รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๑ สิงหาคม ๒๕๕๖

เจตน์ ศิรธรานนท์ เสนอการลดจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจาก 200 คนเหลือ 150 คน และแบ่งเขตเลือกตั้งตามจังหวัด เพื่อลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และทำให้การซื้อเสียงเป็นไปได้ยากขึ้น และยังช่วยลดความยึดโยงของ ส.ว. กับพรรคการเมือง

นายเจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมแก้รัฐธรรมนูญในร่างมาตรา ๓ แล้วก็แก้ไขมาตรา ๑๑๑ นะครับ ผมจะพูดโยงไปถึงมาตรา ๑๑๒ ด้วยเพื่อจะได้ไม่เป็นการเสียเวลา แต่ขออนุญาตท่านประธาน ท่านประธานครับ ในกรณีนี้ฟังจากการอภิปรายในสภาแห่งนี้มา ๒ วันเต็ม ๆ ก็พบได้ชัดเจน ว่า ส.ว. เลือกตั้งก็มีความกังวลว่าถ้าหากว่าเป็นไปตามแบบที่คณะกรรมาธิการวิสามัญ ออกแบบในร่างที่ส่งให้กับพวกเราแล้วนี่มันก็จะกลายเป็นการกินรวบประเทศไทย ดังนั้นผมก็ เห็นว่าในส่วนที่ผมสามารถจะทําได้ก็คือ การแปรญัตติให้มีการยึดโยงทางการเมืองน้อยที่สุด เท่าที่จะน้อยได้ จึงเป็นที่มาของการที่ผมแปรญัตติในร่างมาตรา ๓ แก้ไขมาตรา ๑๑๑ โดยลดจํานวน ส.ว. เลือกตั้งลง จาก ๒๐๐ คนให้เหลือจํานวน ๑๕๐ คน หรือให้เหลือ ๑ ใน ๓ ของ ส.ส. ที่มีจํานวน ๕๐๐ คน เหมือนกับ ส.ว. หลายท่านที่แปรญัตติแล้วสงวนคําแปรญัตติ ไปก่อนหน้าผมและได้พูดไปแล้ว รวมถึงที่จะพูดต่อจากผม ซึ่งจะมีแปรญัตติทั้งให้มีจํานวน ๑๐๐ คน ๑๕๐ คน ๒๐๐ คนถึง ๒๕๐ คน ท่านประธานครับการแบ่งพื้นที่สําหรับคํานวณ ส.ว. ๑๕๐ คน แบ่งไม่ยาก เราเคยมีการแบ่งพื้นที่สําหรับการเลือกตั้ง ส.ว. ในการเลือก ส.ว. ปี ๒๕๔๓ มาแล้ว ตอนนั้นก็ใช้จํานวน ส.ว. ทั้งสิ้น ๒๐๐ คน คราวนี้คณะกรรมาธิการวิสามัญ ก็ออกแบบมา ๒๐๐ คน ก็คือยึดโยงกับแบบเดิมที่มีการเลือกตั้งในปี ๒๕๔๓ ของผมนี่ คํานวณ ส.ว. ๑๕๐ คนนี่แบ่งไม่ยาก เพราะว่าใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้งและก็เคยใช้ มาแล้วดังกล่าว การคํานวณเกินเกณฑ์จํานวนสมาชิกวุฒิสภาที่แต่ละจังหวัดจะพึงมีก็คํานวณ ตามวิธีที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ในมาตรา ๙๔ ประกอบมาตรา ๑๑๒ โดยอนุโลม คืออย่างน้อยจังหวัดละ ๑ คน ท่านประธานครับ เราเห็นได้ชัดเจนว่าถ้าเราใช้ เขตใหญ่กว่าเขตจังหวัดคือถ้าจังหวัดที่มีพลเมืองน้อย แต่ถ้าหากว่าเราแบ่งพื้นที่แล้วไปรวม กับเขตพื้นที่ของจังหวัดอื่น ตรงนี้มันก็มีปัญหานะครับ เพราะว่าเท่ากับเขาไม่ได้มี ส.ว. เป็น ของจังหวัดของเขาเอง ดังนั้นเมื่อเราใช้เขตจังหวัดเป็นเขตพื้นที่ตามมาตรา ๑๑๒ แล้ว ผมเห็นด้วย แล้วก็ผมคิดว่ามันเป็นหลักการที่ดี แล้วก็ผมจะพูดเลยไปเพราะฉะนั้นไม่ต้อง พูดซ้ําอีกทีให้เสียเวลาสภาแห่งนี้ ก็คือว่าในการคํานวณเกณฑ์จํานวนสมาชิกวุฒิสภาที่แต่ละ จังหวัดจะพึงมี เราใช้การคํานวณตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๙๔ ตามที่กล่าวแล้วนะครับ ก็คือใช้ ๔๐๐,๐๐๐ คน เป็นตัวหาร หารลงตัวก็ได้ ส.ว. ๑ คน ๘๐๐,๐๐๐ คนก็ได้ ๒ คน เศษเก็บเอาไว้ จากประชากรที่เรามีทั้งหมด ๖๔ ล้านคน จังหวัดที่ประชากรน้อยกว่า ๔๐๐,๐๐๐ คน จํานวน ๓๙ จังหวัด กรุงเทพมหานครมี ส.ว. เบื้องต้น ๑๔ คน จังหวัดนครราชสีมามี ๖ คน จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดขอนแก่น จังหวัดเชียงใหม่ มี ๔ คน จะได้ ส.ว. ทั้งสิ้นในเบื้องต้น ๑๓๗ คน ปัดเศษให้ครบ ๑๕๐ คน โดยคิดจากเศษที่สูงสุดลดหลั่นกันไป ตรงนี้ก็เป็นวิธีที่บัญญัติไว้แล้วตามรัฐธรรมนูญรวมถึง ร่างในมาตรา ๑๑๒ ที่ทางคณะกรรมาธิการวิสามัญเสนอมาเพราะฉะนั้นในความเป็นไปได้ ผมเห็นด้วยและผมก็ไม่ได้ติดใจในร่างของมาตรา ๑๑๒ แต่ผมเห็นว่าจํานวน ๒๐๐ คน เป็นจํานวนที่ผมคิดว่าน่าจะลดลงมาเหลือ ๑๕๐ คน เหตุผลทําไมถึงคิดตัวเลขที่ ๑๕๐ คน ทําไมไม่คิดที่ ๒๐๐ คน ง่ายมากครับท่านประธาน ส.ว. ที่ผ่านมาที่ผมทํางานตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ รวมถึงในสมัยที่ ๒ คือปี ๒๕๕๔ ซึ่งอาศัยบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ ถึงมี ส.ว. สรรหา ๒ ชุดติดกันได้แล้วก็จะมีชุดเดียว เพราะว่าต้องการให้เหลื่อมกัน ๓ ปี แต่ว่าอายุ ส.ว. ทั้งหมดก็มี ๖ ปีนะครับ จากประสบการณ์ที่ทํางานมาแล้วเราเห็นว่าการทํางานร่วมกันมา เกือบ ๖ ปี ส.ว. ที่ประกอบด้วยสรรหาและเลือกตั้งสามารถทํางานได้ จํานวน ๑๕๐ คน ทํางานได้ ไม่มีปัญหาแต่อย่างใดนะครับไม่มีเสียงบ่นว่าคนไม่พอต้องเพิ่มจํานวน ส.ว. ผมไม่เคยได้ยินคํากล่าวเหล่านี้เลย ผลงานที่ถ่วงดุลตรวจสอบการบริหารงานของรัฐบาล ผลงานกลั่นกรองกฎหมาย ผลงานในการตั้งและถอดถอนกรรมการในองค์กรอิสระ ในความคิดส่วนตัวของผมเองท่านประธาน ผมว่าทําได้ดีทั้ง ส.ว. เลือกตั้งและ ส.ว. สรรหา แม้ผมจะไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยน ส.ว. เลือกตั้งทั้งหมด เพราะไม่สามารถดํารงความ เป็นกลางได้อย่างแท้จริง แต่ผมเคารพมติรัฐสภาแห่งนี้ที่ผ่านหลักการในวาระแรกให้มี ส.ว. ประเภทเดียวคือ ส.ว. เลือกตั้งเท่านั้น ท่านประธานครับ ส.ว. เลือกตั้งเพื่อนผม หลายคนทํางานได้ดี ผมคงไม่ต้องเสียเวลาพูดในที่นี้แต่ว่าในความรู้สึกของ ส.ว. ด้วยกันก็จะ รู้ว่า ส.ว. เลือกตั้งมีหลายคนที่ทํางานได้ดี แล้วก็หลายคนทํางานได้ดีกับ ส.ว. สรรหา ด้วยซ้ําไปนะครับ เมื่อไม่มี ส.ว. สรรหาตามหลักการของร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้แล้ว ผมก็ยึดหลักการออกแบบ ส.ว. เลือกตั้งให้เป็นกลางสามารถตรวจสอบถ่วงดุล รัฐบาลและเสียงข้างมากได้ ผมต้องการให้ถูกแทรกแซงให้น้อยที่สุด ผมไม่อยากได้ยินคําว่า สภาผัวเมีย สภาครอบครัว ซึ่งเรื่องนี้จะได้ไปพูดในร่างของมาตราอื่น ๆ ต่อไปเพื่อไม่ให้ เสียเวลานะครับ เพราะฉะนั้นเมื่อ ส.ว. ทั้งสรรหาและเลือกตั้งทํางานได้ดีในเวลา ที่ผ่านมาร่วม ๖ ปี ผมไม่เห็นมีเหตุผลใด ๆ ที่จะเพิ่ม ส.ว. เป็น ๒๐๐ คน ให้เปลืองงบประมาณ ท่านรู้ไหมครับ ท่านประธาน เงินเดือน ส.ว. เดือนละ ๑๑๓,๕๖๐ บาทต่อคนต่อเดือน ผู้เชี่ยวชาญประจําตัว ๑ คน เงินเดือน ๒๔,๐๐๐ บาท ผู้ชํานาญการและผู้ช่วย ๗ คน เงินเดือนคนละ ๑๕,๐๐๐ บาท รวมทั้งหมดตก ๒๔๒,๕๖๐ บาทต่อ ส.ว. ๑ คนต่อเดือน ไม่นับเบี้ยประชุมทั้งกรรมาธิการ สามัญ วิสามัญ และอนุกรรมาธิการ รวมทั้งคณะกรรมการชุดต่าง ๆ งบไปดูงานต่างประเทศ ปีที่ผ่านมาอีกคนละ ๒๖๐,๐๐๐ บาท ค่าเครื่องบินค่าเดินทางในประเทศ นอกประเทศ สวัสดิการรักษาพยาบาล ค่าดูงาน สุดท้ายยังมีเงินบํานาญอีก คิดตัวเลขกลม ๆ ประมาณ คนละเกือบ ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท ท่านประธานครับเกือบ ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาทคูณด้วย ๕๐ คน ที่ตัดไปมันเป็นเงิน ๒๐๐ ล้านบาท ผมบอกตรง ๆ เสียดายเงินครับ ผมคิดว่าน่าจะประหยัด งบประมาณจํานวนนี้ได้ จึงเสนอให้ลดจํานวน ส.ว. เลือกตั้ง ๕๐ คนจาก ๒๐๐ คน ลดเหลือ ๑๕๐ คนครับ ท่านประธานครับ เมื่อย้อนไปดูที่มาที่ไปของจํานวน ส.ว. ๑๕๐ คน ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จากเอกสารของคณะกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็น ขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ จาก ส.ส.ร. ที่พิจารณารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ จากองค์กร ตามรัฐธรรมนูญ ๑๑ แห่ง และสถาบันอุดมศึกษา ๑๖๓ แห่ง เป็นของภาครัฐ ๗๘ แห่ง เอกชน ๖๗ แห่ง วิทยาลัยชุมชน ๑๘ แห่ง รวมทั้งหมดตอบกลับคณะกรรมาธิการรับฟัง ความคิดเห็นชุดนื้ เอกสาร ๑๕,๗๐๐ ชุด เขาเห็นควรแก้ไขลดจํานวนลงจาก ๒๐๐ คน เหลือ ๑๐๐ คน อันนี้เป็นความคิดเห็นจาก สนช. จาก กกต. ป.ป.ช. สนช. ครม. และผู้ตรวจการ เสนอ ๑๕๐ คน และใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง ในการทําประชาพิจารณ์ ในภาคใต้ของคณะกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชนของ สภาร่างรัฐธรรมนูญมีความเห็นว่าสมาชิกรัฐสภาควรมีจํานวนรวมกันไม่เกิน ๕๐๐ คน ท่านประธานครับ อีกประการหนึ่งเรามีจํานวน ส.ส. มากเกินไป ประเทศสหรัฐอเมริกา มี ส.ว. ๑๐๐ คน ประเทศเยอรมนีมี ส.ว. ๗๖ คน ดูประเทศเขาใหญ่ขนาดไหนนะครับ ทั้ง ส.ส. เขตพื้นที่และ ส.ส. แบบบัญชี สัดส่วน สภาเรามีถึง ๕๐๐ คน เพราะฉะนั้น เมื่อรวมกับ ส.ว. แล้วจะมีจํานวนถึง ๗๐๐ คนตามร่างของคณะกรรมาธิการ ผมเสนอให้ ลดเหลือเท่าจํานวนในปัจจุบันคือ ๖๕๐ คน ความแออัดยัดเยียดในสภาพปัจจุบันนะครับ ขนาดนี้ยังไม่มีที่จอดรถ ห้องอาหารก็แน่น ไม่มีเก้าอี้จะนั่ง การเพิ่มจํานวนอีก ๕๐ คน จะยิ่งเป็นปัญหาเพิ่มขึ้น

ประการสุดท้ายท่านประธาน ส.ว. ๑๕๐ คน ย่อมใช้เขตเลือกตั้งที่ใหญ่กว่า ส.ว. ๒๐๐ คน การขยายเขตเลือกตั้งให้มีขนาดใหญ่เพื่อให้ครอบครอบคลุมฐานเสียง ของพรรคการเมืองที่มีความหลากหลายในพื้นที่ก็เป็นวิธีหนึ่งที่ทําให้พรรคการเมืองมีบทบาท ต่อการตัดสินใจของประชาชนน้อยลง ถ้าการเลือกตั้งเป็นไปโดยโปร่งใส เท่าเทียม และสามารถแยกขาดออกจากการเมืองได้จริง เราก็สามารถมี ส.ว. ที่ดีได้ และทั้งนี้ และทั้งนั้นด้วยความคิดจะลดจํานวนของ ส.ว. จาก ๒๐๐ คนเหลือ ๑๕๐ คน ผมคิดว่า มันเป็นเพียงวิธีหนึ่งที่ตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จําเป็นลง แล้วก็ทําให้เขตมันกว้างขวางใหญ่ขึ้น แล้วก็ ทําให้การซื้อเสียงเป็นไปได้ยากขึ้น แล้วก็เป็นช่องทางหนึ่งที่จะทําให้ความยึดโยงของ ส.ว. กับพรรคการเมืองลดลง แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นคงจะต้องอาศัยในร่าง พ.ร.บ. ในมาตราอื่น ๆ ประกอบด้วยนะครับ ซึ่งก็คงจะมีการอภิปรายในสภาแห่งนี้ รวมทั้งผมก็จะสงวนสิทธิ ที่จะอภิปรายในมาตราที่จะมาถึงเพื่อเป้าหมาย ทําให้ ส.ว. เลือกตั้งจะเป็นจํานวนเท่าไร ก็แล้วแต่ ถ้าเป็นไปตามร่างของคณะกรรมาธิการมันจะได้ไม่มีการยึดโยงกับการเมือง หรือยึดโยงกับการเมืองให้น้อยที่สุด เพราะเราต้องการ ส.ว. ที่มีอิสระ เป็นกลาง สามารถ ตรวจสอบถ่วงดุลกับรัฐบาล แล้วก็เสียงข้างมากในสภาแห่งนี้ได้ ขอบคุณครับ