รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๑ สิงหาคม ๒๕๕๖

สุรเชษฐ์ แวอาแซ หารือเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ และเสนอแนะว่าสมาชิกวุฒิสภาควรมาจากการเลือกตั้ง จังหวัดละ 1 คน ไม่เกิน 150 คน และให้มีการสรรหาบุคคลที่มีความรู้ความสามารถเฉพาะด้าน มากกว่าการเลือกตั้ง

นายสุรเชษฐ์ แวอาแซ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นราธิวาส

ขอบคุณครับ ก็ไม่ได้ประท้วง เพียงแต่ว่าผมไปพาดพิงว่าฝ่ายซีกของรัฐบาลนั้นไม่ได้ใช้สิทธิของการอภิปราย ว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเกิดประโยชน์แล้วก็ความเสียหายอย่างไรนะครับ แต่ว่าก็ เป็นฝ่ายเสนอ เป็นผู้เสนอร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็ต้องขอขอบคุณ ผมเองก็ไม่ได้บอกว่า คัดค้านในระบบของการเลือกตั้ง แต่ว่าควรที่จะใช้เหตุผลให้เหมาะสม ให้สอดคล้องกับ ข้อเท็จจริง เพราะโดยเฉพาะอย่างยิ่งอย่างที่ผมได้เรียนว่าสมาชิกวุฒิสภานั้นเราเรียกว่า สภาสูง สภาพี่เลี้ยง เพราะฉะนั้นผู้ที่จะเป็นสมาชิกของสภาสูงหรือสภาพี่เลี้ยงจะต้องมีความรู้ ความสามารถที่ทางสภาล่างจะต้องยอมรับได้ ผมไม่เชื่อว่าระบบการเลือกตั้งที่ร่างฉบับนี้ ให้ความสําคัญ ในที่สุดหากว่าผ่านการเลือกตั้งแล้วบุคคลที่จะเป็น ส.ว. ที่จะมากลั่นกรอง คนที่จะมาเป็นพี่เลี้ยงให้กับสภาผู้แทนราษฎรจะฉลาดกว่าผม จะดีกว่าสภาผู้แทนราษฎร เพราะฉะนั้นบุคคลที่จะมาเป็น ส.ว. ในอนาคตมันไม่ใช่จะต้องมาโดยวิธีการเลือกตั้ง ในลักษณะเดียวกับ ส.ส. มันควรที่จะต้องมีในลักษณะพิเศษบ้าง ผมถึงได้แปรญัตติว่า ที่มาของ ส.ว. เราสนับสนุนว่าจะต้องมาจากการเลือกตั้ง แต่ควรที่จะมาจากการเลือกตั้ง จังหวัดละ ๑ คนเท่านั้น ส่วนจํานวนผมไม่สนับสนุนหรอกครับว่า ส.ว. ในอนาคตจะต้องมีจํานวนมากกว่าในปัจจุบันนี้ ผมไม่ทราบว่าจํานวนหรือตัวเลข ๒๐๐ คนที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเอามาจากไหน คิดได้อย่างไร ผมยังยืนว่า ส.ว. ที่จะมี สมควรที่จะอยู่ ที่จะมีจํานวนไม่เกิน ๑๕๐ คน ถ้าหากว่า เลือกตั้งไว้จังหวัดละ ๑ คน ส่วนที่เหลือก็มีท่านสมาชิกหลาย ๆ ท่านได้เสนอแนะว่าวิธีการ ได้มาอาจจะเลือกตั้งโดยทางอ้อมหรืออย่างไรก็สุดแล้วแต่ แต่ให้มีในฐานะที่จะเป็น ผู้ทรงคุณวุฒิ ที่มีความรู้ความสามารถเฉพาะด้าน ต้องมี ไม่ใช่ว่าจากการเลือกตั้ง มาแล้ว ขึ้นไปนั่ง ท่านต้องยอมรับความจริง วันนี้ระบบการเลือกตั้งนั้นไม่ใช่เฉพาะแต่ ส.ส. และ ส.ว. เท่านั้น วันนี้เลือกตั้งตั้งแต่ ส.อบต. ศอ.บต ส.อบจ. สท. เลือกตั้งกันหมดครับ แต่ที่ด้อย ที่สุดก็คือว่าเลือกตั้งได้คนใหม่มาแล้วคิดอะไรก็ไม่เป็น เข้าสภาก็ตื่นแล้ว และถ้าเข้าสภานี้ ถ้าตื่นสภา ตื่นสนาม ไม่พูด ไม่คิด คิดแล้วไม่กล้าแสดงออก ผมถามว่ามีไว้ทําไม ปัจจุบันนี้ ก็พอเป็นตัวอย่างแบบอย่างที่ดี เรามี ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้ง มาจากตัวแทนของแต่ละ จังหวัด เรามี ส.ว. ที่มาจากการสรรหา จากบุคคลผู้ทรงด้วยความรู้ความสามารถเข้ามาร่วม ทํางาน แต่เกิดความขัดแย้งเพราะการเมือง อันนี้เฉพาะบางคน ไปยอมเป็นขี้ข้า ไปยอมรับใช้ กับใครบางคน ในลักษณะอย่างนี้มันถึงไม่ได้เกิดความปรองดอง อย่าว่าแต่จะไปปรองดอง คนไทยทั้งประเทศเลย เอาปรองดอง ส.ว. ใน ส.ว. จํานวน ๑๕๐ คนเสียก่อนเถอะ ถึงอย่างไรผมก็ไม่เห็นด้วยว่าที่มาของ ส.ว. จะต้องมาจากการเลือกตั้งในจํานวน ๒๐๐ คน ผมเสียดาย จริง ๆ แล้วถ้าหากว่าเหตุการณ์การอภิปรายวันนี้ อภิปรายเมื่อวานนี้ ผมคิดว่า พี่น้องประชาชนเขาจะได้ใช้ดุลยพินิจคิดตามไปด้วย แต่บังเอิญว่าภาพของสภาของเรานั้น เลอะไปหมดแล้ว เพราะนี่ละ ฝ่ายผมก็อยากแสดงออกด้วยเหตุผลว่าทําไมที่ผมต้องแปรญัตติ ลักษณะที่เป็นขัดหลักการ แต่ประธานก็ยืนยัน ดื้อรั้น ไม่ได้ ผิดหลักการไม่ให้อภิปราย ก็เลยเป็นประเด็น เสียดายโอกาส เสียดายภาพลักษณ์ของประเทศด้วย เพราะฉะนั้นเวที แห่งนี้เป็นเวทีที่เราถกเถียงกัน เราใช้เหตุผล ไม่ใช้อารมณ์ เพราะฉะนั้นผมอยากจะให้สมาชิก ทุกท่านที่อยู่ในสภาแห่งนี้ใช้หลักการและเหตุผลที่มันจะส่อก่อเกิดประโยชน์ให้กับ ประเทศชาติและพี่น้องประชาชนเป็นหลัก ไม่ใช่ให้กับใครบางคนหรือบางกลุ่ม เพราะฉะนั้น ท่านประธานครับ ในระบบของการเลือกตั้งนั้นแน่นอนครับที่จะต้องตามมาก็คือความขัดแย้ง วันนี้เรายังไม่เพียงพออีกหรือครับ ที่มีกลุ่มต่าง ๆ ออกมาสนับสนุนก็เพื่อการเมืองในการ เลือกตั้งทั้งนั้น มีโรงเรียนอะไรต่าง ๆ นานาที่เกิดขึ้นขณะนี้เพื่อต้องการช่วงชิงอํานาจ เพื่อการเลือกตั้งทั้งนั้น เรายังส่งเสริมสนับสนุนที่จะให้องค์กรสถาบันของชาติต้องมาจาก การเลือกตั้งทั้งหมดหรือ ขออนุญาตท่านประธานลองใช้ดุลยพินิจสักนิดเถอะ ใช้เหตุผล สักนิดเถอะ วันนี้ทุกคนก็ทําหน้าที่เพื่อประเทศชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ อย่าไปคิด นอกกรอบนี้เลย เพราะฉะนั้นการแปรญัตติของผมทั้งมาตรา ๑๑๑ ซึ่งผมใส่คําว่า สรรหา ซึ่งประธานกรรมาธิการบอกว่าผิดหลักการ แต่ในมาตรา ๑๑๒ ผมไม่ทราบว่าของผมไปผิด หลักการตรงไหน