รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๑ สิงหาคม ๒๕๕๖

วีรวิท คงศักดิ์ หารือเกี่ยวกับการแก้ไขมาตรา 3 โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีผู้ทรงคุณวุฒิที่หลากหลายและมีคุณสมบัติที่เหมาะสมในการทำหน้าที่ในคณะกรรมการวุฒิสภา นอกจากนี้เขายังหารือเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงวาระการดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาและระบบการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเพื่อให้มีความเป็นอิสระและเป็นกลาง

พลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม พลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์ สมาชิกวุฒิสภาสรรหาภาควิชาชีพ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและผู้สงวนความเห็นในกรรมาธิการนะครับ ผมอยากเรียนอย่างนี้ครับ ในเรื่องที่ผมอยากจะเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านกรรมาธิการในฐานะที่ผมเป็น กรรมาธิการเสียงข้างน้อยอยู่ในเรื่องของมาตรา ๓ ในประเด็นที่ผมอยากเรียนว่าการแก้ไข มาตรา ๑๑๑ กับมาตรา ๑๑๒ นั้นเป็นเรื่องของจํานวนและที่มาของสมาชิกวุฒิสภา ตามโครงสร้างใหม่ จากการที่ประชุมผมได้สอบถามกรรมาธิการผู้เสนอร่างว่าในการกําหนด วิธีการของที่มานั้น ทราบว่ากลับไปที่ปี ๒๕๔๐ ก็คือเป็นการเลือกตั้งทั้งหมด แต่เมื่อถามถึง จํานวนว่ามีจํานวน ๒๐๐ คน ผมก็เรียนถามว่า ๒๐๐ คนนั้นมีที่มาหรือการคํานวณอย่างไร ท่านก็บอกว่ากลับไปสู่ปี ๒๕๔๐ ผมก็เรียนว่าปกติการเลือกตั้งของปี ๒๕๔๐ นั้นใช้จํานวน สัดส่วนของประชากรโดยเอาครึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิก ส.ส. เขตนะครับจาก ๔๐๐ คน ลดลงมาเหลือ ๒๐๐ คน เพราะฉะนั้นกระบวนการที่ผมคิดว่าแนวทางที่เราจะเลือกหรือมีการ กําหนดจํานวนและที่มาของ ส.ว. นั้นเราน่าจะมีการกําหนดที่มีหลักการและมีวิธีการ และอิงวิชาการ จากการไปตรวจสอบข้อมูลทั้งหมด ความเป็นมาของสมาชิกวุฒิสภาเรา มาตั้งแต่ปี ๒๔๘๙ โดยที่มีความคิดว่าสภาผู้แทนราษฎรซึ่งแต่เดิมมี ๒ ประเภทคือประเภท ๑ กับ ๒ นั้นอาจจะไม่สามารถทํางานได้น่าจะใช้ระบบ ๒ สภา เราก็ไปจําลองแบบระบบ พาร์ลิเมนทารี ซิสเต็ม (Parliamentary System) จากประเทศอังกฤษโดยที่โครงสร้างของ การเมืองเราตั้งแต่ปี ๒๔๘๙ นั้นเราใช้สภาผู้แทนราษฎรที่มีเสียงข้างมากสามารถที่จะ เป็นฝ่ายบริหารได้ เพราะฉะนั้นโครงสร้างของการเมืองของเรา ใครที่ถือเสียงข้างมาก ในสภาผู้แทนราษฎรก็จะเป็นฝ่ายบริหาร เมื่อเป็นทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติปัญหา ที่ตามมาก็คือการดําเนินนโยบายและการออกกฎหมายต่าง ๆ ก็มีความคล่องแคล่วสามารถ ปฏิบัติตามนโยบายได้เร็ว ด้วยเหตุนี้อังกฤษเขาก็เลยมีระบบของการถ่วงดุลด้วยการใช้เฮาส์ ออฟ ลอร์ดส หรือที่เรามาแปลว่าวุฒิสภาของเราเข้ามา แต่วุฒิสภาของอังกฤษนั้นใช้การ เข้ามาจากคนหลายส่วนที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ มีจํานวนประมาณ ๑,๐๐๐ คนเศษ แล้วก็ กระบวนการในการทํางานแตกต่างกับวุฒิสภาเรา กระบวนการของวุฒิสภานั้นของประเทศ อังกฤษเขาจะมาทํางานเฉพาะในกรณีที่มีกฎหมายหรือมีเรื่องที่จะต้องศึกษาเท่านั้น แล้วจะต้องมีการสําแดงสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ทับซ้อนให้กับคณะกรรมการจริยธรรม ของวุฒิสภาประเทศอังกฤษ แล้วก็ดําเนินงานภายใต้กรอบของการทํางาน รายได้ของ สมาชิกวุฒิสภาอังกฤษนั้นจะมีเฉพาะเบี้ยประชุมเท่านั้นจะไม่มีรายได้อื่นถือว่าการเป็นเฮาส์ ออฟ ลอร์ดส ได้ยกฐานะขึ้นเป็นลอร์ดสนั้นเป็นเกียรติยศสูงสุดที่จําเป็น แล้วการเป็นลอร์ดสนั้น จะสามารถเป็นสมาชิกได้จนกว่าจะเสียชีวิต นอกจากว่าไปทําความผิดอะไรในลักษณะที่เป็น ลักษณะต้องห้าม แต่ของเราพอเข้ามาใช้ในบ้านเราก็มีพัฒนาการมาเรื่อย ๆ ในหลาย ๆ ส่วน จากที่ผมตรวจสอบมารัฐธรรมนูญและธรรมนูญที่มีการดําเนินการทางรัฐสภาของเราตั้งแต่ ปี ๒๔๘๙ จนถึงปี ๒๕๕๐ นั้นมี ๑๔ ครั้ง ผมไม่อ่านรายละเอียดถึงจํานวน แต่อยากจะเรียนว่า ในจํานวนสภาทั้ง ๑๔ ครั้ง ไม่มีสมาชิกวุฒิสภา ๗ ครั้ง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของธรรมนูญ ก็อาจจะเป็นรูปของสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือสภานิติบัญญัติจะมีอยู่ ๗ ครั้งใน ๑๔ ครั้ง ก็แสดงว่าครึ่งหนึ่งของเราไม่จําเป็นต้องมีวุฒิสภาใช้สภาเดียว การที่มีวุฒิสภาแล้วกําหนด จํานวนโดยที่ผมมองว่าเป็นเรื่องของการใช้ผู้ทรงคุณวุฒินั้น ๔ ครั้งจะมีผู้ทรงคุณวุฒิ ๘๐-๑๕๐ คน อันนี้ก็มองดูว่ากระบวนการในการที่จะดําเนินการอย่างนี้ ผู้ทรงคุณวุฒิ ที่พอเพียงในการทํางานวุฒิสภาน่าจะมีจํานวน ๘๐-๑๕๐ คน แต่มีอีก ๓ ครั้งที่รัฐสภาของเรา ใช้วุฒิสภาเป็นตัวถ่วงดุลกับสภาผู้แทนราษฎร ก็เลยเอาไปเป็นสัดส่วนกับประชากรอยู่ ๓ ครั้ง นะครับ ครั้งแรกคือเมื่อปี ๒๔๙๐ ให้มีจํานวนเท่ากับ ส.ส. เลย ทั้งนี้เพื่อให้มีการถ่วงดุลไม่ให้ สภาผู้แทนราษฎรนั้นทําอะไรตามอําเภอใจนะครับ ในปี ๒๕๑๑ ให้มีวุฒิสภา ๓ ใน ๔ ของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และในปี ๒๕๔๐ ที่ผ่านมานั้นให้มีจํานวนครึ่งหนึ่งของสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรประเภทแบ่งเขต ก็คือมี ๔๐๐ คน แล้วก็เป็น ส.ว. ๒๐๐ คน เมื่อเป็นอย่างนี้ เราก็ต้องมาสอบถามว่าสิ่งที่เราต้องการ สมาชิกวุฒิสภาของเราหรือการทํางานของวุฒิสภา เราเป็นอย่างไร ในภารกิจของวุฒิสภาจะมีลักษณะอยู่ ๓ ประการที่ทํา หน้าที่หลักก็คือ การตรวจสอบถ่วงดุลกับสภาผู้แทนราษฎรหรือฝ่ายบริหารนั่นเอง เราจะต้องตรวจสอบแล้วก็ ถ่วงดุลการทํางานเพื่อไม่ให้การทํางานของฝ่ายบริหารนั้นมีการกระทําอะไรที่มีผลกระทบต่อ เสถียรภาพและความมั่นคงของประเทศ เพราะฉะนั้นกระบวนการกลั่นกรองกฎหมายก็ดี กระบวนการตรวจสอบเรื่องของการทํางานของฝ่ายบริหารก็ดีเป็นหน้าที่ของวุฒิสภา

ประการที่ ๒ วุฒิสภาต้องการผู้ทรงคุณวุฒิที่ทําหน้าที่กลั่นกรองกฎหมาย นั่นหมายถึงว่าการกลั่นกรองกฎหมายของวุฒิสภาก็จะต้องมีผู้ทรงคุณวุฒิที่หลากหลาย ทุกสาขาวิชาชีพแล้วก็มีกระบวนการในการที่จะหาคนที่มีทั้งความรู้ ประสบการณ์แล้วก็ บุคลิกภาพและคุณลักษณะที่เหมาะสมที่จะเป็นตัวแทนในวิชาชีพได้

ส่วนหน้าที่ที่ ๓ ของวุฒิสภาที่อยู่ในปัจจุบันก็คือเรื่องของการแต่งตั้ง ถอดถอน องค์กรตามรัฐธรรมนูญและองค์กรที่กฎหมายบัญญัติ ซึ่งอันนี้เป็นสิ่งที่เพิ่มมาจากสมัย การปฏิรูปการเมืองในปี ๒๕๔๐ เมื่อมองคุณลักษณะของคนที่จะเป็นสมาชิกวุฒิสภานั้น ผมอยากจะเรียนว่าในกฎหมายเขียนว่ามีความอิสระและเป็นกลาง ในสิ่งที่ประกาศมา หรือมีการดําเนินการกันมานั้น ผมอยากสรุปง่าย ๆ อยู่ ๓ ประการ สมาชิกวุฒิสภาจะต้อง ไม่อยู่ในอาณัติของผู้ใด ซึ่งอันนี้จะอยู่ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๒ อยู่แล้ว ไม่อยู่ในอาณัติ ก็คือว่าใครจะมาสั่งไม่ได้ จะมาสั่งซ้ายหัน ขวาหันไม่ได้ จะมาบอกให้โหวตคนนี้ หรือจะมีมติ ไม่ว่าจะเป็นมติกลุ่มหรือมติของผู้ใดที่มาสั่งการสมาชิกวุฒิสภาไม่ได้ ประการที่ ๒ สมาชิก วุฒิสภาจะต้องเป็นคนที่อาจจะใจแข็งสักนิดหนึ่งครับ ขอก็ไม่ให้ การที่ขอไม่ให้นั้น คนเรามี พรรคพวกก็ดี สิ่งไหนที่ขอแล้วให้นั้นจะต้องนึกถึงประโยชน์ส่วนรวมที่เป็นประโยชน์ของชาติ เป็นหลัก ถ้าสมาชิกวุฒิสภามีพวกมากแล้วขอได้ มีการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ได้ สิ่งอันนี้ ก็จะทําให้หน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภาไม่สามารถดําเนินการได้ ในประการที่ ๓ จะต้องไม่อยู่ใน อามิสสินจ้างใด ๆจะต้องไม่ถูกซื้อ ไม่ใช่เป็นคนที่ยังเป็นผู้หิวโหยหรือเป็นผู้กระหาย นั่นคือ สมาชิกวุฒิสภาจะต้องมีฐานะทางเศรษฐทรัพย์ที่พอเพียงในการที่ไม่ต้องการสิ่งอื่นหรือถ้ามี ลักษณะของมีความเป็นอยู่ที่พอเพียง ไม่จําเป็นจะต้องหาเงินหรือรายได้อื่นพิเศษก็จะช่วยให้ การทํางานนั้นมีความอิสระและเป็นกลางได้ ด้วยเหตุนี้สิ่งที่ทํามาตลอดก็คือสมาชิกวุฒิสภานั้น จะพยายามไม่ให้มีการเกี่ยวพันกับฝ่ายบริหาร ไม่ว่าจะเป็นสภาผู้แทนราษฎร ก็คือไม่เป็น ญาติมิตร ไม่เป็นคนที่เกี่ยวพันกัน เป็นเพื่อนสนิทกันหรือมีอาณัติอะไรที่ผูกพันกัน ประการที่ ๒ คือไม่มีผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับงานที่จะทํา เรื่องนี้จะคล้ายคลึงกับวุฒิสภาอังกฤษ จะต้อง มีการสําแดงหรือมีการบอกว่าผมเป็นตัวแทนของวิชาชีพนี้ ไม่ได้มีหน้าที่จะมาต่อสู้เพื่อ วิชาชีพนี้ เป็นหน้าที่ที่จะต้องมาช่วยให้ข้อมูลกับเพื่อน ๆ อันนี้คือสิ่งที่จะต้องเป็นอุดมการณ์ ของสมาชิกวุฒิสภา

ในประเด็นสุดท้ายที่ทํามาตลอดก็คือให้สมาชิกวุฒิสภาอยู่วาระเดียว เหตุผลของ การอยู่วาระเดียวเพราะว่าจะได้ไม่ต้องมีบุญคุณหรือจะต้องมาแสวงหาหนทางที่จะอยู่ต่อไป ในรอบที่ ๒ หรือรอบที่ ๓ รอบที่ ๔ เมื่อเป็นอย่างนี้ก็เป็นแนวคิดที่จะมองว่าหลักความเป็นมา ของวุฒิสภาเป็นอย่างไร จากนั้นผมได้ไปลองตรวจสอบว่าที่มาของ ส.ว. ปี ๒๕๔๐ นั้น หลักการ และเหตุผลที่เกิดขึ้นในสมัยนั้นเกิดจากการที่ว่าสมาชิกวุฒิสภาตัวเลขที่เหมาะสมจะคล้ายกับ ที่เพื่อนสมาชิกได้เสนอไปแล้วคือสมาชิกวุฒิสภาควรจะมีประมาณ ๑๐๐ คน แต่เนื่องจาก สมาชิกสัดส่วนนั้นจะต้องคํานึงถึงอํานาจหน้าที่และการถ่วงดุลด้วย เพราะฉะนั้นตัวเลขของ จํานวนสมาชิกวุฒิสภาในปี ๒๕๔๐ นั้นถึงได้คิดตัวเลขว่าน่าจะมีครึ่งหนึ่งของจํานวน ส.ส. เขต ทั้งนี้ในหลักคิดของเมื่อตอนร่างรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ ได้มองว่าจํานวน ส.ส. นั้นไม่น่าที่จะ มีเสียงข้างมาก พรรคการเมืองที่เป็นฝ่ายบริหารน่าจะเป็นรัฐบาลผสม เพราะฉะนั้นจํานวน ๒๐๐ คนก็น่าจะเป็นจํานวนที่เหมาะสมในการตรวจสอบถ่วงดุลด้วย เพราะฉะนั้น ในกระบวนการตรงนี้ก็มีกระบวนการที่คิดว่าในการที่เราเพิ่มอํานาจถอดถอนไป วุฒิสภาก็ ไม่จําเป็นต้องมีมากนักนะครับ แต่อย่างไรก็แล้วแต่ในเรื่องของแนวคิดก็มีความคิด ที่หลากหลายว่าน่าจะมีระบบผสม กึ่งสรรหาและกึ่งเลือกตั้ง แต่ช่วงนั้นก็มองดูว่าลักษณะ ตัวแทนของจังหวัดนั้นน่าจะเป็นสิ่งที่สําคัญ อย่างไรก็ตามในส่วนที่เกิดความคิดว่าแนวคิดของ ปี ๒๕๔๐ ได้มองว่าเหตุผลที่มาเลือกตั้งครั้งนี้เนื่องจากการสรรหาหรือมีการเสนอโดย ฝ่ายบริหารนั้นมักจะเป็นการให้ตอบแทนกัน เพราะฉะนั้นกระบวนการในการจะดําเนินการ ตรงนี้ก็เป็นสิ่งที่เป็นปัญหาก่อนปี ๒๕๔๐ แต่อย่างไรก็แล้วแต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากปี ๒๕๔๐ ก็คือเราพบว่าปัญหาของปี ๒๕๔๐ นั้นเกิดสิ่งที่เป็นปัญหามากมาย สิ่งที่เป็นรายงานของ การวิจัยออกมาว่า การแต่งตั้งของปี ๒๕๔๐ นั้น ปัญหาก็คือว่าสมาชิกวุฒิสภาถูกจํากัดในเรื่อง ของการห้ามหาเสียง ทําให้เป็นจุดอ่อน ผู้สมัครรับเลือกตั้งต้องพึ่งฐานเสียงจากทาง พรรคการเมืองและนักการเมืองในท้องที่ เมื่อชนะการเลือกตั้งเข้ามาเป็นสมาชิกวุฒิสภา ก็ย่อมที่จะถูกครอบงําจากฝ่ายบริหาร จนทําให้การทํางานไม่มีอิสระอย่างแท้จริงตาม เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ นี่คือรายงานของผลการศึกษาของปี ๒๕๔๐ นะครับ