จุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ หารือเรื่องการไม่เคารพความเห็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญที่ไม่เคารพความเห็นของสมาชิก และเรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหานี้เพื่อความสันติสุขของประเทศ นอกจากนี้ยังเสนอการแก้ไขรัฐธรรมนูญและระบบการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาใหม่ เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์ และมีการประชามติหรือการสอบถามความเห็นประชาชน
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมเรียนว่า ท่านประธานไม่ได้เห็นหรอกครับ ตอนที่ผมไปแปรญัตติในมาตรา ๒ กับท่านประธาน คณะกรรมาธิการวิสามัญท่านสามารถ แก้วมีชัย ท่านไม่เห็นหรอกครับ เพราะฉะนั้น ท่านไม่ทราบหรอกครับ เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นในห้องนั้น และผมคิดว่าเมื่อวานทั้งวัน ผมไม่ได้พูด จะมีใครในที่ประชุมนี้ทราบได้อย่างไรเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น เพราะฉะนั้นท่านมาบอกว่าผมซ้ําประเด็นผมว่าผมก็ไม่ซ้ําประเด็น และท่านอื่นก็ไม่มีสิทธิ มารับรู้ครับ ท่านสุเทพก็ไม่ได้ไปร่วมกับผมด้วยเมื่อวันนั้น หลาย ๆ ท่านไม่ได้ไปร่วมกับ ผมด้วย ท่านจะทราบได้อย่างไร ท่านประธานก็ไม่ได้ไปร่วมด้วย ท่านประธานครับ วันนั้น ที่ท่านประธานคระกรรมาธิการวิสามัญ ท่านสามารถ แก้วมีชัย เรียกผมเข้าไปในห้องประชุม เพื่อไปสอบถามว่าทําไมถึงต้องตัดมาตรา ๒ ทิ้งทั้งมาตรา ท่านทราบไหมครับมีใครนั่งอยู่บ้าง ท่านประธานนั่งหัวโต๊ะครับ ผมนั่งอยู่ข้างหลัง มี ๒ คนครับ มีคุณหมอสุกิจ ขอประทานอภัย ที่ขานชื่อ มีอีกท่านหนึ่ง ท่านก็เรียกเข้าไปถามว่าทําไมต้องตัดออกทั้งมาตรา สอบทีละคน เหมือนผมเป็นผู้ต้องหาครับ ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมมีสิทธิครับ ความเห็นของผม ผมถือว่าผมเคารพความเห็นของผม ประเด็นก็คือประธาน คณะกรรมาธิการวิสามัญเคารพความเห็นของสมาชิกหรือไม่ เป็นที่มาถึงต้องนํามาสู่การลงมติ เมื่อวานนี้ครับ ลงมติแบบรีบร้อน เร่งรีบ วุ่นวายที่สุดตั้งแต่มีรัฐสภานี้มา เพราะท่านประธาน คณะกรรมาธิการวิสามัญไม่เคารพความเห็นของสมาชิก เพราะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ ไม่เคารพความเห็นของสมาชิกรัฐสภา ไม่ว่าเสียงส่วนน้อยหรือเสียงส่วนใหญ่ นี่คือปมปัญหาครับ ประเทศไทยหาทางออกไม่ได้หรอกครับตราบใดที่ยังมีสมาชิกทําหน้าที่อย่างไม่ถูกต้อง
ท่านประธานครับ ในส่วนที่ ๓ กระผมได้เรียนไปแล้ว สิทธิของพวกกระผม หรือตัวกระผมเองในการอภิปรายย่อมยังอยู่ครับ สิทธิในการวิเคราะห์วินิจฉัยและรับฟัง ในการแปรญัตติวาระที่สองย่อมยังอยู่ เมื่อวานนี้ลงมติวาระที่หนึ่งไป พวกผมไม่มีโอกาสครับ ไม่ว่าจะเป็นการอภิปราย รับฟัง หรือวิเคราะห์ วินิจฉัย นําไปสู่การลงมติข้างเดียวเมื่อวานนี้ เพราะฉะนั้นวันนี้สิทธิในการลงมติของผมก็ย่อมยังอยู่เหมือนเดิม ในการวิเคราะห์วินิจฉัย ก็ย่อมอยู่เหมือนเดิม การอภิปรายย่อมอยู่เหมือนเดิม เพราะฉะนั้นผมยินดีที่จะได้ใช้สิทธิ ทั้ง ๓ ในวันนี้ การใช้สิทธิของผม ท่านประธานครับ นําไปสู่เมื่อผมวินิจฉัยแล้ว ได้อ่านแล้ว ได้ศึกษาแล้ว ถ้าท่านไม่ให้ผมตัดออกทั้งมาตรา ผมเห็นด้วยกับสมาชิกคือท่านรสนา โตสิตระกูล ถ้าไม่ให้ตัดทิ้งทุกมาตรา ผมเห็นด้วยกับถ้อยความในมาตรา ๒ ก็คือว่าเห็นด้วยว่า ให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ใช้บังคับเมื่อพ้นกําหนด ๑ ปี นับแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป คือหลังจากเราผ่านกฎหมายฉบับนี้ สมาชิกวุฒิสภาที่จะลงสมัครได้ในชุดนี้ที่เราอ้าง เรื่องมีผลประโยชน์ทับซ้อนก็จะไม่เข้าข่ายผิดรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๒๑ และมาตรา ๑๒๒ ท่านประธานครับ ประเด็นเพื่อไม่ให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนหรือขัดกันแห่งผลประโยชน์ กระผมไม่ได้เห็นชอบเพื่อตัวกระผมเองครับ แต่เห็นชอบให้กับรัฐสภาแห่งนี้ครับ อย่างน้อยสมาชิกวุฒิสภาหลาย ๆ ท่านที่กําลังจะโดนข้อครหาจะได้หมดข้อครหาครับว่า ท่านไม่ได้แก้กฎหมายเพื่อตัวท่านเอง นี่คือที่มาว่าผมทําไมให้มีผลบังคับใช้หลังจาก ๑ ปี ที่มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา
เหตุผลข้อที่ ๒ เพื่อข้อครหาดังกล่าวครับจะไม่ได้กระทบไปยังญาติพี่น้อง ลูกเมียพ่อแม่ของสมาชิกวุฒิสภาที่ร่วมแก้ไขดังกล่าว เพราะที่สุดท่านยังไม่ได้เสียชื่อเสียง แค่ตัวท่านเองครับ ทั้งครอบครัววงศ์ตระกูลไปหมดครับ เพราะกลายเป็นว่าท่านแก้กฎหมาย เพื่อตัวท่านเองไม่พอ ยังแก้ให้ลูกหลาน วงศ์ตระกูล สามีภรรยา หรือลูก ลงได้หมดครับ
เหตุผลข้อที่ ๓ ที่ผมต้องการให้เวลาพ้นไปอีก ๑ ปีถึงจะมีการบังคับใช้ อย่างน้อย ๆ ประชาชนจะได้ประโยชน์ ๓ ประการครับ
ประการที่ ๑ จะได้ทราบว่าถ้าเรามีการแก้ไขการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาแล้ว ระบบใหม่เป็นอย่างไร ให้เวลาไปอีก ๑ ปีครับ ทําความเข้าใจกับประชาชนครับถ้าเราต้อง บังคับใช้จริง ๆ ให้ประชาชนรู้ว่า ส.ว. ที่จะเป็นระบบใหม่จะเป็นอย่างไร ให้เวลาประชาชน ศึกษาไปอีก ๑ ปีครับ
ประการที่ ๒ ประชาชนจะได้เข้าใจถึงสิทธิอํานาจหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภา ชุดใหม่ว่ามีอํานาจหน้าที่อย่างไร จะโดนตัดสิทธิออกเหมือนชุดเก่าไหม หรือจะคงไว้ เหมือนเดิม อย่างน้อยประชาชนจะได้มีความรู้เพิ่มขึ้นครับ
เหตุผลประการที่ ๓ จะได้สอบถามข้อสงสัยจากประชาชนเพราะอะไรครับ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ มีการลงประชามติอย่างถูกต้อง วันหนึ่งรัฐสภามาแก้ไข ผมคิดว่าอย่างน้อยควรกลับไปถามความเห็นประชาชนครับ ถ้าไม่ใช่การทําประชามติ อย่างน้อย ๆ ถามความเห็นประชาชนว่าโอเคไหม เอาด้วยไหม เวลา ๑ ปีถ้าต้องมีการแก้ไขอีก ประชาชนไม่เอาด้วย ท่านจะได้มีเวลากลับมาแก้ไขใหม่ให้เป็นไปตามใจประชาชนครับ เพราะประชาชนคือเจ้าของเสียงส่วนใหญ่ในประเทศไทย และย่อมมีสิทธิที่จะรู้ว่ากฎหมาย ที่จะใช้กับเขานี้คืออะไร และประชาชนย่อมมีโอกาสที่จะเข้ามาแก้ไข ไม่ใช่รวบรัดให้จบก่อน วันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๕๗ ปีหน้า และเพื่อให้เกิดสิทธิกับบางคนบางพวกที่ต้องการต่อสิทธิ ตัวเอง นี่คือเหตุผลที่ผมตัดทิ้งทั้งมาตรา ๒ ในเบื้องต้น และต่อมาผมเห็นว่าผมวินิจฉัยแล้ว ควรเปลี่ยนเป็น ให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้บังคับใช้เมื่อพ้นกําหนดหนึ่งปี นับจากวันประกาศ ในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ขอขอบคุณครับ