าท่านเหล่านี้ต้องไปเลือกตั้งเข้ามา ผมเชื่อว่าท่านไม่ลงหรอกครับ เพราะท่านเชื่อว่าท่าน เข้ามาเพื่อทํางานให้กับประเทศชาติแล้วเหมือนใช้ความรู้ความสามารถที่ท่านมีเข้ามาท่าน ยินดี แต่ถ้าท่านไม่อิงฐานการเมือง แล้วท่านเข้าไปลงเลือกตั้งปกติแล้วหวังเพื่อจะเข้ามาช่วย ประเทศชาติตามรัฐธรรมนูญที่ท่านกําลังจะแก้นี้ไม่มีทางครับ ๒๐๐ ท่านที่เข้ามาผมเชื่อว่า มาจากฐานการเมืองเกือบทั้งหมด แล้วไหนล่ะครับผู้ทรงคุณวุฒิ แล้วความแตกต่างระหว่าง วุฒิสภากับสภาผู้แทนราษฎรในการเลือกตั้งมันจะต่างกันอย่างไรกับ ๒ สภา ถ้าอย่างนั้น ก็มีสภาเดียวครับท่านประธาน แล้วที่เหลือก็ให้ท่านประธานตั้งเป็นที่ปรึกษาวุฒิสภา หรือที่ปรึกษาท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรก็ได้ แต่ถ้าเรายืนยันว่าเรายังมีเจตนารมณ์ ที่จะตั้ง ๒ สภาเอาไว้เพื่อทําหน้าที่แตกต่างกันท่านต้องเดินตามนี้ ถ้าท่านเลือกตั้งทั้งหมด ท่านก็เหมือนมีสภาเดียวแน่นอน แล้วผมอยากจะเรียนท่านประธานไปถึงพี่น้องประชาชน ด้วยว่า ผมขออนุญาตอีกนิดเดียวว่าหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภานั้นไม่ใช่ให้คําที่ปรึกษาเฉย ๆ ไม่ใช่ช่วยกลั่นกรองกฎหมายเฉย ๆ นะครับ ท่านมีหน้าที่แม้กระทั่งคัดสรรผู้เข้ามาดํารง ตําแหน่งทางองค์กรอิสระซึ่งมีความสําคัญเป็นอย่างมาก ท่านมีหน้าที่ในการที่พินิจพิเคราะห์ ใช้ดุลยพินิจของแต่ละท่านเข้ามาทําการถอดถอนถ้าหากมีใครยื่นว่ารัฐมนตรีก็ดี ผู้ใดก็ตาม ทําผิด มีความทุจริต แล้วคิดว่ามีความไม่โปร่งใสเกิดขึ้นก็สามารถจะยื่นถอดถอนไปให้กับ ท่านสมาชิกวุฒิสภา เพราะฉะนั้นเราก็ต้องยอมรับว่าคนที่จะมาทําหน้าที่และใช้ดุลยพินิจขนาดนี้ ให้ฐานเสียงพวก การเมืองด้วยกันเข้ามา ถ้าพูดง่าย ๆ ก็คือ ให้การเมืองเข้ามาตัดสินถอดถอนนักการเมือง ด้วยกัน แล้วประชาชนจะไปพึ่งใครล่ะครับ แต่ถ้าได้ทําอย่างที่ผมบอกนี้ เราหาสมาชิก วุฒิสภาเลือกตั้งส่วนหนึ่งเพื่อจะได้เห็นว่ามาจากโดยตรง อีกส่วนหนึ่งมาจากวิชาชีพที่เรา คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ แล้วท่านไม่ได้อิงฐานการเมืองมา แน่นอนท่านไม่ต้องตอบแทน ฐานการเมืองที่ท่านเข้ามาเพราะท่านมาด้วยความตั้งใจ ถ้าแบบนี้มีการถอดถอนเราก็เชื่อ ท่านได้ว่าท่านมีความเป็นกลาง ท่านใช้ดุลยพินิจของท่านเอง แล้วสิ่งที่ผมต้องเรียน ท่านประธานแบบนี้ว่าหน้าที่ของวุฒิสภายังมีอีกเยอะครับ แต่ผมแค่ยกตัวอย่างว่าการคัดสรร องค์กรอิสระ ผู้ที่จะเข้ามาบริหารองค์กรอิสระต่าง ๆ ต้องมีความน่าเชื่อถือ นั่นเป็นหน้าที่ของ สมาชิกวุฒิสภาที่ต้องมาคัดสรรกันแล้วถามว่าวันนี้องค์กรอิสระที่อยู่ ณ ปัจจุบันนี้อยู่ได้โดยที่ ปราศจากการเข้าไปเคลือบแคลงของนักการเมืองหรือเข้าไปวุ่นวายของนักการเมืองก็เพราะ สภาวุฒิสภาที่ทรงเกียรติเขาไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง เขาไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนครับ เขาก็ไม่ต้องไปใช้บุญคุณใครในการใช้ฐานเสียงของการเมือง เขาก็คิดว่าคนไหนดีสามารถ บริหารองค์กรนี้ได้ดี ท่านก็คัดสรรไปเป็นผู้บริหารองค์กรอิสระ ป.ป.ช. ก็ดี ศาลรัฐธรรมนูญก็ดี ก็ต้องผ่านท่านสมาชิกวุฒิสภาทั้งนั้น แต่ที่ผมเน้นย้ํามากที่สุดคือการถอดถอนนักการเมือง ที่ทุจริต และมีการยื่นเข้ามาในสภาแห่งนี้ว่าให้ช่วยพินิจพิเคราะห์ในการถอดถอนผู้ที่ ดํารงตําแหน่งทางการเมือง โดยเฉพาะผู้ที่เป็นผู้บริหารระดับสูง ผมถามว่าถ้า ๒๐๐ คน มาจากการฐานการเลือกตั้งอย่างที่ท่านจะแก้กันนี้ นักการเมืองก็มาถอดถอนนักการเมือง แล้วมันจะรอดหรือครับ แล้วผมก็ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าฐานทางการคิดเรื่องจริง แล้วผมก็เอาตัวเลขการเลือกตั้ง ปี ๒๕๕๔ มาว่าถ้าอิงฐานการเมือง อิงประชากร ของภาคเหนือและภาคอีสาน ฐานพรรคการเมืองพรรคไหนจะได้มากที่สุดในวุฒิสภา ก็เบ็ดเสร็จอย่างไรครับ ถอดถอนอย่างไรก็ไม่ได้ ถ้าเกิดนะครับ ผมขออนุญาตสันนิษฐาน ไม่ได้กล่าวหา เกิดรัฐบาลเป็นพรรคเดียวกัน ฐานของวุฒิสภาที่ใช้เป็นฐานเดียวกัน แล้วก็มีเกินกึ่งหนึ่ง เกินครึ่งหนึ่ง รัฐบาลก็เป็นของพรรคเดียวกัน แล้วประชาชน มายื่นถอดถอนตามรัฐธรรมนูญ แล้วท่านก็ถอดถอนกันเอง แล้วมันจะถอดถอนได้หรือครับ ความเป็นกลางมันอยู่ที่ไหนล่ะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมนําเรียนนี้นอกจากจะไม่เห็นด้วย ในส่วนหนึ่ง ผมก็พยายามหาทางออกให้ท่านว่าจะเอา ๒๐๐ คน ก็ ๒๐๐ คน แต่ ๑๐๐ คน มาจาการเลือกตั้งโดยตรง อีก ๑๐๐ คน ท่านต้องไปคัดสรรมาจากผู้ที่คิดว่ามาจากตัวแทน ของสภาวิชาชีพต่าง ๆ ครับ แล้วผมก็ยังยืนยันว่าผมยังไม่เห็นความเสียหายของสมาชิก วุฒิสภาแบบสรรหาในปัจจุบันเลยครับ ผมไม่ได้เข้าข้างท่านโดยส่วนตัว แต่ผมมีความรู้สึกว่า ผมเคารพทั้งสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง และผมก็เคารพทั้งสมาชิกวุฒิสภาที่มาจาก การสรรหา เพราะทุกท่านก็ทําหน้าที่ของตัวเองได้อย่างดีครับ เพราะฉะนั้นท่านต้องตอบผม ว่าการที่ท่านจะเปลี่ยนเป็นการเลือกตั้งอย่างเดียวสิ่งที่ผมสันนิษฐานเอาไว้ ผมไม่อยากใช้ คําว่า กล่าวหา นะครับ ว่าท่านต้องการจะอิงฐานการเมืองเพื่อจะได้เข้ามาถือเสียงข้างมาก เบ็ดเสร็จในสภาวุฒิสภานั้นเป็นจริงหรือไม่ ถ้าไม่ใช่ท่านต้องตอบผมว่าเหตุผลอะไร แล้วทําไม ต้องไปเปลี่ยน ทําไมต้องไปแก้รัฐธรรมนูญมาตรานี้ ให้ต้องวุ่นวายกันแบบเมื่อวานนี้ ทําไม ต้องเร่งด่วนขนาดเมื่อวานนี้ต้องมีปัญหา ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนที่ฟังอยู่จะได้เข้าใจครับ ผมเชื่อว่าทุกคนอธิบายไม่ได้ว่าเรื่องเมื่อวานนี้มันเกิดขึ้นเพราะอะไร แล้วผมก็ไม่ขออนุญาต ท่านประธานทบทวนอีกแล้ว ผมจะเสียเวลาสภาแห่งนี้ แต่มันเชื่อมโยงกับสิ่งที่ผมอภิปรายนี้ อย่างชัดเจนว่าเริ่มเห็นเค้ารางแล้ว ว่าความเร่งด่วนเพราะอะไร เป้าหมายที่เดินอยู่ข้างหน้า คืออะไร ตัวเลข ๒๐๐ บวกกับวิธีคิดในการที่จะเอาประชากรในแต่ละจังหวัด แล้วเป็น การเลือกตั้งทั้งหมด มันยึดโยงกับฐานการเลือกตั้งใช่หรือไม่ แล้วประจวบเหมาะกับปีหน้า สมาชิกวุฒิสภาหลายท่านที่มาจากการเลือกตั้งโดยเฉพาะก็จะครบกําหนดลง ท่านก็ถึงต้อง เร่งอย่างไรครับ เพราะว่าปี ๒๕๕๗ มีการเลือกตั้งใหม่ แก้อันนี้ให้รวดเร็ว แล้วทั้งหมดก็จะ อยู่ในเบ็ดเสร็จ อยู่ในสมาชิกวุฒิสภาทั้งหมดใช่หรือไม่ มันก็เลยเริ่มเห็นเค้ารางความเป็นจริง ว่าสิ่งที่ผมสันนิษฐานมันเริ่มชัดเจนมากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นวันนี้ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชน ที่ฟังอยู่ทางบ้านเริ่มเข้าใจ เริ่มเห็นภาพตามผมแล้วว่าอะไรมันเกิดขึ้นเมื่อวานนี้ ทําไมต้อง ดึงดันกันขนาดนั้น ผมเชื่อว่าส่วนตัวท่านประธานเองก็อาจจะไม่ได้ดื้อรั้นขนาดนั้นหรอกครับ แต่มันมีความจําเป็นที่จะต้องเร่งรีบด้วยสิ่งที่ผมบอกใช่หรือไม่ว่าปีหน้าต้องมีการเลือก ท่านก็พยายามจะแก้ไขปัญหาในเรื่องของที่มาของสมาชิกวุฒิสภาให้มาจากการเลือกตั้ง ๒๐๐ คน เมื่อทยอยเลือกกันให้เสร็จ ๒๐๐ คนเป็นของฐานการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่งหมด ทุกอย่างก็หมดครับ แล้วผมจําเป็นจริง ๆ ที่ต้องพูดซ้ําแล้วซ้ําเล่าว่าหน้าที่ของวุฒิสภา มีความสําคัญมาก โดยเฉพาะในเรื่องของการถอดถอนผู้บริหารระดับสูงหรือผู้บริหารประเทศ ฉะนั้นถ้าท่านเข้าไปได้ทั้งหมดฐานการเมืองก็จะแก้ปัญหาให้ทุกอย่างไม่สามารถดําเนินการ ไปให้เป็นในเรื่องของความโปร่งใสได้ เพราะพวกเดียวกันถอดถอนกันเองเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว ครับท่านประธาน ฉะนั้นผมเรียนท่านประธานครับสุดท้ายว่าทั้งหมดนี้ที่ผมได้นําเสนอไปนั้น นอกจากได้แปรญัตติไม่เห็นด้วยแล้วก็เสนอทางออกไว้ให้ท่านประธานกรรมาธิการได้ตอบว่า ทําไม ไม่ได้อิงเพราะอะไร แต่ดูจากแนวทางทั้งหมดแล้วมันทําให้เชื่อได้ว่าแล้วประกอบกับ เหตุการณ์เมื่อวานก็ยิ่งทําให้ผมรู้สึกว่าผมก็เสียใจ แล้วก็หาเหตุผลอื่นไม่ได้ก็เลยมีความ จําเป็นต้องลุกขึ้นมาอภิปรายในครั้งนี้ กับสุดท้ายผมถามท่านประธานผ่านไปยังท่านประธาน กรรมาธิการและกรรมาธิการทุกท่านว่า ผมเข้าใจดีครับว่าท่านจะบอกว่าท่านรับวาระที่หนึ่ง ไปแล้วในเรื่องของการทําประชามติ แต่มันก็ไม่ผิดที่ผมจะถามท่านประธานผ่านไปยัง ท่านประธานกรรมาธิการว่า เอาเป็นว่าสมมุติว่ามันผ่านวาระที่สอง วาระที่สามไปอย่างนี้ มันจะผิดหรือไม่ ถ้าท่านกลับไปถามประชาชนหน่อยว่า เขาเอาด้วยกับท่านไหม ประชาชน ทั้งประเทศเขาอยากเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ๒๐๐ คนที่มาจากทั้งจังหวัดหรือไม่ ท่านอย่าไป คิดแทนเขาสิครับ ท่านคิดแทนเขามากี่เรื่องแล้ว แล้วพอส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความก็มีปัญหา ทุกครั้ง นี่ก็เป็นอีกครั้งหนึ่ง ถ้าท่านถามเจ้าของประเทศ ถามทุกจังหวัดนะครับว่า วันนี้ เขาคิดว่ารัฐธรรมนูญที่ผ่านมาเขาพอใจหรือยัง แล้วท่านจะแก้ให้มี ๒๐๐ คนแล้วมาจาก การเลือกตั้งทั้งหมด โดยพี่น้องประชาชนต้องเป็นคนมาเลือกนะครับ แล้วนี่ยังไม่นับว่าต้องไป ใช้งบประมาณแล้วไปยุ่งเกี่ยวกับ กกต. ใช้เงินงบประมาณอีก ซึ่งก็เป็นเงินภาษีประชาชนอีก ท่านถามเขาหรือยัง ผมเชื่อครับว่าท่านจะได้แนวคิดมุมมองอีกหลากหลายมาก ถ้าท่านได้ไป ถามเขาว่าเขาพร้อมจะเลือกหรือเปล่า
และที่สําคัญที่สุดอีกเรื่องหนึ่งครับท่านประธาน ท่านเขียนไว้ว่าพอท่าน แก้เป็น ๒๐๐ คน แล้วเลือกรายจังหวัด ท่านบอกว่าให้เอา ๒๐๐ คนนี่ไปเทียบกับประชากร ในแต่ละจังหวัด บางจังหวัดได้มาก ๒ คน บางจังหวัดได้คนเดียวเพราะน้อย ผมถามว่า ท่านถามเขาหรือยังว่าเขาอยากได้กี่คน สมมุติบางจังหวัดเขาบอกว่าเขาเลือกได้ ๓ คน เขาบอก จริง ๆ เขาอยากได้ ๕ คน บางจังหวัดเขาบอกเขาได้ ๒ คน เขาบอกเปล่า เขาอยากได้คนเดียว บางจังหวัดในทางกลับกัน อย่างกรุงเทพมหานคร วันนี้ถ้าเอาแบบเดิมบอกว่าได้ท่านเดียว ผมถามว่าสมมุติถ้าไปเฉลี่ยออกมาแล้ววันนี้กรุงเทพมหานครได้ ๒๐ กว่าคน ถามคนกรุงเทพมหานครหรือยังว่าเขาอยากได้กี่คน ท่านคิดแทนเขาหมดทุกอย่างเลยครับ ทั้งจํานวน ทั้งวิธีคิด ทั้งที่มา แล้วสุดท้ายท่านไปอ้างประชาชนท่านบอกว่า ประชาชนไปเลือกมา แล้ววันนั้นประชาชนทําอย่างไรครับ เจ้าของประเทศก็บอกว่า ก็เมื่อมาอย่างนี้แล้ว แก้ไข ไม่ได้แล้ว เขาก็ต้องไปใช้สิทธิของเขาครับ ฉะนั้นสิ่งที่ผมนําเรียนท่านประธานไปถึง ท่านกรรมาธิการ แล้วก็ท่านประธานกรรมาธิการด้วยความเคารพนะครับว่าท่านต้องมี คําตอบ แล้วก็ต้องมีคําตอบให้ชัดเจนว่าสิ่งที่ผมถามทั้งหมดนี่มันเกี่ยวอะไร ทั้งหมดนี้ผมเกี่ยว อยู่เรื่องเดียว ท่านตอบผมให้ได้เท่านั้นเองว่ามันเกี่ยวกับเรื่องฐานการเมืองหรือไม่ ถ้ามันไม่ เกี่ยวกับฐานการเมือง เมื่อวานต้องไม่เกิดครับ ความเร่งด่วนไม่มี ผมเชื่อว่าท่านประธานก็ยัง เข้าใจว่าสถานการณ์เมื่อวานมันเดินต่อไปลําบาก มันก็เกิดขึ้น ถ้าบอกไม่เกี่ยวกับนักการเมือง ไม่เกี่ยวกับเรื่องฐานเสียงการเมือง ตัวเลข ๒๐๐ คนมาอย่างไร ท่านอธิบายให้ผมฟัง แล้วท่านระบุด้วยว่า ๒๐๐ คนนี้มาภายใต้ประชากรเฉลี่ยตามประชากรในรายจังหวัด ซึ่งผมก็ ไปดูแล้วอย่างไรครับว่าภาคเหนือ ภาคอีสานซึ่งก็เป็นฐานเสียงการเมืองของพรรคของท่านก็ มากที่สุดอยู่แล้ว แล้วผมก็เฉลี่ยว่า ๒๐๐ คน สมมุติว่ามาจากการเลือกตั้งทั้งหมด วันนี้ เอาพื้นฐาน เอาตัวเลขท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปี ๒๕๕๔ เอาฐานมาเทียบเคียงดูกับ ๒๐๐ ท่าน จะได้ประมาณร้อยกว่าท่าน ซึ่งเกินครึ่งหนึ่งแน่นอน แล้วผมก็ไม่แน่ใจว่า อีกส่วนหนึ่งอาจจะเป็นของท่านอีกหรือเปล่าผมไม่แน่ใจ กับสุดท้ายท่านต้องตอบว่าสมาชิก วุฒิสภาที่สรรหามาวันนี้เขาทําผิดอะไรครับ เขาทําหน้าที่บกพร่องตรงไหนถึงต้องไปแก้เขา ให้มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ถ้าท่านบอกว่าประชาชนอยากเลือก ๒๐๐ คน ท่านถาม ประชาชนเมื่อไรครับ ก็เราคุยกันว่าให้ทําประชาพิจารณ์ ท่านก็บอกไม่ทําครับ นั่นคือสิ่งที่ ผมนําเรียนท่านประธานว่าในมาตรา ๓ ซึ่งรวมทั้งที่มาของท่านสมาชิกวุฒิสภาในอนาคต คุณสมบัติต่าง ๆ ที่จะมา แล้วผมก็เสนอทางออกว่าถ้า ๒๐๐ คน ก็แบ่งเป็น ๒ กลุ่มได้ไหม นี่คือวิธีนําเสนอของผม ผมถึงได้ขออนุญาตแปรญัตติเอาไว้ แล้วก็นําเสนอทางออกให้กับ ท่านประธานผ่านไปถึงท่านกรรมาธิการได้มีคําตอบให้ผม ขอขอบพระคุณท่านประธานครับ
เชิญท่าน ส.ว. ไพบูลย์ นิติตะวัน แล้วตามด้วยท่านวิทยา บุรณศิริ
ขอบคุณครับ ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้ผมก็ได้มาอภิปรายในเรื่องที่ผมได้มีการแปรญัตติขัดต่อ หลักการแห่งร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งได้อภิปรายนั้นจริง ๆ แล้วก็เป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ตามข้อบังคับ ข้อ ๙๙ อยู่แล้ว นี่เป็นความเข้าใจของผมนะครับ แต่ผมอยากจะเรียน ท่านประธานผ่านไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการนะครับว่าในเมื่อการแปรญัตติ แม้นแต่ การแปรญัตติยังขัดต่อหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญยังไม่ได้นะครับ ท่านประธาน ผมเห็นด้วยนะครับ แต่ปรากฏว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ผู้เสนอมานั้นกลับไปขัด ต่อหลักการแห่งรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ในหลักการที่สําคัญที่บัญญัติว่าการกําหนดกลไก สถาบันทางการเมืองทั้งฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารให้มีดุลยภาพและประสิทธิภาพตามวิถี การปกครองแบบรัฐสภา กลับยื่นญัตตินี้ได้ แล้วก็สามารถนํามาพิจารณาในสภาได้ ทั้ง ๆ ที่
ท่านครับ ท่านไพบูลย์ครับ ท่านครับ ด้วยความเคารพครับ เรามีสมาชิกต่อแถวอีกเยอะเลยครับ เพราะฉะนั้นขอให้ เข้าประเด็นเลยดีกว่า เข้าประเด็นเลยดีกว่าครับ อย่าไปพูดประเด็นเก่าเลย
ขอบคุณครับ กําลังเลี้ยว เข้ามาแล้วครับ ก็กําลังเลี้ยวมาอยู่หน้าแรกครับ ดังนั้นในหลักการที่ผมไม่สามารถที่จะไป แปรญัตติโดยที่ไม่ขัดหลักการได้เลย เพราะว่าหลักการเขียนอย่างนี้ครับท่านประธาน เขียนว่า ให้แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยกําหนดให้สมาชิกวุฒิสภามาจาก การเลือกตั้งเพื่อให้วิธีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภามีลักษณะเช่นเดียวกันกับวิธีการที่ได้มาของ สภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานครับ สมาชิกวุฒิสภาที่มีอยู่ในปัจจุบัน ผมแปรญัตติตัดทั้ง มาตราที่มาตรา ๓ นี้ เพราะว่าสมาชิกวุฒิสภาที่มีอยู่ในปัจจุบันนั้นมาจากการเลือกตั้ง แต่ไม่ใช่ มาจากการเลือกตั้งในแบบสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพราะว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้น ท่านมีที่มาที่สาระจริง ๆ แล้วแม้นจะเลือกตั้งเหมือนกัน แต่โดยหลักการสําคัญแล้วต่างกัน ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้นต้องมีแบรนด์ (Brand) หรือมีพรรคการเมือง เพื่อที่จะนํามา สู่การที่จะเลือกตั้ง ชนะการเลือกตั้ง ดังนั้นแบรนด์ที่แข็งแรงมีพรรคการเมืองที่แข็งแรงก็จะ ทําให้ได้รับการเลือกตั้ง และได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายทุกอย่าง ผมไม่ได้พูดนะครับว่า รวมทั้งเกี่ยวกับการไปซื้อเสียง ไม่มีครับ ดังนั้นการได้มาซึ่งที่มาจากสภาผู้แทนราษฎรในหลักการและเหตุผล และนํามาสู่ที่มาของ วุฒิสภาที่ผมได้แปรญัตติตัดทิ้งไปทั้งหมดนั้น แต่ผมยืนยันครับ ผมเห็นด้วยกับการที่สมาชิก วุฒิสภาจะมาจากการเลือกตั้ง ผมตัดเพียงแค่ประเด็นนี้ ไม่เห็นด้วยว่าจะมาแบบสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร เพราะว่าอะไรครับ ประเทศไทยมีรูปแบบการปกครองที่ไม่ได้แบ่งแยก ฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติออกอย่างชัดเจน ดังนั้นการที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้ไปเลือกนายกรัฐมนตรีมันไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุลซึ่งกันและกัน การตรวจสอบถ่วงดุล ซึ่งกันและกันจะกระทําได้โดยวุฒิสภา รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ จึงไปออกแบบให้วุฒิสภานั้น จะต้องมีสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งที่แตกต่างจากสภาผู้แทนราษฎร และโดยเฉพาะ จากประสบการณ์ที่เกิดขึ้นของประเทศไทย จึงเป็นที่มาที่จะต้องให้มีสมาชิกที่มาจาก การสรรหาด้วย เพื่อที่จะให้เกิดความหลากหลาย ให้เกิดดุลยภาพตามเจตนารมณ์ แห่งรัฐธรรมนูญที่บัญญัติไว้ สมาชิกที่มาจากสรรหานั้นครับท่านประธาน สรรหามาจาก สาขาอาชีพแตกต่างจากสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งจากเขตพื้นที่ การที่มาจาก เขตเลือกตั้งพื้นที่เมื่อมาผสมกับสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากสรรหา ท่านประธานอยู่ใน สภาผู้แทนราษฎรท่านอาจจะไม่เข้าใจถึงการทําหน้าที่ของทั้ง ๒ ฝ่าย ที่ร่วมงานกันมา ตลอดเวลาเป็นเวลาหลายปีเราร่วมงานกันมาโดยดีครับ ในส่วนของผมชื่นชมท่านสมาชิก วุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งอย่างยิ่ง แล้วก็เพื่อนสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้ง ก็ชื่นชมในการทํางานกับสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหา แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นที่เป็นที่มา ต่อการที่ผมจะต้องมาแปรญัตติตัดมาตรา ๓ ไปทั้งสิ้นนั้น ก็เป็นเพียงแค่เหตุว่าสมาชิก ผู้ที่มาจากการเลือกตั้งเขาต้องการที่อยากจะมาทําหน้าที่ต่อในอีกวาระหนึ่ง แต่ว่าพอไป ดําเนินการกลับกลายออกมากลายเป็นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เปลี่ยนแปลงให้สมาชิกวุฒิสภา เลือกตั้งเป็นการเลือกตั้งแบบสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไปเสียแล้ว ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งซึ่งรับไม่ได้ ขอโทษครับ ผมนึกว่ามีคนประท้วงครับ เห็นท่านสุนัยอยู่ ท่านไม่ได้ประท้วงนะครับ ท่านประธานที่มาของสมาชิกวุฒิสภาถ้ากลับไปเป็นแบบสมาชิกวุฒิสภาที่มาจาก การเลือกตั้งทั้งหมดแบบปี ๒๕๔๐ มันก็อ้างได้ แต่ปี ๒๕๔๐ มันเป็นอดีตที่มีปัญหาครับ เรามีพัฒนาการมาจนกระทั่งเป็นสมาชิกวุฒิสภาที่มีการผสมผสาน ท่านประธาน ในประเทศอื่นนะครับ สมาชิกวุฒิสภาเขาก็มีวิวัฒนาการกันมาเช่นเดียวกัน แบบที่เรากําลัง จะกลับไปนั้น ผมไปดูเท่าไรก็ไม่เคยเห็น เพราะประเทศอื่นที่มาของสมาชิกวุฒิสภา ล้วนแล้วแต่จะทําให้แตกต่างจากที่มาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไม่ว่าในประเทศอังกฤษ ในอังประเทศกฤษนี้สมาชิกล้วนแล้วมาจากการแต่งตั้ง หรือประเทศสหรัฐอเมริกา ในประเทศสหรัฐอเมริกาที่มาของสมาชิกวุฒิสภาก็แตกต่างจากสภาผู้แทนราษฎร และอีกอย่างหนึ่งครับที่ประเทศสหรัฐอเมริกาจะเห็นว่าฝ่ายบริหารนั้นมาจากการเลือกตั้ง โดยตรงในระบบประธานาธิบดี ซึ่งดังนั้นทําให้ฝ่ายบริหารได้แยกจากฝ่ายนิติบัญญัติ อย่างสิ้นเชิง เขายังก็เอาที่มาของวุฒิสภาแตกต่างกับสภาผู้แทนราษฎร แต่ถ้าจะเอาให้ เป็นเหมือนแบบสภาผู้แทนราษฎรนะครับ แบบที่ท่านเสนอร่างฉบับนี้มาผมต้องเรียนนะครับ ไม่ได้นอกประเด็นนะครับ ผมเสนอว่าที่มาของนายกรัฐมนตรีควรจะต้องเลือกมาโดยตรง โดยประชาชน แล้วนํามาทูลเกล้าฯ อีกครั้งหนึ่ง เมื่อเลือกมาโดยตรงแล้วแยกอํานาจออกจากกัน อย่างสิ้นเชิง ฝ่ายนิติบัญญัติจะมาจากการเลือกตั้งแบบสภาผู้แทนราษฎร ผมไม่มีปัญหาครับ แต่ต้องไม่สังกัดพรรค สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผมอยากจะเรียนว่าดุลยภาพและประสิทธิภาพ ตามวิถีทางการปกครองแบบรัฐสภานั้น ตามหลักการและเจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญนั้น จะต้องมีองค์ประกอบอย่างนี้ครับ มีมากกว่านี้มีน้อยกว่านี้ก็ไม่เหมาะสม จะไปลดสัดส่วนของสมาชิกวุฒิสภาที่มาจาก การเลือกตั้ง เปลี่ยนเป็นให้มาจากสรรหาทั้งหมดก็เป็นความไม่เหมาะสม ไม่มีดุลยภาพ มันต้องมีครึ่ง ๆ อย่างนี้ละครับ แล้วก็ท่านประธาน การที่มีครึ่ง ๆ อย่างนี้ ทําให้เกิด การถ่วงดุลในวุฒิสภา เกิดการตรวจสอบซึ่งกันและกัน จึงทําหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อวุฒิสภามีประสิทธิภาพแล้ว การที่จะไปถ่วงดุลกับสภาผู้แทนราษฎรจึงเกิดขึ้น ทําให้ รัฐสภามีการถ่วงดุลดังเช่นที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน แล้วท่านประธานครับ ถ้ารัฐสภาซึ่งเป็น ฝ่ายนิติบัญญัติมีดุลยภาพแล้ว ถ่วงดุลได้ ก็ถ่วงดุลฝ่ายบริหาร ซึ่งก็ปรากฏให้เห็นชัดเจน ในปัจจุบันเช่นเดียวกัน แต่ถ้ามีการไปเปลี่ยนแปลงขึ้นมาประชาชนจะไม่ได้ประโยชน์ อะไรเลยครับ เพราะว่ากลายเป็นมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพิ่มเติมเป็น ๗๐๐ คน แล้วก็ มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรร่วมกับสมาชิกวุฒิสภาซึ่งมาจากพรรคการเมืองพรรคใหญ่ ซึ่งของท่านประธานคณะกรรมาธิการนี้ละครับ กลายเป็นเดิมมีอยู่ ๒๐๐ กว่าคน ก็มาจาก วุฒิสภาอีก๑๐๐ กว่าคน ท่านก็จะมีประมาณ ๕๐๐ คน มันก็จะออกมาในแนวนี้ แล้วประโยชน์จากประเทศมันจะเกิดอะไรขึ้น มันมีประโยชน์เป็นเพียงแค่พรรคพวกของ พรรคการเมืองก็จะได้ตําแหน่งมากขึ้นเท่านั้นเอง แต่ประชาชนมีแต่เสีย สูญเสียประโยชน์ ทั้งหมด แต่อย่างไรก็ตามครับ ผมก็คิดว่าในเรื่องของที่มาของสมาชิกวุฒิสภานั้นถ้ามาจาก การสรรหา ถ้าท่านเสนอแก้ว่าการมาสรรหานั้นยังไม่หลากหลายเพียงพอ แต่จะแก้ให้ หลากหลายมากขึ้นผมว่าชอบครับ ถูกต้อง ถ้าแก้ในส่วนนี้นะครับ แต่ว่าไม่ใช่ไปแก้ลดจํานวน ลงนะครับ เพราะว่าสัดส่วนปัจจุบันนี้เหมาะสมอยู่แล้ว ดังนั้นผมจึงจําเป็นที่จะต้องเสนอญัตติ ตัดมาตรา ๓ ออกไปทั้งหมด แล้วก็ยังตัดมาตราอื่น เอาไว้อภิปรายในวันหลัง
ท่านประธานครับ สุดท้ายนะครับ ขอทวนกลับมาตอนแรกอีกครั้งหนึ่ง ในเมื่อการแปรญัตติยังขัดต่อหลักการแห่งร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ได้ ผมก็ยังเชื่อครับ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ซึ่งขัดต่อหลักการและเจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญก็กระทําไม่ได้ ด้วยกันครับ แล้วจะได้เห็นครับ ดังที่ผมได้เรียนไว้ ขอบคุณครับท่านประธาน รบกวนเวลาครับ
ก่อนจะถึงท่านวิทยา ขอให้ประธานกรรมาธิการขอชี้แจงนิดหนึ่งครับ ท่านวิทยาครับ ประธานคณะกรรมาธิการ ขอชี้แจงนิดหนึ่งครับ แล้วค่อยท่านต่อ
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ฟังท่านผู้แปรญัตติ ได้ให้เหตุให้ผลมาประมาณ ๓ ชั่วโมงนะครับ ทางกรรมาธิการก็เก็บประเด็นต่าง ๆ ไว้ ก็อยากจะถือช่วงโอกาสนี้ได้ทําความเข้าใจ ถ้าอย่างนั้นก็จะได้ฟังประเด็นต่าง ๆ ต่อ ก็อยากจะกราบเรียนเป็นเบื้องต้นครับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ไม่ได้ขัดกับรัฐธรรมนูญ หรือขัดหลักการรัฐธรรมนูญ เพราะว่าในรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๙๑ ห้ามไว้เฉพาะ ๒ เรื่อง คือ ๑. ห้ามแก้ไขรัฐธรรมนูญอันมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และ ๒. ห้ามเปลี่ยนรูปของรัฐ เพราะฉะนั้นการแก้ครั้งนี้ ไม่ได้ไปแตะต้องสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้น และที่สําคัญคําวินิจฉัย คําแนะนําของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อคราวที่เราแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ ทั้งฉบับนั้น ท่านก็แนะนําว่าให้ไปทํารายมาตรา หลายท่านก็บอกว่าทํารายมาตราแล้วทําไมไม่ไปถามประชาชน ไปขอประชามติก่อน ศาลรัฐธรรมนูญแนะนําว่าทํารายมาตราก็ไม่จําเป็นจะต้องไปถาม และขณะเดียวกันถ้าท่าน ย้อนอดีตไปไม่ไกลหรอกครับ เมื่อปี ๒๕๕๔ เมื่อสมัยพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลท่านก็ได้ แก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้มา ๒ ครั้งนะครับ คือฉบับแรก ท่านแก้เรื่องวิธีการเลือกตั้ง ฉบับที่ ๒ ท่านแก้เรื่องมาตรา ๑๙๐ การแก้ดังกล่าวท่านก็ไม่ได้ไปถามประชามติที่ไหนนะครับ ก็ใช้ได้มาจนถึงวันนี้ ก็เช่นเดียวกันครับ เราก็ดําเนินการแก้ไขในเรื่องของสมาชิกวุฒิสภาที่จะให้มาจากการเลือกตั้งก็อยู่มาตรา ๓ ที่ท่านได้สงวนคําแปรญัตติและให้เหตุผลไว้นี้ผมอยากจะสรุปอย่างนี้นะครับ มาตรา ๓ เราได้ยกเลิกมาตรา ๑๑๑ และมาตรา ๑๑๒ แล้วบัญญัติถ้อยคําขึ้นใหม่ สิ่งที่ยกเลิกไป จะมีผลทําให้ ส.ว. ที่มาจากการสรรหาสิ้นสุดลงคงเหลือแต่ ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้ง ตามหลักการของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในมาตรา ๑๑๑ สาระสําคัญก็จะบัญญัติ เรื่องจํานวน ส.ว. ว่าจะมี ๒๐๐ ท่าน มาจากการเลือกตั้งของราษฎร ก็บัญญัติให้ชัดเจน ไปเลยว่ามาจากการเลือกตั้งของราษฎร หลายท่านบอกว่าไม่เห็นเคยบัญญัติอย่างนี้มาก่อน ก็ฉบับนี้เขียนให้ชัดครับว่ามาจากการเลือกตั้งของราษฎร ถามว่าทําไมถึงจํานวน ๒๐๐ เอาฐานมาจากไหน ก็กราบเรียนว่าเราได้พิจารณาเทียบสัดส่วนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่มีอยู่ขณะนี้ มีจากเขต ๓๗๕ ท่าน มาจากบัญชีรายชื่อ ๑๒๕ รวมเป็น ๒๐๐ จะเอาครึ่งหนึ่ง ก็มากไปก็คิดว่าเอา ๒๐๐ กําลังดี เพราะว่าเคยใช้มาแล้วตามรัฐธรรมนูญเมื่อปี ๒๕๔๐ และท่านดูเวลา ส.ว. มีหน้าที่แต่งตั้ง ถอดถอนนะครับ สมมุติจะถอดถอน ผมยกตัวอย่าง เฉพาะถอดถอนตามรัฐธรรมนูญปัจจุบันซึ่งเราไม่ได้ไปแก้เรื่องนี้นะครับ ก็ให้ ส.ว. เข้าชื่อ ๑ ใน ๔ ถอดถอนถ้าเรามี ส.ว. ๒๐๐ ก็เข้าชื่อเพียง ๕๐ คน ก็ยื่นขอถอดถอนได้ ขณะเดียวกันการลงมติถอดถอนเขาบอกใช้เสียง ๓ ใน ๔ ของ ส.ว. ๑๕๐ คนก็กําลังดีนะครับ ฉะนั้นคณะกรรมาธิการก็เห็นว่าตัวเลข ๒๐๐ เป็นตัวเลขที่ไม่มากและไม่น้อยจนเกินไป ก็ได้บัญญัติไว้ ทีนี้ท่านมาดูว่าในมาตรา ๑๑๒ สาระสําคัญของมาตรา ๑๑๒ ก็มีอยู่ ๓ ประการหลัก ๆ คือ ๑. การเลือกตั้ง ส.ว. ๒๐๐ คน เราใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง แต่ละจังหวัดจะมี ส.ว. กี่ท่าน กี่คน ก็เอาจํานวนประชากรทั้งประเทศตั้ง เอา ๒๐๐ หาร เฉลี่ยกันไปตามประชากรของแต่ละจังหวัดนะครับ ที่สําคัญซึ่งจะเกี่ยวโยงกับที่ท่านสมาชิก หลายท่านได้ห่วงกังวลว่าถ้าการเลือกตั้ง ส.ว. มันจะทําให้พรรคการเมืองใหญ่ อย่าง พรรคเพื่อไทยที่เมื่อสักครู่มีสมาชิกบางท่านเอาสไลด์ขึ้นดูว่าการเลือกตั้งคราวที่แล้ว ประชากรภาคเหนือ ภาคอีสานมีเยอะ พรรคเพื่อไทยได้คะแนนเสียงเยอะ คราวนี้ที่มาเขียน รัฐธรรมนูญให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้งก็หวังว่าจะได้คะแนนเยอะ ท่านประธานครับ ถ้าการเขียนรัฐธรรมนูญคราวนี้บอกว่า ส.ว. แต่ละจังหวัดเอาเป็นพวงใหญ่นี่นะครับ พรรคเพื่อไทยอาจจะได้เปรียบ แต่ถ้าท่านมาดูวิธีการเลือกตั้งนะครับ เราจะบัญญัติไว้ใน มาตรา ๑๑๒ ว่าประชาชนผู้มีสิทธิลงคะแนน ๑ ท่าน กากบาทได้ ๑ เบอร์ ต่อให้ท่านมีเสียงดี อย่างไร พอบพิวล่า (Popular) อย่างไร คะแนนมันจะไปเทให้ท่านเต็มที่ท่านก็ได้ ๑ คนครับ หลังจากนั้นมันก็จะเฉลี่ยกันไป ท่านจําได้ไหมครับ เมื่อปี ๒๕๔๐ กรุงเทพมหานครมี ส.ว. อยู่ ๑๘ ท่าน คนแรกได้คะแนนเกือบ ๔๐๐,๐๐๐ คะแนน คนสุดท้ายได้ ๑๘,๐๐๐ คะแนน ก็ได้เป็น ส.ว. เหมือนกัน เช่นเดียวกันครับแต่ละจังหวัดก็จะมาทั้งตัวแทนของพรรคใหญ่ ที่มีคนนิยมมาก ตัวแทนของพรรครองลงมา ขณะเดียวกันคนที่อยู่กลาง ๆ ที่มีคุณงามความดี เขาก็มีโอกาสที่จะเข้ามาดํารงตําแหน่ง ส.ว. ด้วย ฉะนั้นก็ไม่ต้องกังวลว่าพรรคหนึ่งพรรคใด จะมายึดตําแหน่งใน ส.ว. และที่สําคัญครับ ท่านประธาน ท่านสมาชิกที่เคารพ ที่เราเขียน รัฐธรรมนูญให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้ง เราเขียนโดยพื้นฐานที่เราศรัทธาในประชาชน ในระบอบประชาธิปไตยนะครับ อํานาจอธิปไตยเป็นของประชาชน วันนี้ประชาชนเขามี ความตื่นตัวทางการเมือง การเมืองมันเป็นการเมืองของประชาชน ภาคประชาชน วิกฤติ ต่าง ๆ ทางการเมืองที่เกิดขึ้นนะครับ สิ่งที่มันเกิดขึ้นมันก็เกิดโอกาสทําให้ประชาชนตื่นตัว ในทางการเมือง วันนี้เขาไปไกลกว่าเราแล้วนะครับ ฉะนั้นท่านไม่ต้องห่วงครับว่าประชาชน จะถูกชี้นํา ประชาชนจะไม่มีดุลยพินิจส่วนตัว ประชาชนจะถูกเขาใช้เงินซื้อ ไม่ใช่แล้วครับ ฉะนั้นขอให้ท่านไว้ใจว่าเมื่อเราจะเป็นประชาธิปไตยเราต้องศรัทธาในประชาชน เราอย่าไป ดูถูกประชาชนครับ ฉะนั้นก็หวังว่าท่านคงไม่ต้องกังวลในเรื่องเหล่านี้ และมีอีกประเด็น หลายคนเป็นห่วงว่าไปบัญญัติให้ ส.ว. หาเสียงได้มันจะมีปัญหาไหม ก็กราบเรียนนะครับว่า เราเอาประสบการณ์เมื่อการเลือกตั้ง ส.ว. ปี ๒๕๔๐ เราเขียนบอกว่าหาเสียงได้เฉพาะ การแนะนําตัว ส.ว. แต่ละคนขึ้นไปบนเวทีก็ไม่ต้องทําอะไรมาก พูดแนะนําตัว พูดแนะนํา ประวัติ บางคนไม่รู้ด้วยครับว่าหน้าที่ตัวจะไปทําอย่างไร วิสัยทัศน์เป็นอย่างไร ตรงนี้เรา บัญญัติไว้ เราก็บอกว่าการหาเสียงก็ให้ทําได้ แต่เฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ และ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ กกต. กําหนดไว้ ฉะนั้นเวลาท่านไปหาเสียงท่านก็ต้องมีกรอบ กําหนดว่าท่านพูดอะไรได้บ้าง เฉพาะอํานาจหน้าที่ของท่าน ซึ่งนอกจากจะทําให้ ผู้ที่จะเป็น ส.ว. รู้หน้าที่ตัวแล้ว ยังเป็นการให้ความรู้ประชาชนด้วยนะครับว่า ส.ว. ของท่าน ที่กําลังจะเลือกเขาจะไปทําอะไรบ้าง ก็ทั้งหลายทั้งปวงอยากจะกราบเรียนชี้แจงว่า กรรมาธิการเราก็คํานึงถึงทุกด้านนะครับ แล้วไม่อยากจะให้ท่านสมาชิกทั้งหลายได้ห่วงใย หรือจินตนาการไปในทางลบมากนะครับ ขอบคุณครับท่านประธาน
ท่านสมาชิกครับ เราคงจะ ไม่เร่งรีบอะไรนะครับ เราก็ว่ากันอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ วันนี้ก็น่าจะเอาอีกสักชั่วโมงหนึ่งแล้วก็ ไปว่าต่อกันพรุ่งนี้อย่างนั้นนะครับ ที่จริงเมื่อกี้พาดพิงไม่ได้เสียหายนะครับ แต่อนุญาตท่าน เอาสักเล็กน้อยครับ เชิญครับ
เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก็ต้องกราบขอบพระคุณ ท่านประธานที่ให้โอกาสผม ที่บอกไม่เสียหายผมขอสั้น ๆ เท่านั้นเองครับ เพราะเนื่องจากว่า ท่านประธานกรรมาธิการได้พูดเสมือนว่า แต่ผมก็ไม่ได้บอกว่าท่านหมายถึงผมโดยตรง นะครับ แต่ผมเป็นคนอภิปรายก่อนหน้านั้นจริง ๆ แล้วก็ได้นําชาร์จในเรื่องของการ ตั้งข้อสังเกตเอาไว้ว่ามันมีฐานเสียงของพรรคการเมือง รวมถึงวิธีแนวทางการได้มาของตัวเลข ๒๐๐ คน กับฐานประชากรที่กรรมาธิการของท่านกําลังจะใช้ในการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา แล้วท่านก็บอกว่าอย่าไปคิดมาก อย่าไปดูถูกประชาชน อย่าไปคิดว่าประชาชนเขาไม่มีความรู้ รัฐธรรมนูญตามประชาธิปไตยต้องเชื่อประชาชน มาจากการเลือกตั้ง มาจากประชาชน ผมคิดว่าเรื่องนี้ถ้าผมไม่ขออนุญาตเวลาสั้น ๆ ผมจะเสียหายครับ สิ่งที่ผมอภิปรายเมื่อสักครู่ ผมไม่เคยคิดว่าจะไปดูถูกประชาชน ผมกลับมองตรงข้ามผมถามท่านก่อนเลยครับ เมื่อสักครู่ว่าท่านถามประชาชนหรือยังว่าเขาอยากแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้หรือไม่ นั่นคือ ประการที่ ๑ ถ้าท่านบอกว่าถามแล้ว เขาพร้อมจะแก้ แล้วก็อยากได้มาของสมาชิกวุฒิสภา เป็นการเลือกตั้งทั้งหมด ไม่มีปัญหาเลยครับ นั่นคือประชาธิปไตยในความรู้สึกของผมเช่นกัน แต่วันนี้เมื่อยังไม่มีการถามก็ไม่ผิดอะไรที่ผมจะถามท่านประธานไปถามว่า แล้วเราจะเอา กันแบบนี้โดยที่เราไม่ถามประชาชนเลยหรือ แล้วผมก็ตั้งข้อสังเกตจากฐานการเมือง ของพรรคการเมือง พรรคเพื่อไทย ผมพูดชื่อได้เลยเพราะไม่ได้เสียหายอะไร เป็นการเลือกตั้ง มาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อปี ๒๕๕๔ ว่าถ้าเอาแบบที่ท่านกรุณาที่จะทํากันใน วันเมื่อวานนี้และวันนี้จะเอาแบบนี้ ผมก็เกรงว่าการครอบงําเข้าไปถึงสมาชิกวุฒิสภา แล้วการได้มาของสมาชิกวุฒิสภาก็จะถูกเข้ามาก้าวก่ายโดยโครงสร้างของพรรคการเมือง เท่านั้นเองครับท่านประธาน แล้วผมก็ให้แนวทางความคิดไป ผมไม่พูดอีกแล้วว่า ๑๐๐ คน มาจากการเลือกตั้งโดยตรง เพราะผมเห็นด้วยกับระบอบประชาธิปไตยแบบที่ท่านคิดเหมือนกัน แต่อีกครึ่งหนึ่งผมก็เลยนําเสนอว่าถ้าอย่างนั้นผมก็เสนออีกร้อยหนึ่ง ที่เหลือให้ครบ ๒๐๐ ให้มาจากสาขาวิชาชีพต่าง ๆ เพื่อความหลากหลายแล้วก็จะได้มีการคานอํานาจกันไปในตัวด้วย นั่นก็เป็นวิธีนําเสนอของผม แต่ผมเกรงว่าถ้าท่านประธานกรรมาธิการตอบผมอย่างเมื่อสักครู่ ผมเกรงว่าถ้าคนเข้าใจแล้วได้ฟังเมื่อสักครู่นี้นิดหนึ่งก็จะไปเข้าใจว่าผมไม่เคารพในระบอบ ประชาธิปไตย แล้วจะไปดูถูกประชาชนว่าทุกอย่างต้องมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ผมไม่ได้ คิดอย่างนั้นครับ แค่นั้นเองครับท่านประธาน ก็ต้องขอบพระคุณท่านประธานที่ให้โอกาส ผมได้ชี้แจงครับ
เชิญท่านวิทยาครับ และต่อด้วย ท่านวินัย สมพงษ์ ครับ
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เนื่องจากว่าในมาตรา ๓ มีการแก้ไข แล้วผมเองก็มีความเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก แล้วก็ใคร่แสดงเหตุผลที่เห็นต่าง กับท่านสมาชิกหลาย ๆ ท่าน แต่เป็นความเห็นของกระผมโดยส่วนตัว แล้วก็โดยสุจริต ท่านประธานครับ ในมาตรานี้ที่มาของ ส.ว. ให้มีการเลือกตั้งจํานวน ๒๐๐ ท่าน ตามที่ ประธานกรรมาธิการได้ชี้แจงเมื่อสักครู่นี้ ผมฟังแล้วก็มีความเชื่อว่าในรายละเอียด ของที่มานั้นคงเป็นสิ่งที่พี่น้องประชาชนคงใช้วิจารณญาณในการเลือกตั้ง อันนั้น เป็นดุลยพินิจของพี่น้องประชาชน แล้วปัจจุบันก็เรียนตามตรงว่าสาขางานต่าง ๆ มีการ กําหนด โดยเฉพาะเรื่องของวุฒิการศึกษา อันนั้นก็เป็นที่มาที่ประชาชนสามารถที่จะ ดําเนินการเลือกได้ เราจะเห็นได้ชัดนะครับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบางท่านก็เป็นหมอ บางท่านก็เป็นตํารวจ บางท่านก็เป็นนายทหาร บางท่านก็มีอาชีพภูมิหลังต่าง ๆ กัน ล้วนเป็น ที่มาที่ประชาชนจะต้องตัดสินใจ เพราะฉะนั้นผมสนับสนุนเรื่องนี้โดยความเห็นว่าถ้าพี่น้อง ราษฎรยังเลือกตั้งโดยสัดส่วนที่ท่านประธานชี้แจงเป็นที่สังเขปนั้น ผมก็ยิ่งเชื่อนะครับว่าสิ่งที่ จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะมาตรานี้ไม่ได้ตัดสิทธิสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหา ที่สามารถที่จะเข้าสู่กระบวนการการเลือกตั้งได้ อันนี้เป็นสิ่งที่ผมเห็นชอบ แต่สิ่งสําคัญที่ ผมได้รับฟังแล้วจําเป็นจะต้องอภิปรายในรัฐสภาแห่งนี้ ซึ่งผมไม่สบายใจต่อความรู้สึก เหรียญมี ๒ ด้านครับท่านประธาน สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะเรียนให้ท่านสมาชิกรัฐสภา อาจจะ เห็นด้วยกับท่านประธานคณะกรรมาธิการเหมือนกับผมที่เห็นสภาผัว สภาเมีย ท่านประธานครับ สภาพี่สภาน้อง ผมเรียนด้วยความรู้สึกโดยส่วนตัวเพื่อสนับสนุนกับการเห็นด้วยในมาตรานี้ เรื่องของคุณสมบัตินั้นผมเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ในที่ประชุมแห่งนี้ผมมีเพื่อนซึ่งเป็น รุ่นพี่ เป็นสมาชิกวุฒิสภาจากการสรรหา เรียนห้องเดียวกันครับ ผมไม่เคยขอความช่วยเหลือ ต่อญัตติหรือมติต่าง ๆ เพราะเราเคารพสิทธิเขาครับ เป็นหัวหน้าชั้นเรียนผมด้วย แต่ผมไม่ขอ อนุญาตเอ่ยนามท่าน เป็นคนที่เคยฉีดยาผมมาตั้งแต่เด็กครับ บังเอิญท่านเป็นหมอ เคยอยู่ อําเภอเดียวกัน คุ้นเคยเหมือนญาติผู้ใหญ่ ผมก็ไม่เคยไปรบกวน แล้วก็ไม่เคยรบกวนสิทธิ ของท่านในการแสดงในการลงมติต่าง ๆ ท่านประธานเชื่อหรือไม่ครับ สมาชิกวุฒิสภา ในจังหวัดเดียวกับผม ผมก็ยังไม่ได้เคยเห็นท่านลงมติเห็นด้วยกับผมนะครับ โดยเฉพาะชั้น รับหลักการในวาระที่หนึ่ง นามสกุลเดียวกับ ส.ส. บางจังหวัดนามสกุลเดียวกันด้วยครับ ลงมติ คนละทางเลย อยู่จังหวัดเดียวกัน นามสกุลเดียวกับ ส.ส. เป็นญาติด้วยครับ ท่านไปเปิดมติดูได้ ถ้าผมพูดผิด และที่สําคัญที่สุดผมคิดว่าเราเคารพในสิทธิที่เขาพึงมี และหน้าที่ที่เขา พึงกระทํา พรรคผมนี่ครับนามสกุลเดียวกับพรรคท่านนะ เป็นพี่น้องกันด้วย บางเวลา เวลายื่นถอดถอนผมก็วิตกกังวล แต่ผมไม่ได้วิตกกังวลว่าเขาเหล่านั้นจะทําหน้าที่อย่างไร เป็นสิทธิของเขา ใกล้ชิดกับนายกรัฐมนตรีผม นามสกุลเดียวกับหัวหน้าพรรคการเมือง ผมก็ยังรู้สึกเฉย ๆ ครับ เพราะนั่นเป็นหน้าที่ครับ ท่านประธานครับ พี่น้องประชาชนถ้าเขา ได้ใช้สิทธิในการเลือกตั้ง โดยเฉพาะผู้ที่จะไปทําหน้าที่ตามมาตรา ๓ เป็นวุฒิสภานี่ ตรงนี้ ผมว่าคุณสมบัติต่าง ๆ นั้นเขาไปไกลอย่างที่ท่านประธานกรรมาธิการได้กล่าว วิจารณญาณ ของเขาได้ว่าเขาจะเลือกใครไปทําหน้าที่วุฒิสภาในเรื่องของการตรวจสอบ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ ผมได้กล่าวนั้นเป็นการรับรองคุณสมบัติคร่าว ๆ ว่าเวลาสมาชิกวุฒิสภาถ้ามาจากการเลือกตั้ง ตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ ผมถือว่ากระบวนการตรวจสอบ หนึ่งในสภาผัวสภาเมียที่หลายท่านกล่าวสภาพี่สภาน้อง สภาเพื่อนอะไรก็แล้วแต่ ผมมีตัวอย่างกับตัวผมเอง ซึ่งผมเชื่อได้ว่าสิทธิและหน้าที่ถ้าต้อง ตรวจสอบกันก็ต้องตรวจสอบ ผมยังไม่พูดถึงว่าผัวเมียที่มันไม่ยอมจดทะเบียนสมรสกัน ไม่ว่าจะเป็นสามีภรรยาไม่ยอมจดทะเบียนสมรส อันนี้เป็นสิทธิของเขา เพราะฉะนั้น ผมไม่ได้คํานึงเลยว่าเขาจะไปทําหน้าที่ แล้วเขาไม่ได้รับการตรวจสอบ ถ้าเขาต้องปฏิบัติ หน้าที่แล้วไม่ได้ตรวจสอบ อันนั้นละเว้น กฎหมายก็ต้องทําหน้าที่ไป สิ่งสําคัญที่ผมอยากจะ เรียนให้ท่านทราบนะครับว่าวันนี้เหตุผลในการสนับสนุนในเรื่องของที่มาในมาตรา ๓ และคุณสมบัติ ผมไม่อยากรบกวนเวลาตรงนี้ ผมเห็นตามที่กรรมาธิการได้พิจารณาว่า สิ่งเหล่านี้ถ้าท่านได้เตรียมความพร้อมหลังจากพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้ดําเนินการและ เสร็จสิ้นกระบวนการไปแล้วนั้นเป็นการเตรียมความพร้อม ไม่ใช่ปล่อยให้เกิดสุญญากาศ และผมเข้าใจว่าถ้าเป็นไปตามกระบวนการก็สามารถจะใช้รองรับกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อให้วุฒิสภาไม่เป็นสุญญากาศ แล้วก็มีขบวนการได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างต่อเนื่อง นั่นเป็น เหตุผลหนึ่งที่ผมสนับสนุนในมาตรา ๓ ครับท่านประธาน
เชิญท่านวินัย สมพงษ์ ครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พันเอก วินัย สมพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมเป็นคนหนึ่งที่ทางท่านสามารถ แก้วมีชัย ต้องกราบขออภัยที่เอ่ยนามท่านในฐานะ ที่ท่านสามารถเป็นประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ คราวนี้ ท่านได้เชิญผมไปพบเพื่อให้ผมชี้แจง แล้วก็รับคําชี้แจงของคณะกรรมาธิการซึ่ง ท่านเป็นประธานอยู่ กระผมได้แปรญัตติร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ๕-๖ มาตราครับ มาตรา ๓ มาตรา ๔ มาตรา ๕ มาตรา ๗ มาตรา ๘ มาตรา ๙ กระผมก็ได้ไปชี้แจงท่านประธาน ท่านสามารถว่าผมได้แปรญัตติอย่างนี้ เป็นธรรมดาอยู่เองที่ทางท่านคณะกรรมาธิการวิสามัญ ท่านก็ยืนอยู่ข้างจุดที่ว่าท่านต้องการที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญให้สมาชิกวุฒิสภานั้นมาจาก การเลือกตั้งทั้งหมด ยกเลิกสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหาหรือแต่งตั้ง แต่ตัวกระผมเอง ผมกราบเรียนว่ากระผมได้ตั้งใจอย่างยิ่งที่จะอภิปรายการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้เรื่องนี้ ในวาระที่หนึ่ง แต่ผมโชคไม่ดี ชื่อผมอยู่ท้าย ๆ ทั้ง ๆ ที่เวลาของฝ่ายค้านอาจจะเหลืออยู่ อีกบ้างสักชั่วโมง ๒ ชั่วโมง แต่สภาก็ปิดไปเสียก่อน กระผมจึงไม่ได้มีโอกาสอภิปราย เมื่อเจตนาจะอภิปรายก็ตั้งใจว่าผมจะคัดค้านเต็มที่ครับว่ากระผมยังอยากจะให้คงสมาชิก วุฒิสภานี้ มีทั้งระบบการเลือกตั้งและระบบการแต่งตั้งหรือว่าสรรหาคือคงสภาพเดิมเอาไว้ ด้วยความเสียดายในคุณภาพของสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้ง หลายท่านมีคุณภาพดี ผมเสียดายคุณภาพเหล่านั้น อันนี้ก็เป็นความเห็นส่วนตัว ผมต้องกราบขออภัยท่านประธานครับ หลายท่านได้กรุณาอภิปรายไปแล้ว ๒๐ กว่าท่าน จะช่วยให้ผมได้อภิปรายได้สั้นลง กระผม จะพยายามไม่เสียเวลาท่านมาก ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ก่อนอื่นกระผมต้อง กราบขอบพระคุณท่านสามารถ แก้วมีชัย เมื่อผมค้านท่านในที่ประชุมคณะกรรมาธิการ วิสามัญ ผมก็แสดงความเห็นตรงไปตรงมา หลายคนก็ค้านท่านเหมือนผม ท่านยังมีใจกว้างครับ ท่านได้กรุณาเอาสิ่งที่พวกกระผมคัดค้านมาให้สภาตัดสินใจ ทั้ง ๆ ที่ถ้าเผื่อท่านจะแสดง อํานาจบาตรใหญ่ท่านบอกว่าเรื่องที่ผมอภิปราย เรื่องที่ผมแปรญัตติ ๕-๖ มาตรา บางมาตรา มันก็ผิด ผมก็รู้ว่าผิดครับ เพราะผมต้องการแสดงว่าผมคัดค้านท่าน ให้รู้ว่าผิด ก็รู้ว่าผิดแต่ก็ทํา เพื่อคัดค้านท่าน ถ้าเผื่อท่านจะแสดงอํานาจบาตรใหญ่ตัด ไม่เอาเข้ามาเสนอต่อสภา พวกกระผม ๕๗ คนก็คงจะไม่มีโอกาสมาพูดแจ้ว ๆ อย่างในวันนี้ กระผมต้องกราบขอบพระคุณในความ มีน้ําใจของท่านนะครับ เป็นสุภาพบุรุษ
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ เหตุที่กระผมแปรญัตติมาตรา ๓ มาตรา ๔ มาตรา ๕ อะไรก็แล้วแต่ที่คัดค้านท่าน ไม่เห็นด้วยกับท่าน เห็นต่างจากท่านก็เพราะว่า อย่างนี้ครับท่านประธาน สิ่งหนึ่งก็คือเวลาฝ่ายค้านที่เหลืออยู่ ๑ ชั่วโมง ๒ ชั่วโมงนี้ผมถูกตัด ไปก่อน ไม่มีสิทธิ กระผมเชื่อมากครับ เชื่อว่าในระบอบประชาธิปไตย มาจอริท์ รูล (Majority Rule) และไมนอริตี ไรท์ส (Minority Rights) คือต้องเป็นไปตามเสียงข้างมาก แต่เสียงข้างมาก ต้องฟังเสียงข้างน้อย จึงมีคํากล่าวว่าฟิลิบัสเตอร์ (Filibuster) คือให้เสียงข้างน้อยได้พูด ได้แสดงออก ท่านเชื่อไหมครับรัฐสภาอเมริกา บางเรื่องบางราวผู้อภิปรายในสภา อภิปราย คนเดียวเกิน ๒๔ ชั่วโมงเพื่อคัดค้านกฎหมายบางฉบับก็เกิดขึ้นมาแล้วครับ กระผมเคย อภิปรายในสภาแห่งนี้เรื่องทํานองนี้ ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ เรื่องสําคัญ ๆ อย่างนี้ จะไม่อภิปรายคงไม่ได้ ในสภามีเรื่องใหญ่ ๆ อยู่ ๕ เรื่องบิกไฟว์ (Big Five) ของรัฐสภา ของสภา เรื่องแรกคือเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญครับ เป็นเรื่องใหญ่ เรื่องที่ ๒ เรื่องงบประมาณ ต้องอภิปราย เรื่องที่ ๓ เรื่องเงินกู้ครับ ผลักภาระให้ประชาชนแบกภาระ ต้องอภิปรายครับ เรื่องที่ ๔ คือเรื่องนิรโทษกรรม เป็นเรื่องใหญ่ และเรื่องสุดท้ายครับเป็นเรื่องใหญ่ของสภา ๕ เรื่องบิกไฟว์ก็คือเรื่องอภิปรายไม่ไว้วางใจ บิกไฟว์ถ้าไปพูดในประเทศแอฟริกาใต้เขาไม่ได้ หมายถึงเรื่องอย่างนี้ ๔-๕ เรื่อง ไม่ใช่ ถ้าบิ๊กไฟว์ไปพูดในประเทศแอฟริกาใต้เขาหมายถึง เสือ สิงห์ กระทิง ควายป่า แล้วก็ช้าง ต่างกันครับ ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ เนื่องจากว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นฉบับที่มีความสําคัญที่จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างในระบบ รัฐสภาของไทย แต่ทว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายที่มีเหตุผลและหลักการสั้นจู๋เลยครับ ท่านเปิดดูนะครับ ท่านสมาชิก ส.ส. ส.ว. ได้ผ่านการทํากฎหมาย กฎหมายมาไม่รู้กี่ร้อยฉบับ หลักการ เหตุผลจะยาว แสดงเหตุ แสดงผล ทําไมถึงแก้ ทําไมถึงมีเหตุผลอย่างนี้ แต่ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้รัฐธรรมนูญครับ หลักการของท่านคือแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพิ่มแก้นะครับ เพื่ออะไร เพื่อให้มี ส.ว. มาจากเลือกตั้ง เมื่อหลักการมันสั้น ๆ อย่างนี้ โอกาสที่พวกกระผม ๕๗ คนจะแปรญัตติผิดหลักการนั้นก็ง่ายครับ ก็ง่าย จึงไม่ได้เกิดขึ้นอย่างนี้ ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผมขอกราบเรียนอีกนิดหนึ่งว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นเปรียบเสมือน เหรียญ ๒ ด้าน มันเป็นเสมือนเหรียญ ๒ ด้านที่ผมเคยอภิปรายหลายครั้งในสภา ท่านสังเกตดู ประวัติศาสตร์การเมืองการปกครอง ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเกิด วิกฤตการณ์ครับ เหมือนเหรียญ ๒ ด้าน วิกฤตการณ์นําไปสู่การแก้รัฐธรรมนูญ และการแก้ รัฐธรรมนูญก็นําไปสู่วิกฤตการณ์เช่นเดียวกันเหมือนเหรียญ ๒ ด้าน เมื่อวานนี้ วันก่อนโน้น ผมกล้าพูดว่ามีวิกฤตการณ์ในรัฐสภา ในสภาแห่งนี้อย่างปฏิเสธไม่ได้ครับ เป็นครั้งแรก ที่กระผมก็อยู่ในเวทีการเมืองมา ๓๐ กว่าปีผมก็เพิ่งเคยเห็น ผมจึงเรียกว่าเป็นวิกฤตการณ์ ในรัฐสภาไทยครั้งแรก และนอกสภาไม่ทราบจะเกิดอะไรขึ้น
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผมขออภิปรายมาตรา ๓ ให้ลึกสักนิดหนึ่ง แต่ไม่กินเวลามาก และตั้งใจว่าเมื่ออภิปรายมาตรา ๓ ซึ่งเป็นมาตราที่เป็นหัวใจของกฎหมาย รัฐธรรมนูญฉบับนี้ผมจะละเว้นที่จะไปอภิปรายกวนเวลาท่านสมาชิกท่านอื่น ไม่อภิปราย ในมาตรา ๔ มาตรา ๕ มาตรา ๗ มาตรา ๘ มาตรา ๙ เว้นครับ แต่ขออภิปรายเฉพาะมาตรา ๓ เพื่อเป็นการประหยัดเวลาของรัฐสภา ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผมแปรเพื่อแก้ แก้ แก้ อยู่ฝ่ายตรงกันข้ามกับคณะกรรมาธิการ วิสามัญมาโดยตลอด เพราะผมยังมั่นใจว่าวุฒิสภานั้นน่าจะมีทั้งแต่งตั้งและเลือกตั้ง ท่านประธานครับ การอภิปรายในวาระที่หนึ่งนี้เสมือนหนึ่งว่าหลายท่านได้อภิปรายในสภา วาระที่หนึ่ง เสมือนหนึ่งว่าประเทศใดก็แล้วแต่ที่สมาชิกวุฒิสภามาจากการแต่งตั้งหรือสรรหา ประเทศอย่างนั้น สภาอย่างนั้นมันด้อยพัฒนา มันล้าหลัง หลายคนได้แสดงความรู้สึกอย่างนั้น จริง ๆ ท่านประธานที่เคารพ กระผมไม่เชื่ออย่างนั้น เพราะกระผมได้ศึกษาประวัติศาสตร์ การเมืองมาหลายประเทศ ของไทยก็ศึกษา ของต่างประเทศก็ศึกษา ท่านประธานครับ ผมไป ค้นคว้าในห้องสมุดของรัฐสภาข้อมูลพื้นฐานของต่างประเทศ ปี ๒๕๕๕ ของสํานักงาน ข่าวกรองแห่งชาติที่ห้องสมุดไม่ทันสมัยพอ เล่มขนาดนี้ครับ ผมก็จึงได้ติดต่อไปยังสํานักงาน ข่าวกรองแห่งชาติ ขอหนังสือเล่มนี้มาอีกเล่มหนึ่งเป็นข้อมูลพื้นฐานของต่างประเทศ ปี ๒๕๕๖ ทันสมัยที่สุดครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้ข้อมูลจากเอกสารสํานักงาน ข่าวกรองแห่งชาติ ๙๘ ประเทศในโลก ในโลกนี้มีประเทศ ๑๙๓ ประเทศครับที่ถูกต้อง รับรอง มี ๑๙๓ ประเทศ วันนี้ที่ถูกต้องรับรองทั่วโลก ผมมีหลักฐาน ๙๘ ประเทศ ๙๘ ประเทศในเอกสารฉบับนี้ครับ เศรษฐกิจ สังคม การเมืองการปกครอง สภา มีแบบไหน อย่างไร บอกหมด ๙๘ ประเทศ ผมกราบเรียนท่านว่าครึ่งหนึ่งครับที่ผมมีข้อมูลมา เป็นประเทศที่มีระบบรัฐสภาคู่ครับ มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มี ส.ส. มีสภาผู้แทนราษฎร แล้วก็มีวุฒิสภา ครึ่งต่อครึ่งเท่า ๆ กัน นี่คือระบบสภาคู่ และประเทศที่มีระบบสภาคู่ก็ ครึ่งต่อครึ่งครับ ครึ่งหนึ่งเป็นประเภทที่มีระบบวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด และ อีกครึ่งหนึ่งครับ มีวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งหรือสรรหาเช่นกันครับ กระผมจึงกล้าที่จะ กราบเรียนท่านเพราะได้ศึกษาค้นคว้ามาหามรุ่งหามค่ํายืนยันว่าในโลกนี้ยังมีอีกมากมาย หลายประเทศที่มีวุฒิสภามาจากการแต่งตั้งครับ เพราะฉะนั้นประเทศไทยจึงไม่ล้าหลัง นะครับ เหมือนอย่างหลายคนที่พูดถึง ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผมอยากจะ ขอยกตัวอย่างประเทศที่มีระบบรัฐสภาที่วุฒิสภานี้มาจากการแต่งตั้ง ผมยกตัวอย่าง เช่น อิตาลี ไม่เบานะครับ อิตาลีก็ยังเหมือนไทย ประเทศอังกฤษไม่ต้องพูดถึง แม่บทนะครับ เหมือนประเทศไทย ประเทศตูนีเซีย ประเทศมาเลเซีย ประเทศสเปน ประเทศสิงคโปร์ ประเทศเม็กซิโก ประเทศอินเดีย ประเทศอียิปต์ ประเทศจีน ประเทศแคนาดาครับ ประเทศ ขนาดที่ผมเอ่ยมานี้ไม่ใช่กระจอก มีระบอบการเมืองมาก่อนประเทศไทย แต่เขาก็ยังคงมี วุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งหรือสรรหาครับ เพราะฉะนั้นประเทศไทยไม่ล้าหลัง แล้วก็ไม่ใช่ว่า ด้อยการพัฒนา ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผมผ่านไปถึงว่าทําไมผมจึงได้ตั้งใจแปรญัตติ แก้ แก้ แก้อยู่ตรงข้าม ฝ่ายตรงข้ามกับท่าน นอกจากผมยืนยันว่าการมีสมาชิกวุฒิสภาจาก การแต่งตั้งไม่ล้าหลังไม่ด้อยพัฒนา
เหตุผลข้อที่ ๒ ผมกราบเรียนท่านว่า ท่านประธานครับ ปี ๒๕๔๐ มาถึง ปี ๒๕๕๐ ๑๐ ปี สังคมไทย หลายคนในสภามีความรู้สึกรังเกียจรู้สึกไม่ชอบกับ คําว่า สภาผัว สภาเมีย สภาลูก รัฐมนตรี ผัวไม่เป็นให้เมียแทน เมียไม่เป็นให้ลูกแทน เราชอบ หรือไม่ชอบครับ ผมคนหนึ่งที่ไม่ชอบ ผมสะท้อนความรู้สึกของประชาชน ท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ถ้าเราแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ สิ่งที่เราไม่ชอบมันจะกลับมาอีก แล้วจะ แก้ไปใหม่อีกไหมครับ เห็นไหมครับ มันจะแก้กลับไปกลับมา กลับมากลับไป
เหตุผลข้อที่ ๓ ท่านประธานครับ ถ้าให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง ทั้งหมด การเลือกตั้งมันจะถูกครอบงําโดยพรรคการเมือง เชื่อผมเถอะครับ เชื่อผมเถอะ ผมเดินอยู่ในเวทีเลือกตั้งมา ๓๐ กว่าปีนะครับ สภาโทรโข่งเดินหาเสียงไหว้ชาวบ้านมา สมาชิกวุฒิสภาที่ลงเลือกตั้งต้องพึ่ง ส.ส. ต้องพึ่งพรรคการเมือง อยู่ภายใต้การครอบงํา ท่านประธานครับ ผมกลัวอะไรครับกับการที่จะไปครอบงําสมาชิกวุฒิสภามันน่ากลัวตรงนี้ ครับท่านประธาน ประเทศที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเขาจะมี ๓ ขาครับ ขาหนึ่งคือฝ่ายบริหารรัฐบาล ขาที่ ๒ ที่ค้ํากันอยู่คือฝ่ายนิติบัญญัติทํากฎหมาย ขาที่ ๓ คือศาลครับ แต่ระบอบการเมืองการปกครองของไทย ระบบรัฐสภาไทย ฝ่ายบริหาร กับฝ่ายนิติบัญญัติกอดคอกันเอาขามารวมกันครับ มันจึงกลายกลับแทนที่จะมี ๓ ขา เป็นเสาที่ค้ํากันอยู่มันก็เหลือแค่ ๒ ขา ขาหนึ่งโตเพราะ ๒ คนกอดกัน อีกขาหนึ่งศาลครับ ซึ่งไม่ทราบจะลีบหายไปเมื่อไร ท่านประธานครับ ถ้าสมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง ถูกครอบงํา เราห่วงอะไร เราเป็นห่วงว่าวุฒิสภามีอํานาจในการแต่งตั้งถอดถอนองค์กรอิสระ ไม่ว่าจะเป็น กกต. ผู้ตรวจการแผ่นดิน ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการ ป.ป.ช. คณะกรรมการ ตรวจเงินแผ่นดิน หรือแม้กระทั่งศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครอง องค์กรอิสระเหล่านั้น เขาตั้งขึ้นมาเพื่อถ่วงดุล เมื่อมันเหลือ ๒ ขา ที่ผมบอกฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติมันกอดกัน เป็นเกลียวเหลือศาล เขาจึงตั้งองค์กรอิสระขึ้นมาเป็นขาที่ ๓ ให้มันคานกัน ถ้าเผื่อสมาชิก วุฒิสภาซึ่งมีอํานาจแต่งตั้งถอดถอนครอบงําองค์กรอิสระ มันก็จะกลายเป็นว่าเหลือ ๒ ขา คือเอาองค์กรอิสระมารวมกับฝ่ายบริหารนิติ ฝ่ายบัญญัติ มันก็จะกลายเป็นคนขาโตเบ้อเริ่ม ข้างหนึ่ง แล้วก็ขาลีบข้างหนึ่ง มันจะไม่เกิดความมั่นคง มันผิดหลักการการปกครอง นี่คือเหตุผลข้อที่ ๒ ที่ผมมีความเป็นกังวล
ท่านประธานที่เคารพครับ สมาชิกวุฒิสภาปัจจุบันผมต้องกราบขออภัย ท่านด้วยความเคารพผมอยู่ได้กับท่านครับ ไม่ว่าจะสรรหาหรือเลือกตั้งผมอยู่กับท่านได้ แต่การที่ท่านหลายท่านได้ขอแก้ ผมไม่ทราบว่าท่านจะไปผิดพลาดในเรื่องผลประโยชน์ ทับซ้อนหรือเปล่า ท่านครับ กฎหมายฉบับนี้ออกไปผมดูแล้วไม่ทราบจะราบรื่นแค่ไหน เพราะผมเกรงว่าอาจจะมีบางคนส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความอีก ผมไม่อยากจะให้มันวุ่น และท้ายที่สุดท่านประธานครับ ที่ผมขอแปรญัตติแก้
เหตุผลข้อที่ ๕ ก็คือท่านครับไหน ๆ ก็ไหน ๆ ถ้าเผื่อท่านจะแก้ผมรู้ครับ ผมพูดให้คอแตกผมก็แพ้ท่าน แต่ผมยอมรับในสภา ระบบสภาก็เป็นอย่างนี้ แต่ผมต้องพูด เพื่อให้เป็นหลักเป็นฐานว่าเราเตือนท่านไว้แล้วว่าอย่าทําเลย มันไม่เหมาะกับสังคมไทย ผมจึงกราบเรียนท่านว่าการเลือกตั้ง ไหน ๆ ท่านก็จะเลือก ไหน ๆ ผมก็จะแพ้ ทําไมล่ะครับ ไม่เอาสภาเดี่ยวเสียเลยครับ หลายประเทศในโลกเขาก็มีสภาเดียว เห็นไหมครับ มีสภาเดี่ยว เสียรู้แล้วรู้รอดไปนะครับ มันประหยัดกว่าเยอะประเทศอิสราเอลก็สภาเดี่ยว ประเทศเกาหลีใต้ ก็สภาเดี่ยว ประเทศนิวซีแลนด์ ประเทศโปรตุเกส ประเทศซาอุดิอาระเบีย ประเทศสวีเดน ประเทศตุรกี ประเทศเวียดนามก็สภาเดี่ยว เห็นไหมครับมันจะประหยัด แล้วนี่คือความคิด ของกระผมตามภาษาผมนะครับ ผมขออภิปรายให้ข้อคิดให้สติสภาแต่เพียงเท่านี้ ก็สุดแท้แต่ท่านจะฟังหรือไม่ฟัง แต่อย่างน้อยกระผมได้พูดไว้เป็นหลักเป็นฐานว่ากระผม มีความห่วงใย ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผมจะไม่อภิปรายในมาตราที่เหลือ ผมขออภิปรายเพียงมาตราเดียวด้วยความเคารพอย่างสูงครับ ท่านครับ
ขอบคุณครับ เชิญท่าน ส.ว. รสนาครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภากรุงเทพมหานคร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันได้แปรญัตติในมาตรา ๓ และมาตรา ๔ ซึ่งที่จริงก็ถูกท่านประธาน คณะกรรมาธิการบอกว่าขัดต่อหลักการ แต่อย่างไรก็ต้องขอขอบคุณที่เปิดโอกาสให้ ๕๗ คนนั้นได้มีโอกาสที่จะอภิปรายในความเห็นซึ่งอันที่จริงดิฉันเองก็ยังเชื่อว่าตัวเอง ไม่ได้แปรญัตติผิดหลักการ เพราะว่าในการรับหลักการของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เขียนไว้ในเรื่องของเหตุผลเพียงแค่ว่า โดยที่เป็นการสมควรกําหนดให้สมาชิกวุฒิสภา มาจากการเลือกตั้ง เพื่อให้วิธีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภามีลักษณะเช่นเดียวกับการได้มา ซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโดยการได้รับการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนอันเป็นการ ส่งเสริมหลักประชาธิปไตยการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ จึงจําเป็นต้องตรารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนี้ ดิฉันเองได้แปรญัตติเอาไว้ ซึ่งต่อเนื่องกันระหว่างมาตรา ๓ กับมาตรา ๔ ก็คือว่าดิฉันเองยังเห็นว่า ส.ว. นั้นก็ควรจะ เดินตามแนวเดียวกับสภาผู้แทนราษฎรนะคะ สภาผู้แทนราษฎรมี ส.ส. เขต แล้วก็ ส.ส. สัดส่วนซึ่งเป็นปาร์ตี้ลิสต์ แต่ดิฉันเองก็แปลกใจว่าเหตุใดจึงกล่าวหากว่า ส.ว. สรรหา ซึ่งจริง ๆ ดิฉันคิดว่าก็มาจาก ส.ส. เหมือนกับ ส.ส. สัดส่วนหรือ ส.ส. ปาร์ตี้ลิสต์นั่นละ แต่กลับไปเรียกว่าเป็น ส.ว. ลากตั้ง ดิฉันเองเห็นว่าการที่ในระบบของสภาผู้แทนราษฎรนั้น มีการเลือกตั้ง ส.ส. เขต ส.ส. เขตนั้นก็อาจจะยังขาดบุคคลที่ทรงคุณวุฒิจึงมี ส.ส. ปาร์ตี้ลิสต์ ขึ้นมาเพื่อให้พรรคสามารถที่จะคัดเลือกคนที่มีคุณวุฒิต่าง ๆ ที่จะเข้ามาช่วยทําให้การทํางาน ในสภานั้นได้รับการเติมเต็ม ส่วน ส.ส. สัดส่วนนั้นจะมีคุณวุฒิจริงแท้แค่ไหนนี่ก็เป็นสิ่งที่เรา ก็เห็นกันอยู่นะคะ เพราะดิฉันเองคิดว่าถ้าเรามองในมุมเดียวกันนี้ ส.ส. ปาร์ตี้ลิสต์นั้น เลือกมาจากหัวหน้าพรรคเพียงคนเดียวด้วยซ้ําไป ในขณะที่ ส.ว. สรรหาเลือกมาจากคนที่ หลากหลาย ๗ คน แต่เอาละ เมื่อเราคิดว่าการเลือกโดยลักษณะแบบสัดส่วนซึ่งเหมือนกับ ปาร์ตี้ลิสต์ของ ส.ส. นั้นไม่เหมาะสม ดิฉันเองก็ยังเห็นว่าในกระบวนการเลือก ส.ว. นั้นควรจะ มีที่มาที่แตกต่างจาก ส.ส. ควรจะมาจากความหลากหลายของวิชาชีพต่าง ๆ ซึ่งในรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช ๒๕๕๐ ฉบับนี้ก็ได้กําหนด ส.ว. ๒ ประเภท คือ ส.ว. จากการเลือกตั้ง ก็เหมือนกับ ส.ส. เขต ส่วน ส.ว. สรรหานั้นก็เหมือนกับ ส.ส. สัดส่วน หรือ ส.ส. ปาร์ตี้ลิสต์ ดิฉันเองคิดว่าถ้าหากว่าเรายังคงรักษาหลักการเบื้องต้นว่าควรจะมี ส.ว. ที่คัดเลือกมาจาก ผู้ทรงคุณวุฒิ แต่ว่าเพื่อไม่ให้ถูกตําหนิติฉินว่าไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่ได้เลือกโดยประชาชน ดิฉันเองก็เสนอว่าให้มีการคัดเลือกเหมือนกับไพร์มารี โหวต ไพร์มารี โหวตคือการเลือก เป็นเบื้องต้นมาก่อนจาก ๕ สาขาแบบเดิม แล้วหลังจากนั้นการเลือกไพร์มารี โหวตหรือเลือก เบื้องต้นมา ๒ เท่า แล้วก็มาให้ประชาชนเลือกให้เหลือเท่าเดียว เพราะฉะนั้น ส.ว. สรรหานั้น ก็จะยึดโยงอยู่กับประชาชน มาจากการเลือกตั้งเหมือนกัน ซึ่งส่วนนี้ดิฉันคิดว่าการที่ ทางคณะกรรมาธิการไปตัดสินว่าสิ่งที่ดิฉันแปรญัตตินั้นขัดหลักการ ดิฉันคิดว่าก็ไม่น่าจะขัด หลักการนะคะ เพราะว่าในกระบวนการเลือกตั้งมันก็มีได้หลาย ๆ รูปแบบ แต่ในที่สุดแล้วก็ยังมายึดโยงอยู่กับประชาชนอยู่ดีนะคะ เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าเราต้อง มองไปที่เจตนารมณ์และวัตถุประสงค์ คือการที่เราต้องการให้ทางสมาชิกวุฒิสภานั้น มีที่มา ที่แตกต่างจาก ส.ส. ก็เพื่อให้กระบวนการในส่วนของสมาชิกวุฒิสภานั้น สามารถที่จะเติมเต็ม ที่จริงท่านผู้อภิปรายก่อนหน้าดิฉันนะคะ ท่าน พันเอก วินัย สมพงษ์ ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ท่านก็ได้อธิบายว่า ในกระบวนการในทางรัฐสภาของเรานั้น เราพูดถึงการถ่วงดุลด้วยการ แบ่งแยกอํานาจหน้าที่นะคะ เราแบ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และตุลาการ เพื่อที่จะให้เกิดการถ่วงดุลเป็นสามเส้า การถ่วงดุลนั้น จะป้องกันการที่เกิดการใช้อํานาจ เบ็ดเสร็จโดยมิชอบ หรือใช้อํานาจตามอําเภอใจ เพราะฉะนั้นในกระบวนการแบ่งแยกอํานาจนี้ ก็เพื่อที่จะให้กระบวนการทํางานนั้น เป็นกระบวนการที่มีการตรวจสอบถ่วงดุล ไม่ใช่ถูกรวบ อํานาจโดยกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่สิ่งที่ปรากฏที่เราเห็นก็คือ ในส่วนของฝ่ายบริหาร คือรัฐบาล และฝ่ายนิติบัญญัติ โดยเฉพาะฝั่งของสภาผู้แทนราษฎรนั้นเป็นอันหนึ่งเดียวกัน เพราะฉะนั้น ในกระบวนการที่เราบอกว่าเป็นสามเส้าของอํานาจมันถึงไม่เกิดขึ้น มันจึงเหลือแค่สองเส้า ซึ่งอันที่จริงแล้วมันก็ไม่มั่นคงนะคะ เพราะถ้าเราพูดถึงสามเส้าที่มันมีความมั่นคงเหมือนเวลา ที่เราเห็นลูกเสือเวลาเขาหุงข้าว เขาเอาสามเส้ามาตั้ง แล้วเพื่อตั้งหม้อได้ การที่มันมีสามเส้า ที่มาดุลกันทําให้เราสามารถจะหุงหาอาหารหรือตั้งหม้อนั้นอยู่บนจุดที่มันมั่นคง แต่ถ้ามัน เหลือสองเส้าเสียแล้วมันก็ไม่มั่นคงนะคะ แต่อย่างไรก็ดีการที่เรามีวุฒิสภา ซึ่งมีความ หลากหลาย แล้วก็ในกระบวนการการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภานั้นก็มีการกําหนดคุณสมบัติ ที่ชัดเจนนะคะ เพื่อให้ตัดขาดจากการเกี่ยวพันกับฝ่ายการเมืองโดยเฉพาะที่บัญญัติว่า ผู้ที่จะ มาสมัครเป็นสมาชิกวุฒิสภานั้น จะต้องปลอดจากการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองอย่างน้อย ๕ ปี ซึ่งดิฉันคิดว่าคุณสมบัติอันนี้เป็นส่วนที่มีความสําคัญ แต่การที่ทางคณะกรรมาธิการ ที่พิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ ไม่ได้แก้ไขเพียงแค่ว่าส.ว. มาจากการเลือกตั้ง ๒๐๐ คน แต่แก้ไปถึงคุณสมบัติทั้งหมด ซึ่งดิฉันต้องขออนุญาตอ้างถึงท่านประธานคณะกรรมาธิการ ที่ได้พูดก่อนหน้านี้นะคะ ว่าท่านอ้างว่าการแก้ไขร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ เพราะว่าในมาตรา ๒๙๑ ของรัฐธรรมนูญนั้น ห้ามแก้ไข ๒ เรื่อง คือ การเปลี่ยนแปลงรูปแบบ ของรัฐ จากรัฐเดี่ยวเป็นหลาย ๆ รัฐนี่ไม่ได้ หรือการเปลี่ยนแปลงระบอบประชาธิปไตย ที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขไม่ได้ เพียง ๒ เรื่องนี้ถ้าพ้นจาก๒ เรื่องนี้แล้วแก้ได้ ทุกอย่าง ดิฉันเองคิดว่าที่จริงท่านต้องกลับมาดูรัฐธรรมนูญนะคะ ดิฉันอภิปรายไปในมาตราก่อน ก็จะไม่ลงรายละเอียดมากนัก แต่จะขอกล่าวอ้างถึงมาตรา ๓ ในวรรคสอง ที่ระบุไว้ อย่างชัดเจนว่าการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานของรัฐต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม ดิฉันคิดว่าหลักนิติธรรมนี้เป็นเรื่อง ที่มีความสําคัญนะคะ ข้อแรกสุดในเรื่องของหลักนิติธรรม คือความเป็นอิสระ ดิฉันว่า ความเป็นอิสระนั้นมันยึดโยงอยู่กับการที่ไม่มีผลประโยชน์ได้เสีย เพราะว่าเมื่อเรา มีผลประโยชน์ได้เสียนี่เราก็จะเกิดอคติ อคติตามหลักพุทธศาสนา คืออคติทั้งสี่อคติจาก ความอยากได้หรือความโลภ อคติจากความไม่ชอบ จากโทสะ จากความเกลียดชัง อคติจาก ความกลัว และอคติจากความหลง อคติทั้งสี่นั้น จะทําให้เราไม่สามารถเป็นอิสระได้ เพราะฉะนั้น ดิฉันคิดว่าการที่ท่านแก้มาตราว่าด้วยเรื่องของ ส.ว. โดยจะแก้จนทําให้ เกิดปัญหาที่ดิฉันพูดว่า เป็นเรื่องของการขัดกันแห่งผลประโยชน์นั้น ท่านประธานคณะกรรมาธิการอ้างว่าไม่ได้มีการขัดกัน เพราะว่า ส.ว. เลือกตั้งนั้น ไปเลือกก็ไม่รู้ว่าจะได้หรือเปล่า แต่ดิฉันคิดว่าอันนั้นเป็นการอธิบายของท่านที่อาจจะ คลาดเคลื่อน ต้องบอกว่า ส.ว. แต่เดิมนั้นที่มาจากการเลือกตั้ง รัฐธรรมนูญระบุว่า คุณไม่มีสิทธิที่จะลงเลือกใหม่ แต่การที่เราแก้ไขเพื่อให้มีสิทธิ อันนี้แหละคือผลประโยชน์ ทับซ้อน เพราะในสมัยที่เราเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เราก็ไม่แน่ว่าเราจะได้ เหมือนกัน เพราะฉะนั้นการจะไปอ้างว่าคนลงสมัครแล้วจะได้หรือไม่ได้นั้น ไม่ใช่เป็นเหตุผล ที่จะบอกว่าสามารถทําได้ เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกิจการ ในรัฐสภาของเราก็ต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรมนะคะ ไม่ใช่อ้างแต่เพียงว่าทําได้ ถ้าแก้ไขแล้ว ไม่ไปเกี่ยวข้องกับประเด็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ หรือเปลี่ยนแปลงระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเท่านั้นแล้วทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้หมด ดิฉันคิดว่าเป็นสิ่งที่เป็นความเข้าใจผิดนะคะ แล้วเวลานี้มีความเข้าใจผิดไปถึงขั้นว่า ใครที่เลือกตั้งมาโดยเสียงส่วนใหญ่แล้วทําอะไรก็ได้ ดิฉันคิดว่าประชาธิปไตยไม่ใช่แบบนี้ นะคะ เพราะว่าประชาธิปไตยจากการเลือกตั้งก็ต้องปฏิบัติหน้าที่อยู่ภายใต้กฎ กติกา หรือ รัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐธรรมนูญได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าการปฏิบัติหน้าที่ทั้งหมดขององค์กร ที่เกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้นจะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามหลักนิติธรรม เพราะฉะนั้น ดิฉันคิดว่าในกระบวนการที่เปลี่ยนแปลงให้มี ส.ว. มาจากการเลือกตั้งทั้งหมดนั้น อาจจะไม่มี ปัญหาถ้าท่านไม่ไปแก้ในเรื่องของคุณสมบัติ แต่การที่ท่านแก้ในเรื่องของคุณสมบัติ ทําให้เป็นการเปิดโอกาสให้สิ่งที่เราเรียกว่า สภาผัวเมียจะกลับเข้ามาใหม่นะคะ ซึ่งในส่วนนี้ ดิฉันคิดว่าน่าจะเป็นการที่แก้เกินหลักการด้วยหรือเปล่า ซึ่งอันนี้คงจะอภิปรายกันในช่วง ต่อไปนะคะ ดิฉันเองคิดว่าการที่เรามีการเลือกวุฒิสภาในลักษณะที่เปิดโอกาสให้ ส.ส. ลาออกวันเดียวก็ลงไปเลือกได้ สามี บุตรทั้งหลายลงไปได้หมด ดิฉันก็มองต่อไปอีกว่า เจตนารมณ์ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ซึ่งผ่านประชามติและพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมี พระบรมราชานุมัติให้เป็นไปตามมติมหาชนนั้น ข้อสําคัญที่เป็นเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้มีอยู่ ๘ ข้อ ดิฉันขอทวนเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่งนะคะ เพราะว่าจะไม่ค่อยมีคนได้สนใจ อ่านในเรื่องนี้มากนักนะคะ ร่างรัฐธรรมนูญคือรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ นั้นมีสาระสําคัญ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ร่วมกันของประชาชนชาวไทย ทั้งหมดพอจะสรุปได้ ๘ ประการว่า
๑. ในการธํารงไว้ซึ่งเอกราชและความมั่นคงของชาติ
๒. การทํานุบํารุงศาสนาทุกศาสนาให้สถิตสถาพร
๓. การเทิดทูนพระมหากษัตริย์เป็นประมุขและเป็นมิ่งขวัญของชาติ
๔. การยึดถือระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นวิถีทางในการปกครองประเทศ
๕. การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน
๖. ให้ประชาชนมีบทบาท มีส่วนร่วมในการปกครองและตรวจสอบการใช้ อํานาจรัฐ
๗. การกําหนดกลไกสถาบันทางการเมืองทั้งฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร ให้มีดุลยภาพและประสิทธิภาพตามวิถีการปกครองแบบรัฐสภา
๘. รวมทั้งให้สถาบันศาลและองค์กรอิสระอื่นสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ โดยสุจริตเที่ยงธรรม
ดิฉันคิดว่าข้อ ๗ กับข้อ ๘ นี้เกี่ยวเนื่องกันนะคะ ในกรณีของสมาชิกวุฒิสภา นั้นดิฉันเองเชื่อว่า ส.ว. สมาชิกวุฒิสภานั้นจะเข้ามาเติมเต็มในส่วนของการถ่วงดุลอํานาจ ซึ่งเวลานี้ฝ่ายสภาผู้แทนราษฎรหรือสภานิติบัญญัตินั้นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับฝ่ายบริหาร เพราะฉะนั้นการตรวจสอบถ่วงดุลในส่วนนี้มันเป็นไปได้ยาก การมีสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งไม่เกี่ยวพันกับฝ่ายการเมืองก็พอจะทําให้เกิดการตรวจสอบถ่วงดุลกันได้ แต่ถ้าหากว่าเราเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติในจุดนี้จนทําให้สมาชิกวุฒิสภาในอนาคตจะมาจาก ฐานเสียงของฝ่ายการเมืองนะคะ ส่วนนี้ดิฉันคิดว่ากระบวนการตรวจสอบถ่วงดุลนั้นจะหมดไป เนื่องจากว่าบทบาทของสมาชิกวุฒิสภานั้นคือผู้ที่จะให้ความเห็นชอบต่อผู้ดํารงตําแหน่ง ต่าง ๆ ในสถาบันศาล และองค์กรอิสระอื่น ๆ ซึ่งถ้าหากว่าวุฒิสภานั้นกลายเป็นสภาแบบที่ เคยถูกตําหนิเมื่อสมัยปี ๒๕๔๓ ว่าเป็นสภาผัวเมีย สภาทาส สามารถถูกครอบงําได้ ขาดอิสระตรงนี้ แล้วจําเป็นจะต้องไปให้ความเห็นชอบต่อการเลือกบุคคลซึ่งไปดํารงตําแหน่ง ในองค์กรอิสระ องค์กรตามรัฐธรรมนูญ รวมไปถึงศาลต่าง ๆ นั้น ดิฉันคิดว่าจะทําให้ กระบวนการเหล่านี้เกิดปัญหาขึ้นมา สถาบันต่าง ๆ เหล่านี้ที่ถูกเลือกหรือเห็นชอบโดย วุฒิสภานั้นก็จะไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่อย่างสุจริตเที่ยงธรรมได้ ซึ่งจุดนี้ดิฉันคิดว่าจะทําให้ กลไกของการบริหารการปกครองบ้านเมืองของเราที่เราเรียกว่าระบอบประชาธิปไตยที่มี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้นสูญเสียสาระสําคัญของตัวมันเอง ด้วยเหตุนี้ดิฉันคิดว่าการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เพื่อปลดล็อก ส.ว. นั้น ดิฉันเห็นว่า เป็นการทําลายสาระและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถึงแม้ว่าจะบอกว่าไม่ได้ไปแก้ไข ในเรื่องของรูปแบบของรัฐหรือประชาธิปไตยซึ่งมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่ดิฉัน คิดว่าสาระสําคัญของรัฐธรรมนูญฉบับนี้อิงอาศัยกันเป็นระบบขึ้นมา การทําให้ส่วนของ สมาชิกวุฒิสภานั้นสูญเสียสาระหลักตรงนี้จะนําไปสู่การทําลายสาระหรือเจตนารมณ์ ของรัฐธรรมนูญนี้ทั้งฉบับ และนําไปสู่การที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะว่าสมาชิกวุฒิสภา และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งรวมกันเป็นสมาชิกรัฐสภานั้นเป็นผู้ใช้อํานาจในการแก้ไข รัฐธรรมนูญ ถ้าเราเข้าใจในเรื่องของหลักนิติธรรมนะคะว่าการใช้อํานาจหรือการปฏิบัติหน้าที่ ทั้งหลายของเรานั้นจะต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม ถ้าหากการดําเนินงานในรัฐสภา ของเรานั้นเป็นเรื่องที่ขัดต่อหลักนิติธรรมในการตรากฎหมาย และในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกติกาสูงสุดของประเทศนั้นก็จะนําไปสู่การที่มันจะถูกหักล้าง ล้มล้าง ในการที่จะ ไม่สามารถปฏิบัติตรงนี้ได้ เพราะดิฉันยืนยันนะคะว่าการที่เราทั้งหลายที่เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ทั้งหลาย แล้วมาออกกฎหมายอันนี้ขึ้นมามันเป็นการขัดต่อหลักนิติธรรม เพราะว่าการมี ผลประโยชน์ได้เสียนั้นจะทําให้เรามีอคติ เมื่อเรามีอคติเราย่อมไม่มีความเป็นอิสระในการ ที่จะตัดสิน เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าถึงแม้ดิฉันเองเป็นสมาชิกวุฒิสภาจากการเลือกตั้ง เป็นผู้ที่ จะได้รับประโยชน์ถ้าหากร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่าน ดิฉันสามารถลงเลือกตั้งได้อีก แต่ดิฉันคิดว่าการที่เราจะเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวอันน้อยนิดนะคะ แล้วก็ไปทําลายหลักการ อันสําคัญของระบอบการปกครอง หรือสาระเจตนารมณ์หลักของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ดิฉันคิดว่า เป็นสิ่งที่ไม่สมควรนะคะ เพราะฉะนั้นดิฉันจึงได้แก้ไขต่าง ๆ เพื่อให้กระบวนการได้มาซึ่ง วุฒิสภานั้นยังเป็นกระบวนการที่ไม่ยึดโยงอยู่กับฝ่ายการเมือง เพราะดิฉันเองไม่เห็นด้วยกับ สิ่งที่ทางประธานคณะกรรมาธิการได้มีการแก้ไขอันนี้มา แล้วดิฉันจึงได้แก้ไขเพื่อขอให้คง วิธีการที่จะมี ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้ง และ ส.ว. สัดส่วน หรือเหมือน ส.ส. ปาร์ตี้ลิสต์ แต่ว่าให้ยึดโยงอยู่กับประชาชนโดยให้ประชาชนมาเลือกจากจํานวน ๒ เท่าให้เหลือเท่าเดียว แล้วก็เป็นองค์ประกอบของวุฒิสภาต่อไปค่ะ ขอขอบพระคุณค่ะ
ท่านสมาชิกครับ อย่างที่ได้ กราบเรียนนะครับ เราคงจะไม่เร่งร้อนอะไรนะครับ เราก็จะว่าของเราไปเรื่อย ๆ วันพรุ่งนี้ ก็จะเริ่มประชุมต่อสักสิบโมงเช้านะครับ แล้วก็ไปเลิกเอาตอน ๔ ทุ่ม วันละ ๑๒ ชั่วโมง ก็กําลังพอเหมาะนะครับ เพราะฉะนั้นวันนี้ก็ขอท่านสุดท้ายนะครับ หลังจากนั้นก็จะไปต่อ พรุ่งนี้สิบโมงเช้านะครับ เชิญท่านนริศครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นริศ ขํานุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกของรัฐสภา ผมอภิปรายไม่ยาวครับท่านประธานครับ เพียงแต่ว่าขออนุญาต ได้ตั้งคําถามไปยังคณะกรรมาธิการวิสามัญว่าการที่ท่านออกแบบสมาชิกวุฒิสภาขึ้นมาใหม่ ในขณะที่บทบาทหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญไม่ได้มีการแก้ไขนั้น สมาชิก วุฒิสภาที่ท่านออกแบบขึ้นมาใหม่นั้นสามารถทําหน้าที่ตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญเดิมที่ไม่มี การแก้ไขนั้นได้ดีมากน้อยกว่าสมาชิกวุฒิสภาชุดเดิมแบบเดิมได้อย่างไรนะครับ ผมกราบเรียน ท่านประธานว่าหน้าที่บทบาทของสมาชิกวุฒิสภามีอยู่ ๓ บทบาทหลัก คือ ๑. กลั่นกรอง กฎหมายกับให้คําแนะนํารับรองก่อนโปรดเกล้าฯ บุคคลทั้งหมด ๗ ตําแหน่ง แล้วก็ถอดถอน ผู้ดํารงตําแหน่ง๑๕ ตําแหน่ง นี่คือหน้าที่หลัก คนที่สามารถทํา ๓ อย่างให้ได้ดี ให้เป็นกลาง ให้เป็นอิสระได้คือกลั่นกรองกฎหมาย ให้คํารับรองก่อนโปรดเกล้าฯ ๗ ตําแหน่ง และถอดถอน ผู้ดํารงตําแหน่ง ๑๕ ตําแหน่งนั้น ผมกราบเรียนท่านประธานว่าต้องเป็นบุคคลที่ไม่อยู่ในอาณัติ ภายใต้ใคร ทั้งเป็นกลุ่มการเมืองหรือพรรคการเมือง ๒. ต้องยึดประโยชน์ของประชาชน และของประเทศชาติเป็นหลัก ๓. ไม่ตกอยู่ภายใต้อามิสสินจ้างใด ๆ แม้ว่าจะมีผลประโยชน์ มากน้อยแค่ไหน อย่างไร ก็ไม่ไปยึดแลกสิ่งเหล่านี้กับอามิสสินจ้าง ต้องไม่ไปเกี่ยวข้อง เป็นญาติกับผู้บริหารบ้านเมือง และอยู่ในวาระเดียวเพื่อตัดความเชื่อโยงกับกลุ่มอํานาจ ในทางการเมือง นี่คือคุณสมบัติของคนที่ทําหน้าที่กลั่นกรองกฎหมายและให้คําแนะนํา รับรองก่อนโปรดเกล้าฯ ๗ ตําแหน่ง และถอดถอนผู้ดํารงตําแหน่ง ๑๕ ตําแหน่ง เรื่องกลั่นกรองกฎหมาย ผมว่าสมาชิกวุฒิสภาชุดนี้ก็ได้ทําหน้าที่อย่างดีเพราะเขามาจาก ความหลากหลาย ความเห็นของท่านสมาชิกวุฒิสภาหลังจากพิจารณากฎหมายของเรา ซึ่งผ่านวาระที่สาม ไปยังวุฒิสภาเป็นประโยชน์มากมาย และความเห็นที่แย้งกับเราส่วนใหญ่ ทางสภาผู้แทนราษฎรก็รับนะครับในความเห็นที่สมาชิกวุฒิสภาแก้ไขกฎหมายของเรา ที่ผ่านวาระที่ ๓ และหากเราเห็นแย้ง เรามาตั้งกรรมาธิการร่วม ความเห็นที่เป็นประโยชน์ ของท่านสมาชิกวุฒิสภามากมายที่อยู่ในกรรมาธิการร่วมและเราก็เห็นชอบที่สมาชิกวุฒิสภา แก้ไขในกรรมาธิการร่วมหรือยืนยันความเห็นในกรรมาธิการร่วมมา กรรมาธิการสามัญของ สมาชิกวุฒิสภาได้ทําบทบาทที่เป็นประโยชน์มากมายนะครับ ผมคิดว่าสมาชิกวุฒิสภาที่มี ความหลากหลายเช่นนี้เขาได้ทําหน้าที่ที่เป็นประโยชน์ให้กับบ้านเมืองมามากทีเดียว สมาชิก วุฒิสภาที่ท่านกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ออกแบบขึ้นมานี่ทําได้ดีกว่านี้ไหมครับ สมาชิก วุฒิสภาที่ท่านออกแบบขึ้นมาก็คือสามารถให้มีวุฒิสภาเป็นสภาผัวเมียได้ ให้เป็นสมาชิก พรรคการเมืองได้ ให้ ส.ส. ลาออกมาสมัครได้ และให้สมาชิกวุฒิสภาลาออกมาสมัครต่อได้ นี่คือที่ท่านออกแบบขึ้นมาใหม่นะครับ มันจะดีกว่าเก่าอย่างไร มันจะทําบทบาทเก่า ได้อย่างไร ท่านมีหลักประกันอะไรว่าคุณสมบัติสมาชิกวุฒิสภาที่ท่านออกแบบขึ้นมานี้ จะสามารถทําบทบาทหน้าที่ได้กว่าสมาชิกวุฒิสภาชุดปัจจุบัน ส่วนการให้คํารับรองแนะนํา ก่อนโปรดเกล้าฯ ทั้งหมด ๗ ตําแหน่ง ไม่ว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครอง สูงสุด คณะกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน คณะกรรมการ ป.ป.ช. สตง. ผู้ว่าการ ตรวจเงินแผ่นดิน และกรรมการสิทธิมนุษยชน ทั้งหมด ๗ ตําแหน่ง สมาชิกวุฒิสภาที่ท่านออกแบบขึ้นท่านแน่ใจหรือว่าจะทําหน้าที่ให้คําแนะนําก่อนโปรดเกล้าฯ ได้อย่างตรงไปตรงมาได้ดีกว่าสมาชิกวุฒิสภาชุดปัจจุบัน หน้าที่ในการถอดถอนผู้ดํารง ตําแหน่งในทางการเมืองหรือข้าราชการระดับสูง ๑๕ ตําแหน่ง ตั้งแต่นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ส.ส. ส.ว. ประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด อัยการสูงสุด กกต. ผู้ตรวจการแผ่นดินรัฐสภา ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้พิพากษา ตุลาการ พนักงานอัยการ หรือผู้ดํารงตําแหน่งสูงตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การป้องกันและปราบปรามการทุจริต ท่านเชื่อเถอะครับว่า ส.ว. ที่เป็นพวกกับนักการเมือง เหล่านี้ครับกล้าถอดถอนผู้ดํารงตําแหน่งในทางการเมืองเหล่านี้ ถ้าผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมืองเหล่านี้ทุจริตประพฤติมิชอบและ ส.ว. เป็นพวกนักการเมืองเป็นพรรคการเมือง เป็นเครือญาติกัน กล้าถอดถอนคนเหล่านี้หรือครับ เช่นเดียวกันครับหากตั้งแต่ประธาน ศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ อัยการสูงสุด วินิจฉัยพิพากษาหรือดําเนินการใด ๆ ไม่ถูกใจสมาชิกวุฒิสภา ท่านมีหลักประกันอะไรว่าสมาชิกวุฒิสภาที่ท่านออกแบบไม่ไปรังแก บุคคลเหล่านี้นะครับ ผมจึงไม่เห็นด้วยตั้งแต่วาระที่หนึ่งนะครับ ที่เรารับหลักการกันมาตั้งแต่ วันที่ ๔ เมษายน ๒๕๕๖ เพราะได้ออกแบบสมาชิกวุฒิสภาแตกต่างผิดแผกไปจากเดิม และท่านไปแก้ไขในวาระที่สองหนักเข้าไปอีก แตกต่างจากเดิมในวาระหนึ่งร่างวาระที่หนึ่ง ผมก็ว่าแย่เต็มทีแล้วครับ ท่านไปเติมออกแบบมาใหม่ ในความเห็นผมแย่หนักเข้าไปกว่าเดิม ท่านต้องตอบคําถามผมว่าบทบาท ๓ ประการ ๑. กลั่นกรองกฎหมาย ๒. ให้คําแนะนําก่อน โปรดเกล้าฯ ๗ ตําแหน่ง และถอดถอนผู้ดํารงตําแหน่ง ๑๕ ตําแหน่งสําหรับ ส.ว. ที่ท่าน ออกแบบใหม่ทําได้ดีกว่าสมาชิกวุฒิสภาเดิม ท่านให้ความมั่นใจกับพวกเราครับว่าสมาชิก วุฒิสภาที่ท่านออกแบบใหม่สามารถปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาไม่อยู่ภายใต้อาณัติใคร ยึดประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นหลักไม่เห็นแก่อามิสสินจ้างและเป็นกลาง เป็นอิสระในทางการเมือง ผมจึงขออนุญาตตั้งคําถามและโดยรวมแล้วผมจึงสงวนคําแปรญัตติ เอาไว้ เพราะไม่เห็นด้วยกับที่ท่านออกแบบสมาชิกวุฒิสภาตามร่างที่กรรมาธิการวิสามัญ ได้พิจารณาแก้ไขมาครับ ขอบคุณท่านประธานครับ
ผมขอปิดประชุมครับ