รสนา โตสิตระกูล แปรญัตติในมาตรา 3 และ 4 และพูดถึงการคัดเลือกสมาชิกวุฒิสภา โดยเน้นย้ำว่า การแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญจะทําลายสาระและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และจะทําให้กระบวนการตรวจสอบถ่วงดุลสูญเสียไป
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภากรุงเทพมหานคร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันได้แปรญัตติในมาตรา ๓ และมาตรา ๔ ซึ่งที่จริงก็ถูกท่านประธาน คณะกรรมาธิการบอกว่าขัดต่อหลักการ แต่อย่างไรก็ต้องขอขอบคุณที่เปิดโอกาสให้ ๕๗ คนนั้นได้มีโอกาสที่จะอภิปรายในความเห็นซึ่งอันที่จริงดิฉันเองก็ยังเชื่อว่าตัวเอง ไม่ได้แปรญัตติผิดหลักการ เพราะว่าในการรับหลักการของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เขียนไว้ในเรื่องของเหตุผลเพียงแค่ว่า โดยที่เป็นการสมควรกําหนดให้สมาชิกวุฒิสภา มาจากการเลือกตั้ง เพื่อให้วิธีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภามีลักษณะเช่นเดียวกับการได้มา ซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโดยการได้รับการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนอันเป็นการ ส่งเสริมหลักประชาธิปไตยการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ จึงจําเป็นต้องตรารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนี้ ดิฉันเองได้แปรญัตติเอาไว้ ซึ่งต่อเนื่องกันระหว่างมาตรา ๓ กับมาตรา ๔ ก็คือว่าดิฉันเองยังเห็นว่า ส.ว. นั้นก็ควรจะ เดินตามแนวเดียวกับสภาผู้แทนราษฎรนะคะ สภาผู้แทนราษฎรมี ส.ส. เขต แล้วก็ ส.ส. สัดส่วนซึ่งเป็นปาร์ตี้ลิสต์ แต่ดิฉันเองก็แปลกใจว่าเหตุใดจึงกล่าวหากว่า ส.ว. สรรหา ซึ่งจริง ๆ ดิฉันคิดว่าก็มาจาก ส.ส. เหมือนกับ ส.ส. สัดส่วนหรือ ส.ส. ปาร์ตี้ลิสต์นั่นละ แต่กลับไปเรียกว่าเป็น ส.ว. ลากตั้ง ดิฉันเองเห็นว่าการที่ในระบบของสภาผู้แทนราษฎรนั้น มีการเลือกตั้ง ส.ส. เขต ส.ส. เขตนั้นก็อาจจะยังขาดบุคคลที่ทรงคุณวุฒิจึงมี ส.ส. ปาร์ตี้ลิสต์ ขึ้นมาเพื่อให้พรรคสามารถที่จะคัดเลือกคนที่มีคุณวุฒิต่าง ๆ ที่จะเข้ามาช่วยทําให้การทํางาน ในสภานั้นได้รับการเติมเต็ม ส่วน ส.ส. สัดส่วนนั้นจะมีคุณวุฒิจริงแท้แค่ไหนนี่ก็เป็นสิ่งที่เรา ก็เห็นกันอยู่นะคะ เพราะดิฉันเองคิดว่าถ้าเรามองในมุมเดียวกันนี้ ส.ส. ปาร์ตี้ลิสต์นั้น เลือกมาจากหัวหน้าพรรคเพียงคนเดียวด้วยซ้ําไป ในขณะที่ ส.ว. สรรหาเลือกมาจากคนที่ หลากหลาย ๗ คน แต่เอาละ เมื่อเราคิดว่าการเลือกโดยลักษณะแบบสัดส่วนซึ่งเหมือนกับ ปาร์ตี้ลิสต์ของ ส.ส. นั้นไม่เหมาะสม ดิฉันเองก็ยังเห็นว่าในกระบวนการเลือก ส.ว. นั้นควรจะ มีที่มาที่แตกต่างจาก ส.ส. ควรจะมาจากความหลากหลายของวิชาชีพต่าง ๆ ซึ่งในรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช ๒๕๕๐ ฉบับนี้ก็ได้กําหนด ส.ว. ๒ ประเภท คือ ส.ว. จากการเลือกตั้ง ก็เหมือนกับ ส.ส. เขต ส่วน ส.ว. สรรหานั้นก็เหมือนกับ ส.ส. สัดส่วน หรือ ส.ส. ปาร์ตี้ลิสต์ ดิฉันเองคิดว่าถ้าหากว่าเรายังคงรักษาหลักการเบื้องต้นว่าควรจะมี ส.ว. ที่คัดเลือกมาจาก ผู้ทรงคุณวุฒิ แต่ว่าเพื่อไม่ให้ถูกตําหนิติฉินว่าไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่ได้เลือกโดยประชาชน ดิฉันเองก็เสนอว่าให้มีการคัดเลือกเหมือนกับไพร์มารี โหวต ไพร์มารี โหวตคือการเลือก เป็นเบื้องต้นมาก่อนจาก ๕ สาขาแบบเดิม แล้วหลังจากนั้นการเลือกไพร์มารี โหวตหรือเลือก เบื้องต้นมา ๒ เท่า แล้วก็มาให้ประชาชนเลือกให้เหลือเท่าเดียว เพราะฉะนั้น ส.ว. สรรหานั้น ก็จะยึดโยงอยู่กับประชาชน มาจากการเลือกตั้งเหมือนกัน ซึ่งส่วนนี้ดิฉันคิดว่าการที่ ทางคณะกรรมาธิการไปตัดสินว่าสิ่งที่ดิฉันแปรญัตตินั้นขัดหลักการ ดิฉันคิดว่าก็ไม่น่าจะขัด หลักการนะคะ เพราะว่าในกระบวนการเลือกตั้งมันก็มีได้หลาย ๆ รูปแบบ แต่ในที่สุดแล้วก็ยังมายึดโยงอยู่กับประชาชนอยู่ดีนะคะ เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าเราต้อง มองไปที่เจตนารมณ์และวัตถุประสงค์ คือการที่เราต้องการให้ทางสมาชิกวุฒิสภานั้น มีที่มา ที่แตกต่างจาก ส.ส. ก็เพื่อให้กระบวนการในส่วนของสมาชิกวุฒิสภานั้น สามารถที่จะเติมเต็ม ที่จริงท่านผู้อภิปรายก่อนหน้าดิฉันนะคะ ท่าน พันเอก วินัย สมพงษ์ ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ท่านก็ได้อธิบายว่า ในกระบวนการในทางรัฐสภาของเรานั้น เราพูดถึงการถ่วงดุลด้วยการ แบ่งแยกอํานาจหน้าที่นะคะ เราแบ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และตุลาการ เพื่อที่จะให้เกิดการถ่วงดุลเป็นสามเส้า การถ่วงดุลนั้น จะป้องกันการที่เกิดการใช้อํานาจ เบ็ดเสร็จโดยมิชอบ หรือใช้อํานาจตามอําเภอใจ เพราะฉะนั้นในกระบวนการแบ่งแยกอํานาจนี้ ก็เพื่อที่จะให้กระบวนการทํางานนั้น เป็นกระบวนการที่มีการตรวจสอบถ่วงดุล ไม่ใช่ถูกรวบ อํานาจโดยกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่สิ่งที่ปรากฏที่เราเห็นก็คือ ในส่วนของฝ่ายบริหาร คือรัฐบาล และฝ่ายนิติบัญญัติ โดยเฉพาะฝั่งของสภาผู้แทนราษฎรนั้นเป็นอันหนึ่งเดียวกัน เพราะฉะนั้น ในกระบวนการที่เราบอกว่าเป็นสามเส้าของอํานาจมันถึงไม่เกิดขึ้น มันจึงเหลือแค่สองเส้า ซึ่งอันที่จริงแล้วมันก็ไม่มั่นคงนะคะ เพราะถ้าเราพูดถึงสามเส้าที่มันมีความมั่นคงเหมือนเวลา ที่เราเห็นลูกเสือเวลาเขาหุงข้าว เขาเอาสามเส้ามาตั้ง แล้วเพื่อตั้งหม้อได้ การที่มันมีสามเส้า ที่มาดุลกันทําให้เราสามารถจะหุงหาอาหารหรือตั้งหม้อนั้นอยู่บนจุดที่มันมั่นคง แต่ถ้ามัน เหลือสองเส้าเสียแล้วมันก็ไม่มั่นคงนะคะ แต่อย่างไรก็ดีการที่เรามีวุฒิสภา ซึ่งมีความ หลากหลาย แล้วก็ในกระบวนการการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภานั้นก็มีการกําหนดคุณสมบัติ ที่ชัดเจนนะคะ เพื่อให้ตัดขาดจากการเกี่ยวพันกับฝ่ายการเมืองโดยเฉพาะที่บัญญัติว่า ผู้ที่จะ มาสมัครเป็นสมาชิกวุฒิสภานั้น จะต้องปลอดจากการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองอย่างน้อย ๕ ปี ซึ่งดิฉันคิดว่าคุณสมบัติอันนี้เป็นส่วนที่มีความสําคัญ แต่การที่ทางคณะกรรมาธิการ ที่พิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ ไม่ได้แก้ไขเพียงแค่ว่าส.ว. มาจากการเลือกตั้ง ๒๐๐ คน แต่แก้ไปถึงคุณสมบัติทั้งหมด ซึ่งดิฉันต้องขออนุญาตอ้างถึงท่านประธานคณะกรรมาธิการ ที่ได้พูดก่อนหน้านี้นะคะ ว่าท่านอ้างว่าการแก้ไขร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ เพราะว่าในมาตรา ๒๙๑ ของรัฐธรรมนูญนั้น ห้ามแก้ไข ๒ เรื่อง คือ การเปลี่ยนแปลงรูปแบบ ของรัฐ จากรัฐเดี่ยวเป็นหลาย ๆ รัฐนี่ไม่ได้ หรือการเปลี่ยนแปลงระบอบประชาธิปไตย ที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขไม่ได้ เพียง ๒ เรื่องนี้ถ้าพ้นจาก๒ เรื่องนี้แล้วแก้ได้ ทุกอย่าง ดิฉันเองคิดว่าที่จริงท่านต้องกลับมาดูรัฐธรรมนูญนะคะ ดิฉันอภิปรายไปในมาตราก่อน ก็จะไม่ลงรายละเอียดมากนัก แต่จะขอกล่าวอ้างถึงมาตรา ๓ ในวรรคสอง ที่ระบุไว้ อย่างชัดเจนว่าการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานของรัฐต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม ดิฉันคิดว่าหลักนิติธรรมนี้เป็นเรื่อง ที่มีความสําคัญนะคะ ข้อแรกสุดในเรื่องของหลักนิติธรรม คือความเป็นอิสระ ดิฉันว่า ความเป็นอิสระนั้นมันยึดโยงอยู่กับการที่ไม่มีผลประโยชน์ได้เสีย เพราะว่าเมื่อเรา มีผลประโยชน์ได้เสียนี่เราก็จะเกิดอคติ อคติตามหลักพุทธศาสนา คืออคติทั้งสี่อคติจาก ความอยากได้หรือความโลภ อคติจากความไม่ชอบ จากโทสะ จากความเกลียดชัง อคติจาก ความกลัว และอคติจากความหลง อคติทั้งสี่นั้น จะทําให้เราไม่สามารถเป็นอิสระได้ เพราะฉะนั้น ดิฉันคิดว่าการที่ท่านแก้มาตราว่าด้วยเรื่องของ ส.ว. โดยจะแก้จนทําให้ เกิดปัญหาที่ดิฉันพูดว่า เป็นเรื่องของการขัดกันแห่งผลประโยชน์นั้น ท่านประธานคณะกรรมาธิการอ้างว่าไม่ได้มีการขัดกัน เพราะว่า ส.ว. เลือกตั้งนั้น ไปเลือกก็ไม่รู้ว่าจะได้หรือเปล่า แต่ดิฉันคิดว่าอันนั้นเป็นการอธิบายของท่านที่อาจจะ คลาดเคลื่อน ต้องบอกว่า ส.ว. แต่เดิมนั้นที่มาจากการเลือกตั้ง รัฐธรรมนูญระบุว่า คุณไม่มีสิทธิที่จะลงเลือกใหม่ แต่การที่เราแก้ไขเพื่อให้มีสิทธิ อันนี้แหละคือผลประโยชน์ ทับซ้อน เพราะในสมัยที่เราเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เราก็ไม่แน่ว่าเราจะได้ เหมือนกัน เพราะฉะนั้นการจะไปอ้างว่าคนลงสมัครแล้วจะได้หรือไม่ได้นั้น ไม่ใช่เป็นเหตุผล ที่จะบอกว่าสามารถทําได้ เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกิจการ ในรัฐสภาของเราก็ต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรมนะคะ ไม่ใช่อ้างแต่เพียงว่าทําได้ ถ้าแก้ไขแล้ว ไม่ไปเกี่ยวข้องกับประเด็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ หรือเปลี่ยนแปลงระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเท่านั้นแล้วทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้หมด ดิฉันคิดว่าเป็นสิ่งที่เป็นความเข้าใจผิดนะคะ แล้วเวลานี้มีความเข้าใจผิดไปถึงขั้นว่า ใครที่เลือกตั้งมาโดยเสียงส่วนใหญ่แล้วทําอะไรก็ได้ ดิฉันคิดว่าประชาธิปไตยไม่ใช่แบบนี้ นะคะ เพราะว่าประชาธิปไตยจากการเลือกตั้งก็ต้องปฏิบัติหน้าที่อยู่ภายใต้กฎ กติกา หรือ รัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐธรรมนูญได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าการปฏิบัติหน้าที่ทั้งหมดขององค์กร ที่เกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้นจะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามหลักนิติธรรม เพราะฉะนั้น ดิฉันคิดว่าในกระบวนการที่เปลี่ยนแปลงให้มี ส.ว. มาจากการเลือกตั้งทั้งหมดนั้น อาจจะไม่มี ปัญหาถ้าท่านไม่ไปแก้ในเรื่องของคุณสมบัติ แต่การที่ท่านแก้ในเรื่องของคุณสมบัติ ทําให้เป็นการเปิดโอกาสให้สิ่งที่เราเรียกว่า สภาผัวเมียจะกลับเข้ามาใหม่นะคะ ซึ่งในส่วนนี้ ดิฉันคิดว่าน่าจะเป็นการที่แก้เกินหลักการด้วยหรือเปล่า ซึ่งอันนี้คงจะอภิปรายกันในช่วง ต่อไปนะคะ ดิฉันเองคิดว่าการที่เรามีการเลือกวุฒิสภาในลักษณะที่เปิดโอกาสให้ ส.ส. ลาออกวันเดียวก็ลงไปเลือกได้ สามี บุตรทั้งหลายลงไปได้หมด ดิฉันก็มองต่อไปอีกว่า เจตนารมณ์ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ซึ่งผ่านประชามติและพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมี พระบรมราชานุมัติให้เป็นไปตามมติมหาชนนั้น ข้อสําคัญที่เป็นเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้มีอยู่ ๘ ข้อ ดิฉันขอทวนเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่งนะคะ เพราะว่าจะไม่ค่อยมีคนได้สนใจ อ่านในเรื่องนี้มากนักนะคะ ร่างรัฐธรรมนูญคือรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ นั้นมีสาระสําคัญ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ร่วมกันของประชาชนชาวไทย ทั้งหมดพอจะสรุปได้ ๘ ประการว่า
๑. ในการธํารงไว้ซึ่งเอกราชและความมั่นคงของชาติ
๒. การทํานุบํารุงศาสนาทุกศาสนาให้สถิตสถาพร
๓. การเทิดทูนพระมหากษัตริย์เป็นประมุขและเป็นมิ่งขวัญของชาติ
๔. การยึดถือระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นวิถีทางในการปกครองประเทศ
๕. การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน
๖. ให้ประชาชนมีบทบาท มีส่วนร่วมในการปกครองและตรวจสอบการใช้ อํานาจรัฐ
๗. การกําหนดกลไกสถาบันทางการเมืองทั้งฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร ให้มีดุลยภาพและประสิทธิภาพตามวิถีการปกครองแบบรัฐสภา
๘. รวมทั้งให้สถาบันศาลและองค์กรอิสระอื่นสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ โดยสุจริตเที่ยงธรรม
ดิฉันคิดว่าข้อ ๗ กับข้อ ๘ นี้เกี่ยวเนื่องกันนะคะ ในกรณีของสมาชิกวุฒิสภา นั้นดิฉันเองเชื่อว่า ส.ว. สมาชิกวุฒิสภานั้นจะเข้ามาเติมเต็มในส่วนของการถ่วงดุลอํานาจ ซึ่งเวลานี้ฝ่ายสภาผู้แทนราษฎรหรือสภานิติบัญญัตินั้นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับฝ่ายบริหาร เพราะฉะนั้นการตรวจสอบถ่วงดุลในส่วนนี้มันเป็นไปได้ยาก การมีสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งไม่เกี่ยวพันกับฝ่ายการเมืองก็พอจะทําให้เกิดการตรวจสอบถ่วงดุลกันได้ แต่ถ้าหากว่าเราเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติในจุดนี้จนทําให้สมาชิกวุฒิสภาในอนาคตจะมาจาก ฐานเสียงของฝ่ายการเมืองนะคะ ส่วนนี้ดิฉันคิดว่ากระบวนการตรวจสอบถ่วงดุลนั้นจะหมดไป เนื่องจากว่าบทบาทของสมาชิกวุฒิสภานั้นคือผู้ที่จะให้ความเห็นชอบต่อผู้ดํารงตําแหน่ง ต่าง ๆ ในสถาบันศาล และองค์กรอิสระอื่น ๆ ซึ่งถ้าหากว่าวุฒิสภานั้นกลายเป็นสภาแบบที่ เคยถูกตําหนิเมื่อสมัยปี ๒๕๔๓ ว่าเป็นสภาผัวเมีย สภาทาส สามารถถูกครอบงําได้ ขาดอิสระตรงนี้ แล้วจําเป็นจะต้องไปให้ความเห็นชอบต่อการเลือกบุคคลซึ่งไปดํารงตําแหน่ง ในองค์กรอิสระ องค์กรตามรัฐธรรมนูญ รวมไปถึงศาลต่าง ๆ นั้น ดิฉันคิดว่าจะทําให้ กระบวนการเหล่านี้เกิดปัญหาขึ้นมา สถาบันต่าง ๆ เหล่านี้ที่ถูกเลือกหรือเห็นชอบโดย วุฒิสภานั้นก็จะไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่อย่างสุจริตเที่ยงธรรมได้ ซึ่งจุดนี้ดิฉันคิดว่าจะทําให้ กลไกของการบริหารการปกครองบ้านเมืองของเราที่เราเรียกว่าระบอบประชาธิปไตยที่มี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้นสูญเสียสาระสําคัญของตัวมันเอง ด้วยเหตุนี้ดิฉันคิดว่าการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เพื่อปลดล็อก ส.ว. นั้น ดิฉันเห็นว่า เป็นการทําลายสาระและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถึงแม้ว่าจะบอกว่าไม่ได้ไปแก้ไข ในเรื่องของรูปแบบของรัฐหรือประชาธิปไตยซึ่งมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่ดิฉัน คิดว่าสาระสําคัญของรัฐธรรมนูญฉบับนี้อิงอาศัยกันเป็นระบบขึ้นมา การทําให้ส่วนของ สมาชิกวุฒิสภานั้นสูญเสียสาระหลักตรงนี้จะนําไปสู่การทําลายสาระหรือเจตนารมณ์ ของรัฐธรรมนูญนี้ทั้งฉบับ และนําไปสู่การที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะว่าสมาชิกวุฒิสภา และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งรวมกันเป็นสมาชิกรัฐสภานั้นเป็นผู้ใช้อํานาจในการแก้ไข รัฐธรรมนูญ ถ้าเราเข้าใจในเรื่องของหลักนิติธรรมนะคะว่าการใช้อํานาจหรือการปฏิบัติหน้าที่ ทั้งหลายของเรานั้นจะต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม ถ้าหากการดําเนินงานในรัฐสภา ของเรานั้นเป็นเรื่องที่ขัดต่อหลักนิติธรรมในการตรากฎหมาย และในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกติกาสูงสุดของประเทศนั้นก็จะนําไปสู่การที่มันจะถูกหักล้าง ล้มล้าง ในการที่จะ ไม่สามารถปฏิบัติตรงนี้ได้ เพราะดิฉันยืนยันนะคะว่าการที่เราทั้งหลายที่เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ทั้งหลาย แล้วมาออกกฎหมายอันนี้ขึ้นมามันเป็นการขัดต่อหลักนิติธรรม เพราะว่าการมี ผลประโยชน์ได้เสียนั้นจะทําให้เรามีอคติ เมื่อเรามีอคติเราย่อมไม่มีความเป็นอิสระในการ ที่จะตัดสิน เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าถึงแม้ดิฉันเองเป็นสมาชิกวุฒิสภาจากการเลือกตั้ง เป็นผู้ที่ จะได้รับประโยชน์ถ้าหากร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่าน ดิฉันสามารถลงเลือกตั้งได้อีก แต่ดิฉันคิดว่าการที่เราจะเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวอันน้อยนิดนะคะ แล้วก็ไปทําลายหลักการ อันสําคัญของระบอบการปกครอง หรือสาระเจตนารมณ์หลักของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ดิฉันคิดว่า เป็นสิ่งที่ไม่สมควรนะคะ เพราะฉะนั้นดิฉันจึงได้แก้ไขต่าง ๆ เพื่อให้กระบวนการได้มาซึ่ง วุฒิสภานั้นยังเป็นกระบวนการที่ไม่ยึดโยงอยู่กับฝ่ายการเมือง เพราะดิฉันเองไม่เห็นด้วยกับ สิ่งที่ทางประธานคณะกรรมาธิการได้มีการแก้ไขอันนี้มา แล้วดิฉันจึงได้แก้ไขเพื่อขอให้คง วิธีการที่จะมี ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้ง และ ส.ว. สัดส่วน หรือเหมือน ส.ส. ปาร์ตี้ลิสต์ แต่ว่าให้ยึดโยงอยู่กับประชาชนโดยให้ประชาชนมาเลือกจากจํานวน ๒ เท่าให้เหลือเท่าเดียว แล้วก็เป็นองค์ประกอบของวุฒิสภาต่อไปค่ะ ขอขอบพระคุณค่ะ