วีรวิท คงศักดิ์ หารือเรื่องการกำหนดจำนวนสมาชิกวุฒิสภา โดยอ้างอิงจากมาตรา 111 และมาตรา 112 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 และเสนอการเปลี่ยนแปลงกระบวนการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา โดยมีคณะกรรมการเสนอบัญชีรายชื่อ 4 กลุ่ม และให้ประชาชนมีสิทธิเลือก 4 กลุ่มละ 1 คน
ขอบคุณครับ พลอาอากาศเอกวีรวิท คงศักดิ์ สมาชิกวุฒิสภา ผมเรียนว่ามาตรา ๓ นั้นจริง ๆ แล้วมี ๒ มาตรา คือมาตรา ๑๑๑ กับ มาตรา ๑๑๒ การที่ผมจะพยายามพูดว่าสภาต้องใช้เหตุผลในการที่จะบอกว่าตัวเลขจาก ๒๐๐ คน มาเป็น ๑๖๐ คนนั้นมีความเป็นมาอย่างไร คือถ้าอยู่ดี ๆ ผมบอกว่าผมเป็น ๑๖๐ คนมันก็กลับเป็น สิ่งที่หลายคนไม่เข้าใจว่าสิ่งนี้เป็นอะไร แล้วขณะเดียวกันในมาตรา ๑๑๒ ผมมีคณะกรรมการ จัดทําบัญชีรายชื่อ ซึ่งทั้งหมดมีที่มาทีนี้บังเอิญในเอกสารของคณะกรรมาธิการมันแยกอยู่ ๒ ส่วน แต่จริง ๆ แล้วเป็นเรื่องที่ทางวิปได้บอกว่าน่าจะอภิปรายพร้อมกัน เพราะมันเป็นเรื่องต่อเนื่องกัน ก็เรียนให้เพื่อนสมาชิกทราบนะครับ ผมขออนุญาตต่อนิดหนึ่งว่าจากตัวเลขที่ออกมา ผมเรียนว่า ตัวเลขจากการศึกษาทราบว่าความเป็นมาของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เกี่ยวกับเรื่องวุฒิสภานั้น เป็นการมาจากที่มาและอํานาจหน้าที่ของวุฒิสภาตามร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับรับฟังความคิดเห็นของสภาร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ในจํานวนนี้เขาบอกว่าสมาชิก วุฒิสภาควรจะมี ๑๖๐ คน ผมก็เลยคิดว่าตัวเลขจากประชาชนแล้วก็งานศึกษาทั้งหมดน่าจะ มี ๑๖๐ คน เพราะฉะนั้นก็จะเรียนเป็นเหตุผลว่า ทําไมในมาตรา ๑๑๑ ผมใช้ ๑๖๐ คน เพราะอันนี้เป็นตัวเลขที่มาจากงานวิจัย แล้วรับฟังความเห็นประชาชนในตัวเลขที่เหมะสมของ จํานวนสมาชิกวุฒิสภา ในสิ่งที่ผมจะเรียนต่อไปว่า ส่วนเรื่องของการแปรญัตติในส่วนที่คําว่า เป็นถ้อยคําเท่านั้นเองว่า เพียงอายุของสมาชิกวุฒิสภาที่เหลืออยู่นั้นเป็นเรื่องของถ้อยคํา ซึ่งถ้อยคําอันนี้เป็นถ้อยคําที่อยู่ในร่างเดิม คงไม่ใช่ประเด็นที่สําคัญนัก แต่สําคัญก็คือตัวเลข ที่ผมเรียนว่าอยู่ใน ๑๖๐ คน คงจะจบในประเด็นที่ ๑ นะครับว่า ทําไม ๑๖๐ คน
ทีนี้กระบวนการที่มาของสมาชิกวุฒิสภาที่จะอยู่ในมาตรา ๑๑๒ ที่ผมจะ เรียนต่อไปนั้น ในแนวคิดเมื่อตอนปี ๒๕๕๐ นั้น มีการรับฟังความเห็นประชาชนแล้วน่าจะมี สมาชิกวุฒิสภาอยู่ ๒ ประเภท ประเภทหนึ่งก็มาจากจังหวัด แล้วอีกประเภทหนึ่งมาจาก การสรรหาจากภาควิชาการ ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาชีพและภาคอื่น ในร่างเสนอของ งานรับฟังความเห็นประชาชนนั้น ในเรื่องของการที่จะขอเป็นตัวแทนจังหวัดก็น่าจะมองว่า ขอเป็นการสรรหาด้วย โดยให้จังหวัดเป็นคนเสนอชื่อขึ้นมาให้กรรมการสรรหา แต่เรื่องนี้ เป็นเพียงแนวคิดของงานศึกษาที่รับฟังความเห็นประชาชน แต่ผลสุดท้ายทาง ส.ส.ร. ปี ๒๕๕๐ ก็ตัดสินใจว่า ตัวแทนจากจังหวัดนั้นใช้วิธีการเลือกตั้งอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน แต่ส่วนการสรรหาก็ใช้ตัวเดิม กรรมการในการสรรหาก็เป็นไปตามที่เราทราบอยู่ในปัจจุบัน ทีนี้มาถึงในส่วนที่ผมไปดูแล้วว่า วิธีการที่จะมาของ ส.ว. ที่ดีและเหมาะสมในเรื่องของ การเลือกตั้งนั้นมีงานวิจัยอยู่ชิ้นหนึ่งที่เขาเสนอว่ากระบวนการในการทํางานของสมาชิก วุฒิสภานั้นน่าจะมีคณะกรรมการสรรหา แต่ผมพยายามไม่ใช้คําว่า สรรหา ผมก็เลยใช้คําว่า คณะกรรมการเสนอบัญชีรายชื่อ คณะกรรมการจัดทําบัญชีรายชื่อนั้นจะประกอบด้วย อดีตประธานรัฐสภา อดีตนายกรัฐมนตรี อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ อดีตประธาน ศาลฎีกา และประธานองค์กรตามรัฐธรรมนูญทุกองค์กร กรรมการจัดทําบัญชีรายชื่อ ตามวรรคสามจะต้องไม่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองภายใน ๕ ปี ก่อนทําหน้าที่กรรมการจัดทํา บัญชีรายชื่อต้องไม่ถูกคําพิพากษาให้จําคุก ต้องไม่ถูกถอดถอนออกจากตําแหน่ง ทั้งหมดนี้ มาจากงานวิจัย ในส่วนของหน้าที่ของคณะกรรมการ ก็จะเสนอคนเข้ามา ๔ กลุ่ม แต่ในงานวิจัยเสนอจํานวนมากกว่านี้ แต่ผมพิจารณาแล้วว่าเพื่อให้ได้ตัวเลข ๑๖๐ คน จากบัญชีกลุ่ม ๔ กลุ่ม ใน ๔ กลุ่มนั้นก็จะคล้ายกับตัวสรรหาในปัจจุบัน แต่จะรวม ภาควิชาการกับภาควิชาชีพเข้ามาด้วยกัน เพราะฉะนั้นกลุ่มที่จะสรรหานั้นก็จะมี ๔ กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มภาครัฐ กลุ่มภาคธุรกิจและเอกชน กลุ่มภาควิชาการและวิชาชีพ และอันสุดท้ายก็คือกลุ่มภาคสังคม คณะกรรมการเสนอบัญชีรายชื่อจะดําเนินการจัดทําบัญชี เป็น ๔ กลุ่ม กลุ่มละ ๘๐ คน กลุ่มละ ๘๐ คนนั้น ก็จะเสนอโดยสํานักงานคณะกรรมการ การเลือกตั้ง เป็นหน่วยทางธุรการของคณะกรรมการจัดทําบัญชีรายชื่อ ต้องจัดทําบัญชี รายชื่อสมาชิกวุฒิสภาที่รวบรวมรายชื่อ ส่งคุณสมบัติให้คณะกรรมการภายใน ๓๐ วัน นับตั้งแต่วันที่มีเหตุเลือกตั้ง หลังจากที่ส่งแล้วให้มีการเปิดเผยชื่อองค์กร กรรมการเสนอชื่อ รวมทั้งประวัติย่อและประสบการณ์ที่เหมาะสมในการปฏิบัติหน้าที่สมาชิกวุฒิสภาต่อ สาธารณะอย่างกว้างขวาง เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบก่อนทําการเลือกตั้งไม่น้อยกว่า ๓๐ วัน หลังจากนั้นก็เข้าสู่กระบวนการที่ใช้ประเทศในการเลือก ประชาชนจะมีสิทธิเลือก ๔ กลุ่ม กลุ่มละ ๑ คน จะเป็นสิทธิ ๔ คน ทั่วประเทศ ด้วยการเลือกตั้งจากกลุ่มวิชาชีพ การกระทําวิธีนี้จะทําให้เราได้นักวิชาการที่มีความรู้ที่หลากหลายแล้วก็มาจากประชาชน ยึดโยงกับประชาชนด้วย แล้วกระบวนการตรงนี้ก็จะเป็นกระบวนการในการที่จะได้คนที่ เป็นกลาง ปราศจากความเกี่ยวพัน อย่างไรก็ตามเรื่องของคุณสมบัติตามมาตรา ๑๑๕ นั้น ผมยังมีความเห็นที่จะต้องเป็นไปตามเดิม ก็ขอไว้อภิปรายเสนอข้อคิดเห็นในเมื่อถึง มาตรา ๑๑๕ แต่กระบวนการในการที่ขอแปรญัตติในมาตรา ๑๑๑ เรื่องที่มา เรื่องจํานวน ๑๖๐ คน และที่มานั้นก็จะมีคณะกรรมการจัดทําบัญชีรายชื่อเป็น ๔ กลุ่ม กลุ่มละ ๘๐ คน เสนอให้ประชาชน ประชาชนก็จะเลือกออกมาเป็นกลุ่มละ ๔๐ คน รวมแล้วเป็น ๑๖๐ คน ส่วนกระบวนการในการที่จะมีการเปลี่ยนครึ่งหนึ่งเมื่อครบวาระครึ่งทาง อันนี้ก็เป็นรายละเอียด ที่จะต้องพิจารณาต่อไป ขอบคุณครับ