ประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ หารือเรื่องร่างรัฐธรรมนูญและข้อบังคับการประชุม โดยแสดงความไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญและข้อบังคับ เนื่องจากประโยชน์จะไปสู่นักการเมือง ไม่สู่ประชาชนหรือประเทศชาติ นอกจากนี้ยังเน้นย้ำถึงปัญหาความขัดแย้งและผลประโยชน์ที่อาจเกิดขึ้นในการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และเรียกร้องให้คิดถึงสาธารณะและประชาชน
ท่านประธานครับ มาตรา ๒ ในฉบับรายงานของกรรมาธิการ หน้า ๑๓ เขียนไว้ว่า ไม่มีการแก้ไข แล้วก็ไล่ไปครับ มีที่ขีดเส้นใต้ก็มีเริ่มจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์พีรยศ มีชื่อผมด้วยครับ นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ แล้วก็เขียนต่อไปว่า คณะกรรมาธิการไม่เห็นด้วย ผู้แปรญัตติ ขอสงวน ทีนี้ท่านก็ถือว่า อนึ่ง ก่อนจะไปถึงที่อนึ่งนะครับ ผมอยากกราบเรียนท่านประธาน เมื่อวานนี้เราไม่ได้พูดกันเรื่องข้อบังคับการประชุม ข้อ ๙๗ ผมเพียงแต่อยากเล่าให้ ท่านประธาน และท่านประธานคณะกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการได้เข้าใจแค่นั้นเองครับ ว่าในข้อ ๙๗ นี้ ถ้าท่านกรรมาธิการหรือท่านประธานได้เปิดไปดูพร้อม ๆ กับกระผม เขาจะ เขียนไว้ว่าเมื่อคณะกรรมาธิการได้พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เสร็จ ให้เสนอร่าง รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมโดยแสดงร่างเดิมและการแก้ไขเพิ่มเติมพร้อมทั้งรายงานต่อ ประธานรัฐสภา ได้ทําแล้วครับ ได้ทําเสร็จแล้วครับ ตามที่รายงานอยู่ในสภาและในรายงานนั้น อย่างน้อยต้องระบุว่า อันนี้เป็นข้อบังคับนะครับ ระบุว่า ข้อที่ ๑ ได้มีหรือไม่มีการแก้ไขเพิ่มเติม ในมาตราใดบ้าง อันนี้ก็ได้ทําเรียบร้อย ประการถัดมาเขียนว่าถ้ามีการแปรญัตติ มติของ คณะกรรมาธิการ อันที่ขีดเส้นใต้นะครับ มติของคณะกรรมาธิการเกี่ยวกับคําแปรญัตตินั้น เป็นประการใด หรือมีการสงวนคําแปรญัตติของผู้แปรญัตติหรือมีการสงวนความเห็นของ กรรมาธิการก็ให้ระบุไว้ในรายงานด้วย เขียนไว้อย่างนี้ครับ ทีนี้พอมาดูรายงานของกรรมาธิการ กรรมาธิการเขียนหมดครับ แต่กรรมาธิการไปใส่เกินกว่าข้อบังคับการประชุมครับ ไปใส่ว่า อนึ่ง ประธานคณะกรรมาธิการได้วินิจฉัยว่า จุด จุด จุด ต่อไป ซึ่งในข้อบังคับ ข้อ ๙๗ ไม่ได้เขียนว่าให้อํานาจประธานคณะกรรมาธิการวินิจฉัยครับ เพราะฉะนั้นรายงานฉบับนี้ผมไม่ได้ว่าสมบูรณ์ ไม่สมบูรณ์ ผิด ไม่ผิด แต่อย่างน้อยเขียนไว้ เพื่อบันทึกให้เห็นว่าประธานคณะกรรมาธิการคณะใดคณะหนึ่งก็แล้วแต่ แม้แต่เรื่องสําคัญ ในระดับรัฐธรรมนูญก็ยังไม่มีอํานาจใช้คําว่า ประธานคณะกรรมาธิการได้วินิจฉัยครับ เพราะเขาใช้คําว่า มติของคณะกรรมาธิการ อันนี้เขียนบันทึกไว้นะครับ ท่านประธานครับ ผมตัดมาตรา ๒ ออก เพราะผมให้เหตุผลอย่างนี้ครับ มาตรา ๒ ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เขียนไว้ว่า รัฐธรรมนูญนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ผมตัดออกทั้งมาตราครับ ทําไมผมถึงตัดออกทุกมาตรา เพราะผมไม่ต้องการให้รัฐธรรมนูญ ที่เรากําลังพิจารณาฉบับนี้อยู่มีผลบังคับใช้ครับ เหตุผลที่ผมไม่ต้องการให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีผลบังคับใช้เพราะ เพราะอะไรครับ เพราะมีคําถามง่าย ๆ ครับ คําถามว่าเมื่อแก้กฎหมายฉบับนี้ ออกไปแล้ว ประโยชน์จะได้กับใครครับ ระหว่าง ๑. นายทุน ๒. ประชาชน ๓. ประเทศชาติ ๔. นักการเมือง ใครได้ประโยชน์ครับ ท่านต่อเติมไปอีกไหมครับ ๕. ชาวนา ๖. กรรมกร ผู้ใช้แรงงาน ใครได้ประโยชน์จากกฎหมายฉบับนี้ คําตอบก็คือนักการเมืองได้ประโยชน์ เกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา ชาวสวนยางพารา กรรมกรผู้ใช้แรงงานไม่ได้ประโยชน์ครับ ได้ประโยชน์เฉพาะนักการเมือง และที่สําคัญการแก้กฎหมายฉบับนี้คือให้ ส.ว. มาจาก การเลือกตั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ การเลือกตั้งของ ส.ว. ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ มีผลดีผลเสียอย่างไร การเลือกตั้งถึงแม้จะเป็นการแสดงออกครั้งสําคัญในระบอบประชาธิปไตยของการมีส่วนร่วม ของประชาชนก็จริงครับ แต่บางเรื่องก็ทําไม่ได้ครับ เพราะเนื่องจากจะทําให้ประโยชน์ของ ประชาชนและประเทศชาติเสียหายมากกว่า กฎหมายฉบับนี้เอาประชาชนมาเลือกตั้ง ประชาชนไม่ได้ประโยชน์ ประชาชนมีแต่เสียเวลาในการทํามาหากินมาลงเสียง มากากบาท ให้กับกฎหมายฉบับนี้ เพราะฉะนั้นผมถึงเห็นว่าไม่มีความจําเป็นครับ ถ้ามีกฎหมายฉบับนี้ แล้วคําถามก็ต้องมี ส.ว. มาจากการเลือกตั้ง แต่ถ้าถอยกลับไปคําถามเก่าถ้าไม่มีกฎหมาย ฉบับนี้แล้วมี ส.ว. หรือไม่ครับ คําตอบก็คือมีครับไม่มีกฎหมายฉบับนี้ก็มี ส.ว. อยู่แล้ว และ ส.ว. ที่มีตามกฎหมายเก่าปฏิบัติหน้าที่ได้หรือไม่ คําตอบคือได้ครับ ไม่ได้เสียหายอะไรเลย ม่มี ส.ว. คนหนึ่งคนใดเสียหายจากกฎหมายเก่าไม่มี ส.ว. คนหนึ่งคนใดไม่สามารถปฏิบัติ หน้าที่ได้ตามกฎหมายฉบับเก่าครับ ประการสําคัญ ส.ว. ต้องอยูเหนือความขัดแย้งครับ แต่ถ้ามี ส.ว. มาจากการเลือกตั้งตามกฎหมายฉบับใหม่นี้จะมีผลในด้านลบหลายประการครับ
ประการที่ ๑ ส.ว. ต้องอยู่เหนือความขัดแย้ง ย้ํานะครับ ส.ว. ที่มาจาก การเลือกตั้งถ้าไปอิงฐานการเมืองไปอิงพรรคการเมือง ไปอิงนายทุน ไปอิงผู้มีอิทธิพล ในแต่ละจังหวัดแล้วให้ได้ตัวเองมาเป็น ส.ว. จากการเลือกตั้งเพราะต้องใช้เงินมหาศาลครับ ส.ว. คนนั้นจะปฏิบัติหน้าที่ได้โดยอิสระหรือไม่ ถ้ามีคู่ขัดแย้งกัน ปรากฏว่าคู่ขัดแย้งนั้น ฝ่ายที่เป็นฝ่ายผิด แต่เป็นผู้มีบุญคุณกับ ส.ว. คนนั้น กับ ส.ว. ท่านนั้น กับ ส.ว. กลุ่มนั้น ส.ว. ท่านนั้นจะอยู่เหนือความขัดแย้งได้หรือไม่ ท่านประธานไม่ต้องตอบ ท่านคณะกรรมาธิการ ก็ไม่ต้องตอบครับ ประชาชนตอบให้แล้วครับว่าไม่มีทาง
ประการที่ ๒ ส.ว. ต้องเป็นผู้ชี้ขาดความยุติธรรมในหลายเรื่องครับ ฐานะหนึ่ง ที่เป็นผู้ชี้ขาดทางความยุติธรรมเป็นฐานะที่มีความสําคัญยิ่งยวดอีกฐานะหนึ่ง เช่น แต่งตั้ง องค์กรอิสระ องค์กรอิสระเข้ามา ถ้าพรรคการเมืองหนึ่งพรรคการเมืองใดที่ท่านไปอิงแอบ แนบแน่นกันอยู่ อาศัยฐานเสียงของเขา อาศัยเงินของเขา อาศัยการหาเสียงของเขาให้ได้มา ซึ่ง ส.ว. เขาส่งนาย ก นาย ข เข้ามา เขาบอกว่าเอาคนนี้ ท่านก็ต้องให้เขาครับ ไม่ให้ เที่ยวหน้า ท่านก็หมดสิทธิแล้วครับซึ่งจะได้มาซึ่ง ส.ว. ความที่ท่านจะเป็นผู้ชี้ขาดทางความยุติธรรมของ ท่านก็เอียงไปแล้วครับ
ประการถัดมา ถ้าเกิดมีกรณีคนยื่นถอดถอนบุคคลใดบุคคลหนึ่ง คณะใด คณะหนึ่ง แต่ท่านก็มีผลประโยชน์มาก่อน ท่านจะถอดถอนบุคคลนั้น คณะนั้นได้หรือไม่ เพราะที่มาของท่านมาจากการเลือกตั้ง มาจากการอยู่ซีกข้างหนึ่งข้างใดไปแล้วครับ เพราะฉะนั้นความชี้ขาดของท่านเป็นอันยุติจบสิ้นลงแล้วครับ ท่านปฏิบัติหน้าที่ได้เป็นเพียง เงาของตัวแทนทางการเมือง ตัวแทนของกลุ่มผลประโยชน์เท่านั้นเองครับ สุดท้ายสภาของ ส.ว. ไม่แตกต่างอะไรจาก ส.ส. ครับ ใช้เสียงข้างมากลากกันไปครับ ลากไม่ได้ก็ลากอีกครับ ลากไม่ไหวก็ดันกันเข้าไปครับ
ประการถัดมาครับ ใครกันแน่ที่เสียผลประโยชน์ถ้ามีเรื่องนี้ขึ้นมา ผมเป็น ฝ่ายค้านครับ พวกผมที่นั่งด้านซ้ายมือของท่านประธานเป็นฝ่ายค้านครับ ไม่มีผลประโยชน์ ที่ต้องเสีย เพราะพวกผมไม่ไปเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ใด ๆ ไม่มีผลประโยชน์อะไรที่พวกผม ต้องเสีย และพวกผมไม่ต้องกลัวครับว่าจะเสียอะไรอีกแล้วครับ เพราะสิ่งที่พวกผมเสีย เสียไปหมดแล้วครับ ตอนนี้เหลือแต่ของดี ๆ แล้วครับ แต่กลไกบางกลไกของรัฐบาลอาจจะมี ผลประโยชน์ครับ อาจจะไม่สามารถเดินไปข้างหน้าได้ และบางกลไกของรัฐบาลอาจจะมี เรื่องขัดผลประโยชน์เป็นพิเศษบางอย่าง ถ้ารัฐบาลต้องการให้คนของตัวเองไปนั่งอยู่ ในองค์กรอิสระ ถ้ารัฐบาลต้องการให้ไม่ถอดถอนคนบางคนในองค์กรนั้น ๆ รัฐบาลสั่งได้ครับ วุฒิสภาก็สั่งได้ครับ สุดท้ายประเทศชาติเหลืออะไรครับ ประเทศชาติก็ต้องล่มจมแน่นอนครับ อย่างนี้เขาก็เรียกว่ากินรวบประเทศไทย ประเทศไทยไม่เหลือ ถูกกินรวบหมด พวกท่านต้อง คิดถึงสาธารณะครับ คิดถึงประชาคนครับ ในฐานะที่เป็นกลุ่มคนที่ควรได้รับผลประโยชน์ ควรได้รับประโยชน์จากนักการเมือง จากประเทศชาติครับ ท่านอย่าคิดว่าสาธารณะ และประชาชนเป็นเพียงฝูงชนขนาดใหญ่เพื่อใช้เป็นเครื่องมือให้ท่านใช้ในการเลือกตั้งเท่านั้น อย่างนี้ไม่ใช่การเมืองเพื่อประชาชนครับ พวกผมจึงเห็นว่ากฎหมายฉบับนี้ไม่มีความจําเป็น ตามเหตุผลที่ผมได้อธิบายชี้ความให้ทราบ ผมจึงขอตัดมาตรา ๒ ออกทั้งมาตราครับ ขอบคุณครับ