รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๑ สิงหาคม ๒๕๕๖

สุรเชษฐ์ แวอาแซ หารือเรื่องร่างรัฐธรรมนูญและความไม่เท่าเทียมกันระหว่างสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา และวิพากษ์วิจารณ์กระบวนการทำงานของสภา

นายสุรเชษฐ์ แวอาแซ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นราธิวาส

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายสุรเชษฐ์ แวอาแซ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดนราธิวาส ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้บรรยากาศผมคิดว่าเป็นปกติแล้วก็ดีมาก ซึ่งต่างจากเมื่อวาน ก็เหตุผลนิดเดียวและครับ ถ้าหากว่าประธานทําหน้าที่ในลักษณะ อย่างวันนี้มันก็ไม่เกิด ผมหนึ่งในบุคคลที่ไม่มีสิทธิในการอภิปรายก็คือ ๕๗ คน ผมไม่ทราบว่า ที่ผมเสนอหรือว่าแปรญัตติมานั้นไปผิดหลักการของประธานหรือคณะกรรมาธิการชุดนี้ ซึ่งปกติแล้วเราก็ถือปฏิบัติกันมาอย่างนี้ ในเมื่อเรามีความเห็นที่แตกต่างกันอยู่ในระหว่าง การพิจารณาของกรรมาธิการนั้นเรามีสิทธิที่จะแสดงความเห็นได้ เมื่อเราให้รายละเอียดต่อ กรรมาธิการ กรรมาธิการไม่เห็นด้วยผมก็มีสิทธิที่จะสงวนมาพูดในสภาได้ เพื่อที่จะมาแสดง เหตุผลที่จะให้เพื่อนสมาชิกในสภาแห่งนี้ จากการโน้มน้าวของผมทําให้เขาได้คล้อยตาม และลงมติตามคําแปรญัตติของผม สภาก็จะเกิดกฎหมายที่มีประสิทธิภาพและได้ประโยชน์ ที่สูงสุดจากการยอมรับของบรรดาสมาชิกรัฐสภา แต่นี่เล่นเอาลักษณะที่ว่าต้องการที่จะ พิจารณาอย่างรวบรัด เร่งรีบ ในเมื่อทราบอยู่แล้วว่าผู้ที่ไม่เห็นด้วยหรือผู้ที่สงวนคําแปรญัตติ ส่วนใหญ่ก็เป็นผู้มีเสียงข้างน้อยของสภา ก็พยายามที่จะตัดทอนไม่ให้บรรดาผู้ที่แปรญัตติ ที่ไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการชุดใหญ่ตัดสิทธิในการที่จะอภิปรายหรือให้เหตุผล เมื่อวาน ถ้าหากว่าท่านประธานเปิดโอกาสให้พวกผม ๑ ในจํานวน ๕๗ คน แล้วผมก็เชื่อว่าในจํานวน ๕๗ คน เขาไม่ได้เรียกร้องหรือต้องการที่จะอภิปรายทุกคนหรอกครับ เช่นเดียวกันในมาตราที่กรรมาธิการเห็นว่าขัดหลักการนี้ผมเสนอไป ๕ มาตรา ขัดหลักการ ๔ มาตรา เหลือมาตราเดียว แต่ถ้าหากว่าเมื่อวานนี้เปิดโอกาสให้ผม ผมได้แสดงความเห็น อาจจะอภิปรายแค่ ๒ มาตราก็ได้ มันไม่ต้องยืดเยื้อ ภาพลักษณ์ของสภาก็ไม่ต้องเกิดความ เสียหายเหมือนอย่างที่ปรากฏ และวันนี้ใครรับผิดชอบล่ะครับ วันนี้แน่นอนพี่น้องประชาชน รู้สึกไม่แตกต่างกันหรือครับกับพวกเราที่อยู่ในสภาแห่งนี้ซึ่งมันไม่น่าจะเกิดขึ้น แต่ก็จําเป็น ที่จะต้องเกิด เพราะสภากําลังจะใช้วิธีการเผด็จการรัฐสภา ก็คือจะใช้เสียงข้างมากลากไป ถูไปชัดเจน เมื่อวานนี้ลงมติ ผมไม่ทราบว่าผู้ที่ลงมติเห็นพ้องไปตามหรือว่าสนับสนุนกรรมาธิการ เมื่อวานนี้ใช้เหตุผลอะไรว่าจะขัดหรือไม่ขัด เห็นลงมติกันเป็นเอกฉันท์ ผมถามว่าผู้ที่ลงมติ เมื่อวานนี้ใช้เหตุผลอะไรในการตัดสินใจไม่ทราบ เมื่อประธานหรือว่าข้อตกลงของกรรมาธิการ หรือว่าในพรรคบอกว่าให้ลงมติอย่างไรก็ต้องลงมติอย่างนั้น นี่ละครับถึงบอกว่าถ้าหากว่า เราใช้วิธีการเผด็จการรัฐสภา กฎหมายที่จะออกจากรัฐสภาหรือสภาอันทรงเกียรตินี้ จะศักดิ์สิทธิ์หรือ มันก็ไม่ศักดิ์สิทธิ์ครับ ผมเชื่อว่าในซีกของฝ่ายเสียงข้างมากก็มีหลายคนที่ คุ้นเคยแล้วก็เพื่อนรักกันเขาก็มีความรู้สึกว่าอึดอัดใจ ทั้ง ๆ ที่เขาก็ไม่เห็นด้วย ลักษณะ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ออกมาลักษณะที่จะให้มีการเลือกตั้งอย่างเดียว ซึ่งมันก็ไม่แตกต่างกับ ที่มาของ ส.ส. ซึ่งสภาทั้งสองสภามีลักษณะเดียวกัน และถามว่าประโยชน์ของสภาสองสภา ที่เหมือนกัน เพียงไปแตกต่างในเรื่องของวาระเท่านั้น เลือกตั้ง ส.ส. จะมีวาระในการดํารง ตําแหน่ง ๔ ปี แต่ ส.ว. ดํารงตําแหน่งได้ ๖ ปี ไปแตกต่างในเรื่องวาระ แต่ที่มาเหมือนกัน ใช้เหตุผลอะไร และที่มา ส.ส. ตั้ง ๒๐๐ คนนี้ใครคิด คิดอย่างไรถึงได้ ๒๐๐ คน ซึ่งผม ไม่เห็นด้วย ให้คงไว้จังหวัดละ ๑ คน และยังเห็นถึงสาระสําคัญของผู้ที่จะดํารงตําแหน่งเป็น สมาชิกวุฒิสภาเพราะสมาชิกวุฒิสภานั้นเรายกย่องให้เกียรติเป็นสภาสูง สภาผู้แทนราษฎร เป็นสภาล่าง เรื่องราวทั้งหมดให้สภาล่างเป็นผู้พิจารณาก่อนแล้วก็ส่งไปให้สภาสูงพิจารณาว่า เห็นด้วยหรือไม่ อะไรที่จะต้องทบทวน อะไรที่จะต้องแก้ไขเพื่อให้เป็นกฎหมายที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นกฎหมายที่เกิดประโยชน์ต่อสังคม ประเทศชาติ แต่ถ้าหากว่าที่มาเหมือนกัน แล้วก็ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณสมบัติที่เราไม่ได้ไประวัง หรือว่าไม่พิจารณาอย่างรอบคอบ แล้วเราได้ สภาสูงที่ด้อยกว่าสภาล่าง ผมถามว่าในการกลั่นกรองกฎหมายมันจะมีประสิทธิภาพหรือ ผมไม่ทราบว่าคณะกรรมาธิการที่ได้เป็นตัวแทนของสภาไปพิจารณาในวาระแรก และส่งมา ให้สภามาพิจารณาในวาระที่สอง และวาระที่สามนี้ทําตามใบสั่งหรือว่าคิดด้วยเหตุผล ผมไม่เชื่อว่าถ้าหากว่าจะใช้ดุลยพินิจ ด้วยความคิด ด้วยอิสระทําตามใบสั่งหรือว่าคิดด้วย เหตุผล ผมไม่เชื่อว่าถ้าหากว่าจะใช้ดุลยพินิจและความคิดด้วยอิสระของกลุ่มบรรดา คณะกรรมาธิการไปพิจารณาและกลับมาเป็นรูปแบบอย่างนี้ ผมไม่เชื่อ แน่นนอนต้องเป็น ใบสั่ง ผมอยากทราบว่าใบสั่งผู้ที่สั่งให้กระทําอย่างนี้เป็นใคร เพื่ออะไร อยู่ ๆ เข้ามาก็เอา ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่มาของ ส.ว. นี่จะต้องรีบเร่งจะต้องรวบรัด พิจารณาให้ผ่านโดยเร็ว สําคัญยิ่งกว่างบประมาณแผ่นดินด้วยซ้ําไป สําคัญยิ่งกว่างบเงินกู้ที่รัฐบาลนี้กําลัง ให้ความสําคัญที่จะต้องไปกู้ยืมมา ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แค่ที่มาของ ส.ว. นี่