รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๑ สิงหาคม ๒๕๕๖

วินัย สมพงษ์ อภิปรายเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเรียกร้องให้รัฐสภาให้ความสำคัญในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการฟังเสียงข้างน้อย เพื่อไม่ให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญนำไปสู่วิกฤตการณ์ และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา โดยกล่าวถึงผลกระทบต่อระบบการปกครองของประเทศไทย

พันเอก วินัย สมพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พันเอก วินัย สมพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมเป็นคนหนึ่งที่ทางท่านสามารถ แก้วมีชัย ต้องกราบขออภัยที่เอ่ยนามท่านในฐานะ ที่ท่านสามารถเป็นประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ คราวนี้ ท่านได้เชิญผมไปพบเพื่อให้ผมชี้แจง แล้วก็รับคําชี้แจงของคณะกรรมาธิการซึ่ง ท่านเป็นประธานอยู่ กระผมได้แปรญัตติร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ๕-๖ มาตราครับ มาตรา ๓ มาตรา ๔ มาตรา ๕ มาตรา ๗ มาตรา ๘ มาตรา ๙ กระผมก็ได้ไปชี้แจงท่านประธาน ท่านสามารถว่าผมได้แปรญัตติอย่างนี้ เป็นธรรมดาอยู่เองที่ทางท่านคณะกรรมาธิการวิสามัญ ท่านก็ยืนอยู่ข้างจุดที่ว่าท่านต้องการที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญให้สมาชิกวุฒิสภานั้นมาจาก การเลือกตั้งทั้งหมด ยกเลิกสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหาหรือแต่งตั้ง แต่ตัวกระผมเอง ผมกราบเรียนว่ากระผมได้ตั้งใจอย่างยิ่งที่จะอภิปรายการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้เรื่องนี้ ในวาระที่หนึ่ง แต่ผมโชคไม่ดี ชื่อผมอยู่ท้าย ๆ ทั้ง ๆ ที่เวลาของฝ่ายค้านอาจจะเหลืออยู่ อีกบ้างสักชั่วโมง ๒ ชั่วโมง แต่สภาก็ปิดไปเสียก่อน กระผมจึงไม่ได้มีโอกาสอภิปราย เมื่อเจตนาจะอภิปรายก็ตั้งใจว่าผมจะคัดค้านเต็มที่ครับว่ากระผมยังอยากจะให้คงสมาชิก วุฒิสภานี้ มีทั้งระบบการเลือกตั้งและระบบการแต่งตั้งหรือว่าสรรหาคือคงสภาพเดิมเอาไว้ ด้วยความเสียดายในคุณภาพของสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้ง หลายท่านมีคุณภาพดี ผมเสียดายคุณภาพเหล่านั้น อันนี้ก็เป็นความเห็นส่วนตัว ผมต้องกราบขออภัยท่านประธานครับ หลายท่านได้กรุณาอภิปรายไปแล้ว ๒๐ กว่าท่าน จะช่วยให้ผมได้อภิปรายได้สั้นลง กระผม จะพยายามไม่เสียเวลาท่านมาก ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ก่อนอื่นกระผมต้อง กราบขอบพระคุณท่านสามารถ แก้วมีชัย เมื่อผมค้านท่านในที่ประชุมคณะกรรมาธิการ วิสามัญ ผมก็แสดงความเห็นตรงไปตรงมา หลายคนก็ค้านท่านเหมือนผม ท่านยังมีใจกว้างครับ ท่านได้กรุณาเอาสิ่งที่พวกกระผมคัดค้านมาให้สภาตัดสินใจ ทั้ง ๆ ที่ถ้าเผื่อท่านจะแสดง อํานาจบาตรใหญ่ท่านบอกว่าเรื่องที่ผมอภิปราย เรื่องที่ผมแปรญัตติ ๕-๖ มาตรา บางมาตรา มันก็ผิด ผมก็รู้ว่าผิดครับ เพราะผมต้องการแสดงว่าผมคัดค้านท่าน ให้รู้ว่าผิด ก็รู้ว่าผิดแต่ก็ทํา เพื่อคัดค้านท่าน ถ้าเผื่อท่านจะแสดงอํานาจบาตรใหญ่ตัด ไม่เอาเข้ามาเสนอต่อสภา พวกกระผม ๕๗ คนก็คงจะไม่มีโอกาสมาพูดแจ้ว ๆ อย่างในวันนี้ กระผมต้องกราบขอบพระคุณในความ มีน้ําใจของท่านนะครับ เป็นสุภาพบุรุษ

ท่านประธานสภาที่เคารพครับ เหตุที่กระผมแปรญัตติมาตรา ๓ มาตรา ๔ มาตรา ๕ อะไรก็แล้วแต่ที่คัดค้านท่าน ไม่เห็นด้วยกับท่าน เห็นต่างจากท่านก็เพราะว่า อย่างนี้ครับท่านประธาน สิ่งหนึ่งก็คือเวลาฝ่ายค้านที่เหลืออยู่ ๑ ชั่วโมง ๒ ชั่วโมงนี้ผมถูกตัด ไปก่อน ไม่มีสิทธิ กระผมเชื่อมากครับ เชื่อว่าในระบอบประชาธิปไตย มาจอริท์ รูล (Majority Rule) และไมนอริตี ไรท์ส (Minority Rights) คือต้องเป็นไปตามเสียงข้างมาก แต่เสียงข้างมาก ต้องฟังเสียงข้างน้อย จึงมีคํากล่าวว่าฟิลิบัสเตอร์ (Filibuster) คือให้เสียงข้างน้อยได้พูด ได้แสดงออก ท่านเชื่อไหมครับรัฐสภาอเมริกา บางเรื่องบางราวผู้อภิปรายในสภา อภิปราย คนเดียวเกิน ๒๔ ชั่วโมงเพื่อคัดค้านกฎหมายบางฉบับก็เกิดขึ้นมาแล้วครับ กระผมเคย อภิปรายในสภาแห่งนี้เรื่องทํานองนี้ ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ เรื่องสําคัญ ๆ อย่างนี้ จะไม่อภิปรายคงไม่ได้ ในสภามีเรื่องใหญ่ ๆ อยู่ ๕ เรื่องบิกไฟว์ (Big Five) ของรัฐสภา ของสภา เรื่องแรกคือเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญครับ เป็นเรื่องใหญ่ เรื่องที่ ๒ เรื่องงบประมาณ ต้องอภิปราย เรื่องที่ ๓ เรื่องเงินกู้ครับ ผลักภาระให้ประชาชนแบกภาระ ต้องอภิปรายครับ เรื่องที่ ๔ คือเรื่องนิรโทษกรรม เป็นเรื่องใหญ่ และเรื่องสุดท้ายครับเป็นเรื่องใหญ่ของสภา ๕ เรื่องบิกไฟว์ก็คือเรื่องอภิปรายไม่ไว้วางใจ บิกไฟว์ถ้าไปพูดในประเทศแอฟริกาใต้เขาไม่ได้ หมายถึงเรื่องอย่างนี้ ๔-๕ เรื่อง ไม่ใช่ ถ้าบิ๊กไฟว์ไปพูดในประเทศแอฟริกาใต้เขาหมายถึง เสือ สิงห์ กระทิง ควายป่า แล้วก็ช้าง ต่างกันครับ ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ เนื่องจากว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นฉบับที่มีความสําคัญที่จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างในระบบ รัฐสภาของไทย แต่ทว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายที่มีเหตุผลและหลักการสั้นจู๋เลยครับ ท่านเปิดดูนะครับ ท่านสมาชิก ส.ส. ส.ว. ได้ผ่านการทํากฎหมาย กฎหมายมาไม่รู้กี่ร้อยฉบับ หลักการ เหตุผลจะยาว แสดงเหตุ แสดงผล ทําไมถึงแก้ ทําไมถึงมีเหตุผลอย่างนี้ แต่ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้รัฐธรรมนูญครับ หลักการของท่านคือแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพิ่มแก้นะครับ เพื่ออะไร เพื่อให้มี ส.ว. มาจากเลือกตั้ง เมื่อหลักการมันสั้น ๆ อย่างนี้ โอกาสที่พวกกระผม ๕๗ คนจะแปรญัตติผิดหลักการนั้นก็ง่ายครับ ก็ง่าย จึงไม่ได้เกิดขึ้นอย่างนี้ ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผมขอกราบเรียนอีกนิดหนึ่งว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นเปรียบเสมือน เหรียญ ๒ ด้าน มันเป็นเสมือนเหรียญ ๒ ด้านที่ผมเคยอภิปรายหลายครั้งในสภา ท่านสังเกตดู ประวัติศาสตร์การเมืองการปกครอง ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเกิด วิกฤตการณ์ครับ เหมือนเหรียญ ๒ ด้าน วิกฤตการณ์นําไปสู่การแก้รัฐธรรมนูญ และการแก้ รัฐธรรมนูญก็นําไปสู่วิกฤตการณ์เช่นเดียวกันเหมือนเหรียญ ๒ ด้าน เมื่อวานนี้ วันก่อนโน้น ผมกล้าพูดว่ามีวิกฤตการณ์ในรัฐสภา ในสภาแห่งนี้อย่างปฏิเสธไม่ได้ครับ เป็นครั้งแรก ที่กระผมก็อยู่ในเวทีการเมืองมา ๓๐ กว่าปีผมก็เพิ่งเคยเห็น ผมจึงเรียกว่าเป็นวิกฤตการณ์ ในรัฐสภาไทยครั้งแรก และนอกสภาไม่ทราบจะเกิดอะไรขึ้น

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผมขออภิปรายมาตรา ๓ ให้ลึกสักนิดหนึ่ง แต่ไม่กินเวลามาก และตั้งใจว่าเมื่ออภิปรายมาตรา ๓ ซึ่งเป็นมาตราที่เป็นหัวใจของกฎหมาย รัฐธรรมนูญฉบับนี้ผมจะละเว้นที่จะไปอภิปรายกวนเวลาท่านสมาชิกท่านอื่น ไม่อภิปราย ในมาตรา ๔ มาตรา ๕ มาตรา ๗ มาตรา ๘ มาตรา ๙ เว้นครับ แต่ขออภิปรายเฉพาะมาตรา ๓ เพื่อเป็นการประหยัดเวลาของรัฐสภา ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผมแปรเพื่อแก้ แก้ แก้ อยู่ฝ่ายตรงกันข้ามกับคณะกรรมาธิการ วิสามัญมาโดยตลอด เพราะผมยังมั่นใจว่าวุฒิสภานั้นน่าจะมีทั้งแต่งตั้งและเลือกตั้ง ท่านประธานครับ การอภิปรายในวาระที่หนึ่งนี้เสมือนหนึ่งว่าหลายท่านได้อภิปรายในสภา วาระที่หนึ่ง เสมือนหนึ่งว่าประเทศใดก็แล้วแต่ที่สมาชิกวุฒิสภามาจากการแต่งตั้งหรือสรรหา ประเทศอย่างนั้น สภาอย่างนั้นมันด้อยพัฒนา มันล้าหลัง หลายคนได้แสดงความรู้สึกอย่างนั้น จริง ๆ ท่านประธานที่เคารพ กระผมไม่เชื่ออย่างนั้น เพราะกระผมได้ศึกษาประวัติศาสตร์ การเมืองมาหลายประเทศ ของไทยก็ศึกษา ของต่างประเทศก็ศึกษา ท่านประธานครับ ผมไป ค้นคว้าในห้องสมุดของรัฐสภาข้อมูลพื้นฐานของต่างประเทศ ปี ๒๕๕๕ ของสํานักงาน ข่าวกรองแห่งชาติที่ห้องสมุดไม่ทันสมัยพอ เล่มขนาดนี้ครับ ผมก็จึงได้ติดต่อไปยังสํานักงาน ข่าวกรองแห่งชาติ ขอหนังสือเล่มนี้มาอีกเล่มหนึ่งเป็นข้อมูลพื้นฐานของต่างประเทศ ปี ๒๕๕๖ ทันสมัยที่สุดครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้ข้อมูลจากเอกสารสํานักงาน ข่าวกรองแห่งชาติ ๙๘ ประเทศในโลก ในโลกนี้มีประเทศ ๑๙๓ ประเทศครับที่ถูกต้อง รับรอง มี ๑๙๓ ประเทศ วันนี้ที่ถูกต้องรับรองทั่วโลก ผมมีหลักฐาน ๙๘ ประเทศ ๙๘ ประเทศในเอกสารฉบับนี้ครับ เศรษฐกิจ สังคม การเมืองการปกครอง สภา มีแบบไหน อย่างไร บอกหมด ๙๘ ประเทศ ผมกราบเรียนท่านว่าครึ่งหนึ่งครับที่ผมมีข้อมูลมา เป็นประเทศที่มีระบบรัฐสภาคู่ครับ มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มี ส.ส. มีสภาผู้แทนราษฎร แล้วก็มีวุฒิสภา ครึ่งต่อครึ่งเท่า ๆ กัน นี่คือระบบสภาคู่ และประเทศที่มีระบบสภาคู่ก็ ครึ่งต่อครึ่งครับ ครึ่งหนึ่งเป็นประเภทที่มีระบบวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด และ อีกครึ่งหนึ่งครับ มีวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งหรือสรรหาเช่นกันครับ กระผมจึงกล้าที่จะ กราบเรียนท่านเพราะได้ศึกษาค้นคว้ามาหามรุ่งหามค่ํายืนยันว่าในโลกนี้ยังมีอีกมากมาย หลายประเทศที่มีวุฒิสภามาจากการแต่งตั้งครับ เพราะฉะนั้นประเทศไทยจึงไม่ล้าหลัง นะครับ เหมือนอย่างหลายคนที่พูดถึง ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผมอยากจะ ขอยกตัวอย่างประเทศที่มีระบบรัฐสภาที่วุฒิสภานี้มาจากการแต่งตั้ง ผมยกตัวอย่าง เช่น อิตาลี ไม่เบานะครับ อิตาลีก็ยังเหมือนไทย ประเทศอังกฤษไม่ต้องพูดถึง แม่บทนะครับ เหมือนประเทศไทย ประเทศตูนีเซีย ประเทศมาเลเซีย ประเทศสเปน ประเทศสิงคโปร์ ประเทศเม็กซิโก ประเทศอินเดีย ประเทศอียิปต์ ประเทศจีน ประเทศแคนาดาครับ ประเทศ ขนาดที่ผมเอ่ยมานี้ไม่ใช่กระจอก มีระบอบการเมืองมาก่อนประเทศไทย แต่เขาก็ยังคงมี วุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งหรือสรรหาครับ เพราะฉะนั้นประเทศไทยไม่ล้าหลัง แล้วก็ไม่ใช่ว่า ด้อยการพัฒนา ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผมผ่านไปถึงว่าทําไมผมจึงได้ตั้งใจแปรญัตติ แก้ แก้ แก้อยู่ตรงข้าม ฝ่ายตรงข้ามกับท่าน นอกจากผมยืนยันว่าการมีสมาชิกวุฒิสภาจาก การแต่งตั้งไม่ล้าหลังไม่ด้อยพัฒนา

เหตุผลข้อที่ ๒ ผมกราบเรียนท่านว่า ท่านประธานครับ ปี ๒๕๔๐ มาถึง ปี ๒๕๕๐ ๑๐ ปี สังคมไทย หลายคนในสภามีความรู้สึกรังเกียจรู้สึกไม่ชอบกับ คําว่า สภาผัว สภาเมีย สภาลูก รัฐมนตรี ผัวไม่เป็นให้เมียแทน เมียไม่เป็นให้ลูกแทน เราชอบ หรือไม่ชอบครับ ผมคนหนึ่งที่ไม่ชอบ ผมสะท้อนความรู้สึกของประชาชน ท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ถ้าเราแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ สิ่งที่เราไม่ชอบมันจะกลับมาอีก แล้วจะ แก้ไปใหม่อีกไหมครับ เห็นไหมครับ มันจะแก้กลับไปกลับมา กลับมากลับไป

เหตุผลข้อที่ ๓ ท่านประธานครับ ถ้าให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง ทั้งหมด การเลือกตั้งมันจะถูกครอบงําโดยพรรคการเมือง เชื่อผมเถอะครับ เชื่อผมเถอะ ผมเดินอยู่ในเวทีเลือกตั้งมา ๓๐ กว่าปีนะครับ สภาโทรโข่งเดินหาเสียงไหว้ชาวบ้านมา สมาชิกวุฒิสภาที่ลงเลือกตั้งต้องพึ่ง ส.ส. ต้องพึ่งพรรคการเมือง อยู่ภายใต้การครอบงํา ท่านประธานครับ ผมกลัวอะไรครับกับการที่จะไปครอบงําสมาชิกวุฒิสภามันน่ากลัวตรงนี้ ครับท่านประธาน ประเทศที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเขาจะมี ๓ ขาครับ ขาหนึ่งคือฝ่ายบริหารรัฐบาล ขาที่ ๒ ที่ค้ํากันอยู่คือฝ่ายนิติบัญญัติทํากฎหมาย ขาที่ ๓ คือศาลครับ แต่ระบอบการเมืองการปกครองของไทย ระบบรัฐสภาไทย ฝ่ายบริหาร กับฝ่ายนิติบัญญัติกอดคอกันเอาขามารวมกันครับ มันจึงกลายกลับแทนที่จะมี ๓ ขา เป็นเสาที่ค้ํากันอยู่มันก็เหลือแค่ ๒ ขา ขาหนึ่งโตเพราะ ๒ คนกอดกัน อีกขาหนึ่งศาลครับ ซึ่งไม่ทราบจะลีบหายไปเมื่อไร ท่านประธานครับ ถ้าสมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง ถูกครอบงํา เราห่วงอะไร เราเป็นห่วงว่าวุฒิสภามีอํานาจในการแต่งตั้งถอดถอนองค์กรอิสระ ไม่ว่าจะเป็น กกต. ผู้ตรวจการแผ่นดิน ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการ ป.ป.ช. คณะกรรมการ ตรวจเงินแผ่นดิน หรือแม้กระทั่งศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครอง องค์กรอิสระเหล่านั้น เขาตั้งขึ้นมาเพื่อถ่วงดุล เมื่อมันเหลือ ๒ ขา ที่ผมบอกฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติมันกอดกัน เป็นเกลียวเหลือศาล เขาจึงตั้งองค์กรอิสระขึ้นมาเป็นขาที่ ๓ ให้มันคานกัน ถ้าเผื่อสมาชิก วุฒิสภาซึ่งมีอํานาจแต่งตั้งถอดถอนครอบงําองค์กรอิสระ มันก็จะกลายเป็นว่าเหลือ ๒ ขา คือเอาองค์กรอิสระมารวมกับฝ่ายบริหารนิติ ฝ่ายบัญญัติ มันก็จะกลายเป็นคนขาโตเบ้อเริ่ม ข้างหนึ่ง แล้วก็ขาลีบข้างหนึ่ง มันจะไม่เกิดความมั่นคง มันผิดหลักการการปกครอง นี่คือเหตุผลข้อที่ ๒ ที่ผมมีความเป็นกังวล

ท่านประธานที่เคารพครับ สมาชิกวุฒิสภาปัจจุบันผมต้องกราบขออภัย ท่านด้วยความเคารพผมอยู่ได้กับท่านครับ ไม่ว่าจะสรรหาหรือเลือกตั้งผมอยู่กับท่านได้ แต่การที่ท่านหลายท่านได้ขอแก้ ผมไม่ทราบว่าท่านจะไปผิดพลาดในเรื่องผลประโยชน์ ทับซ้อนหรือเปล่า ท่านครับ กฎหมายฉบับนี้ออกไปผมดูแล้วไม่ทราบจะราบรื่นแค่ไหน เพราะผมเกรงว่าอาจจะมีบางคนส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความอีก ผมไม่อยากจะให้มันวุ่น และท้ายที่สุดท่านประธานครับ ที่ผมขอแปรญัตติแก้

เหตุผลข้อที่ ๕ ก็คือท่านครับไหน ๆ ก็ไหน ๆ ถ้าเผื่อท่านจะแก้ผมรู้ครับ ผมพูดให้คอแตกผมก็แพ้ท่าน แต่ผมยอมรับในสภา ระบบสภาก็เป็นอย่างนี้ แต่ผมต้องพูด เพื่อให้เป็นหลักเป็นฐานว่าเราเตือนท่านไว้แล้วว่าอย่าทําเลย มันไม่เหมาะกับสังคมไทย ผมจึงกราบเรียนท่านว่าการเลือกตั้ง ไหน ๆ ท่านก็จะเลือก ไหน ๆ ผมก็จะแพ้ ทําไมล่ะครับ ไม่เอาสภาเดี่ยวเสียเลยครับ หลายประเทศในโลกเขาก็มีสภาเดียว เห็นไหมครับ มีสภาเดี่ยว เสียรู้แล้วรู้รอดไปนะครับ มันประหยัดกว่าเยอะประเทศอิสราเอลก็สภาเดี่ยว ประเทศเกาหลีใต้ ก็สภาเดี่ยว ประเทศนิวซีแลนด์ ประเทศโปรตุเกส ประเทศซาอุดิอาระเบีย ประเทศสวีเดน ประเทศตุรกี ประเทศเวียดนามก็สภาเดี่ยว เห็นไหมครับมันจะประหยัด แล้วนี่คือความคิด ของกระผมตามภาษาผมนะครับ ผมขออภิปรายให้ข้อคิดให้สติสภาแต่เพียงเท่านี้ ก็สุดแท้แต่ท่านจะฟังหรือไม่ฟัง แต่อย่างน้อยกระผมได้พูดไว้เป็นหลักเป็นฐานว่ากระผม มีความห่วงใย ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผมจะไม่อภิปรายในมาตราที่เหลือ ผมขออภิปรายเพียงมาตราเดียวด้วยความเคารพอย่างสูงครับ ท่านครับ