รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๑ สิงหาคม ๒๕๕๖

รสนา โตสิตระกูล หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของหลักนิติธรรมในการออกกฎหมาย และเสนอข้อเสนอ 8 ประการในการรักษาเอกราชและความมั่นคงของชาติ เธอเห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้จะทำให้วุฒิสภาไม่มีความเป็นอิสระในการตรวจสอบและให้ความเห็นเกี่ยวกับการดำเนินงานของรัฐ และแถลงให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานครได้ประท้วง

นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภากรุงเทพมหานคร ในฐานะสมาชิกรัฐสภานะคะ ดิฉันได้แปรญัตติในมาตรา ๒ ไว้ว่า รัฐธรรมนูญนี้ให้ใช้บังคับ เมื่อพ้นกําหนดหนึ่งปีนับถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เหตุที่ดิฉันต้อง แปรญัตติอันนี้เข้ามา เนื่องจากว่าการแก้รัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของการปลดล็อกให้กับ สมาชิกวุฒิสภาจากการเลือกตั้งให้สามารถเข้าสู่การเลือกตั้งได้อีกครั้งหนึ่ง ดิฉันเองเห็นว่า การพิจารณาลักษณะเช่นนี้นั้น เป็นเรื่องของการมีผลประโยชน์ที่ขัดกัน เพราะฉะนั้นการที่ ดิฉันแปรญัตติให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับให้มีการใช้หลังจากประกาศราชกิจจานุเบกษา แล้ว ๑ ปีนั้น เพื่อที่จะแก้ปัญหาในเรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ประเด็นเรื่องการขัดกัน แห่งผลประโยชน์นั้นดิฉันคิดว่าเป็นเรื่องที่มีความสําคัญอย่างยิ่ง เพราะว่าถ้าหากว่าเราให้ ผู้ที่มีส่วนได้เสียมาเป็นผู้พิจารณาหรือออกกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกติกาสําคัญ เป็นกติกา เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ มันจะนําไปสู่การขาดความ เที่ยงธรรม ขาดความสุจริตและมีอคติ ซึ่งทําให้หลักการของกฎหมายที่จะออกมานั้นเป็นสิ่งที่ จะขัดต่อรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่เราใช้อยู่นะคะ แต่ก่อนที่ดิฉันจะอธิบายไปถึงว่าขัดอย่างไร ดิฉันอยากจะขอพูดสักนิดหนึ่งว่า โดยปกติแล้ว สังคมของคนเราที่จะอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุขนั้นจําเป็นที่จะต้องใช้กฎหมายเป็นหลักของ การปกครองนะคะ การใช้กฎหมายเป็นหลักของการอยู่ร่วมกันของสังคมนั้น กฎหมายนั้น จะต้องไม่ใช่กฎหมายที่ออกโดยคน ๆ เดียว หรือคนเพียงคณะเดียวเป็นผู้ใช้อํานาจ โดยที่อํานาจนั้นปราศจากการควบคุม เพราะว่าเหตุใดที่เราจะต้องปฏิเสธการใช้อํานาจ ที่เป็นไปตามอําเภอใจของบุคคลหรือคณะบุคคล ก็เพราะว่าที่จริงมีคําพูดที่นักประวัติศาสตร์ ชาวอังกฤษชื่อ ลอร์ด แอคตัน เคยพูดเอาไว้นานแล้วว่า อํานาจนั้นมีแนวโน้มที่จะนําไปสู่ การทุจริต และอํานาจเบ็ดเสร็จก็จะนําไปสู่การทุจริตที่เบ็ดเสร็จ การคอร์รัปชันที่เบ็ดเสร็จ ด้วยเหตุนี้การที่จะแก้ปัญหาที่จะไม่ให้มีกฎหมายที่ออกโดยบุคคลคนเดียว กลุ่มคน ๆ เดียวนั้น ซึ่งจํานําไปสู่การใช้อํานาจตามอําเภอใจ และการใช้อํานาจตามอําเภอใจโดยขาดการ ตรวจสอบนั้นจะนําไปสู่การทุจริตคอร์รัปชัน ถ้ามีการควบคุมอํานาจที่เบ็ดเสร็จมากเท่าไร การทุจริตคอร์รัปชันนั้นก็จะมากขึ้นเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ดิฉันคิดว่าในกฎหมายที่ได้บัญญัติไว้ ในมาตรา ๑๒๒ ในมาตรา ๑๒๒ นั้นกล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า สมาชิกของสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภานั้น ย่อมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย โดยไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติ มอบหมายหรือความครอบงําใด ๆ และต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทย โดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์ คําว่า โดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ดิฉันคิดว่าเป็นประเด็นที่มีความสําคัญอย่างยิ่ง ถ้าหากว่าเราปล่อยให้กฎหมายมีการขัดกันแห่งผลประโยชน์เกิดขึ้นนั้น กฎหมายเหล่านั้น ก็จะขาดสิ่งที่เราเรียกว่าหลักนิติธรรม ซึ่งในรัฐธรรมนูญในวรรคสองของมาตรา ๓ ได้ระบุ อย่างชัดเจนนะคะ ที่จริงต้องบอกว่าเป็นครั้งแรกในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ ที่ได้มีการบัญญัติวรรคสองในมาตรา ๓ ไว้ว่า การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานของรัฐต้องเป็นไปตาม หลักนิติธรรม คําว่าหลักนิติธรรมนั้นอาจจะมีความลึกซึ้งมาก แต่ดิฉันคงไม่อรรถาธิบาย ยาวมากนักนะคะ ดิฉันคิดว่าหลักนิติธรรมนั้นก็อาจเป็นคํา ๆ เดียวคําว่า รูล์ ออฟ ลอว์ (Rule off Law) หรือการใช้หลักธรรมแห่งกฎหมายที่จะเข้ามาใช้ หลักธรรมแห่งกฎหมายนั้น จะต้องเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อบุคคลและก็ประโยชน์ส่วนรวมซึ่งเป็นประโยชน์ สาธารณะ กฎหมายที่เป็นธรรมนั้นจะเกิดขึ้นได้มันต้องเกิดขึ้นโดยปราศจากการมี ผลประโยชน์ที่ขัดกัน เพราะเราต้องยอมรับว่ามนุษย์เราแต่ละคนนั้นมีอคติ แล้วก็เป็นปุถุชน ที่อาจจะสามารถฉ้อฉลหรือทุจริตได้ถ้ามีโอกาส เพราะฉะนั้นการที่เราจะออกกฎหมายอะไร ต่อมิอะไรนั้น การบัญญัติในเรื่องของการต้องไม่มีผลประโยชน์ขัดกันจึงเป็นสิ่งที่มีความสําคัญ เพราะถ้าหากว่าเรามีผลประโยชน์ขัดกันเราย่อมมีอคติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าบุคคลที่ ออกกฎหมายนั้นมีส่วนได้เสียในกฎหมายฉบับนั้น มันก็ย่อมมีอคติในการที่จะเข้าข้างตัวเอง หรือออกกฎหมายในลักษณะที่ทําลายประโยชน์ของส่วนรวมได้ เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่า ถ้าหากว่ากฎหมายนั้นออกโดยไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรมนั้นมันก็เป็นสิ่งที่ไม่สามารถที่จะ บังคับใช้ได้ ทีนี้การที่เราไม่ให้มีประเด็นเรื่องของการขัดกันในเรื่องของผลประโยชน์นั้นนะคะ ดิฉันคิดว่าต้องกลับไปดูที่เจตนารมณ์หรือสาระของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ ถ้าท่านประธาน ท่านสมาชิกได้ลองดู ในหน้า ๑๐ ของรัฐธรรมนูญที่อยู่ ในสภาของเราจะมีระบุเอาไว้ในหน้า ๑๐ วรรคสองว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่จัดทําใหม่ มีสาระสําคัญเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ร่วมกันของประชาชนชาวไทย คือทั้งหมดที่เขียน เอาไว้ แบ่งได้ประมาณ ๘ ข้อ

ข้อที่ ๑ คือการทําธํารงรักษาไว้ซึ่งเอกราชและความมั่นคงของชาติ

ข้อที่ ๒ การทํานุบํารุงรักษาศาสนาทุกศาสนาให้สถิตสถาพร

ข้อที่ ๓ การเทิดทูนพระมหากษัตริย์เป็นประมุขและเป็นมิ่งขวัญของชาติ

ข้อที่ ๔ การยึดถือระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นวิถีทางในการปกครองประเทศ

ข้อที่ ๕การคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน

ข้อที่ ๖ ให้ประชาชนมีบทบาทและมีส่วนร่วมในการปกครองและตรวจสอบ การใช้อํานาจรัฐอย่างเป็นรูปธรรม

ข้อที่ ๗ การกําหนดกลไกลสถาบันทางการเมือง ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติและ ฝ่ายบริหารให้มีดุลยภาพและประสิทธิภาพตามวิถีการปกครองแบบรัฐสภา

และสุดท้ายข้อที่ ๘ ให้สถาบันศาลและองค์กรอิสระอื่น สามารถปฏิบัติหน้าที่ ได้โดยสุจริตเที่ยงธรรม

ดิฉันคิดว่าเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ระบุอย่างชัดเจน อย่างน้อย ข้อที่ ๗ ระบุว่า การกําหนดกลไกสถาบันทางการเมือง ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร ให้มี ดุลยภาพและประสิทธิภาพตามวิถีการปกครองแบบรัฐสภา ดิฉันเห็นว่าความหมายอันนี้ การมีดุลยภาพ คือการต้องมีการถ่วงดุลอํานาจกัน การถ่วงดุลอํานาจนั้น ถ้าหากว่าปราศจาก การถ่วงดุลอํานาจกัน ก็จะทําให้เกิดปัญหาขึ้นมาได้ ระบอบการปกครองของเรานั้น เราพูดถึง ระบอบรัฐสภา คือการมีการแบ่งแยกอํานาจแล้วก็มีการถ่วงดุล ตรวจสอบซึ่งกันและกันได้ แม้แต่ประเด็นในเรื่องของมาตรา ๓ การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภาต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม ถ้าเราไปดูในหมวด ๕ ว่าด้วยแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ มาตรา ๗๘ (๖) อันนี้ก็ชัดเจนว่า การดําเนินงาน หน่วยงานทางกฎหมายที่มีหน้าที่ให้ความเห็นเกี่ยวกับการดําเนินงานของรัฐ ตามกฎหมายและตรวจสอบการตรากฎหมายของรัฐ ดําเนินการอย่างเป็นอิสระ เพื่อให้ การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปตามหลักนิติธรรม ดิฉันคิดว่าคําว่าหลักนิติธรรมนั้น ถูกบัญญัติอย่างเป็นรูปธรรมในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ การขัดกันแห่งประโยชน์นั้นจะเป็น การทําลายหลักนิติธรรมอย่างชัดเจน เพราะฉะนั้นดิฉันเองเห็นว่าการที่เรามาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยเรื่องของ ส.ส. ส.ว. โดยการปลดล็อกให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง สามารถ เลือกตั้งใหม่ได้ มีการแก้ไขที่จะให้สามี ภรรยา บุพการีของ ส.ส. นั้น เข้ามาดํารงตําแหน่ง เข้ามาสมัครสมาชิกวุฒิสภาได้ ดิฉันเห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปไกลยิ่งกว่า รัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ ซึ่งสภาแห่งนี้เคยชื่นชมว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ยังไม่เปิดโอกาสให้ขนาดนี้ สมาชิกวุฒิสภาต้องเว้น ๑ วาระ คือ ๖ ปี และถ้าหากว่า จะไปสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ต้องเว้นวรรค ๑ ปี หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จะมาลงสมัครเป็นสมาชิกวุฒิสภาก็ต้องเว้นวรรค ๑ ปี แต่ปรากฏว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้เปิดช่องตรงนี้ทั้งหมด ซึ่งสิ่งที่ดิฉันเห็นก็คือว่า ในกระบวนการที่เราล้วนแต่เป็นผู้มี ผลประโยชน์ได้เสีย แล้วเราออกกฎหมาย เราแก้ไขรัฐธรรมนูญในแง่นี้ จะทําให้วุฒิสภานั้น ซึ่งควรจะมีที่มาแตกต่างจากสภาผู้แทนราษฎร ก็จะกลายเป็นส่วนเดียวกัน

(นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ได้ยืน และยกมือขึ้น)

อยากจะ ประท้วงหรือคะ ท่านประธานอนุญาตให้เขาประท้วงไหมคะ