รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๑ สิงหาคม ๒๕๕๖

ศุภชัย ใจสมุทร แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ โดยมีเจตนารองในการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งเท่านั้น และมีการสงวนความเห็นในคณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย และหารือเรื่องการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา โดยตั้งคำถามว่าสมาชิกวุฒิสภา 2 คนจากแต่ละจังหวัดควรมีคนหนึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงและอีกคนหนึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยอ้อม และยังเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาความจำเป็นของบุคลากรผู้อาวุโสที่มีความรู้และประสบการณ์ในการที่จะทําหน้าที่ในฐานะสมาชิกวุฒิสภา

นายศุภชัย ใจสมุทร กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ กระผม นายศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้เป็นกรรมาธิการ วิสามัญร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้และเป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่ได้สงวนความเห็นไว้ กระผมจึงขออนุญาตที่จะแสดงความคิดเห็นเพื่อให้ท่านสมาชิกรัฐสภาได้แสดงความรับรู้ ในเรื่องของเหตุผลที่กระผมได้ดําเนินการในการสงวนความเห็น ผมได้มีการสงวนความเห็น โดยขอให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมความในมาตรา ๑๑๑ และมาตรา ๑๑๒ ซึ่งผมจะขออนุญาต ที่จะได้กราบเรียนต่อท่านประธานเพื่อให้ท่านสมาชิกได้ฟังร่วมกันนะครับ ในมาตรา ๑๑๑ ผมได้ขอแก้ไขเพิ่มเติมโดยได้ระบุว่า มาตรา ๑๑๑ วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกซึ่งมาจาก การเลือกตั้งในแต่ละจังหวัด จังหวัดละสองคน มาจากการเลือกตั้งโดยตรงหนึ่งคนและ เลือกตั้งโดยอ้อมหนึ่งคน แล้วก็มีข้อความอย่างอื่นซึ่งท่านสมาชิกก็สามารถที่จะอ่านได้ ในหน้าที่ ๒๐ ประเด็นที่ผมอยากจะขอกราบเรียนต่อท่านประธานก็คือว่า ผมเคยได้มี การอภิปรายในวาระที่หนึ่งไปแล้ว และได้แสดงความคิดเห็นชัดเจนว่าประเทศไทยของเรา ระบอบประชาธิปไตยของเราซึ่งได้พัฒนามาตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองตั้งแต่ ปี ๒๔๗๕ ประเทศนี้มีสถาบันทางการเมืองเป็นสถาบันหลัก สถาบันหนึ่งก็คือสถาบันวุฒิสภา และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาก่อนปี ๒๕๔๐ วุฒิสภา หรือท่านสมาชิกวุฒิสภาท่านก็ได้ ทําหน้าที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลานั้น ตามภารกิจของท่านก็คือการกลั่นกรองกฎหมาย ได้เป็นอย่างดี และผมคิดว่าหน้าที่อันสําคัญ ภารกิจอันสําคัญในเรื่องของการกลั่นกรอง กฎหมายเป็นภารกิจที่วุฒิสภาหรือสมาชิกสภาสูงทั้งโลกเขาก็มีกัน ก็คือการกลั่นกรอง กฎหมาย เพราะสภานั้นเป็นสภาของผู้อาวุโส ผู้มีประสบการณ์ ผู้มีความรู้ความสามารถที่ ทําหน้าที่กลั่นกรองกฎหมายที่สภาผู้แทนได้มีการพิจารณากัน เป็นการกลั่นกรองกฎหมาย ให้ออกมาบังคับใช้คนทั้งประเทศ เป็นกฎหมายที่ดี และผมเห็นตลอดมาว่าจนกระทั่ง ไม่ว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่เปิดให้มีท่านสมาชิกวุฒิสภามาจากการ สรรหาด้วย ผมก็ได้เห็นว่าท่านทั้งหลายก็ได้ทําหน้าที่ในการทําการกลั่นกรองกฎหมายก็ดี หรือหน้าที่ หรือภารกิจอื่นตามที่รัฐธรรมนูญได้กําหนดไว้เป็นอย่างดี ท่านสมาชิกวุฒิสภา ที่เดินพบปะกันเราแทบไม่ค่อยทราบด้วยซ้ําไปว่าท่านเป็นสมาชิกมาจากการสรรหรือมาจาก เขตจังหวัดใด และเท่าที่เห็นการแสดงความคิดเห็น การแสดงให้ปรากฏในการทําหน้าที่ของท่าน ท่านก็ทําหน้าที่ของท่านได้เป็นอย่างดี สิ่งหนึ่งผมก็คิดว่าประเทศนี้กําลังจะบอกกับ ประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศว่าท่านสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งเท่านั้น จะเป็นสมาชิกวุฒิสภาที่สามารถทํางานได้ดีกว่าคนที่มาจากการสรรหา นั่นคือสิ่งที่พวกเรา กําลังจะบอก นั่นหมายถึงว่าการที่ท่านสมาชิกผู้ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เข้าสู่ การพิจารณาของสภากําลังบอกสังคมอย่างนั้น นั่นคือสิ่งที่ผมคิดว่าคําตอบนั้นเป็นคําตอบ ที่ถูกต้องหรือไม่ และผมคิดว่าผมไม่เห็นด้วย นั่นก็คือที่มาที่ผมเองในคณะกรรมาธิการ เสียงข้างน้อยจึงสงวนความเห็น และผมคิดว่าไม่ว่าอย่างไรก็ตามสถานการณ์เวลานี้หรือเวลา ต่อไปในอนาคต บ้านเมืองของเรา ประเทศไทยยังมีความจําเป็นที่จะต้องมีผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้มีความรู้ ผู้มีประสบการณ์ จากหลากหลายสาขาอาชีพที่จะเข้ามาทําหน้าที่เป็นผู้กลั่นกรอง กฎหมายหรือปฏิบัติหน้าที่อื่น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของแต่งตั้ง ถอดถอน ผู้ดํารงตําแหน่งต่าง ๆ ได้โดยไม่จําเป็นที่จะต้องมาจากการเลือกตั้งเท่านั้น ผมจะไม่พูดว่าวันนี้สังคมเองเขากําลังพูด เขาก็ว่ากันว่า วันนี้รัฐธรรมนูญจะมีการแก้ไข ในเรื่องนี้ที่เรากําลังพิจารณาอยู่ ก็คือเรื่องที่สภาล่างของเรากําลังจะเข้าไปเทคโอเวอร์ (Take Over) หรือจะเข้าไปครอบงําสภาสูง คงไม่บอกกันว่าวันนี้ฝ่ายบริหารเองกําลังจะ ทําหน้าที่อันสําคัญก็คือพอแก้รัฐธรรมนูญนี้เสร็จแล้วก็จะเข้าไปเป็นผู้มีอํานาจในการชี้นํา ชี้แนะในสภาสูง ซึ่งถ้าตรงนี้มันเป็นอย่างนี้จริง ๆ ก็มีคนตั้งคําถามว่าแล้วเราเลือกกันไปทั้ง ๒ สภาทําไม เมื่อคุณสมบัติทั้งหลายซึ่งเราจะมีการพิจารณากันในลําดับต่อ ๆ ไป วันนี้ แทบว่าไม่มีข้อห้ามอะไรเลย แล้วเราจะมี ๒ สภาไปให้เหนื่อยยากทําไม ให้มันเปลือง งบประมาณทําไม ผมเองผมเข้าใจว่าเรื่องที่มีการเสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เป็น การเสนอเข้ามาด้วยความเร่งรีบ ผมได้แสดงความคิดเห็นในที่ประชุมในชั้นกรรมาธิการ ในวาระที่สองว่าแท้จริงแล้วท่านมีเจตนาอะไรกันไม่ทราบ แต่ท่านไม่ได้ดูละเอียดเลยว่า ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้งเท่านั้น พอท่านเสนอมา ถ้ามันเสร็จแล้วผ่านออกเป็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มันจะมีมาตราบางมาตรา ในรัฐธรรมนูญจะเป็นขยะที่อยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถามว่าเป็นขยะเพราะอะไร มันเป็นสิ่งซึ่ง ไม่ได้มีประโยชน์เหลืออยู่เลยในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ ที่พวกเราแก้กันบางส่วน เฉพาะส่วนที่ท่านกําลังจะแก้กันอยู่ ๓ ฉบับ สิ่งที่ผมจะขอยกตัวอย่างก็คือในส่วนที่ ๓ ของรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวุฒิสภา มาตรา ๑๑๓ รัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้ว่า ให้มีคณะกรรมการ สรรหาสมาชิกวุฒิสภาคณะหนึ่ง แล้วว่าไปเรื่อย ๆ นะครับ มีอยู่หลายวรรค อันนี้คือเรื่องของ คณะกรรมการสรรหา ส.ว. ถ้าท่านคิดว่าต้องการให้ประเทศนี้ แผ่นดินนี้ จะคงไว้เฉพาะ ส.ว. เลือกตั้งอย่างเดียว ทําไมท่านไม่ขอยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับนี้เสีย ปล่อยไว้ทําไม แค่นั้นไม่พอ ในรัฐธรรมนูญซึ่งว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้งในเรื่องเกี่ยวกับเรื่องอํานาจหน้าที่ของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง มาตรา ๒๔๐ กรณีมีการคัดค้านการสรรหา ส.ว. ท่านก็ไม่ได้มี การขอยกเลิกเสีย ผมก็คิดว่า ๒ มาตราที่ผมยกตัวอย่างก็คือขยะ หลังจากที่ไม่ว่าท่านจะมี การโหวตลงมติกันแล้วทําให้รัฐธรรมนูญนี้ผ่านไปโดยมีการเลือกตั้ง ส.ว. เท่านั้น ตรงนี้ก็เลย ตั้งคําถามว่าจริง ๆ แล้วท่านรีบเร่งจนกระทั่งไม่ได้ดูรัฐธรรมนูญกันทั้งฉบับหรืออย่างไร มันเป็นการทําให้สภาของเราซึ่งควรจะมีความศักดิ์สิทธิ์มากกว่านี้มันมีความตรวจสอบกันได้ ขนาดไหน ผมจึงขอตําหนิท่านสมาชิกที่ได้มีการเสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ว่าท่านไม่ได้ ดูให้มันครบถ้วน ถ้วนถี่

เรื่องต่อมาก็คือตามที่ในหลักการที่ท่านบอกว่าจะมีคณะกรรมการ ให้มี สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งนะครับ แล้วก็มีเหตุผลว่าให้มีสมาชิกวุฒิสภามีลักษณะ เช่นเดียวกันกับวิธีการซึ่งได้มาซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยการได้รับการเลือกตั้งโดยตรง จากประชาชน ท่านประธานครับ ผมเองผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ผมก็ยังสงสัยเหมือนกันว่าผมนี่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้รับการเลือกตั้งโดยตรง จากประชาชนหรือเปล่า คําถามตรงนี้ก็คือก่อให้เกิดย้อนกลับไปว่า ส.ว. ที่ท่านจะบอกว่า เลือกตั้งโดยตรงแบบ ส.ส. เลือกตรงแบบไหน ถามว่าผมเป็น ส.ส. ที่มาจากการเลือกตั้ง โดยตรงไหม ผมก็คิดว่ามันไม่ใช่ แต่เป็นการเลือกตั้งโดยอ้อม ประชาชนที่เข้าไปเลือก ไม่ได้ตั้งใจเข้าไปคูหาเลือก นายศุภชัย ใจสมุทร เป็น ส.ส. แต่เขาเข้าไปเลือกพรรคการเมือง ที่ชื่อพรรคภูมิใจไทย จํานวนหนึ่งมีมากพอทําให้ผมซึ่งเป็นสมาชิกที่อยู่ในบัญชีรายชื่อ ของพรรคภูมิใจไทยก็ได้รับการเลือกตั้งมาตามคะแนนที่ผมได้รับ นี่คือการเลือกตั้งโดยอ้อม เพราะฉะนั้นเหตุผลของท่านเป็นเหตุผลที่จะเลือกตั้งโดยอ้อมหรือโดยตรง เพราะฉะนั้น เมื่อเป็นอย่างนี้ท่านประธานที่เคารพ ผมก็คิดว่าถ้าท่านเป็นอย่างนั้น ผมก็ขอสงวนความเห็น ว่าแท้จริงแล้ว อย่างด้วยเหตุผลที่ผมได้กราบเรียนไปก็คือ ผมคิดว่าบ้านเมืองนี้จําเป็น ที่จะต้องมีบุคลากรท่านที่เป็นผู้อาวุโส ผู้มีประสบการณ์ ผู้มีความรู้ความสามารถ แต่ยืนยัน ได้ว่าถ้าลงไปสมัคร ส.ว. ในจังหวัดเมื่อไรแล้วท่านสอบตกเมื่อนั้น แต่ท่านเหล่านี้ยังมี คุณูปการ มีคุณค่าเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองในการที่จะทําหน้าที่ที่จะเป็นสภาสูงในการ กลั่นกรองกฎหมาย หรือท่านนําความรู้ที่มาเป็นประโยชน์ช่วยกลั่นกรองสิ่งที่รัฐบาล ฝ่ายบริหารกําลังทําและมีปัญหา ท่านก็มีสิทธิตั้งกระทู้ถาม นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่ารัฐบาลเอง ท่านต้องคิดเรื่องนี้ ว่าวันนี้เป็นเรื่องจําเป็น และผมคิดว่าบ้านเมืองนี้จําเป็นต้องมีบุคลากร เฉกเช่นที่ผมได้กราบเรียนไป เพราะฉะนั้นผมจึงได้มีการสงวนความเห็นให้มีการเลือกตั้ง ส.ว. แต่ละจังหวัดมา ๒ ท่าน จังหวัดละ ๒ คน คนหนึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรง แล้วอีกคนหนึ่ง ก็คือเป็นการเลือกตั้งโดยอ้อม ซึ่งท่านศึกษารายละเอียดตรงนี้ได้

เรื่องต่อมาที่ผมจะขอกล่าวเกี่ยวเนื่องไป ถึงแม้จะเป็นเรื่องซึ่งอาจจะดูว่า เหมือนเป็นการอภิปรายคล้าย ๆ เรื่องวาระที่หนึ่ง แต่ผมขอต้องการให้มีการบันทึกไว้ อีกครั้งหนึ่ง ผมคิดว่าสิ่งที่พวกเรา ณ ที่นี้กําลังทําหน้าที่ของเราในฐานะเป็นสมาชิกรัฐสภาอยู่ เรื่องสําคัญที่สุดก็คือ เรากําลังทําหน้าที่เกินขอบเขตอํานาจหน้าที่ที่เราพึงจะมีหรือไม่ คําถาม ที่ผมจะถามก็คือว่า พวกเราสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา มีอํานาจจนถึงขนาด ที่จะไปแก้รัฐธรรมนูญในเรื่องสําคัญ ๆ อย่างนี้หรือไม่ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจะขอพูด ประเด็นนี้สั้น ๆ เพียงแต่ผมคิดว่าอย่างที่ผมได้กราบเรียนไปว่า สถาบันวุฒิสภาเป็นสถาบันหลัก ที่คู่กับระบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสําหรับประเทศไทยมานาน เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าอํานาจในการก่อตั้งองค์กรสูงสุดทางการเมืองอย่างวุฒิสภา ผมถือว่าเป็นการใช้อํานาจ สถาปนารัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยเรื่องทํานองนี้ มาตรา ๒๙๑ กระมังครับ ท่านก็บอกว่าอํานาจนี้ไม่ใช่เป็นอํานาจของพวกเราที่อยู่กันที่นี่ แต่เป็นอํานาจโดยตรง ของประชาชน พวกเราเป็นผู้แทน พวกเราเป็นเอเยนต์ (Agent) เราไม่สิทธิที่จะทําเหนือ สํานักงานใหญ่เขาหรอกครับ เพราะฉะนั้นผมอยากให้ท่านทั้งหลาย ที่นี่ได้ตรึกตรองว่า ณ วันหนึ่งถ้ามีใครก็ตาม มีการร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญว่าเราทําเกินหน้าที่ ไปสถาปนา รัฐธรรมนูญ ทั้ง ๆ ที่เราไม่มีอํานาจ ผมว่าสิ่งที่เรากําลังทํากันอยู่ตรงนี้เป็นการเสียเปล่า เปลืองเปล่าหรือเปล่า เพราะผมคิดว่าสิ่งที่เราทํามันเป็นอํานาจที่มันเกินกว่าที่พวกเราจะมีอยู่ แน่นอนครับ เรื่องการแก้รัฐธรรมนูญบางประเด็น บางเรื่อง เช่น มาตรา ๑๙๐ ผมก็คิดว่า เรื่องนี้ไม่น่าจะมีผลกระทบ มาตรา ๒๙๑ ก็มีอํานาจที่จะให้พวกเราดําเนินการกันได้ แต่เรื่อง ถึงขนาดว่าปรับโครงสร้างจากการที่มี ส.ว. ทั้ง ส.ว. แต่งตั้ง ส.ว. สรรหา กับ ส.ว. เลือกตั้ง มาผสมผสานกัน แล้ววันหนึ่งผสมเหลือแต่เป็น ส.ว. เลือกตั้งอย่างเดียว และคุณสมบัติ แทบไม่ต้องห้ามอะไรเลย ผมว่านี่คือสิ่งที่เป็นจุดเปลี่ยนสําคัญของประเทศ ที่ผมได้เรียน ไปสักครู่ว่าสภาล่างกําลังไปเทคโอเวอร์ (Take over) สภาบน หรือเผลอ ๆ สภาบนก็จะมา เทคสภาล่างก็เทคกันไปเทคกันมา แต่ไม่ทราบว่าใครจะชนะ ผมเห็นห่วงว่าเทคกันไปเทคกันมา แล้วประชาชนจะเป็นผู้แพ้ นี่คือสิ่งที่ผมจะกราบเรียนท่านประธานครับ แน่นอนครับ ผมไม่คัดค้านเรื่องของการเลือกตั้ง เพราะผมคิดว่าการเลือกตั้งเป็นวิธีการที่ดีที่สุดในการ เลือกสรรคนดีมาทํางานแทนพวกเราเป็นตัวแทนก็ทําหน้าที่ แต่อย่างไรก็ตามพวกเราที่นี่ก็พูดกันมานาน เราต้องยอมรับว่าการเลือกตั้งในตัวของมันเอง ก็มีจุดอ่อนอยู่มากมาย เราพูดกันมากมายว่าเหตุผลในการที่จะให้มีคณะกรรมการการ เลือกตั้งหรือ กกต. ขึ้นมานี่ ก็เพราะมีการโกงการเลือกตั้งกันเยอะ จึงให้มี กกต. ทั้ง ๆ ที่ เมื่อก่อนเราให้กระทรวงมหาดไทยเป็นคนทํา วันนี้การซื้อเสียงปรากฏให้เห็นกันเนือง ๆ ละครับ ถึงแม้ว่า กกต. ท่านจับไม่ค่อยได้ก็ตาม แต่ในที่สุดเราต้องยอมรับความจริงครับว่า วันนี้การเลือกตั้ง คงจะหาวิธีการอะไรที่ดีกว่าการเลือกตั้งมาไม่ได้ แล้วก็เป็นสัญลักษณ์ เลยครับ การเลือกตั้งนี้ก็ยอมรับว่าการเลือกตั้งคือสัญลักษณ์ของการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นการเลือกตั้งก็คงมีต่อไป แต่สิ่งที่อยากจะเรียนต่อท่านทั้งหลาย ต่อท่านประธานที่เคารพก็คือว่าการเลือกตั้งมันไม่ได้มีเฉพาะการเลือกตั้งโดยตรงเท่านั้น ผมได้เรียนไปเมื่อสักครู่ว่าผมได้รับการเลือกตั้งมาเป็น ส.ส. มายืนอภิปราย ทําหน้าที่เป็น ผู้แทนราษฎรตรงนี้ ผมก็ไม่ได้คิดว่าผมได้รับการเลือกตั้งมาโดยตรง และผมคิดว่าวิธีการ ในการเลือก โดยใช้ลงคะแนนแบบปาร์ตีลิสต์ (Party List) หรือเลือกพรรคแล้วได้มาซึ่ง ส.ส. อย่างผม ผมคิดว่านี่คือเป็นการเลือกตั้งโดยอ้อม เพราะฉะนั้นสิ่งที่อยากจะกราบเรียน ต่อท่านประธานคือผมคิดว่าการที่ผมได้สงวนความเห็นว่าควรจะต้องมีการเลือกตั้งโดยตรง และเลือกตั้งโดยอ้อม ซึ่งต้องขอขอบคุณท่านประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ ขออนุญาต เอ่ยนามท่าน ท่านสามารถ แก้วมีชัย ท่านก็ได้กรุณารับให้ผมเป็นการสงวนความเห็น ไม่จัดกลุ่มผมไปอยู่ประเภทกับท่านสมาชิก ๕๗ ท่านที่แปรญัตติ แล้วผมได้มีโอกาสได้มา อภิปรายได้ถกให้กับท่านทั้งหลายได้ทราบว่า ผมเห็นว่านอกจากมีการเลือกตั้งโดยตรงแล้ว ส.ว. ควรจะมีการเลือกตั้งโดยอ้อมมาด้วย การเลือกตั้งโดยอ้อมมันใช้กันทั่วโลกนะครับ และไม่ใช่เป็นสิ่งที่ชั่วร้าย ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ไม่ดีงาม ผมคิดว่าการเลือกตั้งประธานาธิบดี สหรัฐอเมริกา ผมคิดว่านั่นก็คือการเลือกตั้งโดยอ้อม โดยคณะเลือกตั้ง เขาไม่เอาป็อปปูลาร์ โหวต (Popular Vote) ไม่ได้เอาคะแนนที่ประชาชนทั้งประเทศไปคิด นอกจากเอาเรื่องของ อิเลคโทรอล โหวต (Electoral Vote) มาเป็นตัวสําคัญในการที่จะกําหนดว่าใครจะได้เป็น ประธานาธิบดี ท่านประธานที่เคารพครับ ประเด็นสําคัญมันอยู่ที่ว่า กรณีใดควรที่จะต้องใช้ การเลือกตั้งโดยตรง และกรณีใดที่ควรจะต้องใช้เลือกตั้งโดยอ้อม และจะต้องออกแบบ การเลือกตั้งอย่างไรอันจะทําให้การเลือกตั้งมันสุจริตเที่ยงธรรม และได้คนดี ถ้าคนดีในวงเล็บ หน่อยก็คือ (คนดีที่สุด) แต่ดีที่สุดขนาดไหนมันก็เท่านั้นนะครับ เข้ามาทํางานให้กับพี่น้อง ประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของประเทศ เฉพาะวุฒิสภาที่เรากําลังพูดคุยกันในที่ประชุมแห่งนี้ ท่านประธานที่เคารพ เราพูดกันมาตั้งเนิ่นนานนะครับว่า สภานี้เป็นสภาพี่เลี้ยง เป็นสภาสูง เป็นสภาที่มีหน้าที่กลั่นกรองการปฏิบัติหน้าที่ โดยเฉพาะกลั่นกรองเรื่องกฎหมายจากสภาล่าง หรือสภาผู้แทนราษฎร เพราะฉะนั้นที่ผมได้กราบเรียนที่ประชุมแห่งนี้ไปก่อนหน้านี้ก็คือ ผมคิดว่าสมาชิกวุฒิสภาท่านจะต้องเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติ ต้องเป็นผู้ทรงความรู้ เป็นผู้มี ประสบการณ์สูงในด้านใดด้านหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมว่าควรที่จะต้องมีคุณสมบัติ มีความรู้มากกว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโดยรวม เพราะท่านจะต้องมีหน้าที่สําคัญในการ ที่จะมองทะลุถึงเจตนารมณ์และถ้อยคําในร่างกฎหมายที่พวกเราสภาล่างได้ทํากันนี้ เหนือกว่าพวกเรา เพราะท่านเป็นผู้มีประสบการณ์ มีความรู้ ในประเทศอังกฤษพวกเราก็ เห็นกันนะครับ ว่าที่นั่นนอกจากมีเฮาส์ ออฟ คอมมอน (House of Common) ซึ่งเป็น สภาผู้แทนราษฎร สภาสูงคือเฮาส์ ออฟ ลอร์ดส (House of Lords) ความเป็นผู้มีอาวุโส และเป็นผู้มีประสบการณ์ของเฮาส์ ออฟ ลอร์ดส มันย่อมจะมีสูงกว่า ท่านมีหน้าที่สําคัญ ในการกลั่นกรองกฎหมาย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเราได้ศึกษาเรื่องของการเมือง ของอังกฤษ เราก็พบว่าเฮาส์ ออฟ ลอร์ดส หรือสภาสูงหรือวุฒิสภาของอังกฤษ ท่านประธาน ก็คงทราบดีว่า ก็มาจากไม่ใช่การเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ผมก็เห็นว่าเป็นประเด็นสําคัญ ที่วุฒิสภาของเราไม่ควรที่จะมี ส.ว. มาจากการเลือกตั้งอย่างเดียว ยิ่งท่านไปกําหนด คุณสมบัติซึ่งไม่ต่างจาก ส.ส. ผมก็คิดว่าในที่สุดหน้าที่อันพึงจะได้ประโยชน์จาก ส.ว. ในการ ที่จะกลั่นกรอง เพราะท่านเป็นสภาอาวุโส เราก็จะไม่ได้ เพราะเราก็มีใครก็ตามที่อยู่ใน เขตพื้นที่ สามารถที่จะเป็นที่รักของประชาชน และอาจจะมีความเหมาะสมจากพื้นที่ในการ ที่จะเป็น ส.ส. มากกว่า ก็ได้เข้ามาทําหน้าที่ ส.ว. ซึ่งผมคิดว่าเป็นการผิดฝาผิดตัว เพราะฉะนั้นเรื่องความอาวุโสนี้ ความเห็นของผมนะครับ ท่านประธานที่เคารพ มันเป็นเรื่อง สําคัญอย่างยิ่ง และความเป็นจริงแล้วในประเทศไทยของเรา สมาชิกวุฒิสภาในอดีตก็ให้ ความสําคัญกับสิ่งที่ผมได้กราบเรียนไปสักครู่ ในประเทศไทยท่านประธานที่เคารพ ผมใช้เวลาอีกไม่นานที่จะเรียนว่าที่มาของวุฒิสภาไทย คือพฤฒสภา ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๔๘๙ ไม่ได้มาจาก การเลือกตั้งโดยตรง พฤฒสภาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๔๘๙ มาจากการเลือกตั้งโดยทางอ้อมจากราษฎร และมีการกําหนดคุณสมบัติของผู้สมัคร รับเลือกตั้งที่เหนือกว่าผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่เห็นชัดเจนก็คือนอกจากจะมีอายุ ไม่ต่ํากว่า ๔๐ ปีบริบูรณ์แล้ว ก็จะต้องจบปริญญาตรีมาไม่ต่ํากว่า ๕ ปี นี่ปี ๒๔๘๙ นะครับ ส.ว. จะต้องจบปริญญาตรี และ/หรือเคยรับราชการดํารงตําแหน่งมาไม่ต่ํากว่าหัวหน้ากอง หรือเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาแล้ว คุณสมบัติดังกล่าวนี้ ท่านประธานที่เคารพ ก็ต้องการที่จะให้สมาชิกพฤฒสภาสามารถทําหน้าที่กลั่นกรองร่างกฎหมายได้อย่างมีคุณภาพ และประสิทธิภาพ ท่านประธานที่เคารพครับ ถึงแม้ว่ารัฐธรรมนูญในฉบับต่อ ๆ มาสภาสูง หรือพฤฒสภาได้เปลี่ยนชื่อเป็นวุฒิสภา แต่ในที่สุดแล้วเราก็จะพบว่าก็ได้มีการกําหนดให้ สมาชิกที่มีความรู้และประสบการณ์สูงและเพียงพอและเหมาะสม ก็ได้มีการยกเลิกวิธีการ เลือกตั้งโดยทางอ้อม แล้วก็พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิเข้ามา แล้วเราก็จะ พบว่าจริง ๆ แล้วนี่นะครับภาพที่พวกเราเห็นกันตั้งแต่ในอดีตมาก่อนรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็คือเป็นสภาสูง เป็นสภาพี่เลี้ยง มีหน้าที่ในการที่จะมากลั่นกรอง มาเป็นพี่เลี้ยง มีหน้าที่ ในการดูแล เหมือนกับเป็นพี่ใหญ่ให้กับสภาผู้แทนราษฎร และขณะนั้นผู้ที่เข้ามาดํารง ตําแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหลายซึ่งเป็นผู้มีความรู้ ความชํานาญในวิธีการหรือกิจการต่าง ๆ อันจะยังประโยชน์ให้กับการปกครองแผ่นดิน ที่พระมหากษัตริย์ทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ก็ไม่ได้มีการวิ่งเต้นหรือใช้เส้นสายเข้ามาเลย แต่ท่านทําหน้าที่ของท่านมาอย่างดี ประธาน วุฒิสภาคนแรกคือนายวิลาศ โอสถานนท์ ก็ดี หรือมือระดับท่านอาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ ก็เคยเป็นประธานวุฒิสภา และเป็นที่ยอมรับว่าเป็นสภาอันเป็นพี่เลี้ยง เป็นสภาอันเป็นหลัก ของสถาบันการเมืองในระบอบประชาธิปไตยในรัฐสภาของเราได้ ฉะนั้นเราจะเห็นว่าในการ เลือกตั้งนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ มันมีเพิ่งเปลี่ยนมาในปี ๒๕๔๐ ซึ่งผมจะไม่เข้าไป ในรายละเอียด และเรารู้ว่าจริง ๆ ปี ๒๕๔๐ ถึงแม้ว่าจะเป็นผู้ที่มีความสามารถอะไรก็ตาม แต่การเลือกตั้งเรายอมรับไหมว่ามันก็มีปัญหา มีการกล่าวหากันเรื่องมากมายในหลายเรื่อง หลายราวซึ่งผมจะไม่เข้าไป แต่เราเห็นว่าการแก้ไขในช่วงเวลานั้นนี่ครับจากการแต่งตั้ง มาเป็นเลือกตั้งเราก็พบว่ามันค่อนข้างจะมีอุปสรรค มีปัญหาพอสมควร สิ่งสําคัญที่สุดก็คือ ผมยอมรับว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มันเป็นปัญหาสําคัญ การเลือกสรร ส.ว. ในปี ๒๕๕๐ ซึ่งขออนุญาตที่แสดงความคิดเห็นต่อท่านสมาชิกซึ่งเป็น ส.ว. ในขณะนี้และท่านก็มาจาก รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ผมคิดว่าเรื่องนี้ก็ต้องขอแสดงความคิดเห็นด้วยความระมัดระวัง รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ จากคณะรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ได้มาออกแบบเรื่องของ ส.ว. เป็นการผสม คือเลือกตั้งโดยตรงครึ่งหนึ่ง โดยอ้อมคือสรรหาครึ่งหนึ่ง แล้วก็มีข้อห้าม ก็คือห้ามบุพการี คู่สมรส หรือบุตรของ ส.ส. หรือผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองเป็นสมาชิก วุฒิสภาทั้ง ๒ แบบในภาพรวม ซึ่งตรงนั้นสิ่งที่เห็นได้ชัดอย่างหนึ่งก็คือมันสามารถที่จะลบ สภาพผัวเมียออกได้อย่างสิ้นเชิง แต่ความจริงที่พวกเราต้องยอมรับกัน ท่านประธานที่เคารพ สิ่งที่มีการพูดกันเท็จจริงเป็นประการใดผมก็ไม่ทราบ ประเด็นที่เขามีการพูดว่ากล่าวกันก็คือ เขาบอกว่าข้อด้อยของ ส.ว. ที่มาจากการสรรหาครึ่งหนึ่ง ด้วยความเคารพต่อท่าน ส.ว. ที่มา จากการสรรหานะครับ ก็มีการกล่าวกันว่าการที่จะให้เพียงแต่ท่านผู้อาวุโสของบ้านของเมือง กรรมการสรรหา ๗ คน หรือที่เรียกกันว่า ๗ อรหันต์ มันมีปัญหาก็คือไม่มีการยึดโยงกับ ประชาชนแต่อย่างใด เป็นปัญหาว่าท่าน นี่เขานินทากันนะครับ ผมไม่ได้กล่าวว่าใครว่า แต่กําลังจะบอกว่ามันเป็นปัญหาก็คือมีการเลือกที่มันไม่ก่อให้เกิดเห็นถึงความโปร่งใส เพียงพอความชัดเจนในการที่จะทําให้ได้บุคคลที่เหมาะสมเข้ามามันยังไม่ถึง แล้วสิ่งที่มันเป็น จุดด้อยประการสําคัญก็คือในรัฐธรรมนูญเองนี้นะครับ บุคคลที่มีหน้าที่เป็นกรรมการสรรหา ๗ ท่าน ก็เป็นบุคคลที่วันหนึ่งท่านมีสิทธิที่จะถูกถอดถอนจาก ส.ว. ที่ท่านเลือกเข้ามาได้ ซึ่งตรงนี้มันเป็นประเด็นที่ว่าแท้จริงแล้วการออกแบบมาอย่างนั้นมันใช่หรือไม่ใช่ วันนี้ในประเทศไทยมีบรรยากาศเรื่องของการทํางานของท่านสมาชิกวุฒิสภา ของ ส.ส. สภาผู้แทนราษฎรที่ผมอยากจะเรียนว่าสถานการณ์อย่างนี้มันเป็นสถานการณ์ชั่วคราวที่มัน เกิดขึ้นในยามที่บ้านเมืองกําลังอยู่ถึงจุดเปลี่ยนผ่านในหลาย ๆ เรื่อง และผมคิดว่าวันนี้ถ้าเรา จะมาคิดกันว่าอันนี้คือบรรยากาศที่แท้จริง แล้วจะดํารงอยู่ตลอดไป เราจึงมาออกแบบ การเลือกตั้ง ส.ว. เสียใหม่นี่ โดยให้มาจากการเลือกตั้งอย่างเดียว ผมไม่เห็นด้วย ท่านประธานครับ ผมได้มีการขอสงวนความเห็นไว้ในมาตรา ๑๑๒ นะครับ ท่านสมาชิก สามารถดูได้ในมาตรา ๑๑๒ ที่ผมขอสงวนแล้วก็ขอแก้ไขไว้นะครับ มาตรา ๑๑๒ ผมได้เสนอ ขอแก้ไขในส่วนของการเลือก ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งโดยอ้อมแต่ละจังหวัด โดยให้มีคณะ ผู้เลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาโดยทางอ้อมคณะหนึ่ง ซึ่งท่านทั้งหลายอ่านนะครับ ตรงนี้ผมได้ เสนอว่า แทนที่ว่าประเทศไทย เห็นว่าบ้านเมืองกําลัง การเลือกตั้ง ส.ว. ที่ผ่านมา ส.ว. จาก การสรรหามีปัญหา เพราะว่ามีการเลือกเพียงแค่ ๗ อรหันต์นี่ ผมก็เปลี่ยนใหม่ครับ ผมสร้าง อรหันต์มาหลายท่าน อรหันต์ประมาณ ๕๐ ท่าน ซึ่งผมคิดว่าไม่ง่ายในการที่จะมีการขอกันได้ วิ่งเต้นกันได้ ที่เขานินทาว่ากล่าวกันว่ามีการวิ่งเต้นกัน ใช้งบประมาณกัน ซึ่งผมไม่เชื่อว่า มันจะมีจริงนี้นะครับ แต่ในที่สุดคํากล่าวหา การครหานินทานั้นควรจะต้องหมดไป เพราะถ้า มีอรหันต์จํานวนมากมาย วิ่งก็วิ่ง ดู ๕๐ อรหันต์ ได้ไหม ผมว่ามันยากกว่า ๗ คน เพราะฉะนั้น ผมเลยเสนอไปในมาตรา ๑๑๒ ว่าให้มีคณะกรรมการในการสรรหา เป็นการเลือกตั้งโดยอ้อม เป็นคณะเหมือนอิเลคโทรอล คอมมิตตี (Electoral Committee) ของสหรัฐอเมริกานะครับ ในการหาวิธีการในการที่จะดําเนินการในการไปสรรหาเลือกตั้งมาจากบุคคลทั้งหลาย ที่ไปสมัครแต่ละจังหวัด คัดบุคคลที่ดีที่สุดโดยคนประมาณ ๕๐ คนที่ผมได้เสนอตําแหน่งนี้ เข้าไป เพราะฉะนั้นผมคิดว่าถ้าตรงนี้มันสามารถที่จะดําเนินการ ท่านได้เห็นควรว่าเห็นสิ่งที่ ผมได้เสนอมาแล้วมาแล้วเป็นประโยชน์กับบ้านเมือง ผมก็อยากจะให้ท่านสมาชิกได้ช่วย สนับสนุนร่างพระราชบัญญัติที่ผมได้มีการสงวนความเห็นและได้ขอแก้ไขอย่างที่ปรากฏอยู่ใน เล่มทั้ง ๒ เล่ม ทั้งหน้า ๒๐ และหน้า ๔๐ ซึ่งผมคิดว่า แล้วหลังจากนั้นก็มีอีกหลายมาตรา ซึ่งผมคิดว่ามันน่าจะเป็นประโยชน์นะครับ ผมว่าวันนี้เป็นเรื่องสําคัญแล้วครับ ที่พวกเราเอง ต้องคิดกันว่าพวกเราทั้งหลายจะมาคิดจะสถาปนาประเทศ สถาปนาอํานาจบริหารเหล่านี้ ได้อย่างไร ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ควรที่จะต้องไปคิดกัน ผมอยากจะฝากไปยังทางสมาชิก ทุกท่านว่าวันนี้บ้านเมืองของเรามันมีเรื่องอันสําคัญ มีเรื่องอันจําเป็นมากมายที่จะต้อง ร่วมกันทํา และผมคิดว่าอํานาจสําคัญที่สุดของเราที่ เราควรจะต้องมีก็คือเรื่องของการที่ทั้ง ๒ สภา ในการที่จะร่วมกันบูรณาการทํางานร่วมกันในการปฏิรูปกฎหมายที่เป็นประโยชน์ ในของบ้านของเมืองและผมคิดว่าสิ่งที่เรากําลังจะทํากันด้วยความเคารพต่อความเห็นของ ท่านที่ได้เสนอออกความเห็น และเสนอร่างพระราชบัญญัตินะครับ ผมว่าวันนี้ประเทศไทย มีกฎหมายอันสําคัญที่น่าจะต้องมีการแก้ไขปรับปรุง สําคัญยิ่งกว่าการที่เราจะมาแก้ไข รัฐธรรมนูญกัน เมื่อวานพรรคภูมิใจไทยได้มีการจัดสัมมนาเรื่องของกฎหมายธุรกิจที่เป็น อุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจของภาคเอกชน ได้รับความสนใจมาก แล้วผมว่าร่างกฎหมาย ฉบับเหล่า ๆ นั้น น่าจะแก้ไขให้เป็นประโยชน์กว่า บางท่านผู้อาวุโสบางท่านบอกว่า วันนี้ ประเทศไทยน่าตกใจมากพอบอกว่าปี ๒๕๕๘ เรากําลังจะเข้าสู่เออีซี (AEC) นี่นะครับ เราเข้าสู่ ประชาคม เราต้องเตรียมตัวให้พร้อม ผมว่าการเตรียมตัวให้พร้อม ประเทศไทยไม่จําเป็นที่จะต้องเตรียมตัวที่จะทํารัฐธรรมนูญ ให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้งโดยตรงนะครับ ทํากฎหมายที่ดี เตรียมบุคลากรให้พร้อม สําคัญยิ่งกว่าอื่นใดครับ ผมไม่คิดว่าวันนี้รัฐธรรมนูญแก้มาแล้วจะทําให้บ้านเมืองของเรา ดีขึ้นได้หรือครับ เพียงแต่ร่างฉบับนี้จะก่อให้เกิดเหตุการณ์สําคัญก็คือในอนาคต ซึ่งผมคิดว่า มันจะเป็นวิกฤติของบ้านเมืองหรือเปล่า ก็คือว่าถ้าถึงเวลานั้นจะมีการแทรกแซงการใช้ อํานาจของวุฒิสภาอย่างมากมาย จากพรรคการเมืองที่แอบส่งผู้สมัคร ส.ว. เข้าไปประกวด ท่านสั่ง ส.ว. ได้ ฝ่ายบริหารสั่ง ส.ว. ได้ สภาร่างเทคโอเวอร์ ทํางานร่วมกับ ส.ว. ในลักษณะ ของการแบ่งปันผลประโยชน์กัน ผมคิดว่านั่นคือวิกฤตทางการเมือง วิกฤตของประเทศ ซึ่งผมว่าไม่ควรที่จะให้มันเกิดขึ้นครับ กระผมจะขออนุญาตกราบเรียนต่อท่านประธาน โดยเหตุผลดังกล่าวแล้วขอฝากให้ท่านสมาชิกทั้งหลายด้วยสนับสนุนสิ่งที่ผมได้สงวน ความเห็นไว้ด้วยครับ ขอบพระคุณครับ