รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๑ สิงหาคม ๒๕๕๖

อิสสระ สมชัย หารือเรื่องร่างรัฐธรรมนูญที่มีมาตรา 4 ขัดข้อบังคับ และเรียกร้องให้ยกเลิกมาตรานั้น

นายอิสสระ สมชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายอิสสระ สมชัย แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมเป็นผู้หนึ่งที่ได้ยื่นคําแปรญัตติร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยฉบับที่กําลังพิจารณาอยู่นี้ แล้วก็เป็น ๑ ใน ๕๗ คนครับ ที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการวินิจฉัยชี้ขาดในชั้นกรรมาธิการว่า คําแปรญัตติของผมนั้น ขัดหลักกฎหมาย ขัดข้อบังคํา ข้อ ๙๖ ครับ กระผมได้ยื่นคําแปรญัตติในมาตรา ๑ มาตรา ๒ มาตรา ๓ มาตรา ๔ มาตรา ๓ ว่าด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๒ มาตรา ๔ รัฐธรรมนูญ ๑๑๔ มาตรา ๕ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๕ มาตรา ๖ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๖ วรรคสอง มาตรา ๗ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๗ มาตรา ๑๑๘ มาตรา ๘ ในรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๒๐ มาตรา ๙ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๔๑ วรรคหนึ่ง แล้วก็ มาตรา ๑๐ มาตรา ๑๑ มาตรา ๑๒ มาตรา ๑๓ คือทั้ง ๑๓ มาตรานั้น กระผมขอแปรญัตติ เข้ามาท่านประธานครับ ปรากฏว่าท่านประธานคณะกรรมาธิการวินิจฉัยว่า คําแปรญัตติ ของผมนั้นขัดข้อบังคับเกือบทั้งหมดเลยครับท่านประธาน เช่น มาตรา ๑ ก็ขัด มาตรา ๒ ก็ขัด มาตรา ๓ มาตรา ๔ มาตรา ๕ มาตรา ๗ มาตรา ๘ มาตรา ๙ ขัดนะครับ ถ้าขัดแล้ว ถ้าตามที่ได้พิจารณากันเมื่อวานนี้ แปลว่าผมนั้นถูกตัดสิทธิไม่ได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็น ในการเสนอคําแปรญัตติเข้ามาเลยนะครับ ถ้าท่านได้ฟังท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ท่านได้อภิปรายเมื่อวานนี้ บอกว่าอาจจะมีบางเรื่องที่มองเห็นว่าขัด แต่เรื่องที่ไม่ขัดนั้น ก็ควรจะมีโอกาสให้เขาได้ขึ้นมาชี้แจงนะครับ แต่ปรากฏว่าทั้ง ๕๗ คนนั้น ผมเป็นคนที่ ๕๗ ถูกตัด ถือว่าเป็นการยื่นแปรญัตติขัดกฎหมาย ขัดข้อบังคับ ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมมีเหตุผลทั้ง ๑๓ มาตราครับที่ได้ยื่นคําแปรญัตติเข้ามา ตอนนี้เราพิจารณา ในมาตรา ๒ ความจริงมาตรา ๑ ผมก็แปรญัตติตัดออก ว่าด้วยชื่อร่าง พ.ร.บ. เหตุที่ตัด เพราะว่าไม่ต้องการให้มีการแก้ไข ส่วนมาตรา ๒ นั้น ว่าด้วยเรื่องวันที่กฎหมายมีผลบังคับใช้ ซึ่งร่างเดิมก็เขียนว่า ให้มีผลบังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป กระผมขอกราบเรียนว่าผมได้เสนอขอให้ตัดออกทั้งหมดเลย ทําไมถึงตัดออกทั้งหมดครับ ก็เพราะไม่ต้องการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าด้วยเรื่องสมาชิกวุฒิสภานี้ ในความคิดเห็น เบื้องต้นนั้น ผมขอกราบเรียนให้ทราบว่ามันไม่ได้เป็นข้อเรียกร้อง ไม่ได้เป็นความต้องการ ของพี่น้องประชาชนเลยครับ ว่าเขาเดือดร้อนเรื่องสมาชิกวุฒิสภา ไม่มีใครเดือดร้อน ไปถามเดี๋ยวนี้ก็ได้ครับ เขาเดือดร้อนเรื่องปากเรื่องท้องเขาต่างหากครับ ความไม่พออยู่พอกิน ความมีรายได้น้อย สิ่งเหล่านี้เขาอยากได้ แต่เรามาดันกัน ๒-๓ วันมานี้ หรือตลอดระยะเวลา ๒ ปีที่ผ่านมานี้ ไปทําแต่เรื่องซึ่งประชาชนเขาไม่ต้องการ และเนื้อหาสาระในการขอแก้ไข ท่านประธานครับ ว่าด้วยเรื่องสมาชิกวุฒิสภานี้ผมขอเรียนให้ทราบว่า จริง ๆ แล้ว ก็เหมือนกับเอาร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ ว่าด้วยเรื่องวุฒิสภามาใช้ ซึ่งในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๐ ซึ่งเวลาใครมีการพูดถึงก็มักจะบอกว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ดีที่สุด ถ้าว่าด้วย เรื่องสมาชิกวุฒิสภา เขาก็บอกว่าในรัฐธรรมนูญฉบับนั้นบอกว่าให้มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ทั่วประเทศจะไม่มีสมาชิกวุฒิสภาฉบับสรรหา แต่ในปีนั้นรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ นั้น ห้ามเบื้องต้นคือเมื่อสมาชิกวุฒิสภาอยู่ครบวาระแล้วห้ามสมัครต่อ แต่ไม่ห้ามบุพการี คู่สมรส หรือบุตรของผู้เป็นสมาชิกวุฒิสภาซึ่งพ้นตําแหน่งไปตามวาระนั้น ไม่ห้ามที่จะกลับมาสมัคร ต่อจากคนซึ่งครบวาระไป ซึ่งเขากล่าวกันว่าเป็นสภาผัว สภาเมีย แล้วก็ในปี ๒๕๔๐ นั้นครับ ผมเข้าใจว่าหลาย ๆ ท่านก็คงได้ยินสมาชิกวุฒิสภาสมัยนั้นบางส่วนไปรับเงินเดือนจากผู้นํา บางท่านเป็นรายเดือน มีการพูดกันทั่วไป และมีคนตั้งตนเป็นขาใหญ่ เอาเงินเดือนมาจ่ายให้ สมาชิกวุฒิสภาตลอดเวลา ก็เพราะเหตุนี้ละครับความเป็นกลางของสมาชิกวุฒิสภามันจึง ไม่เกิดขึ้น เพราะเมื่อไปรับเงินเดือนจากฝ่ายการเมืองอีกซีกหนึ่งแล้ว ก็แน่นอนละครับ ก็ต้องพยายามดําเนินการทําอย่างไรเพื่อจะให้การทํางานของสมาชิกวุฒิสภานั้นจะได้ สนองนโยบาย สนองโอกาสรับใช้ของผู้ที่จ่ายเงินเดือนให้ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้น เมื่อมีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมาปี ๒๕๕๐ จุดอ่อนอันนี้จึงได้มีการแก้ไข แก้ไขว่า สมาชิกวุฒิสภานั้นก็เป็นตัวแทนประชาชนเหมือนกัน แต่หน้าที่จะแตกต่างจากสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภานั้นหน้าที่หลักก็คือเรื่องกลั่นกรองกฎหมาย การแต่งตั้ง การถอดถอน องค์กรอิสระ การอนุมัติบางเรื่องที่จะต้องไปทําสัญญากับต่างประเทศ เรื่องสําคัญมาอยู่ ตรงนั้นครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นในปี ๒๕๕๐ เป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่เราใช้อยู่เวลานี้ จึงได้เขียนไว้บอกว่าถ้าเช่นนั้นก็ควรจะแยกสมาชิกวุฒิสภาออกเป็น ๒ ประเภท ประเภทหนึ่ง ให้มาจากการเลือกตั้งจากจํานวนสมาชิกวุฒิสภาทั้งหมด ๑๕๐ คน เป็นสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งมาจากการเลือกตั้งครึ่งหนึ่ง เอาจังหวัดละ ๑ คน อีกครึ่งหนึ่งนั้นให้มีการเลือกตั้งทางอ้อม จากสาขาอาชีพต่าง ๆ เช่นสาขารัฐศาสตร์ สาขานิติศาสตร์ สาขาเศรษฐศาสตร์ รวมกระทั่งถึง เกษตรกร ชาวนา ชาวไร่ หรือแม้กระทั่งหน่วยงานตัวแทนจากคนพิการ ท่านประธานครับ ท่านจะเห็นใช่ไหมครับ อย่างท่าน ส.ว. มณเฑียร บุญตัน เวลานี้ก็เป็น ส.ว. อยู่ในรัฐสภา แห่งนี้ ก็ได้ทําหน้าที่เป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนซึ่งเป็นคนพิการทั่วประเทศได้อย่าง มีประสิทธิภาพและเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลก ท่านประธานครับ โดยวิธีการอย่างนี้ทําให้เราได้ คนหลากหลายเข้ามาทํางาน ในเบื้องต้นคนก็เข้าใจว่ามันไม่น่าจะถูก น่าจะให้มี ส.ว. มาจาก การเลือกตั้งทั้งหมด ผมขอเรียนให้ทราบว่าถ้ามีการเลือกตั้งทั้งหมด คนพิการอย่างท่าน ส.ว. มณเฑียรจะไปหาเสียงแข่งคู่กับคนซึ่งมีรูปร่างกายดีสมประกอบทุกประการเป็นไปไม่ได้ หรอกครับ คงจะไม่มีโอกาสเลือกตั้ง แล้วใครล่ะครับจะไปเป็นตัวแทนคนพิการเหล่านี้ ไปทําหน้าที่ดูแลกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเขา สวัสดิภาพที่เกิดกับเขา ท่านประธานที่เคารพ แต่พอกฎหมายฉบับนี้มาตัดอย่างหนึ่งออกไปก็คือว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่าด้วยเรื่องสมาชิก วุฒิสภานี้ ห้ามมิให้บุพการี คู่สมรสและบุตรของ ส.ว. ซึ่งพ้นตําแหน่งหน้าที่ไปนั้น ให้มาสมัคร รับเลือกตั้งต่อ จะสมัครรับเลือกตั้งต่อ จะเป็นปี ๒๕๔๐ ก็ดี จะเป็นปี ๒๕๕๐ ก็ดี จะต้อง เว้นวรรคไป ๑ เทอมแล้วกลับมาสมัครใหม่อีกครั้งหนึ่ง เขาก็เขียนไว้อย่างนั้นครับ แต่ผมรับไม่ได้ในร่างนี้ก็เพราะอะไรท่านประธานครับ รับไม่ได้ก็เพราะเห็นว่าเปิดช่องครับ เปิดช่องถึงขั้นว่าประธานวุฒิสภาไปให้สัมภาษณ์ว่าจะต้องพยายามออกกฎหมายนี้ให้ได้ เพื่อตัวเองจะได้มาสมัครทัน แล้วจะไม่ให้คนอื่นกล่าวว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนได้อย่างไร ท่านประธานครับ แล้วปรากฏว่ามีการดึงดันกันเข้ามาเป็นที่น่าผิดสังเกต ท่านประธาน ที่เคารพ โดยการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ก็เปิดช่องว่าเมื่อสมาชิกวุฒิสภาครบเทอมแล้วสามารถ ลงสมัครรับเลือกตั้งแข่งได้ รับเลือกตั้งเข้ามาเป็นสมาชิกต่ออีกได้เลย ท่านประธานครับ ถ้าหากว่าสมาชิกวุฒิสภาจะไม่มีการเว้นเทอมในการมาทําหน้าที่ในสภา ต่อไปนี้สมาชิก วุฒิสภานั้นจะทําหน้าที่ไม่แตกต่างจาก ส.ส. หรอกครับ จะทําหน้าที่ไม่แตกต่างจาก ผู้แทนราษฎร อาจจะถามว่าแล้วมันจะเสียหายอะไร มันเสียหายแน่นอนครับท่านประธาน เสียหายเพราะเห็นว่าเมื่ออยากจะได้รับเลือกตั้งต่ออีกสมัยหน้า ท่านประธานครับ ก็ต้องหาสังกัด หาค่าย ทั้งโดยทางตรงหรือทางอ้อมเพื่อจะได้มวลชนสําหรับสนับสนุน ให้ตัวเองได้รับเลือกตั้งเข้ามาเป็น ส.ว. นอกจากนั้นแล้วการออกไปพบปะประชาชน ประชาชนยังเข้าใจว่ามี ส.ว. มาก ๆ จังหวัด กทม. นี้มี ส.ว. น้อยไป ๑ คน ผมเรียนให้ทราบว่า ๑ คน ไม่ได้น้อยไปหรอก ไม่ว่าจังหวัดใหญ่ จังหวัดเล็ก เพราะเขาไม่ได้ให้ทําหน้าที่มาหาเสียง ให้ผู้แทนเลือก เขาให้ไปทําหน้าที่กลั่นกรองกฎหมาย ให้ไปทําหน้าที่แต่งตั้ง ถอดถอนองค์กร อิสระ ไม่ให้ไปขุดบ่อ ก่อศาลา ไม่ให้ไปทําถนนคอนกรีต ท่านประธานครับ ไม่ให้ไปทํา ถนนลาดยาง ไม่ให้ไปทําเครือข่ายอะไรต่าง ๆ เขาให้ทําหน้าที่เป็นสภาสูง ถ้าไม่เช่นนั้น เขาไม่เรียกวุฒิสภาหรอกครับท่านประธาน แล้วถ้าจะมาทําหน้าที่แข่งกับผู้แทนราษฎร อยู่ลักษณะเช่นนี้ มันจะหาความเป็นกลางได้จากไหนท่านประธานครับ ถ้าคิดจะทําอย่างนั้น ผมว่าอย่ามีเลยวุฒิสภา อย่ามีเลยครับ เอาเป็นสภาเดียว ให้สภานั้นมีสภาผู้แทนราษฎร สภาเดียว ไม่ต้องมีสภากลั่นกรองแล้ว ในเมื่อสมาชิกวุฒิสภาจะต้องออกมาทํางานคล้าย ๆ หน้าที่ผู้แทนราษฎรและไม่มีเว้นวรรคอยู่อย่างนี้ นี่ละครับท่านประธาน ยังมีอีกหลายประเด็น เพราะฉะนั้นเพราะผมไม่ต้องการให้มีการแก้ไข ผมจึงเสนอขอแปรญัตติแก้ไขตัดออกทั้งหมด ในมาตรา ๒ แห่งร่าง พ.ร.บ. นี้ เพื่อจะไม่ให้มีการแก้ไขในหมวดต่อ ๆ ไป ท่านประธานครับ ขอขอบคุณที่ให้ผมเป็น ๑ ใน ๕๗ คน เกือบจะไม่ได้พูด เกือบจะไม่ได้แสดงความคิดเห็น แต่ผมมีชื่ออยู่ในมาตราต่อ ๆ ไป ผมจะขอใช้สิทธิทุกมาตราในการอภิปรายประกอบคําแปรญัตติ ของผม ในชั้นนี้ขอเพียงแค่นี้ครับ ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ